‘รัดเกล้า’ ชง 4 ข้อแก้เหลื่อมล้ำการศึกษา!! เด็กไทยรายได้วันละ 41 บาท จี้รัฐลงทุนลดเหลื่อมล้ำ ไม่ปล่อยอัจฉริยะหลุดจากระบบ เตือนประเทศกำลังเสียอนาคตเพราะความเหลื่อมล้ำ

"รัดเกล้า" ชี้เด็กยากจนพิเศษ 1.39 ล้านคน รายได้วันละ 41 บาท เตือนไทยกำลังสูญเสีย 'The Lost Einstein' จากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา

รัฐสภา – นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรายงานประจำปี 2567 และรายงานประจำปี 2568 ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) โดยสะท้อนสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศ พร้อมเสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจากรายงาน กสศ. สะท้อนให้เห็นว่า จำนวนเด็กยากจนพิเศษยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 1.34 ล้านคน ในปี 2567 เป็น 1.39 ล้านคน ในปี 2568 โดยมีรายได้เฉลี่ยเพียง 1,236 บาทต่อคนต่อเดือน หรือประมาณ 41 บาทต่อวัน ซึ่งยังต่ำกว่าเส้นความยากจนของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

"ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า เด็กจำนวนมากกำลังเผชิญไม่เพียงความยากจนทางรายได้ แต่ยังเผชิญความยากจนทางโอกาส เด็กที่ขาดอาหาร ขาดค่าเดินทาง ขาดอุปกรณ์การเรียน หรือขาดโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยี ย่อมเริ่มต้นชีวิตจากจุดที่แตกต่างจากเด็กคนอื่น" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงความคืบหน้าของนโยบาย Thailand Zero Dropout ซึ่งสามารถลดจำนวนเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาจาก 982,304 คน ในปี 2567 เหลือ 603,095 คน ในปี 2568 ถือเป็นความก้าวหน้าที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม ยังพบว่าเกือบครึ่งหนึ่งของเด็กกลุ่มดังกล่าว หรือประมาณ 300,000 คน ยังคงอยู่นอกระบบการศึกษาต่อเนื่องยาวนานถึง 3 ปี

"ความสำเร็จไม่ได้อยู่แค่การพาเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แต่อยู่ที่การทำให้เด็กสามารถอยู่ในระบบและเรียนรู้ต่อไปได้จนบรรลุศักยภาพของตนเอง" นางรัดเกล้ากล่าว
สำหรับปัญหาคุณภาพการศึกษา นางรัดเกล้าระบุว่า ผลการประเมิน PISA ปี 2565 พบว่า นักเรียนไทยอายุ 15 ปี ถึง 2 ใน 3 มีสมรรถนะด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐาน ขณะที่ผลการทดสอบ O-NET ยังคงยืนยันว่า นักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กมีคะแนนเฉลี่ยต่ำกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ในทุกวิชา

นอกจากนี้ รายงานยังสะท้อนปรากฏการณ์ "The Lost Einstein" หรืออัจฉริยะที่สูญหาย ซึ่งหมายถึงเด็กที่มีศักยภาพสูงจำนวนมาก แต่ไม่เคยได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ เพราะข้อจำกัดทางเศรษฐกิจและสังคม

"ประเทศไทยอาจกำลังสูญเสียนักวิทยาศาสตร์ นักนวัตกรรม นักคิด และผู้นำแห่งอนาคต เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเกิดในครอบครัวที่ยากจน หรืออยู่ในพื้นที่ที่ขาดโอกาส นี่คือการสูญเสียทุนมนุษย์ที่มีค่าที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว

นางรัดเกล้ายังกล่าวถึงผลกระทบจากภัยพิบัติและวิกฤตที่ส่งผลต่อการศึกษา โดยในปี 2568 โรงเรียนหลายพันแห่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัย แผ่นดินไหว ปัญหาฝุ่น PM2.5 และสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ส่งผลให้เกิดภาวะการเรียนรู้ถดถอย หรือ Learning Loss โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กยากจนที่มีข้อจำกัดในการฟื้นตัวมากกว่ากลุ่มอื่น

ทั้งนี้ ได้เสนอข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญ 4 ประการ ได้แก่
.
1. เพิ่มสัดส่วนงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จากปัจจุบันที่ใช้งบประมาณเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาเพียงประมาณร้อยละ 4 ของงบประมาณด้านการศึกษาทั้งหมด

2. ปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณสู่รูปแบบ Differentiated Financing หรือการจัดสรรตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงบริบทพื้นที่ ความยากจน และต้นทุนที่แตกต่างกันของแต่ละโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กและพื้นที่ห่างไกล

3. สร้างระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นและรองรับวิกฤต (Resilient Education System) ผ่านการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ เทคโนโลยี และการเตรียมความพร้อมของครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้การเรียนรู้ของเด็กไม่หยุดชะงักเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน

4. ยกระดับระบบประเมินผลการเรียนรู้จากการวัดผลปลายทาง ไปสู่การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Assessment) และนำเทคโนโลยี AI มาช่วยคาดการณ์ความเสี่ยงของเด็กที่อาจหลุดออกจากระบบการศึกษา เพื่อให้สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

นางรัดเกล้ากล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาไม่ใช่เพียงภารกิจของ กสศ. แต่เป็นภารกิจร่วมกันของทั้งประเทศ และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ ทั้ง SDG 4 เรื่องการศึกษาที่มีคุณภาพ และ SDG 10 เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำ

"ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าไม่ได้ หากยังมีเด็กจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การลงทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาไม่ใช่รายจ่าย แต่คือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่สำคัญที่สุดของประเทศ" นางรัดเกล้ากล่าว