Saturday, 7 November 2026
NEWS

อับดุล เอล-ซาเยด สร้างประวัติศาสตร์มุสลิมคนแรกชนะเลือกตั้ง ส.ว. สหรัฐฯ จากมิชิแกนสู่เวทีการเมืองระดับชาติ

อดีตผู้บริหารสาธารณสุขเชื้อสายอียิปต์วัย 42 ปี เอาชนะรีพับลิกัน รักษาเก้าอี้เดโมแครต พร้อมเปิดประวัติชุมชนมุสลิมในรัฐอุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกา

ข่าวต่างประเทศและบทวิเคราะห์

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สื่อสหรัฐฯ รายงานว่า อับดุล เอล-ซาเยด (Abdul El-Sayed) ผู้สมัครพรรคเดโมแครต ชนะไมค์ โรเจอร์ส จากพรรครีพับลิกัน ในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาสหรัฐฯ จากรัฐมิชิแกน กลายเป็นมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภาในประวัติศาสตร์ประเทศ โดยจะรับตำแหน่งต่อจากแกรี ปีเตอร์ส ซึ่งตัดสินใจไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกสมัย [1–2]

ชัยชนะของเอล-ซาเยดวัย 42 ปี รักษาเก้าอี้นี้ไว้กับเดโมแครต และทำให้มิชิแกนยังมีสมาชิกวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครตทั้งสองคน โดยเขาจะร่วมทำหน้าที่กับเอลิสซา สล็อตกิน ซึ่งชนะเลือกตั้งในปี 2024 ความสำเร็จครั้งนี้ยังเป็นก้าวสำคัญของนักการเมืองสายก้าวหน้าในรัฐสมรภูมิที่ทั้งสองพรรคแข่งขันกันอย่างเข้มข้น [2]

ลูกชายผู้อพยพอียิปต์ผู้เติบโตในมิชิแกน

เอล-ซาเยดเกิดและเติบโตในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของมิชิแกน บิดาของเขา โมฮาเหม็ด เป็นผู้อพยพจากอียิปต์ ส่วนแม่เลี้ยง แจ็กกี มีครอบครัวตั้งรกรากอยู่ในรัฐนี้มายาวนาน เขาเรียนในระบบโรงเรียนรัฐบาล และมีส่วนร่วมในกีฬาหลายประเภท ก่อนเข้าสู่ University of Michigan ซึ่งเขาเล่นลาครอสควบคู่กับการเรียนด้วย [3]

ด้านการศึกษา เขาสำเร็จปริญญาตรีสาขาชีววิทยาและรัฐศาสตร์จาก University of Michigan ในปี 2007 ได้รับทุน Rhodes Scholarship ไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาเอกด้านสาธารณสุขจาก University of Oxford และได้รับปริญญาแพทยศาสตร์จาก Columbia University เส้นทางดังกล่าวหล่อหลอมให้เขาสนใจทั้งสุขภาพของประชาชนและโครงสร้างนโยบายที่กำหนดคุณภาพชีวิต [4]

แม้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์ แต่เส้นทางอาชีพของเขามุ่งสู่งานวิชาการ ระบาดวิทยา และการบริหารสาธารณสุข เขาไม่ได้เข้าฝึกอบรมแพทย์ประจำบ้านและไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบเวชกรรม ประวัติของเขาเป็นผู้สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์และนักวิชาการสาธารณสุข ซึ่งเลือกทำงานด้านนโยบายสุขภาพของประชากร [5]

จากการฟื้นระบบสุขภาพดีทรอยต์สู่สนามเลือกตั้ง

หลังทำงานวิชาการที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เอล-ซาเยดกลับมิชิแกนในปี 2015 เพื่อบริหารและฟื้นฟูหน่วยงานสาธารณสุขของดีทรอยต์หลังวิกฤตล้มละลายของเมือง งานของเขาครอบคลุมการป้องกันพิษตะกั่วในเด็ก การเข้าถึงแว่นตาสำหรับนักเรียน และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กระทบสุขภาพ ประสบการณ์เหล่านี้เชื่อมงานวิจัยเข้ากับปัญหาในชีวิตประจำวันของประชาชนโดยตรง [4]

เขาลาออกจากตำแหน่งในปี 2017 เพื่อลงแข่งขันเป็นผู้สมัครผู้ว่าการรัฐในการเลือกตั้งปี 2018 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาเขายังคงทำงานด้านนโยบายและการเมือง รวมถึงเป็นผู้อำนวยการหน่วยงานสุขภาพ บริการมนุษย์ และกิจการทหารผ่านศึกของเวย์นเคาน์ตี ก่อนเข้าสู่การแข่งขันชิงเก้าอี้วุฒิสภาในปี 2026 [6–7]

ในการหาเสียง เอล-ซาเยดให้ความสำคัญกับการลดภาระค่าครองชีพ การลดอิทธิพลเงินทุนบริษัทในการเมือง และข้อเสนอ Medicare for All ซึ่งมุ่งสร้างระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่รัฐบาลเป็นผู้จ่ายหลัก แนวนโยบายสุขภาพจึงเป็นทั้งจุดยืนทางการเมืองและความต่อเนื่องจากอาชีพเดิมของเขา [1]

มิชิแกนรัฐแห่งเกรตเลกส์และอุตสาหกรรมรถยนต์

มิชิแกนเข้าร่วมสหรัฐอเมริกาเป็นรัฐลำดับที่ 26 เมื่อวันที่ 26 มกราคม 1837 เมืองดีทรอยต์เคยเป็นเมืองหลวงก่อนย้ายศูนย์กลางการปกครองไปยังแลนซิงในปี 1847 ต่อมาอุตสาหกรรมรถยนต์เติบโตขึ้นจนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจรัฐในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 [8–9]

ดีทรอยต์ก่อตั้งขึ้นในปี 1701 ในฐานะสถานีการค้าของฝรั่งเศส ก่อนพัฒนาสู่ศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ โรงงานและระบบสายการประกอบดึงดูดแรงงานจากหลายพื้นที่ ทำให้ประวัติศาสตร์ของเมืองเชื่อมโยงกับการย้ายถิ่น ชุมชนแรงงาน และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก [10]

ทำไมมิชิแกนจึงมีชุมชนมุสลิมสำคัญ

รากฐานชุมชนอาหรับในพื้นที่ดีทรอยต์ย้อนกลับไปถึงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 โดยผู้อพยพระยะแรกจำนวนหนึ่งเป็นชาวคริสต์จากซีเรียและพื้นที่ซึ่งปัจจุบันคือเลบานอน ต่อมาโอกาสทำงานในอุตสาหกรรมรถยนต์ดึงดูดผู้ย้ายถิ่นเพิ่มขึ้น รวมถึงชาวมุสลิม จนเกิดชุมชนที่ตั้งมั่นในดีทรอยต์และเดียร์บอร์น [11]

เมื่อฟอร์ดขยายฐานการผลิตไปยังโรงงาน River Rouge ในเดียร์บอร์น แรงงานอาหรับจำนวนหนึ่งย้ายตามไปตั้งถิ่นฐาน การเปลี่ยนกฎหมายคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ในปี 1965 และความขัดแย้งในตะวันออกกลางในช่วงต่อมา มีส่วนทำให้ชุมชนเติบโตและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยมีทั้งผู้มีเชื้อสายเลบานอน เยเมน อิรัก ปาเลสไตน์ และชุมชนจากภูมิภาคอื่นร่วมอยู่ด้วย [12–13]

อย่างไรก็ตาม อาหรับกับมุสลิมเป็นคนละความหมาย อาหรับเกี่ยวข้องกับอัตลักษณ์ทางภาษาและวัฒนธรรม ส่วนมุสลิมหมายถึงผู้นับถือศาสนาอิสลาม ชุมชนอาหรับในมิชิแกนมีทั้งคริสต์และมุสลิม ขณะที่ชุมชนมุสลิมก็มีผู้คนหลากหลายเชื้อสาย รวมถึงชาวเอเชียใต้และชาวอเมริกันผิวดำ การอธิบายประชากรสองกลุ่มนี้แทนกันทั้งหมดจึงคลาดเคลื่อน [13–14]

จากชุมชนแรงงานและผู้อพยพ บทบาทของชาวอาหรับและมุสลิมขยายสู่การเมืองท้องถิ่น งานศึกษาของ University of Michigan-Dearborn อธิบายถึงการเติบโตของตัวแทนทางการเมืองในเดียร์บอร์น เดียร์บอร์นไฮต์ส และแฮมแทรมิก ชัยชนะของเอล-ซาเยดจึงเกิดขึ้นบนพื้นฐานประวัติศาสตร์การสร้างชุมชนและการมีส่วนร่วมสาธารณะที่ดำเนินมาหลายรุ่น [15]

มุสลิมคนแรกในวุฒิสภา

ความสำคัญของเอล-ซาเยดอยู่ที่การเป็นมุสลิมคนแรกที่ได้รับเลือกตั้งเข้าสู่วุฒิสภาสหรัฐฯ ส่วนสมาชิกมุสลิมคนแรกของสภาคองเกรสคือคีธ เอลลิสัน ซึ่งชนะเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2006 และเริ่มทำหน้าที่ในปี 2007 ต่อมาราชิดา ทลายบ์ จากมิชิแกน และอิลฮาน โอมาร์ จากมินนิโซตา เข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรในปี 2019 ในฐานะผู้หญิงมุสลิมสองคนแรกของสภาคองเกรส [16–17]

ในเชิงวิเคราะห์ ชัยชนะครั้งนี้มีความหมายทั้งต่อความหลากหลายของตัวแทนประชาชนและทิศทางนโยบายของเดโมแครต แต่ไม่ควรอธิบายผลเลือกตั้งด้วยศาสนาของผู้สมัครเพียงอย่างเดียว การหาเสียงของเอล-ซาเยดยังเชื่อมกับความกังวลเรื่องสุขภาพ ค่าครองชีพ และอำนาจเงินทุน ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบประชาชนต่างศาสนาและต่างเชื้อสายร่วมกัน [18]

บททดสอบต่อไปของว่าที่ ส.ว. จากมิชิแกน จึงอยู่ที่การเปลี่ยนความไว้วางใจจากวันเลือกตั้งให้เป็นผลงาน และทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนทั้งรัฐ ท่ามกลางความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อทั้งนโยบายสุขภาพ เศรษฐกิจ และการอยู่ร่วมกันในสังคมที่หลากหลาย

เรียบเรียงสำหรับ THESTATESTIMES | ข้อมูล ณ วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 สถานะผู้ชนะอ้างอิงรายงานของสื่อ และยังต้องผ่านกระบวนการรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

แหล่งอ้างอิง

[1] Reuters — Abdul El-Sayed becomes first Muslim elected to US Senate

https://www.investing.com/.../abdul-elsayed-becomes-first...

[2] WKAR Public Media — Abdul El-Sayed defeats Mike Rogers in Michigan Senate race, making history

https://www.wkar.org/.../abdul-el-sayed-defeats-mike...

[3] Abdul for Senate — Meet Dr Abdul El-Sayed — เว็บไซต์หาเสียง

https://abdulforsenate.com/about/

[4] University of Michigan — Spring Commencement 2017 — ประวัติ Abdul M El-Sayed

https://commencement.umich.edu/.../Spring-Commencment...

[5] PolitiFact — Is Abdul El-Sayed a doctor

https://politifact.com/.../abdul-el-sayed-doctor.../

[6] University of Michigan Ford School — Dr Abdul El-Sayed joins the Ford School faculty

https://fordschool.umich.edu/.../dr-abdul-el-sayed-joins...

[7] Ballotpedia — Abdul El-Sayed

https://ballotpedia.org/Abdul_El-Sayed

[8] Michigan State Capitol — Three Capitols

https://capitol.michigan.gov/history/three-capitols

[9] Library of Congress — Today in History January 26

https://www.loc.gov/item/today-in-history/january-26/

[10] City of Detroit — Detroit History

https://detroitmi.gov/departments/detroit-history

[11] University of Michigan Detroit — Sally Howell’s Halal Metropolis project

https://detroit.umich.edu/.../qa-sally-howells-halal.../

[12] WDET — How Did Detroit Become a Center for Arabs in the United States

https://wdet.org/.../curiosid-how-did-detroit-become-a.../

[13] PBS News — Muslim and Arab Americans are leading political change in Metro Detroit

https://www.pbs.org/.../decades-after-the-arab-problem...

[14] Oxford University Press — Old Islam in Detroit Rediscovering the Muslim American Past

https://academic.oup.com/book/4462

[15] University of Michigan-Dearborn — Arab Detroit enters its worldmaking era

https://umdearborn.edu/.../arab-detroit-enters-its...

[16] Library of Congress — Solemn Oaths January February 2007

https://www.loc.gov/loc/lcib/07012/oath.html

[17] Pew Research Center — Religious affiliation of the 116th Congress

https://www.pewresearch.org/.../01/03/faith-on-the-hill-116/

[18] NPR via WBUR — Democrat Abdul El-Sayed defeats Republican Mike Rogers

https://www.wbur.org/.../michigan-senate-race-abdul-el...

‘เอกนัฏ’ รับลูกม็อบรถบรรทุก!! เดินหน้ารื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน ชูผลงานตัดต้นทุนทิพย์ 1.08 หมื่นล้านต่อปี หักส่วนเกินโรงกลั่นเกือบ 3.2 หมื่นล้าน ลั่นลุยแก้ปัญหาราคาพลังงานระยะยาว

“เอกนัฏ” สั่งทีมสุดซอย รับข้อเสนอม็อบรถบรรทุก ทุบโครงสร้าง-ใช้กลไกหักค่าการกลั่นให้แล้ว จะเดินหน้าลดผลกระทบราคาระยะยาวต่อไป

วันนี้ (4 พฤศจิกายน 2569) นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  

พร้อมด้วย นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือจากนายทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และผู้นำการเคลื่อนไหวของภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อรับฟังข้อเรียกร้องเรื่องการลดราคาและการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดย กระทรวงพลังงาน เข้าใจถึงภาระอันหนักอึ้งที่พี่น้องภาคการขนส่งต้องเผชิญท่ามกลางวิกฤตการสู้รบในต่างประเทศที่ยืดเยื้อมานานกว่า 8 เดือน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นกว่าปี 2565 ในช่วงสงครามรัสเซียกับยูเครน ถึง 2-3 เท่า ทั้งนี้ ทางกระทรวงฯ ไม่ได้นิ่งนอนใจและเตรียมนำข้อเสนอเรื่องการปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน นำเรียนนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพื่อพิจารณาโดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งคาดว่าจะสามารถเชิญตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการเข้าพบท่านรัฐมนตรีได้ภายในสัปดาห์นี้หรือสัปดาห์หน้า

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ได้เผยถึงความคืบหน้าการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่กักตุนน้ำมันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยได้รับหนังสือรายงานจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่าได้ส่งฟ้องผู้ต้องสงสัยจำนวน 24 ราย ซึ่งรวมถึงผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 แล้ว และจะมีการเชิญ DSI มาหารือร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานในสัปดาห์หน้า และยืนยันว่าจะมีการติดตามการดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อให้เห็นว่ากระทรวงพลังงานมีความจริงจังในการแก้ไขปัญหา

ด้าน นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้กล่าวเน้นย้ำว่า ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับทราบและเข้าใจถึงสถานการณ์ความยากลำบากของพี่น้องภาคการขนส่งเป็นอย่างดี เรามองเห็นถึงความเหน็ดเหนื่อยของทุกท่านที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างไปแล้วบางส่วน ทั้งการตัด "ต้นทุนทิพย์" ที่มีมากว่า 22 ปี ซึ่งช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชนได้ถึง 10,800 ล้านบาทต่อปี การนำผลประโยชน์ส่วนเกินของโรงกลั่นมาลดราคาหน้าโรงกลั่นไปแล้วเกือบ 32,000 ล้านบาท และจะติดตามผลประโยชน์ส่วนเกินอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาลดค่าน้ำมันให้ประชาชน รวมทั้งยังได้ส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพทั้ง B20 และ E20 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันดิบ

ส่วนข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตนั้น ทางกระทรวงฯ อาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาระผูกพันในอนาคต แต่ยืนยันว่าจะพยายามดูแลโครงสร้างราคาให้ดีที่สุด 

“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า พร้อมเปิดรับฟังทุกข้อเสนอด้วยความจริงใจและเห็นอกเห็นใจ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้พยายามแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ซึ่งข้อเสนอ 10 ข้อของทางสหพันธ์การขนส่งทางบกฯ ที่ได้มายื่นในวันนี้ บางข้อทางกระทรวงพลังงานก็ได้ดำเนินการไปแล้ว เช่น การตัดต้นทุนทิพย์ การดำเนินคดีอย่างจริงจังกับไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน กระทรวงพลังงานจะจัดการกับความไม่โปร่งใส เพื่อให้โครงสร้างราคามีความยุติธรรมมากที่สุด และจะนำทุกเสียงสะท้อนในวันนี้ไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมและช่วยประคับประคองให้ทุกภาคส่วนสามารถก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” นายพงศ์พล กล่าวทิ้งท้าย

‘วราวุธ’ สั่งขันนอตโรงงานขยะพิษทั่วประเทศ!! ลั่นอย่าผ่อนปรน–อย่าปล่อยนอตหลวม หลังลุยตรวจ 171 โรงงานใน 2 วัน เดินหน้าชะลอใบอนุญาตใหม่ จ่อใช้กฎหมายฟอกเงินยึดทรัพย์ผู้กระทำผิด

“วราวุธ” ย้ำ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม 105,106 ขันนอตให้แน่น-อย่าผ่อนปรน  เข้ม กฎหมายเด็ดขาด ยึดความปลอดภัยพี่น้องประชาชนเป็นหลัก

วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม ประจำเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยมี 

นายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม รวมทั้ง ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม  รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงอุตสาหกรรมและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วม 

นายวราวุธ กล่าวมอบนโยบายในตอนหนึ่งว่า การเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมาย

ขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106  เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมานั้น นับเป็นภารกิจที่สำคัญที่สุดของกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนี้ ซึ่งไม่ใช่เน้นย้ำเพียงแค่ 5 จังหวัด ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี กับสมุทรปราการ เท่านั้น แต่คือทั้ง 76 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งต้องเน้นย้ำว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมต้องควบคู่กันไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ไม่สร้างความเดือดร้อนความเสียหายให้ประชาชนและสังคม หากเศรษฐกิจดี GDP ดี แต่เต็มไปด้วยกากอุตสาหกรรม เต็มไปด้วยปัญหาร้องเรียนเข้ามา ถือว่ากระทรวงอุตสาหกรรมไม่ประสบความสำเร็จ และเรื่องการดูแลเหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะผู้ผลิต ผู้ก่อ ผู้สร้างของเสียทั้งหลาย ก็คือผู้ประกอบการและโรงงาน จึงเป็นหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรมโดยตรง เมื่อผลิตแล้วต้องเก็บกันให้เรียบร้อย

จึงเป็นที่มาของทีมปฏิบัติการพิเศษ ที่ต้องไล่ตรวจโรงงานทั้ง โรงงาน 105 และ 106 ไม่เฉพาะโรงงาน

ที่จดทะเบียนอยู่กับกรมโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น รวมไปถึงโรงงานที่ไม่ได้จดทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม โรงงานที่ถูกสั่งระงับแล้วแต่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ ต้องพิจารณาในทุกมิติ ซึ่งต้องฝากอุตสาหกรรมจังหวัด ทุกๆ จังหวัด ดำเนินการเข้มงวด และต้องขอเป็นกำลังใจให้แก่ทีมปฏิบัติหน้าที่ เพราะเป็นงานไม่ง่าย โดยวันแรกลงตรวจได้ 80 โรงงาน 

วันที่สองตรวจได้ 91 โรงงาน ฉะนั้น ขอให้ทำงานอย่างเข้มงวด ไม่ละเลย พอผ่านไปสัก 2 หรือ 3 สัปดาห์แล้ว อย่าเพิ่งน็อตหลวม อย่าเพิ่งผ่อนปรน ต้องขันน็อตให้แน่น

นายวราวุธ กล่าวว่า ขอเน้นย้ำนโยบายให้หน่วยงานถือปฏิบัติ

1. ยึดความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อม การเกิดผลกระทบในพื้นที่ของพี่น้องประชาชน ทั้งแหล่งน้ำ พื้นนา การฝังกลบ ต้องดูแลควบคู่ไปด้วย 

2. บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็ดขาด ต้องมีความเข้าใจกฎหมายอย่างถ่องแท้ กฎหมายแต่ละมาตรตรา  มีเงื่อนไขและเงื่อนเวลาอย่างไร ต้องเข้าใจและทำตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด อย่าให้เกิดช่องว่างและขอให้ใช้ความระมัดระวังและเด็ดขาด เวลาที่จะใช้ เช่นมาตรา 37 หรือมาตรา 39 ต้องฝากอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กำหนดเงื่อนเวลาให้เบ็ดเสร็จ จะให้ 60 วัน 80 วัน หรือ 90 วัน ขอให้ครอบคลุมพอดี แต่ไม่มีการต่ออายุ เพราะมักเกิดปัญหาการขอต่ออายุซ้ำๆ จึงต้องกำหนดเวลาให้พอดีตั้งแต่รอบเดียว จบแล้วจบเลย หากไม่เรียบร้อยให้ดำเนินการตามกฎหมายขั้นสูงต่อไป ซึ่งสำหรับกรณีโรงงานเกิดเหตุซ้ำซาก ต้องกำหนดอย่างชัดเจนว่าจะมีมาตรการอย่างไร เช่น 

ผ่านไป 2-3 ปีเมื่อเกิดเหตุซ้ำอีก ถ้าตามกฎหมายต้องไปมาตรา 37 ก่อน แต่ถ้าไม่สำเร็จถึงไปมาตรา 39 และหากแก้ไขแล้วเกิดเหตุอีก จะสร้างความเดือดร้อนกับประชาชนจึงต้องกำหนดให้ชัดเจน และพิจารณามาตรการที่เด็ดขาดกว่าเดิม  

 3.ตรวจสอบเชิงรุกและการติดตามผลอย่างถึงที่สุด การฟ้องร้อง ตรวจสอบเรื่องกลิ่น เสียง ควัน การปล่อยน้ำเสีย และความเสียหายที่เกิดขึ้น จะต้องตามผลให้ครบถ้วนตามกรอบเวลา  โดยทั้ง 5 ทีมในพื้นที่ A และอีก 71 ทีมในแต่ละจังหวัด ควรมีตาราง แสดงวันที่ออกคำสั่ง และกำหนดการตรวจติดตามที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้คำสั่งกลายเป็น  "ใบไม้ร่วง" หรือไม่มีผลบังคับใช้

4.บูรณาการร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม อัยการและศาล ซึ่งส่วนสำคัญคือ ฝ่ายปกครองในระดับท้องถิ่น ทั้งนายอำเภอ นายก อบต. นายกเทศมนตรี กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากกลุ่มนี้จะรู้ดีที่สุดหากมีคลังสินค้าหรือโรงงานลักลอบนำเข้าเครื่องจักรเข้ามาตั้งในพื้นที่ โดยนายอำเภอได้เคยคาดโทษไว้แล้วว่าหากมีโรงงานเถื่อนเกิดขึ้น ท้องถิ่นจะเป็นกลุ่มแรกที่ต้องรับผิดชอบ

5. ปฏิบัติงานต้องเป็นไปด้วยด้วยความโปร่งใส รับผิดชอบ และตรวจสอบได้ โดยในช่วงนี้ขอให้ทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการชะลอการออกใบอนุญาตโรงงานลำดับที่ 105,106 ออกไปก่อน และยังไม่ต้องมีข้อยกเว้นใดๆ เพิ่มเติม 

 ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเรา ได้หารือกับ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) เพิ่มเติม เกี่ยวกับผลักดันความผิดเกี่ยวกับการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรม การฝ่าฝืนกฎหมายโรงงานและกฎหมายวัตถุอันตราย ให้เป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน 

เพื่อเพิ่มช่องทางในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ยึดทรัพย์ และตัดวงจรเครือข่ายผู้กระทำผิด

ทางด้าน นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวถึงความคืบหน้าในการแก้ไข 

ร่างพระราชบัญญัติจัดการกากอุตสาหกรรมว่า กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ได้นำเสนอรายละเอียด 

ร่างพระราชบัญญัติฯ ให้คณะทำงานพัฒนาปรับปรุงและแก้ไขกฎหมายของกระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 69 จากนั้น วันที่ 19 ต.ค. 69 ทางกระทรวงอุตสาหกรรมได้ส่งเรื่องไปยัง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) พิจารณา โดย สลค. มีหนังสือแจ้งกลับมาให้กระทรวงฯ จัดส่งผลการพิจารณาของกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการนโยบายบริหารทุนหมุนเวียน เพิ่มเติม และวันที่ 28 ต.ค.69 กรอ. ได้มีการหารือกรมบัญชีกลาง เพื่อหาแนวทางการจัดทำข้อมูลและเอกสารที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียน ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง

ไทม์ไลน์ นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล โพสต์ถึง นายวรภัค ธันยาวงศ์ อดีต รมช.คลัง(รัฐบาลอนุทิน 1) ​​​​​​​และภรรยา

ไทม์ไลน์ นางสาวสฤณี อาชวานันทกุล โพสต์ถึง นายวรภัค ธันยาวงศ์ อดีต รมช.คลัง(รัฐบาลอนุทิน 1)
และภรรยา

จนมาถึงโพสต์ขอโทษว่าข้อมูลไม่เป็นจริง

ช็อกวงการลูกหนังสเปน!! นักเตะเตเนริเฟ เสียชีวิตหลังปะทะหนักกลางสนาม ตำรวจเปิดสอบสวนปมเสียชีวิตวัย 30 ปี จับตาผู้รักษาประตูคู่กรณีอาจถูกดำเนินคดี ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

ตำรวจสเปนเปิดการสอบสวนคดีการเสียชีวิตของ เฆซุส เด มิเกล ดาวเตะ เตเนริเฟ หลังถูก เฆซุส โอโวโน ผู้รักษาประตู อันดอร์รา ปะทะใส่รุนแรง

สำหรับ เด มิเกล โดน โอโวโน ปะทะหนักใส่ระหว่างการแข่งขันฟุตบอลดิวิชั่น 2 ของสเปนเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ซึ่ง เตเนริเฟ พบกับ อันดอร์รา จนเจ้าตัวหมดสติในสนามเนื่องจากโดนเข่ากระแทกศีรษะ และถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลทันทีก่อนที่แมตช์จะยุติลงขณะที่ทั้ง 2 ทีมเสมอกัน 2-2

แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตทว่าเมื่อวันที่ 3 พ.ย. เตเนริเฟ ยืนยันข่าวเศร้าว่า เด มิเกล ได้เสียชีวิตลงแล้วในวัย 30 ปี

ล่าสุดสำนักงานตำรวจแห่งชาติของสเปนออกแถลงว่า ได้เริ่มการสืบสวนคดีการเสียชีวิตของ เด มิเกล ที่อาจเข้าข่ายฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา โดยอัยการจะเข้ามามีส่วนร่วมในคดีนี้ด้วย

ส่วน “อาส” สื่อสเปนระบุถึงบทลงโทษของ โอโวโน ว่า เจ้าตัวจะได้รับบทลงโทษทางวินัยหลังจากถูกไล่ออกจากสนาม โดยระยะเวลาของการห้ามลงแข่งขันจะขึ้นอยู่กับรายงานของผู้ตัดสิน และกฎระเบียบของการแข่งขันรายการนั้นๆ

ส่วนเหตุการณ์นี้จะกลายเป็นคดีอาญาซึ่งจะทำให้เขารับโทษจำคุกถึง 4 ปีได้หรือไม่นั้น ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าการกระทำของ โอโวโน เข้าข่าย “ความประมาทเลินเล่อทางอาญา” หรือเป็นเพียงอุบัติเหตุระหว่างการแข่งขันกันแน่ 

ขณะที่ โอโวโน ได้ปิดบัญชีอินสตาแกรมของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยหลังถูกโจมตีอย่างหนักในโซเชียลมีเดีย

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10460125

เกาหลีเหนือเปิดศึกวาทกรรมญี่ปุ่น!! เกาหลีเหนือเตือนญี่ปุ่นกำลังเปลี่ยนจากรัฐรักสันติสู่รัฐเตรียมทำสงคราม จับตาโตเกียวเร่งพัฒนาขีปนาวุธ–ขยายศักยภาพโจมตีก่อน เปียงยางชี้เสี่ยงกระทบเสถียรภาพเอเชียตะวันออก เปลี่ยนยุทธศาสตร์จากตั้งรับสู่การโจมตี

เปียงยาง, 3 พ.ย. (ซินหัว) -- วันอังคาร (3 พ.ย.) สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) สื่อทางการของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี (DPRK) เผยแพร่บทความที่เขียนโดยนักวิจารณ์ด้านการทหารคนหนึ่ง ซึ่งระบุว่าญี่ปุ่นกำลังเดินหน้าก้าวสู่การเป็น "รัฐที่มุ่งทำสงคราม" และได้ละทิ้งภาพลักษณ์ประเทศที่ยึดมั่นในสันติภาพไปแล้ว พร้อมชี้ว่าตลอดปีนี้ ญี่ปุ่นได้เดินหน้าผลักดันมาตรการต่างๆ อย่างชัดเจนเพื่อเสริมขีดความสามารถการดำเนินมาตรการชิงโจมตีก่อน (preemptive attacks) ต่อประเทศเพื่อนบ้าน

บทความระบุว่าระหว่างเดือนพฤษภาคม-กันยายน ญี่ปุ่นได้ทดสอบยิงขีปนาวุธนำวิถีพื้นสู่เรือไทป์ 88 (Type 88) ในฟิลิปปินส์ และทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก (Tomahawk) ในสหรัฐฯ ขณะที่ระบบขีปนาวุธพิสัยกลางไทฟอน (Typhon) ได้เข้าร่วมการซ้อมรบร่วมกับสหรัฐฯ และออสเตรเลีย 

นอกจากนี้ ขีปนาวุธ ไทป์ (Type 25) ของญี่ปุ่นยังได้เข้าร่วมการซ้อมรบร่วมทางทหารคีน ซอร์ด 27 (Keen Sword 27) กับสหรัฐฯ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-29 ต.ค. ที่ผ่านมา

บทความระบุว่าความทะเยอทะยานของญี่ปุ่นในการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางทหารได้เข้าสู่ระยะที่อันตรายแล้ว พร้อมเสริมว่าท่าทีทางทหารของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนจาก "การป้องกัน" ไปสู่ "การโจมตี" ซึ่งก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม

ที่มา : Xinhua

เปลี่ยนวิกฤตสู่ความพร้อม!! Comen ผนึกสมาคมเวชบำบัดวิกฤตฯ ยกระดับ ICU ไทยรับมือภัยพิบัติ รวมทีมแพทย์จากไทย–จีน–อินเดีย แข่งขันจำลองสถานการณ์วิกฤต เสริมทักษะช่วยชีวิตผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน 12 พ.ย. นี้ ที่กรุงเทพฯ

Comen ร่วมกับสมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย ยกระดับการรับมือภัยพิบัติในแผนก ICU ภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนวิกฤตสู่ความพร้อม”

กรุงเทพมหานคร, ประเทศไทย — บริษัทโคเมน (Comen) ร่วมกับ สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย (TSCCM) ร่วมกันจัดการแข่งขันภายใต้สถานการณ์จำลองด้านการจัดการภัยพิบัติประเภททีม ภายใต้ชื่อ “Mastering the Unpredictable: ICU Crisis Management Simulation in Disaster Scenario” ในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ  

เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ด้านการดูแลผู้ป่วยวิกฤตระดับนานาชาติ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากประเทศไทย จีน และอินเดีย โดยที่มุ่งเน้นการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ การตัดสินใจที่รวดเร็ว และส่งเสริมทักษะการทำงานเป็นทีมเพื่อตอบสนองในสถานการณ์ภัยพิบัติ ผ่านการจำลองสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยทีมที่เข้าร่วมแข่งขันจะได้สาธิตวิธีการจัดการกับเหตุฉุกเฉินภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติ การสื่อสาร บริหารทรัพยากร และความต่อเนื่องของการบริการผู้ป่วยวิกฤต

การสร้างความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยและหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องเผชิญกับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ ภัยพิบัติ และเหตุการณ์วิกฤตขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว น้ำท่วม ไฟไหม้ อุบัติเหตุจากการขนส่ง อุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรม หรืออุบัติภัยหมู่ ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลและหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน ฉับไว และต่อเนื่อง สถานการณ์เหล่านี้จำเป็นต้องใช้องค์ความรู้ที่มากกว่าเพียงการรักษาทางคลินิก แต่ยังต้องอาศัยการตัดสินใจที่ฉับไว การประสานงาน การสื่อสารที่ชัดเจน การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนความสามารถในการรักษามาตรฐานการดูแลผู้ป่วยวิกฤตท่ามกลางสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

เพื่อตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือภัยพิบัติก่อนที่สถานการณ์ภัยพิบัติครั้งใหม่จะเกิดขึ้น สมาคมเวชบำบัดวิกฤตแห่งประเทศไทย (TSCCM) จึง จึงเตรียมจัดกิจกรรม “Mastering the Unpredictable” ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ปฏิบัติการสำหรับทีมบุคลากรทางการแพทย์จากแผนกผู้ป่วยวิกฤตภายใต้สถานการณ์จำลอง โดยการแข่งขันผ่านการวิเคราะห์กรณีศึกษาและการจำลองสถานการณ์จริง จะช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้ทบทวนการตัดสินใจในจุดสำคัญ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และค้นหาแนวทางให้ทีมสหสาขาวิชาชีพสามารถตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป้าหมายของการจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่กิจกรรมการแข่งขันเท่านั้น แต่ยังมุ่งหวังที่จะร่วมสนับสนุนการพัฒนาความพร้อมด้านเวชบำบัดวิกฤตของประเทศไทยและภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ทีมแข่งขันนำกรณีศึกษาจากสถานการณ์จริงมาชิงชัยในรอบตัดสิน

การแข่งขันในรอบตัดสินเป็นการรวมตัวกันของทีมบุคลากรทางการแพทย์จากประเทศไทย 7 ทีม และทีมต่างชาติ 2 ทีมจากประเทศจีนและประเทศอินเดีย ทั้งนี้ ทีมตัวแทนจากประเทศไทยมาจากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยชั้นนำ ศูนย์รับส่งต่อผู้ป่วยระดับชาติ และหน่วยบริการเวชบำบัดวิกฤตหลักของประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความเชี่ยวชาญระดับสูงทั้งในด้านการแพทย์และการศึกษา ครอบคลุมงานดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินและผู้ป่วยวิกฤต เวชศาสตร์ภัยพิบัติ การดูแลผู้ป่วยบาดเจ็บรุนแรง ตลอดจนการประสานงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพ

กรณีศึกษาที่แต่ละทีมนำมาแลกเปลี่ยนในการแข่งขันครอบคลุมเหตุการณ์อัคคีภัยและอุบัติภัยทางอุตสาหกรรม สถานการณ์อุทกภัย เหตุการณ์อุบัติภัยหมู่จากภาวะสงคราม ภัยพิบัติดินโคลนถล่ม อุบัติเหตุจากการขนส่ง ตลอดจนภาวะวิกฤตซับซ้อนอื่น ๆ โดยทุกทีมจะได้แสดงทักษะการใช้เหตุผลทางคลินิก การทำงานเป็นทีม การบริหารจัดการภาวะวิกฤต และการประสานทรัพยากร ผ่านการนำเสนอกรณีศึกษาและการแสดงจำลองสถานการณ์จริงอย่างเป็นระบบ ซึ่งการรวมตัวของทีมบุคลากรการแพทย์ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพ พร้อมทั้งแบ่งปันแนวทางปฏิบัติจริงที่สามารถนำไปใช้ยกระดับการเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในวงกว้างทั่วประเทศไทย

มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรับมือวิกฤตในสถานการณ์จริง

การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะได้รับการพิจารณาโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ทั้งเวชบำบัดวิกฤต ศัลยศาสตร์อุบัติเหตุ เวชศาสตร์ฉุกเฉิน บริการการแพทย์ฉุกเฉิน การรับมืออุบัติภัยหมู่ การพยาบาล วิสัญญีวิทยา วิสัญญีวิทยาสำหรับผู้ป่วยโรคทางระบบประสาท และการปฏิบัติงานเวชบำบัดวิกฤตระดับนานาชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญอาวุโสจากไทย จีน และอินเดีย จะมาร่วมถ่ายทอดมุมมองทั้งด้านคลินิก การปฏิบัติการ การศึกษา และประสบการณ์ตรงจากสถานการณ์ภัยพิบัติจริง

เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาทั้งด้านความรู้และการปฏิบัติ ได้แก่ การใช้เหตุผลทางคลินิก ความเกี่ยวข้องของกรณีศึกษา การวิเคราะห์ปัญหา การทำงานเป็นทีม การสื่อสาร ความสมจริง และการบริหารเวลา ข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการจะช่วยเชื่อมโยงสถานการณ์จำลองไปสู่การนำไปปรับใช้จริงตามความต้องการของผู้ปฏิบัติงานด่านหน้าในยามเกิดเหตุฉุกเฉิน

ความร่วมมือเพื่อยกระดับความปลอดภัยในงานเวชบำบัดวิกฤต

“Mastering the Unpredictable” ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขัน แต่เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้ทีมต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญทางคลินิกได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านสถานการณ์ภัยพิบัติที่สมจริงและท้าทาย งานนี้จะเชื่อมโยงประสบการณ์จากหน้างานจริงเข้ากับสถานการณ์จำลองอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ทางคลินิก ความเข้าใจในการบริหารจัดการภาวะวิกฤต และมุมมองระหว่างประเทศ

ด้วยความร่วมมือครั้งนี้ TSCCM และ Comen มุ่งหวังที่จะสนับสนุนการเรียนรู้ทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางคลินิกในระดับนานาชาติ และยกระดับการดูแลผู้ป่วยเวชบำบัดวิกฤตให้ปลอดภัยและพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ยิ่งขึ้น โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2569 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://en.comen.com/events/mastering-the-unpredictable-thailand-icu-crisis-management

Emma Clinic ปรับทัพใหญ่!! ผนึกทีมแพทย์กว่า 10 ท่าน ยกระดับศัลยกรรมความงามไทย” ชูแนวคิด Facial Design ออกแบบความงามเฉพาะบุคคล พร้อมเดินหน้าพัฒนามาตรฐานสากล AACI

Emma Clinic ปรับทัพ ผนึกทีมศัลยแพทย์ มุ่งยกระดับศัลยกรรมไทย

Emma Clinic เดินหน้าสู่ปีแห่งการพัฒนา มุ่งยกระดับศักยภาพองค์กรและมาตรฐานการดูแลด้านศัลยกรรม พร้อมผนึกกำลังทีมศัลยแพทย์และแพทย์เฉพาะทางกว่า 10 ท่าน นำโดย หมอเจษ นพ.เจษฎา ลิ่มภัทรวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งประจำคลินิก ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านการเสริมจมูกเทคนิคโอเพ่น (Open Reconstruction) และ หมอเติ้ง นพ.ภาณุพงศ์ นาเจริญกุล ศัลยแพทย์ตกแต่งเฉพาะทางประจำคลินิก ร่วมขับเคลื่อนการออกแบบความงามเฉพาะบุคคล ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพการรักษาและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับบริการในระยะยาว

หัวใจสำคัญของการพัฒนาคือแนวคิด “Facial Design” ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินโครงสร้างใบหน้าและความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆ อย่างเป็นองค์รวม โดยมีแพทย์เป็นผู้วิเคราะห์และวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ครอบคลุมบริการเสริมจมูก เสริมคาง ทำตาสองชั้น ปรับรูปทรงปาก ดูดไขมันบริเวณใบหน้า และการดูแลผิวพรรณ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมและข้อจำกัดทางการแพทย์ของแต่ละราย

คุณหนึ่งฤทัย งามบุญสวัสดิ์ CMO ของ Emma Clinic กล่าวว่า “ปีนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของ Emma Clinic ที่เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งศักยภาพทีมงาน คุณภาพการบริการ และการสร้างความแตกต่างผ่านแนวคิด Facial Design เราต้องการให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืน”

อีกหนึ่งก้าวสำคัญของ Emma Clinic ในปีนี้ คือการได้รับการรับรองมาตรฐาน AACI (American Accreditation Commission International) จากองค์กรรับรองมาตรฐานด้านการแพทย์ระดับสากลจากสหรัฐอเมริกา สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการดำเนินงาน ควบคู่กับการต่อยอดองค์ความรู้ผ่าน Emma Academy ซึ่งร่วมพัฒนาหลักสูตรกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และยกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง

การพัฒนาในปีนี้จึงไม่ใช่เพียงการต่อยอดบริการ แต่เป็นการวางรากฐานให้องค์กรเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนวงการศัลยกรรมไทยด้วยความเชี่ยวชาญ ความรับผิดชอบ และมาตรฐานการดูแลที่ให้ความสำคัญกับผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง

โอลิมปิก 2032 ผวาจระเข้ยักษ์!! พบจระเข้น้ำเค็มยาว 3 เมตร ใกล้แม่น้ำฟิตซ์รอย สนามแข่งเรือพายที่ออสเตรเลีย นักกีฬาหวั่นความปลอดภัย แต่รัฐบาลควีนส์แลนด์ยังมั่นใจจัดแข่งได้

นักกีฬาเรือพาย และสังคม แสดงความกังวลที่ เรือพาย โอลิมปิก 2032 จะยังแข่งขันที่ แม่น้ำ ฟิตซ์รอย หลังมีการพบเจอของ จระเข้น้ำเข็ม ความยาว 3 เมตร แต่ ฝั่งหน่วยงานรับผิดชอบยังทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น

จระเข้น้ำเข็มถูกพบที่หลุม 11 ของสนามกอล์ฟ นอร์ท ร็อกแฮมป์ตัน ทำให้สนามกอล์ฟออกมาย้ำเตือนสมาชิกในการเข้าใช้บริการสนามกอล์ฟ และจุดดังกล่าวอยู่ไม่ใกล้จาก แม่น้ำฟิตซ์รอยที่ถูกกำหนดให้เป็นสถานที่จัดแข่งขันเรือพายและแคนูสปริ้นท์ในโอลิมปิก 2032 เพียงไม่กี่กิโลเมตรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมของรัฐควีนส์แลนด์ ยืนยันเมื่อวันจันทร์ว่า ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับเหตุการณ์ล่าสุดนี้

เรื่องนี้ เรย์ เอเบิร์ต สมาชิกตลอดชีพของสมาคมเรือพายออสเตรเลีย เผยกับสื่อออสเตรเลียว่า “มันค่อนข้างน่าตกใจสำหรับผมเหมือนกัน ผมเคยพูดมาตลอดว่าเรื่องจระเข้เป็นปัญหาสมัยก่อน แต่ตอนนี้ผมขอยอมรับในสิ่งที่นักการเมืองทุกคนยังไม่ยอมรับ นั่นคือ บางทีผมอาจจะคิดผิดไป สิ่งที่ผมกังวลไม่ใช่จระเข้ตัวที่เรามองเห็นหรอกครับ แต่เป็นตัวที่เรามองไม่เห็นต่างหาก””

เอเบิร์ต กล่าวว่า รายงานการพบจระเข้ในบริเวณใกล้เคียงก่อนหน้านี้ รวมถึงเหตุการณ์สองครั้งในเดือนธันวาคม 2024 ที่พบจระเข้ขนาดราว 2.5 เมตร และ 1 เมตร ควรนำมาพิจารณาในการประเมินความเสี่ยงด้วย พร้อมทั้งตั้งคำถามว่า เจ้าหน้าที่จะรับประกันความปลอดภัยของนักกีฬาอย่างไร หากแม่น้ำแห่งนี้ยังคงได้รับเลือกให้เป็นสถานที่จัดแข่งโอลิมปิก

อย่างไรก็ตาม เดวิด คริซาฟุลลี นายกรัฐมนตรีรัฐควีนส์แลนด์ ยังคงมั่นใจในศักยภาพของเมืองร็อกแฮมป์ตันในการจัดแข่งขันเรือพาย โดยได้ลดกระแสความกังวลขณะให้สัมภาษณ์ว่า ”ความสำเร็จที่ผ่านมาหลายทศวรรษพิสูจน์แล้วว่าที่นี่เป็นสนามแข่งระดับโลก ที่นี่เป็นชุมชนที่ยอดเยี่ยม และพวกเขาจะทำหน้าที่นี้ได้ดีมากๆ”

สตีเฟน ไมล์ส ผู้นำฝ่ายค้านของรัฐควีนส์แลนด์ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของคริซาฟุลลีเปิดเผยผลการประเมินทางเทคนิคที่ใช้สนับสนุนการ ขณะที่ เครก แฟรงกลิน ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ได้ระบุว่า การตัดสินใจเลือกสถานที่นี้เป็นการกระทำที่โง่เขลา

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10459268

‘อาจารย์อุ๋ย’ เรียกร้องรัฐบาลวางมาตรการป้องกันชายแดน!! ชี้กฎหมาย UN เปิดทางไทยใช้กระสุนจริงป้องกันตนเองได้ หากเข้าเงื่อนไขการถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ ไม่ว่าผู้โจมตีเป็นทหารเมียนมาหรือชนกลุ่มน้อย ย้ำต้องพิสูจน์ภัยคุกคามและใช้กำลังอย่างได้สัดส่วน

“อาจารย์อุ๋ย” ลั่น! กระสุนตกฝั่งไทย ยิงกระสุนจริงจริงตอบโต้ได้ตามกฎหมาย UN ไม่ว่าฝ่ายยิงเป็นชนกลุ่มน้อยหรือรัฐบาลพม่า!

3 พฤศจิกายน 2569 — นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นถึงกรณีการสู้รบระหว่างกองทัพเมียนมากับกองกำลังชนกลุ่มน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่หรือระเบิดตกเข้ามาในดินแดนไทยว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น กองทัพไทยมีสิทธิยิงตอบโต้หรือไม่ หรือต้องทำได้เพียงส่งหนังสือประท้วงทางการทูตและยิงกระสุนควันเตือนเท่านั้น

“ผมยืนยันว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้บังคับให้ประเทศไทยต้องยืนรับกระสุนจากการสู้รบของประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีสิทธิป้องกันตนเอง และไม่ได้กำหนดว่ากองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยิงเตือนก่อนเสมอไป หากสถานการณ์เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายระหว่างประเทศ กองทัพไทยสามารถใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม

กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) ห้ามรัฐใช้กำลังต่อบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกราชทางการเมืองของรัฐอื่น ขณะที่มาตรา 51 รับรองสิทธิโดยธรรมชาติของรัฐในการป้องกันตนเอง (Right of Self-Defense) เมื่อถูกโจมตีด้วยกำลังอาวุธ (Armed Attack) ดังนั้น หากประเทศไทยถูกโจมตีจนเข้าเงื่อนไขดังกล่าว ไทยย่อมมีสิทธิใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันตนเอง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน

หากกองทัพไทยสามารถใช้เรดาร์ตรวจจับวิถีกระสุนหรือระบบตรวจการณ์ทางทหาร จนยืนยันพิกัดฐานยิงต้นทางในฝั่งเมียนมาได้อย่างชัดเจน และพบว่าฐานยิงดังกล่าวกำลังโจมตีประเทศไทยจนเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 กองทัพไทยอาจใช้กำลังยิงตอบโต้ไปยังเป้าหมายทางทหารนั้นเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือกระสุนเตือน แต่สามารถใช้กระสุนจริงได้ หากเป็นมาตรการที่จำเป็นและได้สัดส่วนกับภัยที่กำลังเผชิญ

ผมขอย้ำว่า กฎหมายระหว่างประเทศไม่ได้กำหนดให้กองทัพไทยต้องยิงกระสุนควันก่อน แล้วจึงค่อยยิงกระสุนจริงเสมอไป หากกำลังเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขการป้องกันตนเอง การใช้กระสุนจริงเพื่อหยุดยั้งการโจมตีอาจกระทำได้ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องรอให้การยิงเตือนล้มเหลวหรือมีประชาชนไทยเสียชีวิตก่อน

แม้ตรวจสอบพบว่ากระสุนที่ตกเข้ามาในประเทศไทยถูกยิงมาจากกองกำลังชนกลุ่มน้อย ไม่ใช่กองทัพรัฐบาลเมียนมา ก็ไม่ได้หมายความว่าไทยจะหมดสิทธิอ้างมาตรา 51 เพราะมีแนวทางการตีความกฎหมายระหว่างประเทศที่ยอมรับสิทธิป้องกันตนเองจากการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธที่ไม่ใช่รัฐ (Non-State Armed Groups) โดยไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ากลุ่มดังกล่าวเป็นกองทัพของรัฐอื่นเสมอไป แนวทางนี้ได้รับการสนับสนุนจากแนวปฏิบัติของรัฐหลายประเทศ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 1368 และ 1373 ภายหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001

ดังนั้น หากกองกำลังชนกลุ่มน้อยโจมตีประเทศไทยจนถึงระดับการโจมตีด้วยกำลังอาวุธตามมาตรา 51 ไทยย่อมมีฐานทางกฎหมายที่จะอ้างสิทธิป้องกันตนเอง และอาจใช้กระสุนจริงตอบโต้ต่อเป้าหมายทางทหารที่เกี่ยวข้องเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคามได้ หากการใช้กำลังนั้นจำเป็น ได้สัดส่วน และมีฐานทางกฎหมายรองรับการปฏิบัติการข้ามพรมแดน 

การใช้กำลังดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยระดับการใช้กำลังต้องพิจารณาจากลักษณะและความรุนแรงของภัยคุกคามเป็นสำคัญ ความได้สัดส่วนไม่ได้หมายความว่าฝ่ายตรงข้ามยิงมาเท่าใด ไทยต้องยิงตอบโต้กลับไปเท่านั้น หรือจำเป็นต้องใช้อาวุธชนิดเดียวกัน หากสถานการณ์จำเป็น กองทัพไทยสามารถใช้กำลังที่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการหยุดยั้งการโจมตีได้ ภายใต้ขอบเขตของสิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ในทางกลับกัน หากเป็นกระสุนที่หลงเข้ามาเพียงครั้งเดียว การยิงยุติลงแล้ว และไม่มีภัยคุกคามต่อเนื่อง การยิงกระสุนจริงข้ามพรมแดนเพื่อเอาคืนอาจกลายเป็นการใช้กำลังที่ผิดกฎหมายเสียเอง เพราะมาตรา 51 รับรองสิทธิในการป้องกันตนเอง ไม่ใช่สิทธิในการแก้แค้นทางทหาร

นอกจากมาตรการทางทหารแล้ว ประเทศไทยยังสามารถเพิ่มกำลังป้องกันชายแดน ใช้ระบบเฝ้าระวังและป้องกันภัยทางอากาศ อพยพประชาชนออกจากพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนพิจารณาจำกัดการผ่านแดนหรือควบคุมการส่งออกสินค้าที่อาจนำไปใช้ทางทหาร ภายใต้กฎหมายไทยและพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดตัวเองอยู่เพียงการส่งหนังสือประท้วง

ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทย รัฐบาลต้องรวบรวมหลักฐานทั้งชิ้นส่วนกระสุน พิกัดจุดตก ข้อมูลเรดาร์ และพยานหลักฐานอื่น เพื่อพิสูจน์ว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อเหตุ หากพิสูจน์ได้ว่ามีการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่ก่อให้เกิดความรับผิดของรัฐ ไทยสามารถเรียกร้องให้ยุติการกระทำ ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ และชดใช้ความเสียหายได้

ผมเห็นว่า รัฐบาลไทยต้องมีจุดยืนชัดเจนว่า สงครามภายในเมียนมาไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้ประชาชนไทยต้องยอมเสี่ยงชีวิตหรือสูญเสียทรัพย์สิน การใช้กำลังทหารไม่ควรเป็นทางเลือกแรกในทุกสถานการณ์ แต่หากประเทศไทยเผชิญการโจมตีด้วยกำลังอาวุธที่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 51 และจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อหยุดยั้งภัยคุกคาม กฎหมายระหว่างประเทศก็ไม่ได้บังคับให้กองทัพไทยต้องใช้เพียงกระสุนควันหรือยืนรับกระสุนอยู่ฝ่ายเดียว ไม่ว่าผู้โจมตีจะเป็นกองทัพรัฐบาลเมียนมาหรือกองกำลังชนกลุ่มน้อยก็ตาม

การรักษาสันติภาพไม่ได้หมายความว่าต้องยอมให้ใครยิงเข้ามาในแผ่นดินไทยโดยไม่ตอบโต้ ประเทศไทยควรอดกลั้นเมื่อยังมีทางเลือก แต่หากจำเป็นต้องใช้กำลังเพื่อปกป้องชีวิตประชาชนและอธิปไตยของชาติ กองทัพไทยก็ต้องพร้อมใช้สิทธิป้องกันตนเองอย่างเด็ดขาดภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพราะความปลอดภัยของประชาชนไทยต้องมาก่อนเสมอ

ด้วยความปรารถนาดี

https://www.facebook.com/share/1Be1mTdmDG/?mibextid=wwX

รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น เชิญชวนอ่าน “แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (2026-2030) จีนเปลี่ยนทิศ และนัยะต่อไทย” โดย International Study Center กระทรวงการต่างประเทศ

หนังสือเล่มใหม่ของ อ.ษร

ชวน #อ่านอนาคตจีน  อีก 5 ปีจากนี้ #จีนเปลี่ยนทิศ อย่างไร  จีนจะพลิกโฉมไปมากขนาดไหน แล้วจะกระทบไทยอย่างไร

หนังสือ “แผนพัฒนา 5 ปี ฉบับที่ 15 ของจีน (ค.ศ.2026-2030) : จีนเปลี่ยนทิศ และนัยต่อไทย”

โดย รศ.ดร. อักษรศรี พานิชสาส์น

จัดทำและเผยแพร่โดย ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศ, 2569 ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ International Studies Center

ติดตามอ่านกันได้ในรูปแบบ e-book ใน link นี้ https://isc.mfa.go.th/en/content/แผนพัฒนา-5-ปี-ฉบับที่-15-ของจีน-2026-2030

หนังสือเล่มนี้  เริ่มลงมือเขียนทันทีที่ทางการจีนเผยแพร่ “#แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ฉบับที่ 15” ตั้งแต่มีนาคม ปีนี้ (ต้องอดหลับอดนอน มาเป็นเดือนๆ เพื่อสิ่งนี้เลยค่า)

อ.ษรลุยอ่านต้นฉบับแผนพัฒนาฯ ฉบับ 15 ที่ทางการจีนเผยแพร่ใน version ภาษาอังกฤษ 100 กว่าหน้า แล้วแปลสรุปสาระสำคัญทั้งหมดไว้ในบทที่ 2 และวิเคราะห์ถอดรหัส #ทิศทางจีน  ในบทที่ 3

ส่วนบทที่ 4-5-6 คือ การวิเคราะห์ #ผลกระทบต่อไทย  ในมิติต่างๆ ทั้งด้านเกษตร อุตสาหกรรม พลังงาน เศรษฐกิจดิจิทัล ทรัพยากรมนุษย์  และเศรษฐกิจในภาคบริการ เช่น การเงิน การท่องเที่ยว การศึกษา และโลจิสติกส์

ในฐานะ “#นักจับตาจีน” China Watcher  อ.ษรเกาะติดตามอ่านและวิเคราะห์แผนพัฒนาฯ ของจีนมาตั้งแต่ฉบับที่ 11 จนถึงฉบับที่ 15 นี้แล้วด้วยนะคะ

ขอขอบคุณ #ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) กระทรวงการต่างประเทศที่ให้โอกาสและสนับสนุนในการตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้   ขอขอบพระคุณท่านทูตอนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผอ. #ISC และน้องเสก  เสกสรร อานันทศิริเกียรติ รวมทั้งทีมงาน ISC เบื้องหลังทุกท่านที่ช่วยกันเร่งผลิตหนังสือเล่มนี้จนสำเร็จ เพื่อหวังว่า จะเป็น #อาหารสมอง ให้ทุกท่านที่สนใจเรียนรู้และเกาะติดทิศทางจีนไปด้วยกัน

หนังสือเล่มนี้ #แจกฟรี ด้วยนะคะ 

ทาง ISC ผลิตหนังสือทั้งหมด  500 เล่ม หากสนใจ ติดต่อโดยตรงกับ ISC แล้วนำมาให้ผู้เขียนลงนามได้เลยนะคะ   ถ้าเรามีโอกาสเจอกันแบบตัวเป็นๆ ค่า

ขอบคุณผู้ติดตาม  my Follower ทุกท่านนะคะ  .. หวังว่า ผลงานเล็กๆ  แต่ทุ่มเทหมดใจชิ้นนี้   พอจะเป็นประโยชน์บ้างนะคะ ... สามารถทักมา comment และแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้เลยค่า

ที่มา : https://www.facebook.com/1037140385/posts/10240950677197634/?rdid=6JKKkYWAFZKtLmvx#

‘บุ๋ม ปนัดดา’ ควง ‘ทนายเพชร’ บุกกองปราบฯ!! แจ้งความดำเนินคดี ‘ก๊อต อธิป’ เตรียมชี้แจงรายละเอียดต่อสื่อ หลังให้ปากคำพนักงานสอบสวน ย้ำขอให้ข้อมูลตำรวจก่อนเปิดใจ

บุ๋ม ปนัดดา ควง ทนายเพชร ลุยแจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดี "ก๊อต" เตรียมเปิดใจหลังพบพนักงานสอบสวน

3 พฤศจิกายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า "บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี" พร้อมด้วย "ทนายเพชร" ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวน ในการแจ้งความดำเนินคดีกับ "ก๊อต อธิป" สามี 

บรรยากาศบริเวณหน้าอาคารกองปราบปรามเต็มไปด้วยความสนใจของสื่อมวลชนหลายสำนัก โดยทันทีที่เดินทางมาถึง บุ๋ม ปนัดดา ได้ยกมือทาบอก พร้อมกล่าวกับสื่อมวลชนด้วยสีหน้าที่แสดงถึงความซาบซึ้งใจว่า “ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่ส่งเข้ามาให้ในช่วงเวลานี้ แต่ขอเข้าไปให้ข้อมูลและรายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก่อน เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะออกมาเปิดใจและให้สัมภาษณ์ตอบทุกประเด็นกับสื่อมวลชนอย่างแน่นอน”

ด้าน ทนายเพชร ได้เปิดเผยถึงทิศทางเรื่องคดีและบทบาทการทำงานในฐานะทนายความว่า “ขณะนี้ยังไม่ได้ถอนตัวจากการเป็นทนายความให้แก่ บุ๋ม ปนัดดา แต่อย่างใด เนื่องจากในระยะหลังเจ้าตัวเริ่มรับฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำทางกฎหมายมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตพบว่าไม่เป็นไปตามคำแนะนำ ก็จะพิจารณาความเหมาะสมตามขั้นตอนต่อไป”

ทั้งนี้ ความคืบหน้าหลังจากการเข้าพบพนักงานสอบสวน และรายละเอียดเกี่ยวกับการแจ้งความดำเนินคดี ทางบุ๋ม ปนัดดา และทนายความจะออกมาชี้แจงและตอบคำถามสื่อมวลชนอีกครั้งต่อไป

ที่มา : https://www.naewna.com/n/crime/145222/?fbclid=IwdGRjcAVWLB1jbGNrBVYsGmV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEf1ngoXS2lHF_ZqxadcBPcqKWuvJu1ias9KnjC0YOXKOehxTBVIFVq_SMo7qI_aem_DUnddeE_aWvMkK8bFndqCQ

 

https://mgronline.com/crime/detail/9690000105282?fbclid=IwY2xjawVWP5pleHRuA2FlbQIxMABwZG9mAWJyaWQRMWx6MG9KemxBRWxBOGpvZXNzcnRjBmFwcF9pZBAyMjIwMzkxNzg4MjAwODkyAAEfjOHHFWiJ6eRPYXX_UBQ9MFVnWlwy93pe0szu4fB6PmkqE1Tx_1QgznVm99I_aem_JvgzWH3UvBh6sQ3Nuh3l-w 

‘วราวุธ’ เปิดปฏิบัติการกวาดล้างโรงงานกากอุตสาหกรรม!! ส่ง 50 ทีมลุยตรวจ 5 จังหวัด วันแรกตรวจ 80 แห่ง พบเข้าข่ายสั่งแก้ไข 63 แห่ง หยุดกิจการชั่วคราว 1 แห่ง จ่อปิดถาวรอีก 3 โรงงาน ลุยต่อเนื่องทั่วประเทศ ย้ำไม่มีละเว้นการบังคับใช้กฎหมาย

“วราวุธ” เผย ผลส่งชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจตะลุยตรวจโรงงานกำจัดกากอุตสาหกรรม พบ วันแรกปูพรมไป 80 รง. สั่ง หยุดชั่วคราว 1 แห่ง ปรับปรุง 63 แห่ง ลั่น ลุยต่อเนื่อง ย้ำ ยึดกรอบกฎหมาย

วันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้รับรายงานจาก นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม และนายเดชา จาตุธนานันท์ หัวหน้าชุดปฏิบัติการ ตรวจสอบ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด ระบุว่า ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 เพื่อให้การดำเนินกิจการดังกล่าว อยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด โดยเร่งตรวจสอบโรงงานเป้าหมาย 3,049 แห่ง

โดยในวันแรกของปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการลงพื้นที่ในพื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ แบ่งทีมเป็นจังหวัดละ 10 ทีม รวมทั้งหมด 50 ทีม

โดยมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นผู้นำคณะแต่ละชุด พร้อมได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น

ซึ่งผลการลงตรวจพบว่า มีการลงตรวจสอบทั้งหมด จำนวน 80 โรงงาน แบ่งเป็น โรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 26 โรงงาน โรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 52 โรงงาน และโรงงานลำดับอื่นๆ อีกจำนวน 2 โรงงาน ได้แก่ โรงงานอัดเศษโลหะ โรงงานหลอมผลิตภัณฑ์จากพลาสติก

และมีเหตุให้เข้าข่ายออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้หยุดประกอบกิจการชั่วคราวและปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 39 วรรคหนึ่ง จำนวน 1 โรงงาน  และ ให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงาน ตามมาตรา 37 วรรคหนึ่ง จำนวน 63 โรงงาน

นอกจากนี้ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจจากส่วนกลาง ได้ร่วมกันตรวจสอบข้อมูล โรงงานที่อยู่ระหว่าง เสนอคำสั่งให้ปิดโรงงานซึ่งจะมีผลเป็นการเพิกถอนใบอนุญาต จำนวน 3 โรงงานที่ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา และคาดว่าจะดำเนินการได้ภายในเร็วๆนี้

นายวราวุธ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการระดมพลตรวจครั้งแรกของชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจ ส่งผลให้ตรวจสอบโรงงานได้อย่างเข้มข้น โดยได้กำชับให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น  กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง คำนึงถึงความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน ทั้งนี้ ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจจะลงพื้นที่ต่อเนื่องไปตลอดระยะเวลาที่กำหนด จนกว่าจะครบเป้าหมาย พร้อมย้ำให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด

เวียดนามกำลังมา ไทยกำลังแผ่ว!! ท่องเที่ยวไทยถึงเวลาต้องตื่น เปิดศึกชิงนักท่องเที่ยวอาเซียน เวียดนามเร่งโตสองหลัก ขณะที่ไทยเผชิญยอดนักท่องเที่ยวชะลอตัว

Kitti Pornsiwakit โพสต์ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่า…

TOURISM WAR เวียดนามโตแรง ใกล้แซงไทย ท่องเที่ยวไทยต้องตื่น!

10 ความจริงที่เจ็บปวด แต่ไทยต้องยอมรับและปรับตัว

1. เวียดนามไม่ได้แค่ฟื้นตัว แต่กำลังแย่งส่วนแบ่งการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวโลก! ปี 2025 นักท่องเที่ยวทะลุ 21.2 ล้านคน เพิ่มขึ้น 20.4% ขณะที่ไทยมีประมาณ 33 ล้านคน แต่ลดลง 7.2%

ปีนี้เวียดนามโตเพิ่ม 15% ไทยมีแนวโน้มลดลงอีก 5% ไทยยังนำเวียดนามเรื่องจำนวนนักท่องเที่ยว แต่กำลังเสียเปรียบด้านอัตราการเติบโต! 9 เดือนแรกปี 2026 ไทยลดลง 3.8% ขณะที่เวียดนามเพิ่มขึ้น 14.5% นี่คือสัญญาณเตือน ไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม

เวียดนาม 24 ล้าน? ไทย 28.5 ล้าน?

#ล้านคนหนีไทยไปเวียดนาม?

2.  10 ปี เวียดนามโตจาก 10 ล้านเป็น 21.2 ล้านคน! เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า สะท้อนการขยายตลาดระยะยาว ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แม้จะผ่านวิกฤตโควิดก็ตาม เป้าหมาย 2030 เวียดนาม 40-50 ล้านคน

ไทยยังไม่กล้าตั้งเป้าหมายใกล้เคียงกัน ทั้งที่ 2019 ไทยเกือบ 40 ล้านคน มากกว่าเวียดนามกว่า 4 เท่า

3.  วีซ่าง่าย เที่ยวบินเพิ่ม เดินทางสะดวก คืออาวุธสำคัญ! เวียดนามใช้ E-Visa สูงสุด 90 วัน และขยายสิทธิพำนักสำหรับบางประเทศ เพราะรู้ว่าความสะดวกคือจุดเริ่มต้นของรายได้

4.  เวียดนามกำลังชนะใจนักท่องเที่ยวจีนบางส่วนที่ไทยเคยได้เปรียบ! ปี 2025 จีนเดินทางเข้าเวียดนามประมาณ 5.3 ล้านคน เทียบกับไทย 4.5 ล้านคน

5.  เวียดนามไม่ได้แข่งแค่ราคาถูก แต่แข่งด้วยความคุ้มค่า! ธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม โรงแรม และประสบการณ์ใหม่ ทำให้นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าเงินที่จ่ายไปคุ้มค่า

ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งของไทย

6.  การท่องเที่ยวไม่ควรจบเมื่อพระอาทิตย์ตก! เศรษฐกิจกลางคืนคือโอกาสเพิ่มรายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ทั้งอาหาร การแสดง ช้อปปิ้ง และความบันเทิง

เวียดนามกำลังเน้นเพิ่มมูลค่า แบบ 24 ชั่วโมง หลังได้ Volume แล้ว

7.  ประเทศไทยเก่งเรื่องสร้างโรงแรม แต่ยังมีโอกาสสร้างรายได้รอบโรงแรมอีกมหาศาล! ต้องเปลี่ยนจากขายห้องพัก ไปสู่การขาย Wellness, Gastronomy, Sports, Culture และ Experiences ตลอดทั้งวัน

8.  รัฐต้องเปลี่ยน Mindset จากคิดว่าจะเก็บอะไรเพิ่ม เป็นสร้างอะไรให้คนอยากจ่ายเพิ่ม! แทนที่จะพึ่งค่าธรรมเนียม ต้องสร้างสินค้าใหม่ อำนวยความสะดวก และจูงใจให้เอกชนลงทุนอย่างมีคุณภาพ

9.  สงครามท่องเที่ยวยุคใหม่ ไม่ได้วัดว่าใครมีนักท่องเที่ยวมากกว่า แต่วัดว่าใครสร้างมูลค่าได้มากกว่า! ประเทศที่ทำให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น กลับมาซ้ำ และสร้างรายได้ให้คนท้องถิ่นได้มากกว่า คือประเทศที่ชนะอย่างแท้จริง

สรุปว่า

“เวียดนามกำลังเร่งสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวมา อยู่ และใช้เงิน

ส่วนไทยต้องหยุดภูมิใจ กับความสำเร็จในอดีต แล้วเร่งสร้างเหตุผลใหม่ ให้คนทั้งโลกเลือกเราอีกครั้ง!”

อย่าแข่งกันเก็บเงินจากนักท่องเที่ยว แต่จงแข่งกันสร้างคุณค่าให้เขาเต็มใจจ่าย!

ที่มา : https://www.facebook.com/100002109974754/posts/28889371417383140/?rdid=O3vWoMPp7aImJiyO#

ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“ทีมฟุตบอลปัตตานี เอฟซี ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นความภาคภูมิใจชองคนปัตตานีทุกคน เป็นพื้นที่ผู้คนมาพบกัน มากกว่าสโมสรฟุตบอล แต่เป็นสัญลักษณ์ ความภาคภูมิใจของคนปัตตานี แฟนบอลหลากหลาย เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม

ไม่ว่าใครเป็นที่ปรึกษา บริหาร ผู้สนับสนุนมีส่วนร่วมกับสโมสร สิ่งสำคัญคือ ทำงานเพื่อประโยชน์ของทีม พัฒนาเยาวชน สร้างโอกาสให้คนในจังหวัด”

กรณีแต่งตั้ง แม่ทัพภาคที่ 4 เป็นที่ปรึกษาสโมสรฟุตบอลปัตตานี เอฟซี  ที่มีแฟนบอลบางส่วนไม่เห็นด้วย

ที่มา : https://www.facebook.com/100066536856245/posts/1483856793842202/?rdid=7LpfEc7cSGHq9Gey#

 

https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1482582803969601&id=100066536856245&rdid=aOQm3gCDCMjfSe9p#


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top