Monday, 6 July 2026
NEWS

บ้านปูเน้น AI ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี!! จาก Anxiety สู่ Agility บ้านปูชี้องค์กรต้องสร้างทั้งทักษะ ความมั่นใจและวัฒนธรรมเรียนรู้ AI ปั้นคนพร้อมใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนธุรกิจอนาคต

บ้านปูแชร์มุมมองการเตรียมความพร้อมบุคลากรยุค AI ในงาน Transform Talent 2026 Thailand

เมื่อเร็ว ๆ นี้ นาย Sundaram Iyer - Head of Banpu Academy บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมแชร์แนวทางของบ้านปูในการเตรียมความพร้อมบุคลากรทุกระดับ ตั้งแต่พนักงานระดับปฏิบัติการไปจนถึงผู้บริหารระดับสูง ให้สามารถนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมั่นใจและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ในงาน Transform Talent 2026 Thailand ซึ่งจัดโดย Human Resources Online นาย Sundaram ได้ร่วมบรรยายภายใต้หัวข้อ “From Anxiety to Agility: Accelerating Workforce Readiness by Reducing the AI Adoption Gap” โดยให้มุมมองเกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมบุคลากรให้สามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบ้านปูมอง AI เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของบุคลากร ยกระดับการตัดสินใจ เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ และช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น พร้อมเน้นย้ำว่าการสร้างความพร้อมด้าน AI ในองค์กรไม่ได้เกิดจากการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องสร้างความมั่นใจในการใช้งาน ควบคู่ไปกับการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ การคิดวิเคราะห์ และการเปิดรับการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

ภายในงาน นาย Sundaram ยังเล่าถึงแนวทางที่บริษัทใช้เพื่อลดความกังวลในการเอา AI มาประยุกต์ใช้ ผ่านการกำหนดทิศทางที่ชัดเจน การส่งเสริมการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในการทำงาน (Use Case) การพัฒนาโปรแกรมการเรียนรู้ด้าน AI ให้กับพนักงานทุกระดับและทุกสายงาน ตลอดจนการสนับสนุนให้พนักงานสามารถนำ AI มาผสานกับการทำงานของตนเองและต่อยอดสู่การสร้างคุณค่าทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบ้านปูในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้ถึงพร้อม และขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่การเป็นบริษัทพลังงานระดับโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ

จากคำพูดสู่บาดแผลทั้งชีวิต!! ยุติเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ยื่นหนังสือถึง 'รัดเกล้า' ขอคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรี กำหนดใช้คำว่า "มานิ" ในเอกสารราชการ

"ไม่ใช่เงาะป่า ไม่ใช่ซาไก" คำเรียกที่เจ็บปวดมาทั้งชีวิต ชาวมานิยื่นรัดเกล้า วอนรัฐคืนศักดิ์ศรีชาติพันธุ์

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) ตัวแทนประชาชนชาวมานิ พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนและนักวิชาการ เข้ายื่นหนังสือต่อ นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และความยั่งยืน เพื่อขอความเป็นธรรมและผลักดันการแก้ไขปัญหาการใช้คำเรียก "เงาะป่า" และ "ซาไก" ในเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ และสื่อการเรียนรู้ของหน่วยงานรัฐ

ตัวแทนชาวมานิระบุว่า แม้คำเหล่านี้จะถูกใช้มาเป็นเวลานาน แต่สำหรับคนในชุมชนกลับเป็นคำที่สร้างความเจ็บปวดและตอกย้ำภาพจำเชิงลบทางชาติพันธุ์ ส่งผลกระทบต่อความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ การยอมรับทางสังคม และโอกาสของเด็กและเยาวชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญกับการล้อเลียนและการเลือกปฏิบัติ

กลุ่มผู้ยื่นหนังสือจึงเสนอให้หน่วยงานของรัฐทุกแห่งยุติการใช้คำดังกล่าว และกำหนดให้ใช้คำว่า "มานิ" ซึ่งเป็นชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใช้เรียกตนเอง พร้อมทั้งปรับปรุงเอกสารราชการ ป้ายสาธารณะ แบบเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568

นางรัดเกล้า กล่าวว่า การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต้องเริ่มต้นจากการเคารพตัวตนของผู้คน การเรียกขานบุคคลหรือกลุ่มชาติพันธุ์ด้วยชื่อที่พวกเขาเลือกใช้เรียกตนเอง ไม่ใช่เพียงเรื่องของถ้อยคำ แต่เป็นเรื่องของสิทธิ ความเสมอภาค และการยอมรับความหลากหลายของสังคม

"บางครั้งสิ่งที่คนส่วนใหญ่มองว่าเป็นเพียงคำพูด อาจเป็นบาดแผลที่คนอีกกลุ่มหนึ่งต้องแบกรับมาทั้งชีวิต เราควรรับฟังเสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง และร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนอย่างแท้จริง" นางรัดเกล้ากล่าว

ทั้งนี้ นางรัดเกล้าได้รับหนังสือและข้อเสนอจากตัวแทนชาวมานิไว้พิจารณา พร้อมยืนยันว่าจะนำประเด็นดังกล่าวไปประสานและผลักดันผ่านกลไกที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่สังคมที่เคารพความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความเท่าเทียมของประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

FIFA ชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น!! แฟนบอลญี่ปุ่นสร้างภาพจำอีกครั้ง ญี่ปุ่นเสมอเนเธอร์แลนด์ 2-2 แต่แฟนบอลชนะใจโลก ด้วยการช่วยกันเก็บขยะหลังเกม สะท้อนวัฒนธรรมแห่งความเคารพ

เฟซบุ๊ก FIFA เฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ โพสต์คลิปชื่นชมแฟนบอลญี่ปุ่น หลังจากเกมที่ทัพซามูไรบลูส์ เสมอกับ เนเธอร์แลนด์ 2-2 ในศึกฟุตบอลโลก รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่มเอฟ หลังแฟนๆช่วยกันเก็บขยะหลังเกมดังกล่าว

แฟนบอลทีมชาติญี่ปุ่น ได้รับคำชื่นชมอยู่เสมอ เนื่องจากพวกเขามักจะเดินเก็บขยะในพื้นที่บริเวณที่นั่งหลังจบเกม ซึ่งถือเป็นภาพชินตาของแฟนบอลชาติอื่นๆ

ล่าสุด เฟซบุ๊กทางการของ FIFA ได้โพสต์คลิปที่สัมภาษณ์แฟนบอลชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถึงเหตุผลที่พวกเขามักจะเก็บขยะหลังเกมอยู่เสมอ

โดยในคลิปดังกล่าวแฟนบอลรายนี้ระบุว่า “”นั่นคือวัฒนธรรมของเรา แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องของการให้ความเคารพต่อทุกสิ่ง ทั้งนักเตะ แฟนบอล และรวมถึงสนามกีฬาด้วย

พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มาอยู่ที่นี่ ดังนั้นเราจึงไม่อยากสร้างความสกปรกหรือทิ้งขยะเอาไว้แล้วเดินจากไป ฉันคิดว่านั่นคือเหตุผลว่าทำไมพวกเราถึงทำแบบนี้”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10283181

ทุกวินาทีคือชีวิต เพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก ฝึกอาสาใต้กู้ภัยทางน้ำ สืบสานพระปณิธานไม่หยุด เสริมทักษะอาสาช่วยเหลือเมืองใต้ ร่วมกับภาคีจัดการภัยนครศรีธรรมราช ยึดมั่นภารกิจช่วยเหลือยามวิกฤต

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก จัดให้อาสาสมัครในภาคใต้ฝึกอบรม “กู้ภัยทางน้ำ”
ณ ศูนย์ฝึกเครือข่ายการจัดการภัยพิบัติ จังหวัดนครศรีธรรมราช
ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม – 3 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

การอบรมครั้งนี้จัดร่วมกับ มูลนิธิคนช่วยฅน ร่วมกับเครือข่ายจัดการภัยพิบัติจากธรรมชาติจังหวัดนครศรีธรรมราชและ มูลนิธิอาสาสร้างสุข

เพื่อเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และความพร้อมในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางน้ำอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ อันเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจด้านมนุษยธรรมในการดูแลและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในยามวิกฤต

เพราะทุกวินาทีของการช่วยเหลือ คือความหวังของชีวิตเสมอ

เราจะยังคงสืบสานพระปณิธาณของ"พระองค์ภาฯ" องค์ประธานกรรมการมูลนิธิ อาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ต่อไปไม่หยุด

นักวิชากาเศรษฐศาสตร์ มธ. หนุน ‘คลัง’ ชี้ระบบนี้ช่วยพุ่งเป้าสวัสดิการ ลดซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพคัดกรอง แนะเพิ่มกลไกตรวจสอบรายได้จริง ค้านตัดสิทธิลดหย่อนพ่อแม่ภาษี

นักวิชาการ มธ. หนุน ‘คลัง’ ใช้ Negative Income Tax รื้อแจกบัตรคนจนแบบเหมาเข่ง

นักวิชาการธรรมศาสตร์ หนุน กระทรวงการคลัง ใช้ “ระบบภาษีติดลบ” รื้อระบบสวัสดิการรัฐใหม่ เหตุ ช่วยให้เงินช่วยเหลือพุ่งเป้าตรงจุดมากขึ้น - หนุนคนเข้าสู่ระบบภาษี แนะ เพิ่มกลไกตรวจสอบ เช่น เชื่อมข้อมูลกับบัญชีธนาคาร - ลงไปดูสภาพความเป็นอยู่ เพื่อแก้ปัญหาคนจนไม่ได้ แต่คนได้ไม่จน รวมถึงลดปัญหาให้สวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว พร้อมระบุ ไม่เห็นด้วย – ควรยกเลิกเกณฑ์ “ตัดสิทธิลดหย่อนภาษีพ่อและแม่”

ผศ.วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังเตรียมผลักดันระบบภาษีติดลบ (Negative Income Tax หรือ NIT) เพื่อจัดระเบียบสวัสดิการภาครัฐใหม่ทั้งระบบ แก้ปัญหาสวัสดิการซ้ำซ้อนในระยะยาว ช่วยให้การจัดสวัสดิการของรัฐในรูปแบบการให้เงินอุดหนุนแก่ประชาชน ทำได้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นกว่าระบบในปัจจุบัน และสอดรับกับรายได้ที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละปี อีกทั้งยังเป็นการดึงให้คนเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ เนื่องจากระบบดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้การจัดสวัสดิการแบบให้เงินอุดหนุนพุ่งเป้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ผ่านการพิจารณาข้อมูลจากระบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กล่าวคือ หากคนไหนมีรายได้มากกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ก็จะต้องเสียภาษีตามปกติ แต่หากมีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐตามระดับรายได้ของแต่ละคนที่แตกต่างกันแทนการต้องเสียภาษี

“ในอนาคตกลุ่มคนที่ยังไม่ได้ยื่นภาษี และคนที่ได้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 10 ล้านคนตอนนี้ก็จะต้องมายื่นภาษี และต้องทำทุกปี เพื่อให้รัฐมีข้อมูลในการคัดกรองว่าใครบ้างที่จะควรได้รับเงิน ซึ่งในต่างประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เหมือนกัน เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฯลฯ และจริงๆ ไทยเคยมีการศึกษาเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2555 แล้ว และสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ก็มีความสนใจจะผลักดันให้เกิดระบบนี้ขึ้น แม้แต่ใน พ.ร.บ.การจัดประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมฯ ยังระบุไว้ว่าในระยะยาวให้นำระบบ NIT มาใช้ แต่ไปๆ มาๆ ไม่รู้เพราะอะไรถึงกลายเป็นบัตรสวัสดิการแห่งรัฐแทน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวเสริม

ผศ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องออกมาตรการเสริมควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะการเพิ่มกลไกตรวจสอบสถานะทางรายได้ และความเป็นอยู่ของบุคคล เช่น การเชื่อมโยงกับข้อมูลบัญชีธนาคาร การมีคนของหน่วยงานลงไปตรวจสอบสภาพที่อยู่อาศัย และความเป็นอยู่ ฯลฯ เพื่อให้การคัดกรอง และการสนับสนุนเงินอุดหนุนไปถึงคนที่มีความจำเป็นจะต้องได้รับจริงๆ และลดความซ้ำซ้อนของการได้รับสวัสดิการในระยะยาว

รวมไปถึงลดปัญหากรณีคนที่ควรจะได้รับสิทธิแต่กลับตกหล่น และกรณีคนที่ไม่ตรงตามหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิ เช่น คนที่มีรายได้สูงกว่าเกณฑ์ที่ควรจะได้รับ ทว่า คงไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งหมด เพราะระบบ NIT อาศัยกลไกการยื่นภาษี ซึ่งเป็นการให้ประชาชนรายงานข้อมูลได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะลงไปตรวจสอบแบบละเอียดกับทุกคนว่าคนไหนมีรายได้ต่ำ และจำเป็นจะต้องได้รับการช่วยเหลือจริงๆ ดังนั้น หากมีคนจงใจส่งข้อมูลไม่ครบเพื่อให้รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ก็มีโอกาสที่จะหลุดการคัดกรอง และได้รับสิทธิไปได้เช่นกัน

นอกจากนี้ อีกความท้าทายก็คือ ประเทศไทยมีแรงงานจำนวนมากที่ทำงานอยู่นอกระบบ ซึ่งบางส่วนทำงานแบบรายวัน และรับรายได้เป็นเงินสด จึงไม่มีหลักฐานในการรับเงินที่ชัดเจน และทำให้การพิสูจน์ทราบว่าเป็นผู้มีรายได้ต่ำ และต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐจริงๆ เป็นเรื่องยาก ขณะที่ปัญหานี้ไม่ค่อยเกิดขึ้นในต่างประเทศมากนัก โดยเฉพาะประเทศพัฒนาแล้ว เพราะแรงงานส่วนใหญ่ในประเทศเหล่านั้นจะทำงานอยู่ในระบบ และมีแรงงานนอกระบบน้อยมาก

“แต่ปัญหาคนที่ไม่ตรงหลักเกณฑ์แต่ได้รับสิทธิอาจจะลดลงกว่าระบบเดิม เพราะมีการทำให้ข้อมูลใกล้เคียงความเป็นจริงมากขึ้น เช่น การทบทวนสิทธิตามระบบภาษีที่ต้องทำต่อเนื่องทุกปี ขณะที่ระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2 – 3 ปีถึงจะทบทวนหนึ่งครั้ง โดยจากงานวิจัยที่เคยทำในปี 2562 พบว่าจากข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมครัวเรือน ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13 ล้านคน คนที่มีบัตรฯ แต่คุณสมบัติไม่ผ่านเกณฑ์ที่ควรจะได้รับมีอยู่ประมาณ 5.2 ล้านคน หรือ 38% ส่วนกลุ่มที่คุณสมบัติผ่านแต่ตกหล่น ไม่ได้รับบัตรฯ มีมากถึง 10.8 ล้านคน” ผศ.วีระวัฒน์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีเกณฑ์การคัดกรองบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ที่กระทรวงการคลังจะตรวจสอบข้อมูลโดยอิงจากฐานภาษีของบุตรเพื่อดูการอุปการะพ่อและแม่ด้วยนั้น ส่วนตัวไม่เห็นด้วย และมองว่าควรจะเอาเกณฑ์นี้ออก เพราะอัตราลดหย่อนภาษี 3 หมื่นบาทจากการดูแลพ่อและแม่ ไม่ใช่การได้เงินคืนแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากการลดหย่อนดังกล่าวก็ไม่ได้การันตีว่าเงินที่เหลือจากการลดหย่อนภาษีเพียงพอต่อการดูแลพ่อและแม่ การลดหย่อนและการให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็เกิดขึ้นจากฐานคิดที่แตกต่างกัน อีกทั้งเกณฑ์นี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมให้การจัดระบบสวัสดิการก้าวไปสู่ระบบ NIT ด้วย

บพท. ปั้นโมเดลโคนม ส่งเสริมโคนมไทยยั่งยืนครบวงจร รายได้เกษตรกรปีละเกือบ 40 ล้าน พัฒนาสหกรณ์เป็นกลไกกลาง เทคโนโลยี-ข้อมูลช่วยเพิ่มผลผลิต

บพท. จับมือจุฬาฯ ปั้นโมเดล CDSIE ยกระดับห่วงโซ่มูลค่าโคนมไทย

เพิ่มรายได้กลุ่มเกษตรกรกว่า 39 ล้านบาทต่อปี

สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน)

อุตสาหกรรมโคนมไทยมีดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 6 ทศวรรษ และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี แต่เบื้องหลังตัวเลขนี้ มีความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เป็นโจทย์ยากของเกษตรกรและสหกรณ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการพึ่งพานมผงที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ต้นทุนการผลิตในประเทศที่สูงขึ้น ความผันผวนของปัจจัยภายนอก รายได้เกษตรกรที่ไม่แน่นอน ไปจนถึงข้อจำกัดของระบบสหกรณ์ที่ยังไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการพัฒนาอุตสาหกรรมโคนมได้อย่างเต็มศักยภาพ

หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ ภายใต้สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนิน “โครงการพัฒนากลไกการสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมไทยเพื่อความยั่งยืน” เพื่อเปลี่ยนการแก้ปัญหาโคนมไทยจากที่เคยแก้ปัญหาเฉพาะจุด ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อสังคม หรือ Social Innovation Ecosystem ที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน ให้สามารถทำงานร่วมกันได้จริง

หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการพัฒนาโมเดล Chula Dairy Social Integrated Enterprise หรือ CDSIE ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคมกึ่งธุรกิจ ที่ทำหน้าที่เชื่อมฟาร์ม สหกรณ์ ข้อมูล เทคโนโลยี และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างระบบนิเวศธุรกิจโคนมที่แข็งแรงและเกื้อกูลกันตลอดห่วงโซ่

โมเดลนี้ไม่ได้มองโคนมเป็นเรื่องของฟาร์มใดฟาร์มหนึ่ง แต่มองทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกร สหกรณ์ หน่วยบริการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัย ภาครัฐ ไปจนถึงภาคเอกชน โดยออกแบบกลไกการทำงาน 8 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาเกษตรกรแกนนำ การปรับบทบาทสหกรณ์ การเชื่อมเครือข่ายผู้เกี่ยวข้อง การสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้เสมือนจริง 360 องศา การใช้ข้อมูลดิจิทัลและเทคโนโลยีฟาร์มอัจฉริยะ การพัฒนาธุรกิจอาหารสัตว์ การยกระดับห้องปฏิบัติการตรวจคุณภาพน้ำนม และการถ่ายทอดโมเดลไปยังสหกรณ์อื่น

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือแนวคิด ที่ช่วยให้เกษตรกรใช้ข้อมูลจริงแทนการคาดเดา ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชันบริหารจัดการฟาร์ม ระบบบันทึกและวิเคราะห์ข้อมูลการผลิตรายฟาร์ม การใช้เซนเซอร์และปัญญาประดิษฐ์เพื่อติดตามพฤติกรรมและสุขภาพโคนม รวมถึงการตรวจจับภาวะเป็นสัด เพื่อเพิ่มโอกาสการผสมติด ลดความสูญเสีย และวางแผนการผลิตได้แม่นยำขึ้น

ขณะเดียวกัน โครงการยังพัฒนา Virtual Farm Learning Center หรือศูนย์เรียนรู้ฟาร์มเสมือนจริง 360 องศา เพื่อให้เกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องสามารถเรียนรู้แนวทางจัดการฟาร์มที่ดีได้ทุกที่ทุกเวลา

อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญคือการยกระดับบทบาทของ “สหกรณ์” จากเดิมที่มักถูกมองเป็นเพียงจุดรับซื้อน้ำนมดิบ ให้กลายเป็นกลไกกลางของระบบ ทั้งในฐานะฐานข้อมูล ศูนย์บริการ พื้นที่เรียนรู้ และช่องทางที่ช่วยให้เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเทคโนโลยีและมาตรฐานเดียวกับฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ โครงการยังให้ความสำคัญกับคุณภาพน้ำนมดิบและมาตรฐานอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ของเกษตรกร โดยเน้นให้เกิดแนวคิด “การจ่ายราคาตามคุณภาพ” แทนการมองน้ำนมดิบเป็นสินค้าเหมือนกัน ราคาเดียวกันทั้งหมด เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลงทุนปรับปรุงฟาร์มและผลิตน้ำนมคุณภาพสูงขึ้น

ผลลัพธ์จาก 42 ฟาร์มนำร่องทำให้เห็นว่า การใช้ข้อมูล เทคโนโลยี มาตรฐาน และการจัดการเชิงระบบ สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง โดยโครงการช่วยเพิ่มรายได้รวมของกลุ่มเกษตรกร 38.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 39,083,359 บาทต่อปี เพิ่มปริมาณน้ำนมดิบ 23.3% หรือ 1,220,918 กิโลกรัมต่อปี และทำให้ภาระหนี้เฉลี่ยของเกษตรกรลดลง 3.1%

ในเชิงผลตอบแทนจากการลงทุนวิจัย โครงการนี้สร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 749.01% หรือเทียบได้ว่า เงินวิจัยทุก 1 บาท สามารถสร้างผลตอบแทนคืนสู่ระบบเศรษฐกิจได้ 7.49 บาท

สิ่งที่โมเดล CDSIE ทำให้เห็นคือ อนาคตของโคนมไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างระบบที่ทำให้เกษตรกรรายย่อยเข้มแข็ง สหกรณ์บริหารด้วยข้อมูล ตลาดให้คุณค่ากับคุณภาพ และทุกภาคส่วนในห่วงโซ่สามารถเติบโตไปด้วยกั

วิศวะ มจธ. ลุยเก็บน้ำ!! เจ๋งนวัตกรรม "ร่มเก็บน้ำฝน" แก้ปัญหาพื้นที่สูงฝนตกมาก ใช้สถานีเกษตรอ่างขางเป็นต้นแบบ ลดต้นทุนพลังงาน-เพิ่มน้ำใช้เกษตรกร

เด็กวิศวะ มจธ. ผุดไอเดีย “ร่มเก็บน้ำฝน” แก้โจทย์เกษตรพื้นที่สูงอ่างขาง ฝนตกมากแต่น้ำไม่เคยพอใช้

แม้สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ จะเป็นพื้นที่สูงที่มีปริมาณฝนตกมากกว่า 1,200 มิลลิเมตรต่อปี แต่ปัญหาขาดแคลนน้ำยังคงเป็นโจทย์สำคัญของพื้นที่เกษตรบนดอย เนื่องจากน้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านพื้นที่ลาดชันลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะถูกกักเก็บไว้ใช้ได้ทัน ขณะที่การสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บบนพื้นที่สูงต้องใช้ทั้งพลังงาน แรงงาน และต้นทุนจำนวนมาก

โจทย์ “ฝนตกมาก แต่น้ำยังไม่เคยพอใช้” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นให้ นายศุภบุตร โสตถิปรีดาวงศ์ นายภูรินท์ ปะวันเต และนายกรทักษ์ บู่สุวรรณ์ นักศึกษาภาควิชาวิศวกรรมโยธา หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี หรือ มจธ. พัฒนา ต้นแบบเก็บน้ำฝนสำหรับพื้นที่ลาดชันและห่างไกล โดยใช้สถานีเกษตรหลวงอ่างขางเป็นกรณีศึกษา

ทีมออกแบบอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้าย “ร่ม” หรือ “ดอกไม้” สามารถกางออกเมื่อฝนตกเพื่อรับน้ำฝน และหุบเก็บเมื่อฝนหยุด เพื่อลดการปนเปื้อน ยืดอายุการใช้งาน และเปลี่ยนน้ำฝนที่เคยไหลทิ้งให้กลายเป็นแหล่งน้ำเสริมสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง โดยมี ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมโยธา เป็นผู้ดูแลโครงการ พร้อมที่ปรึกษาร่วม ได้แก่ ดร.วงศ์นรินทร์ คำพอ ผศ.ดร.ชนา พุทธนานนท์ Dr.-Ing. Alexander Brezing และ รศ.ดร.ราชวดี ศิลาพันธ์ และ ดร.วิศิษฎ์ศรี วิยะรัตน์ ผู้ผลักดันขอทุนวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม FRB690020/0164

“โครงการนี้เริ่มจากการที่พวกเรากลับไปทำความเข้าใจปัญหาของพื้นที่จริงก่อนว่า ทำไมอ่างขางซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฝนตกค่อนข้างมาก จึงยังเจอปัญหาขาดแคลนน้ำ เราพบว่าพื้นที่มีความลาดชันสูง น้ำฝนจำนวนมากไหลผ่านลงสู่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว เก็บกักน้ำไว้ไม่ทัน ขณะเดียวกันการสูบน้ำกลับขึ้นไปเก็บไว้บนพื้นที่สูงต้องใช้พลังงานและมีต้นทุนสูง ทีมจึงพยายามออกแบบระบบที่ช่วยกักเก็บน้ำฝนให้ได้มากที่สุด เพื่อเก็บน้ำไว้ให้ทันก่อนที่จะไหลหายไป และส่งไปเก็บที่แหล่งน้ำสำหรับพื้นที่เกษตรบนดอย” นายกรทักษ์ หนึ่งในทีมพัฒนา กล่าว

หลังรับโจทย์จากพื้นที่ ทีมเริ่มจากการศึกษาข้อมูลของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง ลงพื้นที่สำรวจสภาพภูมิประเทศ และนำข้อมูลด้านฝน ลม และความลาดชันมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ต้นแบบที่ออกแบบขึ้นสามารถใช้งานได้จริงบนพื้นที่สูง ซึ่งมีทั้งฝน ลมแรง ความชื้น และข้อจำกัดด้านการติดตั้ง

นายภูรินท์ กล่าวว่า การทำโครงงานครั้งนี้ทำให้ทีมเห็นว่า การออกแบบระบบสำหรับพื้นที่เฉพาะอย่างอ่างขางไม่สามารถพิจารณาเฉพาะโครงสร้างได้ แต่ต้องใช้ข้อมูลหลายด้านประกอบกัน ทั้งปริมาณฝน ความเร็วลม สภาพภูมิประเทศ และข้อจำกัดของพื้นที่จริง เพราะแม้อุปกรณ์จะรับน้ำฝนได้ดี แต่หากไม่ทนต่อลมแรงบนพื้นที่สูงก็ไม่สามารถใช้งานได้จริง แนวคิดนี้จึงนำไปสู่การพัฒนา CC-Unit หรือ Collector-Container ระบบเก็บน้ำฝนแบบโมดูลาร์ที่ติดตั้งเรียงเป็นขั้นบันไดตามพื้นที่ลาดชัน ใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและเหมาะกับพื้นที่ห่างไกล เช่น ท่อ PVC โครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์ แผ่น PE สำหรับรับน้ำฝน ฐานถ่วงน้ำหนักด้วยทราย มอเตอร์แรงบิดสูง และระบบควบคุมอัตโนมัติที่ทำงานร่วมกับเซนเซอร์วัดความชื้นและอุณหภูมิ เพื่อให้อุปกรณ์ตอบโจทย์การใช้งานจริงบนพื้นที่สูงได้มากที่สุด

หลักการทำงานของต้นแบบคือ เมื่อความชื้นสัมพัทธ์สูงถึงระดับที่กำหนด ระบบจะสั่งให้โครงสร้างกางออกเพื่อรับน้ำฝน และเมื่อฝนหยุดจนความชื้นลดลง ระบบจะสั่งให้หุบกลับโดยอัตโนมัติ ทำให้อุปกรณ์ไม่ต้องกางทิ้งไว้ตลอดเวลา ช่วยลดการสะสมของสิ่งสกปรก ใบไม้ และฝุ่นละอองบนแผ่นรับน้ำ โดยต้นแบบมีพื้นที่รับน้ำประมาณ 4.06 ตารางเมตร ต้นทุนประมาณ 7,972 บาทต่อชุด และจากการคำนวณด้วยข้อมูลฝนเฉลี่ย ทีมประเมินว่าสามารถเก็บน้ำได้ราว 284 ลิตรต่อเดือนต่อหน่วย อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นการประเมินเบื้องต้น จึงต้องนำต้นแบบไปทดสอบในพื้นที่จริงเพิ่มเติม เพื่อประเมินประสิทธิภาพภายใต้สภาพฝน ลม และการใช้งานจริงของสถานีเกษตรหลวงอ่างขาง

“เบื้องหลังต้นแบบที่เห็นเป็นรูปเป็นร่างไม่ได้เกิดจากการออกแบบครั้งเดียวแล้วสำเร็จ แต่ผ่านการทดลอง แก้ปัญหา และปรับแบบซ้ำหลายรอบ ความท้าทายสำคัญคือการทำให้ระบบกางและหุบได้จริง เพราะระหว่างพัฒนาเราเจอปัญหาหลายอย่าง ทั้งแผ่นรับน้ำที่ตึงไม่เท่ากัน วัสดุบางส่วนไม่ทนพอ โครงสร้างรับแรงได้ไม่ดี และเชือกพันกับแกนหมุน ทำให้ต้องปรับวัสดุและกลไกใหม่ เช่น เปลี่ยนมาใช้แผ่น PE ที่แข็งแรงและหนาขึ้น ใช้เอ็นตกปลาแทนเชือกเพื่อป้องกันเชือกพันในระบบมอเตอร์ และปรับระบบกลไกให้ทำงานนิ่งขึ้น เพื่อให้ต้นแบบมีโอกาสใช้งานได้จริงในสภาพพื้นที่สูง” นายศุภบุตร กล่าว

จุดสำคัญของโครงงานนี้อยู่ที่การออกแบบระบบเก็บน้ำขนาดเล็กที่สามารถติดตั้งซ้ำได้หลายจุดตามสภาพพื้นที่ หากพัฒนาต่อยอดไปสู่การใช้งานจริง ระบบลักษณะนี้จะช่วยเก็บน้ำฝนไว้เป็นแหล่งน้ำเสริมให้กับพื้นที่เกษตรบนดอย ลดภาระการสูบน้ำจากพื้นที่ด้านล่างขึ้นสู่พื้นที่สูง ลดต้นทุนด้านพลังงาน และช่วยให้เกษตรกรสามารถวางแผนการใช้น้ำได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่สภาพอากาศแปรปรวนและฤดูกาลมีความไม่แน่นอน

ดร.จุลพจน์ จิรวัชรเดช ที่ปรึกษาโครงการ กล่าวว่า “คุณค่าของงานนี้ไม่ได้อยู่เพียงการพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์เก็บน้ำฝนเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของนักศึกษาที่เริ่มต้นจากโจทย์จริงของพื้นที่สูง ทำความเข้าใจปัญหาการจัดการน้ำ ต้นทุนพลังงาน และข้อจำกัดของภูมิประเทศ ก่อนนำความรู้ด้านโครงสร้าง ภูมิอากาศ กลไก และระบบควบคุมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อออกแบบทางออกที่เหมาะสมกับผู้ใช้จริง งานลักษณะนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การเรียนวิศวกรรมสามารถเชื่อมโยงและแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม”

แม้ต้นแบบ CC-Unit จะสามารถพิสูจน์การทำงานเบื้องต้นได้แล้ว ทั้งระบบกางและหุบด้วยมอเตอร์ การควบคุมตามค่าความชื้น และการออกแบบโครงสร้างน้ำหนักเบา แต่ทีมพัฒนายังเห็นประเด็นที่ต้องต่อยอดอีกหลายด้าน ตั้งแต่การเพิ่มระบบป้องกันวงจรไฟฟ้า การปรับปรุงกลไกให้ทนทานและเสถียรมากขึ้น การออกแบบฐานยึดให้เหมาะสมกับพื้นที่ลาดชัน การทดสอบปริมาณน้ำที่เก็บได้จริงในภาคสนาม ไปจนถึงการเพิ่มระบบสื่อสารระยะไกลและการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อให้ต้นแบบสามารถทำงานได้ในพื้นที่ห่างไกลโดยไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากระบบหลัก

ในวันที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงและการจัดการน้ำกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทย ต้นแบบ “ร่มเก็บน้ำฝน” เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่สะท้อนให้เห็นว่า บางพื้นที่ไม่ได้ขาดฝน หากขาดระบบและวิธีการที่ช่วยเก็บน้ำไว้ใช้ให้ทันเวลา นวัตกรรมที่เริ่มจากการมองเห็นปัญหาจริงของชุมชน จึงอาจกลายเป็นทางออกสำคัญในการเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำให้กับพื้นที่สูง ลดข้อจำกัดของเกษตรกร และช่วยให้ชุมชนบนดอยมีเครื่องมือรับมือกับความแปรปรวนของธรรมชาติได้ดีขึ้นในอนาคต

‘ริชาร์ด โคห์ ‘เปิดแกลเลอรีใหม่!! ‘ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต’ เปิดพื้นที่จัดแสดงศิลปะ แนวคิด "Window Gallery" เน้นผลงานโดดเด่น นิทรรศการ จัสติน ลิม เริ่ม 12 มิ.ย. 69 เชิญชมผลงานละเอียดลึกที่กรุงกัวลาลัมเปอร์

 

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ เปิดพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะแห่งใหม่

.สถานที่จัดแสดง: Richard Koh Fine Art, A Place Where (APW), Lot C-06, 29, Jalan Riong, Bangsar, 59100 กัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย

ช่วงนิทรรศการ: 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569

พิธีเปิดนิทรรศการ: 12 มิถุนายน 2569 (วันศุกร์) เวลา 16.00 – 19.00 น.

การนำชมนิทรรศการ (Opening Walkthrough): 13 มิถุนายน 2569 (วันเสาร์) เวลา 16.00 น.

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต (RKFA) มีความยินดีที่จะประกาศเปิดพื้นที่แกลเลอรีแห่งใหม่ในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายบทบาทและการดำเนินงานของแกลเลอรีในเมืองแห่งนี้ พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางภัณฑารักษ์ในรูปแบบใหม่สำหรับโปรแกรมนิทรรศการของแกลเลอรี

พื้นที่แห่งใหม่นี้เปิดตัวภายใต้แนวคิด “Window Gallery” ของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเป็นแนวทางการจัดนิทรรศการที่มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานอย่างเฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยแยกตัวออกจากรูปแบบนิทรรศการขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม และหันมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์การชมที่ตั้งใจและมีความละเอียดอ่อนมากขึ้น ด้วยการลดขนาดและขอบเขตของการนำเสนอในแต่ละครั้ง พื้นที่นี้จึงเปิดโอกาสให้ผลงานแต่ละชิ้นได้รับความโดดเด่นอย่างเต็มที่  พร้อมทั้งเชิญชวนผู้ชมให้ใช้เวลามากขึ้นในการพิจารณาและดื่มด่ำกับผลงานศิลปะที่จัดแสดงอย่างลึกซึ้ง

“Window Gallery” สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ ในการสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อมุมมอง และการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะอย่างต่อเนื่อง รูปแบบดังกล่าวยังเปิดพื้นที่ให้การจัดโปรแกรมที่มีการทดลองและมีความเข้มข้นมากขึ้น ทำให้แกลเลอรีสามารถตั้งคำถามและสำรวจแนวคิดกระบวนการทำงานของศิลปินอย่างเฉพาะเจาะจง แทนการจัดนิทรรศการแบบภาพรวมในวงกว้าง

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมและกิจกรรมเพิ่มเติมจะประกาศให้ทราบในโอกาสต่อไป

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ นำเสนอผลงานจิตรกรรมของ จัสติน ลิม ภายใต้ชื่อ

“Paintings for the Observer and the Observed”

ริชาร์ด โคห์ ไฟน์อาร์ต กัวลาลัมเปอร์ มีความยินดีนำเสนอ “Paintings for the Observer and the Observed” นิทรรศการเดี่ยวโดยศิลปินชาวมาเลเซีย จัสติน ลิม โดยนิทรรศการจะจัดแสดงระหว่างวันที่ 12 มิถุนายน – 18 กรกฎาคม 2569 พร้อมกิจกรรมนำชมนิทรรศการโดยศิลปินในวันที่ 13 มิถุนายน เวลา 16.00 น.

มุ่งเน้นการนำเสนอผลงานชิ้นสำคัญ 2 ชิ้น เป็นหลัก โดยเชื้อเชิญให้ผู้ชมชะลอจังหวะการรับรู้และหันมาใส่ใจกับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มักถูกมองข้ามในพื้นที่อยู่อาศัยและภายในบ้าน ผลงานชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจอย่างต่อเนื่องของศิลปินเกี่ยวกับการสังเกต ความทรงจำ และสภาพแวดล้อมในชีวิตประจำวัน โดยมุ่งพิจารณามิติทางอารมณ์และจิตวิทยาที่แฝงอยู่ภายในพื้นที่ส่วนตัวเหล่านั้น

ผ่านฉากทรรศน์ภายในบ้านที่ถูกจัดองค์ประกอบอย่างพิถีพิถัน ซึ่งเต็มไปด้วยงานศิลปะ วัตถุ หนังสือ ไม้ประดับ และของสะสมหลากหลายชนิด จัสตินได้เปลี่ยนพื้นที่คุ้นเคยให้กลายเป็นเรื่องเล่าทางภาพที่ชวนครุ่นคิดและเปี่ยมด้วยชั้นเชิงในการตีความ หัวใจสำคัญของนิทรรศการอยู่ที่ “การมอง” โดยความสัมพันธ์ระหว่างผู้มองกับสิ่งที่ถูกมอง ศิลปินกับนักสะสม รวมถึงความตึงเครียดระหว่างความใกล้ชิดและระยะห่าง ค่อย ๆ เผยตัวออกมาอย่างเงียบงามผ่านจิตรกรรม

การนำเสนอผลงานในขนาดที่กระชับและจำกัด สะท้อนถึงความสนใจหลักของนิทรรศการได้อย่างชัดเจน นั่นคือความเชื่อที่ว่าการเผชิญหน้ากับผลงานอย่างช้า ๆ และตั้งใจ สามารถเปิดเผยความหมายบางอย่างที่อาจถูกบดบังในบริบทที่กว้างหรือเต็มไปด้วยสิ่งเร้ามากเกินไป ด้วยการให้ความสำคัญอย่างใกล้ชิดต่อสิ่งที่เติมเต็มอยู่ในห้อง — และต่อผู้ที่อยู่อาศัยและมองมัน — จิตรกรรมของจัสตินจึงตั้งคำถามสำคัญว่า การ “มอง” อย่างแท้จริงหมายถึงอะไร และการเป็นผู้ถูกมองกลับนั้นมีความหมายเช่นไร

เกี่ยวกับศิลปิน

จัสติน ลิม (เกิดปี 1983 กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย) เป็นศิลปินชาวมาเลเซียที่พำนักและทำงานอยู่ในประเทศสิงคโปร์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาศิลปกรรม (MFA)และปริญญาตรีเกียรตินิยม (BA(Hons)) จาก LASALLE College of the Arts และ The Open University เขาได้เข้าร่วมโครงการศิลปินพำนัก (Artist Residency) และนิทรรศการระดับนานาชาติในหลายประเทศทั่ว United States, Europe และ Asia รวมถึงที่ Vestfossen Kunstlaboratorium และ Asian Art Biennale ผลงานของเขาได้รับการเผยแพร่ในสื่อสิ่งพิมพ์นานาชาติชั้นนำหลายแห่ง ปัจจุบันเขาอยู่ภายใต้การดูแลและเป็นตัวแทนศิลปินโดย RKFA

ราชกิจจาฯ ประกาศลดธงครึ่งเสา 15 วัน ไว้ทุกข์การสิ้นพระชนม์ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ สถานที่ราชการ–รัฐวิสาหกิจ–สถานศึกษา ตั้งแต่ 12 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป ประชาชนดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ ลดธงครึ่งเสา 15 วัน เจ้าหน้าที่ไว้ทุกข์ 15 วัน ส่วนประชาชนทั่วไป ดำเนินการตามความเหมาะสม

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ตามที่ได้มีประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศ ดังต่อไปนี้

๑. ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐและสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสา เป็นเวลา ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นตันไป

๒. ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์ มีกำหนด ๑๕ วัน ตั้งแต่วันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
ประกาศ ณ วันที่ ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๙ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี

ที่มา : https://www.facebook.com/photo/?fbid=2081448752750867&set=gm.1320152606939763&idorvanity=849053944049634

NEW MG URBAN ลุยตลาดรถไฟฟ้า!! รถแฮทช์แบ็คไฟฟ้าผลิตในไทย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองยุคใหม่ เทคโนโลยีอัจฉริยะครบ ฟังก์ชันใช้งานครบครัน สมรรถนะสูง วิ่งไกลถึง 530 กม.

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่ผลิตในประเทศไทย (CKD) จาก เอ็มจี ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ทำให้ทุกไลฟ์สไตล์สะดวก ง่าย และคล่องตัว โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ใช้งานง่าย พร้อมสมรรถนะการขับขี่ที่ลงตัว ดีไซน์ที่มีความสดใส ขนาดห้องโดยสารและพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดใหญ่ สะท้อนนิยามของ “LIFE EASY” ยกระดับประสบการณ์การใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นในทุกวัน

SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM โครงสร้างใหม่ที่ออกแบบเพื่อรองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ

NEW MG URBAN คือยนตรกรรมที่พัฒนาขึ้นบน SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM แพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะที่พัฒนาขึ้นในรูปแบบ “CELL-TO-BODY” (CTB) ซึ่งผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว มีความยืดหยุ่นสูง รองรับการพัฒนาได้หลากหลายเซกเมนต์ ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพในการขับขี่ และยังเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

SMART DESIGN

สะท้อนตัวตนของคนเมืองยุคใหม่ ผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “GENDER NEUTRAL TRENDY” ผสานความทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนทุกเพศทุกวัย พร้อมฟังก์ชันการใช้งานสำหรับชีวิตคนเมืองได้อย่างลงตัว

  • มิติตัวถัง 4,395  x1,842 x 1,549 มิลลิเมตร (ยาว x กว้าง x สูง)
  • ระยะความยาวฐานล้อ 2,750 มิลลิเมตร
  • โลโก้เรืองแสง ILLUMINATED LOGO 
  • ไฟหน้า LED พร้อมระบบควบคุมการ เปิด-ปิด ไฟหน้าอัตโนมัติ
  • ไฟท้าย LED ดีไซน์ Union Jack
  • ไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน (DAYTIME RUNNING LIGHTS)
  • ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลัง และระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ
  • กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า พร้อมไฟเลี้ยว ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • กระจกไฟฟ้า ONE-TOUCH UP-DOWN
  • กระจกแต่งหน้าพร้อมไฟส่องสว่างด้านผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า
  • ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย (Wireless Charger) 50 วัตต์ ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูธ พร้อมช่องเชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด
  • ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ พร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง
  • ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม AERO WHEEL COVER  ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด
    17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA  
  • รองรับระบบ V2L เปลี่ยนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้สามารถเป็นแหล่งจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย

SMART CABIN

พื้นที่ห้องโดยสารที่ออกแบบอย่างเข้าใจการใช้งานจริง กว้างขวาง โปร่งสบาย มาพร้อมฟังก์ชันอัจฉริยะและเทคโนโลยีที่รองรับทุกไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล

  • ระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก QUALCOMM SNAPDRAGON 8155 ในรุ่น ULTRA
  • หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (MULTI-INFORMATION CLUSTER) ขนาด 7 นิ้ว 
  • หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และ ขนาด15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • INTERACTIVE AMBIENT LIGHTS 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • ระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA 
  • พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง พร้อมควบคุมเครื่องเสียงและปุ่มรับ-วางสายโทรศัพท์
  • เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับ 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น MAX และ ULTRA
  • เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลาย Diamond Cut โดยเบาะนั่งด้านหลังพนักพิงพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่เท้าวางแขนเบาะหลัง เพิ่มความมั่นคงและความผ่อนคลายในทุกการเดินทาง และที่วางแก้วน้ำ
  • ตกแต่งภายในด้วยวัสดุ SOFT TOUCH เพิ่มสัมผัสที่เหนือระดับ
  • หลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด
  • ช่องเก็บเอกสารด้านหลังเบาะด้านหน้า
  • ระยะวางขาที่นั่งตอนหลัง 984 มิลลิเมตร
  • พื้นที่เก็บสัมภาระสองชั้นด้านท้ายรถ จุได้มากสูงสุดถึง 480 ลิตร และเมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร               
  • รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร
  • ระบบ INTELLIGENT SMART ACCESS เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ทรถ

SMART TECHNOLOGY

ยกระดับทุกการเดินทางและการใช้งานรถด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ รองรับไลฟ์สไตล์ยุคดิจิทัล ควบคุมรถได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน

  • ระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA 
    • ฟังก์ชันระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (SMART PARKING ASSIST)
    • ฟังก์ชันระบบสั่งจอดอัตโนมัติระยะไกล (REMOTE AUTO PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
    • ฟังก์ชันเปิดระบบ COOLING SEAT ผ่านมือถือในรุ่น ULTRA
  • ระบบ i-SMART ในรุ่น MAX 
    • ฟังก์ชันระบบควบคุมการจอดระยะไกล (REMOTE PARKING)
    • ฟังก์ชันปลดล็อครถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ
    • ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (SMART CHECK) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (SMART COMMAND) และ ระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (SMART CONNECT)
  • ระบบ ONE PEDAL
  • รองรับระบบการเชื่อมต่อ APPLE CARPLAY และ ANDROID AUTO แบบไร้สาย
  • ระบบ AI VOICE COMMAND*

บริการเสริมพิเศษ อัตราค่าบริการเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด (พร้อมรับสิทธิ์ทดลองใช้ฟรี 1 เดือน)

มอบประสบการณ์การขับขี่ที่คล่องตัว ตอบรับทุกจังหวะชีวิตของคนยุคใหม่ ด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะและสมรรถนะที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

  • ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ PERMANENT MAGNET SYNCHRONOUS MOTOR
  • รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) 
  • รุ่น MAX และ ULTRA ให้พละกำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์)
  • แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร ทั้งสามรุ่น
  • แบตเตอรี่แบบ LITHIUM-IRON PHOSPHATE (LFP) จาก CATL 
  • รุ่น STANDARD ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร* ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร*
    ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC)
  • ชาร์จง่าย สบายทุกเส้นทาง รองรับทั้งแบบ QUICK CHARGE และ NORMAL CHARGE
  • รุ่น STANDARD ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE จาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาที**
    ที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER
    ที่ 6.6 kW
  • รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ชาร์จแบบเร็ว QUICK CHARGE ชาร์จไฟฟ้าจาก 10% - 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที** ที่ความเร็วสูงสุด 88 kW ชาร์จแบบธรรมดา NORMAL CHARGE ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW 
  • ระบบช่วงล่างด้านหน้าแบบ MACPHERSON STRUT ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ
  • ระบบช่วงล่างด้านหลังแบบ TORSION BEAM ที่ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย
  • ระบบดิสก์เบรก 4 ล้อ พร้อมระบบเบรกด้านหน้าแบบ VENTILATED DISC และด้านหลังแบบ DISC
  • โหมดการขับขี่ 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW, CUSTOM

*ทดสอบตามมาตรฐานความประหยัดพลังงาน NEW EUROPEAN DRIVING CYCLE (NEDC)

**ระยะเวลาในการชาร์จ ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่คงเหลือและกำลังของเครื่องอัดประจุไฟฟ้า

SMART SAFETY  

มอบความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยระบบความปลอดภัยมาตรฐานยุโรป มาพร้อมระบบโครงสร้างตัวถังนิรภัย และเหนือสุดในคลาสด้วยระบบ ADVANCED DRIVER ASSISTANCE SYSTEM (ADAS) ระดับ L2 และระบบ SMART AUTO PARKING SOLUTION ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ พร้อมผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาว จาก Euro NCAP และ ANCAP

  • ระบบแสดงภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ พร้อมมุมมองหลายเลน (MULTI-LANE VIEW)
  • ระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS (SMART AUTO PARKING SOLUTION) 
  • ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ ALC (AUTO LANE CHANGE WITH ALERT)
  • ระบบระบบควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน LCC (LANE CENTERING CONTROL)
  • ระบบเบรกมือไฟฟ้า EPB (ELECTRONIC PARKING BRAKE) พร้อมระบบป้องกันการไหล AVH (AUTO VEHICLE HOLD) 
  • ระบบป้องกันล้อล็อก ABS (ANTI-LOCK BRAKING SYSTEM) พร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD (ELECTRONIC BRAKE FORCE DISTRIBUTOR)
  • ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ EBA (ELECTRONIC BRAKE ASSIST)
  • ระบบควบคุมการทรงตัว SCS (STABILITY CONTROL SYSTEM)
  • ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (CURVE BRAKE CONTROL)
  • ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี และควบคุมการลื่นไถล TCS (TRACTION CONTROL SYSTEM)
  • ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (HILL START ASSIST SYSTEM)
  • ระบบเปิด-ปิดไฟสูงอัตโนมัติ IHC (INTELLIGENT HIGH-BEAM CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน ACC (ADAPTIVE CRUISE CONTROL)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแปรผันอัฉริยะ ICA (INTELLIGENT CRUISE ASSIST)
  • ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติเมื่อความเร็วต่ำ TJA (TRAFFIC JAM ASSIST)
  • ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน พร้อมระบบช่วยควบคุมเมื่อออกนอกเลน ELK (EMERGENCY LANE KEEPING ASSIST) โดยผสานการทำงานของ LKA (LANE KEEPING ASSIST), LDP (LANE DEPARTURE PREVENTION) และ LDW (LANE DEPARTURE WARNING)
  • ระบบช่วยเตือนเมื่อเสี่ยงต่อการชนด้านหน้า FCW (FORWARD COLLISION WARNING)
  • ระบบช่วยเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ AEB (AUTONOMOUS EMERGENCY BRAKING)
  • ระบบช่วยป้องกันอุบัติเหตุจากมุมอับสายตาที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ LCA (LANE CHANGE ASSIST), BSD (BLIND SPOT DETECTION), RCTA (REAR CROSS TRAFFIC ALERT), RCTB (REAR CROSS TRAFFIC BRAKING), DOW (DOOR OPENING WARNING) และ RCW (REAR COLLISION WARNING)
  • ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง TPMS (TIRE PRESSURE MONITORING SYSTEM)
  • ระบบตรวจจับพฤติกรรมการขับขี่ DMS (DRIVER MONITORING SYSTEM)
  • เพิ่มความอุ่นใจด้วยอุปกรณ์ความปลอดภัย อาทิ เซ็นเซอร์ 12 ตำแหน่ง กล้องรอบคัน 6 ตัว และเรดาร์ 3ตำแหน่ง รวมทั้งหมด 21 ตำแหน่ง 
  • กล้องมองภาพรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ในรุ่น MAX และ ULTRA พร้อมสัญญาณเตือนระยะด้านหน้าและหลัง
  • จุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX
  • เข็มขัดนิรภัยคู่หน้าแบบดึงรั้งกลับพร้อมผ่อนแรงอัตโนมัติ
  • ถุงลมนิรภัย รวม 7 ตำแหน่ง คู่หน้า ด้านข้าง ม่านถุงลมนิรภัย และถุงลมกลาง 

NEW MG URBAN รถแฮทช์แบ็คพลังงานไฟฟ้า ประกอบด้วย 3 รุ่นย่อย โดยมีสีตัวถังให้เลือก 5 สี คือ ม่วง (LAVENDER PURPLE), เบจ (MODERN BEIGE), ขาว (ARCTIC WHITE), เทา (ANDES GREY) และดำ (PEARL BLACK) พร้อมตกแต่งภายในโทนสีทูโทน เทา–ดำ 

'เดอะตุ๊ก' ฟ้องเกรียนคีย์บอร์ด!! ตำนานบอลไทยตั้งทนายฟ้อง ขอปกป้องเกียรติยศที่สั่งสมมา วิจารณ์เกินขอบเขตถูกดำเนินคดี ย้ำรักฟุตบอลร่วม 50 ปีไม่ทนอีกต่อไป

“เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ตำนานกองหน้าทีมชาติไทย ที่ปัจจุบันนั่งในตำแหน่งโฆษกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โพสต์ข้อความแต่งตั้งทนาย เพื่อฟ้องเอาผิดเกรียนคีย์บอร์ดที่วิจารณ์เกินขอบเขต

อดีตกองหน้าชาววัย 66 ปี โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก แต่งตั้งทนายเพื่อฟ้องร้องผู้ที่วิจารณ์เจ้าตัวจนเกินขอบเขต

จากโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “หลายๆคนพูดว่าการขึ้นโรงขึ้นศาลมันเสียเวลาแต่ถ้าเพื่อปกป้อง เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของเราที่ได้รับใช้ทีมชาติไทยมา 20 ปีรวมทั้งอยู่ในวงการฟุตบอลมาเกือบ 50 ปีก็จำเป็นต้องขึ้นศาลเพื่อขอความเมตตาและความเป็นธรรมจากศาลครับ

การติติง วิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องปกติครับมีทั้งคนชอบและไม่ชอบผมเข้าใจครับแต่ถ้าติติง วิพากษ์ วิจารณ์ใส่ร้ายป้ายสีโดยที่ไม่มีมูลความจริงผมก็ต้องขออนุญาตปกป้อง ศักดิ์ศรี เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความเป็นมนุษย์ด้วยครับ#ผมขออนุญาตแต่งตั้งทนายครับ”

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10279667

เก้าอี้ว่างแทนเสียงเสรีภาพสื่อ!! สะท้อนนักข่าวที่ควรอยู่ฟุตบอลโลก ประธานฟีฟ่าย้ำมนุษยธรรม เรียกร้องปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส หลังถูกคุมขังที่พลาดทำข่าวฟุตบอลโลก

ฟีฟ่า เรียกร้อง แอลจีเรีย ปล่อย ผู้สื่อข่าวกีฬา ฝรั่งเศส ทั้งที่ควรได้มา ฟุตบอลโลก

จานนี่ อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) เรียกร้องให้ทางการ แอลจีเรีย ปล่อยตัว คริสตอฟ เกลเซส ผู้สื่อข่าวกีฬาที่ถูกกักขังไว้ตั้งแต่ปี 2024

แกลซ วัย 37 ปี ถูกจับกุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2024 ระหว่างเดินทางไปยังภูมิภาคคาบีเลีย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของแอลจีเรีย เพื่อเขียนบทความเกี่ยวกับ เจเอสเค ซึ่งเป็นสโมสรฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จและคว้าแชมป์มากที่สุดของแอลจีเรีย ก่อนถูกตัดสินจำคุกเป็นเวลา 7 ปีในข้อหา สนับสุนการก่อการร้าย เนื่องจากติดต่อกับ กลุ่มนี้เรียกร้องสิทธิ์ในการกำหนดชะตากรรมตนเองและการแยกตัวเป็นอิสระของ ภูมิภาคคาบีเลีย คือ เอ็มเอเค ซึ่งรัฐบาลแอลจีเรียมองว่าเป็นองค์กรก่อการร้าย และเป็นเหตุที่ทำให้ เกลเซส ซึ่งควรจะต้องมารายงานข่าว ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ไม่สามารถมาได้

ในงานแถลงข่าวของฟีฟ่า อินฟานติโน ร้องขอให้เจ้าหน้าที่เว้นเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งเอาไว้ในห้องแถลงข่าวอ เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ถึงผู้สื่อข่าวที่ถูกคุมขังอยู่ในแอลจีเรีย

“ในห้องนี้มีเก้าอี้ว่างอยู่ตัวหนึ่ง มันถูกจัดเอาไว้ให้ คริสตอฟ เกลเซส เขาถือเป็นผู้สื่อข่าวสายกีฬาเพียงคนเดียวในโลกที่ถูกคุมขังอยู่ในเวลานี้ ทั้งที่ตัวเขาได้รับบัตรอนุญาต และควรจะได้มานั่งทำงานอยู่ตรงนี้ ผมได้เชิญพ่อแม่ของเขาไปชมเกมการแข่งขันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ เซเนกัล ด้วย”

“ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ด้วยมนุษยธรรมอันยิ่งใหญ่ เขาจะได้รับความเมตตาและได้รับการอภัยโทษจากประธานาธิบดี เพื่อที่เขาจะได้สามารถเดินทางมาสมทบกับพวกเราที่นี่ได้ทันเวลาในช่วงฟุตบอลโลก” อินฟานติโน่ กล่าว

ที่มา : https://www.khaosod.co.th/sports/news_10278798

นักวิชาการรัฐศาสตร์ มธ. หนุนรัฐเออร์ลี่รีไทร์ ชงรื้อยุทธศาสตร์กำลังคน ป้องกันงานล้นคน-คนล้นงาน ใช้ข้อมูลครบทุกหน่วยงาน ปฏิรูประบบราชการยั่งยืน

หนุนรัฐ ‘เออร์ลี่รีไทร์’ ข้าราชการ ชงรื้อใหญ่ ‘ยุทธศาสตร์กำลังคน’ แก้ ‘งานล้นคน-คนล้นงาน’ ยั่งยืน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ แนะ รองนายกฯ มองไกลกว่า “แผนเกษียณก่อนกำหนดเพื่อลด ขรก.” แต่ให้ใช้โอกาสนี้ทบทวน “ยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐ” เพื่อการวางแผนกำลังคนพอกับภาระงานในระยะยาว พร้อมชง 3 ข้อเสนอปฏิรูปทั้งระบบจบปัญหางานล้นคน - คนล้นงานแบบตรงจุด

รศ. ดร.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาวิชาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า เห็นด้วยที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี สั่งให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำการศึกษาแผนเกษียณก่อนกำหนด เพื่อลดจำนวนข้าราชการที่มีมากเกินจำเป็น เพราะด้านหนึ่งเป็นการทบทวนอัตรากำลังคนภาครัฐ ซึ่งในช่วง 10 – 20 ปีที่ผ่านมาไม่ได้รับความสนใจมากนัก แต่ถ้าจะให้ดีควรใช้โอกาสนี้เดินหน้าทบทวนแผนยุทธศาสตร์อัตรากำลังคนภาครัฐไทย เพื่อปฏิรูปทั้งระบบ ซึ่งจะช่วยให้การวางแผนกำลังคนภาครัฐมีประสิทธิภาพมากกว่าในระยะยาว กล่าวคือทุกหน่วยงานมีจำนวนข้าราชการที่สอดคล้องกับปริมาณงานจริงๆ

ทั้งนี้ สำหรับแนวทางการเดินหน้าปฏิรูปกำลังคนภาครัฐทั้งระบบ มี 3 ข้อหลักที่ควรพิจารณาดำเนินการ ได้แก่ 1. ก.พ. ควรใช้ข้อมูลของข้าราชการทั้งระบบมาพิจารณาวางแผนอัตรากำลังคนภาครัฐ เพื่อให้ได้สภาพการณ์จริง และนำไปสู่การวางแผนที่เหมาะสม เพราะที่ผ่านมา ก.พ. มีแนวโน้มที่จะดำเนินการด้วยการมองเพียงจำนวนข้าราชการส่วนกลาง โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ แต่ไม่ได้คำนึงถึงข้าราชการท้องถิ่น หรือกระทั่งเรื่องระดับชั้น ลักษณะตำแหน่ง และสายวิชาชีพของตำแหน่งลงลึกของแต่ละหน่วยงาน เช่น สายวิชาชีพทางการแพทย์ต้องการจำนวนเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ หรือต้องการสายวิชาชีพไหนเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่ ฯลฯ ซึ่งทำให้หลายหน่วยงานเจอปัญหางานล้นคน แต่บางหน่วยงานก็มีคนล้นงาน

“เมื่อรองนายกฯ ต้องการจะริเริ่มและหันกลับมาทำเรื่องนี้ (กำลังคนภาครัฐ) อย่างจริงจัง ก็ไม่ควรมองแค่ประเด็นเออร์ลี่รีไทร์ หรือขยายอายุเกษียณ แต่ควรจะปฏิรูปทั้งระบบเลย จะได้ไม่เสียของ รวมถึงควรใช้ข้อมูลของทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ส่วนใดส่วนหนึ่งเป็นหลัก เพราะไทยมีข้าราชการหลายประเภท ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ ข้าราชการครู บุคลากรทางการแพทย์ ข้าราชการทั่วไปที่อยู่ในกระทรวง ทบวง กรม และข้าราชการที่อยู่ในท้องถิ่นอีกจำนวนมหาศาล นี่ยังไม่ได้นับบุคลากรภาครัฐในส่วนที่ไม่ได้มีความเป็นข้าราชการพลเรือนแบบดั้งเดิมอีก” รศ. ดร.วสันต์ กล่าว

2. รัฐบาล และ ก.พ. ไม่ควรเลือกแนวทางใดแนวทางหนึ่งมาบังคับใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน โดยละเลยแนวทางอื่นๆ หรือก็คือการทำในลักษณะตัดเสื้อโหล เช่น การใช้แนวทางเกษียณก่อนกำหนดกับทุกหน่วยงาน และมองข้ามการขยายอายุเกษียณข้าราชการ เป็นอาทิ เพราะอาจเป็นการแก้ไขปัญหาเรื่องคนล้นงานของบางหน่วยงาน แต่ทำให้ปัญหางานล้นคนในบางหน่วยงานหนักขึ้น โดยเฉพาะในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งกำลังขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนัก
3. ภาครัฐควรมีการแบ่งบทบาทหน้าที่หลักของทั้งหน่วยงานทั้งในราชการส่วนกลาง ซึ่งมี 20 กระทรวง และ 166 กรม ราชการส่วนภูมิภาค ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัด และนายอำเภอใน 76 จังหวัด และราชการส่วนท้องถิ่นที่มีหน่วยงานรวมประมาณ 7,850 แห่ง ให้มีความชัดเจน และไม่ทับซ้อนกัน เพราะการปฏิรูปกำลังคนจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าไม่แก้เรื่องนี้ เห็นได้จากปัจจุบันที่ส่วนกลางมีการกระจายอำนาจหน้าที่ต่างๆ ให้ท้องถิ่น ทว่า หน่วยงานส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคยังมีขนาดเท่าเดิม สิ่งที่เกิดขึ้นคือการจัดบริการสาธารณะจำนวนมากมีความทับซ้อนกัน เพราะทั้ง 3 ระดับลงมาทำเหมือนกันหมด และทั้ง 3 ระดับก็ต้องการคนที่ทำหน้าที่ลักษณะเหมือนกัน เพื่อมาปฏิบัติงานเดียวกัน
.
“ยกตัวอย่างง่ายๆ เรื่องถนน ถ้าไปดูจะเห็นเลยว่ามีหน่วยงานเยอะมากที่ทำเรื่องนี้ ทั้งกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เทศบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กองทัพ กรมชลประทาน ฉะนั้น ถ้าจะปฏิรูป ต้องทำให้สัมพันธ์สอดรับกันทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น” รศ. ดร.วสันต์ ระบุ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า แต่หากทางรองนายกฯ ไม่ต้องการจะปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐ และจะทำเรื่องเกษียณก่อนกำหนด อย่างน้อยก็ควรใช้ข้อมูลข้าราชการในภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เห็นสถานการณ์จริง รวมถึงไม่ควรใช้เป็นแนวทางเดียวกับทุกหน่วยงาน แต่ควรพิจารณาแนวทางอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะประเด็นเรื่องกำลังคนต้องทำแบบลงละเอียด ไม่งั้นจะทำให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา และเหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในภาพรวมด้วย

“ตอนนี้หลายหน่วยงานก็พยายามดิ้นรนหาคนมาให้พอกับภาระงานที่มี เพราะหลายหน่วยงานพอมีคนเกษียณไปแล้วยังหาคนแทนไม่ได้ โดยบางหน่วยงานก็จะใช้งบของหน่วยงานเองในการจ้างข้าราชการที่เกษียณแล้วมาเป็นที่ปรึกษาประจำหน่วยงาน แต่ถ้ารัฐจะให้หน่วยงานใช้วิธีนี้แก้ปัญหาอีกด้านต่อไป ก็ควรจะมีมาตรการอะไรมาสนับสนุนให้ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ต่างคนต่างดิ้นรนกันเอง” รศ. ดร.วสันต์ กล่าวเสริม

JAS ลุยบอลโลก 2026!! ครองลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดแต่ผู้เดียว ชูฟรีวิวคุณภาพจาก FIFA สู่แฟนบอลไทย แถลงข่าวใหญ่ 11 มิ.ย. นี้ พร้อมถ่ายทอดจาก 3 เจ้าภาพร่วม

คนไทยได้เฮ! JAS ปิดดีลยักษ์คว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด "ฟุตบอลโลก 2026" จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในไทย "พิชญ์ โพธารามิก" นำทัพแถลงใหญ่ 11 มิ.ย. นี้

กลายเป็นกระแสฮือฮาสนั่นเมืองไทย! เมื่อ "พิชญ์ โพธารามิก" บิ๊กบอสใหญ่ประกาศข่าวดี คนไทยได้ดูแน่ "ฟุตบอลโลก 2026" ล่าสุด JAS ร่อนจดหมายเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์จาก FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ยิงสดตรงจากสหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา

"พิชญ์ โพธารามิก" โพสต์สั้นแต่ทรงพลัง “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว”
ชนวนเหตุความปังเริ่มขึ้นหลังจากที่ "พิชญ์ โพธารามิก" ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS และ MONO ได้ออกมาโพสต์ข้อความสั้น ๆ ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “2026 ไทยได้ดูบอลโลกแล้ว” ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนบอลชาวไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่ก่อนหน้านี้ลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสดมหกรรมฟุตบอลโลกมักจะมีปัญหาเรื่องงบประมาณและการเจรจามาโดยตลอด

JAS ร่อนหนังสือเชิญสื่อ คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 จาก FIFA
ล่าสุด ความชัดเจนเกิดขึ้นเมื่อ JAS ได้ส่งหนังสือเชิญสื่อมวลชนร่วมงานแถลงข่าวครั้งประวัติศาสตร์ในหัวข้อ "JAS คว้าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026" ในเอกสารระบุอย่างชัดเจนว่า บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ได้รับลิขสิทธิ์จากสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ FIFA แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Exclusive Rights) สำหรับการถ่ายทอดสดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 (FIFA World Cup 2026) ที่กำลังจะระเบิดศึกขึ้นระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน - 19 กรกฎาคม 2569 ณ ประเทศเจ้าภาพร่วม 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา

ที่มา : https://www.bangkokbiznews.com/news/news-update/1237952?anf=

กองทัพเรือจับตาขนส่งทางทะเล ไทย–กัมพูชา!! ชี้ภาพเรือไทยไปกัมพูชาเป็นเก่าปี กพ.69 ยืนยันเข้มงวดไม่ผ่อนปรน ตรวจจับสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ปกป้องความมั่นคงชายแดนทะเลไทย

กองทัพเรือชี้แจงกรณีสื่อกัมพูชาเผยแพร่ภาพเรือสินค้าจากไทยไปกัมพูชา ยืนยันเป็นเหตุการณ์เก่าเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมเข้มงวดสกัดสินค้าควบคุมตามมาตรการรัฐอย่างต่อเนื่อง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า ตามที่สื่อโซเชียลนำเสนอการรายงานข่าวของสื่อกัมพูชาที่เกี่ยวกับเรือขนส่งสินค้าจากประเทศไทยที่เดินทางถึงท่าเรือจังหวัดพระสีหนุ จนอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่ามีการส่งออกสินค้าจากไทยไปยังกัมพูชาภายใต้มาตรการควบคุมในปัจจุบันนั้น กองทัพเรือได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว พบว่าภาพและข้อมูลดังกล่าวเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากการตรวจสอบพบว่า เรือดังกล่าวเป็นเรือขนส่งน้ำตาลทราย ซึ่งออกเดินทางจากท่าเรือในจังหวัดชลบุรี โดยมีการสำแดงเอกสารปลายทางว่าเป็นการส่งออกไปยังประเทศที่สาม แต่ภายหลังตรวจพบว่ามีการลักลอบนำสินค้าเข้าสู่ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่กองทัพเรือได้ติดตามและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง

โฆษกกองทัพเรือกล่าวเพิ่มเติมว่า ภายหลังรัฐบาลได้ประกาศกำหนดพื้นที่ชายแดนและน่านน้ำในเขตควบคุม รวมทั้งกระทรวงกลาโหมได้ออกประกาศกำหนดชนิดหรือประเภทสินค้าควบคุมในเขตควบคุม เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 กองทัพเรือได้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดกั้นการลำเลียงสินค้าควบคุมทุกช่องทาง ทั้งทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะสินค้าที่อาจถูกนำไปสนับสนุนการก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เครือข่ายคอลเซ็นเตอร์ การพนันออนไลน์ และกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

ทั้งนี้ สินค้าควบคุมตามประกาศกระทรวงกลาโหม ครอบคลุม 5 ประเภทหลัก ได้แก่ เชื้อเพลิงทุกประเภท เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ด้านพลังงาน อุปกรณ์สื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ อากาศยานไร้คนขับและระบบต่อต้านโดรน สารเคมีและสารตั้งต้นที่อาจนำไปใช้ในกิจกรรมผิดกฎหมาย รวมถึงอุปกรณ์ทางทหารและสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมกว่า 50 รายการ

กองทัพเรือขอยืนยันว่า ปัจจุบันได้ดำเนินมาตรการตรวจสอบเรือสินค้าและการขนส่งทางทะเลอย่างเข้มงวด สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลและประกาศกระทรวงกลาโหม โดยไม่มีการผ่อนปรนหรือยกเว้นให้กับการขนส่งสินค้าควบคุมไปยังประเทศกัมพูชาแต่อย่างใด และจะดำเนินการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกสินค้าต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดนและพื้นที่ทางทะเลของไทย ตลอดจนสนับสนุนมาตรการของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง

สำนักงานโฆษกกองทัพเรือ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top