Saturday, 22 August 2026
NEWS

“แลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์” รับถ้วยพระราชทาน!! ทีมวิ่งการกุศลร่วมพลัง 174 คนร่วมวิ่งการกุศลวันสภากาชาด บริจาค 141,600 บาท สนับสนุนกิจกรรม ถ้วยรางวัลทีมที่มีผู้เข้าร่วมสูงสุด

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย รับถ้วยรางวัลพระราชทานในกิจกรรมวิ่งการกุศล "Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026"

ทีมงานและผู้สำเร็จหลักสูตรรวม 174 คน ร่วมใจกันสนับสนุนสภากาชาดไทย ผ่านการเข้าร่วมการแข่งขันเป็นทีมและการสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม

ทีมงาน ผู้นำโปรแกรม และผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ประเทศไทย (Landmark Worldwide Thailand ) รวม 174 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมวิ่งการกุศล Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในนามทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ เพื่อสนับสนุนภารกิจด้านมนุษยธรรมของสภากาชาดไทย

ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ร่วมฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่องเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับงานนี้ โดยส่งตัวแทนเข้าร่วมการแข่งขันครบทั้ง 4 ระยะ ได้แก่ 2 กิโลเมตร (36 คน ), 7 กิโลเมตร (51 คน ), 10 กิโลเมตร (54 คน ) และฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตร (33 คน ) นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมทุกคนยังบริจาคเงินส่วนตัวเพื่อสนับสนุนสภากาชาดไทย รวมเป็นเงินบริจาคทั้งสิ้น 141,600 บาทโดยประมาณ

การแข่งขันครั้งนี้มีจุดเริ่มต้นและเส้นชัย ณ หอประชุมกองทัพเรือ กรุงเทพมหานคร โดยเส้นทางวิ่งทอดผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาอันเป็นจุดเด่นสำคัญ รวมถึงสถานที่ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันโดดเด่นของกรุงเทพฯ ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเลือกแข่งขันได้หลายระยะทาง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมหลายพันคนมารวมพลังกันสนับสนุนสภากาชาดไทย

ด้วยพลังความร่วมมือและการร่วมบริจาค ทีมแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ จึงได้รับถ้วยพระราชทานในพิธีมอบรางวัลภายหลังเสร็จสิ้นการแข่งขัน โดยรางวัลดังกล่าวมอบให้แก่ทีมที่มีจำนวนผู้เข้าร่วมการแข่งขันมากที่สุด

ในงานวิ่งครั้งนี้ สมาชิกทีมสวมเสื้อที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษ โดยด้านหน้าพิมพ์ข้อความ "RUN for Transformation" และด้านหลังพิมพ์ข้อความ " อย่าแพ้เสียงในหัว " เพื่อสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ ในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างความเป็นไปได้ใหม่ และให้พลังผู้คนได้สร้างผลลัพธ์ในชีวิตที่ให้แรงบันดาลใจและไปเหนือกว่าสิ่งที่คาดเดาได้

จากความตั้งใจของทีมงานและสมาชิกในชุมชนแลนด์มาร์คที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน เพื่อเสริมสร้างสุขภาพของตนเองควบคู่ไปกับการสนับสนุนกิจกรรมการกุศล ได้ก่อให้เกิดเป็นทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจำนวน 174 คน ที่ร่วมใจกันเตรียมความพร้อม ฝึกซ้อม และลงแข่งขันไปด้วยกัน สำหรับผู้เข้าร่วมหลายคน กิจกรรมครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างนิสัยใหม่ ๆ กระชับความสัมพันธ์ และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม

"นี่คือช่วงเวลาแห่งความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน" จี๊ป ตั้งกิตติสุวรรณ ผู้นำแลนด์มาร์คฟอรั่ม ประเทศไทย กล่าว "วันนี้ ผู้สำเร็จหลักสูตรจากแลนด์มาร์คได้มารวมตัวกันเพื่อร่วมงานวิ่ง Bangkok Double Bridge Half Marathon for Red Cross 2026 เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลถ้วยพระราชทาน และภาคภูมิใจที่สุดกับคุณค่าของรางวัลนี้ ที่สะท้อนถึงการร่วมแรงร่วมใจกันด้วยเป้าหมายเดียวกันในการสนับสนุนสภากาชาดไทย นับเป็นภาพสะท้อนความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันอย่างชัดเจน"

เกี่ยวกับแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์ :
แลนด์มาร์คนำเสนอหลักสูตรต่าง ๆ ในกว่า 20 ภาษา ครอบคลุมกว่า 124 ประเทศทั่วโลก โดยมีผู้เข้าร่วมแลนด์มาร์คฟอรั่มแล้วกว่า 3.5 ล้านคน และก่อให้เกิดโครงการเพื่อสังคมกว่า 250,000 โครงการทั่วโลก ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของแลนด์มาร์ค เวิลด์ไวด์

ที่มา : แลนด์มาร์ค

จีนขยับบทบาทผู้นำภูมิอากาศโลก!! ครั้งที่ 2 รวมผู้เชี่ยวชาญ 300 คน จาก 23 ประเทศ UNDP–HIT เปิด Climate Leadership Initiative เชื่อมเทคโนโลยี ธุรกิจ และนโยบายภูมิอากาศ มุ่งยกระดับบทบาทสากลของจีน

สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินร่วมเป็นเจ้าภาพการประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 2 พร้อมเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ

การประชุมนานาชาติว่าด้วยภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (International Conference on Climate Leadership) ครั้งที่ 2 จัดขึ้น ณ เมืองฮาร์บิน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 18-20 กรกฎาคม 2569 โดยมีคณะบริหารธุรกิจของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน (Harbin Institute of Technology: HIT), สถาบันการก่อสร้างอย่างยั่งยืน เดอะ บาร์ตเลตต์ (The Bartlett School of Sustainable Construction) แห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (UCL) และสมาคมเศรษฐกิจจีนประจำสหราชอาณาจักรและยุโรป (Chinese Economic Association UK/Europe) เป็นเจ้าภาพร่วม การประชุมครั้งนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการกว่า 300 คน จากมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย 111 แห่ง ครอบคลุม 23 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก พร้อมด้วยผู้แทนจากองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ภาคธุรกิจ และวารสารวิชาการชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการล่าสุดและแนวปฏิบัติระดับโลกด้านภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมร่วมผลักดันองค์ความรู้และแนวทางของจีนเพื่อสนับสนุนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก นอกจากนี้ โครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ (The Climate Leadership Initiative) ที่ร่วมกันนำเสนอโดยสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินและ UNDP ยังได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในการประชุมครั้งนี้

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิระดับโลกเข้าร่วมเป็นวิทยากรหลักอย่างคับคั่ง ประกอบด้วยสมาชิกของราชสมาคมแห่งแคนาดา สถาบันสังคมศาสตร์แห่งออสเตรเลีย สถาบันวิทยาศาสตร์แห่งยุโรป และราชสมาคมแห่งเอดินบะระ ตลอดจนบรรณาธิการบริหารของวารสารวิชาการชั้นนำระดับนานาชาติ เช่น Academy of Management Journal และ Review of Economic Studies นอกจากนี้ ยังมีผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงจากองค์กรต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ อดีตรองผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือระดับภูมิภาคของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) สมาชิกสภาบริหารของสมาคมวิจัยพลังงานแห่งประเทศจีน และผู้ช่วยผู้แทน UNDP ประจำประเทศจีน วิทยากรเหล่านี้มีความเชี่ยวชาญในสาขาการจัดการ เศรษฐศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าของโลกในสาขาดังกล่าว

ขณะเดียวกัน บรรณาธิการบริหารจากวารสารวิชาการชั้นนำกว่า 10 ฉบับ ซึ่งรวมถึงวารสารในเครือ Nature Portfolio และ Cell Press ได้เข้าร่วมการประชุมสำหรับบรรณาธิการวารสาร เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางและแนวโน้มสำคัญของวงการวิชาการ นอกจากนี้ องค์กรระหว่างประเทศชั้นนำ 5 แห่ง ได้แก่ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP), องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF), สถาบันทรัพยากรโลก (WRI) และ Climate Bonds Initiative (CBI) ได้เข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดย UNDP เป็นองค์กรแรกที่จัดการประชุมคู่ขนานของตนเองภายในงาน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับและอิทธิพลของการประชุมนี้ในเวทีนานาชาติ

ภายในการประชุมมีการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำบทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภาคธุรกิจ ในการเชื่อมโยงนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านสภาพภูมิอากาศ แนวปฏิบัติทางธุรกิจ และการกำหนดนโยบายด้านการกำกับดูแลเข้าด้วยกัน โครงการดังกล่าวยังส่งเสริมให้มีการกระชับความร่วมมือระหว่างคณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัย และภาคธุรกิจ นับเป็นอีกก้าวสำคัญของสถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินในการใช้ประโยชน์จากจุดแข็งด้านสหวิทยาการของมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของจีนก้าวจากการเป็นผู้มีส่วนร่วม สู่การเป็นผู้นำในการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลก

ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำที่บูรณาการความเป็นเลิศด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจเข้าด้วยกัน สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บินได้สร้างเวทีความร่วมมือระดับนานาชาติที่เปิดกว้างสำหรับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การรวบรวมนักวิชาการชั้นนำจากทั่วโลก ไปจนถึงการเปิดตัวโครงการริเริ่มภาวะผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมว่า มหาวิทยาลัยของจีนไม่เพียงมีบทบาทในฐานะผู้มีส่วนร่วมเท่านั้น แต่ยังสามารถก้าวขึ้นเป็นผู้กำหนดวาระและผู้ขับเคลื่อนการกำกับดูแลสภาพภูมิอากาศในระดับโลกได้อีกด้วย และด้วยวิสัยทัศน์ที่เปิดกว้าง สถาบันวิศวกรรมศาสตร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับศตวรรษแห่งนี้ ยังคงเดินหน้านำเสนอองค์ความรู้และแนวทางของจีน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกต่อไป

ที่มา: สถาบันเทคโนโลยีฮาร์บิน

ญี่ปุ่นไม่ฟ้องหญิงไทยวัย 28 ปี!! จากผู้ต้องสงสัยสู่การไม่ฟ้อง เชื่อไม่รู้ว่ากาแฟมีไอซ์ซุกซ่อน หลังอัยการเห็นเป็นผู้หิ้วสินค้าโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง เตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

อัยการญี่ปุ่นสั่ง “ไม่ฟ้อง” น.ส.จุฑาทิพย์ หญิงไทยวัย 28 ปี หิ้วกาแฟซุกไอซ์ ถูกจับได้ที่สนามบินฟุกุโอกะ

โดยมองว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีเจตนา หรือน่าเชื่อได้ว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” กับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติ เป็นเพียงผู้หิ้วนำเอาสินค้าซึ่งไม่รู้ว่ามีการซุกซ่อนยาเสพติดเข้าญี่ปุ่น

อีกทั้งไม่เคยมีประวัติที่เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด หรือพัวพันในเรื่องยาเสพติดมาก่อน จึงเตรียมผลักดันกลับประเทศไทยต่อไป

หมายเหตุ โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3740121786140488/?rdid=tSFE6xilmVkkbMXc#

เปิดแนวทางจัดการมรดกดิจิทัล ลิขสิทธิ์ 50 ปี จากคลิปท่องเที่ยวสู่ทรัพย์สินทางปัญญา ‘ฮลุน โซโล่’ ยังได้รับคุ้มครองลิขสิทธิ์ กรมทรัพย์สินฯ แนะทายาทยื่นจัดการมรดก ก่อนดูแลบัญชียูทูบและผลประโยชน์ของ ‘ฮลุน โซโล่’

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแจง คลิปยูทูบของ “ฮลุน โซโล่” ยังได้รับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ 50 ปีนับจากวันเผยแพร่ครั้งแรก ขณะที่สิทธิในช่องและรายได้สามารถตกทอดแก่ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทโดยธรรมได้ พร้อมแนะยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อดำเนินการดูแลบัญชีต่อไป

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงกรณีการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของ “ฮลุน โซโล่” ภายหลังเสียชีวิต โดยระบุว่า คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนยูทูบถือเป็นงานที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์

คลิปวิดีโอมีองค์ประกอบสร้างสรรค์หลายส่วน เช่น ภาพสถานที่ท่องเที่ยว การเลือกและเรียบเรียงฟุตเทจ จังหวะการตัดต่อ ดนตรีประกอบ เสียงเอฟเฟกต์ และข้อความบรรยาย เมื่อบันทึกไว้ในอุปกรณ์หรือหน่วยความจำและสามารถนำกลับมาเล่นซ้ำได้ จึงเข้าข่าย “งานโสตทัศนวัสดุ” ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ฮลุน โซโล่ ในฐานะผู้สร้างสรรค์ผลงาน เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทันทีที่สร้างคลิปขึ้น และมีสิทธิในการทำซ้ำ ดัดแปลง เผยแพร่ต่อสาธารณชน อนุญาตให้ผู้อื่นใช้ผลงาน รวมถึงดำเนินคดีกับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้

สำหรับระยะเวลาคุ้มครอง งานโสตทัศนวัสดุจะได้รับความคุ้มครอง 50 ปีนับจากวันที่สร้างสรรค์ผลงาน แต่หากมีการเผยแพร่ต่อสาธารณชนภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะคุ้มครองต่อเนื่อง 50 ปีนับจากวันที่เผยแพร่ครั้งแรก ดังนั้น วันที่อัปโหลดคลิปแต่ละชิ้นลงยูทูบจึงถือเป็นวันเผยแพร่ครั้งแรกของคลิปนั้น

ลิขสิทธิ์ยังถือเป็นทรัพย์สินที่สามารถโอนหรือส่งต่อเป็นมรดกได้เช่นเดียวกับบ้าน รถยนต์ เงินฝาก หรือที่ดิน หากผู้เสียชีวิตทำพินัยกรรมไว้ สิทธิในลิขสิทธิ์จะตกแก่ผู้รับพินัยกรรมตามที่ระบุ แต่หากไม่มีพินัยกรรม สิทธิจะตกแก่ทายาทโดยธรรมตามกฎหมาย เช่น บุตร บิดามารดา พี่น้อง ปู่ย่าตายาย และญาติในลำดับถัดไป โดยคู่สมรสมีสิทธิรับมรดกร่วมด้วย

กรมทรัพย์สินทางปัญญาแนะนำให้ผู้รับพินัยกรรมหรือทายาทรวบรวมเอกสารของผู้เสียชีวิต และยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอแต่งตั้งเป็นผู้จัดการมรดก จากนั้นสามารถนำคำสั่งศาลไปใช้จัดการบัญชียูทูบ สิทธิในช่อง และรายได้ที่เกิดขึ้น เพื่อดูแลและจัดสรรผลประโยชน์ต่อไป 

ที่มา : https://mgronline.com/onlinesection/detail/9690000074972

Luckin Coffee ปิดมหากาพย์คดี 5 ปี!! ชนะคดีเครื่องหมายการค้าในไทย คดีโลโก้กวางเลียนแบบ วางบรรทัดฐานจดทะเบียนไม่สุจริต ชดใช้กว่า 95 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 บริษัท ลัคกิ้น คอฟฟี่ (Luckin Coffee) แบรนด์กาแฟชั้นนำจากประเทศจีน ได้ออกมาประกาศอย่างเป็นทางการถึงความสำเร็จในการชนะคดีเครื่องหมายการค้ากับบริษัทคู่กรณีในประเทศไทย นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่มีการยื่นรับรองแนวคิด "การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าโดยไม่สุจริต" อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่สำคัญสำหรับแบรนด์นานาชาติและแบรนด์จีนในการปกป้องสิทธิประโยชน์ทางธุรกิจในประเทศไทย

Luckin Coffee ประกาศ ณ วันที่ 27 ก.ค. 2569 ผ่านบัญชีโซเชียล “เวยปั๋ว” แจงต่อสาธารณะว่า Luckin ชนะการอุทธรณ์คดีละเมิดเครื่องหมายการค้า ซึ่งคู่กรณีคือบริษัทไทย รอยัล 50R กรุ๊ป ที่ใช้แบบตัวอักษรและโลโกรูปกวางเลียนแบบ เป็นอันจบมหากาพย์การต่อสู้คดีละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่ยืดเยื้อมาราวห้าปีอย่างบริบูรณ์ (จากปี 2565- ก.ค. 2569)

คดีดังกล่าวมีคู่กรณีคือ บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด (50R Group) ซึ่งได้ทำการลักลอบจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของลัคกิ้น คอฟฟี่ ก่อนที่แบรนด์จริงจะเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย โดยนำโลโก้รูปหัวกวางมากลับด้าน จากขวาไปซ้าย พร้อมเลียนแบบการตกแต่งร้าน และรายการสินค้าจนสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแหล่งหนึ่งในจีนระบุว่า "บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จดทะเบียนฯในไทย โดยมีผู้ถือหุ้นฝ่่ายไทย 51 % และผู้ถือหุ้นชาวจีน 49% แม้ว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผู้ควบคุมที่แท้จริงและปฏิบัติการธุรกิจทั้งหมดกลับเป็นชาวจีน โดยอาศัยช่องโหว่กฎหมายไทย-จีน"

สำนักงานกฎหมาย ติลลิกี แอนด์ กิ๊บบินส์ (Tilleke & Gibbins) ซึ่งเป็นผู้ดูแลคดีให้แก่ลักกี้ คอฟฟี่ เปิดเผยว่า ศาลไทยมีคำสั่งยกเลิกการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของจำเลย ห้ามใช้ชื่อ "Luckin Coffee" ชื่อภาษาจีน "瑞幸咖啡" รวมถึงโลโก้รูปหัวกวาง พร้อมสั่งให้เปลี่ยนชื่อบริษัทและตราประทับ ทั้งนี้ ศาลในชั้นอุทธรณ์ได้ยืนตามศาลชั้นต้น ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10 ล้านบาท และค่าเสียหายต่อเนื่องวันละ 100,000 บาท นับตั้งแต่วันฟ้องร้องจนกว่าจะหยุดการละเมิด รวมระยะเวลาละเมิดสูงถึง 856 วัน คิดเป็นเงินค่าเสียหายรวมกว่า 95 ล้านบาท หรือประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 21.5 ล้านหยวน) ซึ่งถือเป็นมูลค่าค่าเสียหายคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ศาลไทย

หลังจากมีผู้พบเห็นร้านกาแฟ Luckin Coffee ในไทยเมื่อปี 2565 บริษัทแบรนด์กาแฟดังในจีน ประกาศ Luckin Coffee ไม่มีสาขาในประเทศไทย และเดินหน้าฟ้องร้องคดีละเมิดเครื่องหมายการค้า โดยการพิจารณาคดียกแรกในปี 2566 ศาลตัดสินให้ Luckin Coffee แพ้คดีฯ

ย้อนกลับไปในเดือนสิงหาคม 2565 ลัคกิ้น คอฟฟี่ เคยออกมาชี้แจงว่าไม่ได้เปิดสาขาในประเทศไทย และร้านที่เปิดอยู่เป็นร้านเลียนแบบ ต่อมาในเดือนธันวาคม 2566 ทางบริษัทเคยแพ้คดีในชั้นต้น จนถูกบริษัทคู่กรณีเรียกร้องค่าเสียหายตอบโต้สูงถึง 10,000 ล้านบาท (ประมาณ 2,000 ล้านหยวน) โดยอ้างว่าได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทยมาตั้งแต่ปี 2563 จนกระทั่งต่อมา คดีเกิดการพลิกผันเมื่อศาลพิจารณาพยานหลักฐานและตัดสินให้ลักกี้ คอฟฟี่ เป็นฝ่ายชนะคดีในที่สุด

นอกจากนี้ มีรายงานว่า บริษัท 50อาร์ กรุ๊ป จำกัด มีพฤติกรรมกว้านจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าของแบรนด์จีนชื่อดังอื่นๆ อีกจำนวนมาก เช่น ซุนเฟิง, เจเคเอ็กซ์เพรส, หนงฟู สปริง, อู่เหลียงเย่ ฯลฯ โดยมีลักษณะมุ่งเน้นการฉวยโอกาสกว้านจดทะเบียนเพื่อเรียกรับผลประโยชน์จากการฟ้องร้องหรือการประไพประณอมโดยไม่ได้ดำเนินธุรกิจจริง

ที่มาข่าวและภาพ: กลุ่มสื่อจีน

ที่มา : https://mgronline.com/china/detail/9690000074248

สื่อเกาหลีใต้ชี้คนไทยเที่ยวเกาหลีน้อยลง!! จากลูกค้ารายใหญ่สู่นักท่องเที่ยวลดลง แต่คนเกาหลียังแห่มาไทย เสี่ยงสมดุลท่องเที่ยวเอียงข้าง เกาหลีวิเคราะห์เหตุคนไทยชะลอเที่ยวเกาหลี เหตุเศรษฐกิจฝืด บาทอ่อน หนี้ครัวเรือนสูง

สื่อเกาหลีใต้ วิเคราะห์ “ทำไมคนไทยมาเที่ยวเกาหลีน้อยลง”

โดยชี้ว่าประเทศไทยซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของตลาดการท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังประสบปัญหาหนัก

-กำลังซื้อที่ลดลงของคนไทยเป็นสาเหตุหลัก

-สถานการณ์ทางการเมืองในไทยที่ไม่มั่นคง

-การอ่อนค่าของสกุลเงิน

-หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 90% ของ GDP

-ความรู้สึกต่อต้านชาวเกาหลี

"ประเทศไทย“ กำลังประสบปัญหาหนี้สินสูงและการบริโภคต่ำ

ในทางกลับกันยังมีความกังวลว่าอาจขาดดุลการท่องเที่ยว เพราะชาวเกาหลีจำนวนมากยังแห่เดินทางไปเที่ยวไทย

มกราคมถึงพฤษภาคมปีนี้ ชาวเกาหลีไปเยือนไทยกว่า 540,000 คน เท่ากับเฉลี่ยมากกว่า 100,000 คนต่อเดือน

หมายเหตุ : โดย RonallChersan

ที่มา : https://www.facebook.com/100004281102701/posts/3739047649581235/?rdid=WsIhFFepOlpvdClq#

ฟุตบอลโลกไม่ใช่สินทรัพย์ขายหุ้น? แผนขายหุ้นฟุตบอลโลก 20% ส่อสะดุด จี้ฟีฟ่าเพิ่มความโปร่งใสก่อนเดินหน้าแผนใหญ่ ‘คอนคาเคฟ’ ไม่ถึงขั้นคว่ำบาตร แต่ยืนยันปฏิเสธแผนฟีฟ่าขายหุ้นกิจการฟุตบอลโลก

คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของฟีฟ่าที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

สมาพันธ์ฟุตบอลอเมริกาเหนือ, อเมริกากลาง และแคริบเบียน (คอนคาเคฟ) เผยแถลงการณ์แสดงจุดยืนว่าชาติสมาชิกทั้ง 41 ชาติตัดสินใจปฏิเสธแผนของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ที่เล็งขายหุ้น ฟุตบอลโลก ให้กับนักลงทุนภายนอก

ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวว่าฟีฟ่าเตรียมจัดตั้งบริษัทลูกนามว่า ฟีฟ่า ฟอร์เวิร์ด เอ็นเทอร์ไพรส์ (เอฟเอฟอี) เพื่อดูแลการดำเนินงานเชิงพาณิชย์และกิจกรรมต่างๆ ครอบคลุมถึงฟุตบอลโลกทั้งชายและหญิงในอนาคต

ฟีฟ่าตั้งใจจะจัดตั้งเอฟเอฟอีด้วยมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทางองค์กรจะยังเป็นผู้กำกับดูแลบริษัทแห่งนี้เพียงผู้เดียว แต่จะมีการเปิดขายหุ้นส่วนน้อยจำนวนสูงสุด 20% ให้แก่นักลงทุนภายนอก เพื่อหวังระดมทุนเข้ามาให้ได้สูงสุด 4,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม แผนดังกล่าวเจอกระแสต่อต้านจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ที่จัดประชุมเฉพาะกิจเกี่ยวกับประเด็นนี้ ก่อนที่ชาติสมาชิกทั้ง 55 ประเทศจะมีมติตรงกันว่าจะคัดค้านเต็มที่ ถึงขั้นพร้อมคว่ำบาตรฟุตบอลโลกเลย

ล่าสุด คอนคาเคฟเผยแถลงการณ์ว่า “บรรดาชาติสมาชิกได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับกระบวนการของแผนนี้ที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน, กำหนดเวลาตัดสินใจที่สั้นเกินไปอย่างไม่เป็นธรรม และการไร้การตรวจสอบหรืออนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง

การหารือได้ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใสและความเหมาะสมในการกำกับดูแล ด้วยเหตุผลเหล่านี้ สมาชิกทั้ง 41 ชาติของคอนคาเคฟจึงขอปฏิเสธแผนดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวระบุว่าคอนคาเคฟไม่ได้มีความตั้งใจจะแข็งข้อถึงขั้นขอคว่ำบาตรฟุตบอลโลกอย่างยูฟ่าแต่อย่างใด แต่เท่ากับว่าเสียงคัดค้านต่อฟีฟ่าก็จะมีเพิ่มขึ้น โดยสมาชิกฟีฟ่านั้นมีทั้งหมด 211 ชาติ

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10342844

นักวิชาการ มธ. ชี้ กทม. ชงปรับภาษีที่ดิน!! เสนอปรับภาษีที่ดินเกษตรเพิ่ม แก้ปมแลนด์ลอร์ดปลูกกล้วยหลบภาษี นักวิชาการเน้นนโยบายที่ดินควบคู่ หวังสร้างความยั่งยืนและเป็นธรรม

ชง ‘กทม.’ เดินหน้ามาตรการควบคู่ปรับเพิ่ม ‘อัตราภาษีที่ดิน’
แก้ปม ‘แลนด์ลอร์ดปลูกกล้วย’ แบบยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กทม. ทบทวนใหญ่ “ภาษีที่ดิน” ชี้ การแก้ปัญหา “แลนลอร์ดปลูกกล้วยเลี่ยงภาษี” แบบยั่งยืน ควรเดินหน้า 3 เรื่องควบคู่กันไป “กำหนดอัตราภาษีให้อิงตามผังเมือง – กำหนดนโยบายการจัดการที่ดินที่สอดคล้องทั้งระบบ – วางกรอบเรื่องที่ดินเกษตรกรรมให้ชัด” ระบุ ภาษีที่ดินมีประโยชน์มากกว่าแค่ใช้หารายได้ให้รัฐ

ผศ.สหรัฐ อกนิษฐศาสตร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นไม่ได้ต่อต้านกับกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมปรับอัตราภาษีที่ดินเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่เจ้าของที่ดินต้องเสียภาษีในอัตรา 0.01-0.1% ปรับเพิ่มเป็น 0.03-0.12% เพราะขณะนี้เป็นเวลาเหมาะสมในการทบทวนอัตราดังกล่าว แต่ประเด็นที่ภาคประชาสังคมจับตามองว่าจะช่วยแก้ปัญหากรณีเจ้าของที่ดินทำเกษตรเพื่อเลี่ยงอัตราภาษีที่ดินว่างเปล่าได้หรือไม่นั้น ส่วนตัวมองว่าถึงจะพอช่วยได้ แต่ก็ไม่ยั่งยืน และอาจสร้างปัญหาใหม่ในระยะยาว

ทั้งนี้ เนื่องด้วยเหตุผลอย่างน้อย 2 ประการ ได้แก่ 1. ข่าวปลูกกล้วยหรือทำการเกษตรเพื่อหลบเลี่ยงภาษีที่เคยเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในอดีต ตอนนี้ถูกแก้ไขเฉพาะหน้าไปบางส่วนด้วยประกาศของกระทรวงการคลัง และกระทรวงมหาดไทย เรื่อง หลักเกณฑ์การใช้ประโยชน์ในการประกอบเกษตรกรรมฯ แล้ว โดยเป็นการกำหนดจำนวนขั้นต่ำของการทำกิจกรรมการเกษตร เช่น ต้องปลูกกล้วย 200 ต้น/ไร่ ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลส่วนกลางที่มีเจตนาดีแต่ยังคงเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ

2. การใช้ภาษีเพื่อเน้นแต่รายได้และกระตุ้นการใช้ที่ดินโดยไม่คำนึงถึงบริบทพื้นที่ เช่น ทั้งที่พื้นที่การทำเกษตรกรรมในเขตหนองจอกก็อาจเป็นเรื่องปกติ แต่คำตอบอาจเปลี่ยนไปหากทำเกษตรกรรมที่ย่านสีลมเขตบางรัก ฉะนั้นการเร่งให้พื้นที่โตด้วยอัตราภาษีชุดเดียวกันทั้งเมือง จึงอาจทำให้เกิดการถางต้นไม้เคลียร์พื้นที่โล่งเพื่อปลูกสร้างอาคารขึ้นมาแทน หรือขายที่ดินการเกษตรหรือที่ดินที่ทิ้งไว้รกร้างว่างเปล่าไปเพื่อวางแผนภาษี ซึ่งกลายเป็นอาจสูญเสียพื้นที่สีเขียวโดยเฉพาะในพื้นที่ชานเมืองได้โดยไม่จำเป็น

ผศ.สหรัฐ กล่าวต่อไปว่า หาก กทม. ต้องการจะเพิ่มรายได้ และแก้ไขปัญหาการเลี่ยงภาษีที่ดิน รวมถึงทำให้เกิดประโยชน์ในด้านอื่นๆ ด้วยนั้น ควรพิจารณากำหนดอัตราภาษีที่ดินซึ่งรวมถึงอัตราภาษีสำหรับที่ดินเกษตรกรรมที่กำลังทบทวนใหม่นี้ให้คำนึงถึงความเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ใน กทม. โดยในทางอุดมคติ ควรอิงตามประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมายผังเมือง ซึ่งที่จริงตาม พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. 2562 ค่อนข้างยืดหยุ่น และให้อำนาจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สามารถปรับอัตราภาษีที่ดินให้มีความแตกต่างตามประเภทการใช้ประโยชน์หรือตามเงื่อนไขในแต่ละประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินได้แต่ต้องไม่กำหนดอัตราเกินอัตราเพดานที่กฎหมายแม่บทกำหนด และในระยะยาวควรมีการแก้ไข พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ เพื่อรับรองช่องทางการกำหนดอัตราภาษีที่อิงการใช้ประโยชน์ตามผังเมืองนี้ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นต่อไป

“แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับ กทม. เพราะต่อให้เราวิจารณ์ว่ายังไม่มีการใช้ประโยชน์จากภาษีที่ดินมากเท่าที่ควร หรือกฎหมายภาษีที่ดินไม่ล้อกับผังเมือง อีกด้านหนึ่งกฎหมายผังเมืองเองก็มีปัญหาในตัวเองอยู่ไม่น้อยและเป็นประเด็นระดับชาติ ซึ่งทำให้ กทม. เองก็มีข้อจำกัดอยู่บ้างเหมือนกัน” ผศ.สหรัฐ กล่าว

ผศ.สหรัฐ กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีที่ กทม. กำลังปรับปรุงรายละเอียด พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างฯ ให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) พิจารณาชงเรื่องต่อไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่กระบวนการรัฐสภา เพื่อปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษีที่ดินจากเดิม 50 ล้านบาท ลงมาอยู่ที่ 20 ล้านบาท ส่วนตัวมองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่เข้าใจถึงเจตนาของ กทม. ได้ ว่าน่าจะต้องการขยายฐานภาษีให้จัดเก็บภาษีได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้กลับมาประเด็นพื้นฐาน ซึ่งคาบเกี่ยวกับประเด็นอัตราภาษีที่กล่าวไปข้างต้นว่า น่าจะต้องมีหลักคิดมากกว่าความต้องการหารายได้เพิ่ม โดย กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรต้องมีกรอบคิด หรือนโยบายอย่างอื่นในเรื่องการบริหารจัดการที่ดินให้ชัดเจน เช่น คำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อม ความเป็นธรรม การพัฒนาอย่างยั่งยืน นโยบายราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ว่าทิศทางการจัดการที่ดินของเมืองเป็นอย่างไร

“ที่ดินเกษตรกรรมที่เป็นข่าวนี้ก็เช่นกัน นอกจากความเสี่ยงด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมตามที่กล่าวไปแล้ว ทาง กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรวางกรอบนโยบายในการบริหารจัดการที่ดินเกษตรกรรมในระยะยาวให้ชัดก่อนกำหนดนโยบายด้านภาษี เช่น ถ้ายังมองว่าไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยังต้องช่วยเหลือเกษตรกร การจะปรับลดมูลค่าการยกเว้นภาษี หรือการปรับเพิ่มอัตราภาษีที่ดินก็ต้องคิดให้รอบคอบ”ผศ.สหรัฐ กล่าว

นอกจากนี้ สังคมดูจะให้ความสนใจกับข้อเสนอลดฐานภาษีเกษตรกรรม 50 ล้านบาท แต่ในภาพที่ใหญ่กว่า คือ ตอนนี้มีการเก็บที่ดินเกษตรกรรมที่มีมูลค่าสุทธิถึง 1,050 ล้านบาทในอัตราที่ต่ำกว่าคนที่นำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า 50 ล้านบาทไปทำการค้าพาณิชย์ ซึ่งโดนเก็บที่อัตรา 0.3% เสียอีก ซึ่งปัญหาที่ดินเกษตรมูลค่าพันล้านนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ถึงขนาดรัฐบาลต้องมาช่วยดูแลอัตราภาษีให้หรือไม่นั้นก็เป็นตัวอย่างที่ทั้ง กทม. และรัฐบาลต้องคิดให้ตกผลึกในภาพรวมให้ชัด

ผศ.สหรัฐ กล่าวด้วยว่า ภาษีที่ดินสามารถใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้มากกว่าแค่เป็นช่องทางเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากเปรียบเป็นจอมยุทธก็เป็นคนที่มีหลายคัมภีร์มาก แต่ที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ จอมยุทธคนนี้ใช้ภาษีเล่นอยู่ไม่กี่ท่าคือใช้หาเงินกับเร่งให้คนรีบใช้ที่ดิน ทั้งเป็นการใช้ในลักษณะต่างคนต่างทำกับเครื่องมือในการจัดการที่ดินอื่น เช่น มาตรการจัดรูปที่ดิน มาตรการจัดสรรที่ดิน มาตรการทางสิ่งแวดล้อม นโยบายด้านการเคหะ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลไกด้านผังเมือง ทั้งที่หากนโยบายและกลไกการจัดการที่ดินบูรณาการสอดคล้องกันทั้งระบบย่อมจะช่วยให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน รับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อม จัดการปัญหาเก็งกำไรที่ดิน ตลอดจนปัญหาราคาที่อยู่อาศัย ฯลฯ ได้

เกิดเดือนสิงหาคมเที่ยวฟรี!! “สวนนงนุชพัทยา” แจกของขวัญคนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวน–พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรีทั้งเดือน เปิดสิทธิ์คนไทยเข้าชมฟรี 1–31 ส.ค. 69 เติมความสุขกับครอบครัวตลอดทั้งเดือน

สวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญวันเกิดให้คนเกิดเดือนสิงหาคม เข้าชมสวนฟรี พร้อมเข้าชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณฟรี ตลอดเดือน

สวนนงนุชพัทยา โดย นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มอบของขวัญสุดพิเศษแทนคำขอบคุณแก่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เกิดในเดือนสิงหาคม ด้วยโปรโมชั่น “เกิดเดือนสิงหาคม เที่ยวฟรีทั้งเดือน” เปิดโอกาสให้เข้าชมสวนนงนุชพัทยา ฟรี พร้อมรับสิทธิ์เข้าชม พิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณ ฟรี โดยไม่มีค่าใช้จ่าย วันที่ 1–31 สิงหาคม 2569

เพียงนักท่องเที่ยวชาวไทยแบบ Walk-in แสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารที่แสดงวันเดือนปีเกิด ณ จุดจำหน่ายบัตร ก็สามารถรับสิทธิ์เข้าชมสวนและพิพิธภัณฑ์พระพุทธคุณได้ทันที ถือเป็นของขวัญวันเกิดจากสวนนงนุชพัทยาที่ตั้งใจส่งมอบความสุขให้ทุกครอบครัวได้ออกมาใช้เวลาร่วมกันในช่วงปลายปี

ภายในสวนนงนุชพัทยา นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสสวนสวยระดับโลกที่ได้รับการยกย่องให้เป็น หนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดของโลก เพลิดเพลินกับสวนสวยมากกว่า 60 สวน ที่ออกแบบอย่างงดงามและมีเอกลักษณ์ พร้อมชมความอลังการของ หุบเขาไดโนเสาร์ ที่รวบรวมประติมากรรมไดโนเสาร์ขนาดเท่าตัวจริงมากกว่า 1,700 ตัว เสมือนได้ย้อนเวลากลับไปสู่โลกยุคดึกดำบรรพ์ อีกหนึ่งจุดเช็กอินยอดนิยมคือ เมืองอียิปต์ ที่โดดเด่นด้วยพีระมิด สฟิงซ์ และสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่ สร้างสีสันและบรรยากาศราวกับเดินทางสู่ดินแดนแห่งอารยธรรมโบราณ

สวนนงนุชพัทยายังคงเดินหน้าส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยโปรโมชั่นพิเศษตลอดได้แก่ เด็กที่มีความสูงไม่เกิน 140 เซนติเมตร (เมื่อมากับครอบครัว) เข้าฟรีทุกวัน, ผู้พิการเข้าฟรีทุกวัน, ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป เข้าฟรีทุกวันศุกร์, และ ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป เข้าฟรีตลอดปีโดยไม่มีเงื่อนไข นักท่องเที่ยวยังสามารถชมการแสดงสุดประทับใจ “นงนุชโชว์” และการแสดง น้องช้างแสนรู้ ณ โรงละครสกาลา ซึ่งเปิดการแสดงวันละ 4 รอบ เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–18.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.nongnoochpattaya.com

KIS ภูเก็ต มอบทุนเต็มจำนวนให้น้องเนเน่!! ‘น้องเนเน่’ ได้ทุนเรียนฟรีจนจบ เปิดเส้นทางฝันไกลไร้ภาระค่าใช้จ่าย มากกว่าทุนการศึกษา คือโอกาสที่เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่ง ตั้งแต่วันที่สปอตไลท์ยังมาไม่ถึง

ต้องขอแสดงความยินดีกับครอบครัว "อำลอย" ต่อไปพ่อไม่เหนื่อยแล้ว ...

น้องเนเน่คว้าทุนเรียนฟรีจนจบ  ม.6 เปิดโอกาสให้ลุยเวทีโลกต่อแบบไร้กังวล

Nene secures a full scholarship until graduation, clearing her path to the global stage without financial worry.

เพราะโอกาสที่ยิ่งใหญ่ คือ เชื่อมั่นในตัวเด็กคนหนึ่งตั้งแต่วันแรก ขอชื่นชมโรงเรียนขจรเกียรตินานาชาติ ภูเก็ต (KIS) ที่มอบทุนเรียนฟรี 100% จนจบ Year 13 ให้น้องเนเน่ เด็กที่มีความฝันต้องการผู้ใหญ่ที่มองเห็นคุณค่าในวันที่ยังไม่มีสปอตไลท์ส่องถึง. และทางโรงเรียนยังช่วยยืดหยุ่นเวลาเรียนและการส่งงาน พร้อมส่งเสริมทักษะภาษาอังกฤษและความมั่นใจให้กับเนเน่อีกด้วย

วันนี้ความฝันของน้องพร้อมเดินทางสู่เวทีโลกได้อย่างไร้กังวลแล้วมากกว่าเรื่องทุนการศึกษา คือ "การให้โอกาส" ที่เปลี่ยนชีวิต ให้สัญชาตญาณและความฝันได้นำทางน้องไปให้สุดทางโดยไม่มีข้อจำกัดด้านค่าใช้จ่าย

คนไทยทั้งประเทศร่วมกราบงามๆ ขอบคุณโรงเรียนที่ให้โอกาส และเป็นกำลังใจให้น้องเนเน่ทำตามฝันต่อไปด้วยนะคะ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122193221294830307&id=61574909212657&post_id=61574909212657_122193221294830307&rdid=YHqxkjbsMQABs7vT#

โฆษก ตร.แจงล่าสุด “ฮลุน โซโล่” หายในจอร์เจีย!! เร่งประสานตำรวจต่างประเทศติดตามตัว ตร.ประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ เผยอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง ขอสงวนรายละเอียดเพื่อความปลอดภัย

"พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ" โพสต์ เรื่อง "ฮลุน โซโล่" ล่าสุดแล้ว

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ/โฆษก ตร. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุถึงกรณี ฮลุน โซโล่ หายตัวไป ระบุว่า

กรณีที่มีการเผยแพร่ข่าวการติดตามตัวนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางไปประเทศจอร์เจีย และครอบครัวไม่สามารถติดต่อได้เป็นระยะเวลาหนึ่งนั้น

สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว และได้ประสานการดำเนินงานผ่านช่องทางความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจของประเทศจอร์เจียในการติดตามตรวจสอบและค้นหาบุคคลดังกล่าว

ขณะนี้การประสานงานอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศกำลังแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็น เพื่อเร่งติดตามตัวและตรวจสอบข้อเท็จจริง

เนื่องจากเป็นการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศ จึงอาจมีข้อจำกัดในการเปิดเผยรายละเอียดบางประการในระหว่างการปฏิบัติ เพื่อไม่ให้กระทบต่อการติดตามและความปลอดภัยของผู้สูญหาย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

หากมีความคืบหน้าที่สามารถเปิดเผยได้ จะเรียนให้พี่น้องประชาชนทราบต่อไปครับ

ที่มา : https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=122321068886226033&id=61556780990179&rdid=E6rtXkuGC0CxZbAc#

อุบลฯ ไม่ได้มีแค่งานเทียนพรรษา!! แต่ยังมีความทรงจำของครูเก่าที่รอให้ลูกศิษย์กลับไปกราบ ลูกศิษย์วัย 60 กลับไปกราบครูจีนผู้เคยสอนวินัยชีวิต ครูหนึ่งคนอาจสอนแค่ช่วงวัยเด็ก แต่บางบทเรียนอยู่กับลูกศิษย์ไปทั้งชีวิต

ที่อุบลราชธานี หลังเสร็จภารกิจบรรยายพิเศษเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นในลุ่มน้ำโขง- อุบล-งานเทียนพรรษา- อาหารถิ่น-จีน-ไทย-ญวน-ฝรั่ง ผลการผสมผสานตั้งแต่ก่อนยุคสงครามเวียดนามจะจบลง ให้นักเขียนนักเล่าเรื่องและ influencer ชาวยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกาได้ฟังกันฉ่ำๆแล้ว

ก่อนเดินทางกลับไปขึ้นเครื่องบินกลับเข้าดอนเมือง

เพื่อนสนิทตั้งแต่ยุคที่ผมโตมาสมัยประถมด้วยกัน แวะมาอาสาขับพาผมให้มีโอกาสไปกราบเยี่ยม"ครูจึง"หรืออีกชื่อที่คุณพ่อคุณแม่ของผมเรียก และนับกันเป็นเพื่อนเของครอบครัวคือ"ครูคี้"   ครูฝ่ายวิน้ยของโรงเรียนจีน "ฮั้วเฉียวกงฮัก"ของผม ที่เคยสอนผมมาเมื่อครั้งยังเริ่มเรียนอนุบาลและประถมต้น

วันนี้ท่านอายุ85ปี

ความจำยังแม่นยำ หลังย้งตรงเผง ท่านเป็นอดีตนักกีฬาบาสเกตบอลร่วมกับคุณพ่อของผม

สถานที่ๆได้ไปพบกับท่านก็ยังเป็นที่ตั้งของหอพักนักเรียนนอกต้วเมืองอุบลฯที่พ่อเคยส่งผมไปอยู่ที่นั่น หนึ่งเทอม เพื่อ

ฝึกวิน้ยแบบนักเรียนจีน ที่เข้มงวดด้านวินัยในการตื่น การนอน การจัดเตรียมตนเองในทุกๆเช้า การทำการบ้านหลังเลิกเรียน การทบทวนบทเรียน

จำได้ว่านั่นเป็นเทอมสอง เพราะอากาศหนาวเย็นทุกเช้า ควันไอน้ำจางๆระเหยขึ้นจากศรีษะของเด็กๆทุกคนที่วิ่งออกมาร่วมกันยืนเข้าแถวฟังโอวาท ของ"ครูจึง"ซึ่งเป็นครูใหญ่ของหอพักนี้แต่เช้ามืด ก่อนจะเลิกแถวไปขึ้นรถบัสโรงเรียนไปเตรียมเข้าอีกแถวร่วมกับนักเรียนอื่นๆที่ไม่ได้อยู่หอพักที่ลานหน้าโรงเรียนจีนในกลางเมืองเก่า

ท่านอาจารย์ ปลื้มอกปลื้มใจ ไม่ทันตั้งตั้วว่า วันนี้ยังมีลูกศิษย์อายุเกิน60มารายงานตัวกับท่านอีก

ท่านบอกว่าติดตามข่าวคราวของลูกศิษย์เสมอมา

ท่านจำผม จำครอบครัวของผม จำคุณพ่อคุณแม่ของผมได้แม่นยำ เรียกชื่อผมและพี่น้องผมด้วยชื่อภาษาจีนของพวกเราได้คล่อง ราวกับเพิ่งเจอเพิ่งคุยถึงเมื่ออาทิตย์ก่อน

ก่อนอำลาได้คุกเข่าลงกราบท่านด้วยสำนึก มีก้อนบุญคุณบางอย่างจุกมาที่อก ท่านเป็นเสมือนกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนชีวิตวัยอนุบาลในวินัยและวัฒนธรรมโรงเรียนจีนของพวกเรา ที่ไม่มีอะไรมาแทนได้

นับเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆเลยครับ

ปลื้มใจที่ได้ก้มกราบท่านที่หล่อหลอมเรามาจนมีวินัยในชีวิตเพียงพอที่จะเดินถึงวันที่เราเองก็มาถึงวัยเกษียณก็ยังอย่างมีวินัยตามรุ่นก่อนๆหน้า

“สวนนงนุช” น้อมสืบสานพระราชปณิธาน จัดพิธีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา รวมใจถวายพระพรชัยมงคล อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ส่งมอบมรดกสีเขียวสู่รุ่นใหม่

สวนนงนุชพัทยา ถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ 74 พรรษา น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ มุ่งสร้างมรดกสีเขียวสู่คนรุ่นต่อไป

สวนนงนุชพัทยา จัดพิธีถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 74 พรรษา อย่างสมพระเกียรติ พร้อมประกาศเจตนารมณ์น้อมสืบสานพระราชปณิธานด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ ผ่านการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืช การวิจัย และการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ระดับนานาชาติ เพื่อร่วมสร้างความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติไทยอย่างยั่งยืน

นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา นำคณะผู้บริหาร พนักงานนับร้อยคน และช้างแสนรู้ ร่วมพิธีถวายราชสดุดี ณ สวนนงนุชพัทยา อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยประกอบพิธีวางพุ่มทองและพุ่มเงิน เปิดกรวยถวายราชสักการะ กล่าวถวายราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ นำกล่าวถวายพระพรชัยมงคล ร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชา และพร้อมใจกันกล่าวคำว่า “ทรงพระเจริญ” เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

ภายในงานมีการแสดงถวายพระพรชุด “จตุรทิศเทวา มหาวชิราลงกรณ์” ที่ถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างวิจิตรตระการตา ก่อนปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญ เมื่อ น้องช้างแสนรู้ร่วมวาดภาพถวายพระพร ด้วยความสามารถอันน่าประทับใจ ท่ามกลางเสียงชื่นชมของผู้ร่วมงาน สะท้อนความผูกพันระหว่างคนไทยกับช้าง ซึ่งเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองและเป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางธรรมชาติของชาติไทย

สวนนงนุชพัทยาจึงน้อมนำพระราชปณิธานดังกล่าวมาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน โดยมุ่งอนุรักษ์พันธุ์พืชจากทั่วโลก รวบรวมพันธุ์ไม้หายาก ศึกษาวิจัย ขยายพันธุ์ และเผยแพร่องค์ความรู้สู่สาธารณชน พร้อมพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของประเทศไทย

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา!! พระบรมธาตุเจดีย์สู่มรดกโลก นครศรีฯ จัดใหญ่ จัดโนรา–เวียนเทียน–โขน สมโภชพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก ปลุกพลังศิลปวัฒนธรรมถวายพุทธบูชา

นครศรีฯ รวมพลังศรัทธา! จัด “โนรา-เวียนเทียน-โขน” ถวายพระบรมธาตุ ปลุกกระแสหนุนทะเบียนมรดกโลก

เมื่อเวลา 16.00 น.ที่วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหารนครศรีธรรมราช สภาวัฒนะธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมกับทางวัดจัดงานสมโภชน์ สักการะบูชาพระบรมธาตุเจดีย์ หลังวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากองค์การยูเนสโก อันเป็นการสร้างประวัติศาสตร์อีกครั้ง ให้กับประเทศไทย สร้างความปลื้มปีติยินดี และภาคภูมิใจของชาวนครศรีธรรมราช หลังการผลักดัน “พระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ก้าวสู่เวทีโลก โดยสภาวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช ระดมพลังภาคประชาชนผ่านกิจกรรมทางศิลปวัฒนธรรมครั้งใหญ่ จัดการแสดง “โนรารำถวายพระบรมธาตุ” และ “โขน” เพื่อประกาศให้เห็นถึงคุณค่าของมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และเป็นพลังสำคัญในการผลักดันพระบรมธาตุสู่การเป็นมรดกโลกขององค์การยูเนสโก

ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความศรัทธาของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมชมอย่างคับคั่ง การแสดงครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนเอกลักษณ์ของศิลปะการแสดงพื้นบ้านภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศให้เห็นว่า “โนรา” ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติแล้ว ยังคงได้รับการสืบทอดและมีบทบาทอยู่ในวิถีชีวิตของผู้คนอย่างแท้จริง

อีกด้านหนึ่งสมาคมชาวปักษ์ใต้ในพระบรมราชูปถัมภ์ สมาคมชาวนครศรีธรรมราช สมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ โดยการนำของ ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร ประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เฉลียว คงตุก รองประธานสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ เกรียงไกร พิณทอง เลขาธิการสมาพันธ์จิตอาสาชาวใต้ นริศ วิชัยกุล อดีตนายกสมาคมชาวนครศรีธรรมราช ได้จัดให้มีกิจกรรมเวียนเทียนรอบองค์พระบรมธาตุเจดีย์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อเป็นการฉลองพระบรมธาตุเจดีย์มรดกโลก โดยมีอาจารย์ฉัตรชัย ประธานสภาวัฒนะธรรม นครศรีธรรมราช ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ เดินนำหน้าขบวนเวียนเทียน

จากนั้นในวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 จะมีการแสดงโขนชุด “พระรามราชาภิเษก” ระหว่างเวลา 18.00-19.30 น. ณ ลานทรายหน้าพระวิหารหลวง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมศิลปะการแสดงชั้นสูงของไทย ซึ่งสะท้อนความประณีตทั้งด้านนาฏศิลป์ ดนตรี และวรรณคดี อันเป็นอีกหนึ่งมิติของมรดกทางวัฒนธรรมไทยที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล
.
การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่เป็นการใช้พลังของศิลปวัฒนธรรมเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับรากเหง้าทางประวัติศาสตร์ และสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการสนับสนุนการผลักดัน “พระบรมธาตุ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” ให้ก้าวสู่การเป็นมรดกโลกอย่างสมภาคภูมิ

นอกจากนี้ ภาณุ อุทัยรัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้ริเริ่มแนวคิดเสนอพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลก พร้อมออกแรงดันเต็มที่ ดร.สืบพงศ์ ธรรมราช แรงหนุนด้านวิชาการมาโดยตลอด ได้เข้าพิธีบรรพชาแก้บน ที่เคยดำริไว้ว่า ถ้าพระบรมธาตุขึ้นทะเบียนมรดกโลกจะบวช ก็ได้บวชแก้บนเรียบร้อย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top