Saturday, 7 November 2026
NEWS

มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต!! เปิดนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ตั้งคำถามชีวิตดี ใครจ่ายต้นทุนแท้จริง ชี้ผลกระทบสุขภาพ สิ่งแวดล้อม สังคม พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

วงเสวนา มธ. ชำแหละต้นทุนชีวิต ‘ชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย’ พร้อมยื่นข้อเสนอสร้างความยั่งยืน

ม.ธรรมศาสตร์ เปิดตัวนิทรรศการกึ่งถาวร “SDGs เพื่อประชาชน” พร้อมตั้งคำถามตัวโต “มาตรฐานชีวิตที่ดี ใครเป็นคนจ่าย” 4 วิทยากรร่วมวิเคราะห์ผลกระทบ - ต้นทุนที่ทำให้ผู้คนมีมาตรฐานชีวิตที่ดี พร้อมข้อเสนอถึงทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานเปิดตัวนิทรรศการ SDGs เพื่อประชาชน ครั้งที่ 4 “บทสรุปความยั่งยืน” ภายใต้แนวคิด เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต เปลี่ยนเป้าหมายระดับโลกที่ไกลตัว ให้เป็นการตัดสินใจและลงมือทำในชีวิตประจำวัน พร้อมจัดงานเสวนาในหัวข้อ “ชีวิตดีในเมือง ใครเป็นคนจ่าย” เมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2569 เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการทำให้สังคมมีสินค้า หรือบริการที่นำไปสู่มาตรฐานชีวิตที่ดีในปัจจุบัน พร้อมกับมีข้อเสนอ และ Call to Action เพื่อให้ทุกภาคส่วนมาบูรณาการความร่วมมือกันในการออกแบบแนวทางการมีมาตรฐานชีวิตที่ดีสำหรับทุกคน

ผศ.วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติเศรษฐกิจ และสังคมว่า ใบเสร็จค่าโทรศัพท์ที่ทุกคนต้องจ่ายไป เพื่อทำให้ได้มีและใช้โทรศัพท์ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะการทำงาน หรือการเรียน แท้จริงแล้วอาจจะไม่ได้สะท้อนต้นทุนทั้งหมดที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต เพราะหากมองย้อนกลับไปยังต้นทางที่กว่าจะเป็นโทรศัพท์ 1 เครื่อง จะเห็นทั้งเหมืองแร่แรร์เอิร์ธ โรงงานประกอบ คนงาน ศูนย์ข้อมูล (Data Center) แหล่งผลิตพลังงาน ไปจนถึงการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยในไทยก็จะมีที่ จ.ปราจีนบุรี หรือ จ.ระยอง ซึ่งได้บางขั้นตอนก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงผู้คนอื่นๆ ด้วย

ตัวอย่างเช่น เหมืองแร่แรร์เอิร์ธทางภาคเหนือของไทยที่ส่งมลพิษ เช่น สารหนู ฯลฯ ลงไปในแม่น้ำกก แม่น้ำแม่สาย แม่น้ำรวก และแม่น้ำโขง และทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบตั้งแต่ จ.เชียงราย ไปจนถึงจังหวัดภาคอีสาน ซึ่งสิ่งที่เหล่านี้ถือเป็นต้นทุนที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จค่าโทรศัพท์ แต่คนจำนวนไม่น้อยต้องแบกรับภาระดังกล่าวไว้ และที่สำคัญคนเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รับความสนใจด้วย เพราะไม่ใช่คนที่อยู่ในความสัมพันธ์กับผู้ที่ใช้โทรศัพท์อย่างเราๆ หรือกระทั่งการอ่านข่าวของผู้ได้รับผลกระทบเหล่านี้ ก็อาจจะไม่ทำให้หลายคนเกิดความกังวลเนื่องจากรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก

“ฉะนั้น เวลาจะพูดถึงความสะดวกในต้นทุนที่ต่ำ ที่จะต้องจ่าย จะต้องใช้ หรือต้องบริโภคสิ่งใดสิ่งหนึ่ง อยากให้ตระหนักอยู่เสมอว่ามีคนที่แบกรับภาระอื่นๆ แทนเราอยู่ โดยที่เราอาจจะไม่ได้สนใจ หรือแคร์กับชีวิตเขา ซึ่งเป็นคนที่แบกรับความเสี่ยงนั้นอยู่บนร่างกาย หรือคนในครอบครัวของเขา” ผศ.วีรบูรณ์ กล่าว

รศ. พญ.อัจฉรา ตั้งสถาพรพงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มธ. กล่าวถึงผลกระทบในมิติสุขภาพ โดยเน้นไปที่เชื้อดื้อยาต้านจุลชีพว่า เนื่องด้วยชีวิตของผู้คนในเมืองที่ต้องรีบเร่ง ทำให้เมื่อเจ็บป่วย ทุกคนต่างก็ต้องการหายให้เร็วที่สุด จึงอาจเลือกใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น เช่น เมื่อเป็นไข้หวัดหรือท้องเสีย ก็อาจจะซื้อยาปฏิชีวนะมารับประทานเอง แต่หลายคนอาจไม่ทราบว่า ไข้หวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ส่วนอาการท้องเสียหลายกรณีสามารถหายได้เอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ที่สำคัญการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างไม่เหมาะสมยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา ซึ่งส่งผลกระทบต่อการรักษาโรคติดเชื้อในอนาคต

รศ. พญ.อัจฉรา กล่าวต่อไปว่า เมื่อเราใช้ยาปฏิชีวนะ ยาจะฆ่าหรือยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ไวต่อยา แต่เชื้อดื้อยาอาจรอดชีวิตและเพิ่มจำนวนมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถถ่ายทอดยีนดื้อยาไปยังเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ ส่งผลให้โรคติดเชื้อที่เคยรักษาได้ง่ายกลับรักษายากขึ้น ต้องใช้ยาที่มีราคาแพงขึ้นและรักษานานขึ้น โดยเฉพาะในโรงพยาบาลที่พบเชื้อบางชนิดดื้อยาหลายขนาน จนเหลือทางเลือกในการรักษาน้อยมาก และบางกรณีอาจไม่มียาที่รักษาได้ผล ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต

“จริง ๆ แล้ว ปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะในโรงพยาบาล แต่สามารถแพร่กระจายระหว่างคน สัตว์ อาหาร และสิ่งแวดล้อมได้ เนื่องจากมีการใช้ยาต้านจุลชีพทั้งในคน สัตว์ และภาคการเกษตร นอกจากนี้ เชื้อดื้อยา ยีนดื้อยา และยาต้านจุลชีพที่ตกค้าง ยังสามารถปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อมผ่านน้ำเสียจากโรงพยาบาล ชุมชน และฟาร์มปศุสัตว์ และอาจกลับมาสู่คนผ่านอาหารและน้ำได้อีก ดังนั้น การแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาจึงต้องมองให้ครบทั้งระบบ ภายใต้แนวคิด One Health หรือสุขภาพหนึ่งเดียว ที่เชื่อมโยงสุขภาพของคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน โดยเน้นการป้องกันการติดเชื้อตั้งแต่ต้นทาง การใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุสมผลในทุกภาคส่วน และการลดการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงสาธารณสุข กรมปศุสัตว์ กรมประมง กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดผลอย่างยั่งยืน” รศ. พญ.อัจฉรา กล่าว

รศ. ดร.สุเพชร จิรขจรกุล คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. กล่าวถึง บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสามารถช่วยลดต้นทุนที่มองเห็นได้ เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าน้ำ และวัตถุดิบ ขณะเดียวกันยังช่วยลด “ต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Externalities) ซึ่งไม่ได้สะท้อนอยู่ในราคาสินค้าและบริการโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซเรือนกระจก มลพิษ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำเป็น และภาระที่สังคมต้องรับผิดชอบร่วมกัน โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งเป็นต้นน้ำสำคัญของระบบการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน ต่อเนื่องจนถึงผู้ประกอบการโรงงานขนาดเล็ก โรงเรือนเกษตร และธุรกิจ SMEs ที่ต้องเผชิญต้นทุนด้านพลังงาน น้ำ วัตถุดิบ และการขนส่ง เทคโนโลยีสามารถเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่การเกิดภัยพิบัติ อย่างน้ำท่วม และภัยแล้งให้กับทั้งในประเทศไทย และระดับโลก

ทั้งนี้ ส่วนตัวมองถึง 5 เทคโนโลยีลดต้นทุนแฝงทางสิ่งแวดล้อม ยกระดับเกษตรกรและผู้ประกอบการ สู่การผลิตและการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ที่ไม่ได้อยู่ในใบเสร็จเหล่านั้น มีอยู่ 5 เรื่องด้วยกันที่ควรทำ ได้แก่ 1. การทำระบบลดการใช้ไฟฟ้า ด้วยเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) และ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จัดการเปิดปิดระบบต่าง ๆ ที่ใช้ไฟฟ้า 2. การลงทุนในเทคโนโลยีพลังงานที่ทดแทนพลังงานฟอสซิลให้มากขึ้น 3. การลงทุนในนวัตกรรมที่ทำให้ลดระยะทางการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรต่าง ๆ ระยะทางลดลง ใช้พลังงานลดลง เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 4. การลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ศาสตร์การปลูกข้าวน้ำน้อย ฯลฯ และ 5. เกษตรกรต้องยกระดับตัวเองมาใช้ระบบข้อมูลในการวางแผนการผลิต และจำหน่ายให้มากขึ้น โดยยังคงรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต

“การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์อย่างเหมาะสม จะช่วยเชื่อมโยงการลดต้นทุนทางเศรษฐกิจกับการลดต้นทุนทางสิ่งแวดล้อม ทำให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสร้างความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นต้นทุนที่แท้จริงที่มักไม่ได้ปรากฏอยู่ในใบเสร็จของสินค้าและบริการ ที่เราทุกคนต้องจ่ายอย่างแท้จริง” รศ. ดร.สุเพชร กล่าว

รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ เมืองใหม่ ผู้ช่วยหัวหน้ายุวชนชาย สมาคมสร้างคุณค่าในประเทศไทย (Soka Gakkai Thailand) กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขที่ทุกคนสามารถทำได้ว่า ทุกคนในโลกใบนี้เป็นคนธรรมดากันหมด ฉะนั้น สิ่งสำคัญที่จะทำได้ และเป็นหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดก็คือ เริ่มต้นจากตัวเราเอง เช่น ดูแลสุขภาพให้ดี การแยกขยะ ฯลฯ ซึ่งแม้การกระทำเหล่านี้จะดูเป็นส่วนเล็กๆ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจจะมีขยายผลไปคนที่ 2 คนที่ 3 และคนที่ 4 ตามมาเรื่อยๆ จนนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงโลกได้

“ดร.ไดซาขุ อิเคดะ ซึ่งเป็นประธานสมาคมโซคาสากล (Soka Gakkai International) นำเสนอแนวคิดที่ว่า “การเปลี่ยนแปลงของมนุษย์หนึ่งคน สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกได้” อีกทั้ง ดร. อิเคดะยังให้ความสำคัญกับคนรุ่นใหม่ ท่านกล่าวว่า “คนรุ่นใหม่มีความรู้สึกสดใหม่ และมีความเชื่อมั่นในอุดมคติ พวกเขามีพลังงานมหาศาลที่จะกลายเป็นจุดเชื่อมต่อของความไว้วางใจซึ่งกันและกันของผู้คน และสร้างปฏิกริยาลูกโซ่เชิงบวก” เช่นเดียวกับ ศ. ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่ก่อตั้ง “สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร” ขึ้น เพื่อให้บัณฑิตไปเรียนรู้ชีวิตจริง เข้าใจความยากลำบาก และนำกลับมาเปลี่ยนแปลง ซึ่งเชื่อว่า อาจารย์ป๋วยมองว่าคนรุ่นใหม่คือพลังในการเปลี่ยนแปลงโลกนี้เช่นกัน” รศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ กล่าว

ด้าน ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาธรรมศาสตร์มีการจัดงานนิทรรศการ SDGs ในลักษณะหมุนเวียน มาแล้วทั้งหมด 3 ครั้ง ซึ่งในครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 โดยตั้งใจทำให้เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร เพราะในอนาคตจะมีการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่จัดแสดงเพิ่มเติม เพื่อให้พื้นที่ตรงนี้เกิดการใช้ประโยชน์และเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้เรื่องเป้าหมายการที่พัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศ. ดร.ศุภสวัสดิ์ กล่าวอีกว่า ธรรมศาสตร์จะไม่ได้หยุดแค่ตัวชี้วัดที่ 16 การส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่ง มธ. ได้รับการจัดอันดับให้เป็นอันดับ 1 ของโลกโดย Times Higher Education โดยจะมีการทำในเรื่องอื่นที่คิดว่ามีจุดแข็ง และความสามารถที่จะทำ ไม่ว่าจะการพัฒนาหลักสูตร การทำวิจัยและนวัตกรรม รวมถึงการออกไปให้บริการวิชาการกับสังคม เพราะการจัดอันดับก็เป็นสิ่งที่ภายนอกมองเข้ามาที่ มธ. แต่สำหรับภายใน มธ. เองก็จะขับเคลื่อนสิ่งนี้ต่อไปในฐานะพันธกิจ และปรัชญาที่สำคัญของมหาวิทยาลัยต่อไป

อนึ่ง นิทรรศการในครั้งนี้ เป็นนิทรรศการกึ่งถาวร ซึ่งการจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1. เส้นทางสู่ความยั่งยืนแห่งอนาคต (Journey to a Sustainable Future) โดยมีจุดเด่น คือ การชวนสำรวจความยั่งยืนผ่านใบเสร็จที่แท้จริง (The Real Receipt) เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุกการใช้ชีวิต และมาตรฐานชีวิตที่ดี ล้วนมีต้นทุนที่ต้องจ่ายมากกว่าราคาที่อยู่ในใบเสร็จ โดยจะมีทั้งหมด 5 โซน คือ อาหาร บ้านที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า สุขภาพ และสมาร์ตโฟน และ 2. เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มจาก 1 คน (Start With One) เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกๆ คนสามารถมาร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ได้ด้วยการเริ่มที่ตัวเราเองในกิจวัตรประจำวันใกล้ตัว

DMI ชี้ทางแก้จัดการภัยโรงงาน!! สะเทือนการผลิตจากน้ำท่วมไฟไหม้ ถอดบทเรียนคู่มือเคลมประกัน 10 ข้อ เผย 4 กลยุทธ์บริหารสิทธิประกัน เน้นเตรียมพร้อม ลดผลกระทบทางการเงิน

DMI Consultant ถอดบทเรียน “น้ำท่วม–ไฟไหม้–แผ่นดินไหว”
สะเทือนภาคการผลิต ชี้ทางแก้ 10 ปัญหาเคลมประกันโรงงาน พร้อม 4

กลยุทธ์รักษาสิทธิผู้ประกอบการ

กรุงเทพฯ – [วันที่เผยแพร่] – อุทกภัย อัคคีภัย แผ่นดินไหว อุบัติเหตุและเหตุที่ทำให้สายการผลิตหยุดชะงักสามารถสร้างความเสียหายต่อโรงงานและธุรกิจเป็นมูลค่าสูง การทำประกันภัยความเสี่ยงภั ทรัพย์สิน หรือ Industrial All Risks (IAR) จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารความเสี่ยงและลดผลกระทบทางการเงินขององค์กร ภายใต้ขอบเขตและเงื่อนไขของกรมธรรม์ อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยยังประสบปัญหาเมื่อต้องเรียกร้องค่าสินไหม ตั้งแต่กระบวนการพิจารณาที่ใช้เวลานาน เอกสารไม่ครบถ้วน การตั้งทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินไปจนถึงความไม่เข้าใจข้อยกเว้นและหลักเกณฑ์การชดใช้ ในการนี้คณะผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant บริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการความเสี่ยงและประกันภัยองค์กร ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและถอดบทเรียนผ่านการให้สัมภาษณ์พิเศษในงาน NEXTMOVE TOGETHER โดยได้รวบรวม 10 ข้อสงสัยสำคัญเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน
เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการเตรียมความพร้อมและรักษาสิทธิประโยชน์ตามกรมธรรม์ ได้อย่างถูกต้องไข 10 ข้อสงสัยเกี่ยวกับการเคลมประกันโรงงาน

1. ทำไมการเคลมประกันโรงงานจึงใช้เวลานาน
ความเสียหายของโรงงานมักมีมูลค่าสูงและเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินหลายประเภท บริษัทประกันภัยจึงอาจแต่งตั้งผู้ประเมินวินาศภัย หรือ Loss Adjuster เพื่อตรวจสอบสาเหตุ ความเสียหาย และเอกสารด้านวิศวกรรมและบัญชีหากไม่มีทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หรือหลักฐานการซื้อเครื่องจักรที่เป็นระบบ
กระบวนการพิจารณาอาจใช้เวลานานขึ้น

2. Underinsurance หรือทุนประกันไม่เพียงพอเกิดจากอะไร
เกิดจากการกำหนดทุนประกันต่ำกว่ามูลค่าทรัพย์สินที่ควรเอาประกันหากกรมธรรม์มี Average Clause บริษัทประกันภัยอาจจ่ายค่าสินไหมตามสัดส่วน เช่น ทรัพย์สินมีมูลค่า 100 ล้านบาท แต่ทำประกันไว้ 50 ล้านบาท เมื่อเกิดความเสียหาย 20 ล้านบาท อาจได้รับค่าสินไหมประมาณ 10 ล้านบาท ก่อนหักค่าเสียหายส่วนแรกและรายการอื่นตามเงื่อนไขกรมธรรม์

3. ความเสียหายจาก Business Interruption คำนวณอย่างไร
การชดเชยไม่ได้พิจารณาจากยอดขายที่หายไปเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณตามหลักเกณฑ์ในกรมธรรม์ เช่น กำไรขั้นต้นที่สูญเสีย ค่าใช้จ่ายคงที่และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่จำเป็น โดยใช้ข้อมูลจากงบการเงิน รายงานยอดขายต้นทุนการผลิต และระยะเวลาที่ธุรกิจได้รับผลกระทบ

4. ความเสียหายบางส่วนและความเสียหายสิ้นเชิงต่างกันอย่างไร
ความเสียหายบางส่วน หรือ Partial Loss มักพิจารณาจากค่าซ่อม ค่าอะไหล่และค่าแรง ส่วนความเสียหายสิ้นเชิง หรือ Total Loss จะพิจารณาตามฐานมูลค่าที่ระบุในกรมธรรม์ เช่น มูลค่าปัจจุบันหรือมูลค่าทดแทนใหม่

5. ทำไมเครื่องจักรเก่าจึงอาจถูกหักค่าเสื่อมราคา
หากกรมธรรม์ชดใช้ตามมูลค่าปัจจุบันบริษัทประกันภัยอาจนำอายุและสภาพของเครื่องจักรมาคำนวณค่าเสื่อม การกำหนดเงื่อนไข Replacement Cost หรือ Reinstatement Value อาจช่วยให้ประเมินจากต้นทุนการจัดหาเครื่องจักรใหม่แต่ผู้เอาประกันต้องมีทุนประกันเพียงพอและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด

6. เมื่อเกิดเหตุ สามารถซ่อมหรือทำความสะอาดพื้นที่ก่อนได้หรือไม่
ควรแจ้งบริษัทประกันภัยและผู้เกี่ยวข้องโดยเร็วพร้อมบันทึกภาพและวิดีโอความเสียหายก่อนเคลื่อนย้ายหรือซ่อมแซมหากเป็นเหตุฉุกเฉินสามารถดำเนินการเพื่อรักษาชีวิต ป้องกันอันตรายและลดความเสียหายได้ แต่ต้องเก็บหลักฐาน ใบเสนอราคา ใบเสร็จและรายละเอียดการดำเนินงานไว้ครบถ้วน

7. สต็อกสินค้าที่เสียหายประเมินมูลค่าอย่างไร
วัตถุดิบอาจประเมินจากต้นทุนในการจัดหาทดแทนส่วนสินค้าระหว่างผลิตและสินค้าสำเร็จรูปจะพิจารณาจากต้นทุนวัตถุดิบ ค่าแรงและค่าใช้จ่ายในการผลิตทั้งนี้ขึ้นอยู่กับฐานการประเมินและเงื่อนไขของกรมธรรม์

8. เอกสารใดช่วยให้การเคลมรวดเร็วขึ้น เอกสารสำคัญ ได้แก่
ทะเบียนทรัพย์สิน รายงานสต็อก หลักฐานการซื้อเครื่องจักร แบบแปลนอาคารรายงานการบำรุงรักษา งบการเงิน รายงานยอดขาย รวมถึงกรมธรรม์และเอกสารแนบท้าย โดยควรสำรองข้อมูลไว้นอกพื้นที่โรงงานหรือจัดเก็บในระบบดิจิทัล

9. ควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำประกัน
ผู้ประกอบการไม่ควรพิจารณาจากเบี้ยประกันเพียงอย่างเดียวแต่ต้องตรวจสอบขอบเขตความคุ้มครอง ข้อยกเว้น ค่าเสียหายส่วนแรกฐานการประเมินทรัพย์สิน และระยะเวลาชดใช้กรณีธุรกิจหยุดชักงัก
พร้อมทบทวนทุนประกันก่อนต่ออายุกรมธรรม์

10. เหตุใดจึงควรมีที่ปรึกษาด้านสินไหม ที่ปรึกษาด้านสินไหม หรือ Claims
Advocate ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดเตรียมหลักฐานประสานผู้เชี่ยวชาญ และชี้แจงข้อเรียกร้องกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปจากข้อมูลที่ครบถ้วนและสอดคล้องกับสิทธิในกรมธรรม์ DMI Consultant แนะ 4 กลยุทธ์บริหารความเสี่ยงเชิงรุก คุณชวลิต ฉันทาปกรณ์ ผู้บริหาร บริษัท DMI Consultant ได้เน้นย้ำถึงแนวทางสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันผ่านการสัมภาษณ์ ในงาน NEXTMOVE TOGETHER ไว้ 4 ประการ ได้แก่:

1. จัดทำ Risk Survey เป็นประจำ – ตรวจสอบระบบไฟฟ้า เครื่องจักร ระบบดับเพลิง และพื้นที่เสี่ยง พร้อมติดตามการปรับปรุงแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม
2. ทบทวนมูลค่าทรัพย์สินและทุนประกัน – ทุก 1–2 ปีหรือเมื่อมีการลงทุนเพิ่มเติม เพื่อให้ทุนประกันสอดคล้องกับมูลค่าทรัพย์สินและต้นทุนในการจัดหาทดแทน
3. จัดทำ Emergency & Claim Response Protocol – กำหนดขั้นตอนแจ้งเหตุ บันทึกหลักฐาน แยกทรัพย์สินเสียหายและจัดเก็บเอกสารค่าใช้จ่ายให้ชัดเจน
4. จัดให้มีผู้ดูแลสิทธิของผู้เอาประกัน – เพื่อร่วมตรวจสอบพื้นที่
วิเคราะห์เงื่อนไขกรมธรรม์ และประสานข้อมูลกับบริษัทประกันภัยและ Loss Adjuster“การบริหารความเสี่ยงไม่ควรเริ่มต้นในวันที่เกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การสำรวจความเสี่ยง การกำหนดทุนประกัน และการเตรียมหลักฐานให้พร้อม DMI Consultant ทำหน้าที่ช่วยตรวจสอบเงื่อนไข จัดระบบข้อมูล และสนับสนุนการเจรจา เพื่อให้ผู้ประกอบการได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสมภายใต้ความคุ้มครองของกรมธรรม์” คุณชวลิต กล่าวทิ้งทายในงาน NEXTMOVE TOGETHER

สวทช. จัดเวทีโลกเกษตร!! ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน ลดเคมีและขยะพลาสติกในแปลง นำเทคโนโลยีชีวภาพสู่ภูมิภาค แลกเปลี่ยนความรู้ทั่วโลก 13-16 ต.ค.

ครั้งแรกในภูมิภาค! สวทช. เป็นเจ้าภาพร่วมจัดประชุมเวทีโลก “FARM The Transition Global Forum 2026” ชูนวัตกรรมเกษตรยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่เกษตรปลอดภัย ลดเคมีและพลาสติก

(14 ตุลาคม 2569) ณ อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี - สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพร่วมในการต้อนรับคณะผู้แทนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก ในโอกาสเดินทางเข้าเยี่ยมชมงานวิจัยและเทคโนโลยีนวัตกรรมเกษตรที่สามารถนำไปใช้ได้จริงของไบโอเทคและหน่วยงานภาคี ที่จะช่วยแก้ปัญหาเรื่องสารเคมีตกค้างและขยะพลาสติกในไร่นา ซึ่งทำให้ดินเสื่อมโทรมและส่งผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค โดยมี ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. และ Ms. Helena Rey ผู้จัดการโครงการ GEF FARM Global Programme จากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ร่วมเป็นประธานเปิดงาน ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการประชุมระดับสากล “Global Forum 2026: FARM the Transition” ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-16 ตุลาคม นี้ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และกลไกทางการเงิน ในการลดใช้สารเคมีเกษตรอันตราย พลาสติกทางการเกษตร และมุ่งสู่การบริหารจัดการศัตรูพืชอย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาคและระดับโลก

ดร.สิทธิโชค ตั้งภัสสรเรือง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไบโอเทค สวทช. ในฐานะศูนย์วิจัยแห่งชาติด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนาโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการใช้นวัตกรรมชีวภัณฑ์ (Biocontrol & Bio-solutions) เพื่อควบคุมศัตรูพืชและลดการใช้เคมีสังเคราะห์ การต้อนรับคณะผู้แทนโลกในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการขยายผลงานวิจัยสู่การใช้งานจริงในระดับภูมิภาค ซึ่งการเป็นเจ้าภาพร่วมและเปิดบ้านต้อนรับคณะผู้แทนระดับโลกในครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทความเข้มแข็งของ สวทช. และ ไบโอเทค ในการเป็นผู้นำด้านวิจัยและพัฒนานวัตกรรมชีวภาพ ที่พร้อมขับเคลื่อนภาคเกษตรกรรมของไทย ตลอดจนประชาคมโลกไปสู่ความยั่งยืน ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.อลงกรณ์ อำนวยกาญจนสิน หัวหน้าทีมวิจัยเทคโนโลยีการควบคุมทางชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. กล่าวเสริมว่า ทีมวิจัยมุ่งศึกษาและพัฒนาจุลินทรีย์ธรรมชาติที่มีประโยชน์ มาทำเป็นผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ป้องกันโรคและศัตรูพืช โดยเริ่มตั้งแต่คัดเลือกเชื้อ ศึกษาการออกฤทธิ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ และนำไปทดลองใช้จริงในแปลงเกษตร เพื่อเป็นทางเลือกแทนการใช้สารเคมี การทำงานนี้ต้องทำร่วมกับเกษตรกรเพื่อให้แก้ปัญหาได้ตรงจุด ซึ่งการได้ร่วมมือกับเครือข่าย GEFFARM ครั้งนี้ จะช่วยเชื่อมโยงความรู้ เทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือระดับสากลเพื่อขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ภายในงานได้รวบรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเด่นจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เพื่อนำมาปรับใช้จริงในภาคเกษตร ประกอบด้วย

1. ชีวภัณฑ์ควบคุมศัตรูพืช: นวัตกรรมจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยทดแทนสารเคมี โดย ไบโอเทค สวทช.

2. การปรับแต่งจีโนม (Genome Editing : GEd): พัฒนาพันธุ์พืชแห่งอนาคตที่ทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ โดย กรมวิชาการเกษตร (DOA)
.
3. ระบบบริหารจัดการสวนทุเรียนดิจิทัลและ IoT: ควบคุมการให้น้ำอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ โดย สำนักส่งเสริมเศรษฐกิจดิจัทัล (depa) และบริษัท อินฟิวส์ / แอโรกรุ๊ป

4. แอปพลิเคชันบริหารฟาร์ม (FarmFeed / KasetKorn): บันทึกข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) รองรับมาตรฐาน GAP

5. LiveStock Next: แพลตฟอร์ม AIoT สำหรับฟาร์มสุกร ตรวจสอบสุขภาพและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA)

6. soilXcel & SAP Super Absorbent Polymer: นวัตกรรมสารอุ้มน้ำและปรับปรุงดินเสื่อมโทรมจาก Green Regeneration 1954 และ X-TEC

7. LOCOL: นวัตกรรมแปรรูปขยะโกโก้เป็นอาหารสัตว์ ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดก๊าซมีเทน

8. KU HUMATE: สารกระตุ้นพืชชีวภาพจากการอัปไซเคิลทรัพยากรโรงงานน้ำตาล โดย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

9. โดรนเกษตรอัจฉริยะ: เทคโนโลยีโดรน DJI เพื่อการดูแลพืชผลอย่างแม่นยำและปลอดภัย โดย สยามคูโบต้า

นอกจากนี้ ในงานยังมีการเปิดตัวโครงการใหญ่เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร และเวทีพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากเกษตรกรผู้ปลูกพริก ข้าว และมะม่วง ที่นำไปใช้จริงจนประสบความสำเร็จ

ไฮเออร์ ชวนลดอาหารเหลือทิ้ง เทศกาลกินเจปีนี้เน้นวางแผนซื้อ เก็บรักษาอาหารอย่างเหมาะสมและกินหมด เปลี่ยนอาหารเหลือเป็นเมนูใหม่ ช่วยลด Food Waste และประหยัดค่าใช้จ่าย

“อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ไฮเออร์ชวนจัดตู้เย็นรับเทศกาลกินเจ
เปิด 3 เคล็ดลับ วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด ลด Food Waste เริ่มง่าย ๆ ได้จากในบ้าน

เทศกาลกินเจกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนเมนูบนโต๊ะอาหารของหลายครอบครัว จากเนื้อสัตว์มาเป็นผัก เห็ด เต้าหู้ ธัญพืช และอาหารจากพืชหลากหลายชนิด หลายบ้านเลือกซื้อวัตถุดิบมาตุนไว้ทำอาหารเอง หรือซื้ออาหารเจปรุงสำเร็จเก็บไว้หลายมื้อเพื่อความสะดวก แต่เมื่อของในตู้เย็นเพิ่มขึ้น ก็อาจตามมาด้วยปัญหาซื้อของซ้ำ วัตถุดิบที่กินไม่ทัน หรืออาหารที่เก็บไว้จนลืมและหมดอายุ กลายเป็น Food Waste โดยไม่ตั้งใจ ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะช่วงเทศกาล แต่ยังเป็นโจทย์สำคัญระดับโลก โดย United Nations Environment Programme (UNEP) ได้หยิบยกประเด็น Food Waste เป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ International Day of Zero Waste 2026 ภายใต้แนวคิด “Zero Waste Starts on Your Plate” สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Food Waste Index Report 2024 ที่ประเมินว่า ในปี 2022 ทั่วโลกมีอาหารเหลือทิ้งสูงถึง 1.05 พันล้านตัน หรือเกือบ 19% ของอาหารที่มีอยู่สำหรับผู้บริโภค และประมาณ 60% เกิดขึ้นในระดับครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่าการลดอาหารเหลือทิ้งสามารถเริ่มต้นได้จากพฤติกรรมใกล้ตัวในชีวิตประจำวัน

เทศกาลกินเจปีนี้ ไฮเออร์ จึงชวนทุกคนมาเริ่มต้นลดอาหารเหลือทิ้งจากเรื่องใกล้ตัว ผ่านแนวคิด “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” เปลี่ยนตู้เย็นที่คุ้นเคยให้เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการอาหารอย่างคุ้มค่า ด้วย 3 เคล็ดลับง่าย ๆ “วางแผนดี–เก็บเป็น–กินหมด” ตั้งแต่การเลือกซื้อวัตถุดิบให้พอดี การจัดเก็บอย่างเหมาะสม ไปจนถึงการนำอาหารที่เหลือมาต่อยอดเป็นมื้อใหม่ เพื่อช่วยลด Food Waste ประหยัดค่าใช้จ่าย และทำให้ทุกมื้อในช่วงเทศกาลกินเจคุ้มค่ายิ่งขึ้น

วางแผนดี ก่อนซื้อให้เช็ก ก่อนตุนให้คิด
ก่อนออกไปซื้อวัตถุดิบสำหรับเทศกาลกินเจ ลองใช้เวลาสักนิดเปิดตู้เย็นสำรวจว่ามีอะไรเหลืออยู่บ้าง แล้วค่อยวางเมนูตามจำนวนมื้อและจำนวนคนในบ้าน เพราะหลายครั้งอาหารที่ถูกทิ้งไม่ได้เกิดจากการเก็บรักษาไม่ดีเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การซื้อมาเกินความจำเป็น โดยเฉพาะผักใบ เห็ด และเต้าหู้ที่มีอายุการเก็บรักษาแตกต่างกัน หากมีวัตถุดิบเหลือจากมื้อก่อน ลองนำมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการคิดเมนูใหม่ เช่น มีเห็ดกับเต้าหู้เหลืออยู่แล้ว ก็อาจซื้อผักเพิ่มอีกเพียงไม่กี่ชนิดเพื่อทำต้มจืดหรือผัดผักรวม แทนการซื้อวัตถุดิบใหม่ทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้ซื้อของได้พอดีกับที่ต้องใช้ และลดโอกาสมีอาหารเหลือค้างตู้เย็นหลังจบเทศกาล

เก็บเป็น ด้วยกฎ “เห็นง่าย–หยิบก่อน–ใช้ให้หมด”
เคยไหมที่เปิดตู้เย็นแล้วพบวัตถุดิบที่ลืมไปแล้วว่าซื้อมาเมื่อไร? ยิ่งช่วงเทศกาลที่มีอาหารหลายประเภทเก็บรวมกัน การจัดตู้เย็นให้เป็นระเบียบจึงสำคัญไม่แพ้การเลือกซื้อ ลองแบ่งพื้นที่ระหว่างวัตถุดิบสด อาหารปรุงสำเร็จ และอาหารที่ควรรับประทานก่อนให้ชัดเจน พร้อมใช้หลัก First In, First Out (FIFO) โดยนำของที่ซื้อก่อนหรือใกล้หมดอายุมาไว้ด้านหน้า และจัดมุมเล็ก ๆ เป็นโซน “Eat First” สำหรับอาหารที่ควรใช้ให้หมดก่อน ส่วนผักและวัตถุดิบสดควรเก็บในช่องหรือภาชนะที่เหมาะสมกับอาหารแต่ละประเภท โดยไม่อัดแน่นจนเกินไป เพื่อให้อากาศเย็นไหลเวียนได้ทั่วถึง เพียงจัดให้มองเห็นง่ายและหยิบสะดวก ก็ช่วยลดโอกาสที่อาหารจะถูกลืมอยู่ด้านหลังตู้เย็นจนเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

กินหมด เปลี่ยน Leftover ให้เป็น Next Meal
ใครบอกว่าอาหารที่เหลือจากมื้อก่อนต้องกลายเป็นของทิ้งเสมอไป? วัตถุดิบที่ยังสดและอาหารที่เก็บรักษาอย่างปลอดภัยสามารถนำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูใหม่ได้อีกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นผักหลายชนิดที่เหลืออย่างละนิดละหน่อย นำมารวมกันเป็นจับฉ่ายเจหรือผัดผักรวม เห็ดและเต้าหู้ที่ยังไม่ได้ใช้ก็สามารถต่อยอดเป็นต้มจืดหรือเมนูผัดได้อีกมื้อ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จที่รับประทานไม่หมด ควรแบ่งเก็บในภาชนะปิดสนิทและนำเข้าตู้เย็นภายในเวลาที่เหมาะสม ก่อนนำกลับมาอุ่นให้ร้อนทั่วถึงและรับประทานโดยเร็ว ทั้งนี้ ควรตรวจสอบสภาพและระยะเวลาการเก็บรักษาเสมอ เพราะอาหารที่เก็บไว้นานหรือไม่ปลอดภัยไม่ควรนำกลับมารับประทาน การเปลี่ยนมุมมองจาก “ของเหลือ” ให้กลายเป็นวัตถุดิบสำหรับ “มื้อต่อไป” จึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ทุกมื้อคุ้มค่าขึ้น โดยไม่ต้องซื้อของเพิ่มโดยไม่จำเป็น

เก็บอย่างสมาร์ท จัดการอาหารได้ง่ายขึ้น
นอกจากการวางแผนซื้อและใช้วัตถุดิบให้คุ้มค่าแล้ว การมีตู้เย็นที่ตอบโจทย์การจัดเก็บอาหารก็เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยสำคัญ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลกินเจที่หลายบ้านมีทั้งผัก เห็ด เต้าหู้ และอาหารปรุงสำเร็จเก็บไว้พร้อมกัน การจัดสรรพื้นที่ให้เหมาะกับอาหารแต่ละประเภท รวมถึงการมองเห็นวัตถุดิบที่มีอยู่ได้สะดวก ช่วยให้หยิบใช้และวางแผนเมนูในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น ไฮเออร์ จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนานวัตกรรมตู้เย็นที่ไม่เพียงช่วยถนอมความสดใหม่ของอาหาร แต่ยังช่วยให้การจัดเก็บและบริหารวัตถุดิบภายในบ้านเป็นเรื่องสะดวกยิ่งขึ้น ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบ Smart Living

สำหรับ ตู้เย็น Haier Space-Fit+ Series: Multi Door matt door 21.5 Q มาพร้อมเทคโนโลยี Dual Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร ได้แก่ -3°C สำหรับปลาและเนื้อสัตว์สด 0°C สำหรับอาหารทะเล และ 4°C สำหรับผลิตภัณฑ์จากนม เสริมด้วยเทคโนโลยีถนอมอาหารด้วยสนามแม่เหล็กที่ช่วยลด การก่อตัวของผลึกน้ำแข็งซึ่งอาจทำลายเซลล์อาหาร พร้อมคุณสมบัติในการรักษาสารอาหารและความชื้นได้มากกว่า 95% นานสูงสุด 10 วัน ตามเงื่อนไขการทดสอบของผลิตภัณฑ์ และเสริมความมั่นใจด้วยเทคโนโลยี AI Air Fresh และ ABT Pro ที่ช่วยดูแลความสะอาดและสุขอนามัยภายในตู้เย็น อีกทั้งยังโดดเด่นด้วยดีไซน์ 594mm Professional Built-in ที่ออกแบบให้ติดตั้งเข้ากับพื้นที่ครัวได้อย่างลงตัว

ขณะที่ ตู้เย็น Haier Horizon Series: Multi Door matt with clear glass door auto ice and water dispenser 22.2 Q ช่วยให้การจัดการวัตถุดิบเป็นเรื่องง่ายขึ้นด้วย Smart Window บานประตูกระจกใสที่ช่วยให้มองเห็นอาหารภายในตู้เย็นได้สะดวก พร้อมระบบไฟที่สว่างขึ้นอัตโนมัติเมื่อผู้ใช้งานเดินเข้าใกล้ ทำให้เช็กของที่มีอยู่ก่อนวางแผนเมนูหรือออกไปซื้อวัตถุดิบเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสซื้อของซ้ำหรือเก็บอาหารไว้จนลืม นอกจากนี้ ยังมาพร้อม Nutri Bank ที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ 3 ระดับตามประเภทอาหาร เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดเก็บวัตถุดิบที่หลากหลาย เสริมด้วย ABT Pro เทคโนโลยีช่วยยับยั้งแบคทีเรียเพื่อสุขอนามัยในการจัดเก็บอาหาร พร้อมระบบ Pure Space Ice ผลิตน้ำแข็งอัตโนมัติ และช่องกดน้ำดื่มที่เพิ่มความสะดวกสบายในทุกวัน อีกทั้งยังรองรับ Wi-Fi Connectivity ผ่านแอปพลิเคชัน HaiSmart ให้สามารถควบคุมการทำงานของตู้เย็นได้อย่างอัจฉริยะ ตอบโจทย์การใช้งานของทุกคนในครอบครัว

ท้ายที่สุด การกินเจไม่ได้มีความหมายเพียงการเลือกว่าจะรับประทานอะไร แต่ยังเป็นโอกาสดีที่จะกลับมาทบทวนว่าเราใช้ประโยชน์จากอาหารแต่ละมื้อได้คุ้มค่าแค่ไหน เพราะการลด Food Waste ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเปลี่ยนพฤติกรรมครั้งใหญ่ เพียงซื้อเท่าที่จำเป็น จัดเก็บให้เหมาะสม หยิบใช้ของที่มีก่อน และนำวัตถุดิบที่เหลือมาต่อยอดเป็นเมนูใหม่ ก็ช่วยลดอาหารเหลือทิ้งได้ในชีวิตประจำวัน ไฮเออร์จึงอยากชวนทุกบ้านเริ่มต้นจากการเปิดตู้เย็นของตัวเอง แล้วเปลี่ยนเทศกาลกินเจปีนี้ให้เป็นช่วงเวลาของการ “อิ่มบุญ ไม่เหลือทิ้ง” ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาล แต่กลายเป็นนิสัยดี ๆ ที่ทำต่อได้ในทุกวัน

ติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติม ข้อมูลข่าวสาร โปรโมชัน และกิจกรรมอื่น ๆ จากไฮเออร์ได้ที่ Facebook: Haier Thailand, Instagram: @haierthailand_official, X (Twitter): @ThailandHaier, YouTube: @HaierThailandOfficial, TikTok: @haier_thailand และ Line OA : @haierthailand หรือดูรายละเอียดสินค้าเพิ่มเติมได้ที่ https://www.haier.com/th

พังงา ลุยสนามฟุตบอลชายหาด!! ผู้ว่าฯ ลงพื้นที่ติดตามงาน ก่อสร้างสนามแข่งลูกหนังชายหาด ความคืบหน้าดำเนินไปตามแผน ทีมชาติไทยเตรียมเก็บตัวพรุ่งนี้

ผู้ว่าฯพังงา นายไพรัตน์ เพชรยวน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามแข่งขันฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026

นายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา พร้อมด้วย Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน, นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ผู้ช่วยผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการก่อสร้างสนามฟุตบอลชายหาดชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ซึ่งจังหวัดพังงาร่วมกับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย, และสมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (AFC) เป็นเจ้าภาพจัดระหว่าง 18–28 พ.ย.

จากการติดตามความคืบหน้าพบว่าการก่อสร้างสนามขณะนี้ดำเนินการไปแล้วประมาณ 20% เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด โดยได้ดำเนินการวางผังพื้นที่จัดการแข่งขันทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ประกอบด้วยสนามแข่งขันหลัก 1 สนาม สนามฝึกซ้อม 2 สนาม ตลอดจนอาคารและส่วนประกอบที่จำเป็นสำหรับรองรับการแข่งขันและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้การจัดการแข่งขันเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของการแข่งขันระดับเอเชีย ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมเป็นต้นไป จะเริ่มติดตั้งอุปกรณ์การแข่งขัน อัฒจันทร์สำหรับรองรับผู้ชมกว่า 2,000 ที่นั่ง และดำเนินการปรับแต่งพื้นที่ชายหาด เพื่อเตรียมความพร้อมของสนามและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน ในวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ทีมฟุตบอลชายหาดทีมชาติไทยมีกำหนดเดินทางมายังจังหวัดพังงา เพื่อเก็บตัวและฝึกซ้อมเตรียมความพร้อมก่อนลงแข่งขัน สร้างความตื่นเต้นและความสนใจให้กับเยาวชน แฟนกีฬา และประชาชนในพื้นที่ ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ชาวพังงาได้ใกล้ชิดกับนักกีฬาทีมชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนหันมาสนใจกีฬาฟุตบอลชายหาดมากยิ่งขึ้น

ด้าน Mr. Abolfazl Khodabandehloo ผู้อำนวยการจัดการแข่งขัน กล่าวว่า รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ขึ้นในจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพและมีผู้คนที่น่ารัก สมควรได้รับการเผยแพร่ให้เป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังร่วมกันเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ เพื่อให้การแข่งขันดำเนินไปอย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ โดยทีมชาติจากประเทศต่าง ๆ มีกำหนดทยอยเดินทางมาถึงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน พร้อมเชิญชวนชาวพังงาและประชาชนทั่วไปเข้าร่วมชมการแข่งขันและส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทย รวมถึงทีมที่เข้าร่วมการแข่งขัน เพราะกำลังใจจากผู้ชมเป็นส่วนสำคัญในการสร้างบรรยากาศและความสำเร็จให้กับการแข่งขันครั้งนี้

ขอเชิญชวนชาวพังงา แฟนฟุตบอลชายหาด และนักท่องเที่ยว ร่วมชมการแข่งขัน AFC Beach Soccer Asian Cup 2026 ระหว่างวันที่ 18–28 พฤศจิกายน 2569 ณ ชายหาดบ้านน้ำเค็ม อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา โดยเปิดให้เข้าชมฟรีทุกวัน สนามรองรับผู้ชมได้ประมาณ 2,000 คน พร้อมร่วมส่งกำลังใจให้ทีมชาติไทยและนักกีฬาจากประเทศต่าง ๆ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต้อนรับการแข่งขันระดับเอเชียที่จังหวัดพังงาเป็นเจ้าภาพ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10447066

กรมชลฯ รับมือน้ำท่วม!! หาดใหญ่รับมือมรสุมล่วงหน้า แผนเร่งด่วนซ่อมแซมคลอง ร.1 ขุดลอกคลอง 14 สายเพิ่มประสิทธิภาพ ฟันธงปี 2574 เพิ่มอ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง

เปิดแผนรับมือน้ำท่วมท่วมหาดใหญ่ของกรมชลประทาน

หน้ามรสุมกำลังคืบคลานเข้าพื้นที่ภาคใต้แบบเร็วกว่าปกติที่จะเข้ามาช่วงเดือนธันวาคม แต่กลางเดือนตุลาคม ฝนเริ่มตกลงมาแล้ว และบางจุดตกหนักอย่างน่ากลัว

โดยเฉพาะชาวหาดใหญ่ ที่เพิ่งผ่านวิกฤตน้ำท่วมใหญ่มาไม่นาน สร้างความเสียหายย่อยยับที่เรียกได้ว่า “น้ำเปลี่ยนเมือง” แน่นอนว่า เรื่องที่ต้องพูดถึงคือ แผนรับมือของหน่วยงานราชการ เช่น เทศบาลนครหาดใหญ่ กรมชลประทาน ได้เตรียมแผนการไว้อย่างไรบ้าง

กล่าวเฉพาะกรมชลประทานในการ
เตรียมแผนรับมือน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2569 ไว้อย่างไร

ข้อมูลจากกรมชลประทานและสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสงขลา ระบุว่า แผนแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มน้ำคลองอู่ตะเภาแบ่งเป็น 3 ระยะ ตั้งแต่งานเร่งด่วน การเพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ไปจนถึงอ่างเก็บน้ำและคลองผันน้ำสายใหม่

1. แผนเร่งด่วน ปี 2569
ซ่อมคลองระบายน้ำ ร.1 (คลอง ร.1)
กรมชลประทานเร่งซ่อมผนังคอนกรีตและเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ด้วยแผ่นเหล็กชีตไพล์ประมาณ 5,000 แผ่น ในจุดเสี่ยงตลอดแนวกว่า 2 กิโลเมตร โดยตั้งเป้าดำเนินการภายใน 90 วัน ตามข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อ 31 สิงหาคม 2569 นั้นก็แปลความได้ว่า ต้องแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายนนี้

ขุดลอกคลอง 14 สาย
รวมถึงการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารชลประทานที่เสียหาย 243 แห่ง และขุดลอกคลองสายสำคัญเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ

พัฒนาระบบพยากรณ์และเตือนภัย
ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พัฒนาระบบจำลองสถานการณ์น้ำโดยใช้ Machine Learning เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจบริหารจัดการน้ำ และวางแผนรับมืออุทกภัย

2. แผนระยะกลาง ปี 2570-2573
แผนระยะกลางเน้นเพิ่มความสามารถในการระบายน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง โดยมีโครงการสำคัญ ได้แก่
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ ร.3 ถึง ร.6 จำนวน 4 สาย
-เพิ่มประสิทธิภาพคลองน้ำน้อย-คลองกำนัน ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร
ปรับปรุงคลองหวะ ระยะที่ 2
-พัฒนาระบบระบายน้ำคลองท่าช้าง-ท่าเมรุ
เพิ่มประสิทธิภาพคลองอู่ตะเภา

ข้อมูลกรมชลประทานระบุว่า โครงการปรับปรุงคลอง ร.3-ร.6 ตั้งเป้าเพิ่มความสามารถรองรับน้ำจากระดับเหตุการณ์ที่มีรอบการเกิดซ้ำ 5 ปี เป็น 25 ปี อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้เป็นเป้าหมายการออกแบบของโครงการ ไม่ใช่การรับประกันว่าจะไม่มีน้ำท่วมเมื่อเกิดฝนหนัก

3. แผนระยะยาว ตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป

อ่างเก็บน้ำ 8 แห่ง
แผนเพิ่มความจุเก็บกักน้ำต้นน้ำ
รายชื่อที่กรมชลประทานเปิดเผย ได้แก่ คลองแก้ว คลองหลำนุ้ย คลองหวะตอนบน คลองวาด ท่าหมอไชย คลองต่ำ หลาปัง และคลองตง เพื่อช่วยชะลอน้ำและเพิ่มศักยภาพการบริหารจัดการน้ำ

คลองผันน้ำสายใหม่
อัตราระบายน้ำเป้าหมาย 1,200 ลบ.ม./วินาที
แนวทางที่เปิดเผยคือผันน้ำจากบริเวณบ้านบางศาลา อำเภอคลองหอยโข่ง ไปยังอำเภอบางกล่ำ ระยะทางประมาณ 53 กิโลเมตร เพื่อเพิ่มทางระบายน้ำออกจากลุ่มน้ำ

4. ประเด็นที่ประชาชนควรได้รับคำตอบ
แม้กรมชลประทานจะเปิดเผยกรอบแผนแล้ว แต่การประเมินว่าหาดใหญ่พร้อมรับน้ำท่วมเพียงใด ต้องตรวจสอบข้อมูลปฏิบัติจริงเพิ่มเติม โดยเฉพาะคลอง ร.1 ซ่อมเสร็จตามกำหนดหรือไม่ รวมถึงผลตรวจสอบคุณภาพงานและความแข็งแรงของคันคลอง

แผนของกรมชลประทานครอบคลุมทั้งการซ่อมระบบเดิม เพิ่มประสิทธิภาพคลองระบายน้ำ และสร้างโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว แต่ตัวชี้วัดสำคัญในฤดูน้ำหลากปีนี้คือ งานเร่งด่วนเสร็จจริงแค่ไหน ระบบระบายน้ำรองรับปริมาณฝนได้เท่าใด และประชาชนได้รับคำเตือนทันเวลาหรือไม่

สภานายิกาสภากาชาดไทย 133 ปี กับ 4 พระองค์ในตำแหน่ง ล่าสุด 'พระราชินีสุทิดา' รับหน้าที่ สานต่อภารกิจมนุษยธรรมสำคัญ องค์กรสภากาชาดไทยเติบโตไม่หยุด

133 ปี 4 พระองค์! “พระราชินีสุทิดา” ทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสภากาชาดไทย สืบต่อภารกิจจากสมเด็จพระราชินีในอดีต

ตำแหน่งหนึ่งที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 133 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมา มีพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในทรงดำรงตำแหน่งนี้เพียง 4 พระองค์เท่านั้น
ล่าสุด **สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี** ทรงได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง **“สภานายิกาสภากาชาดไทย”** อย่างเป็นทางการ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 เป็นต้นไป

ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระบรมราชโองการดังกล่าวเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ภายหลังตำแหน่งนี้ว่างลงนับตั้งแต่การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำแหน่งนี้ไม่ได้เพิ่งมีขึ้นในยุคปัจจุบัน หากมีประวัติศาสตร์ยาวนานมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2436 สภาอุณาโลมแดงแห่งชาติสยาม ซึ่งต่อมากลายเป็นสภากาชาดไทย ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความพยายามช่วยเหลือทหารที่ได้รับบาดเจ็บในช่วงความขัดแย้งระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ในวันนั้น องค์กรแห่งนี้ค่อย ๆ เติบโตจนกลายเป็นหนึ่งในองค์กรด้านมนุษยธรรมที่สำคัญของประเทศไทย
และเมื่อย้อนดูรายพระนามผู้ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาตลอดประวัติศาสตร์ จะพบว่ามีทั้งหมด 4 พระองค์

**พระองค์ที่ 1 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ (พ.ศ. 2436–2462)**
ทรงดำรงตำแหน่งสภานายิกาพระองค์แรกตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดงในสมัยรัชกาลที่ 5
ในยุคที่ประเทศไทยยังไม่มีระบบสาธารณสุขและหน่วยงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างกว้างขวางเหมือนปัจจุบัน การก่อตั้งองค์กรเพื่อช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจึงถือเป็นก้าวสำคัญ

**พระองค์ที่ 2 สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า (พ.ศ. 2463–2498)**
เดิมทรงเป็นสภาชนนีตั้งแต่ยุคก่อตั้ง ก่อนทรงรับตำแหน่งสภานายิกาสืบต่อจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
ตลอดหลายทศวรรษนั้น สภากาชาดสยามได้พัฒนาบทบาทด้านการแพทย์และการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็นสภากาชาดไทยในปี 2482

**พระองค์ที่ 3 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พ.ศ. 2499–2568)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2499 และทรงดำรงตำแหน่งยาวนานถึง 69 ปี
ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว ทรงสนับสนุนภารกิจด้านการแพทย์ การบริการโลหิต การบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัย และการช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อน
สำหรับคนไทยหลายรุ่น พระราชกรณียกิจด้านสภากาชาดไทยจึงเป็นหนึ่งในบทบาทสำคัญที่เชื่อมโยงกับพระองค์มาอย่างยาวนาน

**พระองค์ที่ 4 สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี (พ.ศ. 2569–ปัจจุบัน)**
ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายิกาสภากาชาดไทย มีผลตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2569 นับเป็นการเริ่มต้นอีกช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ขององค์กรที่มีอายุกว่า 133 ปี

ปัจจุบัน สภากาชาดไทยไม่ได้ทำงานเพียงการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเหมือนในยุคแรกเริ่มเท่านั้น
แต่ยังมีภารกิจสำคัญทั้งการรักษาพยาบาล การจัดหาและบริการโลหิต การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

เบื้องหลังงานเหล่านี้มีทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครจำนวนมากที่ทำงานอยู่ทั่วประเทศ
นั่นจึงเป็นสิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์ 133 ปีของสภากาชาดไทยมีความหมายมากกว่าเพียงรายพระนามผู้ดำรงตำแหน่ง

เพราะจากวันที่องค์กรเริ่มต้นขึ้นเพื่อช่วยเหลือทหารบาดเจ็บ มาจนถึงวันที่มีหน่วยรับบริจาคโลหิต โรงพยาบาล และทีมบรรเทาทุกข์ที่ช่วยเหลือประชาชนในยามเดือดร้อน ภารกิจด้านมนุษยธรรมยังคงดำเนินต่อไป

จากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ สู่สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา ระยะเวลากว่า 133 ปีผ่านไปแล้ว
และเรื่องราวบทต่อไปของสภากาชาดไทย ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งในปี 2569

ที่มา : https://www.facebook.com/61551349085935/posts/122272206980044969/?rdid=KCUESQQgRzp4lecV#

แรงงาน ขับเคลื่อนมาตรฐานกองถ่าย!! กระทรวงแรงงานหารือร่วมวงการบันเทิง วางเกณฑ์ "Turn Around" 10 ชั่วโมงพักผ่อน ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ปฏิบัติงานกองถ่าย ผลักดันแนวทางปลอดภัยและสวัสดิภาพแรงงาน

ก.แรงงาน จับมือคนบันเทิง ถกมาตรฐานกองถ่ายปลอดภัย เล็งตกลงเวลาพัก “Turn Around” 10 ชม. ยกระดับคุณภาพชีวิตคนเบื้องหลัง

กรุงเทพฯ, 21 ต.ค. 2569 — กระทรวงแรงงาน เดินหน้าขับเคลื่อนสวัสดิภาพคนทำงานในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยนายจุลพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เปิดโต๊ะประชุมหารือร่วมกับสมาคมวิชาชีพ ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตภาพยนตร์ ซีรีส์ และละคร เพื่อกำหนดแนวทางการทำงานในกองถ่ายที่ลดผลกระทบต่อสุขภาพ ความปลอดภัย และชีวิตของคนทำงาน ณ กระทรวงแรงงาน

การหารือครั้งนี้มีประเด็นสำคัญว่าด้วยชั่วโมงการทำงานและการพักผ่อน โดยที่ประชุมได้หยิบยกข้อเสนอเรื่อง “เวลาพักระหว่างรอบการทำงาน” (Turn Around) อย่างน้อย 10 ชั่วโมง ซึ่งผลการพูดคุยพบว่าผู้เข้าร่วมประชุมเกินกว่าครึ่งเห็นพ้องกับแนวทางดังกล่าว โดยในเบื้องต้นแต่ละสมาคมวิชาชีพจะนำมตินี้ไปรณรงค์และผลักดันให้เกิดการปรับใช้จริงภายในเครือข่าย ขณะที่ประเด็นเรื่อง “การจำกัดเพดานชั่วโมงการทำงานต่อวัน” นั้น ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปร่วมกันต่อไป เนื่องจากลักษณะงานกองถ่ายมีมิติความยืดหยุ่นที่ซับซ้อน

การประชุมดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากตัวแทนภาคอุตสาหกรรมบันเทิงและภาควิชาการกว่า 30 รายชื่อ ครอบคลุมทุกภาคส่วนทั้งเบื้องหน้า เบื้องหลัง และผู้ผลิต อาทิ:

กลุ่มผู้กำกับและนักแสดง: นายชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล และ น.ส.มิณราญาพร สำนองคำ (สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย), นายณัฏฐ์ กิจจริต และ นายธนายุทธ ฐากูรอรรถยา (สมาคมนักแสดงฯ)

กลุ่มบุคลากรสายวิชาชีพเฉพาะทาง: ตัวแทนจากสมาคมผู้กำกับภาพ นำโดย นายธีระวัฒน์ รุจินธรรม และนายกิตติพัฒน์ จินะทอง, สมาคมวิชาชีพนักเขียนบทไทย (นายเกรียงไกร วชิรธรรมพร, นายจักรภัทร ทรงพลนภจร), สมาคมนักลำดับภาพไทย (นายมานุสส วรสิงห์, นายสุชาติ แสงชู), สมาคมนักสร้างเสียงฯ, สมาคมนักจัดหาสถานที่ฯ และตัวแทนฝ่ายศิลปกรรม

กลุ่มผู้ผลิต ค่ายภาพยนตร์ และสตูดิโอ: ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล (ไบสัน ไอเดีย), นายวิรัตน์ เฮงคงดี (คาร์แมนไลน์ สตูดิโอ), ตัวแทนจาก ทรู ซีเจ ครีเอชั่นส์, จังก้า สตูดิโอ, ลิฟวิ่ง ฟิล์ม, สตูดิโอคำม่วน, GMM TV, True Visions NOW รวมถึงผู้แทนจากกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์และสตูดิโออย่าง GearHead, ที-เรค (ประเทศไทย) และ TACGA

ภาควิชาการ: ดร.อภิเชฐ กำภู ณ อยุธยา และ ผศ. ดร.ภัคคพร พิมสาร จากวิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

นางสาวบุณยกร ดำรงรัตน์ เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานมีความตั้งใจจริงในการผลักดันให้เกิดมาตรฐานการทำงานที่เป็นธรรมและปลอดภัยในอุตสาหกรรมบันเทิงอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงานทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง โดยหลังจากนี้ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะทั้งหมดไปวางกรอบทางกฎหมายและจัดทำแนวทางมาตรฐานการทำงาน (Standard Guidelines) สำหรับกองถ่ายภาพยนตร์และละครเพื่อบังคับใช้ในระยะต่อไป

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 สนับสนุนชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย รวมถึงนักศึกษาอาเซียนและบุคลากรลาว ยกระดับการศึกษานานาชาติในไทย เตรียมประกาศรายละเอียดและสมัครเร็วๆ นี้

อว. เตรียมจัดสรรทุน Thailand Scholarships ปี 2570 เปิด 3 กลุ่มเป้าหมาย รับนักศึกษาต่างชาติ–บุคลากรลาวและกัมพูชา

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เตรียมเดินหน้าโครงการ Thailand Scholarships ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 สนับสนุนทุนการศึกษาแก่ชาวต่างชาติ 3 กลุ่มเป้าหมาย ครอบคลุมทั้งนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน นักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ และบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างประเทศ ยกระดับความเป็นสากลของระบบอุดมศึกษาไทย และเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาต่อในประเทศไทย
โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายความร่วมมือกับต่างประเทศด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตลอดจนส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาไทยมีบทบาทในเวทีการศึกษาระดับภูมิภาคและนานาชาติ โดยเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติได้เข้าถึงหลักสูตรการศึกษาและการฝึกอบรมในประเทศไทย
สำหรับทุนการศึกษาภายใต้โครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 ทุนสำหรับนักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน
มุ่งสนับสนุนนักศึกษาที่มีสัญชาติของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในสถาบันอุดมศึกษาไทย โดยเน้นหลักสูตรนานาชาติหรือหลักสูตรที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศไทยกับประเทศสมาชิกอาเซียน

กลุ่มที่ 2 ทุนสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุกสัญชาติ
เปิดกว้างสำหรับชาวต่างชาติโดยไม่จำกัดสัญชาติ ครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก และทุนแลกเปลี่ยนระยะสั้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้เรียนจากทั่วโลกเข้ามาศึกษา แลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในสถาบันอุดมศึกษาของไทย พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติ

กลุ่มที่ 3 ทุนสำหรับบุคลากรจาก สปป.ลาว และกัมพูชา
มุ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยบุคลากรจาก สปป.ลาว มีโอกาสศึกษาต่อระดับปริญญาโท ปริญญาเอก และเข้าร่วมหลักสูตรฝึกอบรม ขณะที่บุคลากรจากกัมพูชาครอบคลุมการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก ตลอดจนหลักสูตรฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนระยะสั้น

การเตรียมดำเนินโครงการ Thailand Scholarships ปีงบประมาณ 2570 สะท้อนทิศทางของ อว. ในการใช้ทุนการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ พัฒนากำลังคน และขยายเครือข่ายทางวิชาการ โดยมุ่งให้นักศึกษาต่างชาติและบุคลากรจากประเทศเป้าหมายได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะผ่านระบบอุดมศึกษาของไทย
ทั้งนี้ ผู้สนใจควรติดตามประกาศอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดทุน คุณสมบัติผู้สมัคร สาขาวิชา สถาบันที่เข้าร่วม และกำหนดการรับสมัครจากกระทรวง อว. เพื่อให้ได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วนก่อนดำเนินการสมัคร ที่เว็บไซต์ https://www.mhesi.go.th/

ที่มา : https://study-d.com/thailand-scholarships/?fbclid=IwdGRjcAVFInVjbGNrBUUiYmV4dG4DYWVtAjExAHBkb2YFc3J0YwZhcHBfaWQMMzUwNjg1NTMxNzI4AAEedVlE_kA9jFU3h5KTVHC0jyJPFGxmdkGU0YdF5A_M9bgd45ujqZJ4uNQlpo0_aem_HWjqxltZhiugR4KLbyLuHg#google_vignette

‘เอกนิติ’ เปิดประตูรับทุนฮ่องกง!! หารือฮ่องกงดึงโอกาสธุรกิจ เจาะศักยภาพไทยในเอเปค เดินหน้าเสริมสร้างความร่วมมือ หวังผลักดันยอดลงทุนเพิ่ม

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้หารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวันกับนาย Bernard Chan ประธานสภาธุรกิจฮ่องกง-ไทย (Chairman, Hong Kong–Thailand Business Council) และผู้นำภาคธุรกิจฮ่องกง ในห้วงการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเอเปค ครั้งที่ 33 (The 33rd APEC Finance Ministers’ Meeting: APEC FMM) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรม Grand Hyatt เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้นำเสนอศักยภาพและโอกาสการลงทุนในประเทศไทย เพื่อดึงดูดการลงทุนจากภาคธุรกิจฮ่องกงสู่ไทย

ที่มา : https://www.facebook.com/100069288816651/posts/1441110211541926/?rdid=2VFY0hqku59PmgsX#

'สายสุนีย์' พลาดทอง!! นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบไทย แพ้รอบชิงเอเชียนพาราเกมส์ เผยน้ำตาขอโทษแฟนกีฬาไทย ตั้งเป้าพาราลิมปิกเกมส์ 2028

“แวว” สายสุนีย์ จ๊ะนะ นักกีฬาวีลแชร์ฟันดาบขวัญใจชาวไทย สุดเศร้าหลังพลาดคว้าเหรียญทอง ด้วยการแพ้คู่แข่งในรอบชิงชนะเลิศ ในการแข่งขันเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่เมืองนาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น ทั้งในประเภทบุคคลหญิง ฟอยล์ และเอเป้ คลาสบี

“แวว” สายสุนีย์ เผยทั้งน้ำตาว่า “ก่อนอื่นต้องขอโทษพี่น้องชาวไทย ที่ทำไม่ได้ คือทุกแมตช์การแข่งขันก็พยายามแล้ว พยายามชนะจีน ทุกคนเลย ตั้งแต่รอบแรก จนก่อนขึ้นชิง และคิดว่าในชีวิตก็ชนะมาตลอด แต่ไม่รู้เป็นอะไรทำไมถึงน็อก ให้เขานำ ยอมรับว่ามีแรงกดดันในตัวเยอะมาก ไม่คิดว่าจะเสียใจหนักขนาดนี้ ตั้งแต่เล่นกีฬามา 27 ปี ไม่เข้าใจตัวเองว่า คนเก่งปราบหมดแล้ว แต่ทำไมถึงสตั๊นอยู่ตรงนั้น กว่าจะพลิกมา เขาก็นำไปเยอะแล้ว มันยากมาก ถือเป็นประสบการณ์ที่หนักของตัวเอง”

“ตอนเสมอ 14-14 ยอมรับว่ากลัว แล้วเราก็พลาดไปนิดเดียว ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นอะไร ซึ่งคู่แข่งขัน เจอกันเขาไม่เคยชนะเราเลย มันเป็นการที่เราพลาดเอง กดดันตัวเองเกินไป ทำให้เราพลาด กว่าเราจะมีสติมา ก็ไม่ทันแล้ว”

“จริงๆ ก็ไม่อยากให้สัมภาษณ์ แต่ในเมื่อทำแล้ว ทำไม่ได้ ก็จะต้องยอมรับมัน ขอโทษครอบครัวมากๆ ที่ทำให้ไม่ได้ ขอโทษคนไทย ทั้งหมดด้วยที่ทำให้ไม่ได้”

สายสุนีย์ เผยอีกว่า “แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นได้พูดกับตัวเองต่อ ว่าจะไป พาราลิมปิกเกมส์ 2028 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งสุดท้าย ก็ต้องไป แต่ ณ วันนี้ก็จะต้องเข้มแข็ง เสียใจวันนี้ก็เอาให้หมด จะพยายามปล่อยมันไป เพราะก็ยังมีภาระหน้าที่ที่ต้องอยู่กับทีม ยังต้องลงแข่งขันประเภททีม จะอ่อนแอไม่ได้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10446286

แรงงานดิจิทัล ลุยกฎหมายใหม่!! จัดระบบคุ้มครองผู้รับงานที่บ้าน เพิ่มนิยาม-ขยายขอบเขตงาน จ่ายค่าจ้างตามกฎหมายแรงงาน คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

จุลพันธ์” แถลงสภาฯ ดันร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้านฉบับใหม่ ยกระดับสิทธิแรงงานยุคดิจิทัล คุมเข้มเบี้ยวค่าจ้าง-เพิ่มโทษปรับสูงสุด 2 ล้าน

วันนี้ (21 ตุลาคม 2569) ที่รัฐสภา นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แถลงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้รับงานไปทำที่บ้าน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งได้เข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ อย่างเป็นทางการ โดยระบุถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพชีวิตและคุ้มครองสิทธิของผู้รับงานไปทำที่บ้านให้ทันต่อรูปแบบการทำงานในปัจจุบัน
โดยร่างกฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญคลอบคลุมเนื้อหาดังนี้

1. ขยายขอบเขตงานและปรับปรุงบทนิยามให้ทันสมัย
-ปรับปรุงนิยาม “งานที่รับไปทำที่บ้าน” จากเดิมที่เน้นเฉพาะกิจการอุตสาหกรรม ให้ขยายครอบคลุมถึงงานในกิจการพาณิชยกรรม เกษตรกรรม หรืองานบริการ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา เพื่อให้แรงงานในหลากหลายมิติได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
-รองรับระบบการทำงานยุคดิจิทัล โดยเพิ่มบทนิยามคำว่า “เอกสาร” ให้ครอบคลุมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์

2. คุ้มครองสิทธิประโยชน์และหลักประกันค่าตอบแทนที่เป็นธรรม
-กำหนดให้ผู้จ้างงานต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน (กรณีลักษณะงานเหมือนกับในสถานประกอบการ) หรือตามที่คณะกรรมการกำหนด โดยต้องจ่ายเป็นเงินตราไทย เว้นแต่จะได้รับความยินยอมให้จ่ายเป็นตั๋วเงินหรือเงินตราต่างประเทศ
-กำหนดดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 15 ต่อปี หากผู้จ้างงานไม่คืนหลักประกัน ไม่จ่ายค่าตอบแทน ค่ารักษาพยาบาล ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ หรือค่าทำศพ
-มาตรการสกัดการเบี้ยวหนี้ หากผู้จ้างงานจงใจค้างจ่ายเงินโดยไม่มีเหตุผลอันสมควรเมื่อพ้น 7 วัน จะต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกร้อยละ 15 ของเงินค้างจ่ายในทุกระยะเวลา 7 วัน
-ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่ฝ่ายผู้จ้างงาน หากผู้รับงานไม่ยอมรับเงินหรือไม่สามารถรับเงินได้ ผู้จ้างงานสามารถนำเงินไปวางมอบไว้แก่อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อระงับภาระดอกเบี้ยหรือเงินเพิ่มดังกล่าวได้

3. ปรับปรุงบทกำหนดโทษเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย กรณีให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือหญิงมีครรภ์ทำงานอันตราย จนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย จิตใจ หรือถึงแก่ชีวิต โดยมีบทกำหนดโทษจำคุกสูงสุดถึง 4 ปี หรือปรับสูงสุด 2,000,000 บาท

นายจุลพันธ์ เน้นย้ำต่อที่ประชุมสภาฯ ว่า กฎหมายฉบับนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านรายได้ และเสริมสร้างเกราะคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่ผู้รับงานไปทำที่บ้านทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

พระราชทานชื่ออันเป็นสิริมงคล สู่ร้านยาเพื่อประชาชน ร้านสิรินธโรสถ รับใช้สังคม ของมูลนิธิพระมงกุฎเกล้า ได้รับพระราชทานชื่อจากกรมสมเด็จพระเทพฯ จำหน่ายเวชภัณฑ์ราคาย่อมเยา รายได้สนับสนุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

“ร้านสิรินธโรสถ” ร้านขายยาและเวชภัณฑ์ของมูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ ได้รับพระราชทานชื่อจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อเป็นสิริมงคล

มีวัตถุประสงค์จัดตั้งขึ้นเพื่อให้บริการจำหน่ายยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ วิตามิน และผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่ผู้มารับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไปในราคาย่อมเยา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ญาติ และประชาชนทั่วไป โดย รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดจากการจำหน่ายสินค้าในร้าน จะนำไปสมทบเข้า มูลนิธิโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ในพระราชูปถัมภ์ฯ เพื่อสนับสนุนการดูแลรักษาผู้ป่วยและช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122207610608836667&id=61575100031163&rdid=ISdZ340s4elBxVPF#

กระทรวงการต่างประเทศเตือน!! ประชาชนไทยระวังชุมนุม แนะติดตามข่าวสาร รักษาความปลอดภัย เน้นลงทะเบียนแจ้งพำนักผ่าน TCA เตรียมพร้อมหนังสือเดินทางเสมอ

ประกาศคำแนะนำคนไทยในยุโรปและผู้ที่จะเดินทางไปยุโรป
ตามที่เกิดสถานการณ์การชุมนุมประท้วงและก่อการจลาจลในหลายพื้นที่ของภูมิภาคยุโรป และอาจมีแนวโน้มลุกลามไปในพื้นที่อื่น ๆ นั้น

กระทรวงการต่างประเทศขอแนะนำให้คนไทยที่พำนักอยู่ในพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่ใกล้เคียง รวมถึงผู้ที่มีความจำเป็นต้องเดินทางไปในพื้นที่ดังกล่าว ปฏิบัติตามมาตรการ ดังนี้
1. ติดตามประกาศและคำแนะนำจากการท้องถิ่น และสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่
ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
2. ตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารสำคัญให้มีอายุใช้งานเพียงพอและพร้อมใช้ในกรณีฉุกเฉิน
3. หลีกเลี่ยงการเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงหรือก่อการจลาจลหรือพื้นที่เสี่ยงตามประกาศของทางการท้องถิ่น
4. ลงทะเบียนแจ้งข้อมูลที่พำนักล่วงหน้าผ่านระบบ Thai Consular Assistance (TCA)
ของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
5. สำหรับคนไทยที่มีความจำเป็นในการเดินทางไปภูมิภาคยุโรปในช่วงนี้ ขอให้พิจารณาติดตามข้อมูลข่าวสารให้รอบด้านเพื่อประกอบการตัดสินใจเดินทาง

ในกรณีต้องการความช่วยเหลือหรือเหตุฉุกเฉิน สามารถติดต่อ
สถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด หรือ Call Center กรมการกงสุล หมายเลข (+66) 2 572 8442 (ตลอด 24 ชม.) หรือผ่านแอปพลิเคชัน THAI CONSULAR

ติดตามข้อมูลข่าวสารและบริการด้านการกงสุลผ่านช่องทางทางการของกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1467488405478005&id=100066505787021&rdid=0VdVb5zasdbgik0u#

ฝนถล่ม กทม. น้ำมหาศาลระบายไม่ทัน!! กรมชลประทานปรับแผนระบายน้ำ–เตือนภัย เตรียมยกระดับคลองรอบนอกและโครงการเจ้าพระยา 2 เดินหน้าปรับสื่อสารกับประชาชน วางแผนพัฒนาคลองยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตน้ำท่วมระยะยาว

“วิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยันช่วย

กทม.น้ำท่วมเต็มที่! ชี้ฝนตกหนักมหาศาลวันละกว่า 60 ล้าน ลบ.ม. ทำระบายช้า เดินหน้าปรับแผนเน้นเตือนภัยสร้างความเข้าใจประชาชน

​กรมชลประทานเปิดใจเดินหน้าช่วยเหลือระบายน้ำท่วมพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเต็มกำลัง โดย “นายวิทยา แก้วมี” อธิบดีกรมชลประทาน ยืนยันระดมเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ชี้อุปสรรคสำคัญมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกสะสมสูงถึงวันละกว่า 60 ล้านลูกบาศก์เมตร สะสมหลายร้อยลบ.ม. 

ประกอบกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำสโลปน้อย ทำให้น้ำไหลช้าและต้องใช้เวลาระบายออกสู่ทะเล พร้อมปรับแนวทางทำงาน เร่งสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชน และเตรียมปรับปรุงโครงสร้างคลองยุทธศาสตร์รอบนอกรับมือวิฤตน้ำหลากอนาคต

​จากสถานการณ์น้ำท่วมขังในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่สร้างความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชน ล่าสุด นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน ได้ออกมาเปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำและการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า ในการช่วยเหลือและระบายน้ำ

กรมชลประทาน ได้​สูบน้ำระบายออกวันละ 50–60 ล้าน ลบ.ม. ทำงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง โดยได้ส่งเครื่องมือเครื่องจักรเข้าสนับสนุนในพื้นที่จุดเสี่ยงและชุมชนลุ่มต่ำอย่างเต็มที่ ทั้งการตั้งกระสอบทราย ล้อมพื้นที่ และติดตั้งเครื่องสูบน้ำมากกว่า 400 เครื่อง พร้อมเร่งผลักดันน้ำออกทางคลองชายทะเลอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเฉลี่ยวันละ 50–60 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงการเดินเครื่องสถานีสูบน้ำหลัก เช่น สถานีสูบน้ำคลองสุวรรณภูมิ ที่สูบน้ำออกสู่ทะเลในอัตรา 75 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีตลอดเวลา

​แจงเหตุน้ำลดช้า ฝนตกหนักมหาศาล-สโลปพื้นที่น้อย

นายวิทยา กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การระบายน้ำต้องใช้เวลาเนื่องจากปริมาณน้ำฝนสะสมที่ตกในพื้นที่ กทม. มีปริมาณมหาศาลหลายร้อยล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบกับลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพฯ และพื้นที่ปริมณฑลเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำที่มีความลาดเอียง (Slope) น้อยมาก ทำให้น้ำไหลเข้าสู่สถานีสูบน้ำได้ช้า 

นอกจากนี้ นายวิทยา ยังได้สั่งการให้เร่งขุดลอกสันดอนและเนินตะกอนดินในคลองสายหลัก เช่น คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลได้สะดวกยิ่งขึ้น

​ปรับแนวทาง "เร่งสื่อสาร-สร้างความเข้าใจ" กับประชาชน:

อธิบดีกรมชลประทาน เน้นย้ำถึงประเด็นข้อสงสัยเรื่องการสื่อสาร โดยได้กำชับให้ผู้อำนวยการโครงการและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้น เนื่องจากการบริหารจัดการน้ำต้องมองภาพรวมทั้งระบบและเชื่อมโยงหลายลำน้ำ หากการระบายน้ำจุดใดมีแนวโน้มจะเกินขีดความสามารถของลำน้ำจนส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ชุมชน จะต้องมีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ทั้งเรื่อง "จุดที่น้ำจะท่วม - ระดับความสูง - ช่วงเวลาที่กระทบ" เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นเตรียมพร้อมรับมือได้อย่างทันท่วงที

​วางแผนระยะยาว ปรับปรุงคลองยุทธศาสตร์รอบนอก

สำหรับการแก้ปัญหาระยะยาว กรมชลประทานมีแผนปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของคลองสายยุทธศาสตร์รอบนอก กทม. เช่น คลอง 13, คลองบางขนาด, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต และคลองสำโรง รวมถึงโครงการคลองระบายน้ำสายใหม่ (เจ้าพระยา 2) ที่ ครม. อนุมัติ เพื่อช่วยผันน้ำออกสู่ทะเลโดยไม่ผ่านตัวเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการรองรับน้ำหลากของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top