Monday, 6 July 2026
NEWS

Delta Compressor เดินหน้าปฏิวัติเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ชู “Delta Smart Application” ระบบติดตามเรียลไทม์เจ้าแรกในไทย เตรียมต่อยอด AI Chatbot ยกระดับโรงงานสู่ยุคดิจิทัล

     Delta Compressor เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม รับเทรนด์โรงงานยุคดิจิทัล เปิดเกมรุกผ่าน “Delta Smart Application” แอปพลิเคชันติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ ช่วยลดความเสี่ยงเครื่องจักรหยุดทำงานกะทันหัน พร้อมยกระดับบริการหลังการขายด้วยระบบออนไลน์เต็มรูปแบบ ล่าสุดเตรียมต่อยอดสู่ AI Chatbot เพื่อช่วยวิเคราะห์อาการเบื้องต้น และเพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการลูกค้าในอนาคต

     นายพัชร์พล พชรวรณวิชญ์ กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า เครื่องปั๊มลมถือเป็นหัวใจสำคัญของโรงงานอุตสาหกรรม เนื่องจากทำหน้าที่สร้างแรงดันลมเพื่อขับเคลื่อนระบบการผลิต หากเครื่องปั๊มลมหยุดทำงาน ย่อมส่งผลกระทบต่อเครื่องจักรในสายการผลิตทั้งหมด และอาจสร้างความเสียหายต่อกระบวนการผลิตของโรงงานในวงกว้าง

     ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เดลต้าในฐานะผู้ให้บริการด้านการพัฒนา ติดตั้ง และดูแลระบบเครื่องปั๊มลมอุตสาหกรรม ได้มีโอกาสผลิตและติดตั้งเครื่องปั๊มลมขนาดใหญ่ให้กับบริษัทชั้นนำ รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของประเทศไทยหลายแห่ง โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานที่มีระบบการผลิตต่อเนื่องและต้องใช้ลมอัดเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทเข้าใจถึงความสำคัญของความเสถียรในการดำเนินงานของโรงงานเป็นอย่างดี เครื่องปั๊มลมในกลุ่มนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์สนับสนุนการทำงาน แต่เป็นหนึ่งในระบบสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุน ประสิทธิภาพ และความต่อเนื่องของสายการผลิต

     จากประสบการณ์ดังกล่าว  บริษัทฯ พบว่า ปัญหาใหญ่ที่หลายโรงงานเผชิญคือ เครื่องปั๊มลมเกิดความเสียหายโดยไม่สามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ส่งผลให้สายการผลิตหยุดชะงักและเกิดต้นทุนแฝงจำนวนมาก ทั้งด้านเวลา การซ่อมบำรุง และโอกาสทางธุรกิจที่สูญเสียไป ทำให้บริษัทเริ่มพัฒนาระบบติดตามการทำงานของเครื่องปั๊มลมแบบออนไลน์ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถมองเห็นสถานะการทำงานของเครื่องจักรได้ตลอดเวลา และลดความเสี่ยงก่อนเกิดปัญหาจริง

     “เราอยากเปลี่ยนมุมมองของเครื่องปั๊มลม จากเดิมที่ถูกมองว่าเป็นเพียงเครื่องจักรผลิตลม ให้กลายเป็นเครื่องจักรอัจฉริยะที่สามารถสื่อสารข้อมูลกับผู้ใช้งานได้แบบเรียลไทม์ และช่วยให้โรงงานบริหารจัดการพลังงานและระบบการผลิตได้แม่นยำมากขึ้น ซึ่งในช่วงแรกบริษัทฯ พัฒนาระบบติดตามผ่านเว็บไซต์ก่อน แต่พบว่ายังไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในโรงงานที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วผ่านมือถือ จึงเป็นที่มาของการพัฒนา “Delta Smart Application” ที่สามารถใช้งานบนมือถือได้ ช่วยให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลเครื่องปั๊มลมได้สะดวกมากขึ้นแบบเรียลไทม์” นายพัชร์พลกล่าว

     ด้านนายธวัชชัย อัฐปัน กรรมการบริหาร บริษัท เดลต้า คอมเพรสเซอร์ (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน Delta Smart Application เปิดให้บริการเข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว และได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าในภาคอุตสาหกรรม โดยมีลูกค้าใช้งานประมาณ 60 แห่งทั่วประเทศ ขณะที่จำนวนเครื่องปั๊มลมที่เชื่อมต่อกับระบบมีราว 200 เครื่อง เนื่องจากหลายโรงงานติดตั้งเครื่องปั๊มลมหลายเครื่องภายในระบบการผลิตเดียวกัน

     สำหรับระบบการทำงานของ Delta Smart Application แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ “Delta Smart Visions” สำหรับติดตามและมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องปั๊มลม และ “Delta Smart Service” สำหรับบริหารจัดการบริการหลังการขาย โดยทั้งลูกค้าและทีมช่างของบริษัทสามารถเห็นข้อมูลชุดเดียวกันแบบเรียลไทม์ โดยภายในระบบ ลูกค้าสามารถตรวจสอบข้อมูลสำคัญของเครื่องปั๊มลมได้อย่างครบถ้วน ทั้งสถานะการทำงาน อุณหภูมิ การใช้ไฟฟ้า ความดัน ชั่วโมงการทำงาน รวมถึงกราฟแสดงผลย้อนหลัง เพื่อนำไปใช้วิเคราะห์รูปแบบการใช้งานและวางแผนบำรุงรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ระบบยังรองรับการแจ้งเตือน รวมถึงการติดตามประวัติการเข้าบริการของทีมช่าง ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบ ซ่อมบำรุง หรือเปลี่ยนอะไหล่ พร้อมภาพถ่ายก่อนและหลังการให้บริการ ทำให้ข้อมูลทั้งหมดถูกจัดเก็บไว้อย่างเป็นระบบตลอดอายุการใช้งานของเครื่องจักร

     “จุดสำคัญคือ ลูกค้าและทีมช่างของ Delta จะเห็นข้อมูลเดียวกันพร้อมกันแบบเรียลไทม์ บางครั้งทีมช่างสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ก่อนลูกค้าด้วยซ้ำ ทำให้สามารถติดต่อเข้าแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้น ลดโอกาสที่เครื่องจักรจะหยุดทำงานกะทันหัน และจุดเด่นสำคัญของ Delta Smart Application คือ การนำข้อมูลจากเครื่องจักรมาวิเคราะห์แนวโน้มและคาดการณ์ความผิดปกติล่วงหน้า ซึ่งถือเป็นแนวทางสำคัญในการลดความเสี่ยงของโรงงานอุตสาหกรรมในยุคที่ทุกวินาทีของการผลิตมีต้นทุน” นายพัชร์พลกล่าว

     “Delta เป็นเจ้าแรกในประเทศไทยที่คิดและพัฒนาระบบติดตามการทำงานเครื่องปั๊มลมแบบเรียลไทม์ได้จริง แตกต่างจากแอปพลิเคชันทั่วไปที่เป็นเพียงช่องทางให้ข้อมูลสินค้า และเรากำลังพัฒนา AI และ Chatbot เพื่อเข้ามาช่วยตอบคำถามด้านบริการลูกค้า รวมถึงเพิ่มความสามารถด้านการคาดการณ์ความผิดปกติของเครื่องจักร ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวได้ในเร็ว ๆ นี้” นายธวัชชัยกล่าว

     “เป้าหมายของ Delta Compressor ไม่ใช่แค่การขายเครื่องจักร แต่คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนโลกของเครื่องปั๊มลมแบบเดิม ให้กลายเป็นเครื่องจักรยุคใหม่ที่สามารถสื่อสาร วิเคราะห์ และช่วยให้โรงงานก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมต่อยอดสู่การเป็นผู้นำด้านเครื่องปั๊มลมในประเทศไทย และขยายสู่ระดับเอเชียในอนาคต” นายพัชร์พลกล่าวปิดท้าย

ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

“ISTAF ไม่ลงโทษวินัย 7 นักตะกร้อไทย ชี้ ทีม เอ และ บี มีส่วนเกี่ยวข้องน้อย

ขณะที่กระบวนการทางวินัยต่อนักกีฬา 5 คนของทีม ซี รวมถึงโค้ชและผู้จัดการทีมที่เกี่ยวข้อง จะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิจารณาความรับผิดชอบผ่านกระบวนการที่เป็นอิสระและเป็นกลาง”

FB : สนามตะกร้อ
https://www.facebook.com/100044275247263/posts/1558130032339490/?rdid=S3Snm13SvZIXlQ29#

“บ้านปู” ผสานก๊าซธรรมชาติ–ไฟฟ้าครบวงจร!! ชูบทบาท Energy Architect ออกแบบพลังงาน มั่นคง ยั่งยืน รับยุค AI และดิจิทัล เชื่อมสินทรัพย์คุณภาพในหลายประเทศ เสริมแกร่งรับโลกพลังงานแห่งอนาคต

บ้านปูผสานความครบวงจรของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและไฟฟ้า เสริมแกร่งตอบโจทย์โลกพลังงานแห่งอนาคต

เมื่อโลกเผชิญความท้าทายจากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน นิยามของ “ความมั่นคงทางพลังงาน” จึงกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นการจัดหาเชื้อเพลิงและไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ สู่การสร้างระบบพลังงานที่สามารถส่งมอบพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง มีเสถียรภาพ และมีความน่าเชื่อถือ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความพร้อมด้านพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภาคธุรกิจทั่วโลก ขณะเดียวกันความท้าทายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังผลักดันให้ระบบพลังงานแห่งอนาคตต้องสามารถสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปพร้อมกัน

ด้วยประสบการณ์ในธุรกิจพลังงานมากกว่า 4 ทศวรรษ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านพลังงานที่หลากหลาย ได้พัฒนาพอร์ตธุรกิจที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ตั้งแต่แหล่งพลังงานต้นน้ำ การผลิตไฟฟ้า ระบบกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านพลังงานในหลายประเทศทั่วโลก พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยคาร์บอน ทำให้บริษัทฯ สามารถเชื่อมโยงศักยภาพของธุรกิจต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสินนท์ ว่องกุศลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เรามองตัวเองทำหน้าที่เหมือนผู้ออกแบบพลังงานหรือ Energy Architect ที่พร้อมขยายขีดความสามารถด้านพลังงานของโลกอย่างมีความรับผิดชอบ ด้วยความเชี่ยวชาญที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงาน ทำให้เราสามารถมองเห็นความเชื่อมโยงขององค์ประกอบต่าง ๆ ในระบบ และออกแบบโซลูชันพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนไปพร้อมกัน เราเชื่อว่าความสามารถในการผสานจุดแข็งจากธุรกิจที่หลากหลาย เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากหลายภูมิภาค จะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างคุณค่าและโอกาสการเติบโตในโลกยุค AI”

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของบ้านปูคือการมีธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยเฉพาะธุรกิจก๊าซธรรมชาติครบวงจร ซึ่งก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคงให้กับระบบไฟฟ้าในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ที่สหรัฐอเมริกา เราได้นำเทคโนโลยีมาต่อยอดการสร้างคุณค่าผ่านการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization, and Sequestration: CCUS) ที่พัฒนาสู่การจำหน่ายก๊าซธรรมชาติที่มีคาร์บอนเป็นกลาง (Carbon-Sequestered Gas: CSG) ก๊าซที่ได้มาจะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า จึงถือเป็นการเชื่อมต่อสู่ธุรกิจไฟฟ้าเต็มรูปแบบ โดยผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewables) เข้ามาเสริม ทำให้สามารถส่งมอบพลังงานที่ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคงและการลดการปล่อยคาร์บอน สอดคล้องกับความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในภาคธุรกิจ ขณะที่เรานำเอาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) เข้ามาช่วยรักษาสมดุลของระบบ รองรับความผันผวนของพลังงานหมุนเวียน และเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้า เพื่อให้การซื้อขายพลังงาน (Energy Trading) มีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งเสริมความสามารถทางการแข่งขันของกลุ่มบ้านปูในตลาดไฟฟ้าเสรี (Merchant Market) การมีห่วงโซ่คุณค่าด้านพลังงานที่ครบวงจรดังกล่าว ทำให้บ้านปูมีความพร้อมในการรองรับคลื่นการเติบโตใหม่ของโลก โดยเฉพาะอุตสาหกรรม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งต้องการพลังงานที่สามารถตอบโจทย์ได้พร้อมกันทั้งด้านความคุ้มค่าของต้นทุน ความต่อเนื่องและความน่าเชื่อถือในการจ่ายพลังงาน ตลอดจนการลดการปล่อยคาร์บอนอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสามารถในการสร้างมูลค่าของธุรกิจก๊าซธรรมชาติและธุรกิจไฟฟ้า มาจากการผสานจุดแข็งของธุรกิจที่เชื่อมโยงกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน โครงสร้างธุรกิจที่ครบวงจรดังกล่าวไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและเสริมความสามารถในการแข่งขัน แต่ยังช่วยสร้างกระแสเงินสดจากสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในตลาดสำคัญ อาทิ สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น และอินโดนีเซีย ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการสินทรัพย์ การวิเคราะห์ข้อมูล และการตัดสินใจทางธุรกิจ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและต่อยอดองค์ความรู้จากการดำเนินธุรกิจในหลากหลายภูมิภาค เพื่อสร้างคุณค่าจากโอกาสการเติบโตใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมพลังงานโลก และเพิ่มความพร้อมของระบบพลังงานสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต

บ้านปูยังคงยึดมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างมีความรับผิดชอบ โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการขับเคลื่อนสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน ผ่านการลงทุนในธุรกิจที่สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานการยกระดับประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพด้านพลังงานและสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาว ในวันที่โลกต้องการพลังงานมากกว่าที่เคย และในขณะเดียวกันก็ต้องการพลังงานที่สะอาด ยืดหยุ่น และเชื่อถือได้มากขึ้น บ้านปูยังคงเดินหน้าต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านพลังงาน เทคโนโลยี และความเข้าใจในตลาดพลังงานระดับโลก เพื่อร่วมสร้างระบบพลังงานแห่งอนาคตที่สามารถรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนให้กับทุกภาคส่วนในระยะยาว

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

ขอเชิญเข้าร่วม “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026)”

เรื่อง “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน 2569

⏰ เวลา 09.00 – 12.00 น.

📍 ณ ห้องประชุมใหญ่  World Ballroom ชั้น 23 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

 ✏️ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่ https://researchexporegistration.com  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ 

พบกับ

🔹 พิธีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) "การบูรณาการความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน" 

🔹 ปาฐกถาพิเศษ *“การเปลี่ยนผ่านสู่ความมั่นคงด้านน้ำของประเทศไทย: ความท้าทายเชิงระบบและทางออกเชิงวิจัย” โดย ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ประธาน PC น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง ใน 10 จังหวัด”

🔹 ปาฐกถาพิเศษ “หยุดฝุ่น : ประเทศไทยพร้อม ‘ลงมือทำ’ หรือยังติดกับดักวาทกรรม?” โดย ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์  ประธาน PC “ประเทศไทยปลอดภัยจาก PM2.5" 

🔹 เสวนา “พลิกอนาคตประเทศไทย: ฝ่าวิกฤต PM2.5 ภาคเหนือ สู่ความมั่นคงน้ำทั่วไทย” 

📞 สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0-2561-2445 ต่อ 469, 471

24 มิถุนายน 2475 วันเปลี่ยนแผ่นดินสยาม คณะราษฎรยึดอำนาจ เปลี่ยนแปลงการปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตย

วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 เป็นหนึ่งในวันสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อ “คณะราษฎร” กลุ่มนายทหาร ข้าราชการ และพลเรือน ได้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครองประเทศ
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเช้ามืดของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 เสด็จแปรพระราชฐานประทับอยู่ที่พระราชวังไกลกังวล หัวหิน คณะราษฎรได้เคลื่อนกำลังเข้าควบคุมจุดยุทธศาสตร์สำคัญในพระนคร รวมถึงสถานที่ราชการ เส้นทางคมนาคม และระบบการสื่อสาร เพื่อป้องกันการตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลเดิม

หนึ่งในภาพจำสำคัญของเช้าวันนั้น คือการรวมกำลังที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ซึ่งกลายเป็นพื้นที่ประกาศเจตนารมณ์ของคณะราษฎรต่อสาธารณะ การดำเนินการเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจของรัฐให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกติกาสูงสุด และให้ประชาชนมีสถานะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย

ก่อนปี พ.ศ. 2475 สยามปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน แม้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 จะมีการปฏิรูประบบราชการ การศึกษา กฎหมาย และโครงสร้างรัฐให้ทันสมัยมากขึ้น แต่การเมืองการปกครองยังไม่ได้มีรัฐธรรมนูญหรือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

คณะราษฎรประกอบด้วยบุคคลจากทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน หลายคนได้รับการศึกษาในต่างประเทศ และได้รับอิทธิพลจากแนวคิดรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาค ซึ่งแพร่หลายในโลกสมัยใหม่ พวกเขาเห็นว่าสยามควรปรับเปลี่ยนรูปแบบการปกครองให้สอดคล้องกับกระแสโลก และลดการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

ภายหลังการยึดอำนาจ คณะราษฎรได้ประกาศหลัก 6 ประการ เป็นแนวทางสำคัญในการบริหารประเทศ ได้แก่ การรักษาเอกราช ความปลอดภัยของประเทศ เศรษฐกิจ ความเสมอภาค เสรีภาพ และการศึกษา หลักการเหล่านี้สะท้อนความพยายามของคณะราษฎรที่จะวางรากฐานรัฐสมัยใหม่ โดยให้รัฐมีหน้าที่ดูแลความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงมิใช่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้มีอำนาจ แต่เป็นการเปลี่ยนหลักคิดทางการเมืองของประเทศ จากระบบที่อำนาจสูงสุดอยู่ที่พระมหากษัตริย์ มาเป็นระบบที่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย และมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกำหนดอำนาจหน้าที่ของสถาบันการเมืองต่าง ๆ

หลังเหตุการณ์ 24 มิถุนายน พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงยอมรับการเปลี่ยนแปลง และต่อมาได้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแรกของสยามในปีเดียวกัน นับเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบรัฐธรรมนูญและการเมืองสมัยใหม่ของไทย แม้เส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนั้นจะเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งรัฐประหาร ความขัดแย้งทางการเมือง และการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญหลายครั้ง

เหตุการณ์ 2475 ยังคงเป็นประเด็นที่ถูกตีความแตกต่างกันในสังคมไทย บางฝ่ายมองว่าเป็น “อภิวัฒน์สยาม” ที่เปิดประตูให้ประชาชนเข้าสู่การเมืองสมัยใหม่ ขณะที่บางฝ่ายมองว่าเป็นการเปลี่ยนผ่านอำนาจที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน และนำไปสู่ปัญหาทางการเมืองต่อเนื่องในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะมองจากมุมใด เหตุการณ์นี้ยังคงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ไม่อาจลบออกจากหน้าประวัติศาสตร์ไทยได้

ความสำคัญของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 อยู่ที่การทำให้คำว่า “รัฐธรรมนูญ” กลายเป็นศูนย์กลางของการปกครองไทย และทำให้แนวคิดเรื่องประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยเริ่มมีที่ทางในโครงสร้างทางการเมืองของประเทศ แม้การนำแนวคิดดังกล่าวไปปฏิบัติจริงจะเผชิญอุปสรรคมากมาย แต่จุดเริ่มต้นของการเมืองไทยยุคใหม่ก็เกิดขึ้นในวันนั้น

ในเชิงประวัติศาสตร์โลก เหตุการณ์ 2475 เกิดขึ้นในยุคที่หลายประเทศกำลังปรับตัวเข้าสู่ระบอบการเมืองสมัยใหม่ ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และความคิดทางการเมือง สยามเองก็ไม่อาจแยกตัวออกจากกระแสโลกได้ การเปลี่ยนแปลงการปกครองจึงสะท้อนทั้งแรงกดดันภายในประเทศและอิทธิพลของโลกภายนอก

สำหรับประเทศไทย วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นวันที่ควรศึกษาอย่างรอบด้าน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่มีทั้งความหวัง ความขัดแย้ง ความเปลี่ยนแปลง และบทเรียนทางการเมือง การเข้าใจเหตุการณ์นี้ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการยกย่องหรือปฏิเสธฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรมองให้เห็นบริบทของยุคสมัย เหตุผลของผู้ก่อการ ผลกระทบต่อสถาบันทางการเมือง และเส้นทางประชาธิปไตยไทยที่ตามมา
วันนี้จึงเป็นโอกาสให้สังคมไทยทบทวนความหมายของรัฐธรรมนูญ ประชาธิปไตย สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค และหน้าที่ของพลเมือง เพราะหัวใจของการเปลี่ยนแปลงการปกครองไม่ได้อยู่ที่เหตุการณ์ในเช้าวันเดียวเท่านั้น แต่อยู่ที่คำถามสำคัญว่า ประเทศควรถูกปกครองด้วยกติกาแบบใด และประชาชนควรมีบทบาทอย่างไรต่ออนาคตของบ้านเมือง

24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 จึงเป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่คณะราษฎรยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์สู่ระบอบรัฐธรรมนูญ เป็นวันที่สยามก้าวเข้าสู่การเมืองยุคใหม่ และเป็นวันที่ยังคงส่งผลต่อการถกเถียงเรื่องประชาธิปไตย อำนาจอธิปไตย และอนาคตของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน

สวนนงนุชพัทยาผ่ามะพร้าวทะเลหายาก 12 ลูก!! เปิดภาพเนื้อในผลสุดหายาก มูลค่ากว่า 1.2 ล้านปลอก 12 ลูก ต้นเดียวในไทยมีครบเพศผู้-เมีย เผยเวลาผลผลิตโดดเด่นเร็วกว่าเดิม

ตื่นตะลึงระดับโลก! สวนนงนุชพัทยาผ่า “มะพร้าวทะเล” พืชหายากเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก เผยภาพภายในผลที่แทบไม่มีใครเคยเห็น พร้อมตอกย้ำความสำเร็จการเป็น อาณาจักรแห่งแหล่งเรียนรู้ด้าพฤกษศาสตร์

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในการปลอกผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก พืชหายากระดับโลกที่มีมูลค่าประมาณลูกละ 100,000 บาท รวมมูลค่าที่ปลอกในวันนี้ 1.2ล้านบาทสะท้อนความสำเร็จด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชหายากของสวนนงนุชพัทยา

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการผ่าผลมะพร้าวทะเล เพื่อเปิดให้เห็นเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากมาก เนื่องจากมะพร้าวทะเลเป็นพืชหายากและมีมูลค่าสูง จึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นโครงสร้างภายในผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์พันธุ์พืช

มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจึงจะติดผลได้ โดยสวนนงนุชพัทยาอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันจนสามารถผสมเกสรและให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์

นายกัมพล กล่าวว่า ในธรรมชาติ มะพร้าวทะเลอาจใช้เวลานานถึง 60 ปีจึงจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นที่ปลูกในสวนนงนุชพัทยาสามารถให้ผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปีเศษ

ส่วนผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาปลอกในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนในลำดับต่อไป. สวนนงนุชพัทยามีแผนปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติมภายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต.

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวม 90ต้น (ต้นโต 35 ต้น และต้นกล้า 55ต้น) พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ ได้รับการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลากว่า 30 ปีจึงออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาราว 7 ปี และสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี

Solis เปิดเกม ESS!! FlexAIO นำเสนอระบบครบวงจร EverCore จัดเต็ม 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง เน้นตอบโจทย์ทุกภาคส่วนพลังงาน บูธ Hall B3 มิวนิก 23-25 มิ.ย.

Solis เปิดตัวโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานครบวงจร
ในงาน Intersolar Europe 2026 ชู FlexAIO และ EverCore
ตอกย้ำบทบาทผู้ให้บริการพลังงานอัจฉริยะในยุโรป

เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี, 17 มิถุนายน 2569 – Solis (Ginlong Technologies) เตรียมเข้าร่วมงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) รุ่นล่าสุดสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคพาณิชย์ และภาคอุตสาหกรรม ตอกย้ำการก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานอัจฉริยะแบบครบวงจร

ด้วยประสบการณ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์กำลังกว่า 20 ปี Solis ได้นำเสนอระบบนิเวศพลังงานที่เชื่อมโยงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบกักเก็บพลังงาน การควบคุมอัจฉริยะ การติดตามประสิทธิภาพ และบริการสนับสนุนในระดับท้องถิ่นเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการพลังงานให้แก่ผู้ใช้งานในทุกภาคส่วน

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานคือ FlexAIO ระบบกักเก็บพลังงานแรงดันสูงแบบ All-in-One ที่ผสานอินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในชุดเดียว รองรับการใช้งานทั้งระบบไฟฟ้าเฟสเดียวและสามเฟส พร้อมความสามารถในการขยายความจุเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม Solis นำเสนอ EverCore ระบบกักเก็บพลังงานแบบครบวงจรความจุ 261 กิโลวัตต์ชั่วโมง ซึ่งรวมแบตเตอรี่ อินเวอร์เตอร์ และระบบบริหารจัดการพลังงานไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยลดความซับซ้อนของระบบและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการพลังงานระยะยาว
ภายในงาน บริษัทจะนำเสนอผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบสำหรับที่อยู่อาศัยไปจนถึงโครงการขนาดใหญ่ในภาคพาณิชย์และอุตสาหกรรม สะท้อนแนวทางการพัฒนาที่มุ่งตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

นาย Sandy Woodward ผู้จัดการทั่วไปประจำภูมิภาคยุโรปของ Solis กล่าวว่า
"ปี 2026 ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ Solis ในยุโรป เรากำลังนำเสนอโซลูชันพลังงานแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตไฟฟ้า การกักเก็บพลังงาน ไปจนถึงการบริหารจัดการพลังงานอัจฉริยะ เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้งานพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ Solis ยังนำเสนอแพลตฟอร์ม SolisCloud ที่ทำงานร่วมกับ Solis AI เพื่อช่วยวิเคราะห์รูปแบบการใช้พลังงาน คาดการณ์กำลังการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้พลังงานโดยอัตโนมัติ
ผู้สนใจสามารถเยี่ยมชมบูธของ Solis ได้ที่ Hall B3, Stand B3.430 ภายในงาน Intersolar Europe 2026 ระหว่างวันที่ 23–25 มิถุนายน 2569 ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี

เกี่ยวกับ Solis
Solis (Ginlong Technologies) ก่อตั้งขึ้นในปี 2548 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอินเวอร์เตอร์พลังงานแสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก พร้อมขยายบทบาทสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันระบบกักเก็บพลังงานสำหรับภาคที่อยู่อาศัย ภาคธุรกิจ และโครงการสาธารณูปโภค เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในระดับโลก

ทัวร์คนไทยลงเพจ Phuket Times คอมเม้นต์เอกฉันท์ "คนภูเก็ตทำตัวเอง" นักท่องเที่ยวเลยหาย

“หรือ ‘ภูเก็ต’ จะต้องง้อคนไทยด้วยกันให้มาเที่ยวเพิ่มขึ้น ตอนนี้ท่องเที่ยวระส่ำหนัก! ฝรั่งหัวทองหาย มีแต่หัวดำ แขกอินเดีย ทั้งนั้น
”เดี๋ยวนี้คนไทย ไม่นิยมเที่ยวภูเก็ตแล้วเหรอคะ“

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1350083353909170&id=100067225537993&rdid=Toal3x5mV6uu3eQH#

170 ปี ไทย–ฝรั่งเศส!! เปิดวาระประวัติศาสตร์ ในหลวง–พระราชินี เสด็จฯ เยือนฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ณ กรุงปารีส ฉลอง 170 ปี สัมพันธ์การทูตไทย–ฝรั่งเศส

ในหลวง-พระราชินี จะเสด็จฯเยือนฝรั่งเศส

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี มีกำหนดเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ 28 มิถุนายน – 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ตามคำทูลเชิญของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตของทั้งสองประเทศ

การเสด็จพระราชดำเนินเยือนครั้งนี้ เป็นการทรงเยือนฝรั่งเศสครั้งแรกของพระมหากษัตริย์ไทยในรอบกว่า 60 ปี นับตั้งแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยือนเมื่อปี 2503 และทรงเยือนประเทศในยุโรปอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะครั้งแรก แม้จะทรงเยือนยุโรปก่อนหน้านี้เพื่อทรงร่วมงานของราชวงศ์ต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง

หมายกำหนดการโดยคร่าวของการทรงเยือนครั้งนี้ เริ่มด้วยพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และนางบริจิตต์ มาครง ภริยา ณ โอเตลเดอวิลล์ หรือศาลาว่าการกรุงปารีส และจะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงมีพระราชปฏิสันถาร ณ ทำเนียบประธานาธิบดี พระราชวังเอลิเซ่ โดยจะมีพิธีถวายเลี้ยงพระกระยาหารค่ำในวันเดียวกัน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี จะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรสถานที่ต่างๆ รวมทั้งทอดพระเนตรนิทรรศการ “ราชพัตราสู่สากล” ส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทยสืบสานพระราชปณิธาน ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง กรุงปารีส และบริษัทโรงงานผลิตอากาศยานแอร์บัส เมืองตูลูส เป็นต้น

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1461981309296149&id=100064528819440&rdid=x04hNYcM0zPO28oi#

“อินฟอร์มา” ชูกลไกอุตฯ สีเขียว!! บูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัย เพิ่มประสิทธิภาพลดต้นทุนพลังงาน งาน Boilex Asia ปี 2026 ที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์ ยกระดับไทยสู่เวทีอุตสาหกรรมโลก

อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ผนึกกรมโรงงานฯ และสมาคมหม้อน้ำฯ จัด “Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026” ชูเทคโนโลยีขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว ยกระดับขีดความสามารถไทยสู่สากล

กรุงเทพฯ – ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และแรงกดดันจากเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวสู่การผลิตที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม และวาล์วสมัยใหม่ กำลังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมสีเขียว ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ IoT เพื่อยกระดับการบริหารจัดการโรงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้ Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 (BXAPVA) จึงเป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม ผู้เชี่ยวชาญ และผู้นำในภาคอุตสาหกรรม เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง อัปเดตแนวโน้มเทคโนโลยีล่าสุด และสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายพรยศ กลั่นกรอง อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม กล่าวว่า ปัจจุบัน ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายสำคัญ ทั้งจากข้อจำกัดด้านทรัพยากร วิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น กรมโรงงานอุตสาหกรรมจึงมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่ไปกับการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) โดยมุ่งส่งเสริมการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน และตั้งเป้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน นอกจากนี้ เรายังสนับสนุนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI และ IoT เข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต สร้างความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยในเวทีโลก

สำหรับงาน Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia ในปีนี้ นับเป็น ‘ตัวเร่ง’ สำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวรับมือกับทิศทางอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างทันท่วงที งานนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอุตสาหกรรมขั้นสูง ทั้งระบบหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม และวาล์ว ซึ่งล้วนเป็นกลไกหลักในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการสูญเสียในกระบวนการผลิต ในโอกาสนี้ กรมโรงงานอุตสาหกรรมได้ร่วมจัดสัมมนาวิชาการในหัวข้อ ‘Empowering Sustainable Industry Through Green and Smart Technology’ เพื่ออัปเดตข้อกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย และแนวทางปฏิบัติล่าสุด พร้อมทั้งเปิดบูธให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดตลอดการจัดงาน เพื่อเป็นแรงสนับสนุนสำคัญในการยกระดับโรงงานไทยสู่มาตรฐานอุตสาหกรรมยุคใหม่อย่างเต็มรูปแบบ

ด้าน นายชำนิ โมสกุล นายกสมาคมหม้อน้ำและภาชนะรับความดันไทย กล่าวว่า ท่ามกลางต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่ากลายเป็นประเด็นสำคัญของภาคอุตสาหกรรมในปัจจุบัน ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องมีองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการบริหารจัดการระบบหม้อน้ำและภาชนะรับความดัน เพื่อช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรองรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนขององค์กร ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ซึ่งจะช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการดำเนินงานมากยิ่งขึ้น

ภายในงาน สมาคมฯ จะร่วมจัดสัมมนาวิชาการด้านหม้อน้ำและภาชนะรับความดัน เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ผู้ผลิต ผู้ติดตั้ง และผู้ซ่อมบำรุง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมไทย และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้เทียบเท่าระดับสากล โดยมองว่า Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia เป็นเวทีสำคัญที่รวบรวมเทคโนโลยี ผู้เชี่ยวชาญ และผู้ประกอบการจากหลากหลายภาคส่วนไว้ในที่เดียว

นายสรรชาย นุ่มบุญนำ ผู้จัดการทั่วไป อินฟอร์มา มาร์เก็ตส์ ประเทศไทย กล่าวว่า งาน Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 ก้าวสู่การเป็นเวทีสำคัญของภูมิภาคที่รวบรวมเทคโนโลยี นวัตกรรม องค์ความรู้ และผู้เชี่ยวชาญด้านหม้อน้ำ ภาชนะรับความดัน ปั๊ม วาล์ว และระบบอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการยกระดับภาคการผลิตให้สามารถรับมือกับความท้าทายด้านพลังงาน สิ่งแวดล้อม และการแข่งขันในอุตสาหกรรมยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Empowering Sustainable Industry Through Green and Smart Technology” โดยนำเสนอเทคโนโลยีตั้งแต่หม้อน้ำและภาชนะรับความดันประสิทธิภาพสูง ปั๊มและวาล์วอัจฉริยะ ระบบอัตโนมัติ การจัดการพลังงาน การบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ ไปจนถึงการประยุกต์ใช้ AI และ IoT ในภาคอุตสาหกรรม พร้อมผู้แสดงสินค้าระดับแนวหน้าอาทิ เจตาแบค บุญเยี่ยมและสหาย ไทยเบิร์นเนอร์ อินดัสเตรียล ฮีต เทอร์แม็กซ์ ทีเอ็นกรุ๊ป ปตท.นำสินค้ามาจัดแสดงกว่า 250 แบรนด์ชั้นนำจากทั่วโลก อาทิ Cleaver brooks, Kawasaki, Fulton, Mayekawa, Honeywell, Getabec, Thermax, Weishaupt, Seibu, Ebro Valves, Circor เป็นต้น รวมถึงเวทีสัมมนาจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม สมาคมหม้อน้ำและภาชนะรับความดันไทย และองค์กรพันธมิตรต่าง ๆ ควบคู่กับเวที I-Factory Stage และ GreenTech Stage เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี กฎหมาย มาตรฐาน และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ภายในงานยังมีโซนพิเศษ อาทิ Boiler Inspection & Maintenance Pavilion, Greenergy Ideas Hub และ Green Fund Corner ที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่และแนวทางการพัฒนาโรงงานอย่างยั่งยืน โดยปีนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 19,000 คน จากทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และต่อยอดความร่วมมือใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมไทยและอาเซียน

Boilex Asia และ Pumps and Valves Asia 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ วิศวกร ผู้บริหารโรงงาน และผู้มีอำนาจตัดสินใจจากหลากหลายอุตสาหกรรม เพื่ออัปเดตเทคโนโลยี สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และค้นหาโอกาสใหม่ในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทย จัดร่วมกับงาน Thai Water Expo 2026 งานแสดงเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำและน้ำเสียของภูมิภาค ระหว่างวันที่ 1-3 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.boilex-asia.com หรือ www.pumpsandvalves-asia.com

‘วราวุธ’ ตรวจเยี่ยมเหมืองโพแทช!! ลงพื้นที่อุดรธานีตรวจเหมืองโพแทช ย้ำดูแลชุมชนอย่างจริงจัง ใช้เทคโนโลยีทันสมัยรักษาสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน

วราวุธ ตรวจเยี่ยม เหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ย้ำ การประกอบการต้องดูแลชุมชน

จ.อุดรธานี - เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ลงพื้นที่จังหวัดอุดรธานีตรวจเยี่ยมเหมืองแร่โพแทช ของบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด โดยมี นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ นายกนก วงศ์ตระหง่าน ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ประกอบด้วย นายภาสกร ชัยรัตน์ นายวิฤทธิ์ วิเศษสินธุ์ นางดวงดาว ขาวเจริญ นายสุนทร แก้วสว่าง รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และนายวรวุฒิ หิรัญไพศาลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโส บริษัท เอเชีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด ให้การต้อนรับ

นายวราวุธ กล่าวว่า ทางบริษัท เอเชีย แปซิฟิก โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด เล่าให้ฟังว่าเหมืองแร่โพแตช โครงการเหมืองแร่โพแทช จ.อุดรธานี ดำเนินการเพื่อผลิตแม่ปุ๋ยโพแทสเซียม ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตแม่ปุ๋ยเคมี ครอบคลุมพื้นที่คำขอประทานบัตรประมาณ 26,400 ไร่ ซึ่งการที่โปรแตสสะสมอยู่นั้น แสดงให้เห็นว่าจากเกลือที่ทับถมกันจนกลายเป็นหิน ต้องผ่านสภาวะอะไรทั้งหลายมากมาย ฉะนั้นต้องทำให้เกิดประโยชน์ให้ได้สูงสุด และคำนึงถึงคนในพื้นที่ต้องไม่ได้รับผลกระทบและต้องอยู่ได้เป็นปกติ

จากการรับฟังรายงานของบริษัทแล้วเชื่อว่ามีความตั้งใจในการประกอบกิจการที่คำนึงถึงชุมชนรอบข้างอย่างจริงจัง มีการใช้หลักในการบริหารงาน ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมาพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ การคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดำเนินการด้วยหลัก ESG ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล ดูแลสังคมและดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส การสร้างคุณค่าร่วมกันทั้งองค์กร ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนรับฟังความคิดเห็นต่างๆด้วย

การประกอบกิจการที่ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมในชุมชนต้องคำนึงถึงชุมชนรอบข้างเป็นอันดับแรกๆ การทำเหมืองอาจจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมแต่ผู้ประกอบการได้มีการดูแลชุมชนรอบข้าง ทั้งเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ การเกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชน รวมไปถึงการดูแลตรวจสุขภาพ ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความพึงพอใจ สถานประกอบการก็อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุข สิ่งนี้ถือเป็นหลักสำคัญในการประกอบการ

“สวนนงนุชพัทยา” พร้อมรับงานใหญ่!! กระทรวงศึกษาฯ ร่วมยกย่องบุคคลดีเด่น ในงานประชุมใหญ่สภาผู้ปกครองและครูฯ ปี 2568 สวนนงนุชพัทยาชูมาตรฐาน TMVS รองรับงานประชุมระดับชาติ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร

สภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดประชุมสัมมนาวิชาการและประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ณ ศูนย์ประชุม NICE สวนนงนุชพัทยา รองรับผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

สวนนงนุชพัทยา โดยนายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยาได้เตรียมความพร้อมต้อนรับสภาผู้ปกครองและครูแห่งประเทศไทย จัดการประชุมสัมมนาวิชาการและการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2568 ระหว่างวันที่ 19-20 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาตินงนุชพัทยา (Nong Nooch Pattaya International Convention and Exhibition Center : NICE) จังหวัดชลบุรี โดยมีผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้แทนเครือข่ายผู้ปกครองจากทั่วประเทศ เข้าร่วมกว่า 1,500 คน

ภายในงานจัดการประชุมสัมมนาวิชาการ พร้อมพิธีมอบโล่ยกย่องเชิดชูเกียรติแก่บุคคลและหน่วยงานดีเด่น โดยได้รับเกียรติจาก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีมอบโล่รางวัล

การเลือกใช้ศูนย์ประชุม NICE เป็นสถานที่จัดงานครั้งนี้ สะท้อนถึงความพร้อมในการรองรับงานประชุมและกิจกรรมขนาดใหญ่ระดับประเทศ โดยศูนย์ประชุมได้รับการรับรองมาตรฐาน Thailand MICE Venue Standard (TMVS) ซึ่งเป็นมาตรฐานสถานที่จัดงานไมซ์ของประเทศไทย ภายใต้การกำกับของสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (TCEB) ยืนยันถึงคุณภาพและความพร้อมตามมาตรฐานสากล

ศูนย์ประชุม NICE มีศักยภาพในการรองรับการจัดงานทุกรูปแบบ ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน อาทิ พื้นที่จอดรถรองรับได้มากกว่า 1,000 คัน ระบบภาพและเสียงมาตรฐานสากล จอ LED ขนาดใหญ่ภายในฮอลล์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Wi-Fi) ครอบคลุมทุกพื้นที่ พื้นอาคารที่สามารถรองรับน้ำหนักได้ประมาณ 2,000 กิโลกรัมต่อตารางเมตร รวมถึงความพร้อมด้านการจัดเลี้ยงและบริการอาหารทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมงานยังสามารถสัมผัสบรรยากาศของสวนนงนุชพัทยา แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ซึ่งผสานความงดงามของสวนพฤกษศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมไทย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรไว้ในพื้นที่เดียว ช่วยยกระดับประสบการณ์การประชุมสัมมนาให้มีความสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น

'พาณิชย์' ดันพื้นที่ดิจิทัล!! ชูสุดยอดชุมชนออนไลน์ ช้อปฟิน 4 ภูมิภาคที่งาน OTOP Midyear จัดไลฟ์สดร่วมกับ Influencer ดัง สร้างรายได้ฐานราก-ขยายตลาดออนไลน์

อยู่ไม่ไหว อยู่ไม่ไหว เฮ้ย อยู่ที่นี้สิ “Digital Village @ OTOP Midyear 2026” คัดมาแต่ตัวท็อป ช้อปฟินที่งานนี้เท่านั้น!

การสร้างโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการชุมชนยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชนไทย ด้วยการคัดเลือกสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบ “Best of Digital Village” จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เข้าร่วมจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในงาน OTOP Midyear 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-28 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า นับเป็นครั้งแรกที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้านำผู้ประกอบการชุมชนที่ประสบความสำเร็จด้านการตลาดออนไลน์ เข้าสู่เวทีงานแสดงสินค้าระดับประเทศ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มช่องทางการสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายในงานเท่านั้น แต่ยังเป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการชุมชนไทยที่สามารถปรับตัวสู่โลกดิจิทัล สามารถสร้างแบรนด์ด้วยอัตลักษณ์ของสินค้า และเข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในงาน จะได้พบกับบูธสินค้าคุณภาพจากผู้ผลิตโดยตรงจากทั้ง 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ: วิสาหกิจชุมชนมาโซต้าช็อกโกแลต จังหวัดตาก/ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก: วิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณาระยอง จังหวัดระยอง /ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ: วิสาหกิจชุมชนกลุ่มฟื้นฟูอาชีพแม่บ้านเกษตรกรบ้านแพง จังหวัดมหาสารคาม และภาคใต้: วิสาหกิจชุมชนชาวนาเมืองลุงพัฒนา จังหวัดพัทลุง และอีกหนึ่งไฮไลต์พิเศษ คือ การไลฟ์สดจำหน่ายสินค้าและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ของชุมชน เพื่อช่วยสร้างยอดขายและการรับรู้ในวงกว้างของชุมชนร่วมกับ Influencer ชื่อดัง อาทิ “SEEDAA THEVILLAIN” และ “ยามหมูปิ้ง” ที่จะมาร่วมสร้างสีสันภายในงาน แนะนำสินค้าเด็ดพร้อมโปรโมชั่นพิเศษ และบอกเล่าเรื่องราวอัตลักษณ์สินค้าของแต่ละชุมชนแบบใกล้ชิด ซึ่งถือเป็นการเชื่อมโยงการตลาดออนไลน์ เข้ากับการจัดงานแบบออฟไลน์ อันจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงผู้บริโภค สร้างการรับรู้สินค้าของชุมชน และเพิ่มโอกาสช่องทางการขายให้แก่ผู้ประกอบการชุมชนในวงกว้าง

อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวทิ้งท้ายว่า การเลือกซื้อสินค้าในงานครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะได้สินค้าคุณภาพกลับบ้าน แต่ยังเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เกิดการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น และสร้างโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ไทยก้าวสู่ตลาดที่กว้างขึ้นแล้ว ยังร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ กรมขอเชิญชวนให้ประชาชน และนักท่องเที่ยวที่อยู่ในพื้นที่ มาร่วมอุดหนุนสินค้าจากสุดยอดชุมชนออนไลน์ต้นแบบจาก

4 ภูมิภาคทั่วไทย ที่ได้คัดสรรสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนมาอย่างดี ในงาน OTOP Midyear 2026 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 20 – 28 มิถุนายน 2569 นี้

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยอาเซียน 2027

TOP 20 อันดับมหาวิทยาลัยอาเซียน 2027

จัดอันดับโดย QS World Rankin

สุยโจว จัดพิธีใหญ่!! รำลึกจักรพรรดิเหยียน ต้นกำเนิดเกษตรและแพทย์จีน พิธีเคร่งครัดตามมรดกชาติ ชาวจีนนอกแผ่นดินร่วมงานอบอุ่น

เมืองสุยโจวจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนอย่างยิ่งใหญ่ สืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติ
คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว

เช้าวันที่ 11 มิถุนายน (ตรงกับวันที่ 26 เดือน 4 ตามปฏิทินจันทรคติจีน อันเป็นวันคล้ายวันประสูติของจักรพรรดิเหยียน) ได้มีการจัดพิธีสักการะครั้งยิ่งใหญ่เพื่อรำลึกถึง "จักรพรรดิเหยียน" ปฐมบรรพชนแห่งการเกษตรและการแพทย์ของชนชาติจีน ณ เมืองสุยโจว มณฑลหูเป่ย ทางภาคกลางของจีน อันเป็นถิ่นกำเนิดของจักรพรรดิเหยียน ผู้เป็นที่รู้จักในอีกพระนามหนึ่งว่า "เสินหนง" หรือ "เทพกสิกร"

พิธีดังกล่าวจัดขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานกิจการไต้หวันแห่งคณะมุขมนตรีจีน สหพันธ์วงการวรรณกรรมและศิลปะแห่งประเทศจีน สหพันธ์ชาวจีนโพ้นทะเลที่หวนคืนสู่มาตุภูมิ สมาคมวัฒนธรรมเหยียน-หวงแห่งประเทศจีน และรัฐบาลประชาชนมณฑลหูเป่ย โดยมีชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน รวมถึงผู้แทนชาวจีนโพ้นทะเล ตลอดจนบุคคลจากหลากหลายวงการเข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง

พิธีเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการท่ามกลางท่วงทำนองอันสง่างามของระฆังโบราณ โดยดำเนินการอย่างเคร่งครัดตามแบบแผนพิธีสักการะเสินหนงแห่งสุยโจว ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติของจีน พิธีประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 9 ประการ ได้แก่ การประโคมกลองและระฆัง การเปิดประตูศักดิ์สิทธิ์ การจุดเปลวไฟศักดิ์สิทธิ์ การถวายกระเช้าดอกไม้ การถวายธูปสักการะบรรพชน การกล่าวบทสดุดี การแสดงความเคารพต่อบรรพชนร่วมกัน การขับร้องบทสรรเสริญ และการสักการะรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์

เมืองสุยโจวได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญของดนตรีพิธีการ และยังเป็นที่ตั้งของ "เปียนจง" หรือชุดระฆังสัมฤทธิ์แห่งเจิงโหวอี้ ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น "สิ่งมหัศจรรย์อันดับแปดของโลก" เสียงประโคมกลองโบราณขนาดใหญ่และเสียงระฆังกังวานขับเน้นบรรยากาศอันสง่างาม เปี่ยมด้วยความขลังและความเคารพตลอดทั้งพิธี ซึ่งดำเนินไปอย่างกระชับ เป็นระเบียบ และสมพระเกียรติ

ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นยังได้ยกระดับพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนประจำปีให้เป็นกิจกรรมการสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง โดยในส่วนของพิธีการ นักเรียนนักศึกษาในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาในเมืองสุยโจวได้เข้าร่วมขบวนพิธีและการแสดงทางวัฒนธรรม ขณะที่การเผยแพร่วัฒนธรรมสู่สาธารณชนก็ได้รับการส่งเสริมควบคู่กันไป ผ่านการบูรณาการวัฒนธรรมจักรพรรดิเหยียนเข้ากับการให้ความรู้ในสถานศึกษา การทำกิจกรรมของชุมชน รวมถึงการหล่อหลอมอัตลักษณ์และจิตวิญญาณของเมือง เพื่อธำรงรักษาขนบธรรมเนียมอันทรงคุณค่านี้ให้คงอยู่และสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น

นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน โดยมีกิจกรรมแลกเปลี่ยนหลากหลายรูปแบบสำหรับชาวจีนจากฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน ตลอดจนชาวจีนโพ้นทะเล เพื่อให้ได้สัมผัสและเรียนรู้วัฒนธรรมของเมืองสุยโจวอย่างแท้จริง

ที่มา: คณะกรรมการจัดพิธีสักการะจักรพรรดิเหยียนแห่งสุยโจว


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top