Monday, 6 July 2026
NEWS

‘สรรเพชญ’ ลุย พ.ร.บ.เดินเรือน่านน้ำไทย!! นำเสนอร่างกฎหมายเดินเรือผ่านวาระแรก เน้นยกระดับความปลอดภัยทางทะเล กำหนดหน่วยงานช่วยชีวิตชัดเจน เสริมสร้างความมั่นใจเดินเรือไทย

“สรรเพชญ” ลุยนำเสนอร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย ผ่านฉลุยวาระแรกรัฐสภา ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยทางทะเลไทย สู่มาตรฐานสากล

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้แทนคณะรัฐมนตรี ได้นำเสนอร่างพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณารับหลักการในวาระแรก โดยผลการลงมติปรากฏว่า มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม 450 คน เห็นชอบ 446 คน ไม่เห็นด้วย 0 คน งดออกเสียง 2 คน และไม่ลงคะแนน 2 คน ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาในวาระแรกด้วยเสียงสนับสนุนอย่างท่วมท้น

นายสรรเพชญ กล่าวว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทย พุทธศักราช 2456 โดยเพิ่มบทบัญญัติเกี่ยวกับการค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ เพื่อให้ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายรองรับการดำเนินงานด้านการค้นหาและช่วยชีวิตทางน้ำอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล ค.ศ. 1974 (SOLAS)

สาระสำคัญของร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบที่ชัดเจนในการกำหนดนโยบาย แผนปฏิบัติการ งบประมาณ การพัฒนาบุคลากร และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับภารกิจค้นหาและช่วยชีวิตผู้ประสบภัยทางน้ำ พร้อมทั้งส่งเสริมการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานภายในประเทศและความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและผู้ประกอบการภาคการขนส่งทางน้ำ โดยเฉพาะในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเรือโดยสาร เรือท่องเที่ยว เรือประมง หรือเรือขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ ยังเป็นการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบความปลอดภัยทางทะเลของประเทศไทย ยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ และสนับสนุนการเติบโตของภาคการขนส่งทางน้ำและการท่องเที่ยวทางทะเล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

กสทช. ลุ้นคุณสมบัติ!! กมธ. วุฒิสภาชี้ขาดคุณสมบัติ นพ.สรณะ ตรวจสอบสถานะมหิดลและรับเงินเอกชน ยังคงเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ รอฟังมติคณะกรรมการสรรหา 26 มิ.ย.

26 มิถุนา ลุ้นอนาคต “ศ.คลีนิค นพ.สรณะ”บนถนน “ประธาน กสทช.”จะขาดคุณสมบัติหรือไม่ เมื่อ กมธ.วุฒิสภา ฟันธงมาแล้วว่า “ขาด”

จากเอกสารหน้า ซึ่งเป็นส่วน “ความเห็นและข้อเสนอแนะ” ของคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เกี่ยวกับข้อร้องเรียน ศ.คลีนิค นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการวิทยุโทรทัศน์วิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) พอจะสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

คณะกรรมาธิการตรวจพบประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

1. การทำหน้าที่แพทย์และการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดล คณะกรรมาธิการได้รับหนังสือยืนยันจากมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ศ.นพ.สรน บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และปฏิบัติหน้าที่ตรวจรักษาผู้ป่วยที่คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในช่วงเวลาหลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.

เอกสารระบุว่า ช่วง 20 ธันวาคม 2564 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “พนักงานมหาวิทยาลัย”

ช่วง 8 มกราคม 2565 ถึง 12 เมษายน 2565 มีสถานะเป็น “แพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง”
ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากการรักษาผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า การยังคงมีสถานะดังกล่าวก่อนการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อาจขัดต่อเงื่อนไขตามกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช. ต้องลาออกจากตำแหน่งหรืออาชีพที่อาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนก่อนเข้ารับตำแหน่ง

2. การรับรายได้จากมหาวิทยาลัยมหิดลและบริษัทเอกชน คณะกรรมาธิการตรวจสอบข้อมูลจากกรมสรรพากรและเอกสารภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90) พบว่า ปีภาษี 2565 มีผู้จ่ายเงินให้ 3 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
3. บริษัท เมอร์ค จำกัด

ปีภาษี 2566 มีผู้จ่ายเงินให้ 2 แห่ง

1. สำนักงาน กสทช.
2. บริษัท เมอร์ค จำกัด

คณะกรรมาธิการระบุว่า บริษัทเมอร์คเป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านเวชภัณฑ์และเคมีภัณฑ์ทางการแพทย์ และปรากฏหลักฐานว่า ศ.นพ.สรณ ได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากบริษัทดังกล่าว

คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่า เป็นหลักฐานสนับสนุนว่าผู้ถูกร้องยังมีการประกอบวิชาชีพหรือมีรายได้จากแหล่งอื่นนอกเหนือจากตำแหน่ง กสทช. ในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง

3. กรณีตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพ คณะกรรมาธิการตรวจสอบพบว่า

-หลังได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็น กสทช.ศ.นพ.สรณยังคงยินยอมให้ธนาคารกรุงเทพเสนอชื่อเป็นกรรมการบริษัท
-ผู้ถือหุ้นได้มีมติเลือกเป็นกรรมการธนาคารกรุงเทพ
-ธนาคารกรุงเทพได้แจ้งตลาดหลักทรัพย์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามขั้นตอน

คณะกรรมาธิการเห็นว่า แม้จะมีการอ้างว่าไม่ได้เข้ารับตำแหน่งหรือมีการแสดงเจตนาลาออกในภายหลัง แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการลาออกที่สมบูรณ์ตามกฎหมายบริษัทมหาชนในช่วงเวลาที่ตรวจสอบ

จึงมีความเห็นว่า ยังคงมีสถานะเป็นกรรมการบริษัทอยู่ และอาจขัดต่อคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง กสทช.

ประเด็นเรื่องช่องรามาแชนแนล คณะกรรมาธิการยังตรวจพบว่า ก่อนเข้าสู่กระบวนการสรรหา กสทช. ศ.นพ.สรณ เคยดำรงตำแหน่งในมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ “Rama Channel”

จึงมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสรรหา กสทช. ในขณะนั้นเคยวินิจฉัยแล้วว่า ไม่เป็นลักษณะต้องห้ามในประเด็นดังกล่าว

ข้อสรุปของคณะกรรมาธิการ คณะกรรมาธิการวุฒิสภาสรุปว่า พยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ทำให้เชื่อได้ว่า
-ศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังคงมีสถานะเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัยมหิดลในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง
-ยังคงปฏิบัติหน้าที่รักษาคนไข้และรับค่าตอบแทน
-มีรายได้จากภาคเอกชน
-ไม่ได้ลาออกจากตำแหน่งกรรมการธนาคารกรุงเทพอย่างสมบูรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด

ดังนั้น คณะกรรมาธิการจึงมีความเห็นว่า

ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 2553 ในหลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งอื่น การประกอบวิชาชีพ และผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดเจนว่า นี่เป็นข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวุฒิสภาที่จัดทำรายงานฉบับนี้ ยังไม่ใช่มติคณะกรรมการสรรหา ที่จะมีการประชุมในวันที่ 26 มิถุนายนนี้ และไม่ใช่คำพิพากษาของศาล และไม่ใช่คำวินิจฉัยสูงสุดที่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยเด็ดขาด เพราะยังอาจมีการตีความข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงแตกต่างกันได้จากหน่วยงานหรือกระบวนการอื่นในภายหลัง

เป็นประเด็นที่จะต้องติดตามกันต่อไปว่ามติกรรมการสรรหาจะออกมาอย่างไร ถ้าออกมาในทางลบ ศ.คลีนิค นพ.สรณ จะฟ้องศาลปกครองต่อหรือไม่….?

ศาลฎีกาไม่เปลี่ยนโทษ!! จำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปีคดีครอบครองระเบิด คุมขังครบ 1,000 วัน ยังต้องถูกคุมต่อ ศาลยืนยันความอันตรายของวัตถุระเบิด คดีที่สองสิ้นสุด ส่วนอีกคดีอยู่ระหว่างอุทธรณ์

 

ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 'ไพฑูรย์' 8 ปี คดีครอบครองระเบิด หลังถูกขังครบ 1,000 วัน

9 มิ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ศาลจังหวัดนนทบุรี นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในคดีของ “ทูน” ไพฑูรย์ (สงวนนามสกุล) วัย 25 ปี กรณีถูกฟ้องตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ เหตุร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครอง จากการถูกจับกุมและตรวจค้นบ้านเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2564 ตามหมายจับและหมายค้นกรณีถูกกล่าวหาว่า ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุมวันที่ 11 ก.ย. 2564 ของ #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก ซึ่งถูกแยกฟ้องเป็นอีกคดีอยู่ที่ศาลอาญา

คดีนี้เดิมมีจำเลย 2 คน คือ ไพฑูรย์ และสุขสันต์ โดยก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องสุขสันต์ ซึ่งไม่ได้ยื่นฎีกา ทำให้คดีในส่วนของสุขสันต์ถึงที่สุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ขณะที่ไพฑูรย์ยื่นฎีกาต่อสู้คดี ล่าสุด ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี โดยไม่รอลงอาญา

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองคนยังถูกคุมขังต่อไปหลังจากถูกมาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือนเศษ หรือเป็นเวลาครบ 1,000 วันแล้ว สำหรับไพฑูรย์นอกจากโทษจำคุกในคดีนีเแล้ว ยังมีคดีของศาลอาญาที่มีโทษจำคุก 33 ปี 12 เดือน ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุก “ไพฑูรย์” 8 ปี

วันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ณ ห้องพิจารณาคดีที่ 4 เวลา 09.38 น. ศาลได้เบิกตัวไพฑูรย์จากเรือนจำกลางบางขวางมายังห้องพิจารณาคดี โดยไพฑูรย์สวมชุดออกศาลระบุข้อความว่า “เรือนจำกลางบางขวาง ออกศาล” ซึ่งเป็นเสื้อคอกลมสีน้ำตาลอ่อนหรือสีลูกวัว คู่กับกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเข้ม พร้อมกับถูกใส่เครื่องพันธนาการ ได้แก่ ตรวนข้อเท้าและกุญแจมือ ไม่ได้สวมรองเท้า และสวมหน้ากากอนามัย อีกทั้งสังเกตได้ว่าไพฑูรย์มีสีผิวที่คล้ำขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย

หลังไพฑูรย์เดินทางมาถึงศาล ทนายความจึงเข้าไปพูดคุยกับไพฑูรย์เกี่ยวกับคดีของเขา ในขณะที่วันนี้มีเจ้าหน้าที่จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่จาก Freedom Bridge และอาสารับฟัง มาร่วมสังเกตการณ์ในวันนี้ด้วย

หลังจากได้พูดคุยกับไพฑูรย์ไม่นาน ศาลจึงขานชื่อให้ไพฑูรย์ยืนขึ้นเพื่อฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งมีเนื้อหาสำคัญโดยสรุป ดังนี้

ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ที่จำเลยที่ 1 (ไพฑูรย์) ฎีกาว่า จำเลยนำเอาประทัดลูกบอลไล่นอกมาประกอบกับวัตถุต่าง ๆ ขึ้นเป็นวัตถุของกลางจำนวน 26 ลูก โดยไม่มีวัตถุส่วนใดมีอานุภาพร้ายแรงและทำลายล้างสูง เพียงแต่มีเสียงดังกว่าประทัดลูกบอลไล่นกเท่านั้น ทำนองว่าวัตถุของกลาง 26 ลูกไม่ใช่วัตถุระเบิดนั้น

เห็นว่า จำเลยให้การรับสารภาพ ข้อเท็จจริงจึงรับฟังตามฟ้องว่าวัตถุของกลางเป็นวัตถุระเบิดที่นายทะเบียนออกใบอนุญาตให้ไม่ได้ อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย และทรัพย์สินของบุคคลอื่นได้ จำเลยเพิ่งยกข้อเท็จจริงขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นฎีกาในข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า ศาลฎีกามีเหตุที่จะเปลี่ยนแปลงดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 หรือไม่ เห็นว่า นอกจากจำเลยมีไว้ครอบครองซึ่งวัตถุระเบิดของกลาง อันเป็นวัตถุอันตรายร้ายแรง สามารถทำอันตรายแก่ชีวิต ทรัพย์สินของผู้อื่นได้โดยง่ายจำนวนมากถึง 26 ลูกแล้ว จำเลยยังมีมีส่วนประกอบอื่นที่จะนำไปประกอบวัตถุระเบิดได้อีก นับว่าเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไป พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยก่อนลดโทษมีกำหนด 12 ปี นั้นเหมาะสมกับความผิดแล้ว และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ลดโทษให้หนึ่งในสาม เพราะเหตุที่จำเลยให้การรับสารภาพหลังสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วก็นับเป็นคุณแก่จำเลยอย่างมาก ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขดุลพินิจในการกำหนดโทษและลดโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้แก่ อิทธิ มุสิกะพงษ์, ธรรมนิตย์ ตันติยวรงค์ และเอื้อน ขุนแก้ว

หลังจากศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น ไพฑูรย์ถูกนำตัวลงไปที่ห้องขังของศาลทันที ก่อนที่จะถูกส่งตัวกลับไปขังที่เรือนจำกลางบางขวางเช่นเดิม

จุดเริ่มต้นของคดีความ

ไพฑูรย์และสุขสันต์ ถูกดำเนินคดีอาญาทั้งสิ้น 2 คดี โดยมูลเหตุเกิดจากทั้งสองคนถูกกล่าวหาว่าได้ใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ ในการชุมนุม #ม็อบทะลุแก๊ส บริเวณหน้าดุริยางค์ทหารบก เมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2564 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่พนักงานสอบสวน สน.ดินแดง ขอให้ศาลอาญาออกหมายจับทั้งสอง (เหตุใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่จนได้รับบาดเจ็บ เป็นคดีของศาลอาญา) พร้อมทั้งขอให้ศาลจังหวัดนนทบุรีออกหมายตรวจค้นบ้านพักที่ทั้งสองพักอยู่ร่วมกันในจังหวัดนนทบุรี (เหตุจัดทำและมีวัตถุระเบิดในครอบครอง เป็นคดีของศาลจังหวัดนนทบุรี)

ต่อมา เช้ามืดของวันที่ 1 ต.ค. 2564 เวลาประมาณ 04.00 น. สุขสันต์ถูกจับตามหมายจับก่อนเป็นคนแรกระหว่างทำงานขับรถส่งของที่ละแวกพญาไท และถูกพาตัวมาที่บ้านพักในนนทบุรี ซึ่งไพฑูรย์กำลังนอนหลับอยู่ในห้องของตัวเอง จากนั้นไพฑูรย์จึงถูกจับกุมด้วยในเวลาประมาณ 06.00 น.

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจค้นบ้านพัก พบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่จัดทำขึ้นเอง จำนวน 26 ลูก พร้อมกับอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบวัตถุระเบิดหลายรายการ ได้แก่ ดินประสิว ผงกำมะถัน เทปพันสายไฟสีดำ มีดคัตเตอร์ ที่ชั่งน้ำหนัก ครกพร้อมสากไม้ ก้อนหิน และถ่านไม้ 

คดีแรกที่เกี่ยวข้องกับการใช้วัตถุระเบิดโยนใส่เจ้าหน้าที่ในการชุมนุม ในคดีของศาลอาญา ไพฑูรย์และสุขสันต์ถูกคุมขังจำนวน 2 ครั้งในครั้งแรกถูกคุมขังภายหลังถูกจับกุมและต้องถูกฝากขังเรื่อยมากระทั่งถูกสั่งฟ้องคดี รวมทั้งสิ้น 151 วัน ระหว่างวันที่ 2 ต.ค. 2564 – 1 มี.ค. 2565 ก่อนจะได้ประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี โดยให้ติดกำไล EM ที่ข้อเท้า

การถูกคุมขังครั้งที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกไพฑูรย์ 33 ปี 12 เดือน และจำคุกสุขสันต์ 22 ปี 2 เดือน 20 วัน โดยไม่รออาญา และไม่อนุญาตให้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์ ทั้งสองจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก่อนย้ายไปขังที่เรือนจำกลางคลองเปรม โดยเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ไพฑูรย์ถูกย้ายไปคุมขังที่เรือนจำกลางบางขวาง

คดีที่สอง (คดีนี้) เป็นเหตุจากการถูกตรวจค้นบ้านพัก โดยพนักงานสอบสวน สภ.บางบัวทอง แจ้งข้อหาทั้งสองคนเกี่ยวกับการร่วมกันจัดทำวัตถุระเบิดขึ้นเองและมีวัตถุระเบิดนั้นที่นายทะเบียนจะออกใบอนุญาตให้ไม่ไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พ.ค. 2565 อัยการยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ศาลนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย 1 นัด ในวันที่ 19 ต.ค. 2566

เมื่อถึงนัดสืบพยาน ทั้งสองคนถูกเบิกตัวจากเรือนจำกลางคลองเปรมเพื่อเข้าร่วมการพิจารณาคดี เมื่อระหว่างสืบพยานโจทก์ ไพฑูรย์ได้กลับคำให้การเป็น ‘รับสารภาพ’ ทุกข้อกล่าวหา ส่วนสุขสันต์ยืนยันให้การปฏิเสธในชั้นศาล คดีนี้ได้สืบพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม รวม 2 ปาก และสืบพยานจำเลย รวม 2 ปาก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างตัวเองเป็นพยาน

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2566 ให้ยกฟ้องสุขสันต์ ส่วนไพฑูรย์ถูกลงโทษจำคุก 6 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง เนื่องจากรับสารภาพ คงเหลือจำคุก 3 ปี และให้นับโทษต่อจากคดีของศาลอาญาที่ถูกพิพากษาจำคุก 33 ปี 12 เดือน พร้อมทั้งให้ริบของกลางที่ตรวจยึดได้ทั้งหมด

จากนั้นในวันที่ 21 ม.ค. 2568 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้โทษจำคุก “ไพฑูรย์” เพิ่มเป็น 12 ปี แต่ให้ลด 1 ใน 3 เหลือจำคุก 8 ปี และพิพากษายืนยกฟ้องสุขสันต์เช่นเดิม ด้านสุขสันต์ไม่ได้ฎีกาคดีต่อ จึงสิ้นสุดลงที่ชั้นอุทธรณ์ ส่วนกรณีของไพฑูรย์ ทนายจำเลยยื่นฎีกาคดีต่อ

และวันนี้ (9 มิ.ย. 2569) ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนศาลอุทธรณ์ภาค 1 ให้จำคุกไพฑูรย์ 8 ปี

ไพฑูรย์ – สุขสันต์ ปัจจุบันถูกขังครบ 1,000 วันและยังถูกขังต่อ มีอีก 1 คดีที่ยังไม่ถึงที่สุด

จากคำพิพากษาของศาลฎีกาวันนี้ ทำให้คดีของศาลจังหวัดนนทบุรีสิ้นสุดลง ในขณะที่คดีของศาลอาญายังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ สำหรับไพฑูรย์ปัจจุบันเขามีโทษจำคุกรวมกันทั้ง 2 คดี ประมาณ 42 ปี (41 ปี 12 เดือน)

ส่วนสุขสันต์ที่ไม่ได้รับโทษจำคุกในคดีนี้ แต่ยังมีโทษจำคุกในอีกคดีหนึ่ง 22 ปี 2 เดือน 20 วัน (คดียังอยู่ระหว่างอุทธรณ์) ทำให้ทั้งสองยังคงต้องถูกคุมขังต่อไป โดยไพฑูรย์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางบางขวาง และสุขสันต์ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม

ปัจจุบันทั้งสองคนถูกคุมขังมาเป็นเวลา 1,000 วัน หรือกว่า 2 ปี 8 เดือนแล้ว ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2566 เป็นต้นมา ภายหลังศาลอาญาพิพากษาจำคุกในอีกคดีหนึ่งที่ถูกกล่าวหาว่าโยนระเบิดใส่ตำรวจ ในม็อบดินแดง เมื่อปี 2564 แม้ทนายความจะยื่นขอประกันตัวมาแล้ว 8 ฉบับ ล่าสุดคือเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2569 แต่ศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ทั้งสองจึงไม่เคยได้รับสิทธิประกันตัว

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1410420584261741&set=a.656922399611567

“กำแพงเพชร” ลุยจักรยาน!! "ไทยแลนด์ โอเพ่น" สนาม 2 วันที่ 13-14 มิ.ย. 69 กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เชิญสัมผัสเมืองมรดกโลก

“ชาธิป รุจนเสรี” ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ยินดีต้อนรับนักปั่นและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเข้าร่วมการแข่งขันจักรยาน “ไทยแลนด์ โอเพ่น” สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายนนี้ มั่นใจช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียน สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก พร้อมเชิญชวนสัมผัสเสน่ห์เมืองมรดกโลกและแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดกำแพงเพชร

“เสธ.หมึก” พลเอกเดชา เหมกระศรี รองประธานสมาพันธ์จักรยานแห่งเอเชีย (ACC), ประธานสหพันธ์จักรยานแห่งอาเซียน (ACF) และนายกสมาคมกีฬาจักรยานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ร่วมกับ จังหวัดกำแพงเพชร, องค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว จังหวัดกำแพงเพชร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน 2569 โดยใช้เส้นทางในอำเภอเมืองกำแพงเพชร

พลเอกเดชา กล่าวว่า สมาคมกีฬาจักรยานฯ ได้ไปจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ที่จังหวัดกำแพงเพชรเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันแล้ว ซึ่งการแข่งขัน 2 ปีล่าสุดได้ไปจัดที่อุทยานแห่งชาติคลองลาน แต่สำหรับปีนี้ได้กลับมาจัดแข่งขันภายในอำเภอเมืองอีกครั้งหนึ่งตามคำเรียกร้องของบรรดานักปั่น และเป็นนโยบายของ นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ที่ต้องการให้มีการกระจายรายได้ไปในพื้นที่ต่าง ๆ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเมืองกำแพงเพชรที่มีโบราณสถานจำนวนมาก เช่น อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ที่ยูเนสโก (UNESCO) ได้มีการประกาศให้เป็นมรดกโลก, วัดพระบรมธาตุนครชุม, วัดพระแก้ว, วัดช้างรอบ เป็นต้น

พลเอกเดชา กล่าวอีกว่า สำหรับพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 08.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ส่วนพิธีเปิดการแข่งขันจักรยานประเภทถนนทางเรียบ ไทยแลนด์ โอเพ่น วันอาทิตย์ที่ 14 มิถุนายน เวลา 07.30 น. ได้รับเกียรติจาก นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กไลฟ์ Thailand Cycling Association และ TCA Channel รวมทั้งยูทูบ TCA Channel ตลอดการแข่งขันทั้ง 2 วัน

“เสธ.หมึก” กล่าวเสริมว่า ส่วนการเตรียมความพร้อมในการจัดการแข่งขัน ทางจังหวัดกำแพงเพชร ได้เชิญฝ่ายเทคนิคสมาคมกีฬาจักรยานฯ นำโดย นาวาเอกฐิตพร น้อยรักษ์ เลขาธิการสมาคมฯ และ “โค้ชตั้ม” วิสุทธิ์ กสิยะพัท รองประธานฝ่ายเทคนิค พร้อมคณะเดินทางไปประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, สมาคมกีฬาจักรยานชากังราว, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง และมูลนิธิอาสาสมัครกู้ภัย เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร ได้มอบหมายให้ นายอนุชา พัสถาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธานการประชุม เพื่อทำความเข้าใจในการปฏิบัติหน้าที่ของทุกฝ่าย และเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬาที่เข้าร่วมการแข่งขัน

ด้าน นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า ในนามของพี่น้องชาวจังหวัดกำแพงเพชร ขอขอบคุณสมาคมกีฬาจักรยานฯ ที่ได้ให้เกียรติจังหวัดกำแพงเพชร ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบ และจักรยานประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทยฯ เป็นปีที่ 5 ติดต่อกัน ซึ่งทางจังหวัดกำแพงเพชรได้สั่งการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมด้านต่าง ๆ เอาไว้หมดแล้ว ผลดีที่เกิดขึ้นในการจัดการแข่งขันคือเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดกำแพงเพชรได้เป็นอย่างดี ทั้งโรงแรมที่พัก ร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก และสินค้า OTOP ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้น

พ่อเมืองกำแพงเพชร กล่าวอีกว่า สำหรับเส้นทางการแข่งขันมีทั้งความสวยงามและท้าทายความสามารถ โดยทางจังหวัดได้วางแผนจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ, อพปร., อาสาสมัครกู้ภัย ประจำตามจุดเสี่ยงต่าง ๆ เอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยจะมีการประชุมทบทวนแผนการปฏิบัติงานกันอีกครั้งในวันที่ 12 มิถุนายน เวลา 14.00 น. ที่วิทยาลัยเทคนิคกำแพงเพชร นอกจากนี้นักกีฬาที่เดินทางมาแข่งขันก็สามารถซื้อของฝากของที่ระลึก เช่น กล้วยไข่, กระยาสารท, กล้วยตาก, กล้วยฉาบ, เผือกฉาบ, มันฉาบ, เฉาก๊วยชากังราว หรือผ้าทอพื้นเมืองติดมือกลับไปได้ ก็ขอเชิญชวนนักปั่นและผู้ติดตามมาสัมผัสความงามของโบราณสถานต่าง ๆ มาชิมอาหารรสชาติอร่อยของจังหวัดกำแพงเพชร พี่น้องประชาชนชาวจังหวัดกำแพงเพชรทุกคนพร้อมให้การต้อนรับนักปั่นจากทั่วประเทศด้วยความยินดียิ่ง

ขณะที่ นายสุนทร รัตนากร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดกำแพงเพชร เปิดเผยว่า การแข่งขันจักรยานรายการนี้เป็นส่วนหนึ่งในการมีส่วนร่วมจัดกิจกรรมระดับประเทศ เพราะประโยชน์ที่จะได้รับคือรายได้ที่จะเข้าสู่พี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นที่พักหรือร้านอาหาร ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดกำแพงเพชรให้มีความคึกคัก นอกจากนี้จะมีกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพในโครงการ “TCA GREEN CYCLING” ที่เน้นเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อม ลดภาวะโลกร้อน ภายใต้ชื่อ “ปั่นกินลม ชมเมืองเก่า กำแพงเพชร” โดยจะมีนักปั่นจากชมรมจักรยานต่าง ๆ และประชาชนทั่วไปจำนวนหลายร้อยคน นำจักรยานมาร่วมปั่นตามเส้นทางที่กำหนดระยะทาง 30 กิโลเมตร ในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน เวลา 09.00 น. รวมทั้งการจัดนิทรรศการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนและเยาวชนเห็นโทษภัยของบุหรี่ไฟฟ้า

สำหรับนักกีฬาที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขันจักรยานเสือภูเขาทางเรียบและประเภทถนน ไทยแลนด์ โอเพ่น ชิงแชมป์ประเทศไทย ชิงถ้วยพระราชทานฯ ประจำปี 2569 สนามที่ 2 ที่จังหวัดกำแพงเพชร ระหว่างวันที่ 13-14 มิถุนายน สามารถสมัครได้ที่เว็บไซต์ของสมาคมกีฬาจักรยานฯ www.thaicycling.or.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 11 มิถุนายน ก่อนเวลา 12.00 น. หรือสมัครได้ที่กองอำนวยการจัดการแข่งขัน บริเวณลานหน้าเมืองกำแพงเพชร ในวันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน เวลา 11.00-16.00 น. โดยติดตามรายละเอียดที่เฟซบุ๊กของสมาคมฯ Thailand Cycling Association หรือสอบถามได้ที่ โทร.0-2719-3340-2 ในวันและเวลาราชการ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10275821

ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ

“ผู้ตัดสินชาวโซมาเลีย Omar Artan ผู้ตัดสินยอดเยี่ยมแห่งแอฟริกา ประจำปี 2025 ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าประเทศสหรัฐฯ และถูกส่งตัวกลับไปยังตุรกี หลังจากลงจอดที่ไมอามี ทั้งที่เขาได้รับการแต่งตั้งโดยฟีฟ่าให้เป็นผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2026 เขาเคยทำหน้าที่นี้ในรายการฟุตบอลโลกก่อนหน้านี้มาก่อน”

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=3681518155334185&set=a.856524124500283

จาก AI Passport สู่โครงสร้างพื้นฐาน AI โอกาสในการสร้างขีดความสามารถ ระยะยาวของ ประเทศไทย

ท่ามกลางการผลักดันนโยบายและโครงการด้าน AI ของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วย AI

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นก้าวสำคัญที่ควรได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพราะ AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือพื้นฐานของการทำงาน การเรียนรู้ และการเพิ่มผลิตภาพในทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา หรือภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม เมื่อ AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก บทบาทของ AI ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการตอบคำถามหรือสร้างเนื้อหาอีกต่อไป

ผู้ให้บริการ AI รายใหญ่กำลังพัฒนา AI Agent และบริการรูปแบบใหม่ที่สามารถค้นหา วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และดำเนินการแทนผู้ใช้งานได้โดยตรง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้ AI เป็นจุดเริ่มต้นในการค้นหาข้อมูล วางแผน ตัดสินใจ และเข้าถึงบริการต่าง ๆ

ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาสินค้าและบริการ การวางแผนการท่องเที่ยว การเข้าถึงสิทธิประโยชน์ หรือการติดต่อบริการภาครัฐ  ดังนั้น ในการขับเคลื่อน AI ระดับประเทศ คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่า

“คนไทยเข้าถึง AI แล้วหรือยัง”

แต่คือ

“ประเทศไทยพร้อมหรือยังที่จะให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย ถูกค้นพบและเข้าถึงผ่าน AI”

ตัวอย่างเช่น นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจใช้ AI Assistant เพื่อค้นหาโรงแรม ร้านอาหาร กิจกรรม หรือชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยไม่เคยเข้าเว็บไซต์ของผู้ประกอบการโดยตรงเลย

หากข้อมูลและบริการของไทยไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่านระบบ AI เหล่านี้ โอกาสในการถูกค้นพบ เข้าถึง และสร้างรายได้จากผู้ใช้งานทั่วโลกก็อาจลดลงตามไปด้วย

4 ด้านสำคัญที่การลงทุนด้าน AI ควรครอบคลุม

1. การเข้าถึง AI และการพัฒนาทักษะของประชาชน

การลงทุนด้าน AI ควรช่วยให้ประชาชน นักเรียน ครู ข้าราชการ และผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้อย่างทั่วถึง ตั้งแต่การใช้งาน AI ทั่วไป เครื่องมือสำหรับนักพัฒนา, API ไปจนถึง AI Agent ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

เป้าหมายสำคัญคือการยกระดับทักษะ AI ของคนไทย เพิ่มผลิตภาพแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงเทคโนโลยี และสร้างความพร้อมให้ประชาชนสามารถนำ AI ไปใช้ในการเรียนรู้ การทำงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง

2. การสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ

นอกเหนือจากการส่งเสริมการใช้งาน ประเทศไทยควรลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานกลางที่ช่วยเชื่อมโยงข้อมูล บริการภาครัฐ และผู้ประกอบการไทย เข้าสู่ระบบนิเวศ AI ระดับโลก

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางสำหรับการเชื่อมต่อข้อมูลและบริการ การกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่อข้อมูลภาครัฐ ระบบพิสูจน์ตัวตนและการให้สิทธิ์ กลไกคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และระบบกำกับดูแลการใช้งานข้อมูลอย่างโปร่งใส

แนวคิดนี้ไม่ใช่การสร้าง AI ของไทยขึ้นมาแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลก แต่เป็นการสร้างรากฐานที่ทำให้ข้อมูล บริการ และผู้ประกอบการไทย สามารถเข้าถึงผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์ม AI ต่าง ๆ ได้ในอนาคต

ตัวอย่างเช่น ข้อมูลการท่องเที่ยวไทยสามารถถูกเข้าถึงผ่าน AI ได้อย่างเป็นทางการ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถถูกค้นพบผ่านแพลตฟอร์ม AI ระดับโลก บริการภาครัฐสามารถเชื่อมต่อกับ AI Assistant ได้ในอนาคต และข้อมูลหรือบริการของไทยสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลกผ่านช่องทาง AI ที่พวกเขาใช้งานอยู่แล้ว

ผลลัพธ์ที่ประเทศได้รับจึงไม่ใช่เพียงระบบเทคโนโลยีใหม่ แต่คือโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าและรองรับการพัฒนาในระยะยาว

3. การใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจ

การลงทุนด้าน AI ควรมุ่งเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ไม่ใช่เพียงการสร้าง Chatbot หรือโครงการนำร่องเพื่อสาธิตเทคโนโลยี

การลงทุนอาจอยู่ในรูปแบบของโครงการนำร่องระดับประเทศ ศูนย์สนับสนุนการนำ AI ไปใช้ในภาคธุรกิจ การพัฒนา AI Agent และ Workflow Automation ตลอดจนการสร้าง Shared AI Services และ Industry Sandbox สำหรับภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เป้าหมายสำคัญคือการช่วยให้ภาคเศรษฐกิจหลักของประเทศสามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ลดต้นทุน และสร้างรายได้ใหม่  ตัวอย่างเช่น

- ภาค SME ใช้ AI ด้านการขาย การตลาด การบริหารลูกค้า การจัดการสินค้า และงานเอกสารธุรกิจ

- ภาคการท่องเที่ยว ใช้ AI เพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว เชื่อมโยงผู้ประกอบการ และนำเสนอข้อมูลท่องเที่ยวไทยสู่ผู้ใช้งานทั่วโลก

- ภาคการเกษตร ใช้ AI วิเคราะห์สภาพอากาศ ผลผลิต ราคา และเชื่อมโยงสินค้าเกษตรสู่ตลาด

- ภาคการศึกษา ใช้ AI Tutor และเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้เฉพาะบุคคล

- ภาคสาธารณสุข ใช้ AI เพื่อสนับสนุนการดูแลผู้ป่วย การเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ และการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ

เป้าหมายของการลงทุนในส่วนนี้ คือการสร้าง Productivity Gain ที่สามารถวัดผลได้จริง ทั้งในด้านต้นทุน รายได้ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ

4. การสร้างระบบนิเวศ AI ที่ยั่งยืนและน่าเชื่อถือ

การพัฒนา AI ในระดับประเทศควรครอบคลุมทั้งเรื่องมาตรฐาน ความปลอดภัย ธรรมาภิบาล และการพัฒนาผู้เล่นในประเทศไปพร้อมกัน

การลงทุนในส่วนนี้อาจครอบคลุมการจัดทำมาตรฐานและแนวทางกำกับดูแล AI ที่เหมาะสมกับบริบทไทย การสนับสนุน Startup และผู้ประกอบการไทย การส่งเสริมมหาวิทยาลัยและงานวิจัย การพัฒนา Open Dataset และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา รวมถึงการจัดทำ Sandbox สำหรับการทดสอบนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่

เป้าหมายคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ไทย ควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

การลงทุนด้าน AI และผลลัพธ์ที่มากกว่าแค่จำนวนบัญชีผู้ใช้งาน 

การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึง AI เป็นเรื่องสำคัญและควรดำเนินต่อไป ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยควรได้รับโครงสร้างพื้นฐาน AI ระดับชาติ บริการภาครัฐที่พร้อมสำหรับยุค AI ระบบนิเวศผู้ประกอบการดิจิทัลที่เข้มแข็ง ความสามารถในการเชื่อมต่อเข้าสู่เศรษฐกิจ AI ของโลก และสินทรัพย์ดิจิทัลที่สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างต่อเนื่อง

หากประเทศไทยสามารถใช้โอกาสนี้ในการวางรากฐานทั้งด้านการพัฒนาคน โครงสร้างพื้นฐาน การเพิ่มผลิตภาพ และระบบนิเวศ AI ไปพร้อมกัน ประเทศจะมีความพร้อมมากขึ้นสำหรับการแข่งขันในเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่

ในท้ายที่สุด ประเทศที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่มีโมเดล AI ที่ใหญ่ที่สุด

แต่อาจเป็นประเทศที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล บริการ ผู้ประกอบการ และประชาชนของตนเองเข้าสู่ระบบนิเวศ AI ของโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ทั้งนี้ ข้อเสนอในบทความนี้เป็นเพียงมุมมองเชิงนโยบายเพื่อร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI ของประเทศ ซึ่งในทางปฏิบัติย่อมต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ ความพร้อมของหน่วยงาน กรอบกฎหมาย และงบประมาณ โดยหวังว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบการลงทุนด้าน AI ที่สร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศในระยะยาว

EEC ปักหมุดเชื่อมเวียดนาม!! ดัน EEC เชื่อมลงทุนไทย–เวียดนาม เสริมซัพพลายเชนอาเซียน เปิดเวทีรับฟังเอกชนไทย ดันการค้า–ลงทุนสองประเทศ

เลขาธิการ สกพอ. ร่วมคณะนายกรัฐมนตรีเยือนเวียดนาม หารือภาคธุรกิจไทย เสริมความร่วมมือการลงทุนไทย–เวียดนาม และเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานภูมิภาค

8 มิถุนายน 2569 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม — ดร.จุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. (EECO) ร่วมคณะผู้แทนที่นำโดย ฯพณฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ

ดร.จุฬายังได้เข้าร่วมการประชุมระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้แทนหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม หรือ ThaiCham รวมถึงผู้บริหารภาคธุรกิจไทยที่ดำเนินธุรกิจและลงทุนอยู่ในเวียดนาม ณ โรงแรมแฟร์มอนต์ ฮานอย กรุงฮานอย

การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีให้ภาคธุรกิจไทยได้แลกเปลี่ยนมุมมอง ข้อเสนอแนะ และปัญหาอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยบริษัทที่เข้าร่วมครอบคลุมหลายอุตสาหกรรม อาทิ ภาคเกษตรและอาหาร ค้าปลีก การเงิน พลังงาน นิคมอุตสาหกรรม วัสดุก่อสร้าง และการผลิต

ข้อมูลและข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนจะมีส่วนช่วยในการกำหนดนโยบายและมาตรการ เพื่อยกระดับการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยกับเวียดนาม

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนาม ภายใต้แนวคิด “Growing Together” หรือ “เติบโตไปด้วยกัน” โดยทั้งสองประเทศต่างมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงในการขยายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของอาเซียนโดยรวม

ในโอกาสนี้ ดร.จุฬา สุขมานพ ได้รับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากภาคธุรกิจไทยซึ่งมีประสบการณ์ตรงในการดำเนินธุรกิจในเวียดนาม โดยข้อมูลดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนการพัฒนานโยบายและมาตรการส่งเสริมการลงทุนของไทย โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการลงทุนสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เทคโนโลยีขั้นสูง และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

เวียดนามได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้เล่นสำคัญในห่วงโซ่อุปทานการผลิตระดับภูมิภาค ขณะที่ EEC มีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก เครือข่ายโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ท่าเรือน้ำลึก สนามบิน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมสมัยใหม่ จุดแข็งเหล่านี้ทำให้ EEC มีศักยภาพในการส่งเสริมการเชื่อมโยงการลงทุนและการบูรณาการห่วงโซ่อุปทานระหว่างไทยกับเวียดนามให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น พร้อมช่วยยกระดับความร่วมมือทางเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการแลกเปลี่ยนบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU จำนวน 2 ฉบับ ระหว่างองค์กรภาคเอกชนของไทยและเวียดนาม

ฉบับแรกเป็น MOU ระหว่างบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) กับบริษัท FPT Corporation เพื่อความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานนิคมอุตสาหกรรมอัจฉริยะ หรือ Smart Industrial Estate

ฉบับที่สองเป็น MOU ระหว่างเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group กับบริษัท FPT Corporation เพื่อส่งเสริมการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ข้อตกลงทั้งสองฉบับสะท้อนถึงแรงขับเคลื่อนที่เพิ่มขึ้นของความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีระหว่างไทยกับเวียดนาม รวมถึงชี้ให้เห็นโอกาสใหม่ในอุตสาหกรรมขั้นสูงและภาคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

การเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างสองประเทศ พร้อมตอกย้ำบทบาทของ EEC ในฐานะประตูการลงทุนสำคัญของไทย และศูนย์กลางอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของภูมิภาคอาเซียน

มจธ. ลุยนวัตกรรม!! พัฒนาเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ บุกเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ลดพึ่งพานำเข้าเทคโนโลยี ตั้งเป้าสร้างความมั่นคงพลังงาน

“ไทยต้องไม่เป็นแค่ผู้ซื้อเทคโนโลยี” มจธ. พัฒนานวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น ปูทางความมั่นคงด้านพลังงานสะอาดของประเทศ

ในวันที่โลกเผชิญวิกฤตพลังงาน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติมีความผันผวนสูง “โซลาร์เซลล์” กลายเป็นหนึ่งในคำตอบสำคัญของครัวเรือนและภาคธุรกิจไทยในการลดต้นทุนพลังงาน แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ ประเทศไทยจะมีความมั่นคงทางพลังงานได้จริงหรือไม่ ในเมื่อโซลาร์เซลล์เกือบทั้งหมดยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ หากโลกเกิดภาวะวิกฤต ห่วงโซ่อุปทานสะดุด หรือประเทศผู้ผลิตเก็บเทคโนโลยีไว้ใช้เองไม่ส่งออก ประเทศไทยที่เป็นแค่ “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” จะเหลือทางเลือกจำกัด

นี่คือโจทย์สำคัญที่ทำให้งานวิจัย “นวัตกรรมเซลล์แสงอาทิตย์แบบยืดหยุ่น: การปรับสภาพผิวแบบสองมิติเพื่อประสิทธิภาพและความคงทนในเทคโนโลยีเพอรอฟสไกท์” โดย ผศ. ดร.นพพร รุจิสัมพันธ์ หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Interface & Surface Characterization หรือ ISC คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็นจุดเริ่มต้นในความพยายามให้ประเทศไทยขยับจาก “ผู้ใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาด” ไปสู่ “ผู้สร้างเทคโนโลยี” ด้วยองค์ความรู้ของตนเอง

ผลงานดังกล่าวได้รับรางวัลการวิจัยแห่งชาติ และรางวัลผลงานคุณภาพ NRCT Quality Achievement Award ประจำปีงบประมาณ 2569 สะท้อนศักยภาพของนักวิจัยไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ขั้นสูง โดยเฉพาะ “เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์” ซึ่งเป็นเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดใหม่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เนื่องจากมีจุดเด่นด้านน้ำหนักเบา ยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ผ่านกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น ทำให้มีโอกาสนำไปใช้ได้กว้างกว่าโซลาร์เซลล์ซิลิคอนแบบเดิม

“เพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์มีข้อดีคือ น้ำหนักเบา มีความยืดหยุ่น และสามารถผลิตได้ด้วยกระบวนการทางเคมีที่ไม่ซับซ้อน (เช่น การพิมพ์หรือการฉีดพ่น) จึงไม่มีข้อจำกัดการใช้งานอยู่แค่บนหลังคาหรือพื้นที่ราบเหมือนโซลาร์เซลล์แบบเดิม แต่สามารถนำไปติดตั้งบนพื้นผิวได้หลากหลายมากขึ้น จัดทรงที่ต้องการได้ เช่น กระจกอาคาร ผนัง พื้นผิวโค้งของยานพาหนะ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เซนเซอร์ IoT หรือแม้แต่อุปกรณ์สวมใส่ในอนาคต อีกจุดสำคัญคือ เทคโนโลยีนี้ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าได้เฉพาะจากแสงแดดกลางแจ้งเท่านั้น แต่ยังมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากการรับแสงภายในอาคาร หรือแสงจากหลอดไฟ LED ได้ด้วย ทำให้เหมาะกับอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่อง เช่น เซนเซอร์อัจฉริยะและอุปกรณ์ IoT ต่าง ๆ เป้าหมายของเราคือพัฒนาให้เทคโนโลยีนี้ใช้งานได้จริง มีประสิทธิภาพ และมีความเสถียรมากพอสำหรับต่อยอดในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เพิ่มเติมถึงจุดเด่นของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์

หลักการทำงานของเพอรอฟสไกท์โซลาร์เซลล์ คือการเปลี่ยน “พลังงานแสง” ให้เป็น “พลังงานไฟฟ้า” ผ่านวัสดุพิเศษที่เรียกว่า เพอรอฟสไกท์ เมื่อแสงตกกระทบบนชั้นวัสดุชนิดนี้ วัสดุจะดูดซับพลังงานและสร้างประจุไฟฟ้าขึ้น จากนั้นโครงสร้างภายในเซลล์ที่ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ คล้าย “ขนมชั้น” จะช่วยแยกและลำเลียงประจุไฟฟ้าไปยังขั้วไฟฟ้า ก่อนส่งออกมาเป็นกระแสไฟฟ้าที่นำไปใช้งานได้ โดยชั้นเพอรอฟสไกท์ทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการดูดซับแสง ส่วนชั้นวัสดุอื่น ๆ ทำหน้าที่พาประจุไฟฟ้าให้เดินทางอย่างมีประสิทธิภาพ

“หัวใจสำคัญของงานวิจัยนี้อยู่ที่เทคนิค “การปรับสภาพผิวแบบสองมิติ” หรือ Surface Passivation ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาตำหนิเล็ก ๆ บนพื้นผิววัสดุระดับจุลภาค เพราะตำหนิเหล่านี้อาจทำให้ประจุไฟฟ้าสูญเสียไประหว่างทาง ส่งผลให้ประสิทธิภาพและความทนทานของเซลล์ลดลง เทคนิคนี้เปรียบเสมือนการ “ซ่อมถนนระดับนาโน” เพื่อให้ประจุไฟฟ้าเคลื่อนที่ได้ราบรื่นขึ้น ลดการสูญเสียพลังงาน และทำให้เซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น เสถียรขึ้น และมีโอกาสต่อยอดจากห้องปฏิบัติการไปสู่การใช้งานจริงในอนาคต” ผศ. ดร.นพพร เล่าถึงเทคนิคสำคัญของงานวิจัย

ปัจจุบันทีมวิจัย มจธ. สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของโซลาร์เซลล์เพอรอฟสไกท์ขึ้นมาแตะระดับ 21% ซึ่งถือว่าเข้าใกล้เทคโนโลยีระดับแนวหน้าของโลกที่อยู่ราว 26–27% จากการต่อยอดองค์ความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้ยังไม่ได้อยู่ในขั้นผลิตเชิงพาณิชย์ทันที แต่ยังอยู่ในระดับความพร้อมทางเทคโนโลยี TRL 4 หรือขั้นการวัดและทดสอบในห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญก่อนพัฒนาไปสู่การทดสอบในสภาพใช้งานจริงและการขยายผลเชิงอุตสาหกรรมต่อไป

ความสำเร็จดังกล่าวมีความหมายมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ เพราะสะท้อนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะขยับจากการเป็นเพียง “ผู้ซื้อเทคโนโลยี” ไปสู่การเป็น “ผู้สร้างเทคโนโลยีต้นน้ำ” ในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรอง ลดความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน และลดความเปราะบางจากการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานพลังงานของโลกในระยะยาว

“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่ทำให้งานวิจัยได้รับรางวัลหรือได้รับการตีพิมพ์ แต่คือการวางรากฐานให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่พัฒนาได้เอง เพราะประเทศที่สร้างเทคโนโลยีเองได้ ย่อมมีอำนาจต่อรองมากกว่าประเทศที่เป็นเพียงผู้ซื้อ เทคโนโลยีนี้ยังสามารถต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ IoT อุปกรณ์สวมใส่ หรือเทคโนโลยีพลังงานยุคใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้คือก้าวสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางพลังงานที่ยั่งยืนด้วยฝีมือคนไทย” ผศ. ดร.นพพร กล่าวทิ้งท้าย

BenQ ปักธง Golf Simulator ยุคใหม่!! เปิดประสบการณ์ “Play Like You’re There” ส่ง LK936ST 4K เสมือนออกรอบจริง รับกระแส Immersive Sport ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กีฬา–บันเทิงยุคให

BenQ จับกระแสดีมานด์ สปอร์ต เอ็นเตอร์เทนเมนต์ โต ส่ง Golf Simulator Projector BenQ LK936ST เสริมไลฟ์สไตล์ยุคใหม่

ชูประสบการณ์ “Play Like You’re There” ยกระดับความสมจริงเสมือนออกรอบจริงด้วยเทคโนโลยีภาพ 4K และระบบฉายภาพอินเทอร์แอ็กทีฟ

กรุงเทพฯ 21 พฤษภาคม 2569 – BenQ ผู้นำระดับโลกด้านอุปกรณ์ไลฟ์สไตล์ดิจิทัล เดินหน้ารุกเทรนด์ Immersive Experience และ Entertainment Tech ที่กำลังเติบโตทั่วโลก ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหาประสบการณ์เสมือนจริงและการมีส่วนร่วมมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬาและไลฟ์สไตล์ ล่าสุด BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่น BenQ LK936ST จัดแสดงภายในงาน Architect Expo 2026 ณ ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านโซลูชันสำหรับ Golf Simulator ด้วยภาพระดับ 4K Ultra High Definition ความหน่วงต่ำ (Low Latency) และ Golf Mode โหมดเฉพาะจาก BenQ ที่ช่วยถ่ายทอดประสบการณ์เสมือนออกรอบจริง รองรับทั้งธุรกิจสนามกอล์ฟจำลองเชิงพาณิชย์และการติดตั้งภายในบ้านยุคใหม่

นายโรเจอร์ เฉิน ผู้อำนวยการ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้มองหาเพียงฟังก์ชันการใช้งาน แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่สร้างความรู้สึกร่วมและความสมจริงมากขึ้น โดยเฉพาะผู้บริโภคยุค Gen Z ที่ให้คุณค่ากับ Emotional Engagement และการมีส่วนร่วม ซึ่งกำลังเปลี่ยนวิธีที่    แบรนด์สร้างความแตกต่างและเชื่อมต่อกับผู้บริโภค โดยเฉพาะในกลุ่มกีฬา ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ สอดรับกับแนวโน้มตลาด Family Entertainment Center และ Indoor Entertainment ทั่วโลกที่คาดว่าจะเติบโตแตะ 76.68 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2.8 ล้านล้านบาท ภายในปี 2573 จากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยีเกมและความบันเทิงแบบ Immersive การลงทุนในธุรกิจ Experience-Led Entertainment และการขยายตัวของสถานบันเทิงในเมืองเกิดใหม่ทั่วโลก

BenQ จึงเดินหน้าพัฒนาโซลูชัน Golf Simulation ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการผสานเทคโนโลยี Interactive เข้ากับประสบการณ์การใช้งาน เพื่อยกระดับความสมจริงและการมีส่วนร่วมให้ใกล้เคียงการออกรอบจริงมากที่สุด สอดรับกับเทรนด์พื้นที่ความบันเทิงแบบ Multi-Activity และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ Immersive Experience มากขึ้น โดย Golf Simulation ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญของการบรรจบกันระหว่างกีฬา เทคโนโลยี และไลฟ์สไตล์ ภายใต้แนวคิด ‘Play Like You’re There’ ของ BenQ ที่ผสานเทคโนโลยีการฉายภาพขั้นสูงเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกในสภาพแวดล้อมของ Golf Simulator

ความมุ่งมั่นดังกล่าวยังสะท้อนผ่านความแข็งแกร่งของ BenQ ในตลาด Golf Simulation ที่ได้รับการยอมรับจากทั้งผู้พัฒนา Golf Simulator และอินฟลูเอนเซอร์สายกอล์ฟอย่าง Lewandof_ski (คุณโอ่ง) ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์กอล์ฟที่ครอบคลุมตั้งแต่ประสบการณ์ Golf Simulator การออกรอบจริง ไปจนถึงรีวิวอุปกรณ์กอล์ฟ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทคโนโลยี ความสมจริง และประสิทธิภาพ ที่กำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์กอล์ฟยุคใหม่ ผ่านโปรเจคเตอร์ BenQ LK936ST ที่ถ่ายทอดภาพเสมือนจริงและการตอบสนองแบบเรียลไทม์ ช่วยยกระดับประสบการณ์การเล่นให้ใกล้เคียงการออกรอบในสนามจริงมากยิ่งขึ้นสำหรับงาน Architect Expo 2026 BenQ ได้นำโปรเจคเตอร์รุ่นBenQ LK936ST มาถ่ายทอดประสบการณ์ Golf Simulation แบบอินเทอร์แอ็กทีฟ ที่มอบภาพเสมือนจริงและการตอบสนองได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ สะท้อนบทบาทของคุณภาพการฉายภาพในการยกระดับประสบการณ์เสมือนการออกรอบจริง ขณะเดียวกัน BenQ ยังได้นำเทคโนโลยีล่าสุดไปร่วมจัดแสดงในงาน Thailand Golf Expo เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Golf Simulator Projector และความมุ่งมั่นในการพัฒนาประสบการณ์กอล์ฟเสมือนจริงให้สมจริงและ immersive มากยิ่งขึ้น

“BenQ มุ่งมั่นในการพัฒนาโซลูชันที่ช่วยยกระดับมาตรฐานของ Golf Simulation และ Entertainment Technology ให้ตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้ใช้งานยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านคุณภาพการฉายภาพ ความเสถียร หรือประสบการณ์การใช้งานที่ลื่นไหล โดยเรายังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของตลาด Immersive Entertainment ที่กำลังขยายตัวทั่วโลก” นายเฉิน กล่าวปิดท้าย

ร่วมสัมผัสประสบการณ์ “Play Like You’re There” กันได้ที่งาน THAILAND GOLF EXPO 2026 บูธ G14, G91 และ G130 Exhibition Hall 5,6 ชั้น LG ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ตั้งแต่วันนี้ – 24 พฤษภามคม 2569

ก.อุตฯ ลุยมาตรการเหล็ก!! ยกระดับตรวจเข้มโรงงานสกัดของด้อย แถลงมั่นใจเหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% ลงดาบ SKY ปรับปรุงหลังเหตุระเบิดปี 2567 ขยายผลถึงร้านค้าและไซต์งานก่อสร้างทั่วประเทศ

ก.อุตฯ แจงมาตรการเชิงรุก ยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย 

เข้มโรงงานเหล็กและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ ย้ำ!! เหล็กทุกเส้นต้องผ่าน มอก. 100% 

จากกรณีที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) มีคำสั่งให้บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด หรือ SKY กลับมาเปิดประกอบกิจการโรงงานต่อไปได้ ตั้งแต่วันที่ 5 มิถุนายน 2569 ภายหลังจากมีคำสั่งให้บริษัทฯ หยุดประกอบกิจการโรงงานเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข รวมระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน 

ภายหลังจากเกิดเหตุระเบิดและเพลิงไหม้ถังแก๊สแอลพีจีในโรงงานของ SKY เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) ได้เข้าตรวจสอบโรงงานของ SKY ในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยพบการกระทำความผิดหลายประการ อาทิ 

1) SKY ผลิตเหล็กไม่เป็นไปตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หรือ มอก. โดยเฉพาะคุณสมบัติทางเคมีในส่วนของค่าโบรอนที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (โบรอนยิ่งสูง เหล็กยิ่งเปราะ) ซึ่งสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้ยึดอายัดเหล็กในส่วนนี้ไว้ และดำเนินคดีกับบริษัทฯ 

2) จัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะฝุ่นแดง ที่มีส่วนประกอบของสารอันตราย เช่น แคดเมียม ตะกั่ว เป็นองค์ประกอบ มีการส่งออกไปกำจัดอย่างไม่ถูกต้อง อีกทั้ง มีการกองเก็บฝุ่นแดงไว้ภายในโรงงานเป็นจำนวนมากซึ่งไม่สอดคล้องกับการรายงานข้อมูลการจัดเก็บตามที่กฎหมายกำหนด 

3) ระบบบำบัดมลพลิษอากาศของ SKY ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการบำบัดกำจัดมลพิษอากาศให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดด้วยเหตุผลดังกล่าว กรอ. จึงมีคำสั่งเด็ดขาดสั่งการให้ SKY หยุดประกอบกิจการโรงงานทั้งหมดและทำการปรับปรุงแก้ไขตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคม 2567 จนกระทั่งบริษัทฯ ได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 กรอ. จึงได้อนุญาตให้บริษัทฯ กลับมาประกอบกิจการโรงงานต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อก. โดย กรอ. ร่วมกับ สมอ. และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ได้ดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทยว่าเหล็กทุกเส้นที่ผลิตจำหน่ายออกสู่ท้องตลาดต้องผ่านมาตรฐาน 100% โดยได้ปูพรมตรวจเข้มโรงงานผลิตเหล็กทุกโรงงานทั่วประเทศ ซึ่งได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการตรวจติดตาม SKY ซึ่งได้มีคำสั่งให้โรงงานที่ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายหยุดประกอบกิจการโรงงานพร้อมสั่งให้เร่งปรับปรุงแก้ไขโรงงานอีก 3 โรงงาน ในจังหวัดชลบุรีและปราจีนบุรี 

นอกจากนี้ อก. ยังได้ปรับกลไกเชิงรุกในการควบคุมคุณภาพสินค้าเหล็กให้เป็นไปตามมาตรฐานทั้งระบบ เพื่อปกป้องความปลอดภัยให้กับประชาชน ได้แก่ 

1) ยกระดับการกำกับควบคุมคุณภาพเหล็ก เป็นการกำกับดูแลตามระดับความเสี่ยง (Risk-based Surveillance) อย่างเข้มข้นตามหลักสากล โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจโรงงานกลุ่มความเสี่ยงสูงให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีการผลิต เช่น การผลิตเหล็กจากเตา Induction Furnace (IF) ที่ไม่มีการติดตั้งเตาปรุงน้ำเหล็ก (LF) จะต้องควบคุมคุณภาพของเศษเหล็กที่จะนำไปหลอมให้มีคุณภาพตาม มอก. และจะมีการเก็บตัวอย่างไปทำการทดสอบที่ถี่และเข้มข้นกว่าการผลิตด้วยเทคโนโลยีอื่น ๆ ซึ่งเป็นไปตามประกาศของ สมอ. เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์เฉพาะในการตรวจสอบ สำหรับผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้นเสริมคอนกรีต : เหล็กข้ออ้อย มาตรฐานเลขที่ มอก. 24-2559 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา อีกทั้ง สมอ. จะขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างอีกด้วย  

นอกจากนี้ สมอ. แนะนำให้โครงการภาครัฐหรือโครงสร้างอาคารสูงควรเลือกใช้เหล็กที่ผลิตจากเทคโนโลยีที่สามารถควบคุมคุณภาพเนื้อเหล็กให้ได้มาตรฐานที่สม่ำเสมอ เช่น การผลิตเหล็กจากเตาหลอมประเภท Electric Arc Furnace (EAF) ซึ่งเป็นระบบปิดที่สามารถควบคุมคุณภาพน้ำเหล็กได้ดีกว่า ทำให้การผลิตสินค้าเหล็กมีคุณภาพที่สม่ำเสมอ เป็นต้น 

2) เพิ่มความเข้มงวดในกรณีของโรงงานที่ถูกสั่งให้หยุดประกอบกิจการโรงงานทุกโรงงาน โดยภายหลังจากมีการปรับปรุงก้ไขโรงงานตามคำสั่งเสร็จแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานอย่างเข้มข้นและทำการเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กในทุก heat และทุกรุ่น (Lot) ของการผลิต พร้อมขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านจำหน่ายและไซต์งานก่อสร้างที่มีการรับซื้อและใช้เหล็กจากโรงงานดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชนผู้บริโภค ในขณะเดียวกัน หากร้านจำหน่ายหรือไซต์งานก่อสร้างใดมีการใช้เหล็กที่ไม่มั่นใจในคุณภาพว่าเป็นไปตาม มอก. หรือไม่ ขอให้แจ้งกระทรวงอุตสาหกรรมเพื่อเข้าทำการตรวจสอบ 

3) ในส่วนของการจัดการกากอุตสาหกรรมโดยเฉพาะฝุ่นแดง กรอ. จะเข้าทำการตรวจสอบโรงงานที่จะรับกำจัดฝุ่นแดงจากโรงงานดังกล่าวทุกโรงงานอย่างเข้มงวด พร้อมควบคุมการขนส่งฝุ่นแดงอย่างใกล้ชิดในทุกรอบการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าฝุ่นแดงดังกล่าวจะถูกนำไปกำจัดได้อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมาย  

4) ยกระดับผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต โดยเพิ่มข้อกำหนดที่เข้มงวดเกี่ยวกับการคัดเลือก 

เศษเหล็ก บังคับให้กระบวนการผลิตต้องผ่านเตาปรุงน้ำเหล็ก มีการตรวจโครงสร้างทางโลหะวิทยา  

และจำกัดกรรมวิธีเพิ่มความแข็งแรงแบบ Temp Core  

กระทรวงอุตสาหกรรมยืนยันว่า การพิจารณาให้โรงงานกลับมาดำเนินการได้ในปัจจุบัน มิได้เป็นการยกเลิกความผิดที่เกิดขึ้นในอดีต หรือยุติการดำเนินคดีที่อยู่ในกระบวนการกฎหมาย แต่เป็นการพิจารณาจากผลการแก้ไขข้อบกพร่องตามเงื่อนไขและกฎหมายที่หน่วยงานกำหนด และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและตรวจติดตามอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง 

อีกทั้ง กระทรวงอุตสาหกรรมยังมุ่งยกระดับและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเหล็กด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและใช้พลังงานต่ำในการผลิตเหล็กให้มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานควบคู่กับการควบคุมความสม่ำเสมอของคุณภาพเหล็กอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง สมอ. อยู่ระหว่างเสนอ “แผนปฏิบัติการระดับชาติเพื่อการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีการผลิตเหล็ก (National Transition Plan)” ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเด็ดขาดและยกระดับอุตสาหกรรมเหล็กไทย ตลอดจนผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีการผลิตที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพสูง ซึ่งจะเป็นการตัดวงจรการผลิตสินค้าด้อยคุณภาพตั้งแต่ต้นน้ำ เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคและความปลอดภัยสาธารณะ ควบคู่กับการพลิกโฉมโรงงานเหล็กเส้นเสริมคอนกรีตทั่วประเทศ และสร้างรากฐานความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมเหล็กไทยต่อไป

ลมกรดไทยสะเทือนเอเชีย!! “บิว ภูริพล” กด 20.03 วิฯ คว้าทอง 200 เมตรชาย ทุบสถิติประเทศไทย ลุ้นก้าวต่อไปสู่มนุษย์ไทย Sub-20

วันที่ 7 มิถุนายน 2569 "เทพบิว" ภูริพล บุญสอน ในวัย 20 ปี เพิ่งทำให้คนไทยทั้งประเทศต้องหยุดหายใจ เมื่อเขาสับฝีเท้าเข้าเส้นชัยด้วยเวลา 20.03 วินาที ทำลายสถิติประเทศไทยเดิม (20.07 วินาที) ของตัวเองลงอย่างราบคาบ 

ไฮไลต์สำคัญคือ ประเภทวิ่ง 200 เมตร ชาย รอบชิงชนะเลิศ "บิว" ภูริพล บุญสอน ลมกรดหนุ่มทีมชาติไทยวัย 20 ปี เจ้าของสถิติประเทศไทย

ผลการแข่งขันปรากฎว่า นักวิ่งชาวไทย ยังคงเหนือชั้นโชว์สปีดนำม้วนเดียวจบเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก ด้วยเวลา 20.03 วินาที คว้าเหรียญทองมาครองได้สำเร็จ

ตัวเลข 0.03 วินาทีที่เหลืออยู่ ดูเหมือนจะน้อยนิดเพียงแค่การกะพริบตา แต่มันคือช่องว่างที่กว้างใหญ่ที่สุดในเชิงสรีรศาสตร์และวิทยาศาสตร์การกีฬา

หาก เทพบิว ต้องการจะเป็นมนุษย์ไทยคนแรกที่วิ่งต่ำกว่า 20 วินาที (Sub-20) เขาอาจต้องใช้ "พิมพ์เขียว" จาก เซียะ เจิ้นเย่ (Xie Zhenye) เจ้าของสถิติเอเชียชาวจีนผู้เคยปิดดีลที่ 19.88 วินาทีมาแล้ว

ที่มา : https://www.sanook.com/sport/1636839/
        https://www.siamsport.co.th/other-sports/104833/

‘ศุภจี’ ลุยตรวจพระเมรุมาศ!! ลงพื้นที่ชมงานพระเมรุมาศ ความคืบหน้าชัดเจนทุกส่วน ร่วมกับทีมงานกระทรวงวัฒนธรรม พร้อมเปิดเผยแผนขั้นต่อไป

5 มิ.ย. 2569 – เมื่อเวลา 09.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ประธานกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ และบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ลงพื้นที่ตรวจติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานจัดสร้างพระเมรุมาศ สิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ การบูรณปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศ และการจัดสร้างเครื่องประกอบงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พร้อมด้วยนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศและบูรณะ ปฏิสังขรณ์ราชรถและพระยานมาศงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นายอนันต์ ชูโชติ ผศ.อนุชา ทีรคานนท์ นาวาตรีวรวิทย์ เตชะสุภากูร อนุกรรมการ โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายพนมบุตร จันทรโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ผู้บริหารกรมศิลปากร และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและรายงานความคืบหน้า ณ อาคารวิธานสถาปกศาลา (โรงขยายแบบ) ท้องสนามหลวง

กพอ. ชี้ลุย EECiti !! ติดเครื่อง PPP พัฒนาสาธารณูปโภค มูลค่า 7.2 หมื่นล้านบ. ลงทุน 10 ระบบ รองรับศูนย์กีฬา–เมืองอัจฉริยะ มาตรการหนุนสนามบินอู่ตะเภาจ่อเริ่มเร็ว

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 2/2569 วันที่ 5 มิถุนายน 2569
ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ชั้น 3 ทำเนียบรัฐบาล โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) หรือ EECO เป็นเลขานุการการประชุมฯ ทั้งนี้ กพอ. ได้พิจารณา และมีมติในเรื่องที่สำคัญ ดังนี้

1. ความก้าวหน้าดำเนินการพัฒนาในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti กพอ. ได้รับทราบความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ที่สำคัญ อาทิ การจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินทำให้มีพื้นที่พร้อมพัฒนาประมาณ 6,168 ไร่ การจัดตั้งพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษในระยะแรก การออกแบบจัดทำแผนผังการพัฒนา และรายงานการศึกษาและวิเคราะห์โครงการร่วมลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคส่วนกลางของโครงการ รวมถึงการเตรียมระบบบริหารจัดการน้ำ และโครงข่ายถนน และการเตรียมพื้นที่ให้เป็น Landmark แห่งใหม่ เพื่อรองรับศูนย์กีฬานานาชาติที่มีมาตรฐานสากล และศูนย์สันทนาการระดับโลก (World Class Entertainment & Leisure Hub) ซึ่งกพอ.ได้มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

และ สกพอ.พิจารณาเป็นหน่วยงานเจ้าของโครงการที่จะดำเนินการต่อไปในลักษณะของโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) โดยทั้งสองหน่วยงานจะจัดทำรายงานวิเคราะห์โครงการและนำเสนอ กพอ. พิจารณาต่อไป

กพอ. ได้เห็นชอบในการกำหนดให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางภายในEECiti เป็นโครงการที่ดำเนินการตามขั้นตอนการคัดเลือกเอกชน ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชน หรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (PPP EEC Track) เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุนพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการ EECiti รวม 10 ระบบ มูลค่าประมาณ 72,042 ล้านบาท อาทิ ระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ จัดการขยะ พื้นที่สีเขียวและภูมิทัศน์ส่วนกลาง  โดย สกพอ. จะเตรียมการจัด Market Sounding เพื่อรับฟังความคิดเห็นและทดสอบความสนใจภาคเอกชน ก่อนนำเสนอขออนุมัติดำเนินโครงการ PPP อีกครั้ง โดยคาดว่าจะประกาศเชิญชวนเอกชนให้เข้าร่วมลงทุนในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะเริ่มพิจารณาผล เห็นชอบผลการคัดเลือกเอกชน และร่างสัญญาร่วมลงทุน รวมทั้งก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้ ในปี 2571นอกจากนั้น กพอ. ได้เห็นชอบการปรับขอบเขตพื้นที่พื้นที่โครงการ EECiti เพื่อจัดสรรและบริหารแปลงพัฒนาที่เหมาะสมกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาโครงการมากยิ่งขึ้น และเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน โดยจะเสนอ ครม. เพื่อพิจารณาทบทวนมติจากเดิมที่ได้เห็นชอบให้ สกพอ. เข้าใช้ประโยชน์ที่ดินของ สปก. จากจำนวนประมาณ
14,619 ไร่ เป็น จำนวน 14,586 ไร่ ต่อไป

2. มาตรการสนับสนุนที่จำเป็นและเร่งด่วนสำหรับโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกเพิ่มเติม (EECa) กพอ. ได้เห็นชอบในการกำหนดมาตรการเพื่อกระตุ้นให้เกิดการเริ่มโครงการ EECaได้โดยเร็ว เช่น การอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าอยู่อาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบกิจการในพื้นที่ การลด ภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่เข้าออกสนามบินอู่ตะเภา การลดค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการเช่าและการโอนอสังหาริมทรัพย์ การกำหนด EECa Visa เพื่อรองรับกลุ่มผู้เข้าอยู่อาศัยในอสังหาริมทรัพย์ที่จะพัฒนาขึ้นในโครงการ การยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและประกอบกิจการในพื้นที่ EECa ที่จะกำหนดเป็นเขตประกอบการค้าเสรี (Free Trade Zone) เป็นต้น

ทั้งนี้ กพอ. ได้มอบหมายให้ สกพอ. นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติมาตรการสนับสนุนที่จำเป็นดังกล่าว รวมถึงมาตรการสนับสนุนที่ กพอ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการไว้แล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 และมอบหมายให้ สกพอ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการออกกฎหมายรองรับให้มาตรการทั้งหมดมีผลใช้บังคับโดยเร็วต่อไป

รศ.ดร.กิริยา เศรษฐศาสตร์ มธ. ชี้บอร์ดปรับแรงงาน!! ปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ เคาะฐานเงินเฟ้อ 2.9% ทุกปี เสนอขยายสาขาเพิ่มความโปร่งใส จี้รัฐช่วยลดภาระ SMEs

หนุนปรับค่าจ้างฝีมือ 129 อาชีพ แนะเคาะเพิ่มทุกปีตาม ‘เงินเฟ้อ’ จี้รัฐลดค่าครองชีพ ไม่โยนภาระ SMEs

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ชี้ บอร์ดค่าจ้างปรับค่าแรงตามฝีมือ 129 อาชีพ เป็นทิศทางที่ดี แต่ควรอธิบายที่มาตัวเลข 2.9% ที่ใช้เป็นฐานคำนวณให้ชัด พร้อมเดินหน้า “ขยายกลุ่มอาชีพ – ยกระดับความโปร่งใสระบบไตรภาคี - ส่งเสริมการรวมตัวส่งเสียงถึงระดับนโยบาย” ระบุ ขึ้นค่าจ้างตามฝีมือไม่ใช่เหตุผลที่จะไม่ปรับ “ค่าจ้างขั้นต่ำ” และต้องไม่โยนให้เป็นภาระ SMEs ฝ่ายเดียว แต่รัฐควรช่วยลดค่าครองชีพด้วย

รศ. ดร.กิริยา กุลกลการ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ถือเป็นทิศทางที่ดีที่คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดค่าจ้าง) มีมติเห็นชอบปรับเพิ่มค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงาน 129 สาขา โดยใช้อัตรา 2.9% เป็นฐานเริ่มต้นในการคำนวณ พร้อมพิจารณาปรับเพิ่มให้เหมาะสมกับทักษะฝีมือและสอดรับความต้องการตลาดแรงงาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีแผนหรือความชัดเจนในการปรับค่าจ้างแรงงานกลุ่มนี้ แต่คณะกรรมการค่าจ้างก็ควรชี้แจงถึงหลักเกณฑ์หรือที่ไปที่มาของตัวเลข 2.9% และตัวเลขที่จะปรับขึ้นจากฐานนี้ในแต่ละสาขาอาชีพ ว่ามาได้อย่างไรด้วย ซึ่งจะทำให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจ สามารถประเมินความเหมาะสมของตัวเลขได้

อย่างไรก็ตาม คิดว่าตัวเลข 2.9% มาจากอัตราเงินเฟ้อของไทยในเดือน เม.ย. 2569 เพราะตัวเลขเงินเฟ้อก็อยู่ที่ 2.9% เช่นกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง จะช่วยรักษากำลังซื้อของแรงงานได้ในระดับหนึ่ง ส่วนตัวสนับสนุนให้คณะกรรมการค่าจ้างปรับอัตราฐานในการคำนวณตามเงินเฟ้อทุกปี เพื่อช่วยให้แรงงานได้รับค่าจ้างพื้นฐานที่เหมาะสมกับสถานการณ์ความเป็นจริง

สำหรับแนวทางในระยะต่อไป คณะกรรมการค่าจ้างควรพิจารณาดำเนินการเพิ่มเติมอีก 3 ส่วน เพื่อให้การปรับค่าจ้างเกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ประกอบด้วย

1. การขยายสาขาอาชีพที่ถูกกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานให้ครอบคลุมมากขึ้น เพิ่มช่องทางเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบ และการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อให้แรงงานสาขาอาชีพอื่นๆ อีกจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และแรงงานนอกระบบ มีโอกาสได้รับค่าจ้างที่สอดรับทักษะฝีมือของตัวเอง

2. ยกระดับความโปร่งใสและคุณภาพของระบบไตรภาคี และระบบข้อมูลตลาดแรงงานของประเทศ การกำหนดค่าจ้าง โดยเฉพาะค่าจ้างขั้นต่ำ ควรตั้งอยู่บนข้อมูลด้านค่าจ้างจริง ผลิตภาพแรงงาน ภาวะขาดแคลนแรงงาน และค่าครองชีพ มากกว่าการต่อรองเชิงการเมือง ขณะเดียวกัน ควรมีการปฏิรูประบบผู้แทนไตรภาคีให้สะท้อนตัวแทนของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง เช่น ตัวแทนนายจ้างควรมีฝั่ง SMEs เข้าไปเป็นตัวแทนด้วย หรือผู้ที่มาเป็นตัวแทนไม่ควรผูกขาดตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานเป็น 10 ปี ฯลฯ

3. ส่งเสริมการรวมตัวของแรงงานเพื่อให้เสียงของผู้ใช้แรงงานได้รับการสะท้อนอย่างเหมาะสมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และตัวแทนภาครัฐต้องมีความเป็นอิสระทางวิชาการ และใช้ข้อมูลเป็นฐานในการตัดสินใจ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า การปรับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานไม่สามารถทดแทนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำได้ จึงไม่ควรนำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลที่จะไม่ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ เพราะปัจจุบันมีผู้ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ราว 5 ล้านคน และวัตถุประสงค์ของค่าจ้างขั้นต่ำคือการคุ้มครองแรงงาน ขณะที่ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแรงงานมีไว้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ ทั้งสองส่วนจึงเป็นสิ่งที่ควรส่งเสริมกันและกัน และในระยะยาว รัฐบาล คณะกรรมการค่าจ้าง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรมีเป้าหมายที่จะเดินไปสู่การใช้หลักค่าจ้างเพื่อการดำรงชีวิต (Living Wage) หรือระดับค่าจ้างที่ทำให้ครอบครัวสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพที่ดี ไม่ใช่เพียงอยู่รอดเท่านั้น

ตัวอย่างเช่น คำนวณว่าครอบครัวที่อยู่กัน 4 คน พ่อ แม่ และลูก 2 คนที่อายุต่ำกว่า 15 ปี (ไม่สามารถสร้างรายได้ของตัวเอง) ควรจะต้องมีรายได้ที่อัตราเท่าใดจึงจะสามารถทำให้ทุกคนในครอบครัวได้รับโภชนาการที่ดีเพียงพอ มีที่พักอาศัยที่ไม่อัตคัดจนเกินไป มีพอสำหรับค่าการศึกษา และสำรองค่ารักษาพยาบาลกรณีจำเป็น ซึ่งขณะนี้ในหลายประเทศใช้แนวคิดนี้มากขึ้น และในยุโรปมีการใช้เรื่องนี้มากดดันซัพพลายเชน (ห่วงโซ่อุปทาน) เลยว่า หากมีการจ้างงานค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรม ก็อาจโดนไม่ให้ส่งสินค้าไปยังประเทศนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐไม่ควรโยนภาระเรื่องการปรับค่าจ้างให้เป็นภาระของ SMEs เพียงฝ่ายเดียว แต่ควรหามาตรการช่วยลดค่าครองชีพควบคู่ไปกับการเพิ่มศักยภาพและความสามารถของผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนมากกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ เพื่อให้การปรับค่าจ้างไม่ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในระยะยาว

“ต้องยอมรับว่าค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่พอกับค่าครองชีพในปัจจุบัน การปรับค่าจ้างในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกไม่แน่นอนและเศรษฐกิจไทยไม่ค่อยดี จำเป็นต้องทำด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับ SMEs ดังนั้นในระหว่างนี้จึงเป็นหน้าที่รัฐบาลที่จะต้องเข้ามาดู และหาวิธีที่จะทำให้คนอยู่ให้ได้” รศ. ดร.กิริยา กล่าว

“ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์” ขยายที่ไทย!! จับมือ GPS2GO เสริมแกร่งตลาด ขยายฐานลูกค้าและพันธมิตรในไทย ผสานแพลตฟอร์มระดับโลกและท้องถิ่น ผลักดันโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะทั่วอาเซียน

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ปักหมุดอาเซียน ประกาศซื้อกิจการ GPS2GO ในไทย

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ (Directed Technologies) ประกาศเข้าซื้อกิจการของผู้ให้บริการระบบเทเลเมติกส์ชั้นนำของไทยอย่าง GPS2GO โดยเป็นความเคลื่อนไหวในทางกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งและขยายเครือข่ายธุรกิจในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตามแผนผลักดันการเติบโตในระดับภูมิภาค

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้จะช่วยให้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานปฏิบัติงานที่มั่นคงยิ่งขึ้นในประเทศไทย โดยได้รับแรงหนุนจากเครือข่ายลูกค้าและพันธมิตรที่แข็งแกร่ง โซลูชันเทคโนโลยีที่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนทีมงานในพื้นที่ที่มีความเชี่ยวชาญสูง นอกจากนี้ ยังเป็นการต่อยอดรากฐานธุรกิจเดิมของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ในตลาดไทย ซึ่งมีความพร้อมอยู่แล้วในปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลลูกค้า การวิเคราะห์ข้อมูล และการขาย

ไทยมีบทบาทสำคัญในซัพพลายเชนอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ในฐานะศูนย์กลางการผลิตรายใหญ่ครอบคลุมทั้งรถบรรทุก รถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถเพื่อการพาณิชย์ ประกอบกับการที่ลูกค้าหลายรายของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการผลิตอยู่ในภูมิภาคนี้ การดูแลพื้นที่โดยตรงจึงมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรองรับความต้องการทั้งในกลุ่มผู้รับจ้างผลิต (OEM) และกลุ่มตลาดอะไหล่ทดแทน

สำหรับการควบรวมกิจการครั้งนี้ คุณหทัยชนก ลีฬหาทร จะเข้าดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO ควบคู่กับตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศไทยของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ประเทศไทย เพื่อสานต่อการดำเนินงานร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตภายใต้ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ อย่างมั่นคงในเฟสต่อไป

“การขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มพื้นที่บนแผนที่ แต่คือการยกระดับขีดความสามารถในการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดด้วยทีมงานในพื้นที่ ในตลาดยานยนต์ที่มีความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาค” คุณสตีฟ ซีโอลิส (Steve Siolis) ซีอีโอของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ กล่าว “การจับมือกับ GPS2GO เปิดโอกาสให้เรานำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างล้ำลึกในท้องถิ่น มาหลอมรวมเข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของเรา เพื่อมอบโซลูชันยานยนต์อัจฉริยะให้แก่กลุ่ม OEM และลูกค้าระดับองค์กรที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วทั้งภูมิภาค”

“ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การเติบโตของ GPS2GO ในเฟสต่อไป ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาอย่างแข็งแกร่งในไทย มาต่อยอดเพื่อดูแลสนับสนุนลูกค้าทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” คุณหทัยชนก ลีฬหาทร ผู้จัดการทั่วไปของ GPS2GO กล่าว “การผสานองค์ความรู้ที่เราศึกษามาอย่างเจาะลึกในตลาด เข้ากับแพลตฟอร์มระดับโลกของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ทำให้เรามีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้อย่างตรงจุด พร้อมยึดมั่นในรากฐานอันแข็งแกร่งในระดับสากล”

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ยังเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการขยายระบบนิเวศ e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ ให้เติบโตยิ่งขึ้นทั่วภูมิภาคอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม e.things ของไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ นั้นหลอมรวมระบบเทเลเมติกส์ ฮาร์ดแวร์ IoT ระบบเครือข่าย และการวิเคราะห์ข้อมูลอัจฉริยะบนคลาวด์ เข้าไว้ด้วยกันอย่างเบ็ดเสร็จ เพื่อรองรับโปรแกรมของผู้ผลิต OEM การบริหารจัดการฟลีตรถยนต์ ตลอดจนระบบนิเวศแอปพลิเคชันที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ไดเร็คเต็ด เทคโนโลยีส์ มีฐานการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งในเอเชียแปซิฟิก ยุโรป แอฟริกา และทวีปอเมริกา โดยยังคงเดินหน้าผลักดันธุรกิจให้เติบโตในระดับสากล ด้วยการเข้าซื้อกิจการและการจับมือเป็นพันธมิตรในกลุ่มเป้าหมาย เพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มยานยนต์อัจฉริยะที่มีความเชื่อมโยงและยืดหยุ่นยิ่งขึ้นในตลาดหลัก ๆ ทั่วโลก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top