Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

ส่อง..อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้

ขณะที่บ้านเมืองของเรายังคงอยู่ในสภาวะสงครามชายแดนกับเขมรอยู่ในเวลานี่ ขอหยิบยกเอาเรื่องราวของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศซึ่งถือเป็นศักย์สงครามที่สำคัญมาเล่าให้ท่านผู้อ่านได้พอรู้พอเข้าใจ โดยขอกล่าวถึง “เกาหลีใต้” ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญสงครามจนย่อยยับก่อนกลับกลายมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมป้องกันประเทศลำดับต้น ๆ ของโลกในทุกวันนี้ 

ย้อนไปในปี 1950 ถึง 1953 อันเป็นห้วงเวลาที่เกิดสงครามระหว่างสองเกาหลี จะมีคนไทยในสมัยนั้นสักกี่คนจะเชื่อว่าเกาหลีใต้ ประเทศที่พึ่งพ้นจากการเป็นอาณานิคมของญี่ปุ่นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และได้รับความเสียหายอย่างหนักจากสงครามเกาหลีในช่วงทศวรรษ 1950 ทั้งยังต้องพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารเต็มรูปแบบจากสหรัฐอเมริกา จะเจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้วเช่นทุกวันนี้ เช่นเดียวกับพัฒนาการอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนปัจจุบัน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้จัดว่าอยู่ในอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย และกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาวุธรายใหญ่ของโลกในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในภาคเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้าน กำลังการผลิตภายในประเทศ การวิจัยพัฒนา (R&D) และการส่งออกอาวุธไปทั่วโลก พัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศเกาหลีใต้ไม่ได้ก้าวไปอย่างสะเปะสะปะไร้แผนงานและทิศทางในการดำเนินการ โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เริ่มสนับสนุนให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีให้เกิดขึ้น และมีความเข้มแข็งขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1970 โดยกำหนดนโยบายในรูปแบบของกฎหมาย 3 ฉบับ ได้แก่ กฎหมายอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ปี 1973 แผนปรับปรุงกองทัพเกาหลีใต้ ปี 1974 และกฎหมายภาษีป้องกันประเทศ ปี 1975 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ถูกออกแบบให้สนับสนุนทางการเงินให้สำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีใต้ โดยช่วงทศวรรษ 1970 นโยบายของรัฐบาลให้การสนับสนุนแก่อุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ การเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมเหล่านี้ มีส่วนอย่างสำคัญในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมเหล่านี้พัฒนาก้าวหน้าและเติบโตจนกลายเป็นส่วนที่สำคัญอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และก้าวหน้าจนกระทั่งกลายเป็นการผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เป็นการรวมตัวกันระหว่างอุตสาหกรรมการต่อเรือ และอุตสาหกรรมเครื่องจักรกลหนักอื่นๆ

ในช่วงทศวรรษ 1990 อุตสาหกรรมภายในประเทศของเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์สนองตอบต่อความต้องการของกองทัพเกาหลีใต้ได้ถึงร้อยละ 70 ทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ อุปกรณ์สื่อสาร ยานยนต์ เสื้อผ้า เครื่องใช้ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยต่างๆ โดยมี “สำนักงานบริหารโครงการจัดซื้อจัดจ้างด้านกลาโหม(The Defense Acquisition Program Administration (DAPA)” ของกระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ เป็นผู้รับผิดชอบการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธภัณฑ์และยุทธปัจจัยกว่าร้อยละ 95 โดย ทำหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างสำหรับกองทัพเกาหลีใต้ รวมทั้งการจัดการส่งกำลังบำรุง การประมาณการสำหรับอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ เจรจาต่อรอง กำหนดคุณลักษณะและการกำหนดมาตรฐานอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ กองทัพเกาหลีใต้ซึ่งเคยพึ่งพาความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกาเต็มรูปแบบจนกระทั่งกลางทศวรรษ 1960 ในปี 1971 กระทรวงกลาโหมเกาหลีใต้ได้จัดตั้ง DAPA ทำหน้าที่เป็นสำนักงานจัดซื้อจัดจ้างแบบบูรณาการ เพื่อปรับปรุงอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพเกาหลีใต้ให้ทันสมัยเป็นการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพบกเกาหลีใต้ ในปัจจุบัน DAPA รับผิดชอบจัดการงบประมาณกว่า 5 ล้านล้านวอน

ในส่วนของการผลิตอาวุธสำหรับกองทัพเกาหลีใต้เกิดขึ้นในปี 1971 เมื่อกระทรวงกลาโหมสร้างโรงงานเพื่อผลิต ประกอบปืนเล็กกลแบบ M-16 ตามข้อตกลงระหว่างรัฐบาลสหรัฐฯ และรัฐบาลเกาหลีใต้ โดยยินยอมให้กองทัพบกเกาหลีใต้สามารถผลิตอาวุธปืน M-16 ได้อย่างเต็มที่ แต่ห้ามผลิตอาวุธปืนดังกล่าวเกินกว่าจำนวนที่กองทัพบกเกาหลีใต้ต้องการโดยปราศจากความยินยอมของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งรัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำข้อตกลงในลักษณะนี้ในการผลิตอาวุธชนิดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระเบิดมือ กับระเบิด และปืนไร้แรงสะท้อน ตลอดจนกระสุนสำหรับอาวุธที่ผลิตให้กองทัพบกเกาหลีใต้ ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง 

นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี) ในปี 1990 บริษัทเกาหลีใต้ได้รับสัญญาจากกองทัพบกเกาหลีใต้ให้ผลิตรถถัง ปืนใหญ่อัตตาจรและปืนใหญ่ลากจูง รถเกราะ 2 แบบ และเฮลิคอปเตอร์อีก 2 แบบ บริษัทฮุนไดได้รับสัญญาผลิตรถถังแบบ K-1 มีปืนใหญ่รถถังขนาด 105 mm. ซึ่งพัฒนาจากรถถัง M48A5 ที่กองทัพบกเกาหลีใต้ใช้ ซึ่งมีการนำเข้าชิ้นส่วนเพียงไม่กี่ชนิด เช่น ระบบควบคุมการยิง และระบบส่งกำลัง นอกจากนั้นแล้วผลิตในเกาหลีใต้ทั้งหมด ซัมซุงได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่อัตตาจร 155 mm. M-109 เกียได้รับสัญญาผลิตปืนใหญ่ลากจูง KH-178 ขนาด 105 mm. และ KH-179 ขนาด 155 mm. แดวูและเอเชียมอเตอร์ได้รับสัญญาผลิตรถหุ้มเกราะลักษณะ KM-900 ที่ออกแบบโดยบริษัท FIAT (อิตาลี)

บริษัทเบลล์เฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐและบริษัทซัมซุงร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ UH-1 บริษัทซิกอร์สกี้ของสหรัฐและแดวูร่วมกันผลิตเฮลิคอปเตอร์แบบ S-76 โคเรียนแอร์กลายเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานส่วนใหญ่ของกองทัพอากาศเกาหลีใต้ และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ ได้ทำสัญญาจ้างโคเรียนแอร์ในการปรนนิบัติบำรุงเครื่องบินแบบ F-4 F15 A-10 และ C-130 ที่ประจำการในเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ ห้วงทศวรรษ 1970 ถึง 1980 เกาหลีใต้กลายเป็นผู้ต่อเรือรายใหญ่ของโลก ทั้งเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่ และแท่นขุดเจาะน้ำมัน ซึ่งมีฮุนไดเป็นบริษัทชั้นนำ และต่อมาแดวูก็เข้ามาร่วมแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ ต่อมาจากสภาพเศรษฐกิจตกต่ำของโลก ซึ่งการสนับสนุนของรัฐบาลญี่ปุ่นต่ออุตสาหกรรมต่อเรือของญี่ปุ่น บริษัทต่อเรือเกาหลีจึงหันความสนใจมายังการต่อเรือรบ ซึ่งต่อมาได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีในการต่อเรือนำเข้าจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันในการต่อเรือดำน้ำแบบ U-209 ขนาด 150 ตัน ซึ่งกองทัพเรือเกาหลีใต้ได้ส่งต่อเพื่อใช้ในการป้องกันภัยคุกคามจากเรือดำน้ำของเกาหลีเหนือ ปลายทศวรรษ 1990 เกาหลีใต้มีอุตสาหกรรมป้องกันประเทศติดอันดับโลก ด้วยงบประมาณในการจัดหาอาวุธกว่า 1.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ โดยบริษัทในประเทศเกาหลีใต้เป็นผู้ผลิตอาวุธส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองทัพเกาหลีใต้ ทั้งมีศักยภาพในการวิจัยและพัฒนา และผลิตระบบอาวุธแบบใหม่ อีกทั้งบริษัทขนาดเล็กอีกเป็นจำนวนมากมีส่วนร่วมในฐานะคู่สัญญารับเหมาช่วงของบริษัทใหญ่ๆ เหล่านั้น รัฐบาลเกาหลีใต้เองก็ต้องการปฏิรูปกองทัพเกาหลีใต้ให้มีความแข็งแกร่งในระดับเดียวกับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของตน ยิ่งทำให้อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของเกาหลีได้รับอานิสงค์จนสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย

ปัจจุบันเกาหลีใต้ส่งออกอาวุธยุทโธปกรณ์ไปยังหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง เช่น เครื่องบินฝึกแบบ KAI KT-1 Woongbi ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ตุรกี และเปรู เครื่องบินโจมตีฝึกแบบ KAI T/A-50 Golden Eagle ให้กองทัพอากาศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ อิรัก และ ไทย นอกจากเครื่องบินรบแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ที่ผลิตโดยเกาหลีใต้ ก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดอาวุธอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น ปืนใหญ่อัตตาจร K-9 155/52 mm ซึ่งมีระยะยิงมากกว่า 40 กิโลเมตร รถถังแบบ K2 Black Panther รถสายพายพานลำเลียงพลแบบ K21 ติดปืนใหญ่อัตโนมัติ 40 มม. สามารถเดินทางที่ความเร็วสูงสุดถึง 70 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและ 7.8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในน้ำ นอกจากนั้นแล้วเกาหลีใต้ยังมีขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Haeseong (SSM-700K Haeseong (C-Star) Anti-ship Missile) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบ Harpoon ของสหรัฐฯ และขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ Singung (KP-SAM Shin-Gung or Shin-Kung or Chiron) ซึ่งจะแทนที่ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานแบบ Stinger ของสหรัฐฯ ในอนาคตอีกด้วย

เมื่อย้อนกลับมาดูพัฒนาการของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของบ้านเราซึ่งไม่ได้มีการวางแผนและกำหนดนโยบายดังเช่นที่เกาหลีใต้ทำเมื่อกว่า 40 ปีล่วงมาแล้ว อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในเชิงนโยบายจึงล้าหลังกว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปีเลยทีเดียว ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทยนั้นจัดว่าอยู่ในอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคนี้ และรวมถึงทวีปเอเชียเสียด้วยซ้ำไป ทำไมเราจึงช้ากว่าเกาหลีใต้ถึงกว่า 40 ปี ประการแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ไทยกลายเป็นพันธมิตรทางการทหารที่แนบแน่นกับสหรัฐอเมริกา จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างมากมายมหาศาล จนเหล่าทัพต่าง ๆ พากันยุติการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อใช้เองไปโดยปริยายกระทั่งมีการชับไล่กองกำลังสหรัฐฯ ให้ออกจากประเทศไทยในปี พ.ศ. 2519 ทำให้ความช่วยเหลือทางทหารลดลงมาเรื่อย ๆ จนเหลือน้อยมาก 

ประการต่อมาอาวุธทางการนับแต่ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตย เราพึ่งมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาวุธเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ฉบับแรกคือ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 37 (ปร.37) ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2519 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมอาวุธของเอกชนเพื่อใช้ออกกฎกระทรวงจนกระทั่งฉบับต่อมาคือ พระราชบัญญัติโรงงานผลิตอาวุธของเอกชน พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฉบับที่ 2 ต่อมา มีการจัดตั้ง “สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ” มีฐานะเป็นองค์การมหาชนแห่งแรกของกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2552 ก็ตาม แต่บทบาทหน้าที่การทำงานของสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศในการสนับสนุนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศจนทุกวันนี้ แต่ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมป้องกันประเทศให้มีพัฒนาการและเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ

‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ บ้านใหญ่สุราษฎร์ 1 เดียวผู้นำพาประชาธิปัตย์ก้าวข้ามหลุมดำ

ปรากฏการณ์ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพสะท้อนผ่านสนามเลือกตั้งภาคใต้ในบางจังหวัด เช่น นครศรีธรรมราช 4 คน สงขลา 2 คน ตรัง 2 คน แต่ยังไม่เพียงพอจะตอบว่า “ประชาธิปัตย์กลับมาแล้วกับกระแสช่วงก่อนหย่อนบัตรที่มาแรงมาก แต่ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ประชาธิปัตย์ไม่สูญพันธุ์ ไม่ใช่พรรคต่ำสิบตามคำปรามาสอีกต่อไป

ปรากฏการณ์ “สมชาติ ประดิษฐ์พร” บ้านใหญ่ที่ไม่เคยหายไปไหนก็กลับมาทวงแชมป์คืนในการเลือกตั้งรอบใหม่ หลังจากประชาธิปัตย์แพ้ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานีในการเลือกตั้ง ปี 66

สมชาติ ประดิษฐ์พร อดีต ส.ส. 1 สมัย จากพรรคประชาธิปัตย์ คือหนึ่งในตัวแทนการเมืองแบบ “บ้านใหญ่ท้องถิ่น” ที่ฝังรากลึกในพื้นที่มายาวนาน กลับมาแจ้งเกิดใหม่ และพร้อมเดินหน้าสร้างพรรคต่อไปกลายเป็นการรีเทิร์นที่มีนัยสำคัญ

สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์มาก่อนเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 เจอคู่แข่งเก่า สส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ เกิดเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2509 ที่ตำบลท่าโรงช้าง อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นบุตรของดำรง กับนางประภา ประดิษฐพร ด้านครอบครัวสมรสกับนางวสุ ประดิษฐพร (สกุลเดิม: ยังวิวัฒน์) นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม มีบุตร 3 คน คือ เด็กหญิงโอฬาริศา ประดิษฐพร, เด็กหญิงไอยวริญ ประดิษฐพร และเด็กหญิงอริญรดา ประดิษฐพร

สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยศรีปทุม และระดับปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ จากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

สมชาติ เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561)

จุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนมั่นคงต่ออุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงรักแรงศรัทธาต่อนักการเมืองอย่างอ้อย-สมชาติ

ทำให้ชนะหัวใจของชาวสุราษฎร์ธานีอย่างปฏิเสธไม่ได้ ทั้งคะแนนเขต และคะแนนบัญชีรายชื่อที่มากที่สุดถึง 330,000 กว่าคะแนน ซึ่งสูงสุดเป็นอันดับต้นๆของภาคใต้

การกลับมาของอ้อย-สมชาติ คำถามคือ…นี่คือการฟื้นตัวของพรรคประชาธิปัตย์ หรือเป็นเรื่องของ “ตัวบุคคล” หรือสัญญาณชีพของ “เครือข่ายบ้านใหญ่”?

กรณีของสมชาติ จุดแข็งไม่ได้อยู่ที่โลโก้พรรคอย่างเดียว แต่อยู่ที่ สายสัมพันธ์ในพื้นที่ ที่สั่งสมมานาน เวลาเลือกตั้ง บ้านใหญ่ไม่ได้เริ่มนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เริ่มจาก “ทุนทางสังคม” ที่สะสมไว้

ปี 66 ประชาธิปัตย์แพ้เรียบ ยกจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพราะอะไร

ปี 2566 เป็นปีที่ “กระแสชาติ” กลบ “กระแสพื้นที่”
หลายจังหวัดเกิดการเปลี่ยนขั้วแบบยกแผง บ้านใหญ่หลายแห่งโดนกระแสพรรคใหญ่ระดับประเทศดูดฐานเสียงไป อันเป็นการสอบตกในห่วงกระแสประชาธิปัตย์วูบไปมาก

บ้านใหญ่จึงเหมือนต้นไม้ใหญ่ที่โดนไฟป่า ไม่ได้ตาย แต่ใบไหม้เกรียม
ปี 69 กลับมาได้ 1 เขต อันเป็นการสะท้อนว่า การกลับมาได้ 1 เขต ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันสะท้อนว่าฐานเสียง “แกนแข็ง” ยังอยู่ /เครือข่ายท้องถิ่นยังทำงาน เมื่อกระแสชาติอ่อนลง การเมืองพื้นที่จะกลับมามีบทบาท

บ้านใหญ่แบบสมชาติไม่ได้ชนะเพราะกระแส แต่ชนะเพราะ ความผูกพันเชิงพื้นที่ พูดง่าย ๆ คือ
กระแสมาเร็วไปเร็ว
แต่ความสัมพันธ์ในชุมชนเดินช้า ๆ และอยู่นาน มั่นคงยั่งยืน

นี่คือสัญญาณฟื้นของประชาธิปัตย์หรือไม่?
คำตอบยังไม่เต็มร้อย
ถ้าเป็นการชนะจาก “ตัวบุคคล” แค่คือชัยชนะเฉพาะจุด ถ้าเป็นการชนะจาก “โครงสร้างพรรค” คือการฟื้นระดับระบบ

กรณีนี้ดูจะเอนเอียงไปทาง พลังบ้านใหญ่เฉพาะพื้นที่ มากกว่าพลังแบรนด์พรรค

เสียงกระซิบจากอดีต….เมียหลวงคือผู้ให้กำเนิดเมียน้อย อัตลักษณ์ของสยามประเทศที่ไม่มีใครเหมือน

นี่หลังเรื่องตั้งแล้ว  ใครอยากเลือกใคร ได้ใครก็สมใจแล้ว  ส่วนใครไม่พอใจก็ต้องมีใจนักเลงกันบ้างนะคะ  ไม่ใช่แพ้แล้วพาล เอะอะว่าพอคนของตนไม่ชนะก็หาว่าโกงบ้างละ  เพราะถ้าจะให้พูดว่าโกงมันก็มีกันหมดละคะ  มากน้อยต่างกันไป  ขนาดญาติโกของเอย่าที่ตั้งท่าด่านายใหญ่พรรคการเมืองหนึ่งมาร่วมสิบปี  มาวันนี้คนสนิทเขาย้ายพรรคไปอยู่พรรคที่นายใหญ่เป็นผู้ก่อตั้ง  ยังกลืนน้ำลายสิบปีเลิกด่ามาเป็นกระบอกเสียงได้  เพราะฉะนั้นอย่าคิดมากคะ  

มาประเด็นของวันนี้กัน  เผอิญช่วงนี้มีแต่คนวิ่งเข้ามาปรึกษาเรื่องปัญหาครอบครัวกับเอย่าเยอะจนเอย่าสงสัยว่า เอ๊ะ….ในไทยเราเนี่ยในอดีตเป็นอย่างไรโดยเฉพาะเรื่องสถาบันครอบครัว  และวันนี้เอย่าก็ไปค้นมาให้อ่านกันคะ

ทราบไหมคะในอดีตของไทยหรือสยามประเทศแล้ว หากเปรียบเทียบกับประเทศรอบข้างไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาวและเขมร หากเป็นชนชั้นปกครองหรือชนชั้นผู้นำมักจะมีภรรยามากกว่า 1 แต่การมีภรรยามากของชนชั้นปกครองนั้นไม่ได้เป็นเหตุผลทางกามารมณ์แต่เป็นเรื่องการเมือง การปกครองและอำนาจล้วน ๆ อย่างที่เราเห็นในภาพยนตร์  ส่วนแท้จริงแล้วสำหรับคนทั่วไปในสยามประเทศนั้นมักจะมีเมียคนเดียว  แต่ไม่ใช่เหตุผลว่ารักเมียนะคะหรือเหตุผลทางศาสนาด้วย  เพราะในศาสนาพุทธระบุว่ากไม่ล่วงละเมิดคู่ครองของผู้อื่น การไม่แย่งชิงคนรักของคนอื่น ไม่ผิดลูกผิดเมียคนอื่น และไม่ยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีเจ้าของหรือคนที่มีผู้คุ้มครองดูแล แต่เหตุผลที่แท้จริงนั้นของการมีเมียเพียงคนเดียวของคนสยาม หมายถึงการที่ผัวจะต้องมีความรับผิดชอบในการดูแลครอบครัวของเมียด้วยนั่นเอง 

จึงมีคำว่า “แต่งเขยเข้าบ้าน” เพราะในอดีตการแต่งงานคือการที่ผู้ชายต้องเข้าไปอยู่อาศัยในบ้านผู้หญิงดูแลรับใช้ฝ่ายเมียและครอบครัวเมีย นั่นจึงเป็นที่มาของคำว่า “เจ้าบ่าว” นั่นเอง เพราะผู้ชายไปเป็นบ่าวหรือผู้รับใช้ในบ้านของเมีย อีกอย่างในอดีตนั้น เมียเป็นผู้ครอบครองทรัพย์สินที่ผัวทำงานหามาได้ ดังนั้นหากเลี้ยงดูเมียและครอบครัวเมียยังไม่รอดอย่าหาทำมีเมียคนที่สองเพราะว่าการมีเมียคนที่ 2 จะต้องแยกเรือน แยกทรัพย์สิน ซึ่งเดี๋ยวเอย่าจะเล่าให้ฟังด้านล่างนะคะ

จุดนี้จะเหมือนกับประเทศอื่นๆในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็น พม่า มอญ กะเหรี่ยง ลาว เขมร จะมีลักษณะครอบครัวที่เป็นครอบครัวเดียวเหมือนกันแต่แตกต่างกันในความเชื่อ เช่นสำหรับคนมอญแล้ว การมีเมียน้อยถือเป็นการผิดผีถือเป็นเรื่องผิดศีลธรรมในครอบครัวเช่นเดียวกับชาวกะเหรี่ยงที่มองว่าการนอกใจเป็นความผิดทางสังคมและสังคมชาวกะเหรี่ยงไม่ยอมรับ เช่นเดียวกับพม่า ที่ว่าเมียน้อยถือเป็นเมียที่ไม่มีสถานะทางสังคมเช่นกัน  ซึ่งต่างจากสยามเพราะในสยามมีกฎหมายระบุถึงสิทธิทางสังคมของเมียน้อยชัดเจน  

ส่วนในลาวนั้นคนลาวจะอยู่เป็นครอบครัวใหญ่และหากฝ่ายชายจะไปมีคนอื่นมักจบความสัมพันธ์กับเมียก่อน  ในขณะที่เขมรนั้นถ้าในราชสำนักโบราณมีการระบุว่าเป็นฮาเร็มชัดเจนแต่สำหรับคนเขมรทั่วไปแล้วไม่ได้นำจารีตในราชสำนักมาใช้มากเท่ากับสยาม

มาจุดนี้ทำไมถึงบอกว่าในสยามเมียหลวงให้กำเนิดเมียน้อยละ…? สิ่งนี้ไม่ได้ระบุชัดเจนจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งแต่มาจาก 3 แหล่งกล่าวคือ หากผัวอยากมีเมียน้อย ต้องได้รับอนุญาตจากเมียเสียก่อน  ซึ่งในอดีตบางครอบครัวเมียหลักไม่สามารถมีทายาทได้ อาจจะยอมให้ผัวตนมีเมียเพิ่ม  แหล่งที่ 2 คือกฎหมายตราสามดวง ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า “ห้ามมีเมียน้อยถ้าเมียหลวงไม่ยอม” และสุดท้ายคือจารีตสังคม เพราะการมีเมียเพิ่มในอดีตไม่ได้ปกปิดซ่อนกิ๊กเหมือนสมัยนี้แต่เป็นการออกหน้าออกตาให้รู้เลยว่าบ้านนี้มีฐานะและสามารถดูแลภรรยาได้มากกว่า 1 คน

จาก “เมืองกรุงเทพ” กลายเป็น “เมืองกรุงส้ม” กับความรู้สึกน่าอับอาย ในสายตา “คนต่างจังหวัด”

เลือกตั้งใหญ่เมื่อวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๙ ที่ผ่านมา “พรรคส้มสามกีบ” แม้จะไม่ได้คะแนนรวม “อันดับหนึ่งของประเทศ” เหมือนสมัยเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี ๒๕๖๖ แต่ก็สามารถ “มัดหัวใจคนหลงส้ม” ณ เมืองหลวงไทยไปได้แบบยกจังหวัด เปลี่ยนหลากสีสันของกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของคนไทย กลายสภาพเป็น “เมืองหลวงของคนส้ม” สีเดียว เพียงชั่วข้ามคืน 
 

เปลือยล่อนจ้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพในจำนวนที่กาเลือก “พรรคสามกีบ” ไม่ได้สนใจพฤติกรรมของ “นักการเมืองล้มสถาบัน” ว่าเคยแสดงออกในทางเลว ๆ ต่อสังคมไทยอย่างไร เขาเลือกเพราะยังคงมองพรรคส้มเป็น “ของวิเศษ” ที่จะเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศไทยได้ 
 

เป็นความเชื่อตามระดับสติปัญญาของคนกรุงเทพที่นิยมชมชอบพรรคส้มแบบไม่ลืมหูลืมตา 

หนำซ้ำคนเมืองหลวงที่เลือกส้ม ยังพากันเขียนก่นด่าว่าคนต่างจังหวัดไม่ได้ฉลาด ยังคงโง่ที่พากันไปกาเลือกพรรคการเมืองอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พรรคส้มเหมือนที่ตนเองเลือก หลายโพสต์มีข้อความคล้าย ๆ กันออกมาประมาณว่า “คนกรุงเทพตื่นแล้ว แต่คนต่างจังหวัดยังคงดักดานไม่เลิกรา”

ประกันสังคม สวัสดิการคนแรงงาน อย่าเอามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

ปั่นกระแส “ประกันสังคม” เพื่อดึงคะแนนเสียงคนแรงงาน กับการขึ้นอัตราการหักเงินรายเดือนสูงสุดจาก 750 บาท (5% จากฐานเงินเดือน 15,000 บาท) เป็น 875 บาท ต่อเดือน เริ่มตั้งแต่ปี 2569-2571 สร้างความไม่พอใจกับกลุ่มแรงงาน โจมตีประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง

จ่าย 750 บาท ต่อเดือน รวมเป็นปีละ 9,000 บาท แต่เบิกค่าทำฟันได้สูงสุด 900 บาท ต่อปี
ปีนี้ส่งประกันสังคมเพิ่มเป็น 875 นายจ้าง 875 รัฐ 481 รวมเดือนละ 2,231 หรือปีละ 26,772 บาท ถ้าเอาไปซื้อประกันเอง อันไหนคุ้มกว่ากัน 

ใช้งบ 276 ล้านบาท ทำระบบประกันสังคมใหม่ ระบบเข้าใช้งานไม่ได้ แอปฯล่ม ไม่คุ้มค่า
พร้อมข่าวบิดเบือน ใช้งบประกันสังคมบินเฟิร์สคลาสไปดูงานทิพย์ ก่อนที่จะมาโพสต์แก้ข่าวทีหลัง

ปั่นกระแส สร้างความโกรธแค้นให้คนแรงงาน สร้างความแตกแยกในสังคม ลองมาแยกแยะประเด็นพิจารณาดูในแต่ละหัวข้อ

ทำฟันปีละ 900 บาท แต่เงินสมทบไม่ได้ลดลง แถมการทำฟันเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสวัสดิการที่จะได้รับ การเบิกค่ารักษาพยาบาลในแต่ละเดือน ในแต่ละปีอีกละ

อยากซื้อประกันเอง ลองดูว่า ความคุ้มครองของประกันสุขภาพ คุ้มครองได้เท่าประกันสังคมไหม และที่สำคัญ อย่านับรวมเงินที่นายจ้าง รัฐบาลสมทบให้ในแต่ละเดือน ต้องคำนวณเฉพาะที่ตนเองถูกหักรายเดือน 875 บาท = ปีละ 10,500 บาท จะซื้อกรมธรรม์ดีๆ ได้สักกรมธรรม์ไหม

Brownie Mary ผู้ริเริ่มและรณรงค์ให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เป็นเรื่องถูกกฎหมาย

จนกระทั่งศตวรรษที่ 20 สหรัฐอเมริกาไม่มีข้อห้ามเกี่ยวกับการปลูกและการบริโภคกัญชา แต่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 การครอบครองกัญชาถือเป็นอาชญากรรมในทุกรัฐของสหรัฐอเมริกา (และประเทศอื่นๆ ส่วนใหญ่) เพราะ “กัญชา” ถูกจัดให้เป็นยาเสพติด แต่เมื่อ Mary Jane Rathbun ผู้ใช้กัญชามาตั้งแต่ปี 1974 ในวัย 52 ปี เพื่อบำบัดอาการเศร้าโศกจากการสูญเสีย Peggy อายุ 22 ปี ลูกสาวเพียงคนเดียวของเธอ ซึ่งเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในปี 1974 ขณะอายุเพียง 22 ปี

เธอถูกจับกุมเป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 57 ปี ตำรวจพบกัญชาจำนวน 18 ปอนด์ในอพาร์ตเมนต์ของเธอ และพวกเขาพบขนมบราวนี่ใส่กัญชาจำนวน 54 โหลวางพักไว้ให้เย็นอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวของเธอ ซึ่งเธอยิ้มและพูดว่า “ฉันคิดว่า สักวันพวกคุณจะมา” ในช่วงเวลานี้เองที่สื่อเริ่มเรียกเธอว่า " Brownie Mary" เธอสารภาพผิดในข้อหาครอบครองยาเสพติด 9 กระทง และได้รับโทษรอลงอาญา 3 ปี ผู้พิพากษายังตัดสินให้เธอทำงานบริการชุมชน 500 ชั่วโมง โดยผู้พิพากษาเชื่อคำตัดสินว่าเป็นการลงโทษเธอ แต่คำพิพากษานี้กลับริเริ่มบางสิ่งบางอย่างที่จะเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์ของสหรัฐอเมริกาไปอย่างสิ้นเชิง

เธอเริ่มทำงานกับ Shanti Project ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือสำหรับผู้ติดเชื้อ HIV/AIDS เธอทำงานครบ 500 ชั่วโมงในเวลาเพียง 60 วัน โดยเป็นอาสาสมัครในโครงการชานติ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจากโรคที่คนส่วนใหญ่ในประเทศปฏิเสธที่จะมองเห็น (เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1981 ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่ CDC ใช้คำว่า "เอดส์" เป็นครั้งแรก) แม้ว่าจะไม่ต้องทำกิจกรรมบริการชุมชนอีกต่อไปแล้ว เธอก็ยังคงทำงานให้กับโรงทานเซนต์มาร์ติน เดอ ปอร์ส จนถึงปี 1982 

ลูกค้า Brownie ของเธอส่วนใหญ่เป็นชายรักร่วมเพศ เมื่อพวกเขาเริ่มป่วยด้วยโรคเอดส์ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 เธอสังเกตเห็นว่ากัญชาช่วยบรรเทาความผอมแห้งของพวกเขาได้ และเธอยังพบว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วย ผู้คนเริ่มบริจาคกัญชาให้กับเธอ และเธอได้อบ Brownie วันละหลายร้อยชิ้น และแจกจ่ายให้กับผู้ป่วยโดยไม่คิดเงิน เธอใช้เงินบำนาญประกันสังคมรายเดือน 650 ดอลลาร์ ช่วยให้เธอซื้ออุปกรณ์ทำขนมได้

จากการที่สำนักข่าว Associated Press, United Press International, Reuters และ CNN ได้เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับการจับกุมเธอไปทั่วโลก และทำให้การรณรงค์ของเธอเพื่อการเข้าถึงกัญชาทางการแพทย์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภาพลักษณ์ที่ดูใจดีของเธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเคลื่อนไหวเพื่อกัญชาทางการแพทย์ในอเมริกาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งได้รับความสนับสนุนและความเห็นใจจากผู้คนให้การสนับสนุน Proposition P และ California Proposition 215 ได้รับแรงผลักดันมากขึ้นเมื่อการจับกุมของเธอถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ 

ในปี 1992 Mary และคดีความของเธอ กลายเป็น "สาเหตุสำคัญสำหรับผู้ที่ต่อสู้เพื่อทำให้กัญชาถูกกฎหมายสำหรับการใช้ทางการแพทย์...วีรสตรีสำหรับผู้ป่วยเอดส์และมะเร็ง" ความพยายามของเธอในการดำเนินการโดยตรงในประเด็นนี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงการสนับสนุนทางการเลือกตั้งสำหรับกัญชาทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา "ในปี 1996 มลรัฐแคลิฟอร์เนียได้ผ่อนปรนกฎหมายเกี่ยวกับการใช้กัญชา การเปลี่ยนแปลงนี้อนุญาตให้แพทย์ในรัฐสามารถสั่งจ่ายยาได้หากเขาเชื่อว่ายาจะช่วยลดความเจ็บปวดของผู้ป่วย การผ่อนคลายทัศนคติของประชาชนต่อการใช้กัญชาส่วนใหญ่เป็นผลมาจาก Mary Jane Rathbun"

ถามภาษีนี้เพื่อใคร….กับประกาศราชกิจจาฯให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้

วันนี้เอย่าสายแทบไหม้เมื่อมีคนโทรมาถามว่ารู้เรื่องราชกิจจาประกาศว่าให้สถานศึกษารับเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ให้เข้าเรียนได้ หรือยัง  ฟังเผินๆเอย่าก็บอกว่าไม่มีอะไรนี่  ทุกวันนี้เด็กต่างด้าวที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์ก็เรียนในโรงเรียนรัฐได้อยู่แล้ว  แต่ประเด็นคือ ประกาศนี้เป็นการระบุว่า การเล่าเรียนนี้เป็นการเล่าเรียนฟรีในส่วนของค่าเล่าเรียน โดยเด็กเหล่าจะนี้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 15 ปี โดยไม่เก็บค่าเล่าเรียน

พอมาย้อนดูประวัติว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากไหนก็จะพบว่า เรื่องประกาศ “ราชกิจจานุเบกษา” ให้สถานศึกษารับเด็กต่างด้าว-ไร้ทะเบียนราษฎร์-ไม่มีสัญชาติไทย เข้าเรียนได้ นั้น มีรากฐานมาจาก มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของไทย ที่ยืนยันสิทธิทางการศึกษาให้เด็กทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยได้รับโอกาสเข้าศึกษา ไม่ว่ามีสัญชาติไทยหรือไม่ก็ตาม โดยมติครม. ดังกล่าวมีมาตั้งแต่ ปี 2548 โดยเรื่องนี้ไม่ใช่นโยบายของพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นผลจากมติของ “คณะรัฐมนตรี” ซึ่งมักประกอบไปด้วยหลายพรรคที่เป็นรัฐบาลในช่วงเวลานั้น โดยเฉพาะรัฐบาลที่มี ส.ส. จากพรรคต่าง ๆ เป็นแกนนำ (เช่น พรรคเพื่อไทยในอดีต) และมีการผลักดันเรื่อง “การศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All)” ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล และมีการอ้างเจตนารมณ์นี้ในบริบทด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิเด็ก

ต่อมามีพรรคการเมืองที่เข้ามาสนับสนุนเพิ่มก็คือ พรรคก้าวไกล โดยมี ส.ส. พรรคร่วมกันเสนอให้ตั้ง “คณะกรรมาธิการวิสามัญ” เพื่อติดตามปัญหาการเข้าถึงการศึกษาของเด็กที่ไม่มีทะเบียนราษฎร์/ไม่มีสัญชาติไทย สะท้อนแนวคิดให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม โดยไม่ได้ดูที่สถานะเอกสารของเด็กอย่างเคร่งครัด ร่วมกับพรรคการเมืองอื่นๆเช่น พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคไทยสร้างไทย ที่มีนโยบายในภาพรวมเกี่ยวกับการพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา แต่ยังไม่มีการเน้นหรือเสนอเป็นกิจกรรมเฉพาะด้านเรื่องสิทธิเด็กไร้เอกสารแบบที่พรรคก้าวไกลเสนอในสภา

STANAGs (มาตรฐาน NATO) ระบบที่ทำให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถปฏิบัติการร่วมกันได้

ก่อนหน้าการก่อตั้ง “องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( NATO )” ในปี 1949 ประเทศต่าง ๆ ทั้งยุโรปและอเมริกาต่างก็มีระบบอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แตกต่างกันไป ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เฉพาะกองทัพสหรัฐฯ มีกระสุนปืนเล็กใช้งานถึง 3 ขนาด ได้แก่ (1) .30-06 สำหรับปืนเล็กยาวแบบ M1 Garand อันเป็นปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพบกและกองกำลังนาวิกโยธิน (2) .30 สำหรับปืนเล็กสั้นแบบ M1 Carbine ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร และหน่วยพลร่ม (3) .45ACP สำหรับปืนกลมือแบบ Thompson และ M3 ซึ่งใช้สำหรับนายทหาร หน่วยรบที่มีการสู้รบในระยะประชิด และหน่วยพลร่ม และปืนพกประจำกายหลักคือ ปืนพกแบบ M1911A1 ดังนั้นในสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลีในเวลาต่อมา กองทัพสหรัฐฯ จึงต้องมีกระสุน 3 แบบนี้ในการส่งกำลังบำรุงเพื่อสนับสนุนการรบ ในขณะที่พันธมิตรสำคัญอย่างอังกฤษใช้กระสุนขนาด .303 British สำหรับปืนเล็กยาวหลักประจำกายแบบ Lee Enfield กระสุนขนาด 9 ม.ม. สำหรับปืนกลมือ STEN และกระสุนขนาด .38SPL สำหรับปืนพกประจำกาย

แน่นอนที่สุด เมื่อระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มีความแตกต่างกันทำให้กองทัพสัมพันธมิตรจึงมีปัญหาในการส่งกำลังบำรุง โดยเฉพาะ “กระสุน” ซึ่งเป็นยุทธปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรบ เมื่อองค์การ NATO กำเนิดเกิดขึ้นได้มีการหยิบยกเอาเรื่องของมาตรฐานระบบอาวุธยุทโธปกรณ์มาพูดคุยกันจนกระทั่งในราวปี 1957 จึงมีการยอมรับให้กระสุนขนาด 7.62x51 ม.ม. (7.62 NATO) เป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO แต่ด้วยปัญหาเรื่องน้ำหนักของตัวปืนและกระสุนทำให้พกพากระสุนไปได้น้อย กอปรกับปัญหาเรื่องแรงสะท้อนถอยหลังสูง โดยเฉพาะเมื่อทำการยิงแบบอัตโนมัติแทบจะไม่สามารถควบคุมปืนได้ จึงมีการพัฒนากระสุนแบบ 5.56x45 ม.ม. (5.56 NATO) มาแทนที่จนปัจจุบันกลายเป็นกระสุนขนาดมาตรฐานสำหรับปืนเล็กยาวประจำกายหลักของกองทัพชาติสมาชิก NATO มาจนทุกวันนี้

เพื่อให้กองทัพของชาติสมาชิก NATO สามารถใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ร่วมกันได้ องค์การ NATO จึงมีการจัดทำข้อตกลงมาตรฐาน (Standardization Agreements: STANAGs) เพื่อเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิกของ NATIO เป็นการทำให้ประเทศสมาชิกปฏิบัติตามขั้นตอน มาตรฐานอุปกรณ์ และระเบียบปฏิบัติการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เกิดความร่วมมือที่สะดวก ราบรื่น ในระหว่างภารกิจและการปฏิบัติการร่วมกัน โดย STANAGs เป็นเอกสารของ NATO ที่กำหนดมาตรฐานสำหรับการปฏิบัติการทางทหารและทางเทคนิค เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก ข้อตกลงเหล่านี้ครอบคลุมหัวข้อที่หลากหลาย เช่น การสื่อสาร การขนส่ง ความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ และขั้นตอนการฝึกอบรม การปฏิบัติตาม STANAGs ช่วยให้ประเทศสมาชิก NATO สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากขึ้น ทำให้มั่นใจได้ถึงความพร้อมและความเป็นเอกภาพในการป้องกันร่วมกัน

STANAGs มีวัตถุประสงค์หลักคือ การกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้กองกำลัง NATO สามารถทำงานร่วมกันได้โดยปราศจากอุปสรรคสำคัญ ประโยชน์หลัก ๆ ได้แก่:
-    ความสามารถในการทำงานร่วมกัน:การรับรองว่าอุปกรณ์ ยุทธวิธี และโปรโตคอลการสื่อสารสามารถใช้งานร่วมกันได้ระหว่างประเทศต่าง ๆ สิ่งนี้ช่วยให้กองกำลัง NATO สามารถประสานงานได้อย่างราบรื่นในระหว่างปฏิบัติการข้ามชาติ เช่น ภารกิจรักษาสันติภาพหรือการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการสื่อสารที่เป็นมาตรฐานช่วยให้กองกำลังสามารถแบ่งปันข้อมูลข่าวกรองและตอบสนองต่อสถานการณ์ในสนามรบที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างรวดเร็วโดยไม่เกิดความล่าช้าหรือความเข้าใจผิด
-    ประสิทธิภาพด้านต้นทุน: ลดความซ้ำซ้อนในการวิจัย พัฒนา และจัดซื้อจัดจ้าง โดยการใช้แบบแผนและวิธีการที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เมื่อประเทศสมาชิกใช้ข้อกำหนดเดียวกันสำหรับอุปกรณ์หรือปฏิบัติตามโปรแกรมการฝึกอบรมที่คล้ายคลึงกัน จะช่วยลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ร่วมกัน ตัวอย่างเช่น การออกแบบกระสุนที่เป็นมาตรฐานเดียวกันจะช่วยลดความซับซ้อนด้านโลจิสติกส์ในการจัดหาให้กับกองกำลังพันธมิตรที่หลากหลาย
-    เพิ่มประสิทธิภาพภารกิจ: ปรับปรุงการปฏิบัติการร่วมกันให้คล่องตัวยิ่งขึ้นโดยการสร้างกรอบการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะช่วยให้กองกำลังที่เข้าร่วมทั้งหมดมีกลยุทธ์ ยุทธวิธี และเป้าหมายที่สอดคล้องกัน ส่งผลให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในภารกิจมากขึ้น ตัวอย่างเช่น โปรโตคอลการปฏิบัติงานร่วมกันในระหว่างการบรรเทาภัยพิบัติสามารถเร่งการส่งมอบความช่วยเหลือและลดอุปสรรคในการประสานงานได้
-    พันธมิตรที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น: การสร้างความไว้วางใจและความเป็นเอกภาพระหว่างประเทศสมาชิกผ่านแนวปฏิบัติและเป้าหมายร่วมกัน การทำงานภายใต้กรอบมาตรฐานเดียวกันทำให้สมาชิก NATO แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการเมืองและการทหารที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความเป็นเอกภาพนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยับยั้งศัตรูที่อาจเกิดขึ้นและตอบสนองต่อภัยคุกคามร่วมกัน
 

แหก AI ในวันที่มนุษย์พึ่งพา AI ตั้งแต่ดูดวงยันเลือกตั้ง

ความจริงวันนี้เอย่าอยากจะเล่าเรื่องประกันสังคมมาก  แต่พอไปเจอคนโพสต์ในโซเชียลไม่ว่าจะดูดวงโดยใช้ AI ไปจนถึงจะเลือกพรรคการเมืองไหนดีโดยใช้ AI วันนี้เอย่าจะขอเอาคำตอบจาก AI มาให้อ่านว่าสรุป AI ฉลาดกว่ามนุษย์หรือมนุษย์นี่แหละที่สร้างแนวทางคำตอบให้ AI  โดยถาม AI ที่ใช้กันแพร่หลายอย่าง ChatGPT นี่แหละคะ

คำถามที่ 1 :  AI ใช้หลักการหรือวิธีการใดในการประมวลผลเพื่อตอบคำถามที่เอย่าป้อนเข้าไป
คำตอบ : เอย่าขอสรุปสั้นๆนะคะ ทาง AI ตอบกลับมาว่า เริ่มจาก แปลงข้อความของคุณให้เป็น “ความหมายเชิงตัวเลข” เพื่อให้เข้าใจว่า คุณกำลังถามเรื่องอะไร น้ำเสียงเป็นทางการไหม ต้องการข้อมูลหรือความเห็น ฯลฯ จากนั้น AI ดูบริบททั้งหมด ไม่ใช่แค่เพียงคำถามที่ถามในประโนชน์นั้นอย่างเดียวแต่จะมีการดูบริบทจาก History เก่าที่เราคาไว้ในระบบยังไม่ได้ลบออก  ทาง AI ก็จะนำมันมาประมวลเพื่อเป็นคำตอบที่ถูกใจเราด้วย  จากนั้น AI จะคาดการณ์ คำถัดไปที่เหมาะสมที่สุด โดย AI จะคิดแบบว่าในบริบทก่อนหน้า ถ้าคำก่อนหน้าเป็นแบบนี้ คำถัดไปที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคืออะไร และจะทำแบบนี้ต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นคำตอบทั้งหมด จากนั้นก็ไปดึงข้อมูลจาก Database อื่นๆมาประกอบ แล้วจึงประมวลเป็นคำตอบเพื่อให้ถูกใจคำถาม  เพราะฉะนั้นคำถามที่ออกมาจึงเหมือนการที่ได้รับคำตอบตรงใจผู้ถามนั้นเอง  เพราะ AI ระบุชัดเจนว่า AI ไม่ได้คิดแบบมนุษย์ แต่สิ่งที่ดูเหมือนเหตุผลหรือความเห็น คือการเรียบเรียงจากรูปแบบข้อมูลที่เคยเรียนรู้นั่นเอง  ซึ่งถ้าอธิบายให้เข้าใจง่ายๆก็คือถ้าเราเคยค้นหาอะไรบ่อยๆ ถามอะไร AI บ่อยๆ AI ก็จะเรียนรู้ว่าเราชอบอะไรและจะประมวลคำตอบมาให้ถูกใจเรานั่นเอง  

คำถามที่ 2 : เห็นคนเดี๋ยวนี้ใช้ AI ดูดวงแล้ว แถมแม่นเสียด้วยหลายคนบอกมา  ทำไมถึงดูดวงแม่นละ
คำตอบ : AI ตอบกลับมาว่าไม่ใช่เพราะ AI เห็นอนาคตนะ  แต่ AI เรียนรู้จากอัลกอลิทึ่มและ Database ที่ใช้สำหรับการดูดวงที่มีอยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต บวกกับ AI  ปรับคำทำนายจาก “ข้อมูลที่คุณให้เอง” โดยไม่รู้ตัว เช่น วัน เดือน ปีเกิด เพศ สถานการณ์ที่คนดูดวงเล่า หรือคำถามที่ถามมา  จากนั้นใช้หลักจิตวิทยา “Barnum / Forer Effect” ในการสรรหาคำตอบบวกกับ ใช้ภาษาแบบ “เปิดช่องให้คุณตีความเอง” เช่น ไม่ฟันธง 100% หรือมีเงื่อนไข เช่น “ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไป อาจพลาดโอกาสดี” ถ้าผิดพลาด แปลว่า AI ทำนายแม่น แต่ถ้าไม่พลาด เราในฐานะคนถูกดูดวงจะรู้สึกว่าที่ไม่พลาดเพราะเราระวังแล้วนั่นเอง

คำถามที่ 3 : เห็นหลายคนใช้ AI มาเป็นเหตุผลอ้างอิงในการเลือกพรรคการเมืองในการเข้ามาบริหารประเทศในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดในนี้  AI มีการประมวลผลอย่างไรที่บอกว่าพรรคใดดีหรือไม่ดี
คำตอบ : AI แจ้งมาก่อนเลยว่า AI ตัดสินว่า “พรรคไหนดี–ไม่ดี” ได้อย่างไร AI ไม่สามารถคิดได้แบบมนุษย์  ดังนั้นการที่ AI ทำคือ ประมวลผลข้อมูลและเปรียบเทียบรวมถึงสรุปตามเกณฑ์ที่มนุษย์ตั้งไว้ เริ่มจาก ข้อมูลที่ป้อนเข้าไป  ถ้าข้อมูลเอนเอียง คำตอบที่ได้ก็จะเอนเอียง ถ้าข้อมูลไม่ครบคำตอบที่ได้ก็จะไม่ครบ  กล่าวคือ AI ไม่ได้ตัดสินว่าพรรคการเมืองใด ดี หรือ ไม่ดี แต่ตัดสินตรงกับเกณฑ์ที่เราใส่ข้อมูลไปหรือไม่มากกว่า พูดง่ายๆคือ AI แค่วิเคราะห์ข้อมูลที่เราใส่เข้าไปนั่นเอง  ส่วนทำไมบางคนรู้สึกว่า AI  เลือกพรรคให้  เพราะว่า ผู้ถามตั้งคำถามแบบชี้นำ แบบเจาะจงให้ได้คำตอบแบบที่เขาต้องการ บวกกับการป้อนข้อมูลจากฝั่งเดียวให้ AI นั่นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ AI วิเคราะห์ออกมาได้ด้านเดียวเช่นกัน

วินาทีจากนี้ไป อยากรู้ว่าคนไทยคนไหนที่ไม่รักสถาบัน ก็ให้ดูคนที่ยังคงเลือก “พรรคส้มสามกีบ” จะไม่มีทางผิดฝาผิดตัว

ว่ากันตามจริง กลุ่มคนไทยที่ออกไปกาเลือก “พรรคส้มสามกีบ” ครั้งแรก สมัยปี 2562 หากไม่ได้ลงลึกเกี่ยวกับสังคมการเมืองไทย ก็จะอ่าน “เหลี่ยมคนเหลี่ยมพรรค” ไม่ออก ว่าที่สุดก็คือ “พรรคไม่เอาเจ้า” ก็เลยได้กลุ่มคนไทยที่ “คิดตื้น ๆ กับชีวิต” ที่เพียงเบื่อทหาร ไปสนับสนุน “ส้มล้มสถาบัน” แทนจำนวนมาก จนกลายเป็น “พรรคคนรุ่นใหม่” ที่มาแรงที่สุด ความคิดดำมืดที่จะล้มล้างการปกครองก็ค่อย ๆ โผล่ออกมาชัดมากขึ้นนับจากนั้น

เมื่อหางส้มล้มล้างเจ้ายาวออกมาให้สังคมเห็น คนที่รักสถาบันจริง ๆ ก็ทยอยถอยออกห่าง แต่ก็ได้จำนวน “คนไทยที่คิดน้อย” ซึ่งมีมากกว่า กลับเข้าไปสนับสนุนมากขึ้นถึง 14 ล้านเสียงกว่า ๆ ในการเลือกตั้งครั้งที่สอง ปี 2566 จากพรรคขนาดกลาง กลายเป็น “พรรคขนาดใหญ่” มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาล 

แต่เพราะ “อุดมการณ์แบบตี๋ ๆ” ที่แอบซ่อนอารมณ์ “อิจฉาเจ้า” และการไม่มั่นใจในความสามารถของคนในพรรค ผสมการไม่ไว้ใจ “คนหลงตัวเอง” ที่เคยพ่นวลีโง่ ๆ “มีทหารไว้ทำไม?” จะควบคุมยาก จึงยืนกระต่ายขาเดียวว่ายังไงก็จะแตะ 112 เพื่อเดินไปให้สุดซอยที่ชื่อว่า “ล้มสถาบัน” ให้ได้ 

Google มีไว้ทำไม? ค้นหาข้อเท็จจริงก่อนเลือกตั้ง แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่จำเป็นต้องฉีกรัฐธรรมนูญ

การเมืองดุเดือดขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับสื่อต่างๆ ที่พยายามสร้างเอนเกจเมนต์ (Engagement) ดึงเรตติ้ง จัดเวทีดีเบต เชิญแคนดิเดตรัฐมนตรี หรือ ตัวแทนพรรคการเมือง มานำเสนอแนวคิด นโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทย หากพรรคตนเองได้เป็นรัฐบาล

ร้อยเรียงมาในแต่ละเวที ในมุมมองเฉพาะด้านพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ขอหยิบบางประเด็นความเห็นจากทั้งผู้นำเสนอนโยบาย และพิธีกร เพื่อสะท้อนอะไรบางอย่าง

พิธีกร “หาน้ำมาให้เยอะๆ ชาวนาจะได้ปลูกข้าว 3 รอบ ปลูกให้เยอะที่สุดในโลก” หากหยิบประเด็นนี้มาพิจารณา นั่นหมายความว่า จะมีปริมาณข้าว (Supply) เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เกษตรกร ต้องขายข้าวเปลือกให้โรงสี ที่เป็นพ่อค้าคนกลาง ข้าวเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดเสรี ราคากำหนดโดยกลไกตลาด ความต้องการ และคุณภาพ เมื่อ Demand น้อย แต่ Supply เยอะ คิดว่าราคารับซื้อข้าว จะถูกหรือแพง..? 

คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วิ่งเร่ขายข้าวยังต่างประเทศ เพื่อระบายสต็อกข้าว ในระยะเวลาแค่ 2 เดือน ก็เห็นผลงานว่าราคาซื้อขายข้าวในตลาด เริ่มขยับสูงขึ้น เพราะวิ่งหา Demand

โยงไปอีกเวทีหนึ่ง อดีตแคนดิเดต รมว.คลัง “ไม่ควรมีเงื่อนไขสต็อกข้าว 100 ตัน เพื่อให้รายเล็ก สามารถส่งออกได้” จากเงื่อนไขกำหนดให้บริษัทส่งออก ที่มีทุนจดทะเบียน 5-10 ล้านบาท ต้องมีการสต็อกข้าว 500 ตัน ปรับลดเงื่อนไขการมีสต็อกข้าว เหลือ 100 ตัน ด้าน รมว.พาณิชย์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ถ้าส่งออกข้าวปริมาณต่ำกว่า 100 ตัน มันไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย (ค่าขนส่ง) หากมีสต็อกข้าวอยู่บ้าง ผู้ประกอบการจะดูจังหวะการขาย และหากมีออเดอร์เข้ามา คนตัวเล็กไม่มีสต็อกเลย ไม่มีอำนาจต่อรอง กว่าจะหาซื้อข้าวได้ อาจเสียโอกาสส่งออก โดยข้าว 100 ตัน เป็นเงินแค่ 1.8 ล้านบาท 

ลองขายข้าวสารบรรจุถุง 10 กิโลกรัม วางขายในแพลตฟอร์มออนไลน์ดูครับ แล้วลองกดสั่ง ดูว่าค่าส่ง มันคุ้มไหม? ถ้าขายแบบเอากำไร รวมค่าส่ง ราคาตั้งขายจะมีคนซื้อไหม? ถุงบรรจุขนาด 1 กิโลกรัม คงไม่ต้องพูดถึง

ถึงแม้จะเบี่ยงประเด็นไปเป็น การส่งออก ‘ข้าวคุณภาพ’ ที่พยายามอ้างถึงโยงกับรายเล็กๆ ไม่ควรกีดกันการส่งออก ซึ่งหากพิจารณารายละเอียดในข้อกำหนดดังกล่าวจะพบว่า กลุ่มเกษตรกรและสหกรณ์ จะส่งออกไม่ต้องสต็อก แต่ต้องเป็นประเภทส่งออกข้าวสารบรรจุกล่องหรือหีบห่อเท่านั้น การทำข้าวคุณภาพ โดยส่วนใหญ่ จะเป็นกลุ่มเกษตรกร อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้มีข้อจำกัดในการต้องสต็อกข้าว 

กลับไปเวทีเดิม พิธีกร ให้ความเห็น “บ้านเราเจริญแค่กรุงเทพ ต่างจังหวัดกลายเป็นบ้านนอกหมด ความเจริญกระจุกที่กรุงเทพที่เดียว ความเจริญไม่เคยออกนอกกรุงเทพ ไม่ต้องไปไหนไกล ขับรถแค่ชั่วโมงครึ่งไปลพบุรี 50 ปีที่แล้วเป็นยังไง ทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้น โอกาสไม่เคยออกนอกกรุงเทพเลย”

ถ้าความเจริญ หมายถึง รายได้ ลอง Search Google ดูพบว่า GRP per Capita (Gross Regional Product)  ซึ่งคือ รายได้เฉลี่ยของคนในจังหวัดต่างๆที่อยู่ในระบบภาษี จังหวัดระยอง สูงกว่ากรุงเทพฯ เกือบสองเท่า รวมถึง ชลบุรี ฉะเชิงเทรา อยุธยา ฯลฯ ตํ่ากว่ากรุงเทพ แต่ก็ห่างกันเล็กน้อย ความเจริญน่าจะไม่ใช่แค่กรุงเทพ

เมื่อ...จักรวรรดินิยมอเมริกันคืนชีพ!!!!!

ในยุคสงครามเย็นฟากฝ่ายคอมมิวนิสต์มีการใช้คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกัน (American imperialism) ในการประณาม-ต่อต้านการทำสงครามของสหรัฐอเมริกาอย่างแพร่หลาย โดยฝ่ายสหรัฐอเมริกาซึ่งทำตัวเป็นผู้นำโลกเสรีได้ยืนยันว่า ปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นเป็นไปเพื่อต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งนำโดยอดีตสหภาพโซเวียต โดยมีสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นพันธมิตรที่สำคัญ ตลอดการเผชิญหน้ากันในยุคสงครามเย็นมีสงครามเกิดขึ้นระหว่างสองขั้วค่ายมากมายหลายครั้ง นับตั้งแต่สงครามเกาหลี สงครามอินโดจีน (เวียตนาม ลาว และเขมร) และสงครามที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในภูมิภาคต่าง ๆ อีกมากมายหลายครั้ง โดยที่ยังไม่ลุกลามจนกลายเป็นสงครามใหญ่เช่นสงครามโลกทั้งสองครั้งในอดีต

อันที่จริงแล้ว จักรวรรดินิยมอเมริกันไม่ได้พึ่งเกิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุคสงครามเย็นแต่อย่างใดแต่ได้เกิดขึ้นมานานแล้วจากนโยบายการทหาร เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรม จักรวรรดินิยมอเมริกันเป็นการใช้อำนาจ หรือการควบคุมโดยสหรัฐอเมริกาภายนอกพรมแดนของตน สหรัฐอเมริกาขยายดินแดนในตอนแรกผ่านการชนะสงคราม ต่อมาเปลี่ยนไปเป็นการควบคุม/มีอิทธิพลต่อประเทศอื่นโดยไม่ต้องชนะสงครามด้วยการใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น สร้างพันธมิตร ความช่วยเหลือการทูตทางเรือ การทำสนธิสัญญาการค้า การสนับสนุนฝ่ายการเมืองที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง อิทธิพลทางเศรษฐกิจผ่านบริษัทเอกชน และอิทธิพลทางวัฒนธรรม ซึ่งสหรัฐได้แผ่ขยายอำนาจ ก่อตั้งและ ควบคุมรัฐบริวาร คำว่า จักรวรรดินิยมอเมริกันถูกใช้ครั้งแรกในสมัย James Knox Polk อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 11 เมื่อสหรัฐเข้าสู่สงครามเม็กซิโก–อเมริกา ในปี 1846 มีการผนวกแคลิฟอร์เนียและดินแดนตะวันตกตาม สนธิสัญญา Guadalupe Hidalgo และ Gadsden purchase

ต่อมาในปี 1898 เกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯกับสเปนขึ้น หลังจากที่มีชัยชนะเหนือสปนจึงส่งผลให้สหรัฐอเมริกาได้อำนาจอธิปไตยเหนือ เปอร์โตริโก กวม และฟิลิปปินส์ และตั้งคิวบาเป็นรัฐในอารักขาโดยเข้าไปแทรกแซงในสงครามประกาศอิสรภาพของคิวบาและการปฏิวัติฟิลิปปินส์ ซึ่งต่อมานำไปสู่สงครามฟิลิปปินส์-อเมริกา สงครามสหรัฐฯ-สปนทำให้อำนาจการปกครองเกือบสี่ศตวรรษของสเปนในทวีปอเมริกา เอเชีย และแปซิฟิกสิ้นสุดลง ในขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้เข้าแทรกแซงราชอาณาจักรฮาวายจนล่มสลายจนกลายเป็นดินแดนของสหรัฐฯ และต่อมาได้กลายเป็นรัฐที่ 50 ของสหรัฐฯ ในปี 1959 ซึ่งทำให้สหรัฐอเมริกาไม่เพียงแต่กลายเป็นมหาอำนาจโลกเท่านั้น แต่ยังได้ครอบครองเกาะต่าง ๆ ทั่วโลกอีกด้วย  และสหรัฐฯ ได้กลายเป็นจักรวรรดิโดยสมบูรณ์ แม้ว่าสหรัฐฯ จะไม่ระบุตนเองและดินแดนที่ตนครอบครองว่าเป็นจักรวรรดิก็ตาม

การแทรกแซงทางการทหารของสหรัฐฯ แม้จะมีความไม่สอดคล้องกับค่านิยมของชาวอเมริกันในด้านประชาธิปไตย เสรีภาพ และความเป็นอิสระ แต่ในทางกลับกัน ประธานาธิบดีอเมริกันหลายคนที่ดำเนินการเข้าแทรกแซงทางการทหารต่อประเทศหรือดินแดนอื่น ๆ อาทิ William McKinley, Woodrow Wilson, Theodore Roosevelt และ William Howard Taft โดยอ้างถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของอเมริกา เช่น การค้าและการจัดการหนี้สิน การป้องกันการแทรกแซงของยุโรป (ไม่ว่าจะเป็นอาณานิคมหรืออย่างอื่น) ในซีกโลกตะวันตก และเพื่อประโยชน์ในการรักษา "ความสงบเรียบร้อย" ในระหว่างปี 1912-1920 Woodrow Wilson ประธานาธิบดีคนที่ 28 ได้ปฏิบัติการแทรกแซงทางทหารในต่างประเทศถึง 7 ครั้ง ได้แก่ นิการากัว โดมินิกัน เฮติ คิวบา ปานามา เม็กซิโก และฮอนดูรัส ซึ่งมากกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่น ๆ 

สงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาเริ่มวางแผนสำหรับโลกหลังสงครามตั้งแต่เริ่มสงคราม วิสัยทัศน์นี้มีต้นกำเนิดมาจากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) องค์กรทางเศรษฐกิจที่ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้นำรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้น กลุ่มศึกษาเรื่องสงครามและสันติภาพของ CFR มีข้อเสนอให้แก่กระทรวงการต่างประเทศในปี 1939 โดยมองว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น "โอกาสอันยิ่งใหญ่" สำหรับสหรัฐฯ ที่จะก้าวขึ้นมาเป็น "มหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก" จึงเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ มีบทบาทนำในฐานะ “ผู้นำโลกเสรี” และ “ตำรวจโลก” ในช่วงสมัยสงครามเย็น การล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตทำให้สหรัฐฯ ผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจหมายเลขหนึ่งของโลกโดยไม่มีคู่แข่งมายาวนานหลายสิบปี จนกระทั่งยุค 2000 เมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนซึ่งพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศจนเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลกทัดเทียมสหรัฐฯ และหลายประเทศในยุโรป

15,000 ล้าน...เพื่อใคร

เอย่าละเลยไม่ได้ติดตามข่าวมานาน  จนล่าสุดใกล้เลือกตั้งก็เพิ่งมารู้ว่าตัวเองจะต้องลงประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาเล่าความเห็นของคนบ้านๆอย่างเอย่ามาอ่านกันนะคะ

มาลองฟื้นความจำกันนะคะ ล่าสุดเราทำประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญกันเมื่อปี 2559 และก็คลอดรัฐธรรมนูญปี 2560 ขึ้นมา โดย ณ วันนี้ ประเด็นก็เพราะว่า รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับให้ต้องถามประชาชนก่อน จึงสามารถแก้ได้

แล้วทำไมถึงต้องมาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ด้วยล่ะ คำตอบก็คือ ที่มาและความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่อ้างว่ามาจากรัฐบาลทหาร และ โครงสร้างทางการเมือง ที่ สว.  ทำงานร่วมกับ สส. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีได้ อีกทั้งระบบเลือกตั้งที่ให้อำนาจพรรคขนาดกลางและเล็กมีอำนาจต่อรองสูง รวมถึงองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจมาก ไม่ถูกตรวจสอบ ข้อสุดท้ายที่เอย่าเข้าใจน่าจะหมายถึง สส. ไม่สามารถซื้อองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้นั่นเอง

มาถึงจุดนี้เอย่าก็มองไปยังประเทศที่ประชาธิปไตยเบ่งบานอย่างอเมริกา ก็พบว่า สหรัฐอเมริกา ไม่เคยแก้หรือร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใหม่แบบที่ไทยทำ และระบบของอเมริกา ไม่เปิดช่องให้ทำง่ายๆด้วย เพราะขั้นตอนจะต้องได้เสียง 2 ใน 3 ของสภาคองเกรส  จากนั้นต้องให้อย่างน้อย 3 ใน 4 ของมลรัฐ หรือ 38 จาก 50 รัฐในอเมริกา ให้สัตยาบันรับรอง จึงแก้ไขได้นั่นเอง

ลูกมาก...ไม่ยากจน ส่อง...สองมหาเศรษฐีที่มีลูกกว่า 100 คน

บุคคลรายแรกคือ Xu Bo มหาเศรษฐีชาวจีนแม้จะเรียนไม่จบมัธยมปลาย แต่เป็นผู้สร้างเกมยอดฮิต Fantasy Westward Journey เป็นผู้ก่อตั้งและเจ้าของ  Guangzhou Duoyi Network เขามีลูกมากกว่า 100 คนจากหญิงที่รับจ้างอุ้มบุญในหลายประเทศ ในส่วนของลูกที่เกิดจากหญิงอเมริกัน Xu ทุ่มเงินให้กับนางแบบและนักศึกษาปริญญาเอกหญิงที่มีผลการทดสอบไอคิวสูงเป็นพิเศษเพื่อแลกกับไข่ของพวกเธอ จากนั้นก็จ้างหญิงอเมริกันที่รับจ้างอุ้มท้องแบบสุ่มเพื่ออุ้มท้องเด็กที่ถูกสร้างขึ้นในห้องแล็บโดยใช้เชื้ออสุจิของเขาและไข่ของ "ผู้หญิงที่ยอดเยี่ยม" เหล่านั้น โดยเขามีเป้าหมาย 3 ประการ 

ประการแรก Xu Bo ต้องการลูกสาวและลูกชายที่สูงและสวยงามเป็นพิเศษจากนางแบบเหล่านี้ เพื่อที่จะได้แต่งงานกับครอบครัวชนชั้นสูงทั้งในตะวันตกและตะวันออก และสร้างความมั่งคั่งให้แก่คนรุ่นหลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในโลก 

ประการที่สอง เขาต้องการทายาทที่ฉลาด ด้วยเชื่อว่าลูกชายซึ่งเป็นลูกครึ่งของเขากับหญิงชาวอเมริกันจะฉลาดและมีความสามารถในการสืบทอดธุรกิจของเขาเมื่อเขาแก่ชรา 

และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด เขาต้องการให้ลูก ๆ ของเขาคลอดจากแม่ชาวอเมริกันในอเมริกา เพื่อให้ลูกชายและลูกสาวของเขามีสัญชาติอเมริกันควบคู่ไปกับสัญชาติจีน ซึ่งจะทำให้เขาสามารถเก็บสะสมความมั่งคั่งไว้ในต่างประเทศได้ และเขากำลังวางแผนสำรองไว้ เพราะไม่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในเกมอำนาจของศตวรรษที่ 21 เขาจะยังสามารถอาศัยอยู่ได้ในทั้งสองประเทศ 

แต่ Tang Jing อดีตคนรักของ Xu Bo อ้างว่า เขาเป็นพ่อของลูกราว 300 คน ทั้งสองอยู่ด้วยกันมา 14 ปี แต่ไม่เคยแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เธอยังกล่าวอีกว่าในการพิจารณาคดี ศาลตัดสินให้เธอชนะและปฏิเสธคำเรียกร้องค่าเสียหาย 300 ล้านหยวนของ Xu เธอยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบันเธอกำลังเลี้ยงดูลูก 11 คนที่เกิดกับ Xu ด้วยตัวเอง และกำลังต่อสู้ทางกฎหมายเพื่อแย่งชิงสิทธิ์ในการดูแลลูกสาวสองคนของพวกเขา ต่อมาเครือข่าย Duoyi ของ Xu ได้ออกแถลงการณ์ว่า “ผู้ใช้รายนี้” ได้เผยแพร่ข้อมูลเท็จทางออนไลน์ และเรียกร้องให้แพลตฟอร์มดำเนินการโดยทันที ต้นเดือนธันวาคม 2025 บริษัทของ Xu Bo  ได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเขาเป็นพ่อของลูกมากกว่า 100 คนผ่านการอุ้มบุญในสหรัฐอเมริกา โดยโต้ตอบหนังสือพิมพ์ The Journal กล่าวว่าสำนักข่าวดังกล่าวได้ “จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงและสร้างข้อมูลเท็จ” แถลงการณ์ระบุว่า มีเด็กเพียง 12 คนที่เกิดบนแผ่นดินสหรัฐฯจากจำนวนเด็ก ๆ ที่เขามีกว่า 100 คน

สำหรับรายที่สองคือ Pavel Durov มหาเศรษฐีผู้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Telegram ผู้มีลูกมากกว่า 100 คนเช่นเดียวกันกับ Xu Bo เขาเกิดในรัสเซีย ได้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์ VKontakte (VK) ในปี 2006 ต่อมาในปี 2014 เขาถูกบีบให้ออกจาก VK หลังจากการพิพาทกับเจ้าของใหม่ของบริษัทและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งทำให้เขาต้องออกจากประเทศ ในปี 2013 เขาและ Nikolai Durov พี่ชายได้พัฒนา Telegram และในปี 2017 พวกเขาย้ายไปนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของ Telegram ในปัจจุบัน

เมื่อยอมเป็นสุนัขรับใช้อเมริกา ก็ต้องเร่งเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ

ไม่ต้องฉลาดก็รู้ว่าขาใหญ่อย่างอเมริกา ประเทศที่ “อันธพาลเรียกพี่” ถึงวันนี้ก็ยังไม่หยุดระราน และแสวงหาประโยชน์จากประเทศที่มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในแบบที่ประเทศของตนเองนั้นไม่มี สิ่งที่อเมริกาแสดงออกหลายครั้ง ยังสะท้อนชัดเจนว่าเป็นประเทศที่ไม่มีความจริงใจกับใคร 

โดยเฉพาะในยามที่ประเทศนั้น ๆ เริ่มจะหมดประโยชน์ 

ผู้นำ หรือกลุ่มคนที่มีวิสัยทัศน์ในประเทศต่าง ๆ จึงระมัดระวังตัวมาก ไม่ยอมพลาดท่าเสียทีหรือตกเป็นเบี้ยบนกระดาน เพราะเมื่อถลำลึกเดินลงสนามชั่วแล้วก็จะไม่ต่างจาก “สุนัขรับใช้” ที่ต้องคอยขู่ เห่า กระทำในเรื่องเลว ๆ ตามคำสั่งการเพื่อแลกกับ “ผลประโยชน์ลับ” ต่างตอบแทนที่ไม่จีรัง 

ภาพของกลุ่มคน องค์กร หรือประเทศที่เต็มใจที่จะยอมเป็น “ขี้ข้าของอเมริกา” จะมีลักษณะที่เหมือนกันคือ ต้องโง่แต่มักใหญ่ใฝ่สูง อยากขึ้นสู่ระดับบน ๆ ขององค์กรหรือประเทศนั้น ๆ อยากร่ำรวยกว่าคนรวยทั่ว ๆ ไป เป็นผู้ไร้ความสามารถแต่อยากมีอำนาจไว้ข่มเหง หรือบงการผู้คนที่ตัวเล็กกว่า หรือโง่กว่า อยากได้ชื่อว่าเป็นนักเปลี่ยนแปลงสังคมแม้จะเปลี่ยนไปในทางเลวก็ตาม คุณสมบัติเหล่านี้ถ้าเปรียบกับ “พรรคการเมืองหนึ่ง” ในประเทศไทย ก็จะเห็นภาพ “ชายหน้าตี๋” ซึ่งเป็นผู้นำทาง “จิตวิญญาณวิปลาส” ของ “บริษัทสามกีบจำกัด” เท่านั้น มองไม่เห็นใครอื่น

“บริษัทสามกีบจำกัด” ใช้ทุกวิธิทีที่จะทำให้ “สถาบันกษัตริย์” ซึ่งเป็นศูนย์รวมใจของคนไทยอ่อนแอลง ถึงคราวนั้น ประเทศที่ตนเอง “นับถือเป็นพ่อ” ก็จะเข้ามาแทรกแซงหาประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบก ทางน้ำ จนกลืนกินประเทศไทยได้สำเร็จ  


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top