Saturday, 7 November 2026
NEWS

โนเบลสันติภาพ 2026 มอบให้ “นาวี พิลเลย์” เชิดชูผู้พิทักษ์กฎหมายระหว่างประเทศและศักดิ์ศรีมนุษย์ ปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ผู้นำคดีอาชญากรรมสงคราม สื่อสันติภาพและความยุติธรรม

คำประกาศรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026
9 ตุลาคม 2026

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 มอบให้แก่บุคคลผู้มีความกล้าหาญและความซื่อสัตย์สุจริตอย่างยิ่งยวด ซึ่งได้เป็นผู้นำในการผลักดันระเบียบกฎหมายโลกให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้อาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ถูกนำเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดี

คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์มีมติมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 ให้แก่ นาวาเนเธม “นาวี” พิลเลย์ จากความพยายามของเธอในการส่งเสริมสันติภาพและกฎหมายระหว่างประเทศ
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อหลักกฎหมายสากล และเข็มทิศทางศีลธรรมที่มั่นคงของเธอ เป็นสิ่งที่ปรากฏชัดตลอดเส้นทางอาชีพอันยาวนานของเธอ พิลเลย์เกิดในครอบครัวเชื้อสายอินเดียทมิฬ ภายใต้ระบบแบ่งแยกสีผิวหรืออพาร์ไทด์ ในเมืองเดอร์บัน ประเทศแอฟริกาใต้ เธอเติบโตขึ้นมาเป็นทนายความและผู้บุกเบิกด้านกฎหมาย ผู้เผชิญหน้ากับการเลือกปฏิบัติเชิงโครงสร้าง การแบ่งแยก และการกีดกันอย่างลึกซึ้ง

เส้นทางการทำงานของเธอมีจุดร่วมที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่งานในช่วงแรกที่เธอว่าความปกป้อง เนลสัน แมนเดลา และบุคคลอื่น ๆ ที่ลุกขึ้นต่อสู้กับระบบอพาร์ไทด์ ไปจนถึงการทำหน้าที่ผู้พิพากษาในคดีสำคัญระดับนานาชาติหลายคดีในยุคสมัยของเรา

ผู้ได้รับรางวัลในปีนี้มีส่วนสำคัญในการขยายขอบเขตและผลกระทบของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ เธอเคยดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลสูงในแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดา และผู้พิพากษาศาลอาญาระหว่างประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเคยดำรงตำแหน่งข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และจนกระทั่งไม่นานมานี้ เธอเป็นประธานคณะกรรมาธิการสอบสวนระหว่างประเทศอิสระของสหประชาชาติเกี่ยวกับดินแดนปาเลสไตน์ที่ถูกยึดครอง
ปัจจุบัน นาวี พิลเลย์ ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ในคดีที่เมียนมาถูกกล่าวหาว่ากระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ในคดีประวัติศาสตร์ระดับนานาชาติ เธอได้แสดงให้เห็นว่ามาตรการทางกฎหมายสามารถช่วยป้องกันการกระทำอันเป็นสงครามและความรุนแรงได้ นาวี พิลเลย์ ยังมีส่วนช่วยเสริมสร้างสถาบันของกฎหมายระหว่างประเทศให้เข้มแข็งขึ้น ความเป็นอิสระ ความเชี่ยวชาญ และความมั่นคงหนักแน่นของเธอ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในนักนิติศาสตร์ระหว่างประเทศที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในยุคของเรา

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพถูกมอบครั้งแรกเมื่อ 125 ปีก่อน ในเวลานั้นเอง คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขความขัดแย้งผ่านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นประเด็นที่ยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่องตลอดประวัติศาสตร์ของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ขอบเขตของกฎหมายระหว่างประเทศขยายตัวมากขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการก่อตั้งสถาบันต่าง ๆ ของสหประชาชาติ แนวคิดสำคัญในเวลานั้นคือ สันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนหลักกฎหมาย ไม่ใช่อยู่บนเจตจำนงของผู้แข็งแกร่ง หรือดุลอำนาจที่เปราะบาง
ในช่วงหลายทศวรรษหลังสงคราม ได้มีการจัดตั้งกลไกทางกฎหมายเพิ่มเติม และกระแสการพัฒนากฎหมายระหว่างประเทศยิ่งมีแรงผลักดันมากขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามเย็น

อย่างไรก็ตาม ระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกติกาไม่เคยสมบูรณ์แบบ มหาอำนาจต่าง ๆ มักหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ในทางปฏิบัติ คดีที่นำเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ผลลัพธ์แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้กระทำผิด และใครเป็นเหยื่อ

ถึงกระนั้น เราได้เห็นว่าความขัดแย้งจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ ถูกจัดการผ่านการทูต สนธิสัญญา และกลไกทางกฎหมาย แทนที่จะใช้คำขู่ ความรุนแรง และสงคราม ทั้งผู้นำและประชาชนต่างก็มาถึงข้อสรุปเดียวกันว่า กฎหมายระหว่างประเทศคือรากฐานของโลกที่สงบสุขมากขึ้น

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความท้าทายระดับดำรงอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงครามและความขัดแย้งที่เพิ่มมากขึ้นกว่าที่โลกเคยเผชิญมาในระยะเวลายาวนาน กฎหมายระหว่างประเทศจึงไม่ใช่เพียงส่วนเสริมของสันติภาพและความมั่นคงอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ระบบกฎหมายระหว่างประเทศกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก และสถาบันต่าง ๆ ของระบบนี้ก็กำลังถูกโจมตี เรากำลังเห็นการเปลี่ยนทิศทางไปสู่การเมืองแบบใช้อำนาจ มากกว่าการยึดกรอบกฎหมายและความเคารพต่อกฎหมายและความยุติธรรมในระดับโลก
เมื่อใดก็ตามที่ “อำนาจ” อยู่เหนือ “ความถูกต้อง” เมื่อนั้นเสถียรภาพ ความไว้วางใจ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติย่อมถูกบ่อนทำลาย

ในการมอบรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปีนี้ คณะกรรมการโนเบลแห่งนอร์เวย์ต้องการเตือนโลกว่า หลักนิติธรรม ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ คือรากฐานของระบบที่เราสร้างขึ้นเพื่อธำรงสันติภาพ และแก้ไขความขัดแย้งโดยไม่ใช้ความรุนแรง เพราะสันติภาพต้องการความยุติธรรม
ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นแล้วว่า โลกที่ดำเนินไปโดยปราศจากหลักนิติธรรมนั้น ไม่ยุติธรรม ไม่ฉลาด และไร้มนุษยธรรม ดังนั้น ผู้พิพากษา ผู้ทำหน้าที่เฝ้ารักษาเส้นบาง ๆ ระหว่างระเบียบกับความโกลาหล จึงเป็นผู้ที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างยิ่ง

แต่ในวันนี้ ขณะที่ผู้พิพากษาเหล่านี้ถูกคว่ำบาตร และสถาบันของพวกเขาถูกโจมตี เราจำเป็นต้องมีผู้คนที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญ วิสัยทัศน์ และความมุ่งมั่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่นาวี พิลเลย์ ได้แสดงให้เห็นผ่านการทำงานของเธอบนบัลลังก์ตุลาการ

นาวี พิลเลย์ ได้ทำให้รัฐและผู้นำประเทศต้องรับผิดชอบ และได้นำความหวังมาสู่เหยื่อของความรุนแรงและความขัดแย้ง ในทุกตำแหน่งที่เธอเคยดำรง เธอเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคลและรัฐในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม

เธอยังมีส่วนช่วยกำหนดบรรทัดฐานและหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อศาลอาญาระหว่างประเทศสำหรับรวันดาวินิจฉัยว่า การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศสามารถถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ และยังสามารถเข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ได้ อิทธิพลของนางพิลเลย์ถือเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่ง
ในคดีเดียวกันนั้น นางพิลเลย์ยังมีบทบาทสำคัญในความก้าวหน้าทางกฎหมายอีกประการหนึ่ง คือเป็นครั้งแรกที่จำเลยถูกตั้งข้อหายุยงให้ก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยอาศัยฐานจากการเผยแพร่โฆษณาชวนเชื่อเพียงอย่างเดียว

รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ ประจำปี 2026 สอดคล้องโดยตรงกับพินัยกรรมของอัลเฟรด โนเบล นาวี พิลเลย์ ช่วยเสริมสร้างภราดรภาพระหว่างประชาชาติ และด้วยการผลักดันการใช้ศาลและกลไกตุลาการเพื่อสันติภาพและความยุติธรรมอย่างเป็นระบบ เธอได้มอบเนื้อหา ทิศทาง และแรงจูงใจให้แก่การประชุมเพื่อสันติภาพในรูปแบบสมัยใหม่

นาวี พิลเลย์ คือหนึ่งในผู้พิทักษ์หลักกฎหมายระหว่างประเทศที่ยิ่งใหญ่ในยุคของเรา เส้นทางอาชีพอันโดดเด่นของเธอเตือนให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการสนับสนุน เสริมความแข็งแกร่ง และขยายหลักนิติธรรมระดับโลก
ความมุ่งมั่นของนาวี พิลเลย์ ต่อความยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นแหล่งแห่งความหวังและแรงบันดาลใจสำหรับทุกคนที่แสวงหาหนทางนำโลกไปสู่สันติภาพที่มากขึ้น

ที่มา :https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1522742829887541&id=100064555159421&mibextid=wwXIfr&rdid=97I6mZiF95YIIRtP#

อีอีซีโอ จับมือ ธนาคารกรุงเทพ!! ลงนาม MOU สร้างนวัตกรรมดิจิทัล เสริมระบบนิเวศลงทุน EEC ให้เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกด้านการเงินลงทุน ส่งเสริมเชื่อมโยงข้อมูลและบุคลากร

อีอีซีโอ จับมือธนาคารกรุงเทพ เดินหน้าพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล เสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศการลงทุนใน EEC

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซีโอ (EECO) และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ลงนามใน บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการพัฒนานวัตกรรมและบริการ เพื่อส่งเสริมการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการอีอีซีโอ และ นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ลงนาม ณ สำนักงานอีอีซีโอ เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม บริการ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่จำเป็น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศการลงทุนในพื้นที่ EEC โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ให้สามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเงิน การลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้อย่างสะดวก มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นกรอบในการประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ บริการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือในครั้งนี้

หนึ่งในแนวทางความร่วมมือภายใต้ MOU คือ อีอีซีโอและธนาคารกรุงเทพจะร่วมกันศึกษาโอกาสในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับกระบวนการจัดการเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ของอีอีซีโอ โดยจะศึกษาแนวทางการเชื่อมต่อและแลกเปลี่ยนข้อมูล รวมถึงเอกสารอิเล็กทรอนิกส์อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการต่อยอดแพลตฟอร์มไปสู่การใช้งานจริง

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการผนึกกำลังระหว่างภาครัฐและภาคการเงิน เพื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ยกระดับบริการและกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยคาดว่าจะช่วยเพิ่มความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ เสริมความแข็งแกร่งให้กับสภาพแวดล้อมการลงทุนในพื้นที่ EEC และมีส่วนสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ตลอดจนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

เชฟรอน ร่วมส่งกำลังใจผู้ประสบภัย!! มอบเงิน 1.5 แสนบาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยต่อเนื่อง ร่วมมูลนิธิประชาร่วมใจดูแลชุมชน

เชฟรอนสนับสนุน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา (ที่ 5 จากขวา) รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นผู้แทนบริษัทฯ มอบงบประมาณสนับสนุนจำนวน 150,000 บาท แก่สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช เพื่อร่วมกับมูลนิธิประชาร่วมใจ ในการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ต่าง ๆ โดยมี นายณรงค์ ธีระกุล (ที่ 4 จากขวา) อุปนายก สมาคมผู้สื่อข่าวนครศรีธรรมราช และ นายอิทธิกร สมศิริ (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการมูลนิธิประชาร่วมใจ องค์การสถานสาธารณกุศล เป็นผู้แทนรับมอบ ณ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

งบประมาณสนับสนุนในครั้งนี้จะนำไปใช้จัดหาอาหาร น้ำดื่ม สิ่งของจำเป็น เชื้อเพลิง และอุปกรณ์สำหรับภารกิจช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัย โดยที่ผ่านมา ทางสมาคมฯ และมูลนิธิประชาร่วมใจ ได้ร่วมให้ความช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ภาคกลาง
ทั้งในกรุงเทพมหานคร และจังหวัดใกล้เคียง และยังคงดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแจกจ่ายสิ่งของ การอพยพประชาชน และการดูแลกลุ่มเปราะบางร่วมกับหน่วยงานและทีมกู้ภัยในพื้นที่

การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการดำเนินงานเคียงข้างสังคมไทย และการเป็นพันธมิตรที่ดีของชุมชน ทั้งนี้ เชฟรอนจะยังคงให้การสนับสนุนการดำเนินงานของหน่วยงานองค์กรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งต่อกำลังใจให้ผู้ประสบภัยและผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ปมบ้านสร้าง ยังร้อน “สุทธิพงษ์” หวังกรมการปกครองปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาตามหลักธรรมาภิบาล การย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังผู้สอบสวนดูแลยุติธรรม ชี้ ‘เสฏฐวุฒิ’ เคยเป็นนายอำเภอดีเด่น

อดีตปลัดมหาดไทยยังงง ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง หวังว่าผู้สอบสวนจะเป็นนักปกครองที่ดีดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม

7 ต.ค. 2569 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ออกมาแสดงความเห็นต่อกรณี นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นายอำเภอบ้านสร้าง ถูกสั่งไปช่วยราชการ ใจความว่า

ข่าวของข้าราชการมหาดไทย ในการไม่ทุ่มเทการทำงาน บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน หรือประพฤติตัวไม่ดี นับเนื่องตั้งแต่ผมเกษียณอายุราชการ(1 ตุลาคม 2567) ปรากฏเป็นข่าวอยู่เนื่องๆ แต่ผมไม่เคยออกมาแสดงความคิดเห็นอะไร เพราะตำแหน่งทางราชการมีคนมาดำรงตำแหน่งต่อเนื่อง ไม่ได้เกษียณไปพร้อมคน (ยกเว้นจะมีการยุบเลิกไป)

แต่สำหรับนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ ท่านนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ที่ถูกคนระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายกรัฐมนตรี ตำหนิหรือด่าอย่างรุนแรง ต่อสาธารณชน ตามที่เป็นข่าวนั้น

ผมประหลาดใจและไม่เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่านายอำเภอที่เคยได้รับการยกย่องว่าทำงานร่วมกับ 7 ภาคีเครือข่าย ในการบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แบบบูรณาการอย่างยั่งยืน (เมื่อปี2566 -ถ้าจำไม่ผิด ) จะเป็นอย่างที่ถูกตำหนิเช่นนี้ ต้องมีอะไรคลาดเคลื่อนแน่นอน ก็ได้แต่หวังว่าท่านอธิบดีกรมการปกครอง หรือผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอ จะช่วยกันแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง

และแสดงตนเป็นนักปกครองที่ดีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ที่ต้อง “ปกป้องดูแล” ผู้ใต้บังคับบัญชาให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อที่ท่านจะได้ “ครองใจ” น้องๆ ที่เสียสละตนทำหน้าที่ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้พี่น้องประชาชน ทำตนเป็นข้าราชการที่ดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

กรณีของท่านนายอำเภอเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ นั้น ผมในฐานะคนนอกที่เชื่อมั่นอยู่เสมอว่า น้องๆ นายอำเภอ และคนมหาดไทยทุกคน ยามที่พี่น้องประชาชนมีความทุกข์จากสาธารณภัยใดๆ ไม่มีวันที่พวกเราจะทอดทิ้งประชาชนแน่

แต่เมื่อเป็นคนนอกก็ต้องทำใจให้สงบรอผู้มีอำนาจที่เป็นผู้บังคับบัญชาของท่านนายอำเภอท่านได้กรุณาตรวจสอบข้อเท็จจริง และหวังว่าคุณงามความดีของท่านนายอำเภอในอดีตที่อยู่ในขั้นดีเด่นอยู่แถวหน้าของนายอำเภอทั้งประเทศจะยังคงอยู่ ประดุจเกลือที่รักษาความเค็ม ไม่เป็นเช่นที่ถูกตำหนิ ซึ่งแน่นอนว่าวันนั้นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นข้าราชการของท่านนายอำเภอจะได้รับกลับคืนมาด้วย

และยังแสดงความเห็นในอีกโพสต์ว่า

ขอบคุณที่แชร์โพสต์ของผมจำนวนมากผม พูดในฐานะเคยรับทราบความประพฤติและการทำงานของท่านนายอำเภอ ไม่ได้สรุปว่าใครผิด ใครถูก อยากให้ท่านอธิบดีกรมการปกครอง และผู้บังคับบัญชา ช่วยกันตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ได้ต้องการขัดแย้งกับใครหรือปรารถนา ให้ใครใช้โพสต์ของผมไปเป็น เครื่องมือทำร้ายใครผมอยากเห็นความเป็น ธรรมในทุกสังคม ครับ

ที่มา Suttipong Juljarern

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=1585134056992381&id=100064874044933&post_id=100064874044933_1585134056992381&rdid=6GgKuiy1EDkgS2Cb#

Agoda เลือกรุงเทพ!! เป็นศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีนานาชาติ จ้างคนไทยกว่าครึ่งจากทีม 4,500 คน บุคลากรจาก 80 ประเทศทั่วโลก ตอกย้ำไทย Tech Talent Hub

“Agoda” ปักหมุดกรุงเทพฯ เป็นที่ตั้งสำนักงานภูมิภาคแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก และศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีระดับนานาชาติ จ้างงานบุคลากรกว่า 4,500 คน กว่าครึ่งเป็นคนไทย และมีบุคลากรต่างชาติจากกว่า 80 ประเทศ ร่วมกันทำงานไฮเทค ตอกย้ำศักยภาพไทยสู่ Tech Talent Hub

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมกิจการบริษัท อโกดา เซอร์วิสเซส จำกัด (Agoda) พร้อมทั้งหารือกับนาย Omri Morgenshtern, CEO และทีมผู้บริหารของบริษัท ว่า Agoda เป็นบริษัทเทคโนโลยีด้านการท่องเที่ยวในเครือ Booking Holdings โดยเป็นผู้นำแพลตฟอร์มจองที่พักออนไลน์รายใหญ่ของโลก และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มหลักของกลุ่มตลาดเอเชียแปซิฟิก ให้บริการที่พักกว่า 6 ล้านแห่ง ในกว่า 200 ประเทศ/เขตแดน ผ่าน 39 ภาษา

ปัจจุบัน มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนใน 25 ประเทศ ในจำนวนนี้ เป็นพนักงานประจำอยู่ในประเทศไทยกว่า 4,500 คน มากที่สุดในบรรดาสำนักงานของ Agoda ทั่วโลก และคิดเป็นกว่าครึ่งหนึ่งของพนักงานทั้งหมด

*ปักหมุดกรุงเทพฯ ขยาย Global Tech & Operations Hub ในไทย
Agoda ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอในกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ (International Business Center: IBC) โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานที่ตั้งสำนักงานภูมิภาค และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ที่สุดของ Agoda ทั่วโลก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีและปฏิบัติการ (Global Tech & Operations Hub) ของกลุ่มบริษัท

โดยตั้งอยู่ที่โครงการ One Bangkok กรุงเทพฯ โดยใช้พื้นที่มากถึง 7 ชั้น รวมกว่า 30,000 ตารางเมตร มีพนักงานกว่า 4,500 คน และเป็นฐานสำคัญด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์ อัลกอริทึม ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Science) ซึ่งผลงานที่พัฒนาในไทยจะถูกนำไปใช้ขับเคลื่อนแพลตฟอร์มในตลาดทั่วโลก

สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยได้รับบทบาทดังกล่าว คือฐานบุคลากรทักษะสูงในหลายสาขา ทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วิศวกรรม และการบริหารธุรกิจ ประกอบกับวัฒนธรรมการทำงานที่เปิดกว้าง และเอื้อต่อความร่วมมือของบุคลากรหลากหลายสัญชาติ
ทั้งนี้ การผสานความเชี่ยวชาญของคนไทยกับบุคลากรจากต่างประเทศ ทำให้บริษัทสามารถวางกิจกรรมที่มีความซับซ้อนและมูลค่าเพิ่มสูงในประเทศไทย พร้อมสร้างโอกาสในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ยกระดับทักษะบุคลากร และต่อยอดระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีของประเทศในระยะยาว

นอกจากนี้ การที่บีโอไอ ร่วมกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและกรมการจัดหางาน ได้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านวีซ่าและใบอนุญาตทำงานผ่านศูนย์บริการวันสต็อป Thailand Investment and Expat Service Center (TIESC) ณ อาคาร One Bangkok ได้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญของ Agoda จากทั่วโลกเข้ามาทำงานร่วมกับทีมงานไทยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้สามารถตอบสนองต่อลักษณะของธุรกิจระหว่างประเทศที่ต้องมีการฝึกอบรม ประสานงาน และเดินทางระหว่างประเทศอยู่ตลอดเวลา
*ศูนย์รวม Tech Talent สร้างโอกาสคนไทยสู่เวทีโลก
สำรวจเทคโนโลยี

จุดเด่นของธุรกิจ Agoda ในประเทศไทย คือการสร้างพื้นที่ให้บุคลากรทักษะสูงจากทั้งไทยและต่างประเทศได้มาทำงานร่วมกันภายใต้มาตรฐานระดับสากล แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดยปัจจุบันมีพนักงานในประเทศไทยกว่าครึ่งเป็นคนไทย ส่วนพนักงานต่างชาติประมาณ 2,000 คนมาจากกว่า 80 ประเทศ

โดยการตั้งฐานธุรกิจลักษณะนี้ ในประเทศไทยเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าถึงงานด้านเทคโนโลยีและธุรกิจที่มีความซับซ้อน ตั้งแต่ Software Engineering, Data Science และ AI ไปจนถึง Product Management การตลาด และการบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ พร้อมเรียนรู้กระบวนการทำงาน มาตรฐาน และวิธีการแก้ปัญหาในระดับโลก รวมทั้งสร้างเครือข่ายกับบุคลากรจากหลากหลายประเทศ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่สามารถต่อยอดได้ตลอดเส้นทางอาชีพ ขณะที่คุณภาพชีวิตและสภาพแวดล้อมที่เปิดกว้างของกรุงเทพฯ ช่วยดึงดูดบุคลากรนานาชาติและขยายฐาน Tech Talent ในไทยอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ Agoda ยังให้ความสำคัญกับการสร้างบุคลากรรุ่นใหม่และเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษา ผ่านโครงการ Tech Camp Day ซึ่งเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เข้ามาเรียนรู้และสัมผัสการทำงานด้านเทคโนโลยี โดยจัดปีละ 3 ครั้ง ครั้งละกว่า 100 คน ควบคู่กับโครงการฝึกงานที่เปิดรับนักศึกษากว่า 500 คนต่อปี จากมหาวิทยาลัยกว่า 10 แห่ง และเปิดโอกาสให้นักศึกษาฝึกงานสมัครเข้าทำงานกับบริษัท หลังสิ้นสุดการฝึกงาน

โดยปัจจุบันมีนักศึกษาฝึกงานกว่า 20% ที่ได้เข้าทำงานต่อกับ Agoda สะท้อนการสร้างเส้นทางพัฒนาบุคลากร ตั้งแต่ระดับมหาวิทยาลัยไปสู่การทำงานจริงในธุรกิจเทคโนโลยี
“การที่บริษัทระดับโลกอย่าง Agoda เลือกประเทศไทยเป็นฐานหลักสำหรับงานด้านเทคโนโลยีที่ใช้บุคลากรทักษะสูง เป็นตัวอย่างความสำเร็จในการดึงดูดการลงทุนในธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคนและองค์ความรู้การลงทุนลักษณะนี้ ไม่เพียงสร้างงานที่มีคุณค่าสูง แต่ยังเปิดโอกาสให้คนไทยได้ทำงานร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลก เรียนรู้มาตรฐานระดับสากล และขยายเครือข่ายวิชาชีพ รวมถึงเปิดเส้นทางให้คนรุ่นใหม่เข้าสู่งานด้านเทคโนโลยี ผ่านความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและโครงการฝึกงาน ประสบการณ์และความรู้ระดับโลกที่บุคลากรไทยได้รับในวันนี้ จะพัฒนาเป็นทักษะสำคัญที่นำไปต่อยอดในชีวิตการทำงาน คนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างธุรกิจใหม่ และพัฒนาประเทศในระยะยาวต่อไป” นายนฤตม์ กล่าว

นาย Omri Morgenshtern ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Agoda กล่าวว่า การทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเปิดโอกาสให้บุคลากรไทยเรียนรู้มาตรฐาน เครื่องมือ และวิธีการทำงานจากทีมงานนานาชาติ ประสบการณ์เหล่านี้สามารถต่อยอดสู่การพัฒนาธุรกิจใหม่ การสร้างสตาร์ทอัพ และการยกระดับองค์กรในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยกระจายองค์ความรู้และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/รัชดา คงขุนเทียน

ที่มา : https://www.infoquest.co.th/2026/660035

ผู้กำกับ “2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ”!! “2475 Dawn of Revolution” ถูกจับตาเวทีวิชาการ ‘วิวัธน์’ สวนสื่อ–นักวิชาการต่างชาติ หลังหนัง 2475 ถูกโยงปฏิบัติการข่าวสารกองทัพ ผู้กำกับย้ำต้องแยกการตีความกับหลักฐาน

ผู้กำกับหนัง ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โต้สื่อ–นักวิชาการต่างชาติ ปมโยงหนังกับ IO กองทัพ ย้ำ!! สร้างจากเจตจำนงตัวเอง ไม่ใช่ใครสั่ง

‘วิวัธน์ จิโรจน์กุล’ สวนกลับ หลังหนังแอนิเมชัน 2475 ถูกนำไปวิเคราะห์ในเวทีวิชาการนานาชาติ ตั้งคำถามรู้จักผู้สร้างดีแค่ไหน ก่อนทิ้งท้าย “พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว”

(9 ต.ค. 69) นายวิวัธน์ จิโรจน์กุล ผู้กำกับหนังแอนิเมชันเรื่อง ‘2475 Dawn of Revolution’ หรือ ‘2475 รุ่งอรุณแห่งการปฏิวัติ’ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความคิดเห็นต่อกรณีที่สื่อและนักวิชาการต่างประเทศนำภาพยนตร์ของตนไปวิเคราะห์และเชื่อมโยงกับปฏิบัติการข่าวสาร หรือ IO ของกองทัพไทย โดยตั้งข้อสังเกตว่าหลายฝ่ายยังคงยึดโยงกับกรอบการนำเสนอของสำนักข่าวประชาไท ซึ่งเคยรายงานความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทผู้ผลิตกับการรับงานจากกองทัพบก

โดยนายวิวัธน์ระบุข้อความว่า

“สนุกดีครับ การที่สื่อและนักวิชาการทั่วโลก มองไม่ออกเลยว่า แอนิเมชัน 2475 กำเนิดขึ้นมาอย่างไร และยังคงย้ำคิดย้ำทำกับ narrative ที่เริ่มต้นจาก ประชาไท เป็นหลัก ว่า ผู้ผลิตมีความเชื่อมโยงกับกองทัพ(รับงานผลิตสื่อ)

การที่คุณมองไม่ออกเลย หรือ พยายามหลอกตัวเอง และสังคมให้เชื่อว่า มันต้องมีหน่วยงานสั่งให้ทำ เพื่อจัดทำและป้อนชุดข้อมูลไอโอต่างๆ แน่ๆ มันไม่ได้สร้างขึ้นมาโดยเจตจำนงของคนที่อยากจะทำ ต่อให้ผมพูดความจริงแค่ไหน คุณก็ไม่เชื่อ

พวกคุณก็เล่นกับผมยากหน่อยแล้ว เพราะพวกคุณไม่รู้อะไรเกี่ยวกับผมเลย 555555555”

ทั้งนี้ นายวิวัธน์เคยให้สัมภาษณ์กับ THE STATES TIMES เมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โดยยืนยันว่าภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวไม่ได้รับงบประมาณจากกองทัพหรือรัฐบาล แม้บริษัทผู้ผลิตจะเคยรับงานผลิตสื่อให้กองทัพจริง แต่เป็นงานคนละส่วนกับโครงการภาพยนตร์ ซึ่งเจ้าตัวระบุว่าเกิดจากความตั้งใจของทีมผู้สร้างที่ใช้เวลาศึกษาข้อมูลและพัฒนาผลงานมาหลายปี

สำหรับภาพยนตร์ ‘2475 Dawn of Revolution’ ได้รับความสนใจจากแวดวงวิชาการต่างประเทศ โดยมีการกล่าวถึงในงานศึกษาด้านความทรงจำทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทย รวมถึงบทความวิชาการในวารสาร Modern Asian Studies ของ Cambridge University Press ตลอดจนการอ้างถึงงานวิจัยและเวทีประชุมทางวิชาการที่ประเทศญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม การนำภาพยนตร์ไปวิเคราะห์ในเชิงอุดมการณ์ กับการกล่าวอ้างว่ามีหน่วยงานรัฐเป็นผู้สั่งผลิตหรือสนับสนุนเงินทุน เป็นประเด็นที่แตกต่างกัน โดยการพิสูจน์ความเชื่อมโยงดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับโครงการภาพยนตร์โดยตรง

กรณีนี้จึงกลับมาเป็นประเด็นถกเถียงอีกครั้ง หลังผู้กำกับหนัง 2475 ออกมาตอบโต้การตีความของสื่อและนักวิชาการต่างประเทศ พร้อมยืนยันว่าเบื้องหลังการสร้างภาพยนตร์ไม่ได้เป็นไปตามข้อสันนิษฐานของผู้วิพากษ์วิจารณ์ และเจ้าตัวได้ชี้แจงถึงที่มาของผลงานมาแล้วหลายครั้ง

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร

เรื่องไทยพีบีเอสจ้างพิธีกร จ้างแบบเจาะจงนั้น ถูกหรือแพงอยู่ที่คนชอบ ถ้าคนชอบ คำ ผกา อาจจะบอกว่าจ้างตอนละแสน ยังถูกไป ส่วนคนเกลียด บอกว่าเอาไปเลี้ยงหมาจรจัด คุ้มค่า

แต่สิ่งที่สังคมครหา คือระบบอำมาตย์ธิปไตยในองค์กร ระบอบอุปถัมป์ ประชาชนดูออกว่าคุณพวกไหน เอาเงินภาษีบาปไปจ้าง

พวกคุณไม่อายเหรอเที่ยวด่านักการเมืองสารเลว แต่ที่พวกคุณทำห่มจีวร นักกิจกรรม นักต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม สถาปนาตัวเองเป็นนักบุญ ชี้นิ้วพิพากษาคนอื่นเก่ง
อย่าผูกขาดสื่อสาธารณะโดยคนกลุ่มเดียวตลอดอายุขัยของช่อง

คำ ผกา พิธีกรชื่อดังสายสีแดง

ที่มา : https://www.facebook.com/100005019767677/posts/3937460233097930/?rdid=MWEmCSeCx0CdsPbt#

เทควันโดพุมเซ่ไทยมาแรง!! เปิดเทควันโดพุมเซ่ชิงแชมป์ประเทศไทยที่โคราชสุดคึกคัก นักกีฬาร่วมกว่า 900 คน ประลองเกือบ 2,000 อีเวนต์ “บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ โชว์ฟอร์มแชมป์โลก เฉือน “หมูปิ้ง” นาวิน ซิวแชมป์ประเทศไทย

เปิดเทควันโด พุมเซ่ ชิงแชมป์ประเทศไทย ที่โคราช สุดคึกคัก เหล่าจอมเตะแห่ร่วมประลอง มากถึง 2,000 อีเว้น “เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร หัวใจฟู เผยปีนี้ปีทอง พุมเซ่ ทั้ง 3 แชมป์โลก และ 2 เหรียญประวัติศาสตร์ เอเขี่ยนเกมส์ สร้างกระแสวงการอย่างมาก พร้อมไฟเขียวให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ และแค่วันแรก ล็อคพัง บีเอ็ม เขียวลายเลิศ แชมป์โลก พิชิต “หมูปิ้ง”นาวิน ปิฑะสูตรืเหรียญ อชก. คว้าแชมป์ประเทศไทย ไปครอง

การแข่งขันเทควันโด รสยการ จี เอช แบงค์ เทควันโดชิงชนะเบิศแห่งประเทศไทย ประจำปี 2569 ประเภทพุมเซ่ ณ เทอร์มินอล ฮอลล์ ชั้น4 ศูนย์การค้าเทอร์มินัล 21 โคราช จ.นครราชสีมา โดยเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 69 เป็นการแข่งขันวันแรก ซึ่งพิธีเปิดการแข่งขัน มีน.ส.วณิฐารัตน์ บุญศุภนิตย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานสื่อสารการตลาดและภาพลักษณ์องค์กร ธนาคารอาคารสงเคราะห์ มาเป็นประธานเปิดการแข่งขัน พร้อมด้วยนายธนฑิตย์ รักตะบุตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดแห่งประเทศไทย, นายมนัส สุวรรณรินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา, นายก้องกฤษฏิ์ จึงสงวนพรสุข รองเลขาฯสมาคมกีฬาเทควันโด มาร่วมในพิธีเปิดท่ามกลางนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากกว่า 1,500 คน

“เลขาบิ๊ก”ธนฑิตย์ รักตะบุตร เลขาธิการสมาคมกีฬาเทควันโดฯกล่าวว่า วันนี้เห็นนักกีฬาและผู้ปกครองมาร่วมการแข่งขัน จีเอชแบงค์ เทควันโด พุมเซ่ ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยจำนวนมากแล้วรู้สึกประทับใจ นับว่าเป็นการจัดพุมเซ่ ในต่างจังหวัด ที่ เทอร์มินอล 21 โคราช เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ดี และที่สำคัญ ปีนี้มีนักกีฬาสมัครมาร่วมการแข่งขันจำนวนมากถึงกว่า 900 คน โดยมีอีเว้นประลองร่วม 2,000 รายการ จากเดิมปีที่แล้ว 1,400 เพิ่ม ทำให้ต้องขยายวันแข่งขันเป็น 4 วัน ซึ่งก็ต้องบอกว่า กระแสเทควันโดพุมเซ่ ดีมาก และยิ่งนักกีฬาทีมชาติไปคว้าผลงานในชิงแชมป์โลก คว้ามาถึง 3 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง แถมในเอเชี่ยนเกมส์ ยังสร้างประวัติศาสตร์ คว้ามาได้ 1 เหรียญเงิน 1 เหรียญทองแดง ทำให้ความนิยมพุมเซ่ ดีมาก โดยในรายการชิงแชมป์ประเทศไทยปีนี้ ทางสมาคมได้เปิดโอกาสให้นักกีฬาทีมชาติลงแข่งขันได้ ทำให้คึกคักมากขึ้นไปอีก ซึ่งรายการใหญ่ระดับประเทศเกิดขึ้นได้ดีขนาดนี้ ก็ต้องขอขอบคุณ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผู้สนับสนุนหลักของสมาคม รวมถึง ปตท., สิงห์, โค้ก หาดทิพย์, เมืองไทยประกันชีวิต และ เอฟบีที

ด้านการแข่งขันวันแรก เหล่านักกีฬาทีมชาติไทยต่างลงประลองกันจำนวนมาก โดยคู่ไฮไลท์ รอบชิงชนะเลิศ พุมเซ่ เดี่ยวชาย รุ่นอายุ 18-30 ปีระหว่าง”บีเอ็ม” ธนา เขียวลายเลิศ ดีกรีเหรียญทองชิงแชมป์โลก พุมเซ่ คู่ผสม รุ่นอายุไม่เกิน 30 ปี จาก สโมสร เพชรสยามเทควันโด ที่โชว์ผลงานได้ยอดเยี่ยม เอาชนะ “หมูปิ้ง” นาวิน ปินฑะสูตร ดีกรีเหรียญเงิน เอเชียนเกมส์ พุมเซ่ เดี่ยวชาย จากสโมสร เจซี เทควันโด ไปด้วยคะแนน 18.266 – 18.232

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10430893

9 ตุลาคม ของทุกปี ตรงกับ ‘วันไปรษณีย์โลก’ ย้อนรำลึกวันวาน วันสถาปนาสหภาพไปรษณีย์สากล แต่เดิมส่งจดหมายระหว่างประเทศยาก สร้างสรรค์ความสัมพันธ์ผ่านตัวอักษร

วันไปรษณีย์โลก (World Post day) จะมีขึ้นทุกปีในวันที่ 9 ตุลาคม เพื่อเป็นการระลึกถึง วันเริ่มก่อตั้งสหภาพไปรษณีย์สากล

ก่อนที่จะมีสหภาพไปรษณีย์สากล การที่ประเทศหนึ่งจะแลกเปลี่ยนไปรษณีย์กับประเทศอื่นได้ต้องมีการทำสนธิสัญญากับแต่ละประเทศคู่สัญญา อีกทั้งการส่งจดหมายระหว่างประเทศมักต้องติดแสตมป์ของประเทศต่าง ๆ ที่จดหมายเดินทางผ่าน จึงมีการเรียกร้องให้มีการประชุมนานาชาติในเรื่องนี้ จนกระทั่ง เมื่อ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2417 ในการประชุมที่กรุงเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้ลงนามในสนธิสัญญาเบิร์น จัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศได้สำเร็จ ใช้ชื่อว่า สหภาพไปรษณีย์ทั่วไป และในการประชุมไปรษณีย์สากลสมัยถัดไป พ.ศ. 2421 (ค.ศ. 1878) ที่กรุงปารีส เห็นว่าจำนวนสมาชิกเพิ่มมากขึ้น จึงได้ลงมติเปลี่ยนมาใช้ชื่อ สหภาพไปรษณีย์สากล Universal Postal Union จนถึงปัจจุบัน

ต่อมาในปี พ.ศ. 2512 สมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ได้กำหนดให้วันที่ 9 ตุลาคม เป็นวันไปรษณีย์โลก World Post Day และประเทศสมาชิกตกลงร่วมกันที่จะเฉลิมฉลองในโอกาสนี้โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเขียนจดหมาย อันเป็นการสร้างสัมพันธภาพ และเสรีภาพผ่านตัวอักษร โดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือศาสนา ให้ทุกคนบนโลกใบนี้สามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้อย่างทั่วถึง

ดราม่าข้าวกล่องน้ำท่วมลามโรงพัก!! 'ช่อ' และ 'สส.เดฟ' แจ้งความที่นนทบุรี หลังถูกกล่าวหาใช้ข้าวทหารแจกของพรรค หวังหยุดปลุกปั่นเหตุการณ์น้ำท่วม ย้ำร่วมมือช่วยเหลือประชาชนเต็มที่

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ “ช่อ” แกนนำคณะก้าวหน้าและผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน, นายวุฒากร นุตยกุล หรือ “สส.เดฟ” สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยทนายความ ได้นำเอกสารหลักฐานเข้าแจ้งความ ที่สภ.รัตนาธิเบศร์ จ.นนทบุรี หลังมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ดราม่าข้าวกล่อง โดยระบุว่า “ด่าพรรคอื่นว่าแจกของไม่ใช้เงินตัวเอง แต่พรรคมึงเอาอาหารของหน่วย 904 ไปแจกแต่ถ่ายรูปเคลมเป็นของพรรคตัวเอง ไม่เหี้_จริงทำไม่ได้นะแบบนี้”

นายวุฒากร หรือ “สส.เดฟ” กล่าวว่า ในช่วงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง สส.พรรคประชาชน และหน่วยงานต่างๆ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ได้ร่วมมือกันลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างเต็มที่ แต่กลับมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสนำภารกิจความช่วยเหลือดังกล่าวไปปลุกปั่นให้เกิดความเข้าใจผิด และสร้างประเด็นขัดแย้งในสังคม

ด้าน น.ส.พรรณิการ์ หรือ “ช่อ” ​กล่าวเสริมถึงสาเหตุในการตัดสินใจแจ้งความว่า โดยปกติการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ สส. หรือนักการเมืองถือเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ แต่กรณีนี้เป็นการฉกฉวยสถานการณ์ความเดือดร้อนของประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหารมาปลุกปั่นเพื่อสร้างความเกลียดชังทางกรเมือง ซึ่งการทำงานในพื้นที่เป็นการประสานงานร่วมกันระหว่าง สส. และเจ้าหน้าที่ทหาร เนื่องจากกำลังพลทหารมีรถสูงและเรือในการเข้าถึงพื้นที่ แต่มักไม่คุ้นเคยกับตรอกซอกซอยในปริมณฑล ขณะที่ สส. และทีมงานในพื้นที่มีข้อมูลชุมชน กลุ่มผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และคนชรา ทำให้การปฏิบัติงานร่วมกันเป็นไปได้ด้วยดี

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน และตนเอง ได้ลงพื้นที่ไปช่วยแจกอาหารและทำครัวร่วมกับ สส.เดฟ เพียงไม่กี่ชั่วโมง กลับปรากฏภาพและข้อความในโซเชียลมีเดียกล่าวหาว่าพวกตน “ขโมยข้าวทหารไปแจก” หรือ “แอบอ้างข้าวกล่อง 904” ซึ่งตนยืนยันว่าข้าวกล่องดังกล่าวไม่มีสัญลักษณ์ใดๆ ที่ระบุว่าเป็นของหน่วย 904 ตามที่มีการกล่าวอ้าง
​
น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่า การแจ้งความครั้งนี้เพื่อปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย และหวังว่าในยามวิกฤตที่ประชาชนกำลังเดือดร้อนจากภัยน้ำท่วม ทุกฝ่ายควรมุ่งเน้นไปที่การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่าการนำประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองมาบิดเบือนสร้างความเกลียดชัง สำหรับผู้ที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีในครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้โพสต์และผู้ร่วมเผยแพร่ข้อความบิดเบือน ทั้งหมด 3 ราย ซึ่ง น.ส.พรรณิการ์ ระบุว่าบุคคลเหล่านี้ยังคงโพสต์ข้อความใส่ร้ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการชี้แจงข้อเท็จจริงไปแล้วก็ตาม

ที่มา :https://mgronline.com/crime/detail/9690000097205

'คริสติน' ตอบชัด ไม่เคยปิดบังว่าเป็นไบเซ็กชวล!! ดราม่าความรัก “คริสติน–แอมมี่ The Bottom Blues” เปิดใจเรื่องรักและตัวตน หลังแฟนคลับบางส่วนไม่พอใจ วิจารณ์ความคาดหวังในชีวิตรัก เรียกร้องความเคารพและเข้าใจจากแฟนคลับ

“คริสติน” ลั่นเป็นไบเซ็กชวลมาตลอด งงคบผู้หญิงมีแต่คำชื่นชม แต่พอคบผู้ชายกลายเป็นผู้หญิงสำส่อนซะงั้น

เปิดตัวคบกันมาได้พักนึงแล้วสำหรับ “คริสติน กุลสตรี” และ นักร้องหนุ่มเซอร์ “แอมมี่ Bottom Blues” ที่ล่าสุดคริสตินลงภาพหวานพร้อมคำอวยพรวันเกิดแอมมี่

“สุขสันต์วันเกิดนะ Ammy 🎂 หวังว่าเธอจะรู้สึกดีขึ้นในเร็วๆ นี้ และขอให้หลังจากนี้มีแต่สิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิตนะ

เราสองคนต่างก็ผ่านอะไรมามากมายในแบบของตัวเอง และไม่ว่าโลกจะโหดร้ายหรือแย่แค่ไหน ฉันหวังว่าเราจะไม่ลืมที่จะอ่อนโยนและใจดีต่อกัน โดยเฉพาะในวันที่เราต่างต้องการสิ่งเหล่านั้นมากที่สุด เธอสมควรได้รับความรักเสมอ ❤️” 

เรื่องนี้ทำเอาแฟนคลับต่างชาติไม่พอใจกับสิ่งนี้ เพราะที่ผ่านมาพวกเขารู้จักเธอในสถานะนักแสดงซีรีส์เกิร์ลเลิฟ ซึ่งที่ผ่านมาเธอยอมรับว่าเธอเป็นไบเซ็กชวล(คบกับผู้หญิงก็ได้ผู้ชายก็ได้) และคริสตินไม่ปล่อยเรื่องนี้ให้ผ่านไป เธอได้ชี้แจงผ่านโซเชียลดังนี้….

“ฉันไม่เคยปิดบังเรื่องชีวิตรักของตัวเอง และไม่เคยโกหกคนที่ติดตามฉันเลย ฉันเปิดเผยมาโดยตลอดว่าฉันเป็นไบเซ็กชวล และฉันก็รู้อยู่แล้วว่าสักวันหนึ่งอาจต้องเจอกับเรื่องแบบนี้ หากวันหนึ่งฉันมีแฟนเป็นผู้ชาย

ฉันแค่อยากพูดเรื่องนี้ เพียงครั้งเดียว และครั้งเดียวเท่านั้น ขอบคุณทุกคนที่ยังอยู่ตรงนี้และยังคอยสนับสนุนฉันเสมอ

ส่วนใครที่รู้สึกไม่สบายใจหรือไม่เห็นด้วยกับเรื่องความรักของฉัน ก็ไม่เป็นไรเหมือนกัน 

บางครั้งฉันก็อดขำไม่ได้ว่า เวลาฉันคบผู้หญิง ฉันกลับได้รับคำชื่นชมและการสนับสนุน แต่ทันทีที่ฉันคบผู้ชาย ฉันกลับกลายเป็น 'ผู้หญิงสำส่อน' ขึ้นมาเสียอย่างนั้น

ท้ายที่สุดแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะยังรักและสนับสนุนฉันจากผลงานของฉัน และจากการแสดงที่พวกคุณติดตามและสนับสนุนมาตั้งแต่วันแรก

ฉันไม่สามารถควบคุมได้ว่าแต่ละคนจะคิดหรือรู้สึกอย่างไร แต่ฉันหวังว่า ก่อนที่เราจะพิมพ์คอมเมนต์อะไรลงไป เราทุกคนจะนึกถึงเสมอว่า อีกด้านหนึ่งของหน้าจอนั้นมีมนุษย์คนหนึ่งอยู่

ฉันไม่ได้ขอให้ทุกคนเห็นด้วยกับชีวิตรักของฉัน แต่อยากขอเพียงให้เคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน” 

ที่มา : https://mgronline.com/entertainment/detail/9690000097673

‘ประเสริฐ’ เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้!! ขยายโอกาสด้านอาชีวะ เดินหน้าภาษาเกาหลีและอีสปอร์ต ยกระดับทักษะเชื่อมโยงอุตสาหกรรม ร่วมมือไทย-เกาหลีใต้เพื่ออนาคตเยาวชน

“ประเสริฐ” เดินหน้าความร่วมมือไทย–เกาหลีใต้ พัฒนากำลังคนอาชีวะ ขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลี และต่อยอดอีสปอร์ตเพื่อการศึกษา

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ เดินทางไปกรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี เพื่อเข้าร่วมการประชุมหารือความร่วมมือด้านอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน พร้อมหารือความร่วมมือด้านการศึกษากับโรงเรียน Mirim Meister High School สถาบันวิจัยการศึกษาและฝึกอบรมอาชีวศึกษาแห่งเกาหลี (KRIVET) และมูลนิธิการศึกษาภาษาเกาหลีนานาชาติ (IKEF)

นายประเสริฐกล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะสอดคล้องกับโลกการทำงานและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี จึงเดินหน้าขยายความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้และแนวทางที่เป็นประโยชน์มาต่อยอดการเรียนการสอน และเพิ่มโอกาสให้ผู้เรียนไทยนำทักษะไปใช้ในการทำงานได้จริง

ในการหารือด้านอาชีวศึกษา ฝ่ายไทยเสนอขยายเครือข่ายความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาไทยและเกาหลี โดยต่อยอดจากความร่วมมือระหว่างวิทยาลัยเทคนิคมีนบุรีกับโรงเรียน Mirim Meister High School ซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ทั้งการแลกเปลี่ยนครูและนักเรียน ตลอดจนการพัฒนาหลักสูตรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) คอมพิวเตอร์ และการออกแบบ

ฝ่ายเกาหลีพร้อมร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พัฒนาหลักสูตรที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง เชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และประยุกต์ใช้ AI ในงานออกแบบ โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีทักษะที่ใช้ได้จริงและมีเส้นทางสู่อาชีพหลังสำเร็จการศึกษา

ส่วนด้านภาษาและวัฒนธรรม กระทรวงศึกษาธิการหารือกับมูลนิธิ IKEF เพื่อสนับสนุนหลักสูตรภาษาเกาหลีฉบับภาษาไทย พัฒนาครูผู้สอน และส่งเสริมการเรียนรู้ทั้งทางออนไลน์และรูปแบบผสมผสาน โดยมีแนวทางขยายโอกาสเรียนภาษาเกาหลีไปยังหน่วยงานในสังกัด ศธ. และประชาชนทั่วไป สพฐ. จะต่อยอดความร่วมมือในโรงเรียน ขณะที่ สกร. สนใจพัฒนาหลักสูตรระยะสั้น เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ได้กว้างขึ้น

การหารือครั้งนี้สะท้อนแนวทางของกระทรวงศึกษาธิการในการเชื่อมการศึกษากับทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และโอกาสการทำงาน ควบคู่กับการส่งเสริมอีสปอร์ตเพื่อการศึกษาและการพัฒนาเด็กและเยาวชน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อเตรียมกำลังคนไทยให้พร้อมสำหรับอนาคต

ที่มา : https://www.facebook.com/R.pradenrath/posts/pfbid033dyejKWAWfDa2WaH1Jn6MA44AcHrBdVv3hjC1uG9sB2CMgcetWhyh5U11HsjSCBZl?rdid=iKZKbhsN75cAVck3#

ประวัติและการศึกษาของคริสตาลินา จอร์จีวา ผู้นำ IMF

จากนักวิชาการบัลแกเรีย ผู้จบโทและเอกเศรษฐศาสตร์ สู่ผู้บริหารองค์กรการเงินโลก

คริสตาลินา จอร์จีวา (Kristalina Georgieva) นักเศรษฐศาสตร์ชาวบัลแกเรีย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2019 ก่อนได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งวาระที่สองเป็นเวลา 5 ปี เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2024 พร้อมทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริหาร IMF เส้นทางของเธอเริ่มจากแวดวงวิชาการ ก่อนก้าวสู่การบริหารธนาคารโลก คณะกรรมาธิการยุโรป และองค์กรการเงินระหว่างประเทศ 

จอร์จีวาเกิดในกรุงโซเฟีย ประเทศบัลแกเรีย เมื่อปี 1953 โดยมีพื้นฐานการศึกษาจาก University of National and World Economy (UNWE) ในกรุงโซเฟีย ซึ่งเป็นสถาบันที่เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอก และเคยทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย [2]

การศึกษาระดับตรี โท และเอก

ปริญญาตรี — ประวัติทางการของ IMF และเอกสารประวัติที่เผยแพร่ผ่านรัฐสภายุโรปไม่ได้ระบุชื่อวุฒิหรือปีสำเร็จการศึกษาแยกไว้ จึงยังไม่สามารถยืนยันรายละเอียดระดับปริญญาตรีจากเอกสารเหล่านี้ได้

ปริญญาโท — เธอสำเร็จการศึกษา Master of Arts (M.A.) สาขา Political Economy and Sociology หรือเศรษฐศาสตร์การเมืองและสังคมวิทยา จาก UNWE ในปี 1976 หรือ พ.ศ. 2519

ปริญญาเอก — เธอสำเร็จการศึกษาระดับ Ph.D. ด้าน Economic Sciences จากมหาวิทยาลัยเดียวกันในปี 1986 หรือ พ.ศ. 2529 โดยทำวิทยานิพนธ์เรื่อง “นโยบายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา” แสดงให้เห็นถึงความสนใจด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมตั้งแต่ช่วงต้นของเส้นทางวิชาการ

จอร์จีวายังเคยเป็นนักวิชาการรับเชิญที่ London School of Economics (LSE) และ Massachusetts Institute of Technology (MIT) รวมถึงผ่านหลักสูตรประกาศนียบัตรด้านการเงินธุรกิจที่ Harvard Business School ในปี 1997 และหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารของธนาคารโลกที่สถาบันเดียวกันในปี 1998 ทั้งหมดเป็นประสบการณ์วิชาการและการอบรมเพิ่มเติม ไม่ใช่วุฒิปริญญาจากสามสถาบันดังกล่าว [2][3]

จากอาจารย์มหาวิทยาลัยสู่ธนาคารโลกและคณะกรรมาธิการยุโรป

หลังทำงานในแวดวงวิชาการ จอร์จีวาเข้าร่วมธนาคารโลกในปี 1993 ในฐานะนักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม ก่อนรับตำแหน่งบริหารด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาที่ยั่งยืน กระทั่งขึ้นเป็นรองประธานและเลขาธิการองค์กรในปี 2008 ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างผู้บริหาร คณะกรรมการ และประเทศผู้ถือหุ้น 

ต่อมา เธอทำงานในคณะกรรมาธิการยุโรป รับผิดชอบด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และการรับมือวิกฤต ก่อนดำรงตำแหน่งรองประธานด้านงบประมาณและทรัพยากรบุคคล ดูแลงบประมาณประมาณ 161,000 ล้านยูโร และบุคลากรราว 33,000 คน โดยมีบทบาทในช่วงวิกฤตหนี้ยูโรโซนและวิกฤตผู้ลี้ภัยปี 2015

จอร์จีวากลับมาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารธนาคารโลก ระหว่างเดือนมกราคม 2017 ถึงกันยายน 2019 และเป็นรักษาการประธานกลุ่มธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึง 8 เมษายน 2019 ก่อนเข้ารับตำแหน่งผู้นำ IMF ในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน

บริหาร IMF ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลก

การทำงานของเธอที่ IMF ครอบคลุมช่วงการระบาดของโควิด-19 สงคราม ความขัดแย้ง และวิกฤตค่าครองชีพ ในประกาศแต่งตั้งสู่วาระที่สองเมื่อเดือนเมษายน 2024 คณะกรรมการบริหาร IMF ระบุว่า นับตั้งแต่เริ่มการระบาด องค์กรได้อนุมัติเงินสนับสนุนใหม่มากกว่า 360,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่ 97 ประเทศ และจัดสรรสิทธิพิเศษถอนเงิน หรือ SDR มูลค่าเทียบเท่า 650,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเสริมสภาพคล่องและทุนสำรองระหว่างประเทศ

ภายใต้การนำของจอร์จีวา IMF ยังพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนด้านความยืดหยุ่นและความยั่งยืน รวมถึงร่วมจัดตั้งเวทีหารือหนี้สาธารณะระดับโลก เพื่อช่วยให้การปรับโครงสร้างหนี้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและคาดการณ์ได้มากขึ้น ขณะที่การทำงานในวาระที่สองยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพเศรษฐกิจและการเงิน การให้คำแนะนำเชิงนโยบาย และการสนับสนุนประเทศสมาชิก

แหล่งอ้างอิง

IMF ประกาศแต่งตั้งวาระที่สอง 12 เมษายน 2024

https://www.imf.org/en/news/articles/2024/04/12/pr24113-imf-executive-board-selects-kristalina-georgieva-to-serve-a-second-term-as-managing-director

IMF ประวัติ Kristalina Georgieva

https://www.imf.org/en/about/senior-officials/bios/kristalina-georgieva

รัฐสภายุโรป ประวัติและการศึกษา Kristalina Georgieva

https://www.europarl.europa.eu/meetdocs/2009_2014/documents/dase/dv/dase0614_georgieva-cv_/dase0614_georgieva-cv_en.pdf

ธนาคารโลก ประวัติ Kristalina Georgieva

https://blogs.worldbank.org/en/team/k/kristalina-georgieva

ประวัติ Ajay Banga ประธานธนาคารโลก

จากผู้บริหาร Mastercard สู่ผู้นำองค์กรการพัฒนาระดับโลก

Ajay Banga หรือ อเจย์ บังกา นักบริหารชาวอเมริกันเชื้อสายอินเดีย เป็นประธานกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) คนที่ 14 เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2023 ด้วยวาระ 5 ปี หลังสั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจข้ามชาติ ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค การเงิน และการลงทุน

บังกามีชื่อเต็มว่า Ajaypal Singh Banga เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 1959 ในประเทศอินเดีย เติบโตในครอบครัวชาวซิกข์ โดยบิดาเป็นนายทหารระดับพลโท เขาจบปริญญาตรีด้านเศรษฐศาสตร์จาก St. Stephen’s College มหาวิทยาลัยเดลี ก่อนสำเร็จหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการจัดการจาก IIM Ahmedabad ในปี 1981

เขาเริ่มทำงานที่ Nestlé India ในปี 1981 และอยู่ประมาณ 13 ปี ก่อนย้ายไป PepsiCo จากนั้นเข้าสู่ภาคการเงินกับ Citigroup ในปี 1996 และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง ต่อมาดำรงตำแหน่งประธานและ CEO ของ Mastercard ก่อนเป็นรองประธานบริษัทลงทุน General Atlantic

ที่ Mastercard บังกาผลักดันการเข้าถึงบริการทางการเงินให้เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์บริษัท และก่อตั้ง Mastercard Center for Inclusive Growth เพื่อสนับสนุนโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทั่วถึง เขายังเคยเป็นประธานหอการค้านานาชาติ (ICC) ระหว่างปี 2020–2022 และได้รับรางวัล Padma Shri ของอินเดียในปี 2016

ในฐานะประธานธนาคารโลก บังกาให้ความสำคัญกับการสร้างงาน การลดความยากจน และการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมผลักดันให้องค์กรทำงานรวดเร็วขึ้น เพิ่มขีดความสามารถในการให้เงินทุน และดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อขยายโอกาสทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนา

แหล่งข้อมูล

World Bank Group ประวัติ Ajay Banga
https://www.worldbank.org/ext/en/who-we-are/leadership/ajay-banga

World Bank ประกาศแต่งตั้ง 3 พฤษภาคม 2023

https://www.worldbank.org/en/news/press-release/2023/05/03/ajay-banga-selected-14th-president-of-the-world-bank

IIM Ahmedabad ประวัติศิษย์เก่า
https://www.iima.ac.in/node/19997

CFO บ้านปูตอกย้ำภาวะผู้นำหญิงไทย!! นางสาวอริศรา ติด Most Powerful Women Asia ติดต่อกัน 3 ปีซ้อนจาก Fortune ควบรวมบ้านปู พร้อมเสริมแกร่งการเงิน เน้นบริหารมีประสิทธิภาพท่ามกลางผันผวน

CFO บ้านปู ติดทำเนียบ Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

นางสาวอริศรา สกุลการะเวก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ติดทำเนียบ Fortune Most Powerful Women Asia ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 

ผลงานที่โดดเด่นของนางสาวอริศราในปี 2569 คือการควบรวมกิจการระหว่างบริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) กับบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) จนเกิดเป็นบริษัทใหม่ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้ชื่อ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) และตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งในปัจจุบัน นางสาวอริศราได้กำกับดูแลการบริหารการเงินของกลุ่มบ้านปูอย่างมีวินัยและประสิทธิภาพ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก 

ปีนี้ นิตยสาร Fortune สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก ได้จัดการประกาศรายชื่อผู้นำหญิง Most Powerful Women Asia เป็นปีที่ 3  โดยพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้นำสตรีจำนวน 100 คนในภูมิภาคเอเชียทั้งเจ้าของกิจการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารระดับสูง สามารถสร้างผลการดำเนินธุรกิจ และมีส่วนผลักดันทิศทางเศรษฐกิจของภูมิภาคในอนาคต จากขนาดและผลการดำเนินงานขององค์กร เส้นทางอาชีพ บทบาทที่สำคัญ นวัตกรรม และการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมในวงกว้าง

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.banpu.com  และ https://www.facebook.com/Banpuofficialth


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top