Monday, 6 July 2026
NEWS

“ญี่ปุ่น” ย้ายซ้อมบอลโลก!! ย้ายสนามซ้อมหลังสนามเดิมแย่ เตรียมตัวชิงชัยฟุตบอลโลก 2026 ร่วมกลุ่มกับเนเธอร์แลนด์-สวีเดน-ตูนีเซีย แคมป์หลักที่แนชวิลล์พร้อมรับทีมซามูไร

ญี่ปุ่น ได้ทำการย้ายสนามฝึกซ้อมเพื่อเตรียมตัวสำหรับฟุตบอลโลก 2026 เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่สภาพสนามซ้อมที่แรกของพวกเขาในเม็กซิโกนั้นแย่มาก

ญี่ปุ่น ทีมดังจากเอเชีย จะทำการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ในกลุ่ม เอฟ ร่วมกับ เนเธอร์แลนด์, สวีเดน และ ตูนีเซีย

โดยเริ่มแรกทีมซามูไรบลู ได้ทำการฝึกซ้อมที่สนามซ้อมของสโมสรติเกรส ทีมดังในลีกเม็กซิโก แต่ปรากฎว่าสภาพของสนามนั้นแย่มาก ทั้งเป็นหลุมและไม่เรียบ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบต่อการฝึกซ้อม และเมื่อมีคนเผยคลิปการซ้อมของทีมชาติญี่ปุ่นนั้น ทางโซเชียลมีเดียของเม็กซิโกก็พากันออกมาวิจารณ์ถึงสนามซ้อมของติเกรสกันอย่างหนัก

และล่าสุดอีเอสพีเอ็นรายงานว่าทางทีมชาติญี่ปุ่นได้ตัดสินใจย้ายแคมป์ซ้อมไปใช้สนามเอล บาร์เรียลของสโมสรมอนเตอร์เรย์แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้แคมป์ซ้อมอย่างเป็นทางการของทีมชาติญี่ปุ่นนั้นจะอยู่ที่แนชวิลล์ ซึ่งพวกเขาจะเดินทางไปถึงที่นั่นในวันที่ 8 มิ.ย. นี้

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10271100

กัมพูชาเปิดเกม UNCLOS ปมทะเลทับซ้อนไทย!! ตั้งกูรูกฎหมายทะเลแล้ว ขีดเส้นไทย 21 วัน ส่งผู้แทนสู้ปมทะเลทับซ้อน กัมพูชาย้ำไม่ทิ้งเจรจา แต่ย้ายเข้าสู่กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ

กัมพูชาได้แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียง 2 คน ให้ทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการประนีประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ขณะที่ประเทศไทยได้รับกรอบเวลา 21 วัน ในการเสนอชื่อผู้แทนของตนเอง ตามการเปิดเผยของนายจัน รัตนา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา

โฆษกระบุเพิ่มเติมว่า หากไทยไม่แต่งตั้งผู้แทนภายในระยะเวลาที่กำหนด องค์การสหประชาชาติจะเป็นผู้แต่งตั้งแทนประเทศไทย

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมที่กรุงพนมเปญ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ระหว่างนายปรัก โสคอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา กับผู้แทนคณะทูตและองค์การระหว่างประเทศรวม 47 แห่ง

กัมพูชาได้แจ้งอย่างเป็นทางการต่อทั้งประเทศไทยและเลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ถึงการตัดสินใจเริ่มกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS กรณีข้อเรียกร้องสิทธิทางทะเลที่ทับซ้อนกัน

ตามแหล่งข่าวอย่างไม่เป็นทางการ กัมพูชาได้เลือกนายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์กและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง ให้เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการ

นายปีเตอร์ ทักโซ-เจนเซน เคยดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการประนีประนอมภายใต้ UNCLOS ซึ่งมีบทบาทช่วยแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างออสเตรเลียกับติมอร์-เลสเต ระหว่างปี 2016-2018

ขณะที่ศาสตราจารย์ฌอง-มาร์ก ตูเวอแนง เคยมีบทบาทในหลายคดีที่อยู่ต่อหน้าศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ICJ

นายจัน รัตนา ระบุว่า เมื่อคณะกรรมาธิการได้รับการจัดตั้งครบถ้วนแล้ว คณะกรรมาธิการชุดนี้จะทำหน้าที่กำกับและนำกระบวนการแก้ไขข้อพิพาททางทะเลระหว่างกัมพูชาและไทย ผ่านกระบวนการประนีประนอมระหว่างประเทศที่มีโครงสร้างชัดเจน

กัมพูชาเลือกใช้กลไกภายใต้ UNCLOS หลังจากไทยถอนตัวฝ่ายเดียวจากบันทึกความเข้าใจปี 2001 หรือ MOU 2544 ซึ่งเดิมเคยเป็นกรอบการเจรจาทวิภาคีด้านเขตแดนทางทะเลระหว่างสองประเทศ

เมื่อไม่นานมานี้ สมเด็จฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ย้ำว่า การที่กัมพูชาตัดสินใจใช้กลไก UNCLOS ไม่ได้หมายความว่าเป็นการละทิ้งการเจรจา แต่เป็นการย้ายการหารือเข้าสู่กรอบกฎหมายที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1427893739365106&set=a.357607419727082

‘อาจารย์อุ๋ย’ ลั่นไม่ยอม!! เตือนไทยอย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากขึ้นเขียง ชี้ 5 เล่ห์กลซ่อนรูปพื้นที่ทับซ้อนทะเล ย้ำไทยไม่ต้องเข้ากระบวนการประนีประนอมบังคับ ชี้ต้องเจรจาทวิภาคีปกป้องอธิปไตยชาติ

อาจารย์อุ๋ย ลั่น! อย่าหลงกลยุทธศาสตร์เขมรลากไทยขึ้นเขียงประนีประนอมภาคบังคับ UNCLOS ชี้ ! 5 เล่ห์กลซ่อนรูป ปมพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

จากกระแสความกังวลเกี่ยวกับพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่ทางกัมพูชาพยายามเร่งรัดให้ไทยร่วมใช้ "กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ" (Compulsory Conciliation) ภายใต้กรอบ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS 1982) นั้น

ในฐานะนักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ ผมขอเตือนสติผู้ที่เกี่ยวข้องตรงนี้เลยว่า ประเทศไทยไม่ควร และไม่จําต้องเข้าสู่กระบวนการนี้ได้ เพราะกรณีนี้เข้าข่ายข้อยกเว้นของ UNCLOS อย่างชัดเจน 3 ประการ โดยมีข้อบททางกฎหมายรองรับดังนี้:

1. เป็นข้อพิพาทเก่าที่มีมาก่อนกฎหมาย UNCLOS 1982 (พ.ศ. 2525): เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2515–2516 ซึ่ง มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) กําหนดข้อยกเว้นว่า กระบวนการระงับข้อพิพาทภาคบังคับจะไม่นำมาใช้กับข้อพิพาทใดๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่อนุสัญญานี้จะมีผลใช้บังคับ

2. ช่องทางเจรจาทวิภาคียังไม่สิ้นสุด: เมื่อไม่มี MOU 2544 แล้ว ซึ่งเป็นผลดีเพราะเป็นการปฏิเสธเส้นเขตแดนที่กัมพูชาลากทับเกาะกูดในปี่ พ.ศ. 2515 เราก็มีกลไกอื่นเจรจาตรงได้ ซึ่งตาม มาตรา 283 กำหนดให้คู่กรณีมีหน้าที่ต้องเจรจาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก่อน และประกอบกับ ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 11 (Annex V, Article 11) ย้ำว่าการประนีประนอมภาคบังคับจะเกิดได้ต่อเมื่อการเจรจาระหว่างคู่กรณีล้มเหลวและไม่สามารถตกลงกันได้ภายในระยะเวลาอันสมควรเท่านั้น ตราบใดที่ช่องทางทวิภาคียังเปิดอยู่ ฝ่ายกัมพูชาจะลากไทยไปเข้ากระบวนการบังคับไม่ได้

3. มีข้อพิพาทเรื่องดินแดนทางบกและเกาะกูดผูกติดอยู่: ซึ่งตาม มาตรา 298 วรรคหนึ่ง (เอ) (i) ห้ามไม่ให้ใช้กระบวนการประนีประนอมภาคบังคับกับข้อพิพาททางทะเล ที่มีความเกี่ยวพันกับการพิจารณาเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนบนบกหรือเกาะที่ยังหาข้อยุติไม่ได้

นอกจากนี้ หากมองในทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด การเข้าสู่กระบวนการนี้ไม่ได้หมายความว่าไทยจะ "เสียเปรียบ" หรือ "เสียดินแดน" โดยอัตโนมัติ เพราะตาม ภาคผนวกที่ 5 มาตรา 7 วรรค 2 (Annex V, Article 7(2)) ระบุว่า รายงานและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการไม่มีผลผูกพัน (Not binding) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีความเสี่ยง 

นี่คือ 5 ความเสี่ยงทางยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญหากหลงกลเข้าสู่กระบวนการนี้ครับ:

1. ไทยจะสูญเสียความได้เปรียบในการกำหนดเกมเจรจา เพราะจากเดิมที่เป็นการเจรจาทวิภาคีที่ไทยสามารถกำหนดจังหวะ เวลา และประเด็นร่วมกับกัมพูชาได้ แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการบังคับ จะถูกจำกัดด้วยกรอบเวลา มีคณะผู้ประนีประนอมเข้ามาแทรกแซง และมีรายงานสรุปข้อเท็จจริง ทำให้ไทยสูญเสีย "พื้นที่ทางการทูต" และไม่สามารถควบคุมกระบวนการได้เต็มที่

2. รายงานผลจะกลายเป็นอาวุธและแรงกดดันทางการเมือง เนื่องจากแม้รายงานจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่หากคณะกรรมการเสนอแนวทางที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่กัมพูชาเรียกร้อง กัมพูชาจะนำรายงานนี้ไปใช้เป็นเครื่องมือบลัฟไทยในเวทีโลก อ้างต่อสหประชาชาติ และใช้เป็นฐานบีบไทยในการเจรจารอบต่อไป ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนทางการทูตให้ไทยอย่างมหาศาล

3. ข้อมูลและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยจะถูกหงายไพ่จนหมด เพราะในการดําเนินกระบวนการนี้ ไทยจำเป็นต้องเปิดเผยแผนที่ หลักฐานประวัติศาสตร์ เหตุผลทางกฎหมาย และจุดยืนเชิงเทคนิคอย่างละเอียด และเอกสารลับอื่นๆ และยุทธศาสตร์เหล่านี้จะกลายเป็นฐานข้อมูลให้อีกฝ่ายนำไปศึกษาเพื่อใช้โจมตีหรือโต้แย้งไทยในอนาคต

4. เกิดการสร้าง "บรรทัดฐานทางข้อเท็จจริง" มามัดคอตัวเอง เพราะแม้รายงานจะไม่ผูกพัน แต่ในทางปฏิบัติ ศาลระหว่างประเทศหรืออนุญาโตตุลาการมักพิจารณาเอกสารระหว่างประเทศที่เคยจัดทำมาก่อน หากรายงานเขียนวิเคราะห์ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายไปในทิศทางที่เป็นลบต่อไทย มันจะกลายเป็นประวัติศาสตร์บาดแผลที่ถูกนำมาอ้างอิงและเป็นปฏิปักษ์ต่อไทยในอนาคต

5. กระทบต่อขุมทรัพย์พลังงานมูลค่ามหาศาลในพื้นที่ทับซ้อน เนื่องจากประเด็นที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่เรื่องดินแดนบนบก แต่คือผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบในอ่าวไทย หากรายงานเสนอแนะแนวทางให้แบ่งพื้นที่หรือพัฒนาร่วมในรูปแบบที่ไทยเสียประโยชน์ ไทยจะตกเป็นจำเลยสังคมโลกและเผชิญแรงกดดันอย่างหนักให้ต้องยอมรับแนวทางดังกล่าว

บทสรุป:

สิ่งที่ไทยควรกังวลไม่ใช่เรื่องการแพ้หรือชนะในกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ เพราะกระบวนการนี้ไม่มีคดีให้แพ้ชนะ คณะกรรมการไม่มีอำนาจชี้ขาดว่าเกาะกูดหรือพื้นที่พิพาททางทะเลเป็นของใคร หรือบังคับให้เราแบ่งพลังงาน แต่ความเสี่ยงที่แท้จริงคือการปล่อยให้เกิดเอกสารระหว่างประเทศที่จะกลายมาเป็นโซ่ตรวนผูกมัดและกดดันไทยในอนาคต

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องต่อสู้เรื่องเขตอำนาจ และปฏิเสธกระบวนการประนีประนอมภาคบังคับ โดยยืนหยัดบนแนวทางการเจรจาทวิภาคีเพื่อปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติอย่างปลอดภัยที่สุด

ด้วยความปรารถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายและการเมืองระหว่างประเทศ/สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์

https://www.facebook.com/share/p/1HN7Do4YVD/?mibextid=wwXIfr

‘หมอยง’ ชี้ โควิด-19 สอนบทเรียน!! เปลี่ยนโรคสู่ฤดูกาลเหมือนไข้หวัดใหญ่ ยาเสพติดวัคซีนควบคุมโรคได้ดี เผยความจริงสังคมถูกวิจารณ์หนัก สื่อออนไลน์สองคมกดดันหนัก

โรคโควิด 19 บทเรียนย้อนกลับ กว่า 5 ปีที่ผ่านมา

โควิด 19  ได้เปลี่ยนมาเป็นโรคประจำฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ และโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ที่พบเป็นประจำตามฤดูกาล หรือเพิ่มจำนวนไวรัส coronavirus อีก 1 ตัวจากเดิมที่มีอยู่แล้ว 4 ตัว เป็น 5 ตัว ก็คงจะสลับระบาดกันไปมา

ในช่วงวันหยุดได้มีโอกาสย้อนกลับไปดู เหตุการณ์เก่าๆ ไม่ว่าจะใน YouTube  บนหน้าเพจต่างๆ ทั้งที่ผู้หวังดีส่งมาให้เป็นจำนวนมาก ผมเป็นนักวิชาการเต็มตัว ทำการศึกษาวิจัยโรคทางไวรัสมาตลอดหลาย 10 ปีมาแล้ว ตั้งแต่ไข้หวัดนก มือเท้าปาก ไข้หวัดใหญ่ 2009  ziga ไข้ปวดข้อยุงลาย มาจนถึงโควิด 19  และเมื่อมองย้อนกลับตั้งแต่เมื่อเริ่มระบาด

ปัญหาของโควิด 19 ที่เริ่มระบาดในยุคแรก ตามหลักของไวรัสแล้วทุกคนไม่มีภูมิต้านทาน โรคก็จะรุนแรง จนกว่าจะมีภูมิต้านทานที่เกิดขึ้นจากวัคซีน หรือการติดเชื้อ ก็จะมีการปรับตัวเข้าหากันและลดความรุนแรงของโรคลม ตามวิวัฒนาการ เห็นได้ชัดตั้งแต่ไข้หวัดใหญ่ 2009  ปัจจุบันก็ยังระบาดอยู่เหมือนไข้หวัดใหญ่ธรรมดา ตัวหนึ่ง แต่ตอนเข้ามาปีแรก ประเทศไทยก็มีการเสียชีวิตถึง 200 กว่าคน เช่นเดียวกันกับโควิด 19

ผมพยายามให้ข้อมูลมาตลอด และศึกษาวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลตามหลักวิทยาศาสตร์และการวิจัยที่ทุกคนมีความรู้เท่ากัน ขึ้นอยู่กับว่าใครจะสร้างความรู้ และชี้แจงสังคม ขณะนั้นทุกคนเก่งหมด ติดตามข้อมูลสังคมตะวันตก แล้วก็จะเชื่อฟังหัว

ในบ้านเรา เมื่อมองย้อนกลับ หลายคนบอกว่า ผมทนอยู่ได้อย่างไร ทั้งถูกก้าวร้าว ทางคำพูด bully ต่างๆมากมาย กล่าวหาถึงกับว่าได้รับผลประโยชน์เป็นผู้แทนของวัคซีน และหรือมีส่วนร่วมกับการจัดซื้อ ทั้งในความเป็นจริง ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนใดๆนอกจากขอทุนมาทำการวิจัยอย่างเร่งด่วน และให้ข้อมูลกับประชาชนที่ถูกต้องเสมอ มาโดยตลอดตามหลักวิทยาศาสตร์

มือดูวีดีโอย้อนกลับมีการกล่าวหา ค่อนข้างรุนแรง ถึงกับจะถอดถอน ผ่าน Changeorg โดยแพทย์ท่านหนึ่งเป็นหัวหน้า ผมก็ไม่รู้เหมือนกันจะถอดถอนอะไร เพราะผมก็เกษียณมานาน และทำงานหลังเกษียณ ไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่งอะไร ก็อยู่เฉยๆสบายดี

แต่สิ่งที่ทนไม่ได้ คือบุคลากรทางการแพทย์ ที่ผิดคำสาบานของฮิปโปเกรติส (Hippocratic Oath) ทั้งที่จบมาก็ให้คำสาบาน ก่อนรับใบประกอบโรคศิลป์ แพทย์รุ่นน้องกล่าวหาแพทย์รุ่นพี่ ด้วยวาจาที่ฟังไม่ได้ ผมจำได้แม่น คือทางคณะ จะเชิญผมไปบรรยาย ให้กับแพทย์จบใหม่ ในปัจฉิมนิเทศ ผมเตรียมตัวอย่างดี ที่จะไปพูดในฐานะอาจารย์อาวุโสท่านหนึ่ง แต่พอถึงวันใกล้บรรยาย มีอาจารย์ท่านหนึ่ง ก็มาหาผม และขอยกเลิกรายการนี้หารายการอื่นแทน ท่านกลัวว่าเมื่อผมเข้าบรรยาย นิสิตที่จบแพทย์จะเดินออกหรือกล่าวให้ร้ายซึ่งจะเสียบรรยากาศของการประชุม ซึ่งผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย และไม่เคยคิดที่ไม่ดีกับลูกศิษย์แม้แต่น้อย ในที่สุด ก็ต้องถอนตัวออกมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหากันอีกมากมายโดยเฉพาะในเรื่องของวัคซีน และเมื่อเหตุการณ์ผ่านมาถึงขณะนี้ ไม่มีใครเข้าไปดูย้อนหลังเลยว่าเกิดอะไรขึ้น ใครผิดใครถูก

ผมเองเชื่อว่าถ้าทางด้านสังคม โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ไม่มีแรงบีบคั้น ผมเชื่อว่าประเทศชาติ จะประหยัดเงินได้อีกมากมาย และเป็นเงินก้อนใหญ่ด้วยเพราะการป้องกันเราทำได้ดีมาตั้งแต่เริ่มต้น วัคซีนเป็นตัวเสริม ถ้าไม่มีการเรียกร้องมากเราก็จะไม่เสียเงินมากเท่านี้

ผลข้อมูลการศึกษา การฉีดวัคซีนเชื้อตาย และสูตรการฉีดแบบไขว้ ได้ผลดี จนองค์การอนามัยโลก ใช้ข้อมูลของเรา ประกาศเป็นคำแนะนำให้ทั่วโลก ในส่วนลึกผมยังคิดว่าการศึกษาของเรามีประโยชน์มากสำหรับประชากรทั่วโลก แต่ในทางตรงข้ามในขณะนั้น ทุกคนบอกว่าผมทนได้อย่างไร เมื่อย้อนไปในขณะนั้นผมไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เพราะทุกอย่างเป็นความจริง ไม่ได้มีการสร้างข้อมูลเท็จแต่อย่างใด จึงไม่ได้เดือดร้อนอะไรเลย ใครจะว่าใครจะโจมตีอย่างไร เราให้ข้อมูลที่ถูกต้อง แต่มาจนปัจจุบันเมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เศร้าใจกับการสูญเสียทางอ้อมโดยเฉพาะเรื่องของเงินทองของประเทศ มหาศาลที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

สื่อสังคมออนไลน์เปรียบเสมือนดาบสองคมจริงๆ ความเชื่อในการบอกต่อๆกัน กับความจริงกลับกลายเป็นว่าความเชื่อเสียงดังกว่าความถูกต้องและความเป็นจริง จากการค้นคว้าตามหลักวิทยาศาสตร์

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ

ราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์

ศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=36287254694223699&id=100000978797641&rdid=kdo2KHVgzB3CN6Ef#

‘เปเรซ’ ยืนยัน ‘มูรินโญ’ คุมมาดริด!! โชเซ มูรินโญ ได้รับการยืนยันเป็นกุนซือ หากฟลอเรนติโน เปเรซ ชนะเลือกตั้ง สนามชี้ชะตา 7 มิ.ย.นี้ ราชันชุดขาว อิบราฮิมา โคนาเต่ กลายเป็นเป้าหมาย

เปเรซ ยืนยัน มูรินโญ เป็นกุนซือคนใหม่ เรอัล มาดริด หากชนะเลือกตั้งประธานสโมสร

กีฬา

ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสร เรอัล มาดริด ยืนยันว่า โชเซ มูรินโญ จะเป็นกุนซือคนใหม่ของ “ราชันชุดขาว” หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งอีกสมัย

โดย มูรินโญ ตกเป็นข่าวว่า บรรลุข้อตกลงในการเข้ามาทำหน้าที่เป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของ เรอัล มาดริด อีกหนทว่ายังไม่มีการประกาศทางการจากสโมสร

อย่างไรก็ตามล่าสุด เปเรซ ประธานสโมสรคนปัจจุบันยืนยันว่า มูรินโญ่ จะเป็นกุนซือคนต่อไปของ เรอัล มาดริด หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานสโมสรที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 7 มิ.ย.นี้

ถึงกระนั้น เอ็นริเก ริเคลเม ผู้ท้าชิงประธาน “ราชันชุดขาว” เผยว่า หากเจ้าตัวชนะการเลือกตั้งกุนซือคนใหม่ของทีมจะไม่ใช่ มูรินโญ

ขณะที่ “ดิ แอธเลติก” เผยเพิ่มเติมว่า เปเรซ เตรียมประกาศคว้า อิบราฮิมา โคนาเต กองหลังทีมชาติฝรั่งเศสซึ่งย้ายออกจาก ลิเวอร์พูล แบบไม่มีค่าตัวมาเป็นแข้งใหม่รายแรกของ เรอัล มาดริด ช่วงซัมเมอร์นี้ในวันที่ 4 มิ.ย.

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269437

“เบตเตอร์ เวิลด์” แจง!! ชี้แจง น้ำดำห้วยตะเข้ รับมือร่วมกับภาครัฐตรวจสอบ กรมควบคุมมลพิษยังไม่ฟันผิด เน้นหลักฐานวิทยาศาสตร์ก่อนสรุป

คำแถลงการณ์บริษัท.

ตามที่ปรากฏข่าวสารและการเผยแพร่ข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำมีสีดำและมีกลิ่นเน่าเหม็นบริเวณห้วยตะเข้ (โรงเรียนสวนกุหลาบ) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีการเชื่อมโยงและพาดพิงถึงการดำเนินงานของบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน จำกัด (มหาชน) นั้น

บริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณชนว่า เมื่อได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ มิได้นิ่งนอนใจ และได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการเข้าตรวจสอบพื้นที่และข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ ทั้งจากกรมควบคุมมลพิษ อุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบ เก็บตัวอย่างน้ำ ตรวจสอบระบบบำบัดน้ำเสีย ระบบรวบรวมและจัดการน้ำฝนภายในพื้นที่ ตลอดจนระบบเก็บกักน้ำที่อาจมีโอกาสปนเปื้อน รวมถึงข้อมูลประกอบการตรวจสอบต่าง ๆ โดยไม่มีข้อจำกัดใด ๆ

บริษัทฯ ขอเรียนว่า ปัจจุบันกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานและผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ โดยจากการแถลงข่าวของกรมควบคุมมลพิษ นำโดย         ดร.สุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ได้ระบุอย่างชัดเจนจากการแถลงข่าว เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสืบหาข้อเท็จจริง และยังไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดหรือผู้กระทำความผิดได้ เนื่องจากจำเป็นต้องรอผลการตรวจวิเคราะห์เพิ่มเติม การเปรียบเทียบข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ และการตรวจสอบย้อนกลับจากหลายแหล่งกำเนิดที่อาจเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ กรมควบคุมมลพิษยังได้ให้ข้อมูลต่อสาธารณชนว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความซับซ้อน และอาจมีแหล่งกำเนิดที่ส่งผลต่อคุณภาพน้ำได้จากหลายสาเหตุ โดยยังไม่สามารถสรุปหรือพุ่งเป้าไปยังผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งได้ในขณะนี้ รวมทั้งได้ระบุว่า ปรากฏการณ์น้ำดำอาจเกิดขึ้นได้จากหลายแหล่งกำเนิด มิได้หมายความว่าจะต้องเกิดจากโรงงานอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

บริษัทฯ จึงเห็นว่าการสรุปหรือเชื่อมโยงว่าบริษัทฯ เป็นผู้ก่อให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในขณะนี้ ยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากการตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐ และอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณชนได้

 ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ดำเนินกิจการภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขที่หน่วยงานกำกับดูแลกำหนด โดยมีระบบบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม การควบคุมและบำบัดน้ำ การจัดการน้ำฝน และการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการให้ความร่วมมือกับหน่วยงานราชการและการสนับสนุนกิจกรรมเพื่อชุมชนโดยรอบพื้นที่ดำเนินงานมาโดยตลอด

ในส่วนของประเด็นที่เป็นกระแสความสนใจของสังคม บริษัทฯ เคารพต่อกระบวนการตรวจสอบของภาครัฐ และเห็นว่าการพิจารณาข้อเท็จจริงควรตั้งอยู่บนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ข้อมูลเชิงประจักษ์ และผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน  แม้ปัจจุบันจะยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบริษัทฯ เป็นสาเหตุของปัญหาดังกล่าว บริษัทฯ ยังคงดำเนินการทบทวนและประเมินมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กรอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในทุกมิติ   เพื่อยกระดับมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

บริษัทฯ ขอขอบคุณหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน และประชาชนทุกภาคส่วนที่ให้ความสนใจต่อประเด็นดังกล่าว และขอยืนยันถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ชุมชน และสังคม    โดยพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่จนกว่าการตรวจสอบจะได้ข้อยุติตามข้อเท็จจริงและหลักวิชาการ

หากมีผลการตรวจสอบหรือข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากหน่วยงานภาครัฐ บริษัทฯ จะสื่อสารข้อมูลและมาตรการที่เกี่ยวข้องให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง

ISTAF สอบ 15 รายทีมชาติไทย!! สหพันธ์ตะกร้อขอทุกฝ่ายอย่าฟันธง ปมไทยถอนตัวนัดชิง ต้องรอผลสอบตามหลักฐาน ย้ำให้ความเป็นธรรมก่อนลงดาบ

สหพันธ์เซปักตะกร้อนานาชาติ (ISTAF) ออกแถลงการณ์ จ้งให้สมาคมสมาชิก นักกีฬา เจ้าหน้าที่ และผู้สนับสนุนกีฬาเซปักตะกร้อทุกฝ่ายทราบว่า คณะกรรมการบริหารของ ISTAF ได้จัดการประชุมพิเศษเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2026 เพื่อพิจารณาประเด็นที่เกิดขึ้นจากการแข่งขันนัดที่ 69 หรือ รอบชิงชนะเลิศ ของศึกตะกร้อชิงแชมป์โลก รายการ ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 ระหว่าง ทีมชาติไทย และทีมชาติมาเลเซีย ในประเภท ทีมชุด (Team Regu)

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากที่ทีมไทยได้ถอนตัวจากการแข่งขันระหว่างการแข่งขันทีมที่ 3 โดยคณะกรรมการบริหารได้พิจารณาสถานการณ์และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่นำไปสู่การยุติการแข่งขัน จากรายงานของผู้ตัดสิน เจ้าหน้าที่เทคนิค และเอกสารหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งส่งมายังสหพันธ์

หลังจากพิจารณาข้อมูลทั้งหมดแล้ว คณะกรรมการบริหารมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยัง คณะกรรมการวินัยของ ISTAF (ISTAF Disciplinary Committee) เพื่อดำเนินการตรวจสอบและวินิจฉัยอย่างเป็นอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ กฎ และระเบียบของสหพันธ์

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารยังมีมติให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการวินัย ISTAF

นักกีฬาทีมชุดทีมชาติไทยที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการแข่งขัน ISTAF Sepaktakraw World Cup 2026 ทั้ง 12 คน และเจ้าหน้าที่ทีมชาติไทยจำนวน 3 คน

การส่งเรื่องดังกล่าวครอบคลุมถึงบุคคลที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วม สนับสนุน มีอิทธิพล อำนวยความสะดวก ส่งเสริม หรือมีบทบาทใด ๆ ในเหตุการณ์และการตัดสินใจที่นำไปสู่การถอนตัวจากการแข่งขัน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นในสนามแข่งขันหรือภายนอกสนาม

วัตถุประสงค์ของการส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินัยพิจารณา ก็เพื่อให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง สถานการณ์ และความรับผิดชอบที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างครอบคลุม เป็นธรรม และเป็นอิสระ โดยการส่งเรื่องดังกล่าว ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่านักกีฬาหรือเจ้าหน้าที่คนใดมีความผิดหรือมีความรับผิด

คณะกรรมการวินัยจะพิจารณาหลักฐาน เอกสารชี้แจง และคำให้การทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ก่อนตัดสินว่ามีการละเมิดรัฐธรรมนูญ กฎ ระเบียบ หรือจรรยาบรรณของสหพันธ์หรือไม่ และควรมีมาตรการทางวินัยใดหรือไม่

ตามหลักความยุติธรรมและความเป็นธรรมในกระบวนการพิจารณา บุคคลทุกคนที่เกี่ยวข้องจะได้รับโอกาสอย่างเต็มที่และเหมาะสมในการชี้แจง ส่งหลักฐานสนับสนุน หรือเอกสารอื่น ๆ ที่ต้องการให้คณะกรรมการวินัยพิจารณา

คณะกรรมการบริหารตระหนักดีว่าประเด็นดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมากจากวงการเซปักตะกร้อนานาชาติ ดังนั้น ISTAF จึงขอให้ทุกฝ่ายเปิดโอกาสให้กระบวนการสอบสวนทางวินัยดำเนินไปอย่างอิสระ และหลีกเลี่ยงการคาดเดาหรือสรุปผลล่วงหน้า โดยข้อสรุปใด ๆ ควรตั้งอยู่บนหลักฐานและข้อค้นพบที่ได้รับการพิจารณาภายใต้กระบวนการทางวินัยของสหพันธ์เท่านั้น

ISTAF ยังคงยึดมั่นในการบริหารจัดการกีฬาเซปักตะกร้อด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นธรรม และความรับผิดชอบ พร้อมทั้งรับประกันว่าทุกประเด็นที่ส่งผลกระทบต่อกีฬาจะได้รับการจัดการตามกระบวนการที่ถูกต้อง หลักธรรมาภิบาลที่ดี และการเคารพสิทธิของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ISTAF จะมีการประกาศความคืบหน้าเพิ่มเติมในเรื่องนี้ตามความเหมาะสม และเป็นไปตามกรอบการดำเนินงานด้านวินัยและข้อบังคับของสหพันธ์ต่อไป

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10269367

ธปท.ลุยคุมกู้ Virtual Bank เร่งกำหนดเกณฑ์ควบคุมปี 69 เน้นปล่อยกู้สร้างอาชีพ 20% ใช้ e-KYC ป้องบัญชีม้าเข้มงวด เพิ่มโอกาสให้แรงงานและคนทั่วไปเข้าถึงบริการ

เตือน! ธปท. อุด 2 ช่องโหว่ คุมเกณฑ์ปล่อยกู้-ยืนยันตัวตน ‘Virtual Bank’ สกัด ‘หนี้เสีย - บัญชีม้า’ พุ่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชง “ธปท.” เร่งออก 2 มาตรการ คุม “Virtual Bank” หลังจ่อเปิดบริการครั้งแรกปี 69 นี้ ระบุ “ต้องกำหนดสัดส่วนปล่อยกู้สร้างอาชีพ 20%” ป้องกันให้สินเชื่อเอื้อบริโภคเยอะเกินจนหนี้เสียพุ่ง อีกส่วนคือ “ผ่อนเกณฑ์ e-KYC ควบคู่เกณฑ์การประเมินตามความเสี่ยง” เพื่อสกัดบัญชีม้า พร้อมเปิดทางคนไทย – แรงงานข้ามชาติกว่า 10 ล้านคน เข้าระบบง่ายขึ้น ช่วยเพิ่มการออม สร้างเม็ดเงินระดมทุนในธนาคาร

ศ. ดร.อาณัติ ลีมัคเดช หัวหน้าภาควิชาการเงิน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรเร่งกำหนดมาตรการ 2 ส่วน สำหรับกำกับควบคุมธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2569 นี้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเป็นภาระหนี้เสียของประเทศในอนาคต ได้แก่ 1. การกำหนดให้ผู้ให้บริการ Virtual Bank จะต้องกำหนดการให้สินเชื่อกับกลุ่มที่ใช้เพื่อสร้างอาชีพ เช่น ภาคการเกษตร และภาคการผลิต ฯลฯ ในสัดส่วนไม่น้อยกว่า 10 - 20% ของจำนวนการปล่อยสินเชื่อทั้งหมด อันเป็นแนวคิดเดียวกับกำกับธนาคารพาณิชย์เพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อที่กระจุก หรือเอื้อให้เกิดการก่อหนี้เกินความจำเป็นด้วยรูปแบบซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later)

ทั้งนี้ เนื่องจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภคจะเกิดขึ้นแน่นอน เพราะจากกลุ่มทุนพันธมิตรที่รวมกันเพื่อเปิด Virtual Bank และได้รับใบอนุญาตในการประกอบการธุรกิจ Virtual Bank จาก ธปท. เรียบร้อยแล้ว มีกลุ่มธุรกิจแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) อยู่ด้วย ซึ่งจะได้ประโยชน์อย่างมากจากการปล่อยสินเชื่อของ Virtual Bank ฉะนั้น ธปท. จึงควรมีการกำหนดสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อเพื่อสร้างอาชีพด้วย เพื่อไม่ให้เกิดการมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่อเพื่อบริโภคมากเกินจนเพิ่มความเสี่ยงในการก่อหนี้เสีย

“ประโยชน์ของ Virtual Bank จะแทบไม่มีประโยชน์เลย ถ้าการระดมเงินเข้ามาในระบบถูกนำไปใช้เพื่อการบริโภคอย่าเดียว และทุกคนก็รู้ดีว่าปลายทางจะจบลงอย่างไร และถ้าฝ่ายที่ทำหน้าที่กำกับควบคุม (ธปท.) ไม่ออกมาบังคับในเรื่องสัดส่วนการปล่อยกู้เพื่อสร้างอาชีพ ทางผู้ให้บริการ Virtual Bank ก็จะไม่พยายามทำด้วยตัวเอง แต่ถ้าบังคับจะเป็นการแข่งขันที่เป็นธรรม อยู่บนกติกาเดียวกัน และความรอบคอบด้วย” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

2. การกำหนดให้ใช้ระบบยืนยันและพิสูจน์ตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-KYC) ที่มีความยืดหยุ่น ร่วมกับเกณฑ์การประเมินตามความเสี่ยงในการเกิดเปิดบัญชี เพื่อเปิดให้กลุ่มผู้ใช้ที่เป็นคนทั่วไปแต่ทำอาชีพอิสระ และแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของ Virtual Bank ที่ต้องการใช้เพื่อการรับเงินเดือน หรือจับจ่ายใช้สอยในการบริโภคเท่านั้น เข้าสู่ระบบธนาคารได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการเปิดบัญชีเพื่อกระทำผิดกฎหมายได้ เช่น การเปิดเป็นบัญชีม้า

อย่างไรก็ตาม ธปท. ต้องระวังไม่ให้การกำกับควบคุมมีความเข้มงวด จนสร้างต้นทุนให้กับผู้ให้บริการ virtual Bank มากเกินไปจนล้มเลิกไป เพราะการเกิดขึ้นของ Virtual Bank มีข้อดีในการช่วยเปิดโอกาสให้คนที่เข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน หรือเข้าถึงได้ไม่เต็มศักยภาพในระบบธนาคารพาณิชย์แบบเดิม เช่น คนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งเข้าถึงธนาคารพาณิชย์แบบเดิมได้ยาก และโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่มีใบอนุญาตการทำงานถูกต้อง และสามารถเปิดบัญชีธนาคารได้ราว 5 ล้านคน หรือแม้แต่แรงงานข้ามชาติที่ไม่ได้รับใบอนุญาตการทำงานอย่างถูกต้องที่เชื่อว่าน่าจะมีประมาณ 5 ล้านคนเช่นกัน

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวต่อไปว่า การดึงคนไทยกลุ่มต่างๆ ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารแบบเดิม รวมถึงแรงงานข้ามชาติจำนวนมากเข้าสู่ระบบธนาคารผ่าน Virtual Bank ได้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะจะทำให้เกิดการระดมเงินฝากเข้าสู่ระบบธนาคาร และนำไปสู่การมีเงินในระบบสำหรับปล่อยสินเชื่อให้กับกลุ่มรายย่อยเหล่านี้ได้ โดยที่เกณฑ์การขอไม่ได้เข้มงวดมากนัก สามารถทำได้สะดวกผ่านระบบออนไลน์ และมีดอกเบี้ยต่ำกว่าการไปกู้นอกระบบ การกู้จากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด (Pico Finance) ธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ (Nano Finance) หรือธุรกิจสินเชื่อสำหรับคนมีรถยนต์

นอกจากนี้ Virtual Bank ยังสามารถปล่อยสินเชื่อให้กับทุกคนได้ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเงินผ่านระบบธนาคารได้เมื่อยามจำเป็น และลดการไปกู้เงินนอกระบบ แตกต่างจากธุรกิจสินเชื่อรายย่อยระดับจังหวัด หรือธุรกิจสินเชื่อรายย่อยเพื่อประกอบอาชีพ ที่มีการปล่อยสินเชื่อแบบกระจุกตัวในบางพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีโรงงาน ซึ่งทำให้เกิดหนี้เสียค่อนข้างมาก อีกทั้งยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบได้เท่าที่ควรด้วย

“แต่ก็แน่นอนการปล่อยเงินกู้ของ Virtual Bank ที่เข้าถึงง่ายขึ้น จากการระดมเงินฝากมาใช้ และไม่ต้องใช้เงินทุนตัวเองเหมือนธุรกิจสินเชื่อแบบเดิม และยิ่งมีการแข่งขันกันเองระหว่าง Virtual Bank ทำให้มีเงื่อนไขที่จะเอื้อให้คนกู้มากขึ้น ก็เสี่ยงที่จะทำให้เกิดหนี้เสียมากขึ้น และอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาต่อระบบเศรษฐกิจหากผู้กู้ไม่สามารถหาเงินมาจ่ายได้ อีกด้านหนึ่งจึงเป็นความท้าทายของผู้ให้บริการ Virtual Bank เองด้วยที่จะต้องบริหารการระดมเงินฝากรายย่อยให้ครบ การปล่อยกู้รายย่อยโดยที่ไม่ไปสร้างหนี้เสียให้กับครัวเรือนมากเกินไป” ศ. ดร.อาณัติ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกัน ธปท. ก็ควรสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับครัวเรือนด้วย โดยต้องประกาศชัดว่าจะไม่มีนโยบายในการช่วยซื้อหนี้ หรือเครื่องมืออะไรต่างๆ ในการพักหนี้ให้กับครัวเรือนที่มีหนี้เสียเยอะเป็นอันขาด เพื่อสร้างวินัยทางการเงินให้ครัวเรือน และบริหารจัดการในการสร้างหนี้อย่างเหมาะสม

ศ. ดร.อาณัติ กล่าวอีกว่า นอกจากประเด็นเหล่านี้แล้ว อีกส่วนที่ ธปท. ควรต้องระวังและควรการหาช่องทางในการกำกับควบคุมในกรณีกลุ่มทุนที่ร่วมเปิดให้บริการ Virtual Bank นำเงินที่ได้จากการระดมทุนรายย่อยจาก Virtual Bank มาปล่อยสินเชื่อให้กับบริษัทในเครือตัวเอง เพราะแม้จะเป็นเรื่องต้องห้ามตามกฎหมาย แต่อีกด้านหนึ่งคำว่าบริษัทในเครือก็ค่อนข้างมีความคลุมเครือ และอาจเป็นช่องให้มีการกระทำดังกล่าวได้ 

จุลพันธ์ลุย MOC ไทย-ญี่ปุ่น!! รัฐบาลญี่ปุ่นเลือกไทยนำร่องระบบจ้างงานใหม่ เปิดโอกาสแรงงานไทยพัฒนาทักษะ ย้ำเพิ่มงานคุณภาพตอบความต้องการแรงงาน เชื่อสร้างทรัพยากรบุคคลคุณภาพสูง

“จุลพันธ์” เสนอ ครม. เห็นชอบ MOC ไทย–ญี่ปุ่น รองรับระบบจ้างงานใหม่ เปิดโอกาสแรงงานไทยสู่ตลาดงานคุณภาพ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยการยื่นเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบร่างบันทึกความร่วมมือโครงการการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Memorandum of Cooperation on the Employment for Skill Development Program : MOC) ระหว่างไทยและญี่ปุ่น เพื่อรองรับระบบการจ้างงานเพื่อการพัฒนาทักษะ (Employment for Skill Development : ESD) ของญี่ปุ่น ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 แทนระบบผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค (TITP)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ระบบ ESD มุ่งพัฒนาแรงงานต่างชาติให้มีทักษะสูงขึ้นและสามารถก้าวสู่สถานะแรงงานทักษะเฉพาะ (SSW) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการแรงงานในภาคการผลิต ก่อสร้าง เกษตรกรรม และการดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสาขาที่ญี่ปุ่นยังคงมีความต้องการจ้างแรงงานจำนวนมาก ท่ามกลางการเข้าสู่สังคมสูงวัยและภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง

“การที่รัฐบาลญี่ปุ่นเสนอให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ลงนามในบันทึกความร่วมมือฉบับนี้ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพแรงงานไทยและระบบบริหารจัดการแรงงานของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง นอกจากจะช่วยรักษาช่องทางการจ้างงานของแรงงานไทยในตลาดแรงงานญี่ปุ่นภายใต้ระบบใหม่แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงตำแหน่งงานคุณภาพ สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และขยายความร่วมมือด้านแรงงานไปสู่สาขาอาชีพใหม่ ๆ ในอนาคต” นายจุลพันธ์ กล่าว

สำหรับสาระสำคัญของบันทึกความร่วมมือดังกล่าว ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิแรงงาน การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการติดตามและประเมินผลความร่วมมือ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายแรงงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งสองประเทศ 

ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า กรมการจัดหางานให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและดูแลแรงงานไทยที่ไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นมาอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2565–2569) มีแรงงานไทยได้รับอนุญาตเดินทางไปทำงานในประเทศญี่ปุ่นแล้วจำนวน 37,323 คน และยังคงทำงานอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจำนวน 21,306 คน ปัจจุบัน การจ้างแรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ แรงงานทักษะฝีมือ ผู้ฝึกปฏิบัติงานด้านเทคนิค และแรงงานทักษะเฉพาะ โดย 5 สาขาอาชีพที่แรงงานไทยนิยมทำงานมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมผลิตอาหาร อุตสาหกรรมผลิตโลหะ คนงานทั่วไป ช่างเทคนิคช่างฝีมือ และภาคเกษตรกรรม ขณะนี้ยังมีตำแหน่งงานว่างรองรับแรงงานไทยอีกกว่า 4,750 อัตรา อาทิ งานอุตสาหกรรมทะเล งานประกอบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ งานกดโลหะ งานผลิตอาหารสำเร็จรูป และงานเกษตรกรรม ซึ่งร่างบันทึกความร่วมมือดังกล่าวข้างต้น (MOC) ที่กระทรวงแรงงานผลักดันร่วมกับรัฐบาลญี่ปุ่น ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยเปิดประตูสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ ให้แรงงานไทยได้พัฒนาทักษะและสั่งสมประสบการณ์การทำงานในประเทศที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก

นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตแล้ว แรงงานไทยยังสามารถนำองค์ความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาต่อยอดการประกอบอาชีพ รวมทั้งสามารถเลือกทำงานกับสถานประกอบการต่างๆได้หลากหลายมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลของประเทศที่มีคุณภาพและศักยภาพในการทำงาน 

ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารและโอกาสการทำงานต่างประเทศได้ที่เว็บไซต์กรมการจัดหางาน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ หรือสำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

'พรรคส้ม' เปิดตัวยุทธศาสตร์ ศ.ดร.สุรพล นายกสภามธ. นั่งประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ ทีมผู้ว่าฯกทม.ประชาชนครบ ชูประสบการณ์ราชการ-กทม.ลุยงานใหญ่ หวังพัฒนา กทม.อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคส้ม' เปิดตัว 'สุรพล นิติไกรพจน์' นั่งประธานยุทธศาสตร์ทีมผู้ว่าฯกทม.

2 มิถุนายน 2569 เวลา 10:17 น.

2 มิ.ย. 2569-ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคประชาชน ได้มีการเปิดเผยรายชื่อทีมบริหารผู้ว่าประชาชนแบบครบทีม โดยมี ศ.ดร. สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ หลังจากเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเปิดตัวทีมบริหารไปแล้ว 7 คน ซึ่งมีทั้งบุคลากรในพรรค รวมถึงบุคลากรนอกพรรค เช่นศ.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย และนพ.ไพโรจน์ บุญสิริคำไชย อดีตรองเลขาธิการสภาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน เปิดเผยว่า การเชิญ ศ.สุรพล มาเป็นประธานที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของทีมผู้ว่าประชาชน เกิดจากพรรคเล็งเห็นว่า ศ.สุรพล นอกจากจะเป็นนักกฎหมายมหาชนระดับครู มีส่วนให้คำปรึกษากฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจและการจัดระเบียบบริหารราชการ กทม. ศ.สุรพล ยังเป็นผู้มีประสบการณ์ในส่วนราชการ กทม. เคยได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ (ประธานบอร์ด) บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ที่ กทม. ถือหุ้น 99.98% เป็นหน่วยงานที่กทม. ใช้ในการดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยระบบราชการปกติได้คล่องตัวนัก เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว, การจัดการขยะมูลฝอยและสิ่งแวดล้อม, โครงการนำสายสื่อสารลงใต้ดิน และการบริหารจัดการเดินเรือสาธารณะ 

นายพิจารณ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น หากนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เบอร์ 10 ได้รับโอกาสให้เข้าไปบริหารกรุงเทพ ก็จะได้มีผู้เชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดกับงานบริหารกลไกราชการ กทม. คอยให้คำปรึกษา เพื่อการบริหารที่มีประสิทธิภาพ และมีข้อมูลช่องโหว่ข้อผิดพลาดของการบริหารในอดีต เพื่อจะนำมาพัฒนาต่อไปได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ใหม่

‘สสน.’ เผยข้อมูลน้ำปี 69 งานเสวนาเผยวิทยาการคาดการณ์น้ำ เตรียมพร้อมรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม แสดงพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม-แล้งทั่วประเทศ เปิดตัวระบบเฝ้าระวังน้ำไทยรุ่นใหม่

วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ร่วมเป็นวิทยากรเสวนาทางออนไลน์ ในกิจกรรมของ สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ หรือ สสน. จัดงาน “รู้น้ำ รู้อากาศ : คาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง-น้ำท่วม ปี 2569” ผ่านระบบออนไลน์  เพื่อเผยแพร่ข้อมูลคาดการณ์สถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ ตลอดจนสร้างความพร้อมในการรับมือภัยแล้งและน้ำท่วมให้กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องทั่วประเทศ

โดยมีศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. กล่าวเปิดงาน

จากนั้นมีการการนำเสนอแนวทางการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์น้ำ ปี 2569 โดย นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สทนช. และ นายชัยรัตน์ แก้วเพียงเพ็ญ รองอธิบดี ปภ. ขณะที่ สสน. ได้นำเสนอการวิเคราะห์และติดตามสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศ โดย ดร.วรวิทย์ มีสุข และ ดร.ฐกลพัชร์ ขำพึ่งสน ฝ่ายนวัตกรรมสารสนเทศทรัพยากรน้ำ สสน. ที่แสดงให้เห็นการให้ข้อมูลน้ำและความเสี่ยงของพื้นที่บนแผนที่ประเทศไทยทั้งในโซนที่เสี่ยงน้ำท่วม โซนที่เสี่ยงภัยแล้ง และโซนที่เสี่ยงจะโดนภัยทั้ง 2 ทับซ้อนในพื้นที่เดียวกัน

นอกจากนี้มีการเสวนาเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือและบริหารจัดการสถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคประชาชน โดยมี นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย นายวิชัย นะสุวรรณโน รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และ ดร.รอยบุญ รัศมีเทศ ผสสน. ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในการรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติ การใช้ข่อมูลจากสถานีโทรมาตร การอ่านค่าดาวเทียม และการอ่านค่าประสบการณ์จากทีมกู้ภัยในสนาม ตลอดจนการเชื่อมข้อมูลที่อยู่ของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมที่ต้องเร่งความช่วยเหลือในการช่วยอพยพส่งออกสู่ที่ปลอดภัย

ปิดท้ายด้วยการเปิดตัวเครื่องมือเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำ “ThaiWater New Version”  เพื่อยกระดับการเข้าถึงข้อมูลน้ำและสภาพอากาศให้สะดวก รวดเร็ว มากยิ่งขึ้น โดยมีนายปิยะพงษ์ โรจน์นภาลัย ฝ่ายพัฒนาเทคโนโลยีและดิจิทัล สสน. พร้อมด้วย ดร.วรวิทย์ มีสุข ร่วมนำเสนอการใช้งานและฟังก์ชันใหม่ของระบบ ซึ่งได้รับความสนใจ มีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ

นักวิชาการ มธ. ชี้ลดภาระครู!! ใช้ TikTok ไม่ใช่คำตอบหลัก แนะฟังเสียงครู-นักเรียนก่อน ควรลดงานเอกสารไม่ใช่ลดทำสื่อ ใช้ AI ช่วยงานคืนเวลาสอน

นักวิชาการ ชี้ ใช้TikTok หรือไม่ 

ไม่สำคัญเท่าได้ฟังเสียงครูและนักเรียนหรือยัง แนะลดงานเอกสาร ไม่ใช่ลดงานทำสื่อการสอน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ นโยบาย ศธ. ลดภาระงานครู จับมือ TikTok ให้ครูใช้ AI ทำคลิปสั้น 2 นาทีสอนเด็ก อาจไม่ใช่ทางออกในการลดภาระงานครู ระบุ ควรลดงานที่ไม่จำเป็นต่อการสร้างการเรียนรู้ของเด็ก ไม่ใช่ลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่หากเดินหน้าจริง ศธ. ควรเปิดฟังความเห็นครู-ผู้ปกครอง-นร. ก่อน เพราะสังคมยังมีข้อกังวลเรื่องเด็กใช้เวลาหน้าจอเพิ่มขึ้น แนะควรใช้ AI หนุนปัญญาประดิษฐ์ - เพิ่มกำลังคน - จัดสรรงบฯ ให้โรงเรียน ลดงานเอกสาร เพื่อคืนครูให้กับอนาคตนักเรียน

รศ. ดร.สิทธิชัย วิชัยดิษฐ คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำลังจะร่วมกับ บริษัท ติ๊กต๊อก (ไทยแลนด์) ให้ครูใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำคอนเทนต์วิดีโอสั้น 2 นาทีเป็นสื่อการสอน เพื่อให้นักเรียนเข้าใจง่ายและลดภาระครู ควรทบทวนให้รอบด้านกว่านี้ เพราะการลดภาระครูที่เหมาะสมไม่ใช่การลดภาระในการทำสื่อการสอน แต่คือการลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานเอกสารการเงิน หรือพัสดุ โครงการกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียน ฯลฯ เพื่อให้ครูมีเวลาให้กับภาระงานที่จำเป็น เช่น การออกแบบสื่อการสอนที่เหมาะสมและตอบโจทย์กับการเรียนรู้ของเด็ก

รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าวว่า หาก ศธ. ต้องการลดภาระงานครูจริงๆ ควรเปลี่ยนมาสนับสนุนให้ใช้ AI เพื่อช่วยงานเอกสาร การเชื่อมข้อมูลมหาศาลของผู้เรียนให้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ปัญหาหรือความต้องการของผู้เรียนที่แตกต่างหลากหลายได้ สนับสนุนกำลังคนเพื่อเข้ามาทำงานด้านเอกสารโดยเฉพาะ หรืออาจใช้วิธีจัดสรรงบประมาณให้แต่ละโรงเรียนไปออกแบบวิธีจัดการเอง เพื่อให้ครูได้กลับมาอยู่กลับนักเรียน เพื่อทำความเข้าใจการเรียนรู้ เป้าหมาย และตัดสินใจ ตลอดจนออกแบบสื่อการเรียนรู้เพื่ออนาคตของนักเรียน ส่วนตัวเชื่อว่าแนวทางนี้จะเหมาะสมกว่าการให้นโยบายลงไป และให้ปฏิบัติเหมือนกันหมดเพราะทั่วประเทศมีห้องเรียนและนักเรียนจำนวนมาก โรงเรียนและครูที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนย่อมเข้าใจบริบทการพัฒนาของตัวเองได้มากกว่า จึงควรให้เวลาและทรัพยากรให้พวกเขาได้ทำงานของตัวเอง

นอกจากนี้ เข้าใจว่านโยบายนี้มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการทำให้เด็กนักเรียนเข้าถึงสื่อการสอนได้มากขึ้นและง่ายขึ้น ส่วนตัวเสนอว่า ศธ.ควรเริ่มต้นจากการรับฟังความคิดเห็น และวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กนักเรียนก่อน เพื่อให้ได้คำตอบที่แท้จริงว่าควรเข้าไปสนับสนุนในเรื่องใดเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ เช่น เด็กมีความต้องการใช้ TikTok เพื่อการเรียนรู้จริงหรือไม่ หรือเด็กมีแนวโน้มในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ อย่างไร ฯลฯ จากนั้นค่อยกลับมาออกแบบแนวทางหรือนโยบายในการดำเนินการอีกครั้ง

“แม้ TikTok จะเป็นแพลตฟอร์มที่เด็กเข้าถึงง่าย แต่นั่นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าถ้า ศธ. ใส่คอนเทนต์ดีมีคุณภาพเข้าไปแล้วนักเรียนจะตั้งใจดู หรือเรียนรู้ได้ง่ายขึ้นจริง เพราะธรรมชาติของเด็กหรือผู้ใช้ TikTok ทุกวัย ก็คือการเลือกดูเนื้อหาที่ตัวเองสนใจ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้นโยบายนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเด็กนักเรียน แม้ว่านโยบายจะตั้งต้นหรือคิดค้นมาบนฐานของความตั้งใจดี ต้องการผลักดันเนื้อหาดีๆ เข้าไปสู่แพลตฟอร์มที่ทันยุคสมัยและเป็นที่นิยม แต่สังคมและประชาชนจำนวนไม่น้อยมีข้อกังวลอีกมุมถึงผลเสียจากการใช้เวลาหน้าจอหรือโทรศัพท์มากเกินไป ฉะนั้นหาก ศธ. จะเดินหน้าส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยแนวทางนี้จริงๆ ก็ควรมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากครู บุคลากรในโรงเรียน นักเรียน และผู้ปกครอง ทั่วประเทศ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันในการออกแบบระบบที่ ซึ่งดีกว่าเดินหน้านโยบายไปแล้วต้องกลับมาแก้ไขตามข้อกังวลของสังคมในภายหลัง

“ถ้าเรานับจำนวนคนที่อยู่ในแวดวงการศึกษาทั้งหมดจะเห็นได้ว่านักเรียน และครู มีจำนวนที่มากที่สุด แต่กลับเสียงเบาที่สุด การจะทำนโยบายอะไรหรือหาคำตอบที่เกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ควรต้องกลับไปที่นักเรียนและครูก่อน ศธ. ถึงจะรู้ว่าควรจะทำอะไรยังไงต่อ” รศ. ดร.สิทธิชัย กล่าว

ศูนย์คุณธรรม ชวนส่งผลงานเข้าร่วม Thailand Moral Awards 2025 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ยกย่องสื่อสร้างสรรค์ที่ส่งต่อคุณธรรมสู่สังคม

          ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดรับผลงานเข้าร่วมการประกวดและคัดเลือกผลงานสื่อสร้างสรรค์ “Thailand Moral Awards 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 เพื่อยกย่อง เชิดชู และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ผลิตสื่อ บุคคล และองค์กรที่มีบทบาทในการสร้างสรรค์สื่อคุณภาพ ซึ่งสะท้อนคุณธรรม ค่านิยมที่ดี และสร้างแรงบันดาลใจเชิงบวกให้แก่สังคมไทย

          Thailand Moral Awards ได้เป็นเวทีสำคัญในการค้นหาและเชิดชูสื่อสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า พร้อมส่งเสริมให้เกิดการผลิตสื่อที่ช่วยปลูกฝังคุณธรรมและค่านิยมอันดีงามแก่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับปี 2569 เปิดรับผลงานประเภทสื่อ จำนวน 8 สาขา ได้แก่ ละคร ภาพยนตร์ โฆษณา บทเพลง รายการวิทยุ รายการโทรทัศน์ หนังสือ และสื่อดิจิทัล โดยผลงานที่ส่งเข้าร่วมควรมีเนื้อหาส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความรับผิดชอบต่อสังคม หรือสะท้อนคุณค่าที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคนและสังคม

          ทั้งนี้ Thailand Moral Awards มุ่งสร้างพื้นที่แห่งการยกย่องสื่อคุณภาพ และขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังของสื่อสร้างสรรค์ เพื่อร่วมส่งต่อเรื่องราวความดี สร้างแรงบันดาลใจ และปลูกฝังค่านิยมที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถส่งผลงานเข้าร่วมการพิจารณาได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.thailandmoralawards.com หรือจัดส่งเอกสารและผลงานด้วยตนเอง หรือทางไปรษณีย์มายังศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) และสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : ศูนย์คุณธรรม Moral Center Thailand, YouTube : Moral Channel หรือโทรศัพท์ 061 615 6652 และ 081 489 1116

นิยามใหม่เกลือ!! ศิลปะและการแสดงพบกัน ที่จิม ทอมป์สัน อาร์ต เซ็นเตอร์ 6-7 มิ.ย. 69 เปิดพื้นที่แสดงสด ย้อนสำรวจวัฒนธรรมนาเกลือสมุทรสงคราม

นิยามใหม่ของ ‘เกลือสมุทร’: เมื่อร่างกายสร้างจังหวะเคลื่อนไหวไปกับประติมากรรมที่มีลมหายใจ

สัมผัสปรากฏการณ์ “Kluea Samut: Live Arts and Performance” ณ The Jim Thompson Art Center

กรุงเทพฯ 27 พฤษภาคม 2569 – หาก ‘เกลือ’ คือผลึกแห่งกาลเวลาที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์ “Kluea Samut: Live Arts and Performance” คือการหลอมรวมผลึกเหล่านั้นเข้ากับลมหายใจและร่างกาย เพื่อสำรวจนิเวศวัฒนธรรมที่กำลังเคลื่อนไหวไปตามจังหวะของโลกสมัยใหม่ในวันที่ 6 - 7 มิถุนายน 2569 นี้ Jim Thompson Art Center จะกลายเป็นพื้นที่ปะทะสังสรรค์ระหว่าง ศิลปะจัดวาง (Installation Art) และศิลปะการแสดง (Performing Arts) ที่ตั้งคำถามถึงความสัมพันธ์อันเปราะบางแต่ทรงพลังระหว่างมนุษย์กับวิถีชีวิตนาเกลือ

หัวใจสำคัญของการจัดแสดงผลงานครั้งนี้คือการสร้างสรรค์ “ประติมากรรมมีชีวิต” (Living Sculpture) ที่รื้อถอนขอบเขตระหว่างงานทัศนศิลป์และศิลปะการแสดง โดยการผนึกกำลังของ3 ศิลปิน:

-วนศักดิ์ ผดุงเศรษฐกิจ (Creative Director): นำพาผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจนิเวศวัฒนธรรมของนาเกลือ จ.สมุทรสงคราม ผ่านแว่นตาของศิลปะร่วมสมัย ชี้ให้เห็นถึง “วัฏจักร” ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของธรรมชาติ แต่เป็นเรื่องของจิตวิญญาณและการอยู่รอด

-ธีรพล สีสังข์ (Sculptor & Installation Artist): ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเกลือ ผ่านประติมากรรมเส้นโลหะที่ถักทอด้วยเทคนิคเฉพาะตัว เปรียบเสมือนโครงสร้างทางกายภาพของระบบนิเวศที่รอวันถูกเติมเต็ม

-กวิน พิชิตกุล (Choreographer & Performer): เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้กลายเป็นการเคลื่อนไหวที่ตีความจากวิถีชีวิตของผู้คนกับธรรมชาติ นาเกลือ และวิทยาศาสตร์ ที่ร่างกายไม่ได้เป็นเพียงนักแสดง แต่เป็นส่วนหนึ่งของประติมากรรมที่เคลื่อนที่ได้

รายละเอียดการจัดแสดง

สถานที่: ชั้น 2 EVENT SPACE, The Jim Thompson Art Center

รอบการแสดง:

-วันเสาร์ที่ 6 มิถุนายน 2569: รอบ 19.00 น.

-วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน 2569: รอบ 14.00 น. และ 19.00 น.

บัตรราคา

บุคคลทั่วไป ราคา 600 บาท 

นิสิต นักศึกษา ราคา 400 บาท (จำนวนจำกัด)

BCH ดัน WMC ยกระดับฟื้นฟู เปิดศูนย์หุ่นยนต์อัจฉริยะ พร้อม Angel Robot ช่วยเดินขั้นบันได นำ AI รักษาโรคสโตรกและเคลื่อนไหว จัดมหกรรมสุขภาพลดสูงสุด 70%

BCH ดัน WMC สู่ศูนย์กลางฟื้นฟูผู้ป่วยแห่งอนาคต เปิดตัวศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ  

และ Angel Robot ผสาน AI ยกระดับการรักษาไทย

เปิดมหกรรมสุขภาพ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” คืนคุณภาพชีวิตผู้ป่วยไทย

รพ.เวิลด์เมดิคอล เปิดตัวโครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” พร้อมเปิดศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” ดึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยเดิน “Angel Robot”หุ่นยนต์ที่สามารถเดินในพื้นต่างระดับ การก้าวขึ้น–ลงบันได หรือการเดินในพื้นที่ที่มีความซับซ้อน ซึ่งมักเป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นฟูร่างกาย และระบบ AI ยกระดับการรักษาผู้ป่วยสโตรกและผู้มีปัญหาการเคลื่อนไหว สู่ยุค Smart Healthcare 5.0 ผสานทีมแพทย์เฉพาะทางและเวชศาสตร์ฟื้นฟูแบบบูรณาการ พร้อมจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” รวมโปรแกรมสุขภาพและนวัตกรรมการแพทย์ลดสูงสุด 70% หวังผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพแห่งอนาคตอย่างครบวงจร ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ รพ.เวิลด์เมดิคอล

ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทิศทางการพัฒนาโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ในการก้าวสู่โรงพยาบาลยุคใหม่ที่ผสานนวัตกรรม เทคโนโลยี AI และการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เพื่อรองรับแนวโน้มสังคมผู้สูงวัยและผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาศูนย์การรักษาเฉพาะทางที่ตอบโจทย์อนาคตของระบบสาธารณสุขไทย โดยเฉพาะด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในยุคที่จำนวนผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองและผู้ป่วยที่มีปัญหาการเคลื่อนไหวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงได้เปิดตัว ศูนย์ฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์อัจฉริยะ “NextStep Robotics Rehab Center” อย่างเป็นทางการ เพื่อยกระดับการดูแลรักษาและการฟื้นฟูผู้ป่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ศูนย์แห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กายภาพบำบัด แต่เราวางให้เป็น Smart Step Rehab Center ที่ผสานการทำงานร่วมกันของแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและสมอง แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ เพื่อดูแลผู้ป่วยแบบบูรณาการทั้งด้านร่างกายและจิตใจ พร้อมมุ่งสู่การเป็น Center of Excellence ด้านการฟื้นฟูด้วยหุ่นยนต์และระบบ AI ในอนาคต รวมถึงเป็นศูนย์กลางรับส่งต่อผู้ป่วยในเครือเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลในพื้นที่นนทบุรีและใกล้เคียง

ศ.ดร.นพ.เฉลิม กล่าวเพิ่มเติมว่า ปี 2569 ถือเป็นช่วงเวลาที่วงการแพทย์ทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค Smart Healthcare 5.0 อย่างเต็มรูปแบบ เทคโนโลยีทางการแพทย์ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “เครื่องมือช่วยเหลือ” ไปสู่ “คู่คิดอัจฉริยะ” หรือ Agentic AI ที่สามารถช่วยวิเคราะห์ วางแผน และติดตามผลการรักษาได้อย่างแม่นยำ ซึ่ง

“Angel Robot” ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่ช่วยการก้าวเดินขึ้นลงบันได้อย่างดีและเข้าใจผู้ป่วยที่สุดตอนนี้ และถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ดังกล่าว ด้วยระบบ Robot-Assisted Gait Training (RAGT) ที่สามารถทำงานร่วมกับทีมแพทย์ได้อย่างไร้รอยต่อ ทั้งการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ และรายงานผลการฝึกเดินออกมาเป็นตัวเลขและกราฟอย่างชัดเจน ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเห็นพัฒนาการของการฟื้นฟูได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ศ.นพ.อดิศร ภัทราดูลย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล กล่าวว่า โครงการ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างความหวังใหม่ให้กับผู้ป่วยสโตรกและผู้ที่สูญเสียความสามารถในการเดิน โดยโรงพยาบาลได้นำหุ่นยนต์ “Angel Robot” เข้ามาช่วยฟื้นฟูการเดินและการทรงตัว ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีฟื้นฟูรุ่นใหม่ที่ช่วยให้การกายภาพบำบัดมีความแม่นยำ ปลอดภัย และต่อเนื่องมากขึ้น

จุดเด่นของ Angel Robot คือ สามารถช่วยประคองการเคลื่อนไหวของขา สะโพก และลำตัว วิเคราะห์รูปแบบการเดิน และปรับแรงช่วยเหลือให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อให้กลับมาเรียนรู้การเคลื่อนไหวซ้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกลับมาเดินได้เร็วขึ้น รวมถึงช่วยลดภาระการดูแลของครอบครัวในระยะยาว

ภายในงานยังมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ReWalk ลุกขึ้นอีกครั้ง เพื่อกลับไปใช้ชีวิต” โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูและระบบประสาทของโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ร่วมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยสโตรกในยุคใหม่ ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

นอกจากนี้ โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล ยังจัดงาน “WMC Health Fair 2026” มหกรรมสุขภาพสำหรับคนรักสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “กายฟิต คิดสมาร์ท สุขภาพดี” ระหว่างวันที่ 22–24 พฤษภาคม 2569 ณ โถงบริการ ชั้น 1 โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โดยรวบรวมโปรแกรมตรวจสุขภาพและบริการทางการแพทย์จากศูนย์เฉพาะทางต่าง ๆ มอบโปรโมชั่นส่วนลดสูงสุด 70% ครอบคลุมทั้งโปรแกรมตรวจสุขภาพ การตรวจคัดกรองโรคหัวใจ มะเร็ง ระบบสมองและหลอดเลือด การตรวจรักษาภาวะมีบุตรยากและอีกมากมาย พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อแพ็กเกจสุขภาพในราคาพิเศษได้ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569

ผ่านช่องทาง LINE Official Account : @wmchospital เพื่อเพิ่มความสะดวกในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์คุณภาพและการดูแลสุขภาพแบบครบวงจรในยุคดิจิทัล

ภายในงานยังมีกิจกรรมพิเศษ อาทิ ทดลองใช้นวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยก้าวเดิน “Angel Robot”, กิจกรรมให้ความรู้ด้านสุขภาพจากทีมแพทย์เฉพาะทาง, การแข่งขัน WMC Junior Artist Battle, เวที WMC Fun Stage Kids รวมถึงกิจกรรม Lucky Draw และของรางวัลสำหรับผู้ร่วมงาน พร้อมบริการตรวจน้ำตาลปลายนิ้วฟรีสำหรับประชาชนวันละ 100 คน

ทั้งนี้ WMC ยังได้เปิดรับสมัครผู้ป่วยสโตรกที่อยากเดินได้ มาฝึกเดินกับทีมนักกายภาพบำบัดและหุ่นยนต์ยุคใหม่ Angle Robot ได้ฟรี!!! สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 22 มิ.ย. 69 นี้เท่านั้น สามารถลงทะเบียนสมัครล่วงหน้าได้ที่https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScsv6q784XDArUfZFQ2z1jtoPUr6l7NOcbjZ5Uhw49czAxtgw/viewform?usp=publish-editor 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top