Saturday, 7 November 2026
NEWS

ลดภาษีน้ำมัน แต่โรงกลั่นยิ่งรวย?! ชำแหละราคาน้ำมันไทยอิงสิงคโปร์ ส่วนต่างดีเซลกับน้ำมันดิบพุ่งจาก 32 เป็น 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล รัฐควรกำหนดเพดานราคาแทนใช้เงินกองทุน เปรียบเทียบสงครามราคาน้ำมันปี 65 กับ 69

อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ  ได้กล่าวว่า…

“การลดภาษีน้ำมัน (ทั้งที่ยังอ้างอิงราคาขายที่สิงคโปร์) = ทำให้โรงกลั่นรวย”

รัฐควรกำหนดเพดานราคาเบนซิน–ดีเซล แทนการใช้เงินกองทุนฯ-ภาษี ที่ถมเท่าไรก็ไม่พอ

เทียบสงครามยูเครนในปี 2565 กับสงครามอิหร่านในปีนี้ 2569

กรณีปี 65 น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 94.71 เหรียญต่อบาร์เรล ส่วนดีเซลสำเร็จรูปที่สิงคโปร์ (MOPS) อยู่ที่ 126.64 เหรียญ ส่วนต่างราว 32 เหรียญ แต่พอมาถึงปี 69 ราคา ณ 22 ตุลา น้ำมันดิบดูไบอยู่ 108.62 ส่วนดีเซลสิงคโปร์พุ่งไป 170.70 ส่วนต่างเพิ่มขึ้นราว 63 เหรียญ เพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว โรงกลั่นกำไรมหาศาล เพราะไทยเราอิงราคาขายที่สิงคโปร์ ไม่ได้อิงตามต้นทุนราคาน้ำมันดิบ

ไทยกลั่นน้ำมันดิบวันละ 1 ล้านบาร์เรลเท่าสิงคโปร์ แต่สิงคโปร์เป็น City State ประเทศเล็กกว่ากรุงเทพฯ ครึ่งหนึ่ง ตลาดส่วนใหญ่คือส่งออกจึงต้องทำกลไกให้ราคาขายสูงเพื่อทำกำไรเข้าประเทศ เช่นเดียวกับมาเลเซียที่เน้นส่งออก ราคาหน้าปั๊มต้องสูง อย่างโครงการBUDI ของมาเลเซีย ถ้าใช้บัตรประชาชนเติมดีเซลจะได้โควตา 300 ลิตรต่อเดือน ในราคา 16 บาท เท่านั้น ส่วนไทย เราขายในประเทศมาก โครงสร้างราคาควรทำต่างวิธีกัน

แล้วจะแก้ยังไง? ต้องให้กระทรวงพาณิชย์ใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการควบคุมราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 (เดิมกระทรวงพลังงานแยกออกมาจากกระทรวงพาณิชย์ ปี 45) เครื่องมือตัวนี้จึงอยู่ที่กระทรวงพาณิชย์ “น้ำมันถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุม” นานแล้วแต่ไม่เคยประกาศอัตราราคาเพราะมติ ครม. ปี 2534 บอกให้เป็นเสรี บัดนี้ควรถึงเวลาประกาศอัตราราคา เบนซินและดีเซลได้แล้ว

การใช้เงินกองทุนหรือภาษีมาอุ้มน้ำมัน ใช้เท่าไรก็ไม่พอ ถ้ายังปล่อยโรงกลั่นไทยทำกำไรขายในราคาสิงคโปร์

ที่มา : https://www.facebook.com/reel/2321784521694406

‘เอ็มบัปเป้’ โดนลงโทษ!! หัวเราะมีมการเมืองจนเกิดเหตุ สื่อรัฐจีนระงับถ่ายทอดลาลีกา 3 แบรนด์ใหญ่ถอนสปอนเซอร์ จีนตัดสัมพันธ์ธุรกิจกับนักเตะคนดัง “เรอัล มาดริด” พักแข่งพร้อมปรับเงินหนัก ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัว

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น ได้โพสต์ลงเฟสบุ๊คส่วนตัวว่า….

#อย่าล้อเล่นกับระบบ !!  แด่ประธานเป้ ภาพล้อเลียนนี้ไวรัลแล้วจ้า ล่าสุด  เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในกับ #เอ็มบัปเป้ ด้วยการพักการแข่งขัน  5  นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงแบบไฟลามทุ่ง จากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องที่มีความอ่อนไหวการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้พลังทางเศรษฐกิจอำนาจซื้อและพลังทางสังคม เพื่อจัดการกับพฤติกรรม #ไม่รู้สี่รู้แปด ของฝรั่งต่างชาติในเรื่องที่มีความอ่อนไหวทางการเมืองของจีน !!  อินฟลูต่างชาติโดนแบบนี้หลายครั้งแล้วค่า #จีนซับซ้อนซ่อนเงื่อน 

คนที่โดนพญามังกรจีนพ่นไฟใส่รอบนี้ คือ คีลิยัน #เอ็มบัปเป้  !!! ด้วยความอ่อนหัดเรื่อง #การเมืองจีน 🇨🇳 ทำให้เอ็มบัปเป้ กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสของ เรอัล มาดริดไปหัวเราะกับมีมที่นำเสนอภาพของเขาเป็นประธาน #เหมาเจ๋อตง อดีตผู้นำจีน และใช้คำว่า #เผด็จการจีน !! 

ผลคือ #ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที!

จีนระงับการถ่ายทอดการแข่งขันฟุตบอลลีกสเปนโดยสิ้นเชิง  ที่ผ่านมา #ลาลีกา สร้างรายได้ 1 พันล้านยูโรจากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในต่างประเทศ โดยในจำนวนนี้ 400 ล้านยูโรมาจากจีนเพียงประเทศเดียว…

ขอสรุปมัดรวมไล่เรียง #สารตั้งต้น ของปัญหา และ #ผลกระทบ ดังนี้

1) เริ่มต้นจากการที่รายการ The Bridge สัมภาษณ์ เอ็มบัปเป้ และถามถึงภาพมีมที่ชื่นชอบ แล้วเอ็มบัปเป้ก็ตอบกลับไปว่า "ภาพที่ทำให้ผมหัวเราะมากที่สุด คือภาพที่พวกเขาเอาใบหน้าของผมไปใส่บนตัว 'เผด็จการจีน' ผมใช้ภาพนั้นกับเพื่อน ๆ บ่อยมาก"

(ทั้งนี้ เอ็มบัปเป้ ไม่ได้เอ่ยชื่อ เหมาเจ๋อตง โดยตรง)

2) หลังจากนั้น เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากคำให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับภาพมีมที่นำใบหน้าของเจ้าตัวไปตัดต่อกับ เหมา เจ๋อตง อดีตผู้นำจีน  

3) ผลที่ตามมา คือ  สถานีโทรทัศน์ CCTV ของ #รัฐบาลจีน ตัดสินใจระงับการถ่ายทอดสดฟุตบอล ลาลีกา สเปน รวมถึงการแข่งขันที่เกี่ยวข้องกับเอ็มบัปเป้

พร้อมสั่งถอดโฆษณาและวิดีโอทั้งหมดที่มี เอ็มบัปเป้ ปรากฏอยู่

ผลคือ ลาลีกา ฟุตบอลลีกของสเปน สูญเสียเงิน 400 ล้านยูโรภายใน 3 วินาที !! 

4) #กระทรวงการต่างประเทศจีน ก็ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านคำพูดและการกระทำที่ #ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน เช่นกัน 

#จีนเตือนแรงส์ อย่างชัดเจนว่า “คำพูดหรือการกระทำใด ๆ ที่ทำร้ายความรู้สึกของประชาชนชาวจีน จะถูกปฏิเสธจากทุกภาคส่วนของสังคม” 

5) #บริษัทจีน หลายแห่ง ได้แก่ ตงเผิง (Dongpeng), เหมิงหนิว (Mengniu) และ มิลค์กราวด์ (Milkground) ต่างประกาศยุติความร่วมมือทางธุรกิจกับกองหน้ารายนี้เช่นกัน

6) เว็บไซต์ข่าวกีฬาจีนอย่าง ตงฉิวตี้ (Dongqiudi) ยังเปลี่ยนชื่อของ เอ็มบัปเป้ ในตารางอันดับ บัลลง ดอร์ 2026 ซึ่งเจ้าตัวจบอันดับ 2 ให้กลายเป็นข้อความว่า 'ไม่มีบุคคลนี้อยู่จริง' อีกด้วย

7) ล่าสุด เรอัล มาดริด ออกคำสั่งลงโทษภายในด้วยการพักการแข่งขัน #เอ็มบัปเป้ 5 นัด และปรับเงิน 700,000 ยูโร หลังเกิดผลกระทบรุนแรงทั่วโลกจากคำพูดแบบ #ไม่รู้สี่รู้แปด ในเรื่องการเมืองจีนของเอ็มบัปเป้

ขณะที่  วิดีโอต้นฉบับที่สัมภาษณ์เอ็มบัปเป้ จนสร้างปัญหา ก็ถูกลบไปแล้ว  ไม่ปรากฏอยู่บนช่อง YouTube ของรายการ The Bridge แล้ว 

Note :  ตัวอย่างเคสอื่นที่เคยเกิดขึ้น 

ในปี 2019 เกิดกรณีเมซุต #โอซิล (Mesut Özil) กับประเด็น #อุยกูร์  นักเตะชื่อดังของสโมสรอาร์เซนอลในขณะนั้น  โอซิลได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีนในประเด็นการปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอุยกูร์ ใน #ซินเจียง

ส่งผลให้สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนสั่งระงับการถ่ายทอดสดการแข่งขันของอาร์เซนอล #Arsenal ทันที 

นอกจากนี้ ชื่อและข้อมูลของโอซิลถูกลบออกจากเกมฟุตบอลยอดนิยมอย่าง Pro Evolution Soccer (PES) และ FIFA เวอร์ชันที่วางจำหน่ายในจีน 

รวมถึงสั่งปิดแฟนเพจและแพลตฟอร์มทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับโอซิลงในจีน ส่งผลให้มูลค่าการตลาดของสโมสรและค่าตัวโอซิลในจีน กลายเป็นศูนย์ !! ในชั่วข้ามคืน

Credit : Aksornsri PHANISHSARN

https://www.facebook.com/share/p/1DS5qPTEBj/?mibextid=wwXIfr

ส.อ.ท. ผลักดันยานยนต์!! ผนึกค่ายรถยักษ์ใหญ่กว่า 10 แห่งร่วมมือ เดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content พา SMEs ไทยเจริญ สร้างโอกาสลงทุนภายใต้ Reinvent Thailand

ส.อ.ท. ผนึกค่ายยานยนต์ ขับเคลื่อน Reinvent Thailand หนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ ยกระดับ Local Content

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดการประชุมร่วมกับกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ นำโดย นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล รองประธาน ส.อ.ท. นายสุพจน์ สุขพิศาล เลขานุการสายงานส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรม ส.อ.ท. พร้อมด้วยผู้แทนจากค่ายรถยนต์และรถจักรยานยนต์ชั้นนำกว่า 10 ค่าย ได้แก่ Toyota, Mitsubishi, Isuzu, Nissan, Mazda, Hino, Honda, Mercedes Benz, BMW, BYD, Changan, GWM, Hyundai และ Yamaha เพื่อร่วมกันสร้างความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาทิศทางการลงทุนและขับเคลื่อน Local Content พร้อมเดินหน้าสนับสนุนภาษีสรรพสามิตใหม่ โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ เป็น 1 ใน 7 กลุ่มเศรษฐกิจแห่งอนาคต ที่จะขับเคลื่อน Reinvent Thailand เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ดึงการลงทุนใหม่ และพา SMEs ไทยเติบโตไปพร้อมกัน

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า “สิ่งสำคัญ คือ การผลักดัน Local Content Contribution ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการ SMEs ไทย เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว”

ส.อ.ท. พร้อมร่วมมือกับภาคเอกชนและหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายและพัฒนาแนวทางการรับรอง Local Content ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ควบคู่กับการปรับปรุงกฎระเบียบและลดอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ เพื่อส่งเสริมการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนภายใต้ยุทธศาสตร์ Reinvent Thailand ซึ่งปัจจุบัน อุตสาหกรรมยานยนต์

และชิ้นส่วนมีสัดส่วนต่อ GDP ของประเทศไทยราว 10% โดยการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้จะช่วยสร้างโอกาสและส่งเสริมการเติบโตของผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ผลจากการประชุมแผนครั้งนี้ ทาง ส.อ.ท. จะนำไปเสนอต่อ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อรับพิจารณา จากนั้นจะมีการนำแผนดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) เป็นลำดับต่อไป

ลดค่าไฟ เติมเงินเข้ากระเป๋าประชาชน!! ครม. ไฟเขียวโซลาร์รูฟประชาชน รับซื้อไฟส่วนเกินหน่วยละ 2.20 บาท พร้อมลดภาษีน้ำมัน B20–E20 หวังแบ่งเบาภาระค่าไฟ–ค่าน้ำมัน ช่วย SMEs เงินหมุนเวียนเพิ่ม

ครม. เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน และอนุมัติลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน

ครม. (27 ต.ค. 69) เห็นชอบโครงการโซลาร์รูฟประชาชน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการด้านพลังงานหลายด้านควบคู่กัน อาทิ การปรับลดค่าไฟฟ้าภาคครัวเรือน ด้วยการแยกค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน และกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับการใช้ไฟฟ้า 2 หน่วยแรกในราคาหน่วยละ 3 บาท การส่งเสริมการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงกับภาคธุรกิจ (Direct PPA) และการปรับแก้สัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย เพื่อไม่ให้มีการต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ

สำหรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน เปิดให้ผู้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ขายไฟฟ้าส่วนเกินคืนการไฟฟ้าในอัตราหน่วยละ 2.20 บาท ภายใต้กรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท พร้อมพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ 10,785 ล้านบาท ระบบสมาร์ทมิเตอร์ 10,811.6 ล้านบาท และพัฒนาทักษะแรงงานติดตั้งโซลาร์เซลล์ 972 ล้านบาท วงเงินรวมกว่า 72,568 ล้านบาท คาดช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าประชาชนประมาณ 24,000 ล้านบาท และลดการรับซื้อไฟฟ้าจากระบบเดิมในปีแรก 6,323 ล้านหน่วย

นอกจากนี้ ครม. มีมติอนุมัติให้กรมสรรพสามิตลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 และ E20 เพื่อสนับสนุนการใช้ผลผลิตทางการเกษตร และลดสัดส่วนน้ำมันฟอสซิล พร้อมมอบหมายให้ ก.พลังงาน พิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานในระยะยาว เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งนี้ คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้ามีมติกำหนดระยะเวลาชำระเงินให้แก่ผู้ประกอบการไม่เกิน 30 วันสำหรับสินค้าเกษตร และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น มีผลวันที่ 2 พ.ย. 69 คาดช่วยลดระยะเวลารับเงินและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบ SMEs กว่าแสนล้านบาทต่อ 15 วัน

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1569302918565767&id=100064582216937&rdid=wEvvBYh9JJjG798P#

ไมโครซอฟท์ เตรียมลดพนักงานราว 60,000 คน!! เสนอแพ็กเกจลาออกสมัครใจ กระทบบริษัททั่วโลก มุ่งลงทุน AI ครอบคลุมหลายแผนก สอดรับเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร

ไมโครซอฟท์ (Microsoft) เตรียมเสนอแพ็กเกจ “สมัครใจลาออก” ให้พนักงานราว 60,000 คน หรือคิดเป็นประมาณ 1 ใน 4 ของพนักงานทั้งหมด เพื่อปรับลดต้นทุน และปรับโครงสร้างกำลังคนให้สอดรับกับยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) ท่ามกลางการทุ่มลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า พนักงานบางส่วนในสหรัฐ แคนาดา อินเดีย และสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ระดับรองประธานบริษัทลงมาจะมีสิทธิรับข้อเสนอดังกล่าว โดยครอบคลุมหน่วยธุรกิจสำคัญ เช่น Xbox, Windows, Copilot และฝ่ายการเงิน

ขณะที่พนักงานบางกลุ่มในธุรกิจศูนย์ข้อมูล การขาย การตลาด ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และควอนตัมคอมพิวติง จะไม่ได้รับข้อเสนอนี้

“เอมี โคลแมน ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลของไมโครซอฟท์ ระบุในบันทึกถึงพนักงานว่า ข้อเสนอนี้เปิดทางเลือกให้ผู้ที่กำลังพิจารณาอนาคตการทำงานนอกบริษัท สามารถตัดสินใจเปลี่ยนผ่านได้ทันทีพร้อมรับการสนับสนุน โดยสิทธิประโยชน์จะใกล้เคียงกับแพ็กเกจชดเชยกรณีเลิกจ้างทั่วไป”

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากไมโครซอฟท์ทยอย “ลดพนักงานหลายหมื่นคน” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม บริษัทเคยเสนอแพ็กเกจเกษียณอายุโดยสมัครใจแก่พนักงานราว 8,750 คน และมีผู้ตอบรับมากกว่า 30% อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าสัดส่วนผู้ตอบรับข้อเสนอรอบล่าสุดจะต่ำกว่าครั้งก่อนมาก

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ไมโครซอฟท์มีพนักงานทั้งหมด 223,000 คน โดยจำนวนพนักงานแทบไม่เปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่บริษัทเริ่มเร่งลงทุนใน AI และศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้งบประมาณ และการจ้างงานในหน่วยธุรกิจอื่นถูกจำกัดมากขึ้น

ไมโครซอฟท์มีกำหนดประกาศผลประกอบการในวันพุธนี้ โดยนักลงทุนจับตาว่าเม็ดเงินมหาศาลที่บริษัททุ่มลงทุนด้าน AI จะเริ่มสร้างผลตอบแทนได้มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ไมโครซอฟท์ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีรายเดียวที่ปรับลดกำลังคนเพื่อโยกทรัพยากรไปลงทุนด้าน AI โดยก่อนหน้านี้ Google ได้เสนอแพ็กเกจสมัครใจลาออกในหลายหน่วยธุรกิจ

ขณะที่ Meta ลดจำนวนพนักงานลงมากกว่า 20,000 คนจากจุดสูงสุดในช่วงปลายปี 2565
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ สะท้อนทิศทางของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่กำลังให้ความสำคัญกับการลงทุนด้าน AI มากขึ้น พร้อมปรับกำลังคนให้สอดคล้องกับความต้องการทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อ้างอิง: bloomberg
พิสูจน์อักษร....สุรีย์ ศิลาวงษ์

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/world/economics/1258035?anf=
https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-10-26/microsoft-to-offer-buyouts-to-60-000-workers-in-latest-cost-cut?srnd=homepage-americas

‘วราวุธ’ ควบคุมมาตรฐาน!! ชงครม.บังคับแบตเตอรี่ EV เพิ่มความปลอดภัยรถยนต์ไฟฟ้า ยกระดับมาตรฐาน มอก.ตามสากล สร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคไทย

“วราวุธ” เข้ม! ชงครม. จ่อบังคับแบตเตอรี่ EV-มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม-มาตรฐานต้องได้ตามกำหนดเรื่องความปลอดภัย หลังปชช.กังวล เสี่ยงไฟไหม้

วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเดินหน้ายกระดับความปลอดภัยยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับกระแสความนิยมรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังเกิดความกังวลจากเหตุเพลิงไหม้รถไฟฟ้าที่มีรายงานเป็นระยะ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความร้อน การชาร์จเกิน หรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

ล่าสุด กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขอความเห็นชอบกำหนดให้ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า เป็นสินค้าควบคุม คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนพ.ค.2570 โดยผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่ายจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด เพื่อให้แบตเตอรี่ที่นำมาใช้ในยานยนต์ไฟฟ้ามีความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค

มาตรฐานดังกล่าวประกอบด้วย มอก. 3026-2563 สำหรับแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า และ มอก. 2952-2561 สำหรับแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานสากล UN R100 และ UN R136 ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกำหนดให้แบตเตอรี่ต้องผ่านการทดสอบสมรรถนะด้านความปลอดภัยภายใต้สภาวะวิกฤตที่จำลองใกล้เคียงกับการใช้งานจริงและสถานการณ์อุบัติเหตุ

ข้อกำหนดสำคัญครอบคลุมการทนต่อแรงสั่นสะเทือนจากสภาพถนน การบีบอัดจากแรงกระแทกหรืออุบัติเหตุ โดยแบตเตอรี่ต้องไม่เกิดการรั่วไหลของอิเล็กโทรไลต์และยังคงสภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด รวมถึงต้องมีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จเกิน และระบบป้องกันการลัดวงจร การคายประจุเกิน และอุณหภูมิสูงเกินกำหนด ตลอดจนทนต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างฉับพลัน และทนไฟจากภายนอกได้นานเพียงพอให้ผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีเวลาหลบหนีออกจากรถ

ปัจจุบันกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้าแล้ว 211 มาตรฐาน ในจำนวนนี้เป็นมาตรฐานบังคับหรือสินค้าควบคุม 6 มาตรฐาน และอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเติมอีก 7 มาตรฐาน ครอบคลุมทั้งแบตเตอรี่ สายชาร์จ ตู้ชาร์จไฟฟ้ากระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) รวมถึงการป้องกันผู้โดยสารเมื่อเกิดการชนด้านหน้าและด้านข้าง

การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการคุ้มครองประชาชนจากความเสี่ยงที่อาจเกิดจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน พร้อมวางหลักประกันด้านความปลอดภัยรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้าอย่างมั่นใจและยั่งยืน

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด!! ลดภาษีแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาท ไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาท ช่วยเกษตรกร-ธุรกิจขนส่งและประชาชน ต่อยอดใช้ชีวภาพ คาดกระตุ้นภาคเกษตร

ครม. อนุมัติปรับลดภาษีน้ำมัน 2 ชนิด ทั้งน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน ชี้เป็นน้ำมันที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกร ภาคขนส่งและประชาชนได้ พร้อมมอบให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการต่อ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิง 2 ประเภท ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 ลดลง 5.60 บาทต่อลิตร และไบโอดีเซล B20 ลดลง 5.50 บาทต่อลิตร เป็นระยะเวลา 3 เดือน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง และประชาชนทั่วไป พร้อมกระตุ้นความต้องการผลิตผลการเกษตรที่ใช้ผลิตน้ำมันทั้งสองชนิด ก่อนจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งเมื่อครบกำหนด
ทั้งนี้กระทรวงพลังงานได้รับยอดการปรับลดภาษีสรรพสามิตที่ ครม.อนุมัติสำหรับน้ำมันทั้ง 2 ประเภทเรียบร้อยแล้ว และจะมีการประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ เพื่อกำหนดรายละเอียดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการ โดยได้มอบหมายให้ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบ ไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทำให้ตัวเลขราคาหน้าปั๊มที่ชัดเจน จะต้องรอผลการประชุมดังกล่าว

“เราลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมัน E20 แล้วก็ไบโอดีเซล B20 ตรงนี้ก็เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร แล้วก็พี่น้องที่ประกอบธุรกิจขนส่ง พี่น้องประชาชนทั่วไป ซึ่งก็อยากจะให้ทุกท่านได้หันมาพิจารณาใช้น้ำมันทั้ง 2 ประเภทนี้ให้มากยิ่งขึ้น” นายกฯ กล่าว

สำหรับมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายมากกว่าการลดค่าครองชีพด้านพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกโยงกับภาคเกษตรโดยตรง เนื่องจากน้ำมัน E20 และ B20 มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตจากพืชผลทางการเกษตร หากประชาชนหันมาใช้น้ำมันทั้งสองชนิดมากขึ้น ความต้องการวัตถุดิบเกษตรก็จะเพิ่มตาม ซึ่งจะช่วยพยุงราคาพืชผลให้สูงขึ้นได้

“ถ้าใช้น้ำมัน 2 ประเภทนี้ได้มากยิ่งขึ้น มันก็เป็นการเพิ่มอุปสงค์ในเรื่องของสินค้าเกษตรด้วย ก็ช่วยกันพยุงราคาขึ้นมา แล้วก็ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันลดลง และเมื่อปรับลดภาษีสรรพสามิตตามที่ ครม.อนุมัติแล้ว ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมัน E20 และ B20 เมื่อเทียบกับน้ำมันพื้นฐานจะกว้างขึ้น ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจด้านราคาที่ชัดเจนให้ผู้ใช้รถยนต์ รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงสูง พิจารณาเปลี่ยนมาใช้น้ำมันกลุ่มนี้” นายกฯ กล่าว

สำหรับกรอบเวลาของมาตรการนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า การลดภาษีจะดำเนินการในระยะแรก 3 เดือน จากนั้นรัฐบาลจะประเมินผลอีกครั้งว่าจะขยายเวลาหรือปรับมาตรการอย่างไร พร้อมกำชับสื่อมวลชนให้รายงานข้อเท็จจริงอย่างถูกต้องว่า มาตรการนี้ครอบคลุมเฉพาะน้ำมัน E20 และ B20 เท่านั้น ไม่ได้ลดภาษีน้ำมันทุกชนิด

ที่มา : https://www.energynewscenter.com/%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A1-%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B1/

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ!! เจาะยุทธศาสตร์การทูตปักกิ่ง เมื่อคำเตือนนักท่องเที่ยวอาจสะเทือนความเชื่อมั่น การค้า และการลงทุน มากกว่าคำประณาม เตือนผ่านการกระทำซ้ำๆ สะท้อนความไว้วางใจสำคัญ

เมื่อจีนเริ่มส่งสัญญาณ ไทยต้องเลิกคิดว่าเป็นเรื่องบังเอิญ

โดย ดร. พลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์

การทูตจีนมีหลักการที่ประเทศอื่นควรศึกษาให้ลึก นั่นคือ จีนไม่จำเป็นต้องพูดแรง หากสามารถทำให้คู่สนทนารู้สึกได้เอง

จีนแทบไม่ใช้ถ้อยคำประณามเหมือนชาติตะวันตก แต่เลือกใช้สิ่งที่เรียกว่า "ภาษาของนโยบาย" แทนคำพูด ไม่ว่าจะเป็นการออกคำเตือนนักท่องเที่ยว การเพิ่มความเข้มงวดทางการค้า การชะลอความร่วมมือบางด้าน หรือการปล่อยให้โครงการเชิงสัญลักษณ์เดินช้าลง เหตุการณ์แต่ละเรื่องอาจอธิบายได้แยกกัน แต่เมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่อง ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอีกต่อไป

คำเตือนนักท่องเที่ยวจีนที่ออกซ้ำ สะท้อนว่าปักกิ่งต้องการให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงปัญหาความปลอดภัยของพลเมืองจีนอย่างจริงจัง โดยเฉพาะเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและการหลอกลวงผ่านงานปลอม ซึ่งจีนมองว่าเป็นประเด็นที่กระทบศักดิ์ศรีและความมั่นคงของตนเอง

ประเทศไทยต้องเข้าใจว่า สำหรับจีน "ความเชื่อมั่น" คือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ เมื่อความเชื่อมั่นลดลง ผลกระทบจะค่อย ๆ ปรากฏผ่านการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว นักลงทุน ผู้นำเข้า และหน่วยงานกำกับดูแล มากกว่าจะเกิดจากมาตรการลงโทษที่ประกาศอย่างเปิดเผย

ปัญหาของไทยคือ เรามักอ่านการทูตจีนด้วยกรอบความคิดแบบตะวันตก รอให้มีคำตำหนิหรือมาตรการคว่ำบาตร จึงจะเชื่อว่ามีปัญหา ทั้งที่ในความเป็นจริง หากจีนเริ่ม "ส่งสัญญาณ" นั่นอาจหมายความว่าปัญหาเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว

อย่างไรก็ตาม ไทยไม่ควรมองทุกเหตุการณ์เป็นการเผชิญหน้าทางการเมือง เพราะในเวลาเดียวกัน จีนและไทยยังคงยืนยันการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ เดินหน้าความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และการท่องเที่ยว รวมถึงตกลงเพิ่มความร่วมมือในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและยกระดับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวร่วมกัน

ดังนั้น สิ่งที่ไทยต้องทำไม่ใช่การโต้แย้งว่าจีน "เข้าใจผิด" แต่ต้องทำให้จีน ไม่มีเหตุผลที่จะกังวล

ในโลกที่การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเข้มข้นขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไม่ได้วัดจากจำนวนภาพจับมือ แต่ถูกวัดจากระดับความไว้วางใจ หากความไว้วางใจสั่นคลอน การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวก็จะสั่นคลอนตามไปด้วย

ประเทศที่เสียเปรียบที่สุด ไม่ใช่ประเทศที่ถูกมหาอำนาจกดดัน แต่คือประเทศที่มองไม่ออกว่ามหาอำนาจกำลังส่งสัญญาณอะไร

และในทางการทูต...

ความเงียบของจีน หลายครั้ง มีเสียงดังกว่าคำประกาศเสียอีก

‘ศุภชัย’ สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยสลิปโอน 7 ล้าน! ปลอม ธ.กสิกรยันไม่พบบัญชีจริง ชี้ ส.ส.แชร์โดยไม่ตรวจสอบ เรียกร้องความรับผิดชอบทางการเมือง

ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย โพสต์ลงเฟสบุ๊ค…

สลิปปลอม 7 ล้าน! แชร์กันสนุก อวยกัน สุดท้าย ใครจะรับผิดชอบ?

จากเพจที่ถูกยกย่องว่าเป็นเพจคุณภาพ กลับกลายเป็นเพจที่เผยแพร่สลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ซึ่งธนาคารยืนยันแล้วว่าไม่มีบัญชีดังกล่าวอยู่จริง!

กรณีเพจ Godd Dam เผยแพร่ภาพสลิปกล่าวหาว่ามีการโอนเงิน 7 ล้านบาทให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นเรื่องที่สังคมต้องตั้งคำถามอย่างจริงจัง

เพราะธนาคารกสิกรไทยออกมายืนยันชัดเจนว่า ไม่พบเลขบัญชีผู้รับเงินตามภาพสลิปในระบบ และการโอนเงินผ่าน K PLUS ทำได้สูงสุดเพียง 5 ล้านบาทต่อวัน

หลักฐานทางธนาคารชัดขนาดนี้ แล้วคนที่รีบแชร์ คนที่เคยยกย่องเพจ จะพูดอย่างไร?
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน นำโพสต์ดังกล่าวไปแชร์ พร้อมข้อความว่า “อยู่ๆก็มี เรื่องราวให้นอนไม่หลับ”

ผมอยากถามว่า ก่อนแชร์ได้ตรวจสอบอะไรบ้าง หรือเพียงเพราะข่าวนั้นกล่าวหานายกรัฐมนตรี จึงเห็นว่าน่าเชื่อถือพอที่จะส่งต่อให้ประชาชน?

เป็น สส. ไม่ใช่แค่คนเล่นเฟซบุ๊ก!
ทุกข้อความที่เผยแพร่มีน้ำหนัก มีผลต่อความเชื่อถือของประชาชน และมีความรับผิดชอบทางจริยธรรมกำกับอยู่ จะอ้างว่าแค่แชร์แล้วจบไม่ได้

ส่วน นายศิริโชค โสภา อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็มีรายงานว่าเคยยกย่อง Godd Dam ว่าเป็นเพจคุณภาพ คนเบื้องหลังมีฝีมือ และกล่าวถึงการเป็นพันธมิตรกัน

วันนี้เมื่อเพจดังกล่าวตกเป็นประเด็นเผยแพร่สลิปปลอม ผมจึงอยากถามนายศิริโชคว่า
เพจคุณภาพที่คุณเคยชื่นชม คุณใช้มาตรฐานอะไรตัดสิน?

คนเบื้องหลังที่คุณยกย่องว่ามีฝีมือ วันนี้คุณยังยืนยันคำชื่นชมนั้นหรือไม่?
และคำว่า “พันธมิตร” ที่คุณเคยกล่าวถึง มีความหมายและขอบเขตความสัมพันธ์อย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่านายศิริโชคเกี่ยวข้องกับการจัดทำสลิป แต่เมื่อเคยออกหน้าชื่นชมเพจต่อสาธารณะ ก็สมควรชี้แจงต่อสาธารณะเช่นกัน

อย่าทำให้มาตรฐานการตรวจสอบทางการเมืองกลายเป็นว่า ข่าวกล่าวหาฝ่ายที่ตัวเองไม่ชอบ รีบแชร์ รีบเชียร์ แต่พอความจริงปรากฏ กลับเงียบเสียง!

ผมสนับสนุนให้ตรวจสอบนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และนักการเมืองทุกคนอย่างเต็มที่ หากมีหลักฐานว่าทุจริต ก็ต้องดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น

แต่การตรวจสอบกับการเผยแพร่ข้อมูลเท็จเป็นคนละเรื่องกัน!
อย่าเอาคำว่าเสรีภาพมาบังหน้าความไม่รับผิดชอบ อย่าเอาคำว่าตรวจสอบทุจริตมาเป็นข้ออ้างให้ข่าวปลอม และอย่าเอายอดไลก์ยอดแชร์มาแทนพยานหลักฐาน!
กรณีนี้ต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุดว่า ใครทำสลิป ใครเผยแพร่ ใครรู้เห็น และใครมีเจตนาส่งต่อข้อมูลทั้งที่ทราบว่าเป็นเท็จ โดยให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณาตามพยานหลักฐาน

ส่วนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องตอบคำถามเรื่องความรับผิดชอบและจริยธรรมของตนเองด้วย
อย่าเก่งแต่ตรวจสอบคนอื่น แต่พอถึงเวลาตรวจสอบตัวเองกลับหาข้ออ้างสารพัด!

สลิปปลอมอาจทำขึ้นได้ในไม่กี่นาที แต่ความน่าเชื่อถือที่เสียไป ไม่ใช่สิ่งที่จะเรียกคืนได้ด้วยการลบโพสต์!

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=29320292884244908&id=100000727533976&rdid=fozWp51VLKeatoOP#

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ (ตอนนี้ มิจฉาชีพกำลังส่งข้อความไปขอแอดกับ บางคน อย่าเชื่อตามนะคะ)

ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

ประกาศ !!! มี facebook ปลอมใช้ my profile ตอนนี้ จึงต้องขอ limit การอ่านโพสต์ใน my facebook ชั่วคราวสำหรับ follower ก่อนนะ

ตอนนี้ #มิจฉาชีพ กำลังส่งข้อความไปขอแอดกับบางคน
+
ทัก inbox ไปชวนลงทุน/ชวนเข้ากลุ่มไลน์

#อย่าหลงเชื่อ ตาม และช่วยกด report ให้ด้วยนะคะ

https://www.facebook.com/share/p/1G9sB9DMPC/?mibextid=wwXIfr

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=10240826190725550&id=1037140385&mibextid=wwXIfr&rdid=QBCXGYdR8yO46hKM#

‘แฮร์รี เคน’ คว้าบัลลงดอร์!! ได้รางวัลยอดเยี่ยม ประจำปี 2026 เอาชนะ ‘เอ็มบัปเป’ และ ‘ยามาล’ เป็นนักเตะอังกฤษแรกใน 25 ปี บาเยิร์น มิวนิกเจิดจ้าในงานนี้

แฮร์รี เคน ดาวยิงทีมชาติอังกฤษ และสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยม หรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ไปครองได้สำเร็จ ในงานประกาศรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมหรือ บัลลงดอร์ ประจำปี 2026 ซึ่งปีนี้จัดที่ลอนดอน พัลลาเดียม เธียร์เตอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 26 ต.ค.

เคนทำผลงานได้อย่างร้อนแรงทั้งกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ จนสามารถคว้ารางวัลนี้มาครองได้สำเร็จ โดยเอาชนะอันดับสอง คีลิยาน เอ็มบัปเป กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศส และสโมสรเรอัล มาดริด และอันดับสาม ลามิน ยามาล แข้งทีมชาติสเปน และสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเคนกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนแรกในรอบ 25 ปี ที่ได้รางวัลนี้ ต่อจาก ไมเคิล โอเวน

ซึ่งเจ้าตัวเผยหลังรับรางวัลนี้ ว่า “ผมแทบจะพูดอะไรไม่ออกเลย, การได้มาอยู่ที่นี่ในกรุงลอนดอนทำให้มันยิ่งพิเศษขึ้นไปอีก ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีสำหรับผมในคืนนี้ครับ ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ผมนะ ผมเข้าใจดีว่าปีนี้คงเป็นการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่น้อยเลย”

“มีนักเตะระดับโลกหลายคนอยู่ที่นี่ในคืนนี้ ของแสดงความยินดีกับผู้ชนะและผู้มีชื่อเข้าชิงทุกรางวัลในค่ำคืนนี้ และมันแสดงให้เห็นว่าความมุ่งมั่นและการทำงานหนักสามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง”

บทสรุปแต่ละรางวัลในงานประกาศรางวัลประจำปีนี้

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีหรือ บัลลงดอร์ ฝ่ายหญิง เป็นของ อเล็กเซีย ปูเตยาส จากสโมสรบาร์เซโลนา ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ของเจ้าตัว หลังจากเคยได้มาแล้วเมื่อปี 2021 และ 2022

ด้านรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย ลามิน ยามาล ซึ่งเป็นการคว้ารางวัลดังกล่าวเป็นสมัยที่ 3 ติดต่อกันของเจ้าตัว

โดยยามาล เผยหลังได้รับรางวัลดังกล่าวว่า “มันเป็นเกียรติอย่างมากที่ได้มาอยู่ตรงนี้และได้รับรางวัลนี้ ผมอยากเห็นเพื่อนร่วมทีมอย่าง คูบาร์ซี อยู่ตรงนี้ เพราะผมคิดว่ารางวัลนี้ควรเป็นของเขา เขาเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากหลายครั้ง นี่เป็นปีที่ 3 แล้วที่ผมได้รางวัลนี้ ผมอยากขอบคุณสโมสรและทีมชาติของผม”

ส่วนรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิงเป็นของ วิกกี โลเปซ จากบาร์เซโลนาทีมหญิง

รางวัลโค้ชทีมชายยอดเยี่ยมแห่งปี : หลุยส์ เด ลา ฟูเอนเต ทีมชาติสเปน

รางวัลโค้ชทีมหญิงยอดเยี่ยมแห่งปี : เปเร โรเมอู จากทีมหญิงบาร์เซโลนา

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายชาย : อูไน ซิมอน จากสโมสรแอธฯ บิลเบา และทีมชาติสเปน

รางวัลผู้รักษาประตูยอดเเยี่ยมแห่งปีฝ่ายหญิง : คาตา โคลล์ จากทีมหญิงบาร์เซโลนา และทีมชาติสเปน

รางวัลโซคราเตส อวอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษในวงการฟุตบอล ซึ่งมอบให้กับนักฟุตบอลหรือองค์กรด้านฟุตบอลที่มีผลงานโดดเด่นด้านมนุษยธรรม การช่วยเหลือสังคม การพัฒนาชุมชน หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปีนี้เป็นของ บูกาโย ซากา จากอาร์เซนอล

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมชาย : ปารีส แซงต์ แชร์กแมง

รางวัลสโมสรยอดเยี่ยม ฝั่งทีมหญิง : บาร์เซโลนา

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายชาย : แฮร์รี เคนจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก และทีมชาติอังกฤษ

รางวัลกองหน้ายอดเยี่ยมแห่งปี ฝ่ายหญิง : ชาร์ลิน คอร์รัล จากสโมสรปาชูกา และทีมชาติเม็กซิโก

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10451198

กฟผ.เดินหน้ายกระดับ SMR จับมือ IAEA สร้างองค์ความรู้พลังงานใหม่ เดินหน้าพัฒนาโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก 9,000 เมกะวัตต์ ตั้งเป้าเดินเครื่องปี 2580 เห็นโอกาสเทคโนโลยีสะอาด เสริมความมั่นคง-ลดคาร์บอนตามยุทธศาสตร์ชาติ

IAEA - กฟผ. เดินหน้าสร้างความรู้ความเข้าใจ SMR เสริมความมั่นคงพลังงาน

IAEA ร่วมกับ กฟผ. จัดการประชุมวิชาการ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” สร้างความรู้ความเข้าใจ SMR แก่หน่วยงานด้านพลังงานไทย เตรียมความพร้อม โรงไฟฟ้า SMR 

วันนี้ (26 ตุลาคม 2569) นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีเปิด งานประชุมวิชาการภายใต้โครงการ TC Project ในหัวข้อ “Strengthening Thailand’s SMR Pathway: Strategy and Project Implementation” โครงการความร่วมมือทางเทคนิคระหว่างทบวงการพลังงาน ปรมาณูระหว่างประเทศ (International Atomic Energy Agency: IAEA) และประเทศไทย โดยการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรของประเทศ ในการเตรียมความพร้อมด้านโรงไฟฟ้า SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก โดยมีนายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. Ms.Anna Jaison ผู้แทนจาก IAEA และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี

นายสมภพ พัฒนอริยางกูล รองปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันภาคพลังงานทั่วโลกกำลังเผชิญกับ การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นานาประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ยกระดับ ขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศ ด้วยการประเมิน เทคโนโลยีพลังงานสะอาดหลากหลายรูปแบบที่สามารถจัดหาไฟฟ้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ยั่งยืน และมีราคาที่เข้าถึงได้ สำหรับประเทศไทย เทคโนโลยี SMR ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกสำคัญภายใต้ ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ ในฐานะกระทรวงพลังงานที่มีหน้าที่ รับผิดชอบนโยบายพลังงานของประเทศ จึงมุ่งมั่นสร้างความมั่นใจว่า ประเทศไทยจะมีการพัฒนาองค์ความรู้ แก่องค์กรที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาขีดความสามารถอย่างเป็นระบบ ซึ่งจำเป็นต่อการประเมินทางเลือก ด้านพลังงานที่เหมาะสมทั้งหมด และนำไปสู่การตัดสินใจอย่างรอบคอบ โดยยึดมั่นในมาตรฐานสูงสุด ด้านความปลอดภัย ความมั่นคง ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และความเชื่อมั่นของสาธารณชน 

นายศิริวัฒน์ เจ็ดสี รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน กฟผ. กล่าวเสริมว่า ในช่วง การเปลี่ยนผ่านพลังงาน การสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคต ทางพลังงานที่สะอาดและยั่งยืน ยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญ เทคโนโลยี SMR จึงได้รับการพิจารณา อย่างกว้างขวางทั่วโลก ในฐานะแหล่งผลิตไฟฟ้าคาร์บอนต่ำที่มีศักยภาพและเสถียรภาพ สำหรับ กฟผ. การสร้างองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และการเสริมสร้างขีดความสามารถ ถือเป็นพื้นฐานสำคัญ ในการทำความเข้าใจทั้งโอกาสและความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยี SMR มาใช้ในอนาคต การประชุมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการเรียนรู้จากประสบการณ์ ของนานาประเทศ และช่วยยกระดับขีดความสามารถที่จำเป็นสำหรับการตัดสินใจในอนาคต

ทั้งนี้ ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ได้กำหนดเป้าหมายพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR กำลังผลิตรวม 9,000 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าหมายเดินเครื่องโรงไฟฟ้า SMR โรงแรกภายในปี 2580 การประชุมครั้งนี้ จึงเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA และผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ มาแบ่งปันประสบการณ์และแนวปฏิบัติสากล ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การพัฒนากำลังคน การสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ ของประเทศไทยมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเตรียมความพร้อม ได้อย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยตัดสินใจพัฒนาโรงไฟฟ้า SMR ในอนาคต จะสามารถดำเนินการ ได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

กฎหมายอินฟลูเอนเซอร์!! อิทธิพลออนไลน์ถูกใช้ทำลายชื่อเสียง ควรแยกวิจารณ์กับบิดเบือนข้อมูล ต่างชาติเลือกสมดุลปกป้องเสรีภาพ ไทยเน้นหลักฐานยืนยันเจตนาเสียหาย

กฎหมายควบคุมอินฟลูเอนเซอร์: เมื่ออิทธิพลบนโลกออนไลน์ถูกใช้เป็นอาวุธทำลายชื่อเสียง

การวิจารณ์เป็นสิทธิ แต่การสร้างข้อกล่าวหาเท็จเพื่อทำลายบุคคลควรมีความรับผิดชอบเพียงใด?

ในยุคที่อินฟลูเอนเซอร์สามารถสร้างกระแสสังคมได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง อิทธิพลบนโลกออนไลน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรีวิวสินค้าอีกต่อไป แต่ยังถูกนำมาใช้โจมตีบุคคลสาธารณะ นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ และผู้ที่มีความขัดแย้งกับผู้เผยแพร่เนื้อหา บางกรณีเป็นการตรวจสอบที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่บางกรณีอาจเป็นการนำข้อมูลบางส่วนมาตัดต่อ ขยายข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐาน หรือเผยแพร่เรื่องที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจผิดซ้ำ ๆ จนเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงและอาชีพ

คำถามจึงไม่ใช่ว่าเราควรห้ามการวิจารณ์หรือไม่ แต่คือ เราจะจัดการกับการใช้สื่อออนไลน์เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริงและทำลายชื่อเสียงอย่างเป็นระบบ โดยไม่ทำให้กฎหมายกลายเป็นเครื่องมือปิดปากผู้ตรวจสอบอำนาจได้อย่างไร?
ประเทศต่าง ๆ ใช้กฎหมายอย่างไร?

ประเทศไทย: มีกฎหมายหมิ่นประมาท แต่ยังต้องพิจารณาความเสียหายจากการโจมตีออนไลน์อย่างรอบด้าน

ประเทศไทยมีประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ว่าด้วยการหมิ่นประมาท และมาตรา 328 สำหรับการหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ซึ่งอาจครอบคลุมการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จในบางลักษณะ แต่ไม่ใช่ว่าข้อความหมิ่นประมาททุกกรณีจะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย ความท้าทายอยู่ที่การแยกแยะระหว่างการกล่าวหาที่เป็นเท็จ การแสดงความคิดเห็น และการเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อผู้ถูกกล่าวหาเป็นนักการเมืองหรือผู้มีอำนาจ หากใช้กฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างนี้ ผู้ที่ตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐอาจเผชิญความเสี่ยงทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้ที่จงใจเผยแพร่ข้อมูลเท็จ

สหรัฐอเมริกา: คุ้มครองการวิจารณ์บุคคลสาธารณะอย่างเข้มแข็ง
คำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ในคดี New York Times Co. v. Sullivan ปี 1964 วางหลักสำคัญว่า ในคดีหมิ่นประมาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ผู้ฟ้องต้องพิสูจน์ว่าผู้เผยแพร่รู้ว่าข้อความเป็นเท็จ หรือเผยแพร่โดยไม่ใส่ใจอย่างร้ายแรงต่อความจริง หลักนี้เรียกว่า “Actual Malice” และมีการขยายความคุ้มครองไปยังบุคคลสาธารณะในบริบทที่เกี่ยวข้องตามแนวคำพิพากษา หลักดังกล่าวไม่ได้อนุญาตให้ใครกุเรื่องโจมตีผู้อื่นได้อย่างเสรี แต่ยอมรับว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจต้องมีพื้นที่สำหรับความผิดพลาดโดยสุจริต มิฉะนั้น ความกลัวการถูกฟ้องอาจทำให้สื่อและประชาชนไม่กล้าตั้งคำถามต่อผู้มีอำนาจ

สิงคโปร์: มีกฎหมายเฉพาะสำหรับรับมือข้อมูลเท็จออนไลน์
สิงคโปร์ประกาศใช้ Protection from Online Falsehoods and Manipulation Act (POFMA) ในปี 2019 เพื่อจัดการกับข้อมูลเท็จออนไลน์ที่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย กลไกสำคัญรวมถึงคำสั่งให้แก้ไขหรือแสดงคำชี้แจงประกอบข้อมูลที่ถูกระบุว่าเป็นเท็จ และมาตรการอื่นตามกรณี แนวทางนี้สะท้อนว่าการแก้ปัญหาข้อมูลเท็จไม่จำเป็นต้องพึ่งการลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การให้อำนาจฝ่ายบริหารสั่งแก้ไขข้อมูลก็มีข้อกังวลเรื่องการใช้ดุลพินิจ โดยเฉพาะเนื้อหาที่เกี่ยวกับรัฐบาลและการเมือง จึงต้องพิจารณาควบคู่กับความเป็นอิสระของกระบวนการอุทธรณ์และการตรวจสอบคำสั่ง
.
สหราชอาณาจักร: จัดการข้อความเท็จที่มีเจตนาก่ออันตรายบางประเภท
Online Safety Act 2023 ของสหราชอาณาจักรกำหนดความผิดเกี่ยวกับการส่งข้อความเท็จในเงื่อนไขเฉพาะ เช่น ผู้ส่งรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ มีเจตนาก่ออันตรายทางจิตใจหรือร่างกายที่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแก่ผู้รับสารที่คาดหมายได้ และไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าวไม่ได้ทำให้การวิจารณ์ทางการเมืองหรือการกล่าวข้อความที่ไม่ถูกต้องทุกกรณีเป็นความผิดโดยอัตโนมัติ

ประเทศไทยควรเพิ่มมาตรการอะไร?
ประเทศไทยอาจพัฒนากรอบกำกับดูแลผู้สร้างเนื้อหาที่มีอิทธิพล โดยไม่จำเป็นต้องสร้างความผิดใหม่สำหรับการวิจารณ์ทุกประเภท แต่ควรพิจารณามาตรการสำคัญ 4 ประการ
1. แยกการวิจารณ์ออกจากการจงใจบิดเบือน โดยพิจารณาหลักฐาน ความรู้เกี่ยวกับความเท็จ เจตนา และบริบท ไม่ใช่ตัดสินจากความรุนแรงของถ้อยคำเพียงอย่างเดียว
2. เพิ่มช่องทางแก้ไขข้อกล่าวหาอย่างรวดเร็ว เช่น การเปิดเผยหลักฐาน การให้สิทธิชี้แจง และการเผยแพร่คำแก้ไขในช่องทางที่เข้าถึงผู้ชมกลุ่มเดียวกับเนื้อหาเดิม
3. รับมือการโจมตีที่ทำซ้ำหรือประสานงานกัน โดยตรวจสอบพฤติการณ์และหลักฐานว่ามีการสร้างหรือเผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยไม่ถือว่าการมีความคิดเห็นตรงกันหรือการวิจารณ์พร้อมกันเป็นความผิดในตัวเอง
4. ป้องกันการใช้กฎหมายปิดปากประชาชน ด้วยหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน การพิจารณาโดยศาลที่เป็นอิสระ และการลงโทษที่ได้สัดส่วนกับความเสียหาย พร้อมกลไกป้องกันคดีที่มุ่งสร้างภาระให้ผู้ตรวจสอบโดยสุจริต

บทสรุป: กฎหมายต้องปกป้องทั้งชื่อเสียงและเสรีภาพ
อินฟลูเอนเซอร์ไม่ควรได้รับอภิสิทธิ์เหนือกฎหมายเพียงเพราะมีผู้ติดตามจำนวนมาก ขณะเดียวกัน บุคคลสาธารณะและนักการเมืองก็ไม่ควรใช้กฎหมายเป็นเกราะป้องกันตนเองจากคำถามที่มีเหตุผล บทเรียนจากต่างประเทศแสดงให้เห็นว่าแต่ละประเทศเลือกสมดุลระหว่างการปกป้องชื่อเสียง การรับมือข้อมูลเท็จ และเสรีภาพในการแสดงออกแตกต่างกัน ประเทศไทยจึงควรพัฒนากลไกที่มุ่งจัดการกับ การหลอกลวง การใส่ร้ายที่เข้าองค์ประกอบความผิด และการบิดเบือนข้อมูลโดยมีหลักฐานรองรับว่าจงใจก่อความเสียหาย มากกว่าการให้อำนาจควบคุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง เพราะในสังคมประชาธิปไตย เราต้องมีทั้งสิทธิในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เผยแพร่ต่อสาธารณะอย่างเท่าเทียมกัน

ที่มา : AYA

“DPU” จับมือ “หมู ASAVA” ออกแบบชุดครุยใหม่!! ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบ สะท้อนอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยชัดเจน เน้นความยั่งยืน ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพื่อบันทึกความภาคภูมิใจของบัณฑิต

DPU x ASAVA ออกแบบชุดครุยใหม่ ถ่ายทอดศักยภาพบัณฑิตผ่านความร่วมสมัยและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับ “หมู ASAVA” นายพลพัฒน์ อัศวะประภา นักออกแบบแฟชั่นและผู้ก่อตั้ง ASAVA Group ถ่ายทอดแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบชุดครุยของมหาวิทยาลัยในรูปแบบใหม่ ภายใต้โจทย์การสร้างความร่วมสมัย ความสง่างาม และความภาคภูมิใจของบัณฑิต พร้อมนำแนวคิดด้านความยั่งยืนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่การเลือกวัสดุ การวางแพตเทิร์น ไปจนถึงกระบวนการผลิต เพื่อให้ชุดครุยสะท้อนทั้งอัตลักษณ์ของ DPU และความหมายของการสำเร็จการศึกษาในโลกยุคใหม่
นายพลพัฒน์ อัศวะประภา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการออกแบบเกิดจากโจทย์ของมหาวิทยาลัยที่ต้องการปรับภาพของชุดครุยให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น มีสีสันและบรรยากาศของการเฉลิมฉลองความสำเร็จ ขณะเดียวกันยังคงความน่าเชื่อถือ ความสง่างาม และคุณค่าของพิธีสำเร็จการศึกษา พร้อมสามารถถ่ายทอดแนวคิดและพันธกิจของมหาวิทยาลัยผ่านงานออกแบบได้อย่างชัดเจน

“มหาวิทยาลัยต้องการให้การสำเร็จการศึกษาเป็นช่วงเวลาที่มีทั้งความภาคภูมิใจ ความสนุก และความร่วมสมัย ขณะเดียวกันผู้สำเร็จการศึกษาก็จะนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปใช้ในการทำงานและสร้างคุณค่าให้กับสังคมต่อไป” นักออกแบบแฟชั่น กล่าว

นายพลพัฒน์ อธิบายว่า ASAVA มองคำว่า “แฟชั่น” ในความหมายที่กว้างกว่าเสื้อผ้า เพราะแฟชั่นเกี่ยวข้องกับแนวคิด วิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงของผู้คนในแต่ละยุค เช่นเดียวกับการศึกษาที่อยู่ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม ความท้าทายจึงอยู่ที่การออกแบบชุดครุยซึ่งมีความเป็นทางการสูง ให้สามารถสื่อถึงความร่วมสมัยได้ พร้อมรักษาภาพลักษณ์ที่สง่างามและน่าเชื่อถือ

ขณะเดียวกันยังคำนึงถึงความหลากหลายของผู้สวมใส่ ทั้งเพศ วัย และรูปร่าง โดยนำแนวคิด Unisex และความเป็นสากลมาใช้ในการพัฒนารูปทรง พร้อมผสมผสานสีประจำคณะ สีประจำมหาวิทยาลัย และข้อกำหนดของชุดครุยแต่ละระดับเข้าด้วยกัน เพื่อให้เมื่อบัณฑิตจากหลายคณะมายืนรวมกันยังสามารถเห็นทั้งความเป็นหนึ่งเดียวและเอกลักษณ์ของแต่ละสาขาวิชา

อีกหนึ่งหัวใจสำคัญคือแนวคิดด้าน Sustainability ซึ่งถูกนำมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ โดย ASAVA ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ผ่านการออกแบบโครงสร้างชุดให้เหมาะสม ลดจำนวนตะเข็บและชิ้นส่วนเท่าที่จำเป็น สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่ให้ความสำคัญทั้งกับความสวยงามและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ทุกองค์ประกอบมีความสำคัญ ตั้งแต่เนื้อผ้า โครงสร้าง รูปทรง การตัดเย็บ ไปจนถึงภาพรวมเมื่อชุดอยู่บนร่างกาย เพราะท้ายที่สุดแล้ว ชุดครุยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่วงเวลาที่สำคัญและน่าภาคภูมิใจในชีวิตของบัณฑิต” นายพลพัฒน์กล่าว

เพราะชุดครุยไม่ได้เป็นเพียงเครื่องแต่งกายสำหรับวันสำคัญ แต่เป็นสิ่งที่ได้ร่วมบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของชีวิต และกลายเป็นความทรงจำที่มีความหมายสำหรับผู้สวมใส่ ตั้งแต่วันที่เริ่มต้นการศึกษา ผ่านความพยายามและความท้าทาย จนมาถึงวันที่ความสำเร็จได้ถูกถ่ายทอดออกมา

ในมุมมองของนายพลพัฒน์ ชุดครุยจึงเป็นเสมือนตัวแทนของเส้นทางที่ผู้เรียนเดินทางผ่านมา จากความพยายามสู่ความภาคภูมิใจ (Proud) จากความสำเร็จสู่เกียรติที่ติดตัวไปตลอดชีวิต (Prestige) และจากวันที่สำเร็จการศึกษา สู่การนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปสร้างประโยชน์ให้กับตัวเองและสังคมในวันข้างหน้า (Purposeful)

“สำหรับนักออกแบบ ไม่มีรางวัลอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการที่งานออกแบบของเราได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ที่มีความสุขและความภาคภูมิใจของใครคนหนึ่ง” ผู้ก่อตั้ง ASAVA Group กล่าวทิ้งท้าย

นวัตกรรมละครทุนวัฒนธรรม!! เปิดตัวละครสั้น "โปงลางสะท้านธุง" ผลักดันทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ยกระดับเมืองกาฬสินธุ์เป็นเมืองรอง ผสานงานวิจัยและชุมชนสร้างสรรค์

เปิดตัว “โปงลางสะท้านธุง” ละครสั้นแนวตั้งจากทุนวัฒนธรรมเมืองกาฬสินธุ์ ชูงานวิจัยสู่การสร้างทุนวัฒนธรรมขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม อว.รวมภาคีงานวิจัยแถลงข่าว กว่าจะมาเป็น “โปงลางสะท้านธุง” แห่งเมืองกาฬสินธุ์ พร้อมเปิดตัว 11 โครงการวิจัย ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญ “ยกระดับเมืองรองสูเมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม”

กรุงเทพฯ – วันพฤหัสบดีที่ 22 ตุลาคม 2569 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับคณะผู้วิจัยและภาคีเครือข่าย จัดงานแถลงข่าว “เปิดตัวละครสั้นแนวตั้งจากทุนวิจัยสู่การสร้าง ทุนวัฒนธรรม” เพื่อเปิดตัวละครสั้นแนวตั้ง “โปงลางสะท้านธุง” ซึ่งนำศิลปวัฒนธรรมและเรื่องราวของเมืองกาฬสินธุ์มาเล่าด้วยรูปแบบที่ใกล้ตัวคนรุ่นใหม่ ผลงานนี้มาจากโครงการวิจัยเรื่อง “การบริหารจัดการ สื่อวัฒนธรรมชุมชนเพื่อยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

นำทีมขับเคลื่อนโดย ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee : PC) และ ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการแผนงานเชิงกลยุทธการนำงานวิจัยและนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์และเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. (PD) ภายใต้แผนงานเป้าหมายสำคัญเรื่อง “ยกระดับเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจวัฒนธรรม” โดยได้รับการสนับสนุนจาก กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กองทุนส่งเสริม วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) (รวพ.) หน่วยบริหารจัดการทุนด่านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ดำเนินงานโดย มูลนิธิ สื่อสานพลังชุมชน

งานแถลงขาวจัดที่รานเจริญเจริญ (เจริญวันเจริญคืน) สวนหลวงสแควร์ ซอยจุฬาฯ 12 เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ละครแนวตั้งเรื่องนี้นำอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรมของเมืองกาฬสินธุ์ ทั้งวิถีชีวิต ภูมิปญญา ศิลปะ อาหาร และผู้คน มาเล่าผานเรื่องราวร่วมสมัย การเล่าแบบกระชับและเข้าใจง่ายเหมาะกับการรับชมผ่านโทรศัพทมือถือ โดยให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ในการถ่ายทอดเนื้อหาที่ ถูกต้อง ครบถวน และสร้างสรรค์ ผลงานจึงมีเป้าหมายตอยอดสู่ มูลค่าทางเศรษฐกิจได้หลายทาง เช่น การ ทองเที่ยวตามรอยละคร การอุดหนุนอาหารและผลิตภัณฑท้องถิ่น และกิจกรรมหรือบริการสร้างสรรค์ของ ชุมชน ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.นายแพทย์ สิริฤกษ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) และประธานเปิดงาน กล่าวถึงความสำคัญของการนำทุนทางวัฒนธรรมมาต่อยอด ผ่านการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ ว่า “การนำทุนทางวัฒนธรรมมาพัฒนาเป็นสื่อร่วมสมัย ผ่านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ถือเปนสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เรื่องราวเหล่านี้ไดรับการถ่ายทอดอย่างเข้าใจและเคารพเจ้าของวัฒนธรรม พรอมทั้งสร้างความภาคภูมิใจและความรู้สึกเป็นเจ้าของรวมกัน นอกจากนี้การนำละคร แนวตั้งมาเป็นเครื่องมือสื่อสารช่วยให้เข้าถึงผู้ชมได้ง่ายขึ้นผ่านโทรศัพทมือถือเป็นการสรางทั้งคุณค่าทางสังคม หน้า 1 จาก 5 และโอกาสด้านรายได้ในอนาคต ผ่านการต่อยอดทั้งการทองเที่ยวตามรอยละคร

การซื้อสินคาทองถิ่น และ กิจกรรมสรางสรรค์ของชุมชนต่างๆ” ทางด่าน ดร.ธนภณ วัฒนกุล ประธานคณะกรรมการส่งเสริมแผนงานเป้าหมายสำคัญ (Promoting Committee: PC) ผู้รังสรรค์แนวคิดละครทุนวัฒนธรรม ได้กล่าวถึงการต่อยอดทุนวัฒนธรรมของชาติที่ตองทำ ให้เกิดขึ้นอยางเป็นรูปธรรมและแพร่หลายในวงกว้าง “วันนี้ ผมคิดว่าการที่เอาทุนวัฒนธรรมสร้างชาติโดยผ่านงานวิจัยมาถึงจุดที่มันเริ่มออกดอกออกผลให้ เห็นแล้วแตละพื้นที่แต่ละเมืองมีอัตลักษณของตัวเอง มีวัตถุดิบต่างกัน ทุนมนุษย์ก็ต่างกัน มีประเพณีดั้งเดิมก็ต่างเพราะฉะนั้นจะเกิดความหลากหลาย ถ้าประเทศนี้มองทุนวัฒนธรรมเป็นทุนการขับเคลื่อนประเทศ ทุกพื้นที่สร้างได้หมดโดยการนำสื่อที่เป็นทางการ เป็นมืออาชีพเข้ามาช่วย การทำหนังเรื่องหนึ่งคนดูเป็นล้าน เป็นการประชาสัมพันธ์ เป็นเรื่องเป็นราวเป็นระบบ ทีนี้คนเป็นล้านที่จะรู้จักที่นั่น ก็จะทำใหงานวัฒนธรรมแข็งแรงขึ้น และเติบโตอย่างมีนัยยะ” ในส่วนของ ดร.สรวงมณฑ สิทธิสมาน หัวหน้าโครงการวิจัย “การบริหารจัดการสื่อวัฒนธรรมชุมชน เพื่อยกระดับเมืองรองสู่ เมืองเศรษฐกิจสร้างสรรค์”

ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบในการผลิตละครสั้นแนวตั้ง ทุนวัฒนธรรมเรื่องนี้ กล่าวว่า “ละครสั้นแนวตั้งเปนอีกหนึ่งเครื่องมือในการสื่อสาร เพราะเราเชื่อว่า ทุนวัฒนธรรมไม่จำเป็นต้องถูกเล่าผ่านรูปแบบเดิม ๆ เสมอไป เรื่องราวของชุมชนสามารถนำมาสรางเป็นความ บันเทิงที่ทั้งสนุกและทำให้ผู้ ชมได้รู้จักคุณค่าของวัฒนธรรมทองถิ่นไปพร้อมกัน และสิ่งสำคัญของการดำเนินงานไม่ได้อยู่ที่การผลิตละครเพียงอย่างเดียว แต่เปนกระบวนการทำงานรวมกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาและทำความเข้าใจทุนวัฒนธรรมก่อนนำมาพัฒนาเป็นเนื้อหาสื่อสาร โดยเริ่มตนจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ทั้งศิลปะการแสดงโปงลางผ้าไหมแพรวา และธุงที่สามารถนำมาถ่ายทอดผ่าน เรื่องราวของละครได้ “เราไม่ได้คาดหวังเพียงให้คนดูละครแล้วจบไป แตอยากให้ละครเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ ชมสนใจว่า กาฬสินธุ์ มีอะไรน่าค้นหา มีวัฒนธรรมอะไรที่นาสนใจและอยากเดินทางไปสัมผัสดวยตัวเอง ขณะเดียวกันก็อยากให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ และสามารถนำทุนวัฒนธรรมเหล่านั้นมาต่อยอดได้ ซึ่งเป็น เป้าหมายสำคัญของการใช้สื่อเปนกลไกขับเคลื่อนเมืองรองสู่เศรษฐกิจสรางสรรค์” ทางด้าน คุณมานิดา นฤภัทร ผู จัดละคร กลาวถึงจุดเริ่มตน แรงบันดาลใจและความแตกตางของละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้ว่า “จุดเริ่มต้นละครสั้นแนวตั้งเรื่องนี้มาจาก ดร.ธนภณ วัฒนกุล ในการสร้างละคร ทุนวัฒนธรรมเพื่อที่จะได้ทำให้คนเห็นคุณค่าของเศรษฐกิจสรางสรรค์จากทุนวัฒนธรรมจริง ๆ ซึ่งเราก็อยากให้ ละครเรื่องนี้มีความหมายมากกวาแค่การดูละครสนุก ๆ เพราะเราเชื่อว่าแต่ละพื้นที่ของประเทศไทยมีความพิเศษในความธรรมดา และอยากให้คนในพื้นที่คนไทยที่เป็นเจ้าของแผนดิน เห็นถึงความหมายพิเศษของทุนวัฒนธรรมในบ้านเราที่หาที่ไหนไม่ได้” ปิดท้ายด้วย ความรู้สึกของ คุณนุ่น ศิรพันธ วัฒนจินดา นักแสดงนำ กล่าวถึงความรู้ สึกของการได้ เป็นส่วนหนึ่งของละครสั้นแนวตั้งที่เรียกได้ว่าเปิดมิติใหม่ในการแสดงละครของตัวเองด้วยว่า “ตอนที่ทีมงาน ติดต่อเข้ามา ก็สนใจทั้งที่ไม่เคยเล่นละครสั้นแนวตั้งมาก่อน เพราะการนำละครสั้นแนวตั้งมาผสมกับวิธีการเล่า เรื่องแบบ Storytelling นั้นน่าสนใจ ละครเรื่องนี้สื่อถึงรากเหงา ศิลปวัฒนธรรม แกนของคน ไม่ใช่แค่คนกาฬสินธุ์ แต่คือแกนของคนไทย ยิ่งเป็นคนไทยในพืเนถิ่น ส่วนตัวคิดว่าหาดูได้ยาก ภาพสวย วิธีการเลาเรื่องที่ทำให้คน หนา 2 จาก 5 รู้สึกอิน การที่เราได้รู้จักศิลปวัฒนธรรมเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง มีความสนุกใครได้ดูก็ตองอยากมาตามแนวละคร และการสื่อสารผ่านละครสั้นนี้ เป็นการสงสารไปถึงคนรุ่นใหม่ ในเชิงอนุรักษ์ สืบสานสามารถส่งต่อพลังได้จริง ๆ” “โปงลางสะท้านธุง” เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยไปใชจริงในพื้นที่ โดยเชื่อมทุนวัฒนธรรมกับสื่อ ร่วมสมัยและอุตสาหกรรมสรางสรรค์ ผลงานนี้จึงเป็นทั้งความบันเทิงและช่องทางให้ผู้ ชมรู้จักเมืองรอง และเป็นต้นแบบการขับเคลื่อนเมืองรองสู่เมืองเศรษฐกิจสรางสรรค์ ซึ่งสร้างประโยชน์ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจให้ชุมชน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top