Saturday, 7 November 2026
COLUMNIST

ถึงแม้เจเนอเรชันจะเปลี่ยนไป แต่พลอยเชื่อมั่นว่า รากฐานของเบนซ์ทองหล่อจะยังคงแข็งแกร่งเหมือนเดิม เราดูแลพนักงานเหมือนญาติพี่น้อง เจ็บป่วยก็พร้อมดูแล เพราะการบริหารแบบครอบครัว คือสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สร้างและทำมาโดยตลอด

วิสัยทัศน์ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” เมื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ขับเคลื่อนด้วยหัวใจครอบครัวและเทคโนโลยี AI

 

เกือบครึ่งศตวรรษที่ชื่อของ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ยืนหยัดในฐานะผู้จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ที่ผูกพันกับลูกค้าชาวไทย การส่งไม้ต่อจากรุ่นบุกเบิกอย่างคุณวสันต์ เบนซ์ทองหล่อ สู่เจเนอเรชันใหม่อย่าง “พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ จึงไม่ใช่แค่การรับช่วงต่อธุรกิจ แต่คือการรักษารากฐานแห่งความผูกพัน พร้อมกับกางใบเรือรับลมพายุแห่งเทคโนโลยีเพื่อนำพา ‘เบนซ์ทองหล่อ’ ไปสู่อนาคต

 

เบื้องหลังการทำงานในฐานะผู้บริหารระดับสูง พลอยกาญจน์มีหลักปรัชญาที่เรียบง่ายทว่าทรงพลัง นั่นคือการผสาน “ความใส่ใจในระดับครอบครัว” เข้ากับ “การติดอาวุธทางปัญญา” ให้กับพนักงานทุกคน

 

ความพอดีในวัยเด็ก สู่ความใส่ใจในทุกรายละเอียด

 

หากมองหาแรงขับเคลื่อนของผู้บริหาร หลายคนอาจเริ่มต้นจากความทะเยอทะยานหรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับพลอยกาญจน์ พื้นฐานวิธีคิดของเธอถูกหล่อหลอมมาจาก “ความพอ” ตั้งแต่วัยเยาว์

 

“ถ้าถามถึงความอยากได้ในวัยเด็ก พลอยไม่ค่อยอยากได้อะไรเท่าไหร่นะคะ พลอยจำได้ว่าเราได้รับมาตลอด เรามีความรู้สึกพอ เพียงพอ กับสิ่งที่เป็นอยู่ ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าขาดหรือต้องดิ้นรนว่าอยากได้นั่นอยากได้นี่”

 

ความรู้สึกเติมเต็มตั้งแต่วัยเด็กนี้เอง ที่กลายเป็นรากฐานสำคัญเมื่อเธอต้องก้าวเข้ามารับผิดชอบธุรกิจอย่างเต็มตัวหลังคว้าใบปริญญาโท มุมมองของเธอที่มีต่อบริษัทจึงไม่ใช่แค่ “ที่ทำงาน” แต่คือ “บ้าน” ที่เธอพร้อมจะดูแลทุกซอกทุกมุม

 

“ตอนกลับมาทำงานกับคุณพ่อ พลอยไม่ได้ระบุเลยว่าจะต้องทำตำแหน่งไหน เพราะสำหรับเรา ความเป็นเจ้าของคือการดูทุกอย่าง แน่นอนว่าเรื่องการเงิน การตลาด หรือการดูแลลูกค้าเป็นหน้าที่หลักที่ต้องดูอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เราไม่ได้คิดว่าจะต้องลงมาดู เราก็ดูหมด ตั้งแต่ความสะอาด การเก็บโต๊ะ ไปจนถึงแม่บ้านทำห้องน้ำ เพราะเรารู้สึกว่านี่คือบ้าน คือของของเราที่เราต้องดูแล”

 

บริหารคนแบบ ‘ครอบครัว’ มรดกทางความคิดจากรุ่นสู่รุ่น

 

หัวใจสำคัญที่ทำให้เบนซ์ทองหล่อยืนหยัดมาได้เกือบ 50 ปี ไม่ใช่แค่คุณภาพของรถยนต์ แต่คือ “คน” พลอยกาญจน์ซึมซับแนวทางการบริหารคนมาจากคุณพ่อและคุณแม่โดยตรง ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเน้นย้ำและยึดถือมาโดยตลอด

 

“เราดูแลพนักงานเหมือนดูแลคนในครอบครัว เหมือนญาติพี่น้อง เขาเจ็บป่วย ไม่สบาย เราดูแลหมด คุณพ่อกับคุณแม่ดูแลลูกน้องแบบนี้มาตลอด พลอยเชื่อว่าพนักงานทุกคนรับรู้ได้ว่าเราอยู่กันแบบครอบครัวและดูแลกันมาอย่างดี แม้เจเนอเรชันจะเปลี่ยนไป แต่พลอยมั่นใจและกล้าพูดได้เต็มปากว่า รากฐานของเบนซ์ทองหล่อที่คุณพ่อสร้างไว้ก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม”

 

การดูแลด้วยความใส่ใจนี้ กลายเป็นกระดุมเม็ดแรกที่สร้างความจงรักภักดี (Loyalty) จากภายในองค์กร ก่อนจะสะท้อนออกไปสู่การบริการที่จริงใจต่อลูกค้าภายนอก

 

เปลี่ยนความท้าทาย ‘Anywhere, One Price’ สู่การยกระดับบริการด้วย ‘หัวใจ’ และ ‘AI’

 

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งกระแสเศรษฐกิจและการแข่งขัน รวมถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างนโยบาย ‘Anywhere, One Price’ ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย ที่กำหนดให้การซื้อขายรถยนต์เป็นราคาเดียวกันทั่วประเทศ พลอยกาญจน์กลับมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ในความท้าทายนี้

 

เธอชี้ให้เห็นว่า นโยบายนี้ไม่เพียงแต่สร้างความโปร่งใสและเป็นผลดีต่อตัวผู้บริโภคเท่านั้น แต่มิติของการบริหารโชว์รูมก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ยั่งยืนขึ้น “เมื่อโชว์รูมไม่ต้องเหนื่อยกับการหั่นราคาเพื่อแข่งขันกันอีกต่อไป เบนซ์ทองหล่อจึงสามารถทุ่มเททรัพยากรและเวลาทั้งหมดที่มี ไปกับการยกระดับคุณภาพการให้บริการ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าได้อย่างเต็มที่”

 

แต่เป้าหมายในการส่งมอบประสบการณ์เหนือระดับ จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญอย่าง “พนักงาน” วิสัยทัศน์ในการพาเบนซ์ทองหล่อก้าวสู่อนาคตของพลอยกาญจน์ คือการเปลี่ยนผ่านวัฒนธรรมองค์กรจากขนบเดิมในยุค ‘เถ้าแก่นำ ลูกน้องตาม’ สู่การสร้างทีมงานที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณของความเป็นเจ้าของ (Ownership) เพราะเธอเชื่อมั่นว่า หากพนักงานทุกคนรู้สึกว่าตัวเองคือหุ้นส่วนหรือเจ้าของกิจการคนหนึ่ง พวกเขาจะรักในสิ่งที่ทำ และพร้อมที่จะดูแลลูกค้าด้วยหัวใจในทุก ๆ ตำแหน่ง เพื่อให้ลูกค้าได้รับความประทับใจกลับไปทุกครั้งที่มาเยือนเบนซ์ทองหล่อ

 

และเมื่อ “ความใส่ใจแบบครอบครัว” ถูกยกระดับด้วยอินเนอร์ของความเป็นเจ้าของ สิ่งที่ผู้บริหารอย่างเธอต้องเติมเต็มให้ทีมงานคือ “เครื่องมือ” ที่จะช่วยให้การดูแลลูกค้านั้นเฉียบคมและแม่นยำยิ่งขึ้น พลอยกาญจน์จึงมุ่งเน้นการเสริมทักษะด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้กับพนักงานทุกคน โดยสานต่อวิสัยทัศน์จากคุณแม่ ผู้เป็นแบบอย่างของการไม่เคยหยุดเรียนรู้

 

“คุณแม่ของพลอยท่านให้ความสำคัญกับเรื่องการเทรนนิ่งเป็นพิเศษ ท่านเป็นคนชอบเรียนรู้ และชอบนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาถ่ายทอดให้พนักงาน พลอยจึงรับเอาวิสัยทัศน์ตรงนี้มาสานต่อ”

 

“ทุกวันนี้ AI เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ แต่พลอยมองว่า ยิ่งเราใช้งานเขาเก่งแค่ไหน ตั้งคำถามได้ถูกจุดเพียงใด คำตอบที่ได้ก็จะยิ่งฉลาดมากขึ้นเท่านั้น ทักษะที่เราพยายามถ่ายทอดและฝึกอบรมให้พนักงานในตอนนี้ คือการดึง AI เข้ามาเป็นผู้ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เรามีมุมมองใหม่ ๆ ในการนำเสนอการบริการที่รู้ใจ ตอบสนองลูกค้าได้อย่างชาญฉลาดและตรงจุดที่สุด”

 

การผสมผสานระหว่างจิตวิญญาณการดูแลแบบครอบครัวอันเป็นรากฐานของเบนซ์ทองหล่อ การปลูกฝังความเป็นเจ้าของ และการติดอาวุธทางเทคโนโลยี พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ธุรกิจที่แข็งแกร่งที่สุด คือธุรกิจที่ไม่ลืมรากเหง้าของตัวเอง แต่ก็พร้อมที่จะเรียนรู้และปรับตัวเพื่อก้าวไปสู่อนาคตอย่างมั่นคง

อวสานม็อบ 3 นิ้ว? บทวิจารณ์การเมืองตั้งคำถาม พรรคการเมืองได้เข้าสภา แต่มวลชนที่เคยลงถนนต้องเผชิญคดีความ ใครรับผิดชอบอนาคตที่สูญเสียไป

อวสาน ๓ นิ้ว เมื่อถูกพรรคกลิ้งกลอกเขาหลอกใช้
รอยแผลในชีวิตก็จำต้องเยียวยาตัวเอง

หากมองย้อนกลับไปช่วง ๕-๖ ปีก่อน ปรากฏการณ์การชู "สามนิ้ว" ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ทางสังคมการเมืองที่เคยถูกจุดติดขึ้นอย่างหวือหวา ภาพการชุมนุมของกลุ่มคนก้าวหน้าที่อ้างว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในยุคนั้น
.
ทว่าในวันนี้ บทบาทของ "คนสามกีบ" หรือ "เด็กสามนิ้ว" กลับสูญหายไปจากพื้นที่สังคมไทยแทบจะถาวร การชูสามนิ้วอันเคยเป็นสัญลักษณ์ของการแข็งขืน ได้กลายเป็นเพียง “เงาของอดีต” ที่แทบไม่มีใครแลเหลียวอีกต่อไป

สิ่งที่ปรากฏชัดเจนที่สุดคือ การเปลี่ยนผ่านเชิงกลยุทธ์ของแกนนำและการปล่อยให้มวลชนรับผลกรรมไปตามมีตามเกิด เยาวชนจำนวนมากถูกปลุกเร้า โดยเฉพาะการกระทบชิ่งไปยังสถาบันหลักของชาติ นำไปสู่การทะยานขึ้นของคดีความตามมาตรา ๑๑๒ เด็กบริสุทธิ์หลายคนต้องมีมลทินติดตัวในทางคดี เพียงเพราะการถูกชี้นำด้วยวาทกรรมที่เกินจริง

ท้ายที่สุด ภาพความสำเร็จที่เคยสัญญาไว้กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง การเคลื่อนไหวบนท้องถนนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดสำหรับเยาวชนเหล่านั้น คือการพับเก็บการเคลื่อนไหวภาคประชาชน แล้วเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การต่อสู้ในสภาของ "พรรคประชาชน” เปลี่ยนทิศทางจากการใช้ "มวลชนสามกีบ" มาเป็นการใช้ "กระบวนการทางสภา" ส่งผลให้ “การชูสามนิ้ว” บนท้องถนนกลายเป็นสิ่งที่หมดความจำเป็นลงในทันที

เด็กสามนิ้ว รวมถึงผู้ใหญ่คิดน้อยในวันนั้น เวลาและประสบการณ์ชีวิตได้บ่มเพาะให้พวกเขามองเห็นความเป็นจริงของโลกการเมืองลึกซึ้งมากขึ้น หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับอดีตของตนเองว่า การสูญเสียอนาคต และโอกาสในชีวิตเพื่อแลกกับการเป็น "เบี้ยบนกระดาน” ของนักการเมืองที่กลิ้งกลอกนั้นคุ้มค่าจริงหรือ? ความรู้สึกที่เคยคิดว่าตนเองกำลังกอบกู้สังคม กลายสภาพเป็นความอับอายในสิ่งที่เคยกระทำลงไป กลุ่มคนที่เคยปลุกเร้ากลับขยับบทบาทไปนั่งเสวยสุขบนเก้าอี้รัฐสภา มีเงินเดือนหลวงกิน ขณะที่มวลชนภาคสนามถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างเดียวดาย

ปรากฏการณ์ของ "สามนิ้ว" ในสังคมไทย จึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสนิยมที่จางหายไปตามกาลเวลา อุดมการณ์อันบริสุทธิ์ของวัยเยาว์ หากถูกนำไปใช้ผิดทางเพื่อวัตถุประสงค์ในการกัดเซาะสถาบันหลัก สุดท้ายแล้วผู้ที่ต้องจ่ายราคาแพงที่สุด ก็คือ “อดีตสามกีบ” ที่เคยหลงผิดทุกคน

แจ็ค รัสเซล 

ตำนาน 4 คุณท้าวผู้ทรงอำนาจแห่งราชสำนักสยาม!! เปิดประวัติ ‘คุณท้าว’ ข้าราชการหญิงชั้นผู้ใหญ่ ผู้กุมกุญแจพระคลัง ควบคุมกฎเหล็ก และบริหาร ‘เมืองลับของสตรี’ ในเขตพระราชฐานชั้นใน

คุณท้าวผู้ใหญ่ฝ่ายในแห่งราชสำนักสยาม ผู้ดูแล "เมืองลับของสตรี" ให้เป็นระบบอย่างราชการเหมาะสมคู่ควรพระบารมีแห่งองค์พระมหากษัตริย์

ราชสำนักสยามในยุคต้นรัตนโกสินทร์ แยกออกเป็นฝ่ายหน้า และฝ่ายใน ฝ่ายหน้าในราชสำนักสยาม หมายถึงเขตพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายชาย เป็นพื้นที่การบริหารราชการแผ่นดิน เป็นศูนย์กลางการทำงานของเสนาบดี โดยมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดในการบริหาร

ส่วนฝ่ายในราชสำนักสยาม หมายถึงพื้นที่และกลุ่มบุคคลฝ่ายหญิง ที่อาศัยและปฏิบัติหน้าที่อยู่ภายในเขตพระราชฐานชั้นใน (หรือที่มักเรียกกันติดปากว่า "ข้างใน") ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาดสำหรับผู้ชาย ยกเว้นพระมหากษัตริย์และพระราชโอรสที่ยังทรงพระเยาว์ โดยการบริหารสูงสุดกุมอำนาจโดยพระอัครมเหสี หรือพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายในที่มีพระอิสริยยศสูงสุดในขณะนั้น โดยมีคุณท้าวผู้ใหญ่ 4 ท่านช่วยบริหารจัดการ

ทำเนียบ 4 คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ ในราชสำนักฝ่ายในมีตำแหน่งใดบ้าง ?

1. "ท้าวทรงกันดาล" เสนาบดีคลังแห่งฝ่ายใน ในบรรดาคุณท้าวทั้งหมด ท้าวทรงกันดาลมักเป็นคนที่ “พระมหากษัตริย์ทรงไว้วางพระราชหฤทัยอย่างที่สุด" เพราะต้องดูแลกุญแจพระคลังฝ่ายในทั้งหมด ในสมัยรัชกาลที่ 5 ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้คือ ท้าวทรงกันดาล (หุ่น ปานหุ่น) "คุณท้าวคลัง" เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ 4 มีพระราชโอรส 1 พระองค์ คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิกุล ณ อยุธยา) เป็นพระพี่เลี้ยงที่อภิบาลพระพุทธเจ้าหลวงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ เป็นคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ในราชสำนักฝ่ายในที่ดำรงตำแหน่งนี้มาถึง 3 รัชกาล ท่านเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ และเคร่งครัดมาก ว่ากันว่าใครจะมาเบิกเงิน เบิกของหลวงไปใช้ ถ้าไม่มีใบสั่งประทับตราถูกต้อง ท่านจะไม่ยอมให้ผ่านเด็ดขาด ผู้ดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลคนสุดท้าย คือ หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ท่านได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" ในสมัยรัชกาลที่ 7 หลังจากนั้นก็ไม่มีการตั้งสตรีท่านใดในตำแหน่ง "ท้าวทรงกันดาล" อีก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 ได้รื้อฟื้นธรรมเนียมการตั้งคุณท้าวขึ้นมาอีกครั้ง หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล ซึ่งเดิมดำรงตำแหน่งท้าวทรงกันดาลอยู่แล้ว จึงได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าววรคณานันท์ อัพภันตรปตานี ราชนารีกิจวิจารณ์" ซึ่งเป็นตำแหน่งคุณท้าวนางที่มีศักดินาสูงสุด ที่ศักดินา 3,000 ทำหน้าที่ควบคุมดูแลข้าราชบริพารฝ่ายในทั้งหมดในยุคนั้น

2. "ท้าวศรีสัจจา" มือปราบแห่งฝ่ายใน ท้าวศรีสัจจา คือผู้กุมอำนาจสูงสุดในการใช้กฎหมาย และการลงทัณฑ์ของฝ่ายใน ผ่านเจ้าหน้าที่ "กรมโขลน" (ตำรวจหญิง) มีหน้าที่หลักคือการตรวจจับสิ่งของต้องห้าม เช่น หมากพลู บุหรี่ หรือจดหมายลักลอบจากชายภายนอก รวมถึงการลงโทษนางห้ามหรือนางกำนัลที่ทำผิดระเบียบ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเฉียบขาด และความเฮี้ยบในตำแหน่งนี้คือ คือ ท้าวศรีสัจจา (มิ) ที่รู้จักกันในนาม "เจ้าคุณประตูดิน" เป็นข้าราชสำนักฝ่ายในผู้มีอำนาจว่าราชการสิทธิขาดต่างพระเนตรพระกรรณในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 สำนักงานของท่านอยู่ใกล้กับประตูดิน ซึ่งประตูดินนี้คือช่องทางที่หนุ่ม ๆ มหาดเล็กมักจะมาแอบมองสาวชาววังจนเกิดเป็นสำนวนว่า “เจ้าชู้ประตูดิน” นั่นเอง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปของท่านไว้ในคูหาใต้บันไดทางขึ้นพระที่นั่งบุษบกมาลามหาจักรพรรดิพิมานภายในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย โดยตำแหน่ง “ท้าวศรีสัจจา” มีผู้ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นคนสุดท้ายคือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9

3. ท้าวสมศักดิ์ เลขาธิการพระราชวังฝ่ายใน ศักดินา 1,000 มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ หน้าที่หลักคือควบคุมเจ้าพนักงานทั้งปวง ดูแลเครื่องนมัสการ หอพระ ตลอดจนทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ คือเชิญพระราชโองการหรือพระราชกระแสมาถ่ายทอดยังฝ่ายใน ในประวัติศาสตร์ไทยมีสตรีชั้นสูงฝ่ายในที่มีชื่อเสียง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น "ท้าวสมศักดิ์" อยู่หลายท่าน แต่ท่านที่โดดเด่นในแง่ของบทบาท และอำนาจในพระราชสำนักฝ่ายใน คือ ท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) ท่านถวายตัวเข้ามารับราชการฝ่ายในตั้งแต่อายุ 11 ปี เติบโตจนได้เป็นข้าหลวงคนสนิทที่ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยสูงสุดจากสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้เป็นผู้จัดการดูแลเครื่องเพชร เครื่องทอง และพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ทั้งหมด ซึ่งพระพันปีหลวงทรงมีพระราชทรัพย์มหาศาลที่สุดของฝ่ายในยุคนั้น คุณท้าวสมศักดิ์ (หม่อมราชวงศ์ปุย มาลากุล) อยู่สนองพระเดชพระคุณเคียงข้างพระองค์ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเสด็จประพาสที่ใด หรือแม้กระทั่งในช่วงที่พระพันปีหลวงทรงประชวร และเสด็จไปประทับรักษาพระองค์ที่พระราชวังพญาไทจนสวรรคต เรียกได้ว่าเป็น “เงา” ของสมเด็จฯ เลยทีเดียว ท่านเป็นผู้ครองบรรดาศักดิ์ท้าวสมศักดิ์เป็นคนสุดท้าย แม้ว่าในเวลาต่อมาช่วงปี พ.ศ. 2493 รัชกาลที่ 9 จะมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางขึ้นมาแต่ในบรรดารายชื่อคุณท้าวชุดนั้น ไม่มีการแต่งตั้งผู้ใดให้ดำรงตำแหน่งท้าวสมศักดิ์

4. ท้าวโสภา (หรือท้าวโสภานิเวศน์) ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารจัดการอาคารสถานที่ ผู้ถือกุญแจประตูพระราชวังฝ่ายใน มีหน้าที่ดูแลความสะอาด ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของตำหนัก เรือนข้าราชการ และพื้นที่ทั้งหมดในเขตพระราชฐานชั้นใน ควบคุมดูแลระเบียบวินัยของผู้อยู่อาศัย จัดการพื้นที่ส่วนกลาง และดูแลระบบสาธารณูปโภคภายในวัง นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ฉลองพระโอษฐ์ร่วมกับคุณท้าวสมศักดิ์ "คุณท้าวโสภาคนสุดท้ายของประเทศไทย" คือ ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงศ์ กัมปนานนท์) ข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็น "ท้าวโสภานิเวศน์" ในปี พ.ศ. 2493 สมัยรัชกาลที่ 9 หลายคนอาจคุ้นตาจากภาพถ่ายเก่าในข่าวพระราชสำนัก ที่มีสุภาพสตรีอาวุโสผมขาวล้วน นั่งรถเข็นหรือยืนเฝ้าฯ รับเสด็จเจ้านายชั้นผู้ใหญ่ ท่านมีอายุยืนยาวมาจนถึง พ.ศ. 2543 สิริอายุ 98 ปี จึงถึงแก่อนิจกรรม

"คุณท้าว" ไม่ใช่เพียง "เจ้าจอม" เท่านั้นที่จะเป็นได้ คนภายนอกมักเข้าใจผิดว่าคุณท้าวคือพระสนมหรือเจ้าจอมในองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลนั้น ๆ  แต่ในความเป็นจริงแล้ว คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ คือข้าราชการหญิง ที่ทำงานบริหารอย่างแท้จริง ส่วนใหญ่เป็นสตรีสูงวัยฝ่ายในที่เป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ เจ้าจอมมารดา เจ้าจอมแห่งรัชกาลก่อน หรือเป็นพระพี่เลี้ยงข้าหลวงเดิม สตรีที่จะขึ้นเป็นคุณท้าวแต่งตั้ง 4 ตำแหน่งนี้ได้ มักจะไม่ใช่ข้าราชสำนักที่มีความสัมพันธ์ทางชู้สาวกับพระมหากษัตริย์ในรัชกาลนั้นๆ เพื่อให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหาร ควบคุมกฎระเบียบได้อย่างเป็นกลาง น่าเคารพยำเกรง

สัญลักษณ์แห่งบารมี คุณท้าวชั้นผู้ใหญ่ทั้ง 4 ท่านนี้ มีศักดินาสูงระดับ 1000 ซึ่งถือว่าสูงมากสำหรับสตรีในยุคโบราณ เทียบเท่าขุนนางชายตั้งแต่ระดับพระไปจนถึงพระยาบางตำแหน่ง ได้รับพระราชทานเครื่องยศสำคัญคือ "โต๊ะทอง และหีบหมากทองคำ" ซึ่งเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกถึงเกียรติยศสูงสุดในการทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาท นอกจากนี้ในยุคที่มีเครื่องราชแล้วนั้น คุณท้าวทั้ง 4 มักได้รับพระราชทาน “เครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน)” พร้อมด้วยเหรียญรัตนาภรณ์ ประดับลงยากรอบเพชรแสดงสถานะตามรัชกาลที่รับราชการอยู่ ซึ่งถือเป็นเครื่องประดับเกียรติยศสูงสุดที่ใช้ประดับเมื่อแต่งกายเต็มยศ

ยุคสิ้นสุดอำนาจบริหารอย่างเป็นรูปธรรมของคุณท้าวทั้ง 4 เกิดขึ้นหลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 โครงสร้างการบริหารของราชสำนักเปลี่ยนไปอย่างมาก เขตพระราชฐานชั้นในไม่ได้มีลักษณะเป็น "เมืองลับของสตรี" ที่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนดังเดิม รูปแบบข้าราชการเปลี่ยนไปสู่ระบบสากล ทำให้บทบาทหน้าที่ในการเป็นผู้บริหารสูงสุด หรือกุมกองกำลังอารักขา (กรมโขลน) ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงยุติลงในทางปฏิบัติ

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ออกประกาศ "เรื่อง การยกเลิกบรรดาศักดิ์" ปี พ.ศ. 2485 เพื่อให้สอดคล้องกับระบอบรัฐธรรมนูญที่บุคคลเสมอกันในกฎหมาย ขุนนางฝ่ายหน้า (เช่น เจ้าพระยา, พระยา, หลวง) ต่างคืนบรรดาศักดิ์ ซึ่งส่งผลให้การแต่งตั้งตำแหน่งคุณท้าวฝ่ายในระงับลงไปด้วย แต่ในช่วงปี พ.ศ. 2493 ได้มีการฟื้นฟูธรรมเนียมราชประเพณีขึ้นมา รัชกาลที่ 9 ได้มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคุณท้าวนางชั้นผู้ใหญ่ขึ้นมาปฏิบัติหน้าที่ในงานพระราชพิธีสำคัญ 4 ท่าน

ท้าววรคณานันท์ฯ (หม่อมราชวงศ์แป้ม มาลากุล) ตามที่ได้เล่ามาในข้างต้น ซึ่งเดิมท่านมีตำแหน่งคือท้าวทรงกันดาลตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งพิเศษที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่ในภายหลังให้ใหญ่กว่าคุณท้าวนางทั่วไป

ท้าววนิดาพิจาริณี (บาง สนิทวงศ์ ณ อยุธยา) หรือที่มักเรียกกันว่า "หม่อมบาง" ท่านเป็นพระอัยยิกา (ยาย) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยยิกา (ยายทวด) ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 10)

ท้าวพิทักษ์อนงคนิกร (จรูญ ตะละภัฏ) ท่านเคยเป็นข้าหลวงในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มีหน้าที่อันทรงเกียรติสูงสุดคือ การได้เป็นพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 และพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 รวมถึงสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เมื่อครั้งทรงพระเยาว์

ท้าวโสภานิเวศน์ (ศิริพงษ์ กัมปนานนท์) "คุณท้าวคนสุดท้ายของประเทศไทยที่มีชีวิตอยู่ยาวนานที่สุด" ก่อนจะได้รับสถาปนาเป็นคุณท้าว ท่านมีหน้าที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ การเป็นพระพี่เลี้ยงพระครรภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) และเป็นพระพี่เลี้ยงผู้อภิบาลสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ, รัชกาลที่ 8 และรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ช่วงที่ยังประทับอยู่ ณ วังสระปทุม และเมืองโลซาน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ในวันที 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2495 มีการสถาปนาคุณท้าวนางท่านสุดท้ายอย่างเป็นทางการ คือ ท้าวศรีสัจจา (สังวาลย์ บุณยรัตพันธุ์) นับตั้งแต่นั้นก็ไม่มีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสตรีท่านใดให้ดำรงตำแหน่งคุณท้าวอีกเลย เมื่อคุณท้าวนางรุ่นสุดท้ายเหล่านั้นทยอยถึงแก่อนิจกรรมไปตามอายุขัย ตำแหน่งโบราณที่มีศักดินา 1000 ของคุณท้าวทั้ง 4 จึงถือเป็นอันสิ้นสุดลงอย่างถาวร

ภัยร้ายของนักเดินทาง!! ขบวนการสลับแท็กล้ำเส้น ภัยในสนามบินเพิ่มขึ้น ใช้ผู้บริสุทธิ์เป็นแพะรับบาป โทษหนักสุดถึงประหารชีวิต ระวังสลับแท็กกระเป๋าระหว่างเดินทาง

ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping Movement)
ภัยร้ายของนักเดินทาง! อาชญากรรมในรูปแบบใหม่ที่นักเดินทางต้องพึงระมัดระวังเป็นพิเศษ มิเช่นนั้นแล้ว อาจต้องเผชิญกับบทลงโทษถึงประหารชีวิต โดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย

ปัจจุบันบนโลกใบนี้ การเดินทางด้วยเครื่องบินกำลังเป็นที่นิยมสูงสุด ด้วยความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย เช่นเดียวกับเหรียญที่มีสองด้าน การเดินทางด้วยเครื่องบินแม้ว่าจะมี ความสะดวก รวดเร็ว แต่ความปลอดภัยในการเดินทางอาจไม่ได้หมายรวมถึงความปลอดภัยจากภัยทางอาชญากรรมเช่น ขบวนการสลับแท็กกระเป๋าเดินทาง (Luggage Tag Swapping) ซึ่ง เป็นหนึ่งในภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นจากการลักขโมยทรัพย์สินธรรมดา กลายเป็นการอาศัยช่องโหว่ของระบบสายพานและเจ้าหน้าที่สนามบินบางกลุ่ม เพื่อใช้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์เป็น "แพะรับบาป" ในขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบขนยาเสพติดหรือสิ่งผิดกฎหมาย

หลังจากที่ CTV News สื่อของแคนาดาได้เปิดโปงพฤติกรรมของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่ปฏิบัติการอยู่ภายในท่าอากาศยานนานาชาติโตรอนโตเพียร์สัน (Toronto Pearson International Airport) โดยมีพฤติการณ์ที่ทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ต้องตกเป็นแพะรับบาปและถูกจับกุมโดยไม่รู้ตัว

รูปแบบพฤติการณ์ของขบวนการนี้จะอาศัยความร่วมมือจากพนักงานลำเลียงสัมภาระหรือเจ้าหน้าที่ภายในสนามบินที่สามารถเข้าถึงพื้นที่จำกัดหลังจุดเช็กอินได้ โดยมีวิธีการดังนี้:
1. เช็กอินปกติ: ผู้โดยสารทำการเช็กอิน ชั่งน้ำหนักกระเป๋า และติดแท็กบาร์โค้ด (Luggage Tag) ที่ระบุชื่อและข้อมูลเที่ยวบินของตนเองตามขั้นตอนปกติ
2. สลับแท็กในจุดอับ: เมื่อกระเป๋าเดินทางเข้าสู่ระบบสายพานลำเลียงภายใน พนักงานที่เป็นเครือข่ายของแก๊งค้ายาจะอาศัยช่องโหว่หรือ "จุดอับสายตากล้องวงจรปิด" แกะแท็กติดกระเป๋าของผู้โดยสารบริสุทธิ์ออก
3. ติดกระเป๋ายาเสพติด: พนักงานจะนำแท็กนั้นไปติดเข้ากับกระเป๋าอีกใบที่บรรจุยาเสพติดเอาไว้ภายใน แล้วส่งขึ้นเครื่องบินแทน

อาชญากรมีการใช้วิธีสลับแท็กเพื่อสร้างความเชื่อมโยงที่เป็นเท็จ รายงานจาก Travel + Leisure เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2026 กล่าวถึงคำเตือนเกี่ยวกับการสลับแท็กที่อาจทำให้ผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์ถูกเชื่อมโยงกับการลักลอบขนยาเสพติด เมื่อแท็กของกระเป๋าสองใบถูกสลับกัน ทำให้ระบบคัดแยกส่งกระเป๋าไปผิดเที่ยวบินหรือผิดปลายทาง มีกรณีจริงที่เจ้าหน้าที่จัดการสัมภาระสนามบินชางงี ประเทศสิงคโปร์ สลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ และถูกดำเนินคดี ก่อนจะถูกจำคุกในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตาม ข่าวเตือนดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานว่ามีขบวนการลักษณะนี้เกิดขึ้นทั่วไปในทุกสนามบิน การสลับหรือแอบอ้างสิทธิ์ในกระเป๋า อาชญากรอาจใช้ข้อมูลระบุสัมภาระที่ไม่ตรงกับเจ้าของจริง เพื่อพยายามนำกระเป๋าไป หรือทำให้การติดตามและเรียกคืนกระเป๋าซับซ้อนขึ้น จึงควรตรวจสอบทั้งแท็กและลักษณะของกระเป๋าเมื่อรับสัมภาระ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเจ้าของกระเป๋าเดินทางต่อผู้บริสุทธิ์คือ:
• กลายเป็นเจ้าของกระเป๋ายาเสพติดทันที: ในระบบฐานข้อมูลของสายการบินจะระบุว่า กระเป๋าใบที่ใส่ยาเสพติดนั้นถูกเช็กอินภายใต้ชื่อของผู้โดยสารที่เป็นเหยื่อ
• ถูกควบคุมตัวที่ปลายทาง: จากรายงานระบุว่า มีผู้โดยสารผู้บริสุทธิ์อย่างน้อย 17 ราย ถูกศุลกากรและตำรวจที่สนามบินปลายทาง (เช่น ในประเทศเกาหลีใต้ ฝรั่งเศส เยอรมนี ญี่ปุ่น และเม็กซิโก) ควบคุมตัวและตั้งข้อหาลักลอบขนยาเสพติดร้ายแรงทันทีที่เดินทางถึง ทั้งที่พวกเขาไม่เคยเห็นหรือสัมผัสกระเป๋าใบนั้นเลย
• โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต: การตกเป็นแพะในคดีขนยาเสพติดข้ามชาติเช่นนี้ ในบางประเทศมีบทลงโทษที่รุนแรงมาก ตั้งแต่จำคุกตลอดชีวิตไปจนถึงประหารชีวิต และการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในต่างแดนอาจต้องใช้ระยะเวลานานมาก
(หมายเหตุ: ล่าสุดทางตำรวจแคนาดา (RCMP) ได้เข้ากวาดล้างและจับกุมพนักงานสนามบินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ได้แล้วบางส่วน)

ผู้โดยสาร-นักเดินทางควรต้องระมัดระวังอะไรบ้าง? เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการในลักษณะนี้ นักท่องเที่ยวสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำได้ดังนี้:
1. ทำตำหนิหรือใช้เอกลักษณ์เฉพาะตัว: เช่น การใช้ผ้าคลุมกระเป๋าที่มีลวดลายชัดเจน, การติดสติกเกอร์ หรือใช้สายรัดกระเป๋า เพื่อให้ง่ายต่อการพิสูจน์ผ่านกล้องวงจรปิดว่ากระเป๋าที่ถูกจับไม่ใช่กระเป๋าของเรา
2. ก่อนโหลดกระเป๋า: ถ่ายรูปและวิดีโอกระเป๋าและแท็กที่มีบาร์โค้ดหรือหมายเลขสัมภาระที่ติดแท็กเรียบร้อยแล้วตอนอยู่ที่เคาน์เตอร์เช็กอิน เพื่อยืนยันว่ากระเป๋าที่ผูกกับแท็กของเราในตอนแรกหน้าตาเป็นอย่างไร เก็บหางตั๋วและแท็ก (Baggage Claim Tag) ไว้ให้ดีที่สุด ห้ามทิ้งเด็ดขาด เพราะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่แสดงว่าเราเช็กอินกระเป๋าลักษณะไหน น้ำหนักเท่าใด เก็บไว้จนกว่าจะเดินทางเสร็จ
3. ระหว่างเช็กอิน: ตรวจสอบว่าแท็กระบุสนามบินปลายทางถูกต้อง และอย่าปล่อยให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องจัดการกระเป๋าโดยไม่มีเหตุผล
4. ระหว่างเดินทาง: หากมีบุคคลแปลกหน้าขอให้รับฝากหรือขนกระเป๋าแทน ควรปฏิเสธ โดยเฉพาะเมื่อไม่ทราบสิ่งของภายใน
5. เมื่อรับกระเป๋า: ตรวจสอบสี ยี่ห้อ รอยตำหนิ แท็ก และหมายเลขบนใบรับกระเป๋า ตรวจสอบน้ำหนักตามที่ระบุในใบเสร็จหรือหางตั๋วว่าตรงกับความเป็นจริงหรือไม่ หากกระเป๋ายาเสพติดที่ถูกสลับมีน้ำหนักต่างจากกระเป๋าจริงของเรามาก ข้อมูลนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญหากพบความผิดปกติ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สายการบินทันที ก่อนออกจากเขตสายพานรับกระเป๋า
6. หากสงสัยว่าถูกสลับแท็ก: อย่าแก้ไขหรือลอกแท็กเองก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจสอบ ให้เก็บหลักฐานและขอรายงานเหตุการณ์เป็นลายลักษณ์อักษร อย่าเพิ่งออกจากสนามบิน รีบแจ้งเคาน์เตอร์สายการบินหรือเจ้าหน้าที่สัมภาระทันที แจ้งตำรวจสนามบินและขอให้ตรวจกล้องวงจรปิด ถือใบเคลมสัมภาระและรูปถ่ายกระเป๋าไปเป็นหลักฐาน หากมี AirTag/GPS ให้แจ้งตำแหน่งแก่เจ้าหน้าที่ (อย่าติดตามไปเอง) และให้ติดต่อบริษัทประกันการเดินทางเพื่อเคลมสิ่งของสูญหาย

ระบบของสนามบินมีการป้องกันเรื่องนี้อย่างไร? สมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) กำหนดแนวทางติดตามสัมภาระและตรวจสอบความเชื่อมโยงระหว่างผู้โดยสารกับกระเป๋า โดยระบบติดตามสัมภาระตาม Resolution 753 ครอบคลุมจุดสำคัญอย่างน้อย 4 จุด ได้แก่ การรับกระเป๋าจากผู้โดยสาร การโหลดขึ้นเครื่อง การส่งต่อระหว่างเที่ยวบิน และการส่งมอบกระเป๋าถึงผู้โดยสาร

คดี Luggage Tag Swapping มีคดีที่ยืนยันได้จากการดำเนินคดีในศาล และมีคดีที่ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนซึ่งแสดงให้เห็นว่า การสลับแท็กกระเป๋าไม่ได้เป็นเพียงข่าวลือบนอินเทอร์เน็ต แต่สามารถถูกใช้เพื่อก่อความเสียหายต่อผู้โดยสาร หรือสร้างสถานการณ์ให้ผู้บริสุทธิ์ถูกสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการลักลอบขนสิ่งของได้ สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การสลับแท็กจนกระเป๋าไปผิดปลายทาง กับการจงใจนำชื่อผู้โดยสารไปผูกกับกระเป๋าที่มีสิ่งผิดกฎหมาย เป็นความเสี่ยงคนละรูปแบบกัน และหลักฐานของแต่ละคดีต้องพิจารณาแยกกัน

1. คดีที่สำคัญ
คดีที่ 1: พนักงานสนามบินชางงีสลับแท็กกระเป๋า 286 ใบ สิงคโปร์ (Changi Journeys) เหตุการณ์ปี 2016–2017 มีคำพิพากษาในปี 2019 โดยพนักงานจัดการสัมภาระชื่อ Tay Boon Keh สลับแท็กกระเป๋าของผู้โดยสารสายการบิน Singapore Airlines และ SilkAir จำนวน 286 ใบ ทำให้กระเป๋าถูกส่งไปยังปลายทางที่ไม่ถูกต้อง ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์ระบุว่า เขาไม่พอใจภาระงานและต้องการสร้างความเดือดร้อนให้กับนายจ้าง มีการกระทำการดังกล่าวต่อเนื่องหลายเดือน ทำให้ผู้โดยสาร 221 คนได้รับผลกระทบ และสายการบินจ่ายค่าชดเชยรวมมากกว่า 42,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ในเดือนพฤศจิกายน 2019 เขาถูกพิพากษาจำคุก 20 วัน หลังรับสารภาพในข้อหาก่อความเสียหายหรือก่อความเดือดร้อน (mischief) จำนวน 20 กระทง โดยมีอีก 266 กระทงที่นำมาประกอบการพิจารณาโทษ
บทเรียน: ผู้กระทำไม่จำเป็นต้องเป็นโจรที่มาขโมยกระเป๋าของผู้โดยสารเสมอไป ความเสี่ยงอาจเกิดจากบุคคลภายในที่มีสิทธิ์เข้าถึงพื้นที่จัดการสัมภาระ
คดีที่ 2: ใช้แท็กผู้โดยสารที่ไม่รู้เรื่องกับกระเป๋ากัญชา (Toronto Airport Horror: Innocent Flyers Framed With Drug-Filled Bags) แคนาดา เปิดเผยผลสอบสวนเดือนกรกฎาคม 2025 ตำรวจม้าแคนาดา (Royal Canadian Mounted Police: RCMP) ระบุว่า พนักงานจัดการสัมภาระสองคนถูกจับกุมเมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2025 ในการสอบสวนคดีพยายามลักลอบนำกัญชามูลค่ากว่า 147,000 ดอลลาร์แคนาดาไปยังฝรั่งเศส การสอบสวนเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ผู้โดยสารชาวฝรั่งเศสเดินทางถึงกรุงปารีสและถูกควบคุมตัวเพราะสงสัยว่านำกัญชาจากแคนาดามาด้วย ก่อนที่ทางการฝรั่งเศสจะปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา และส่งเรื่องให้ RCMP สอบสวนต่อ ตามคำแถลงของตำรวจ มีการสลับแท็กเพื่อทำให้กระเป๋าที่บรรจุกัญชาดูเสมือนเป็นของผู้โดยสารที่ไม่ทราบเรื่อง
บทเรียน: ใบรับกระเป๋าที่มีชื่อของคุณ ไม่ได้พิสูจน์ด้วยตัวมันเองว่าคุณเป็นผู้จัดกระเป๋า หรือเป็นเจ้าของสิ่งของภายในทั้งหมด แต่หากเกิดเหตุ ต้องรีบให้ข้อมูลและหลักฐานแก่เจ้าหน้าที่เพื่อแสดงข้อเท็จจริง

คดีที่ 3: กระเป๋าบรรจุกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมที่สนามบินโตรอนโต แคนาดา รายงานข่าวปี 2026 รายงานของ Global News ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตรวจพบกัญชาประมาณ 66 กิโลกรัมในกระเป๋าของผู้โดยสารชาวเยอรมันสองคนที่กำลังจะเดินทางไปเยอรมนี แต่ผู้โดยสารทั้งสองปฏิเสธว่าเป็นเจ้าของกระเป๋า และผลสอบสวนชี้ว่าพนักงานของ Air Canada ในพื้นที่จัดการสัมภาระเป็นผู้ติดแท็กชื่อของผู้โดยสารเข้ากับกระเป๋าที่มีกัญชา ตามรายงาน ผู้โดยสารทั้งสองให้ความร่วมมือและได้รับการปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อหา ส่วนพนักงานถูกจับกุมและตั้งข้อหาที่เกี่ยวข้องกับการครอบครองเพื่อส่งออกและการสมคบคิด ทั้งนี้ การตั้งข้อหาไม่เท่ากับการพิสูจน์ความผิดถึงที่สุด
บทเรียน: หากพบสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณในกระเป๋า อย่าพยายามจัดการหรือเคลื่อนย้ายสิ่งของนั้นเอง ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที และขอให้บันทึกข้อเท็จจริงตามที่เกิดขึ้น

คดีที่ 4: เส้นทางนิวซีแลนด์: ผู้โดยสารชื่อนิโคลถูกเนรเทศและควบคุมตัว ขณะต่อเครื่องที่แวนคูเวอร์ หลังจากพบยาเมทแอมเฟตามีนต้องสงสัยมากกว่า 20 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางของเธอ เธอยืนยันว่ากระเป๋าไม่ใช่ของเธอ และในที่สุดก็ได้รับการปล่อยตัวหลังจากนั้นประมาณเจ็ดชั่วโมง ต่อมาเธอพบว่าป้ายบนกระเป๋าเดินทางที่ต้องสงสัยว่ามียาเสพติดนั้นยับยู่ยี่ ซึ่งแตกต่างจากป้ายที่เธอติดไว้เองอย่างชัดเจน ตำรวจม้าแคนาดาได้จับกุมพนักงานขนสัมภาระและพนักงานภาคพื้นดิน 6 คนที่สนามบินนานาชาติโทรอนโตเพียร์สัน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนการสลับกระเป๋าเดินทางดังกล่าว

ในปีที่ผ่านมา มีผู้โดยสารอย่างน้อย 17 คนที่เดินทางออกจากแคนาดาตกเป็นเหยื่อของแผนการนี้ จุดหมายปลายทางของเที่ยวบินที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ สาธารณรัฐโดมินิกัน นิวซีแลนด์ เยอรมนี โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และปารีส ประเทศฝรั่งเศส บางประเทศเหล่านี้มีบทลงโทษที่รุนแรงมากสำหรับความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงโทษประหารชีวิต

แล้วในประเทศไทยมีความเสี่ยงแค่ไหน?
มีข่าวและกรณีจากต่างประเทศที่ยืนยันว่าการสลับแท็กสามารถเกิดขึ้นได้จริง แต่ยังไม่ควรสรุปว่ามีขบวนการลักษณะเดียวกันแพร่หลายในสนามบินไทย หากไม่มีหลักฐานหรือรายงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากต้องการตรวจสอบข่าวที่พบในไทย ควรพิจารณาว่ามีข้อมูลยืนยันจากสายการบิน สนามบิน CAAT ตำรวจ หรือหน่วยงานศุลกากรหรือไม่ ไม่ควรอาศัยคลิปไวรัลเพียงอย่างเดียว แม้ว่า สนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมือง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมาก จึงต้องระวังเป็นพิเศษในช่วงเที่ยวบินขาเข้าที่มาถึงพร้อมกันหลายเที่ยว เพราะบริเวณสายพานจะแออัดและเป็นโอกาสของมิจฉาชีพ โดยสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) มีคำแนะนำให้ถ่ายภาพกระเป๋าและสิ่งของภายในก่อนเดินทาง รวมทั้งหลีกเลี่ยงการโหลดทรัพย์สินมีค่าไว้ในกระเป๋าที่ลงทะเบียนใต้ท้องเครื่องบิน

เมื่อพบเหตุแล้ว ต้องทำอย่างไร สิ่งที่พบ/ควรทำอย่างไร
หมายเลขแท็กไม่ตรงกับใบรับกระเป๋า
-แจ้งสายการบินทันที
แท็กดูเหมือนถูกแก้ไขหรือมีแท็กซ้อนกัน
-ถ่ายภาพและขอให้ตรวจสอบ
กระเป๋ามีสิ่งของที่ไม่ใช่ของคุณ
-อย่าเคลื่อนย้ายสิ่งของต้องสงสัย แจ้งเจ้าหน้าที่
มีคนขอให้ถือกระเป๋าข้ามด่านแทน
-ปฏิเสธและอย่ารับกระเป๋าที่ไม่ทราบที่มา
กระเป๋าถูกเปิดหรือมีร่องรอยผิดปกติ
-ถ่ายภาพและแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อบันทึกเหตุการณ์

CAAT: คำแนะนำและมาตรการเกี่ยวกับสัมภาระผู้โดยสาร Wสนามบินยกระดับความปลอดภัย!! CAAT ออกเกณฑ์ใหม่ตรวจสัมภาระโหลดใต้ท้อง เริ่ม 16 ต.ค. 69 เจ้าหน้าที่เปิดกระเป๋าได้หากพบเหตุสงสัย แนะใช้ TSA Lock ลดความเสียหายจากการตรวจค้น พร้อมบันทึกภาพ–แจ้งเจ้าของหากเปิดตรวจ”

https://thestatestimes.com/post/2026082402

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

โลกกำลังเตรียมรับมือวิกฤตอะไร? รัฐบาล 20 ประเทศ สั่งสำรองอาหาร หน่วยข่าวกรองเตือนภัยรุนแรง ภัยไซเบอร์พุ่งกระทบอินเทอร์เน็ตกว้าง ชี้ไทยควรมีแผนสำรองระดับครัวเรือนถึงระดับชาติ

สาเหตุ...การแจ้งเตือนพลเมืองให้เตรียมรับเหตุวิกฤตเป็นเวลา 3-10 วัน ของรัฐบาลกว่า 20 ประเทศ

มีรัฐบาลอย่างน้อย 17-18 ประเทศ รวมถึงสหภาพยุโรป (EU) แจ้งเตือนให้ประชาชนของตนได้ทำการสำรองอาหาร น้ำ และสิ่งของจำเป็นสำหรับเหตุฉุกเฉิน และพึ่งพาตนเองให้ได้อย่างน้อย 72 ชั่วโมง ถึง 1 สัปดาห์ ตัวอย่างเช่น:
• สหราชอาณาจักร: เปิดตัวแคมเปญ "Be Ready" เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม แนะนำให้เตรียมเสบียงอาหารและน้ำสำหรับ 3 วันเพื่อรับมือหากระบบสาธารณูปโภคหยุดชะงัก

• ญี่ปุ่น: ประกาศแผนเตรียมความพร้อมระดับชาติในวันที่ 26 ตุลาคม แนะนำให้สำรองเสบียง 3 วันถึง 1 สัปดาห์ โดยเตรียมเปิดตัวหน่วยงานจัดการภัยพิบัติใหม่ในวันที่ 2 พฤศจิกายน

• ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและเอเชีย: เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน ฟินแลนด์ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ และไต้หวัน ต่างออกคำแนะนำที่คล้ายกัน

• หมายเหตุ: ทางการแต่ละประเทศระบุว่า เป็นมาตรการ สร้างความพร้อมรับมือภัยพิบัติตามปกติ (เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยไซเบอร์ หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน) ไม่ใช่การเตือนว่ากำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่สามแต่อย่างใด

คำเตือนจากหน่วยข่าวกรองอังกฤษ (MI5) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 Sir Ken McCallum ผู้อำนวยการใหญ่ของ MI5 ได้ออกบทความเตือนเนื่องในโอกาสครบรอบเหตุการณ์ 9/11 ว่า โลกอาจต้องเผชิญกับ "ภัยคุกคามครั้งใหญ่" หรือ "ความช็อกทางยุทธศาสตร์ครั้งใหม่" ที่อาจกำลังก่อตัวขึ้นในจุดที่หน่วยข่าวกรองไม่ได้จับตามอง และรูปแบบการโจมตีทางยุทธศาสตร์ในอนาคตจะไม่เหมือนกับในอดีตอย่างแน่นอน ต่อมาในเดือนตุลาคมเขายังได้เตือนเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ผู้ก่อการร้ายอาจใช้เทคโนโลยี AI หรือโดรนในการเพิ่มศักยภาพการโจมตี

เหตุการณ์ "Black October" ในแวดวงไซเบอร์ สัปดาห์ที่ผ่านมาในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ได้นิยามช่วงเวลานี้ว่าเป็น "Black October" เนื่องจากมีการตรวจพบภัยคุกคามและช่องโหว่ร้ายแรงทางคอมพิวเตอร์พร้อมกันหลายรายการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง:
• ช่องโหว่ PHP2Shell: มีการตรวจพบช่องโหว่ร้ายแรงในภาษา PHP (ซึ่งขับเคลื่อนเว็บไซต์กว่า 70% ทั่วโลก) ทำให้แฮกเกอร์สามารถควบคุมเซิร์ฟเวอร์ได้จากระยะไกล และตรวจพบความพยายามโจมตีหลายล้านครั้งจนหน่วยงานความมั่นคงหลายประเทศและบริษัทเทคโนโลยีต้องเร่งปิดปรับปรุงระบบชั่วคราวเพื่ออัปเดตแพตช์ความปลอดภัย
• การลดกำแพงทางเทคนิคโดย AI: ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า เครื่องมือ AI ในปัจจุบันช่วยให้แฮกเกอร์ค้นหาช่องโหว่และโจมตีระบบได้รวดเร็วขึ้นแบบ 24 ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานทางอินเทอร์เน็ตในวงกว้าง

เมื่อนำข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ มาประมวลพิจารณา สรุปได้ว่า กระแสข่าวดังกล่าวเป็นการรวมกันของ การรณรงค์เตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติของหลายประเทศ, คำเตือนเชิงยุทธศาสตร์จากหน่วยข่าวกรอง และ วิกฤตช่องโหว่ทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในเดือนนี้

ประเทศไทยควรต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดวิกฤตระดับโลกก่อน แล้วจึงเริ่มเตรียมความพร้อม ควรใช้แนวทาง 72 ชั่วโมงเป็นมาตรฐานเริ่มต้น และขยายเป็น 7 วันสำหรับครัวเรือนที่มีความพร้อม
- ระดับครัวเรือน: อาหาร น้ำ ยา และอุปกรณ์ฉุกเฉิน
- ระดับชุมชน: จุดพักพิง แผนอพยพ และระบบแจ้งเตือน
- ระดับจังหวัด: แผนสำรองไฟฟ้า น้ำประปา และระบบสื่อสาร
- ระดับประเทศ: ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ไซเบอร์ และโลจิสติกส์

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“สุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่า เพราะเราต้องใช้ทั้งเวลา และความพยายามในการได้มาซึ่งสุขภาพที่ดี มันคือการลงทุนให้ตัวเอง ผลลัพธ์ที่ได้กลับมา คือการมีสุขภาพแข็งแรง แม้อายุจะมากขึ้นก็ตาม”

Longevity ในแบบพลอย เบนซ์ทองหล่อ จากกีฬาวัยเด็กสู่การลงทุนกับสุขภาพเพื่อวันข้างหน้า

 

การปลูกฝังให้เด็ก ๆ เล่นกีฬาตั้งแต่ยังเล็ก ไม่ได้เป็นเพียงการเสริมสร้างพัฒนาการทางร่างกายหรือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้าง ‘ต้นทุนทางสุขภาพ’ และ ‘ทักษะ’ ที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ ซึ่งพร้อมจะถูกหยิบขึ้นมาใช้ในวันที่พวกเขาเติบโต เช่นเดียวกับเรื่องราวของ “คุณพลอย-พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ที่ประสบการณ์การถูกบังคับให้เล่นกีฬาในวัยเด็ก ได้กลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางสุขภาพ และหล่อหลอมมุมมองในการดูแลตัวเอง เพื่อเป้าหมายของการมีชีวิตที่ยืนยาวและแข็งแรง (Longevity) ในวันนี้

 

นี่คือเรื่องราวการลงทุนเพื่อสุขภาพ ผ่านบทสัมภาษณ์ที่จะทำให้เห็นว่า สุขภาพที่ดีไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากความสม่ำเสมอและการจัดสรรเวลาให้ตัวเอง

 

จากความเบื่อหน่ายในวัยเด็ก สู่กีฬาโปรดในวัยผู้ใหญ่

 

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก ชีวิตของคุณพลอยก็เหมือนเด็กทั่วไปที่ได้ลองทำกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่เปลี่ยนวิถีชีวิตของเธอคือการถูกผลักดันให้รู้จักกับกีฬากอล์ฟ

 

“ตอนเด็ก ๆ คือเล่นหลายอย่างค่ะ ทั้งว่ายน้ำ เทนนิส คุณแม่อยากให้ลอง แต่สุดท้ายแล้วทั้งคุณพ่อคุณแม่อยากให้ตีกอล์ฟ เรียกว่าบังคับก็ได้ เพราะเราไม่ชอบเลย ความคิดตอนเด็กคือต้องเจออากาศร้อน ๆ ใช้เวลานาน ทำให้เรารู้สึกไม่ชอบและเบื่อมาก ๆ ส่วนชีวิตวัยรุ่น พลอยก็เป็นวัยรุ่นทั่วไปคนหนึ่ง เพียงแต่ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวแถมเป็นผู้หญิง พ่อกับแม่ก็ห่วงเป็นพิเศษ เวลาไปไหนจะมีพี่เลี้ยงหรือคนขับรถไปด้วยตลอด ช่วงนั้นกิจกรรมเยอะ ได้ไปทำนู่นทำนี่หลากหลาย แต่เรายังเด็ก เลยไม่ได้มองว่ามีความจำเป็นต้องออกกำลังกายให้หนัก”

 

แม้จะเริ่มต้นด้วยความไม่เต็มใจ แต่ทักษะที่ถูกปลูกฝังในวันนั้น กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบในวันนี้

.

“จากที่ไม่ชอบในตอนนั้น พอมาถึงวันนี้กอล์ฟกลายเป็นกีฬาที่ ‘ชอบมาก’ และกลับรู้สึกดีใจด้วยที่โดนบังคับตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ เพราะพอโตแล้วอยากจริงจังเรื่องนี้ เราไม่ได้เริ่มจากศูนย์ใหม่ เรามีวงสวิงติดตัวมา พอจะเล่นจริง ๆ แค่ให้โปรปรับวงนิดหน่อยก็เริ่มตีได้ ทุกวันนี้รู้สึกสนุกขึ้นมากค่ะ”

 

“การไปออกรอบก็แล้วแต่ช่วงเวลาเลย ในหนึ่งเดือนต้องพยายามไปให้ได้ ช่วงที่อินมาก ๆ ก็อาทิตย์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้าจัดเวลาไม่ได้จริง ๆ ก็ไปทุก 2 อาทิตย์ พลอยจะไปออกรอบกับเพื่อน ไปครั้งหนึ่งก็หมดไปครึ่งวันแล้ว เพราะตี 18 หลุมใช้เวลา 4-5 ชั่วโมง รวมเดินทางก็คือหมดไปทั้งวันเลย พลอยไม่ได้ตีเป็นทัวร์นาเมนต์หรือไปแข่งนะ แต่เป็นการตีเล่นกับเพื่อนเพื่อความสนุกสนานมากกว่า ถือเป็นช่วงเวลาที่ได้เจอเพื่อนและเล่นกีฬาที่ชอบด้วย”

 

จัดสรรเวลา เพื่อสร้างกล้ามเนื้อและดูแลหัวใจ

 

นอกเหนือจากกีฬากอล์ฟ การจัดสรรเวลาเพื่อดูแลสุขภาพแบบองค์รวม เป็นสิ่งที่คุณพลอยให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งเพื่อการฟื้นฟูอาการเจ็บป่วย และการสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกาย

 

“การออกกำลังกายที่พลอยจัดให้ตัวเอง มองว่าเป็นสิ่งเพื่อสุขภาพค่ะ อย่างเช่นการคาร์ดิโอให้หัวใจเต้นถึงความเร็วระดับหนึ่ง อายุขนาดนี้อาจจะต้องออกกำลังกายหัวใจด้วย แล้วก็เล่น Weight Training ควบคู่กันไปเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ เป็น 2 อย่างที่พลอยให้ความสำคัญ ใน 1 สัปดาห์ก็จะจัดสรรเวลาเพื่อให้ได้ทั้งกล้ามเนื้อและให้หัวใจทำงานด้วย”

 

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เธอหันมาใส่ใจการออกกำลังกายเชิงบำบัดอย่าง ‘พิลาทิส’ (Pilates) มาจากปัญหาสุขภาพที่รบกวนการใช้ชีวิตอย่างหนัก

 

“จุดเริ่มต้นจริง ๆ เกิดจากที่พลอยเคยมีอาการปวดคอมาก ๆ ในหนึ่งเดือนจะมีวันที่พลอยปวดคอ ปวดหัวมาก ๆ 2-3 วันเลย อาการแต่ละครั้งทำให้ใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานไม่ได้ อาเจียนตลอด ต้องนอนพักยาว ๆ เหมือนหายไปจากทุกคนเลย พออาการดีขึ้นก็กลับไปเป็นอีก วนอยู่แบบนี้ค่อนข้างนาน ก่อนหน้านี้ทำทุกอย่างที่คิดว่าจะช่วยได้ แต่มันเป็นการรักษาปลายเหตุ เช่น ไปฉีดยาแก้ปวดหรือทำกายภาพ ซึ่งสำหรับพลอยมันอาจจะดีขึ้นหน่อย แต่ไม่ได้ทำแล้วหายเลย”

 

“แต่พอมาลองพิลาทิส ยอมรับเลยว่าอาการปวดทุเลาลงไปเยอะมาก พลอยรู้สึกโชคดีที่เจอครูที่เข้าใจอาการและวิธีแก้ปัญหาของเรา ค่อย ๆ ฝึก ค่อย ๆ แก้อาการ จัดท่าทางใหม่ ถือเป็นกิจกรรมที่ช่วยบรรเทาอาการปวดและเป็นการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อด้วย พอเห็นว่าช่วยให้อาการดีขึ้นได้จริง พลอยเลยพยายามฝึกมาอย่างต่อเนื่องค่ะ”

 

แม้จะสนใจกีฬาอื่นเพิ่มเติม แต่ด้วยภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทำให้ต้องเลือกทำสิ่งที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตที่สุด

 

“เห็นว่าตอนนี้มีเทรนด์คนหันมาชอบเทนนิสกันเยอะขึ้น ตอนเด็ก ๆ เราก็เคยเรียนมาเหมือนกัน ถ้ามีโอกาสก็อยากกลับไปเล่นนะ เพราะพลอยเป็นคน Active ชอบออกกำลัง ชอบทำกิจกรรมหลายอย่าง แต่ถามว่าตอนนี้ทำได้ไหม... ทำไม่ได้แล้ว เพราะเราไม่มีเวลาแล้วจริง ๆ (หัวเราะ) เนื่องด้วยภารกิจเรื่องงานต่าง ๆ ที่ต้องคอยจัดการดูแล”

 

จุดเปลี่ยนเรื่องอาหารการกิน

 

เรื่องของอาหารการกินก็เป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ คุณพลอยมีจุดเปลี่ยนจากคนที่กินทุกอย่าง สู่การเป็นคนที่รู้จักเลือก เพื่อดูแลรูปร่างและสุขภาพระยะยาว

 

“ตอนเด็กกินปกติ ไม่ได้ระวังอะไรเป็นพิเศษค่ะ พลอยกินได้ทุกอย่างและหลากหลาย ทั้งอาหารญี่ปุ่น อาหารฝรั่ง อาหารไทย จนตอนไปเรียนที่ต่างประเทศ ตอนนั้นตัวใหญ่มาก เพราะอาหารที่เสิร์ฟมาจานใหญ่มาก เราอยู่ไปเรื่อย ๆ ก็ค่อย ๆ กินเยอะขึ้น กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนพ่อกับแม่ไปเยี่ยม ตอนนั้นตัวบวมเลย พอหลังจากนั้นเลยเป็นจุดเปลี่ยนให้เริ่มหันมาสนใจตัวเอง ระวังเรื่องอาหารเพื่อรักษาหุ่น แล้วมันก็ค่อย ๆ ต่อเนื่องมาสู่การดูแลสุขภาพ”

 

กฎเหล็กในการดูแลสุขภาพของคุณพลอย คือการบอกลาความหวาน และหันมาโฟกัสสารอาหารที่จำเป็น

 

“ตอนนี้จะหลีกเลี่ยงพวกน้ำตาลเป็นหลักค่ะ ช่วงหนึ่งเคยติดน้ำอัดลมมาก ตื่นเช้ามาต้องดื่มก่อนเลย แต่พออยากผอมก็เริ่มหาข้อมูล พบว่า ‘น้ำตาล’ เป็นอย่างแรกที่ต้องลด จากนั้นพลอยก็ตัดเลย ไม่ดื่มน้ำอัดลม แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนพฤติกรรมจนเป็นนิสัย กินทุกอย่างจืดหมด กาแฟดำไม่ใส่น้ำตาล ชาเขียวก็สั่งแบบหวานศูนย์ ทำจนชินและรู้สึกว่ารสชาติแบบนี้อร่อย บางทีคนรอบข้างมาชิมก็ร้อง ‘โอ้โห ไม่หวานเลยเหรอ’ แต่เราทำมานานมากจนชินกับรสชาติไม่มีน้ำตาลไปแล้ว”

.

“ส่วนอาหารที่เลือก ด้วยอายุที่เยอะขึ้น หมอที่ดูแลสุขภาพก็บอกว่าสิ่งที่สำคัญคือ ‘โปรตีน’ พลอยเลยให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก แต่พลอยไม่ได้ทำอาหารนะ เราก็เน้นอะไรง่าย ๆ ที่หาได้ในแต่ละวัน เช่น ไข่ต้ม หรือพวกเครื่องดื่มต่าง ๆ พลอยไม่ได้เข้มงวดว่าต้องเป็นอาหารจากบ้านเท่านั้น ถ้าจำเป็นจริง ๆ ฟาสต์ฟู้ดก็ได้ พื้นฐานเรากินได้หมด เพียงแต่ใช้วิธีเลือกและกำหนดลิมิตเอา เช่น อยากกินเค้กก็กิน แต่เราอาจจะชิมแค่ 1-2 คำ ไม่ถึงขั้นกินคนเดียวหนึ่งชิ้น ถือคติอยากกินก็กิน ไม่ต้องบังคับตัวเองขนาดนั้น”

 

“ส่วนรูปร่างปัจจุบันก็พอใจไปตามอายุค่ะ เวลาตรวจสุขภาพก็ไม่ได้มีอะไรที่หนักใจ ทั้งคอเลสเตอรอลและน้ำตาล รู้สึกว่านี่คงเป็นผลจากสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด”

 

การลงทุนเพื่อสุขภาพ... สุขภาพดีคือสมบัติล้ำค่า

 

ประสบการณ์ทั้งหมดหล่อหลอมให้ผู้บริหารแห่งเบนซ์ทองหล่อตกผลึกถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่าสุขภาพดี ซึ่งมีค่ามากกว่าแค่รูปลักษณ์ภายนอก

 

“พลอยรู้สึกว่ายิ่งอายุเยอะขึ้น อาการป่วยหรือโรคต่าง ๆ มันมาง่ายและมาเร็วมาก เพราะฉะนั้นทำยังไงก็ได้ไม่ให้เราไปถึงจุดนั้น รู้สึกว่าสิ่งที่เราลงทุนไป ทั้งเวลา การออกกำลังกาย การปรับเรื่องกิน มันเหมือนลงทุนให้ตัวเอง เพราะเราทำก็คือเราได้ พลอยไม่ได้มองว่าจะทำเพื่อหุ่นดีแล้ว แต่ทำเพื่อสุขภาพมากกว่า เพราะเราไม่อยากแก่ ไม่อยากป่วย ไม่อยากเป็นภาระใครด้วย”

 

“จริง ๆ เรื่องสุขภาพเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับพลอยมาก เพราะต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามในการได้มา ถ้าคนมีมุมมองและให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ พลอยว่าการได้มีเวลาดูแลตัวเอง เป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ เลยนะคะ เพราะผลลัพธ์ที่ได้กลับมา จะทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง แม้ว่าอายุจะมากขึ้นก็ตามค่ะ”

 

เรื่องราวของคุณพลอยสะท้อนให้เห็นว่า เป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีและชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ไม่ได้ต้องการความสมบูรณ์แบบที่เคร่งเครียด แต่เริ่มต้นจากการปรับพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ทั้งการเลือกกินและการขยับร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการลงทุนกับสุขภาพตัวเองตั้งแต่วันนี้ คือการสร้างต้นทุนชีวิตที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับวันข้างหน้า

เปิดตำนาน “ซิโก้” แข้งไทยผู้ทลายกำแพงอคติ จากซูเปอร์สตาร์เบอร์หนึ่งในบ้านเกิด สู่ฮีโร่ขวัญใจเวียดนาม ไอคอนลูกหนังสองแผ่นดิน

ซิโก้ ยอดตำนานสองแผ่นดิน ผู้เป็นสะพานเชื่อมไทย และ เวียดนาม

ในโลกของลูกหนัง คำว่า คู่ปรับ มักมาพร้อมกับกำแพงความเกลียดชัง และศักดิ์ศรีที่ยอมกันไม่ได้ ยิ่งในเวทีฟุตบอลอาเซียนระหว่าง ไทย กับ เวียดนาม ด้วยแล้ว กำแพงนั้นยิ่งสูงชันจนแทบมองไม่เห็นอีกฝั่ง จนมีวลีที่ว่า “แพ้ใครก็แพ้ได้ แต่ห้ามแพ้คู่แค้นร่วมภูมิภาคเด็ดขาด”

ท่ามกลางบรรยากาศอันดุเดือดจากอดีตจนถึงปัจจุบัน กลับมีชายไทยคนหนึ่งตัดสินใจก้าวข้ามกำแพงแห่งความขัดแย้งนั้นไป เขาไม่ได้เดินข้ามไปด้วยความก้าวร้าว ไม่ได้ใช้อำนาจทางการเมือง หรือแม้แต่เงินตรา

แต่ข้ามไปพร้อมกับ รอยยิ้ม และ ฝีเท้าอันยอดเยี่ยม จนกลายเป็นไอคอน และได้รับการยกย่องจากชาวเวียดนามราวกับเขาเป็นลูกชายของแผ่นดิน ชายคนนั้นคือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง

ปรากฏการณ์ Zico Fever

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 ถึงต้นปี 2000 ฟุตบอลเวียดนาม กำลังอยู่ในช่วงตั้งไข่สร้างลีกอาชีพที่เรารู้จักกันในชื่อ “วีลีก” โครงสร้างสโมสรในยุคนั้นยังเป็นเพียงทีมท้องถิ่น พวกเขากำลังโหยหาจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ที่จะมายกระดับ

ขณะที่ ฝั่งไทย เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ซึ่งเป็นศูนย์หน้าหมายเลขหนึ่ง เป็นกัปตันทีมชาติไทย และเป็นซูเปอร์สตาร์ขวัญใจคนทั้งประเทศ กำลังอยู่ในช่วงพีคที่สุดของชีวิตการค้าแข้งถึงขนาดได้เซ็นสัญญาไปร่วมทีม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ทาวน์ ในศึก ดิวิชัน 1 เดิมของอังกฤษ

แม้ไม่ประสบความสำเร็จกับในเมืองผู้ดี แต่ความพลิกผันระดับประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นในปี 2002 เมื่อสโมสรเศรษฐีใหม่อย่าง ฮอง อันห์ ยาลาย ภายใต้การนำของ ด่วน เหงียน ดึ๊ก เจ้าพ่อแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ และเกษตรกรรมเวียดนาม ได้ทุ่มเงินมหาศาลดึงตัว ซิโก้ ไปร่วมทีม

ในเวลานั้น สื่อมวลชน และแฟนบอลไทยต่างตั้งคำถามครั้งใหญ่ว่า เหตุใดดาวยิงอันดับหนึ่งของประเทศถึงเลือกไปเล่นในลีกที่มาตรฐานยังเป็นรอง ? นี่เป็นการตัดสินใจที่เสี่ยงต่อชื่อเสียงหรือไม่ ?

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น คือ สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด ซิโก้ ไม่ได้แค่ย้ายไปรับค่าเหนื่อยก้อนโต และเล่นให้ครบตามสัญญา แต่เขาระเบิดฟอร์มถล่มประตูเป็นว่าเล่น พา ฮองอันห์ ยาลาย ผงาดคว้าแชมป์วีลีก 2 สมัยซ้อนในปี 2003 และ 2004

ภาพแฟนบอลชาวเวียดนามหลายหมื่นคนพากันหลั่งไหลเข้าสนามจนแตกทะลัก เพียงเพื่อมาชมฝีเท้าของนักเตะไทย กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สื่อเวียดนามขนานนามว่า Zico Fever ที่ระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง

เด็กๆ สวมเสื้อหมายเลข 13 ของเขา ผู้คนพูดถึงแต่ชื่อเขา นั่นคือวินาทีแรกที่กำแพงแห่งความเกลียดชังระหว่างชาติ ถูกพังทลายลงด้วยลูกฟุตบอลที่ส่งไปซุกก้นตาข่าย

มากกว่าฝีเท้า คือ หัวใจ และการยอมรับในความเป็นมนุษย์

หากฝีเท้าบนสนาม คือ เหตุผลเดียว ซิโก้ คงเป็นได้เพียงแข้งต่างชาติราคาแพงที่แฟนบอลเวียดนามชื่นชมแล้วลืมไป แต่สิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นตำนานที่ยังมีลมหายใจในหัวใจของคนเวียดนาม คือ ความเป็นมืออาชีพ ทัศนคติ และความถ่อมตน

ในยุคที่กระแสความขัดแย้งระหว่างแฟนบอลสองชาติยังคุกรุ่น นักเตะต่างชาติหลายคนอาจเลือกวางตัวเป็นซูเปอร์สตาร์ หรือรักษาระยะห่าง แต่ ซิโก้ กลับเลือกทางตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง

ซิโก้ ใช้เวลาว่างศึกษาภาษาเวียดนามอย่างจริงจัง เขาไม่ได้เรียนรู้แค่ศัพท์ฟุตบอล แต่พยายามสื่อสารกับเพื่อนร่วมทีม สื่อมวลชน และแฟนบอลด้วยภาษาเวียดนาม

ความพยายามนี้ทำให้คนเวียดนามสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ว่าชายคนนี้ไม่ได้มองพวกเขาเป็นแค่ที่สร้างรายได้ แต่มองด้วยความเคารพ และให้เกียรติอย่างแท้จริง

ไม่ว่าเขาจะยิงประตูได้มากมาย หรือถูกแฟนบอลฝั่งตรงข้ามกดดันด้วยเสียงโห่ในการเป็นทีมเยือน ซิโก้ มักจะรับมือด้วยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ ความใจเย็น และความสุภาพอ่อนน้อม

สมัยที่ ซิโก้ อาศัยอยู่ในเมืองเพลย์กู ซึ่งเป็นที่ตั้งของ ฮองอันห์ ยาลาย ยุคนั้นเมืองท่ามกลางหุบเขาแห่งนี้ยังคงมีความยากลำบาก แต่เขาใช้ชีวิตราวกับชาวบ้านคนหนึ่ง กินอาหารท้องถิ่น และทำตัวติดดิน จนทำให้ชาวเวียดนามรู้สึกว่า เขาไม่ใช่นักเตะแปลกหน้าจากชาติคู่แข่งอีกต่อไป

สะพานเชื่อมสองแผ่นดิน

เวลาผ่านไปนับสิบปี ซิโก้ แขวนสตั๊ด ผันตัวมาเป็นกุนซือ พาทีมชาติไทยชุดใหญ่ก้าวสู่ยุคทองด้วยสไตล์ “Tiki-Taka” คว้าแชมป์มากมาย

แต่เส้นทางชีวิตของเขาก็ยังคงผูกพันกับแผ่นดินเวียดนามอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการกลับไปรับงานคุมทัพ ฮองอันห์ ยาลาย หรือการขยับไปคุมทีม กงอัน ฮานอย ในเวลาต่อมา

สิ่งที่น่าอัศจรรย์ก็คือ ไม่ว่า ซิโก้ จะสวมเสื้อของทีมไหน หรือยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามในฐานะโค้ชคู่แข่ง ปฏิกิริยาของแฟนบอลเวียดนามที่มีต่อเขาก็ไม่เคยเปลี่ยน ทุกครั้งที่เขาก้าวลงสู่สนาม เสียงปรบมือและเสียงตะโกนเรียกชื่อ “ซิโก้! ซิโก้!” จะดังกระหึ่มทันที

เมื่อเรามองย้อนกลับไปในเส้นทางชีวิตของ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง มรดกที่เขาทิ้งไว้บนแผ่นดินเวียดนามไม่ได้มีเพียงถ้วยรางวัล หรือสถิติการยิงประตูที่ยากจะทำลาย

แต่มันคือ บทเรียนเรื่องการใช้ชีวิต และการเชื่อมโยงผู้คนสองประเทศเข้าด้วยกัน

ชายคนนี้แสดงให้เห็นว่า กำแพงแห่งอคติ ความชาตินิยม หรือความเคียดแค้นในกีฬาสามารถทลายลงได้ หากเราเริ่มต้นด้วยความเข้าใจ การให้เกียรติวัฒนธรรมของผู้อื่น และการปฏิบัติต่อกันด้วยความจริงใจที่มนุษย์คนหนึ่งพึงมี

เรื่อง : Che GuevarA

รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพล!! เปิดประชุมสุดยอด รัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 รวม 48 ชาติ กระชับพันธมิตรการค้า–พลังงาน–ความมั่นคง ผลักดันยุทธศาสตร์สู่โลกหลายขั้ว ยกระดับบทบาทในภูมิภาคซาเฮล

“รัสเซีย–แอฟริกา ยุทธศาสตร์ขยายอิทธิพลของมอสโกผ่านการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3”

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา (Russia–Africa Summit) ครั้งที่ 3 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 ณ กรุงมอสโก สหพันธรัฐรัสเซีย ถือเป็นเวทีสำคัญในการขยายความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกา ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจและความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกจากสงครามยูเครน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 นายยูรี อูชาคอฟ (Yury Ushakov) ผู้ช่วยประธานาธิบดีรัสเซียด้านนโยบายต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วมการประชุม โดย 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐเข้าร่วม ขณะที่ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน มีกำหนดพบหารือกับประธานาธิบดีเอวาริสต์ เอ็นดายิชิมิเย (Évariste Ndayishimiye) แห่งบุรุนดี ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกา (African Union: AU) ในวันที่ 29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 การประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการติดตามผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 และกำหนดทิศทางความร่วมมือระยะต่อไป โดยครอบคลุมการค้า การลงทุน ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศกลุ่ม Global South และผลักดันแนวคิดระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ (Multipolar World Order) ขณะเดียวกัน การลดบทบาทของฝรั่งเศสในภูมิภาคซาเฮล โดยเฉพาะการเปลี่ยนทิศทางนโยบายต่างประเทศของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ ได้เปิดโอกาสให้รัสเซียเพิ่มบทบาททางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตกมากขึ้น

พัฒนาการความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาผ่านการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา

ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับประเทศในทวีปแอฟริกามีรากฐานมาตั้งแต่ยุคสหภาพโซเวียต โดยเฉพาะการสนับสนุนขบวนการเรียกร้องเอกราชจากอาณานิคม การให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และความร่วมมือทางทหาร ภายหลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียตใน ค.ศ. 1991 บทบาทของรัสเซียในทวีปแอฟริกาลดลง ก่อนที่รัฐบาลประธานาธิบดีปูตินจะเริ่มฟื้นฟูความสัมพันธ์อย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้งกรอบความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา โดยมีการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา มาแล้วทั้งสิ้น 3 ครั้ง ดังนี้

1) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 ณ เมืองโซชี ค.ศ. 2019

การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 1 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23–24 ตุลาคม ค.ศ. 2019 ณ เมืองโซชี โดยมีประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีอับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซีซี แห่งอียิปต์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานสหภาพแอฟริกาในขณะนั้น ทำหน้าที่ประธานร่วม การประชุมมีผู้นำแอฟริกาเข้าร่วมประมาณ 43 ประเทศ และมุ่งวางรากฐานความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน พลังงาน เกษตรกรรม การศึกษา และความมั่นคง ผลการประชุมสำคัญคือการรับรองปฏิญญาโซชี ซึ่งกำหนดแนวทางพัฒนาความร่วมมือระหว่างรัสเซียกับแอฟริกา โดยเน้นหลักความเสมอภาค การเคารพอธิปไตย และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมครั้งแรกสะท้อนความพยายามของรัสเซียในการฟื้นฟูบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจในทวีปแอฟริกา พร้อมสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองในระบบระหว่างประเทศ

2) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 ณ นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ค.ศ. 2023

การประชุมครั้งที่ 2 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–28 กรกฎาคม ค.ศ. 2023 ท่ามกลางสงครามรัสเซีย–ยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากชาติตะวันตก แม้มีคณะผู้แทนจากประเทศแอฟริกาเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง แต่จำนวนผู้นำระดับประมุขแห่งรัฐที่เข้าร่วมลดลงเหลือ 17 ประเทศ สะท้อนความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแอฟริกากับรัสเซียในช่วงสงคราม ผลการประชุมสำคัญ ได้แก่ การรับรองปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการความร่วมมือรัสเซีย–แอฟริกา ค.ศ. 2023–2026 ครอบคลุมประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง พลังงาน เทคโนโลยี และการต่อต้านการก่อการร้าย นอกจากนี้ รัสเซียยังใช้เวทีดังกล่าวส่งเสริมบทบาทด้านความมั่นคงทางอาหาร โดยประธานาธิบดีปูตินประกาศจัดส่งธัญพืชให้ประเทศแอฟริกาบางแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ท่ามกลางความกังวลด้านราคาสินค้าเกษตรและผลกระทบจากสงครามยูเครน

3) การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ค.ศ. 2026

การประชุมครั้งที่ 3 มีเป้าหมายต่อยอดความร่วมมือจากสองครั้งที่ผ่านมา โดยมีประเทศแอฟริกา 48 ประเทศยืนยันเข้าร่วม และ 22 ประเทศจะมีผู้แทนระดับประมุขแห่งรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการประชุมครั้งที่ 2 วาระสำคัญของการประชุมประกอบด้วยการขยายความร่วมมือทางการค้าและการลงทุน การพัฒนาอุตสาหกรรม พลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมคาดว่าจะพิจารณาปฏิญญาร่วมและแผนปฏิบัติการฉบับใหม่สำหรับ ค.ศ. 2027–2029 เพื่อกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ในระยะต่อไป การประชุมครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อการประเมินว่ารัสเซียสามารถเปลี่ยนความร่วมมือทางการทูตไปสู่ผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใด

ท่าทีและจุดยืนของรัสเซียต่อการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3

รัฐบาลรัสเซียให้ความสำคัญกับความร่วมมือกับประเทศแอฟริกาในฐานะส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การขยายความสัมพันธ์กับประเทศนอกกลุ่มตะวันตก และการสร้างระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินมีแนวทางสนับสนุนให้ประเทศแอฟริกามีบทบาทเพิ่มขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะองค์การสหประชาชาติ และยืนยันหลักการเคารพอธิปไตย ความเสมอภาคระหว่างรัฐ และการไม่แทรกแซงกิจการภายใน ในด้านเศรษฐกิจ รัสเซียมุ่งขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร พลังงาน และเทคโนโลยี รวมถึงเพิ่มความร่วมมือด้านการลงทุนและอุตสาหกรรม เพื่อกระจายความเสี่ยงจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจที่เกิดจากมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ขณะเดียวกัน รัสเซียยังให้ความสำคัญกับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการต่อต้านการก่อการร้าย การฝึกอบรมกำลังพล และการจัดหายุทโธปกรณ์ให้แก่ประเทศคู่ร่วมมือ ในเชิงยุทธศาสตร์ ความร่วมมือดังกล่าวช่วยให้รัสเซียขยายบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสและประเทศตะวันตกเคยมีอิทธิพลสูง โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและโครงสร้างความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ

บูร์กินาฟาโซกับการต่อต้านอิทธิพลฝรั่งเศสและการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในแอฟริกาตะวันตก

บูร์กินาฟาโซถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะการลดบทบาทของฝรั่งเศสและการขยายความร่วมมือกับรัสเซีย ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 2022 ร้อยเอกอิบราฮิม ตราโอเร (Ibrahim Traoré) ขึ้นสู่อำนาจและดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับอธิปไตย การพึ่งพาตนเอง และการลดอิทธิพลของอดีตเจ้าอาณานิคม รัฐบาลตราโอเรวิพากษ์วิจารณ์ว่าความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายและความไม่มั่นคงภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเริ่มปรับความสัมพันธ์ด้านการทหารและการต่างประเทศ

ในเดือนมกราคม ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซประกาศยุติข้อตกลงด้านการทหารกับฝรั่งเศส ซึ่งมีผลให้ทหารหน่วยรบพิเศษฝรั่งเศสประมาณ 400 นายต้องถอนกำลังออกจากประเทศ การถอนกำลังดังกล่าวเสร็จสิ้นในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 2023 และถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสต่อต้านฝรั่งเศสในหมู่ประชาชนบางส่วน ซึ่งมองว่าการปรากฏตัวของกองกำลังฝรั่งเศสไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ความมั่นคงดีขึ้นตามที่คาดหวัง อย่างไรก็ตาม กระแสต่อต้านฝรั่งเศสไม่ได้หมายความว่าประชาชนบูร์กินาฟาโซทั้งหมดมีจุดยืนเดียวกัน และความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยภายในประเทศและภูมิภาคอีกหลายประการ

ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลทหารบูร์กินาฟาโซกับชาติตะวันตกขยายไปสู่ความสัมพันธ์กับประชาคมเศรษฐกิจแห่งรัฐแอฟริกาตะวันตก (Economic Community of West African States: ECOWAS) รัฐบาลทหารของบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ กล่าวหาว่า ECOWAS ดำเนินนโยบายภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสและชาติตะวันตก โดยเฉพาะการใช้มาตรการคว่ำบาตรและแรงกดดันทางการเมืองต่อรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นภายหลังการรัฐประหารในไนเจอร์เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ซึ่ง ECOWAS พิจารณามาตรการกดดัน รวมถึงความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหารเพื่อฟื้นฟูระเบียบรัฐธรรมนูญ ต่อมาในวันที่ 16 กันยายน ค.ศ. 2023 บูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์ร่วมกันจัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล (Alliance of Sahel States: AES) ภายใต้กฎบัตรลิปตาโก–กูร์มา (Liptako-Gourma Charter) เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงร่วมกัน พันธมิตรดังกล่าวกำหนดหลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หากประเทศสมาชิกถูกโจมตีหรือเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่ออธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ในวันที่ 28 มกราคม ค.ศ. 2024 ทั้งสามประเทศประกาศถอนตัวจาก ECOWAS ก่อนยกระดับ AES เป็นสมาพันธรัฐเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 2024 การถอนตัวจาก ECOWAS มีผลอย่างเป็นทางการในวันที่ 29 มกราคม ค.ศ. 2025 ซึ่งถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือทางการเมืองและความมั่นคงในแอฟริกาตะวันตก อย่างไรก็ตาม ECOWAS ยังคงเปิดช่องทางการเจรจากับทั้งสามประเทศ และอนุญาตให้ประชาชนและภาคธุรกิจได้รับสิทธิประโยชน์บางประการด้านการเดินทางและการค้าต่อไปในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจของภูมิภาค ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาว่า ECOWAS อยู่ภายใต้การควบคุมของฝรั่งเศสเป็นจุดยืนของรัฐบาลทหารทั้งสามประเทศ มิใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันว่าองค์กรดังกล่าวถูกควบคุมโดยรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรง

หลังการลดความสัมพันธ์กับฝรั่งเศส บูร์กินาฟาโซเริ่มกระชับความร่วมมือกับรัสเซียอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาเศรษฐกิจ ในการประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 2023 ประธานาธิบดีตราโอเรได้พบหารือกับประธานาธิบดีปูติน และแสดงความสนใจขยายความร่วมมือทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ต่อมาเมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 2025 ผู้นำทั้งสองประเทศพบหารือกันที่กรุงมอสโก โดยฝ่ายรัสเซียยืนยันความพร้อมสนับสนุนบูร์กินาฟาโซในการต่อต้านการก่อการร้ายและเสริมสร้างขีดความสามารถของกองกำลังความมั่นคง ความร่วมมือดังกล่าวขยายไปสู่ระดับภูมิภาค โดยรัสเซียเพิ่มความสัมพันธ์กับสมาชิก AES ทั้งสามประเทศ ผ่านการสนับสนุนด้านการทหารและเทคนิค รวมถึงการพัฒนาบุคลากรด้านความมั่นคงอย่างไรก็ตาม การขยายบทบาทของรัสเซียยังไม่ได้ส่งผลให้ปัญหาการก่อการร้ายในภูมิภาคซาเฮลยุติลง เนื่องจากบูร์กินาฟาโซและประเทศเพื่อนบ้านยังคงเผชิญการโจมตีของกลุ่มติดอาวุธและความไม่มั่นคงภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง

สำหรับการประชุมสุดยอดครั้งที่ 3 บูร์กินาฟาโซส่งนายริมตาลบา ฌอง เอ็มมานูเอล อูเอดราโอโก (Rimtalba Jean Emmanuel Ouédraogo) นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมในฐานะผู้แทนประธานาธิบดีอิบราฮิม ตราโอเร โดยเดินทางออกจากกรุงวากาดูกูเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ. 2026 รัฐบาลบูร์กินาฟาโซระบุว่า การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้มีเป้าหมายขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรม การแปรรูปทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะเยาวชน ควบคู่กับการกระชับความร่วมมือด้านความมั่นคง การเข้าร่วมประชุมดังกล่าวสะท้อนว่า บูร์กินาฟาโซไม่ได้มุ่งพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียเฉพาะด้านการทหารเท่านั้น แต่ยังต้องการใช้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนนโยบายพึ่งพาตนเองและลดการพึ่งพาต่างประเทศ ในเชิงยุทธศาสตร์ บูร์กินาฟาโซจึงเป็นตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์กับมหาอำนาจเป็นส่วนหนึ่งของการปรับทิศทางนโยบายต่างประเทศและการสร้างกลไกความมั่นคงทางเลือก

การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างบูร์กินาฟาโซกับฝรั่งเศสไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ปรากฏในประเทศมาลีและไนเจอร์ ซึ่งต่างลดความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศสและเพิ่มความสัมพันธ์กับรัสเซียในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสทยอยถอนกำลังทหารออกจากหลายประเทศในภูมิภาคซาเฮล ขณะที่รัฐบาลทหารบางประเทศหันไปพัฒนาความร่วมมือกับรัสเซียมากขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีความซับซ้อน โดยรัสเซียพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ซึ่งเดิมอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศส ผ่านความร่วมมือด้านการทหาร การฝึกอบรม การจัดหาอาวุธ และความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ควรถูกตีความว่าแอฟริกาตะวันตกทั้งหมดได้เปลี่ยนไปอยู่ภายใต้อิทธิพลของรัสเซีย เนื่องจากหลายประเทศยังรักษาความร่วมมือกับฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา จีน และประเทศอื่น ๆ ควบคู่กัน ขณะเดียวกัน การถอนตัวของสมาชิก AES ออกจาก ECOWAS อาจก่อให้เกิดข้อจำกัดในการประสานงานด้านการค้า การเคลื่อนย้ายประชาชน และการต่อต้านการก่อการร้ายข้ามพรมแดน ซึ่งยังต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค

พัฒนาการของความสัมพันธ์รัสเซีย–แอฟริกาและกรณีบูร์กินาฟาโซสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสามมิติ

ประการแรก การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจกำลังขยายเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาอย่างชัดเจน รัสเซียพยายามขยายเครือข่ายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกาเพื่อเพิ่มบทบาททางการเมืองและเศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศแอฟริกาหลายแห่งใช้การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจเป็นโอกาสในการเพิ่มทางเลือกด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ

ประการที่สอง ความร่วมมือทางทหารและความมั่นคงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ กรณีบูร์กินาฟาโซ มาลี และไนเจอร์แสดงให้เห็นว่า ความช่วยเหลือด้านการทหาร การจัดหายุทโธปกรณ์ และการสนับสนุนการต่อต้านการก่อการร้ายสามารถส่งผลต่อการปรับทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้

ประการที่สาม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคอาจส่งผลต่อดุลอำนาจในระยะยาว การจัดตั้ง AES และการถอนตัวจาก ECOWAS เป็นตัวอย่างของความพยายามสร้างกลไกความร่วมมือทางเลือกที่เน้นอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิก แต่ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดข้อท้าทายด้านการบูรณาการทางเศรษฐกิจและความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับรัสเซีย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศที่ต้องการลดการพึ่งพาฝรั่งเศสและชาติตะวันตก แต่ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการตอบสนองความต้องการด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศคู่ร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม

สถานการณ์ดังกล่าวเป็นกรณีศึกษาที่ประเทศไทยควรติดตาม เนื่องจากสะท้อนการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์และการใช้ความร่วมมือด้านความมั่นคงเป็นเครื่องมือขยายอิทธิพลระหว่างประเทศ ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การขยายความร่วมมือทางทหารระหว่างรัสเซียกับประเทศแอฟริกา การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงระหว่างประเทศในภูมิภาคซาเฮล และบทบาทของกลไกความมั่นคงทางเลือกอย่าง AES นอกจากนี้ ควรศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่อการจัดหาอาวุธ การฝึกกำลังพล และการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ตลอดจนแนวโน้มที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กจะใช้ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่ายเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ

สรุป การประชุมสุดยอดรัสเซีย–แอฟริกา ครั้งที่ 3 ณ กรุงมอสโก ระหว่างวันที่ 28–29 ตุลาคม ค.ศ. 2026 สะท้อนยุทธศาสตร์ของรัสเซียในการขยายความสัมพันธ์กับประเทศแอฟริกา เพื่อเพิ่มบทบาททางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในเวทีระหว่างประเทศ ควบคู่กับการผลักดันระเบียบโลกหลายขั้วอำนาจและการลดการพึ่งพาความสัมพันธ์กับชาติตะวันตก กรณีบูร์กินาฟาโซเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจในภูมิภาคแอฟริกาตะวันตก โดยรัฐบาลภายใต้การนำของอิบราฮิม ตราโอเรดำเนินนโยบายลดอิทธิพลฝรั่งเศส ยุติความร่วมมือทางทหารกับฝรั่งเศส และร่วมกับมาลีและไนเจอร์จัดตั้งพันธมิตรรัฐซาเฮล ก่อนถอนตัวจาก ECOWAS อย่างเป็นทางการในเดือนมกราคม ค.ศ. 2025 ขณะเดียวกัน รัสเซียได้ใช้โอกาสดังกล่าวขยายความร่วมมือด้านการทหาร เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีกับประเทศสมาชิก AES ซึ่งสะท้อนความพยายามเพิ่มบทบาทในพื้นที่ที่ฝรั่งเศสเคยมีอิทธิพลสูง ในเชิงยุทธศาสตร์ การประชุมรัสเซีย–แอฟริกาครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการแข่งขันของมหาอำนาจในทวีปแอฟริกา โดยเฉพาะภูมิภาคซาเฮล ซึ่งกำลังเกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจและกลไกความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของรัสเซียในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการดำเนินข้อตกลงให้เกิดผลจริง และการตอบสนองต่อความต้องการของประเทศแอฟริกา ซึ่งมีผลประโยชน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงแตกต่างกัน สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นประเด็นที่ควรติดตาม เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ การปรับดุลความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการกำหนดทิศทางนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ปฏิวัติสำเร็จ แต่ประชาชนยังอดอยาก!! ฝรั่งเศสสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว ความขัดแย้งลามงตาญ-ฌีรงแด็งรุนแรง นองเลือดในชื่อ “ความบริสุทธิ์” สิ้นสุดด้วยคราบน้ำตาของพลังอำนาจ

ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวของฝรั่งเศส หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ที่ไม่ได้แก้อะไรให้กับชาติของตนเอง เรื่องราวที่นักการเมืองสายปฏิวัติมักไม่ค่อยเล่า

ภาพเหตุจลาจลเพื่อประท้วงรัฐบาลฝรั่งเศสเมื่อไม่นานมานี้ ทำให้นึกไปถึงการปฏิวัติฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1789 ครั้งนั้นประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อแก้ไขวิกฤติความอดอยาก จนเกิดเป็นการปฏิวัติซึ่งดูแล้วเหมือนจะดี แต่พอปฏิวัติจบกลับย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมด้วยความกลัว ความกดดัน และวิกฤตการณ์ที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม นำพาฝรั่งเศสเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัว (Reign of Terror) ที่นองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ระหว่างเดือนกันยายน ค.ศ. 1793 ถึงกรกฎาคม ค.ศ. 1794 อันมีสาเหตุหลัก ๆ ที่พอเล่าให้ฟังได้อย่างนี้

ฝรั่งเศสกับสงครามรอบทิศ : หลังจากฝรั่งเศสปฏิวัติ และประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 บรรดามหาอำนาจรอบข้างที่ยังคงมีระบอบกษัตริย์ เช่น ออสเตรีย ปรัสเซีย อังกฤษ และสเปน ได้รวมกันเป็นพันธมิตรบุกฝรั่งเศส หวังจะปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ และฟื้นฟูระบอบกษัตริย์ ซึ่งฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำในสงครามหลายครั้ง จนตื่นตระหนกว่าศัตรูจะบุกถึงกรุงปารีส ทำให้ฝ่ายปฏิวัติซึ่งเชื่อว่า "หากไม่ใช้วิธีรุนแรงเด็ดขาด ฝรั่งเศสจะแพ้สงคราม และการปฏิวัติจะล่มสลาย" จึงได้เกณฑ์ทหารอย่างบ้าคลั่งเพื่อสร้าง "กองทัพพลเมือง" ที่ต่อมากลายเป็นหอกทิ่มแทงตนเองต่อเนื่องไปอีกกว่า 20 ปี

สงครามกลางเมือง และการกบฏภายใน : ประชาชนชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นด้วยกับการปฏิวัติทั้งหมด จึงเกิดกบฏลุกฮือขึ้นต่อต้านรัฐบาลปฏิวัติในหลายภูมิภาค อาทิ แคว้นว็องเด (Vendée) เมืองลียง (Lyon) นำโดยกลุ่มผู้นิยมกษัตริย์ และประชาชนที่ไม่พอใจการเกณฑ์ทหาร อีกสาเหตุสำคัญคือ ความขัดแย้งของฝ่ายปฏิวัติในสภา ระหว่างกลุ่มฌีรงแด็ง (Girondins) ซึ่งเดินสายกลาง และกลุ่มลามงตาญ (La Montagne ) ซึ่งเป็นกลุ่มสุดขั้ว จนนำไปสู่การจับกุม และประหารชีวิตนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างมากมาย

วิกฤตเศรษฐกิจ และปากท้อง : สงครามทำให้เศรษฐกิจพัง เกิดปัญหาเงินเฟ้อรุนแรง เงินกระดาษ (Assignats) ไร้ค่า ข้าวปลาอาหารขาดแคลน เกิดการกักตุนสินค้า กลุ่มประชาชนรากหญ้าในปารีส (Sans-culottes) กดดันให้รัฐบาลใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดเพื่อลงโทษพ่อค้าที่โก่งราคา และผู้ทรยศชาติ ซึ่งเหตุแห่งการปฏิวัติค.ศ. 1789 ก็เกิดจากเรื่องนี้ แต่สุดท้ายเมื่อปฏิวัติแล้วปัญหาเล่านี้ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข เพราะกลุ่มนักปฏิวัติยังมุ่งแค่เรื่องครองอำนาจ

ชำแหละความขัดแย้งของ 2 กลุ่มในคณะปฏิวัติ : ทั้งสองกลุ่มเริ่มต้นจากการเป็นสมาชิก "สโมสรจาโคแบง" (Jacobin Club) ซึ่งเป็นกลุ่มทางการเมืองที่สมาชิกส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางที่มีการศึกษา และต้องการล้มล้างระบอบกษัตริย์ แต่เมื่อปฏิวัติสำเร็จ พวกเขากลับแตกคอกันอย่างรุนแรงเนื่องจากวิสัยทัศน์ และวิธีการที่ต่างกันสุดขั้ว

เริ่มจากกลุ่มฌีรงแด็ง มีผู้นำคนสำคัญ คือ ชัก-ปีแยร์ บริสโซ (Jacques Pierre Brissot) ซึ่งมองว่าการปฏิรูปต้องเกิดอย่างเป็นระบบ และยึดหลักกฎหมาย คัดค้านการประหารชีวิตพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 อีกทั้งอยากให้กระจายอำนาจการปกครองไปสู่ภูมิภาคต่างๆ
ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มลามงตาญ มีผู้นำคนสำคัญคือ มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์ (Maximilien Robespierre) ผู้เชื่อว่า “ความกลัว” คือเครื่องมือในการรักษาความบริสุทธิ์ของการปฏิวัติ โดยมี ฌอร์ฌ ด็องตง (Georges Danton) และ ฌ็อง-ปอล มารา (Jean-Paul Marat) เป็นแนวร่วม โดยกลุ่มนี้เชื่อว่า การปฏิวัติแบบถอนรากถอนโคนจะทำให้เกิดความเท่าเทียม สนับสนุนการประหารชีวิตกษัตริย์ และต้องการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อความเด็ดขาดในการปกครอง

ภายใต้ความกดดันจากสงครามภายนอก กบฏภายใน และเศรษฐกิจพัง ความขัดแย้งในสภาคณะปฏิวัติก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ โดยมี “มักซีมีเลียง รอแบ็สปีแยร์” (Maximilien Robespierre) เป็นตัวละครหลักที่ใช้วิธีแบบสุดขั้ว เขาเชื่อว่าทางออกเดียวที่จะปกป้องสาธารณรัฐใหม่ได้คือการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ ประโยคเด็ดของเขาที่โลกต้องจำก็คือ "คุณธรรมที่ปราศจากความน่าสะพรึงกลัวนั้นไร้พลัง และความน่าสะพรึงกลัวที่ปราศจากคุณธรรมนั้นก็ไร้ผล" แต่เขาก็ทำได้แค่การสร้างความน่าสะพรึงกลัวอย่างไร้คุณธรรม

รัฐบาลคณะปฏิวัติได้ประกาศให้ "ความน่าสะพรึงกลัวกลายเป็นหลักการทำงานในแต่ละวัน" (Terror is the order of the day) มีการตั้ง "คณะกรรมการความปลอดภัยสาธารณะ" โดยมี รอแบ็สปีแยร์ เป็นประธาน รวบอำนาจการปกครอง และเปลี่ยนกฎหมายให้การสงสัยใครสักคนกลายเป็นเรื่องที่ผิด เพื่อกวาดล้างทุกคนที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง

กลางปี ค.ศ. 1793 ความขัดแย้งก็มาถึงจุดเดือด เมื่อกลุ่มลามงตาญได้ส่งกองกำลังติดอาวุธบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา พร้อมจับกุม และบีบให้แกนนำกลุ่มฌีรงแด็งออกจากตำแหน่ง ทำให้กลุ่มลามงตาญรวบอำนาจได้เบ็ดเสร็จ จากนั้นไม่นานแกนนำกลุ่มฌีรงแด็งก็ถูกประหารด้วยกิโยตินทั้งหมด เดินหน้าเข้าสู่ยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวอย่างเต็มตัว

ยุคนี้เกิดความน่าสะพรึงกลัวอะไรบ้าง ???

ตั้งศาลปฏิวัติฝรั่งเศส (Revolutionary Tribunal) : เพื่อกำจัดศัตรูทางการเมือง ฝ่ายบริหารจึงจัดตั้งศาลปฏิวัติขึ้นมาเพื่อตัดสินโทษอย่างรวดเร็ว โดยมีจำนวนผู้ถูกตัดสินประหารด้วยกิโยตินอย่างเป็นทางการจากศาลรวม 16,594 คน ทั่วประเทศ เฉพาะในปารีสบันทึกว่ามีผู้ถูกประหารรวม 2,639 คน ยังไม่รวมผู้ที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดรอประหาร และผู้ที่เสียชีวิตจากการจับกุม ซึ่งคาดว่ามีผู้เสียชีวิตราว 40,000 คน แบ่งอัตราส่วนผู้ที่ถูกประหารชีวิตได้ดังนี้ (1) ชนชั้นกรรมาชีพและชาวนา ประมาณ 60% - 70% (เป็นกลุ่มที่ถูกประหารมากที่สุดเนื่องจากข้อหาหนีทหาร กักตุนอาหาร หรือพูดจาต่อต้านการปฏิวัติ) (2) ชนชั้นกลาง (กลุ่มพ่อค้า นักกฎหมาย) ประมาณ 20% - 25% (3) ชนชั้นสูงและขุนนาง ประมาณ 8.5% และ (4) นักบวชและพระ ประมาณ 6.5% ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นประชาชน และชนชั้นกลาง ซึ่งจำนวนนี้มีหนึ่งในแกนนำปฏิวัติอย่าง “ฌอร์ฌ ด็องตง” (Georges Danton) ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มลามงตาญ ซึ่งเขาเห็นว่าบ้านเมืองนองเลือดมากเกินไป จึงเสนอให้หยุดความน่าสะพรึงกลัวนี้ แต่รอแบ็สปีแยร์มองว่าเขา "อ่อนแอ และทรยศอุดมการณ์" จึงลงโทษให้ด็องตงต้องถูกประหารชีวิตในเดือนเมษายน ค.ศ. 1794 โดยคำพูดสุดท้ายของด็องตงที่บอกกับเพชฌฆาตคือ "ช่วยชูหัวของข้าให้ประชาชนดูด้วย มันคุ้มค่าที่จะดู"

การใช้กฎหมายผู้ต้องสงสัย (Law of Suspects) : อาวุธทางกฎหมายที่ร้ายกาจที่สุด ถูกตราขึ้นเมื่อวันที่ 17 กันยายน ค.ศ. 1793 โดยสภาแห่งชาติ (National Convention) กฎหมายฉบับนี้เปลี่ยนระบบยุติธรรมของฝรั่งเศสให้กลายเป็นระบบ "จับก่อน ไต่สวนทีหลัง" ทำให้คำว่า "ผู้ต้องสงสัย" มีขอบเขตกว้างจนใครต่อใครก็เป็นภัยต่อความมั่นคงได้ หลังจากกฎหมายนี้ประกาศใช้ คุกทั่วฝรั่งเศสก็เต็มล้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ ประเมินว่ามีผู้ถูกจับกุมภายใต้กฎหมายนี้ทั่วประเทศสูงถึง 500,000 คน หลายคนต้องเสียชีวิตในคุกที่สกปรกแออัด ก่อนที่จะได้ขึ้นศาลด้วยซ้ำ ต่อมากฎหมายนี้ถูกยกระดับความโหดร้ายขึ้นเป็น “กฎหมายเดือนแพรรียาล” (Law of 22 Prairial) ซึ่งห้ามจำเลยมีทนายความ และศาลมีคำตัดสินเพียงสองทางเท่านั้นคือ "ยกฟ้อง" หรือ "ประหารชีวิตด้วยกิโยติน" กฎหมายนี้เปลี่ยนให้ฝรั่งเศสกลายเป็นรัฐตำรวจ (Police State) คนหวาดระแวงกันเอง แม้แต่คนในครอบครัวก็ไม่กล้าพูดความจริงต่อกัน

การประหารชีวิตหมู่ (Mass Executions) : ในยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวนี้ การประหารไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้กิโยตินตัดหัวทีละคนเพียงอย่างเดียว เพราะเมื่อกบฏต่อต้านฝ่ายปฏิวัติขยายตัวไปมากขึ้น รัฐบาลก็เลยมองว่ากิโยตินทำงาน "ช้าเกินไป" จึงนำไปสู่การใช้วิธีประหารชีวิตหมู่ที่โหดเหี้ยมในหลายพื้นที่ ซึ่งยกตัวอย่างได้ดังนี้

การจมน้ำหมู่ที่เมืองน็องต์ (Nantes Drownings) ถือเป็นหนึ่งในการประหารชีวิตหมู่ที่ทารุณที่สุดจากการบัญชาการของ “ฌ็อง-บัปติสต์ การีเย” (Jean-Baptiste Carrier) ผู้แทนฝ่ายปฏิวัติที่ถูกส่งไปปราบกบฏแคว้นว็องเด โดยการีเยสั่งให้นำผู้ต้องสงสัย นักบวช และผู้ก่อกบฏ มัดรวมกันแล้วต้อนลงไปอยู่ในเรือที่ดัดแปลงให้มีประตูกลใต้ท้องเรือ จากนั้นก็ลากเรือออกไปกลางแม่น้ำลัวร์ (Loire River) แล้วเปิดประตูกลให้เรือจมลง เพื่อให้คนจมน้ำตายพร้อมกันทีละมากๆ คาดว่ามีผู้เสียชีวิตจากวิธีนี้ถึง 4,000 คน โดยการีเยเรียกแม่น้ำสายนี้อย่างไม่ไยดีว่าเป็น "อ่างอาบน้ำแห่งชาติ"

การระดมยิงด้วยปืนใหญ่ที่เมืองลียง (Fusillades at Lyon) รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพเข้าบดขยี้ และลงโทษเมืองนี้อย่างรุนแรง โดยมี โฌแซ็ฟ ฟูเช (Joseph Fouché) เป็นผู้ควบคุม เขาสั่งให้นำนักโทษครั้งละหลายสิบจนถึงหลายร้อยคน มัดรวมกันไว้ที่ลานกว้างนอกเมือง จากนั้นใช้ปืนใหญ่บรรจุกระสุนลูกปราย ระดมยิงใส่ฝูงชนในระยะเผาขน หากใครยังไม่ตาย ก็จะใช้ดาบปลายปืนแทง และยิงปืนพกเพื่อสังหารซ้ำ คาดว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตหมู่ด้วยวิธีนี้ที่เมืองลียงกว่า 2,000 คน

การกวาดล้างครั้งใหญ่ในแคว้นว็องเด (The Vendée Massacres) ศูนย์กลางของกลุ่มนิยมกษัตริย์ รัฐบาลปฏิวัติได้ส่งกองทัพที่เรียกว่า "กองพลนรก" นำโดยนายพลหลุยส์-มารี ตูว์โร (Louis-Marie Turreau) เข้าไปกวาดล้าง โดยให้เผาทำลายหมู่บ้าน พืชผล และปศุสัตว์ทั้งหมด พร้อมทั้งสังหารทุกคนที่ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นทหาร ผู้หญิง คนชรา หรือเด็ก ซึ่งประเมินกันว่ามีผู้เสียชีวิตจากการกวาดล้างครั้งนี้สูงถึง 200,000 คน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ครั้งแรกๆ ในประวัติศาสตร์ยุโรปสมัยใหม่

มหาความสะพรึงกลัวในปารีส (The Great Terror) ช่วงสุดท้ายของยุคนี้ (มิถุนายน - กรกฎาคม ค.ศ. 1794) หลังจากมีการผ่านกฎหมายเดือนแพรรียาล ศาลปฏิวัติในปารีสได้เร่งรัดการประหารชีวิตจนถึงขีดสุด แท่นกิโยตินที่เรียงรายบนลานประหารกลางกรุงปารีสต้องทำงานอย่างไม่มีวันหยุด มีคนถูกตัดหัวเฉลี่ย วันละ 30-40 คน จนกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ซึมลงพื้นดินจนสุดท้ายรัฐบาลปฏิวัติจำต้องย้ายแท่นกิโยตินไปตั้งที่ชานเมือง เพราะทนกลิ่นไม่ไหว

ความรุนแรงและป่าเถื่อนของการประหารชีวิตหมู่ ได้กลายมาเป็นดาบทิ่มแทงกลุ่มลามงตาญ เพราะสมาชิกสภาปฏิวัติได้ตระหนักแล้วว่าคงไม่มีใครปลอดภัย และรอดชีวิต หากยังปกครองกันแบบนี้ จึงเกิดการรวมตัวกันเพื่อโค่นล้ม และประหารชีวิต รอแบ็สปีแยร์ ที่เรียกว่า การทำรัฐประหารเดือนแธร์มีดอร์ (Thermidorian Reaction)

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 (ตรงกับวันที่ 9 เดือนแธร์มีดอร์ ตามปฏิทินปฏิวัติฝรั่งเศส) หลังจากที่ รอแบ็สปีแยร์ หายหน้าไปจากสภาเกือบเดือน เขาก็กลับมาปรากฏตัวที่สภาในวันที่ 26 กรกฎาคม พร้อมกับขึ้นปราศัยข่มขู่สมาชิกสภาโดยบอกว่า "มีรายชื่อผู้ทรยศชุดใหม่" ที่แฝงตัวอยู่ในหมู่สมาชิกสภา และคณะกรรมการรัฐบาล และ "ปฏิเสธที่จะบอกว่ามีชื่อใครบ้าง" ซึ่งทำให้สมาชิกสภาทุกคนตกใจกลัวอย่างมากเพราะต่างคิดว่าตัวเองอาจจะถูกตัดหัวเป็นรายต่อไป ทำให้เหล่าสมาชิกรวมตัวกันวางแผนในคืนวันนั้นเพื่อชิงลงมือก่อนที่รอแบ็สปีแยร์จะสั่งจับพวกตน

วันรุ่งขึ้น 27 กรกฎาคม เมื่อรอแบ็สปีแยร์ และพรรคพวกพยายามจะขึ้นกล่าวอภิปรายในสภา สมาชิกสภากลับรวมตัวกันโห่ร้องขับไล่ และไม่ยอมให้เขากล่าวถ้อยคำใดๆ มีสมาชิกคนหนึ่งตะโกนใส่เขาว่า "สายเลือดของด็องตง (อดีตเพื่อนที่เขาสั่งประหาร) กำลังสำลักคอแกอยู่!" ก่อนที่สภาจะเปิดลงมติด่วนอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ “จับกุมรอแบ็สปีแยร์” และแกนนำกลุ่มทันที ถึงแม้จะถูกจับแต่กองกำลังที่ยังจงรักภักดีต่อเขาก็ได้ช่วยพาเขาหลบหนีไปยังศาลากลางปารีส เพื่อเตรียมระดมพลสู้กลับ แต่ทว่าเมื่อกองทัพสภาแห่งชาติบุกมาถึง กองกำลังของรอแบ็สปีแยร์ก็ไม่สามารถต้านทานได้ สุดท้ายเขาก็ถูกพบในสภาพที่กรามล่างแตกละเอียด ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกิดจากการพยายามฆ่าตัวตายหรือถูกยิงกันแน่

ในวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1794 หลังรัฐประหาร 1 วัน รอแบ็สปีแยร์ พร้อมด้วยพรรคพวกอีก 21 คน ถูกนำตัวขึ้นรถแห่ประจานไปสู่แท่นกิโยติน ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของประชาชนชาวปารีสที่เหนื่อยล้ากับความรุนแรง และความหวาดกลัว เขากำลังจะเผชิญหน้ากับความเท่าเทียมที่เขาอยาก ความเท่าเทียมจากการถูกประหารด้วยกิโยติน เหมือนกับคนอื่น ๆ นั่นเอง เมื่อหัวของเขาหลุดจากบ่า ศาลปฏิวัติ และยุคแห่งความน่าสะพรึงกลัวก็ได้ปิดฉากลง

เมื่อกฎหมายอันโหดร้ายถูกยกเลิก นักโทษนับแสนคนได้รับการปลดปล่อย กลุ่มฌีรงแด็งผู้เดินทางสายกลางได้กลับมาอีกครั้ง ฝรั่งเศสเดินหน้าเข้าสู่ยุครัฐบาลไดเรกทอรี (Directory) เปลี่ยนผ่านไปสู่ระบอบการปกครองใหม่ที่พยายามสร้างความเสถียรภาพ แต่ทว่าก็ยังไร้ประสิทธิภาพ จนในที่สุดก็เปิดทางให้นายทหารหนุ่มนามว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต รัฐประหารยึดอำนาจในอีกไม่กี่ปีต่อมา ก่อนจะกลับมาเป็นระบอบกษัตริย์ และกลับไปกลับมาอยู่อีกหลายรอบ

แท้จริงแล้วการปฏิวัติ การก่อจลาจลในฝรั่งเศสล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากวิกฤติการณ์ ที่เหมือนกันก็คือวิกฤติการณ์เหล่านั้นไม่เคยได้รับการแก้ไข ทั้งยังถูกเบนออกไปจากแก่นของปัญหา สุดท้ายก็กลายเป็นวงจรแห่งการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกันต่อเนื่องมาเป็นร้อยปี

ยูเครนเปิดสมรภูมิใหม่!! ส่งโดรนถล่มหัวใจเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซีย จากคลังสินค้า Wildberries ถึงศูนย์ข้อมูล Yandex เปิดเผยความเปราะบางโครงสร้างจีนรัสเซีย บทเรียนสำคัญสำหรับความมั่นคงดิจิทัลไทย

“ยูเครนปรับยุทธศาสตร์โจมตีเศรษฐกิจรัสเซีย: จาก Wildberries สู่ Yandex”

สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนกำลังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของรูปแบบการทำสงครามสมัยใหม่ โดยเป้าหมายของการโจมตีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงฐานทัพ โรงงานผลิตอาวุธ หรือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเท่านั้น แต่ขยายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและการดำเนินชีวิตของประชาชน

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2026 สำนักข่าว The Moscow Times เผยแพร่บทวิเคราะห์ของ Tatyana Rybakova เรื่อง From Wildberries to Yandex, Ukraine Is Turning Russian Business Giants' Dominance Into a Liability โดยชี้ให้เห็นว่า ยูเครนกำลังใช้การโจมตีด้วยอากาศยานไร้คนขับต่อบริษัทขนาดใหญ่ของรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries ซึ่งดำเนินธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และ Yandex ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีดิจิทัลรายสำคัญของประเทศ การโจมตีดังกล่าวสร้างผลกระทบมากกว่าความเสียหายต่อทรัพย์สิน เนื่องจากบริษัทเหล่านี้มีบทบาทเชื่อมโยงกับระบบขนส่ง การเงิน การสื่อสาร และบริการดิจิทัลที่ประชาชนและภาคธุรกิจใช้งานเป็นประจำ โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้

วันที่ 1 ตุลาคม 2026 นายโรดิออน มิโรชนิก «Родион Мирошник» เอกอัครราชทูตประจำภารกิจพิเศษของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวเกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่า ยูเครนเริ่มโจมตีคลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้าของธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์รัสเซียอย่างเป็นระบบตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคม 2026 โดยคลังสินค้าของ Wildberries ถูกโจมตีมากกว่า 40 แห่ง คลังสินค้าของ Ozon ถูกโจมตี 10 แห่ง พนักงาน Wildberries ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 130 คน และ มีพนักงาน Wildberries เสียชีวิต 10 คน มิโรชนิกกล่าวว่า การโจมตีดำเนินการด้วยโดรนที่ได้รับการสนับสนุนจากชาติตะวันตก และมุ่งเป้าไปยังโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของพลเรือนรัสเซีย

ระหว่างวันที่ 7–11 ตุลาคม 2026 ยูเครนใช้โดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของบริษัท Yandex ในพื้นที่หลายแห่งของรัสเซีย ส่งผลให้ระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงและบริการดิจิทัลบางส่วนได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์สำคัญเริ่มขึ้นในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องถึงวันที่ 8 ตุลาคม 2026 เมื่อโดรนโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในเมืองซาซอโว (Sasovo) แคว้นรียาซาน (Ryazan) ซึ่งเป็นที่ตั้งของระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Chervonenkis และ Lyapunov ที่ใช้ประมวลผลข้อมูลและพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ รวมถึง YandexGPT และผู้ช่วยอัจฉริยะ Alice

ต่อมาในวันที่ 9 ตุลาคม มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ในแคว้นคาลูกา (Kaluga) ซึ่งเป็นที่ตั้งของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ Galushkin ก่อนเกิดการโจมตีศูนย์ข้อมูลในแคว้นวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม ส่งผลให้ระบบคลาวด์ของ Yandex บางส่วนต้องเปลี่ยนเข้าสู่โหมดฉุกเฉิน

ภายหลังการโจมตีวันที่ 8–9 ตุลาคม หุ้นของ Yandex ลดลงประมาณร้อยละ 7.67 สะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อความเสียหายและความไม่แน่นอนในการฟื้นฟูระบบ

วันที่ 12 ตุลาคม 2026 นายมักซุต ชาดาเยฟ «Максут Шадаев» รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาดิจิทัล การสื่อสาร และสื่อสารมวลชนของรัสเซีย กล่าวต่อคณะกรรมาธิการด้านนโยบายสารสนเทศของสภาดูมาแห่งรัฐว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex มีขนาดรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลกำลังประสานงานกับกระทรวงกลาโหมเพื่อพิจารณามาตรการป้องกันศูนย์ข้อมูลสำคัญของประเทศ รัฐมนตรีมักซุต ชาดาเยฟ ยังระบุว่า การที่บริการดิจิทัลส่วนหนึ่งยังสามารถดำเนินงานต่อไปได้ท่ามกลางการโจมตี เป็นผลจากการเตรียมระบบสำรองข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทไว้ก่อนหน้านี้

ต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม 2026 นายดมิทรี เปสคอฟ โฆษกประธานาธิบดีรัสเซีย เปิดเผยว่า รัฐบาลกำลังหารือเกี่ยวกับผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รวมถึงประเด็นการชดเชยความเสียหายแก่ผู้ใช้บริการ โดยยอมรับว่าบริษัทกำลังเผชิญความยากลำบากและต้องดำเนินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูระบบ ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลรัสเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการปกป้องศูนย์ข้อมูลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานสำคัญระดับชาติ ไม่ใช่เพียงทรัพย์สินของบริษัทเอกชน เนื่องจากความเสียหายสามารถส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ การสื่อสาร และบริการประชาชนในวงกว้าง

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 นายมักซุต ชาดาเยฟ รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลรัสเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลได้ช่วย Yandex จัดหาศูนย์ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับย้ายระบบสำคัญไปยังสถานที่สำรอง ขณะที่บริษัทประสานงานกับผู้ให้บริการคลาวด์รายอื่น ได้แก่ Selectel, K2Cloud และ VK Cloud เพื่อรองรับข้อมูลและระบบบริการของลูกค้า

วันที่ 16 ตุลาคม 2569 Yandex ปฏิเสธรายงานที่ว่าศูนย์ข้อมูลบางแห่งไม่มีความคุ้มครองประกันภัย โดยชี้แจงว่ากรมธรรม์ของบริษัทครอบคลุมความเสียหายจากการโจมตีที่เข้าข่ายก่อการร้ายด้วย

วันที่ 14 ตุลาคม 2569 มีการโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Sberbank ในเมืองบาลาโคโว (Balakovo) แคว้นซาราตอฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีของธนาคารรายใหญ่ที่สุดของรัสเซีย

วันที่ 18 ตุลาคม 2569 มีรายงานการโจมตีศูนย์เซิร์ฟเวอร์ในแคว้นเลนินกราดที่บริษัท VK ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์รายใหญ่ของรัสเซียใช้งาน ทั้ง Sberbank และ VK ยืนยันว่าเกิดการโจมตีต่อสถานที่ที่เกี่ยวข้อง แต่ระบุว่าระบบบริการของบริษัทไม่ได้หยุดชะงัก เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าการโจมตีศูนย์ข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะ Yandex แต่ขยายไปสู่บริษัทสำคัญในภาคการเงินและสื่อสารดิจิทัลด้วย

ต่อมาเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 สำนักข่าว TASS รายงานว่า ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของ Wildberries ได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษรวมประมาณ 1.15 พันล้านรูเบิล เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฟื้นฟูธุรกิจ

ล่าสุดวันที่ 23 ตุลาคม 2569 WB Bank และ WB Finance ประกาศขยายระยะเวลาพักชำระหนี้ให้ผู้ขายสินค้าที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries เพิ่มเติมอีกหนึ่งเดือน โดยกำหนดชำระครั้งถัดไปเป็นวันที่ 23 พฤศจิกายน 2569 ทั้งนี้การโจมตีตั้งแต่เดือนกรกฎาคมอาจทำให้กำลังรองรับด้านโลจิสติกส์ของ Wildberries ลดลงประมาณร้อยละ 17–22 การดำเนินมาตรการดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผลกระทบจากสงครามไม่ได้จำกัดเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่แต่ยังขยายไปถึงผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งรัฐบาลและสถาบันการเงินรัสเซียต้องเข้ามามีบทบาทในการบรรเทาผลกระทบ

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้บริการสำคัญหลายประเภทเกิดปัญหา ทั้งระบบเรียกรถแท็กซี่ Yandex Go ระบบชำระเงิน Yandex Pay บริการจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ ตลอดจนระบบออนไลน์ของธนาคาร ผู้ให้บริการโทรศัพท์ และธุรกิจอื่นที่พึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของ Yandex ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่ภายในรัสเซียเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงบางประเทศที่ใช้บริการของ Yandex โดยเฉพาะบริการขนส่งและระบบดิจิทัลในประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคอื่น ๆ การโจมตีดังกล่าวมีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์ เนื่องจากศูนย์ข้อมูลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดเก็บข้อมูล แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับกิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมาก เมื่อระบบเหล่านี้หยุดทำงานจึงอาจเกิดผลกระทบต่อเนื่องไปยังหลายภาคส่วนพร้อมกัน การโจมตีศูนย์ข้อมูลส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจรัสเซียในหลายมิติ โดยเฉพาะความต่อเนื่องของบริการดิจิทัล ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง

ประการแรก ภาคธุรกิจที่พึ่งพาระบบคลาวด์ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบงานที่จำเป็น ส่งผลต่อการให้บริการลูกค้าและการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
ประการที่สอง ความเสียหายต่อระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์อาจกระทบต่อการวิจัยและพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ของรัสเซีย เนื่องจากระบบดังกล่าวต้องใช้ชิปประมวลผลขั้นสูงจำนวนมาก และมีต้นทุนในการจัดหาและซ่อมแซมสูง

ประการที่สาม การหยุดชะงักของบริการดิจิทัลอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อความสามารถของภาครัฐและบริษัทเทคโนโลยีในการรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจในภาวะสงคราม
ก่อนหน้านี้ ยูเครนให้ความสำคัญกับการโจมตีโรงกลั่นน้ำมัน คลังเชื้อเพลิง และโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรายได้และระบบส่งกำลังบำรุงที่เกี่ยวข้องกับสงคราม อย่างไรก็ตาม การโจมตีคลังสินค้าของ Wildberries และศูนย์ข้อมูลของ Yandex สะท้อนการขยายประเภทของเป้าหมายไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่มีความเชื่อมโยงกับประชาชนโดยตรง ผู้วิเคราะห์มองว่า ยูเครนกำลังใช้ประโยชน์จากลักษณะเฉพาะของโครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซีย ซึ่งมีบริษัทขนาดใหญ่ครองตลาดในแต่ละภาคธุรกิจ โดยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทเหล่านี้สามารถสร้างผลกระทบต่อระบบบริการในวงกว้างได้ แนวทางดังกล่าวมีนัยสำคัญในเชิงจิตวิทยาและเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากสงครามในชีวิตประจำวันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเดินทาง การซื้อสินค้า การทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการเข้าถึงบริการออนไลน์ อย่างไรก็ตาม การประเมินว่านี่เป็นยุทธศาสตร์ที่ยูเครนกำหนดไว้อย่างเป็นทางการยังต้องอาศัยหลักฐานเพิ่มเติม โดยข้อสรุปเกี่ยวกับวัตถุประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นการวิเคราะห์จากรูปแบบการโจมตีและผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ใช่คำประกาศอย่างเป็นทางการของกองทัพยูเครน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า การรวมศูนย์บริการทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีไว้กับบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งช่วยให้รัฐสามารถบริหารจัดการและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพในภาวะปกติ อาจกลับกลายเป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงแห่งชาติเมื่อประเทศเข้าสู่ภาวะสงครามหรือไม่

หนึ่งในประเด็นสำคัญของบทวิเคราะห์คือ โครงสร้างเศรษฐกิจรัสเซียมีลักษณะรวมศูนย์อยู่กับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐหรือมีอิทธิพลสูงในตลาด ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ได้แก่ Yandex ในภาคเทคโนโลยีและบริการดิจิทัล Wildberries ในธุรกิจค้าปลีกออนไลน์ Sberbank ในภาคการเงิน และ Aeroflot ในอุตสาหกรรมการบิน บริษัทเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่อการให้บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและระบบดิจิทัลของประเทศ โดยรัฐบาลรัสเซียยังส่งเสริมนโยบายพึ่งพาระบบเทคโนโลยีภายในประเทศ หรือแนวทางอธิปไตยทางดิจิทัล (Digital Sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาบริษัทเทคโนโลยีต่างชาติ นโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและระบบดิจิทัลภายในประเทศ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การกำหนดให้ข้อมูลและบริการสำคัญตั้งอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานภายในรัสเซียเป็นหลัก อาจทำให้ระบบเหล่านี้มีความเสี่ยงจากการโจมตีทางกายภาพในช่วงสงคราม เมื่อศูนย์ข้อมูลสำคัญได้รับความเสียหาย บริษัทและหน่วยงานที่ใช้บริการร่วมกันจึงอาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน แม้ไม่ได้เป็นเป้าหมายโดยตรงของการโจมตี ศูนย์วิเคราะห์ Carnegie Endowment for International Peace ประเมินว่า การโจมตีศูนย์ข้อมูลของ Yandex ได้เปิดเผยต้นทุนด้านความมั่นคงของแนวทางอินเทอร์เน็ตอธิปไตยของรัสเซีย ซึ่งมุ่งรวมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไว้ภายในประเทศ สถานการณ์นี้จึงสะท้อนข้อจำกัดของระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่และมีทางเลือกสำรองจำกัด โดยเฉพาะเมื่อประเทศเผชิญความเสี่ยงจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมกันหลายแห่ง


ภายหลังการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex รัสเซียให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูระบบเทคโนโลยีและบริการดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบ โดยบริษัท Yandex เร่งดำเนินการกู้คืนระบบและกระจายภาระการประมวลผลไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่ยังสามารถใช้งานได้ ขณะที่ภาครัฐแสดงความพร้อมในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวเป็นความท้าทายต่อนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลของรัฐบาลรัสเซีย เนื่องจากมาตรการกำกับดูแลข้อมูลที่มุ่งให้ข้อมูลสำคัญจัดเก็บภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีข้อจำกัดในการใช้ศูนย์ข้อมูลต่างประเทศเป็นระบบสำรอง ตามรายงานของ The Moscow Times บริษัท Yandex จำเป็นต้องพิจารณาใช้โครงสร้างพื้นฐานในคาซัคสถานและเบลารุสเพื่อรองรับข้อมูลและบริการบางส่วน ขณะที่การฟื้นฟูระบบภายในประเทศยังมีข้อจำกัดด้านกำลังการประมวลผลและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์นอกจากนี้ บริษัทต้องเผชิญปัญหาการจัดหาอุปกรณ์ประมวลผลประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะชิปที่ใช้ในระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เนื่องจากมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของชาติตะวันตกทำให้ต้นทุนและความซับซ้อนในการจัดหาเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย เหตุการณ์นี้ทำให้รัฐบาลรัสเซียต้องเผชิญความท้าทายในการรักษาสมดุลระหว่างการควบคุมโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลภายในประเทศกับความจำเป็นในการกระจายความเสี่ยงและรักษาความต่อเนื่องของบริการ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่ารัฐบาลรัสเซียได้ตัดสินใจเปลี่ยนนโยบายอธิปไตยทางดิจิทัลอย่างเป็นทางการแล้ว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสงครามสมัยใหม่ในสามประเด็นสำคัญ
ประการแรก การใช้โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันทางยุทธศาสตร์ รูปแบบการโจมตีชี้ให้เห็นว่า ความเสียหายต่อระบบเทคโนโลยีหรือบริการทางเศรษฐกิจอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินงานของประเทศได้ แม้จะไม่ใช่การโจมตีกำลังรบในสนามรบโดยตรง
ประการที่สอง ความสำคัญของการกระจายโครงสร้างพื้นฐานและระบบสำรอง การรวมศูนย์ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและลดต้นทุนในภาวะปกติ แต่เมื่อเกิดความขัดแย้งทางทหาร ความเสียหายต่อศูนย์ข้อมูลเพียงบางแห่งอาจสร้างผลกระทบต่อบริการจำนวนมากที่เชื่อมโยงกัน

ประการที่สาม เทคโนโลยีกลายเป็นองค์ประกอบของขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ ความสามารถในการผลิต จัดหา และฟื้นฟูอุปกรณ์ประมวลผลขั้นสูงมีความสำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศที่พึ่งพาระบบ AI คลาวด์ และระบบสื่อสารดิจิทัลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจและการบริหารประเทศ
สำหรับรัสเซีย ความท้าทายจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการโจมตีด้วยโดรนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการสร้างความยืดหยุ่นของระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีให้สามารถรองรับความเสียหายและฟื้นฟูบริการได้อย่างรวดเร็ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและเศรษฐกิจของรัสเซียแสดงความกังวลต่อผลกระทบจากการโจมตีศูนย์ข้อมูล Yandex โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายใหญ่และการขาดระบบสำรองที่เพียงพอ โดยอันเดรย์ ชิเนฟสกี «Андрей Шиневский» ผู้ก่อตั้งบริษัท Virtualoff ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2026 ว่า การหยุดชะงักของศูนย์ข้อมูล Yandex สะท้อนความเปราะบางของธุรกิจที่ใช้ระบบคลาวด์เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งอาจได้รับผลกระทบต่อระบบบัญชี การชำระเงิน และการให้บริการลูกค้า ขณะที่การสร้างศูนย์ข้อมูลทดแทนต้องใช้เวลาและเงินลงทุนสูง ขณะเดียวกัน อเล็กเซย์ เบกาเยฟ «Алексей Бегаев»

ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัท InSeq เห็นว่าการประสานงานระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงการพัฒนาดิจิทัลเป็นแนวทางสำคัญในการยกระดับการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนอันโตน อาเวเรียนอฟ «Антон Аверьянов» ผู้อำนวยการใหญ่กลุ่มบริษัท ST IT เตือนว่ามาตรการป้องกันทางกายภาพยังมีข้อจำกัดและไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้ทั้งหมด ด้านเซอร์เกย์ ไซกานอฟ «Сергей Сайганов» ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเทคโนโลยีจากบริษัท Comply ระบุว่า ข้อกำหนดด้านการจัดเก็บข้อมูลภายในประเทศเป็นอุปสรรคต่อการใช้โครงสร้างพื้นฐานต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงในภาวะฉุกเฉิน นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ตลาดทุนรัสเซียประเมินว่า แม้ผลกระทบต่อรายได้ของ Yandex ในระยะสั้นอาจอยู่ในระดับจำกัด แต่บริษัทมีแนวโน้มเผชิญต้นทุนการฟื้นฟูและการลงทุนด้านความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ในเชิงยุทธศาสตร์ ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญรัสเซียสะท้อนว่า การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไม่ได้ก่อให้เกิดเพียงความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ยังเปิดเผยข้อจำกัดของระบบเทคโนโลยีที่รวมศูนย์และพึ่งพาผู้ให้บริการรายใหญ่ ซึ่งรัฐบาลรัสเซียจำเป็นต้องพิจารณาทั้งการป้องกันภัย การกระจายความเสี่ยง และการรักษาความต่อเนื่องของระบบบริการสำคัญควบคู่กัน

กรณีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของรัสเซียเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย เนื่องจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน ระบบขนส่ง การสื่อสาร และการให้บริการสาธารณะต่างพึ่งพาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและศูนย์ข้อมูลมากขึ้น ประเด็นที่ควรให้ความสำคัญ ได้แก่ การประเมินความเสี่ยงจากการพึ่งพาผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ การจัดให้มีระบบสำรองข้อมูลที่สามารถทำงานได้อย่างอิสระ และการพัฒนาแผนความต่อเนื่องในการดำเนินงานของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งควรพิจารณาติดตามความพร้อมด้านการป้องกันโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะระบบสื่อสารทางทหาร ศูนย์ข้อมูลของหน่วยงานด้านความมั่นคง และระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการปฏิบัติการของกองทัพ นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับการบูรณาการมาตรการป้องกันภัยทางกายภาพและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาระบบหรือผู้ให้บริการเพียงรายเดียว

สรุป การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทขนาดใหญ่ในรัสเซีย โดยเฉพาะ Wildberries และ Yandex สะท้อนการขยายขอบเขตของสงครามรัสเซีย–ยูเครนจากเป้าหมายทางทหารและพลังงานไปสู่ระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ดังกล่าวเปิดเผยความเปราะบางของระบบเศรษฐกิจดิจิทัลรัสเซียที่พึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่และโครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศเป็นหลัก ขณะที่ข้อจำกัดด้านการจัดหาเทคโนโลยีขั้นสูงจากต่างประเทศอาจทำให้การฟื้นฟูระบบที่ได้รับความเสียหายมีต้นทุนสูงและใช้เวลานาน ในเชิงยุทธศาสตร์ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงของประเทศในสงครามสมัยใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถทางทหารเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความสามารถในการปกป้องและรักษาความต่อเนื่องของระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และบริการพื้นฐานของประชาชนสำหรับประเทศไทย บทเรียนสำคัญคือความจำเป็นในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การกระจายความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี และการพัฒนาความพร้อมในการรับมือภัยคุกคามที่อาจส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจและความมั่นคงแห่งชาติในอนาคต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค
คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สุดยอดแห่งตำนาน G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบโลกที่ยังคงอยู่บนจุดสูงสุดในวัย 52ปี สายสุนีย์ จ๊ะนะ

คำว่า G.O.A.T (Greatest Of All Time) ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะสถาปนาให้ตัวเองได้ง่ายๆ แต่มันคือคำที่โลกต้องยอมรับผ่านกาลเวลา ความเพียรพยายาม และผลงานความสำเร็จที่จับต้องได้มาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และบ่อยครั้งที่ผลงานนั้นดูเหมือนก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไป

หากพูดถึงวงการพาราลิมปิกและกีฬาฟันดาบระดับโลก ชื่อของ “แวว - สายสุนีย์ จ๊ะนะ” คือนิยามที่สมบูรณ์แบบที่สุดของคำนี้

จุดเริ่มต้นแห่งตำนาน

สายสุนีย์ จ๊ะนะ หรือ “พี่แวว” เกิดในครอบครัวยากจนที่เชียงใหม่ ในครอบครัวของชนชั้นแรงงาน อดหลายมื้อเพื่อกินมื้อเดียว มีความใฝ่ฝันตั้งแต่ตอนเด็กว่าอยากเป็นครู แต่ต้องมาเป็นสาวโรงงานเพื่อหาเงินเลี้ยงดูครอบครัว เป็นเสาหลักของบ้านตั้งแต่ยังไม่เป็นวัยรุ่นเต็มตัว

ชีวิตที่ปากกัดตีนถีบอยู่แล้วยิ่งพังทลายซ้ำเมื่อประสบอุบัติเหตุร้ายแรงตอนอายุ 17 ร่างกายท่อนล่างไร้ความรู้สึก หมอบอกว่าจะเดินไม่ได้อีกตลอดชีวิต เคยคิดฆ่าตัวตายเพราะไม่อยากเป็นภาระให้ครอบครัว รอดมาได้เพราะแม่ให้สติแล้วบอกว่าจากนี้ไปมาอดมื้อกินมื้อด้วยกันไปตลอดชีวิต

เล่นกีฬาที่ไม่ค่อยมีคนรู้จักเพราะหลังลองเริ่มเล่นได้ 7 วัน โค้ชบอกว่ามีแวว หากเอาจริงจะได้ไปพาราลิมปิกเกมส์ ที่สำคัญคือมีคนบอกว่าถ้าประสบความสำเร็จติดทีมชาติ และไปแข่งได้เหรียญมาจะได้เงินมาเลี้ยงครอบครัว จากนั้นเป็นต้นมาคือการทุ่มเทฝึกซ้อม อย่างมีวินัยขั้นสุด ด้วยมีแรงขับดันภายในใจอยากให้ครอบครัวอยู่สบาย มีกินมีใช้ ไม่อด

ซ้อม ซ้อมอีก ซ้อมแล้วซ้อมเล่า บอกตัวเองว่าทำได้แล้วลงมือทำ ถ้าไม่ลงมือก็ไม่มีวันสำเร็จ มีเรื่องเล่าจากเส้นทางการฝึกซ้อมของเธอที่พี่แววเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า เมื่อโค้ชให้ฝึกแทงเป้า 1,000 ครั้ง เธอกลับฝึกมากถึง 2,000 ครั้ง นี่คือวิธีคิดของคนที่ไม่ได้ต้องการเพียงเอาชนะคู่แข่ง แต่ต้องการพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้นในทุกวัน

จนได้ไปแข่งพาราลิกปิกครั้งแรกที่ Athens ปี 2004 และประเดิมด้วยเหรียญทองตั้งแต่พาราลิมปิกส์สมัยแรกของตัวเองในวัย 30กว่าปี จากการพลิกล็อคเอาชนะมือวางอันดับหนึ่งของรายการอย่างใจหายใจคว่ำที่สุด

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านพาราลิมปิกมาแล้ว 6 สมัย ได้เหรียญทุกครั้ง ครบทุกประเภทการแข่งขันฟันดาบวีลแชร์เท่าที่มีจัดการแข่งขัน

3 เหรียญทอง 🥇
1 เหรียญเงิน 🥈
3 เหรียญทองแดง 🥉

และเกียรติประวัติอื่นๆอีกมากมายจากการแข่งขันในเวทีระดับโลกมาอย่างยาวนาน

เหรียญทองพาราลิมปิกเหรียญล่าสุดได้มาจากนัดชิงที่เจอกับมือ 1 ของโลก เป็นรองทุกด้านทั้งอายุ, อันดับโลกและสภาพร่างกายที่ป่วยและตกวีลแชร์มาก่อนแข่ง โดนออกนำมาเรื่อยๆตั้งแต่ต้นเกม แต่กัดฟันสู้ ทยอยทำแต้มไล่มาทีละแต้มอย่างใจเย็น จนแต้มตามมาเท่ากัน ก่อนที่จะตัดสินใจอย่างเยือกเย็นโจมตีเร็วทำคะแนนนำปาดหน้าในแต้มสุดท้ายชนิดบีบหัวใจทั้งคนแข่งและคนเชียร์ ได้เหรียญทองบนจุดสูงสุดของโลกฟันดาบวีลแชร์ในวัย 50 ปี และประกาศว่ายังไม่เลิกเล่น

ล่าสุดในวัย 52 ปี ซึ่งเป็นวัยที่หลายๆคนเข้าสู่วัยพักผ่อนและเตรียมเกษียณ แต่พี่แววกลับยังคงติดธงไตรรงค์ไว้ที่หน้าอก แล้วเข็นวีลแชร์นำคณะนักกีฬาฟันดาบไทยเข้าสู้ศึกในมหกรรมกีฬาเอเชียนพาราเกมส์ 2026 ที่ไอจิ-นาโกย่า ประเทศญี่ปุ่น และยังคงทำผลงานระดับท็อปของทวีป ด้วยการเดินหน้าคว้า เหรียญทอง (เซเบอร์ บุคคลหญิง คลาส B) และ เหรียญเงิน (ฟอยล์ บุคคลหญิง คลาส B) มาครองอย่างยิ่งใหญ่ เพิ่มสถิติสะสมในศึกเอเชียนพาราเกมส์ของเธอให้สูงยิ่งขึ้นไปอีก

หัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
ย้อนกลับไปในวัยเยาว์ วิกฤตชีวิตที่ต้องเสียการใช้ขาไปจากอุบัติเหตุอาจทำให้ใครหลายคนท้อแท้และหมดหวัง แต่ผู้หญิงคนนี้เลือกที่จะ "สู้"

จากจุดเริ่มต้นที่ต้องฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง ผ่านความผิดหวัง หยาดน้ำตา และอาการบาดเจ็บนับครั้งไม่ถ้วน ความมีวินัยระดับที่เรียกได้ว่าเหนือมนุษย์ทั่วไป และการไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง คือกลไกสำคัญที่ทำให้เธอยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดของโลกได้ยาวนานกว่า 20 ปี

สำหรับพวกเราคนไทย คุณูปการของพี่แววไม่ใช่เพียงแค่จำนวนของเหรียญรางวัลที่สร้างความสุขและความภาคภูมิใจให้กับพวกเรามาตลอดระยะเวลาอันยาวนานกว่า 20 ปีเพียงแค่นั้น แต่เรื่องราวของพี่แวว คือบทเรียนชีวิตชั้นดีสำหรับพวกเราทุกคน พี่แววบอกกับเราหลายครั้งหลายคราวทั้งโดยคำพูดและการกระทำให้เห็นกับตาว่าอายุเป็นเพียงตัวเลข ขีดจำกัดไม่ได้ขึ้นอยู่กับวัย แต่อยู่ที่หัวใจและความตั้งใจจริง ที่สำคัญคือ“ความมีวินัยชนะทุกอย่าง” พรสวรรค์อาจพาเราไปสู่จุดเริ่มต้น แต่ความมีวินัยสม่ำเสมอเท่านั้นที่จะรักษาความเป็นที่หนึ่งไว้ได้ นอกจากนี้ พี่แววยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างและแรงบันดาลใจสำคัญ สำหรับคนที่เริ่มต้นด้วยความไม่พร้อม แต่พลังใจและการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถพลิกวิกฤตเป็นพลังได้จริงๆ ไม่ว่าชีวิตจะเหวี่ยงความเจ็บปวดอะไรใส่เรา เราสามารถเลือกที่จะลุกขึ้นมาเขียนเรื่องราวชีวิตบทใหม่ให้ตัวเองได้เสมอ

คงไม่เป็นการเกินเลยแต่อย่างใดหากจะบอกว่า แม้ร่างกายจะไม่สมบูรณ์ แต่พี่แววคือความภาคภูมิใจ แรงบันดาลใจ และ“เป็นตัวอย่างของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ“ ในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆด้วยจิตใจที่มุ่งมั่นอย่างแท้จริง

G.O.A.T แห่งวงการฟันดาบวีลแชร์ ตำนานมีชีวิต และ ความสุขของคนไทยเสมอมา

ลูกของแม่ และ แม่ของลูก

สวยงาม สง่างาม สมศักดิ์ศรีธงไตรรงค์ที่อยู่บนชุดแข่งขันและเอามาห่มร่างกายในทุกๆสนามอย่างที่สุด

สายสุนีย์ จ๊ะนะ (พี่แวว)

ใดๆdigestขออนุญาตบันทึกไว้ และกราบขอบพระคุณสำหรับทุกความสุข ความภาคภูมิใจและแรงบันดาลใจที่มีให้กับพวกเราเสมอมาอย่างยาวนานนะครับพี่

เรื่อง : กวิล นาวานุเคราะห์

ครั้งหนึ่งโซเวียต–อเมริกา เคยร่วมช่วยจีนรบญี่ปุ่น!! เปิดประวัติศาสตร์นักบินอาสาสมัครสองมหาอำนาจ สงครามจีน-ญี่ปุ่น (1937-1945) รุนแรง ส่งเครื่องบินรบช่วยกองทัพจีนต้านญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 พยัคฆ์บินอเมริกันมีบทบาทเด่นในสนามรบ

นักบินอาสาสมัครโซเวียตและอเมริกันในกองทัพอากาศจีน

ก่อนและจนกระทั่งสงครามโลกครั่งที่ 2 จีนถูกญี่ปุ่นรุกราน 2 ช่วงเวลา โดยเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดและสร้างความเสียหายรุนแรงคือ สงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1945) ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สองในภาคพื้นเอเชีย โดยมีลำดับเหตุการณ์สำคัญดังนี้:

• การรุกรานแมนจูเรีย (1931): เมื่อวันที่ 18 กันยายน 1931 ญี่ปุ่นสร้างสถานการณ์ระเบิดทางรถไฟใกล้เมืองมุกเดน (เสิ่นหยาง) เป็นข้ออ้างเข้ายึดครองแมนจูเรียทั้งหมด และก่อตั้งรัฐหุ่นเชิด "แมนจูกัว" ขึ้นในปี 1932

• สงครามเต็มรูปแบบ (1937): เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการจาก เหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ใกล้กรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 1937 ซึ่งลุกลามเป็นการทำสงครามเต็มตัว

• การยึดเมืองสำคัญและโศกนาฏกรรมนานกิง: กองทัพญี่ปุ่นรุกคืบยึดเมืองเศรษฐกิจและเมืองหลวงอย่าง เซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง และนานกิง ในปี 1937 โดยเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวจีนครั้งใหญ่ (Nanking Massacre)

• จุดสิ้นสุดสงคราม (1945): จีนภายใต้ความร่วมมือระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและคอมมิวนิสต์ รวมถึงฝ่ายสัมพันธมิตร สามารถต้านทานและได้รับชัยชนะหลังญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนในเดือนกันยายน 1945

ในช่วงเริ่มต้นของสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่สอง กองทัพอากาศจีนมีเครื่องบินรบประมาณ 300 ลำ ในขณะที่ญี่ปุ่นได้ส่งเครื่องบินรบประมาณ 400 ลำจากทั้งหมดที่มี 1,500 ลำ เข้าสู่สมรภูมิ โดยกองทัพอากาศจีนในขณะนั้นส่วนใหญ่ประกอบด้วยเครื่องบินปีกสองชั้นและเครื่องบินปีกล่างรุ่นแรก ๆ รัฐบาลโซเวียตและอเมริกันได้ช่วยเหลือจีนด้วยการฝึกอบรมและเครื่องบิน เช่น P-26 ของสหรัฐฯ และ I-16 ของโซเวียต ในส่วนของเครื่องบินรบ นักบินจีนจะต้องเผชิญหน้ากับเครื่องบินขับไล่แบบ A5M ของญี่ปุ่นเป็นหลัก ตั้งแต่ช่วงต้นสงคราม จีนได้สูญเสียนักบินที่มีประสบการณ์มากที่สุดจำนวนมากเมื่อสงครามดำเนินไป และด้อยกว่าอย่างสิ้นเชิงเมื่อญี่ปุ่นมีการนำเครื่องบินขับไล่แบบ A6M Zero มาใช้ Zero เป็นเครื่องบินรบที่ดีที่สุดในโลกในขณะนั้นสำหรับสมรภูมิที่เข้าสู่การต่อสู้ Zero มีความคล่องแคล่วและระยะปฏิบัติการที่ไกลกว่าเครื่องบินรบของจีน

ในขณะที่ความสามารถในการรบทางอากาศของจีนลดลง กองทัพอากาศจีนได้รับการเสริมกำลังจากกลุ่มอาสาสมัครชาวโซเวียตและอเมริกัน โดยกลุ่มนักบินอาสาสมัครโซเวียต (Soviet Volunteer Group : SVG) คือหน่วยรบพิเศษของกองทัพอากาศสหภาพโซเวียตที่ถูกส่งเข้ามาปฏิบัติการลับในกองทัพอากาศสาธารณรัฐจีน (ROC Air Force) เพื่อสนับสนุนรัฐบาลเจียงไคเช็คในการต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่สอง (1937–1941) ซึ่งมาก่อนหน้ากลุ่ม "เสือบิน" () ของสหรัฐอเมริกา

ปฏิบัติการ Zet หลังเหตุการณ์สะพานมาร์โค โปโล ในปี 1937 จีนและโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างจีน-โซเวียต โซเวียตจึงได้เริ่ม “ปฏิบัติการ Zet” ส่งความช่วยเหลือทางทหารให้แก่จีนอย่างลับๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับญี่ปุ่น ด้วยการการพรางตัว โดยนักบินโซเวียตต้องใช้ชื่อแฝง เดินทางในฐานะพลเรือนหรือนักกีฬา และต้องเปลี่ยนไปสวมเครื่องแบบทหารจีนเมื่อปฏิบัติภารกิจ สำหรับเครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องบินรบของโซเวียตทั้งหมดจะถูกลบตราสัญลักษณ์เดิมออก แล้วพ่นสีตราสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์สีฟ้า-ขาวของกองทัพอากาศจีนแทน เครื่องบินหลักที่ใช้ ได้แก่ เครื่องบินขับไล่ Polikarpov I-15, I-16 และเครื่องบินทิ้งระเบิดความเร็วสูง Tupolev SB โซเวียตส่งนักบินและเจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินรวมประมาณ 3,665 นาย และเครื่องบินให้จีนอีก 885 ลำ (แบ่งกันบินและดูแลระหว่างนักบินจีนและโซเวียตคนละครึ่ง) มีสมรภูมิหลักได้แก่ การป้องกันน่านฟ้าเมือง Nanjing, Wuhan, Chongqing, และ Lanzhou

สำหรับวีรกรรมที่โดดเด่นของนักบินโซเวียตคือ กุมภาพันธ์ 1938 ฝูงบินทิ้งระเบิด Tupolev SB-2 ที่ขับโดยนักบินโซเวียตล้วน บินข้ามทะเลไปโจมตีฐานทัพอากาศญี่ปุ่นบนเกาะฟอร์โมซา (ไต้หวัน) ได้สำเร็จ  ตลอดช่วงสงคราม มีนักบินอาสาสมัครโซเวียตสละชีพบนแผ่นดินจีนมากกว่า 200 นาย (ตัวเลขบันทึกอย่างเป็นทางการระบุไว้ที่ 236 นาย) หนึ่งในวีรบุรุษที่มีชื่อเสียงคือ ร้อยเอก Gregory Kulishenko ซึ่งเสียชีวิตจากการรบในปี 1939 และได้รับการยกย่องจากประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนในฐานะสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ แต่นักบินโซเวียตไม่ได้ร่วมรบจนสงครมสิ้นสุด เพราะโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาความเป็นกลางระหว่างสหภาพโซเวียตและญี่ปุ่น (Soviet–Japanese Neutrality Pact) ลงนามเมื่อวันที่ 13 เมษายน 1941 ที่กรุงมอสโก โดยมีสาระสำคัญคือการรักษาสถานะความเป็นกลางระหว่างกันในสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเวลา 5 ปีกับญี่ปุ่น โซเวียตจึงถอนกำลังทั้งหมดออกจากจีน

"Flying Tigers" หรือ "พยัคฆ์บิน" (ภาษาจีน : เฟ่ยหู่) ชื่อเเรียกของ กลุ่มอาสาสมัครอเมริกัน (American Volunteer Group : AVG) ช่วงฤดูร้อนปี 1941 นักบินทหารอเมริกันกว่าร้อยนายหายตัวไปอย่างลึกลับจากฐานต่าง ๆ ของพวกเขา มีข่าวลือมากมายว่าชายเหล่านั้นเดินทางไปจีนเพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่น โดยรวมเป็นกลุ่มนักบินอาสาสมัครจากอดีตทหารนักบินอเมริกัน (กองทัพบก กองทัพเรือ และกองกำลังนาวิกโยธิน ตอนนั้นยังไม่มีกองทัพอากาศสหรัฐฯ ด้วยยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพบกสหรัฐฯ)

นักบินเหล่านีัได้รับการคัดเลือกโดย Claire L. Chennault อดีตร้อยเอกผู้เกษียณตัวเองจากกองทัพบกสหรัฐฯ เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับญี่ปุ่นในพม่าและจีน ระหว่างปี 1941–42 ในช่วงเวลาที่ญี่ปุ่นควบคุมท่าเรือของจีน ตลอดจนระบบการขนส่งส่วนใหญ่ จนเกือบจะตัดรัฐบาลชาตินิยมของจีนออกจากโลกภายนอก

ชายหนุ่มเหล่านี้ (และสตรีบางส่วน) เริ่มต้นการผจญภัยอีกครั้งหนึ่งในชีวิต พวกเขาไม่ทราบว่าหน่วยพยัคฆ์บินของพวกเขาได้รับอนุญาตในระดับสูงสุดจากประธานาธิบดีรูสเวลต์ในฐานะหน่วยปฏิบัติการลับเพื่อช่วยจีนในการทำสงครามกับญี่ปุ่น : พวกเขาเพียงแค่ต้องการโอกาสที่จะได้เห็นโลกกว้าง และแน่นอนภารกิจนี้ทำให้พวกเขาได้รับค่าจ้างราคางาม

พวกเขากลายเป็นที่รู้จักในนาม "Flying Tigers" หน่วยพยัคฆ์บินที่มีชื่อเสียงมากกระทั่ง John Wayne พระเอกและผู้สร้างชาวอเมริกันชื่อดังได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับหน่วยพยัคฆ์บินในช่วงสงคราม เครื่องบินขับไล่แบบ P-40 ที่วาดส่วนหัวเป็นรูปปากฉลาม กลายเป็นหนึ่งในภาพที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่สอง : และทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบโดยใช้สัญลักษณ์ปากฉลามมากมายหลายแบบตั้งแต่เป้สะพายหลังไปจนถึงจักรยาน

หน่วยพยัคฆ์บินประกอบด้วย 3 ฝูงบิน (เครื่องบินรบราว 60 เครื่อง) ฝูงบินที่ 1"Adam & Eves"; ฝูงบินที่ 2 "Panda Bears" และ ฝูงบินที่ 3 "Hell's Angels" เริ่มปฏิบัติการรบด้วยเครื่องบิน 79 ลำ นักบิน 82 นาย มีนักบินของหน่วยพยัคฆ์บิน 19 นายเป็นเสืออากาศด้วยสถิติยิงเครื่องบินข้าศึกตกมากกว่า 5 ลำขึ้นไป โดยหน่วยพยัคฆ์บินสามารถทำลายเครื่องบินญี่ปุนได้ 297 ลำ รวมทั้ง 229 ลำที่ถูกยิงตกจากการรบในอากาศ

ระหว่างสงครามหน่วยพยัคฆ์บินเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนเชื้อเพลิง ชิ้นส่วน และนักบิน แต่หน่วยบินรบเล็ก ๆ นี้ยังคงได้รับชัยชนะเหนือกองทัพอากาศญี่ปุ่นที่ใหญ่กว่า ทั้งยังมีอุปกรณ์ครบครัน พวกเขาบินส่งเสบียงและคุ้มกันทางอากาศสำหรับถนนสายพม่า ทั้งยังประสบความสำเร็จในการปกป้องเมือง Chungking เมืองหลวงของจีนในขณะนั้น  และต่อสู้กับญี่ปุ่นในภาคตะวันตกเฉียงใต้ และพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ของจีน

ความน่าทึ่ง ความคล่องตัว ความแม่นยำในการบิน และยุทธวิธีนอกกรอบ ทำให้หน่วยพยัคฆ์บินสามารถเอาชนะญี่ปุ่น และสร้างความเสียหายมากมายต่อกองทัพอากาศและกองกำลังภาคพื้นดินของญี่ปุ่น ในวันที่ 4 กรกฎาคม 1942 สมาชิกของหน่วยที่ปสมัครใจถูกโอนเป็นสมาชิกของกองบินทหารบก สหรัฐฯที่ 10 และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของทั้งกองกำลังทางอากาศของจีน และกองกำลังทางอากาศที่ 14 กองทัพอากาศสหรัฐฯ (ปัจจุบันเป็นกองกำลังอวกาศ กองทัพอวกาศสหรัฐฯ ฐานทัพอวกาศ  Vandenberg, มลรัฐ California) ซึ่งยังคงอยู่ใต้บังคับบัญชาของ Claire L. Chennault ผู้ซึ่งได้รับการเลื่อนยศให้เป็นนายพลจัตวา (1942) และนายพลตรีในปีต่อมา (1943)

หน่วยพยัคฆ์บินได้รับรัฐอิสริยาภรณ์ Presidential Unit Citation (United States) จากรัฐบาลสหรัฐฯ, the Distinguished Flying Cross จากกองทัพอากาสสหรัฐฯ และบุคลากรผู้ปฏิบัติงานภาคพื้นทุกนายได้รับเหรียญ Bronze Star กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างมากเนื่องจากการใช้ยุทธวิธีใหม่ๆ ที่เน้นจุดแข็งของเครื่องบินรบอย่างเช่น P-40 “Kitty Hawk” ด้วยความเร็วและอำนาจการยิง ในขณะเดียวกันก็สามารถลบล้างข้อได้เปรียบในด้านความคล่องแคล่วของเครื่องบินรบญี่ปุ่น ยุทธวิธีเหล่านี้มักถูกเรียกว่า "Boom and Zoom" มันประกอบด้วยการโจมตีด้วยความเร็วสูง (ด้วยการดำดิ่งลงมา) ใส่เครื่องบินข้าศึก จากนั้นแยกตัวออกไปและกลับไปที่ระดับความสูงที่ศัตรูไม่สามารถไล่ตามได้เนื่องจากอยู่ในสถานะกำลังเครื่องยนต์ที่ด้อยกว่า ซึ่งต่อมากลายเป็นยุทธวิธีในการรบทางอากาศของเครื่องบินใบพัดและเครื่องบินไอพ่นรุ่นแรก ๆ

โดยรวมแล้ว กองทัพอากาศจีนเสียเปรียบอย่างมากตั้งแต่เริ่มต้น เพราะญี่ปุ่นขณะนั้นมีนักบินที่ได้รับการฝึกฝนที่ดีที่สุดในโลก และเครื่องบินที่ทันสมัยที่สุดบางลำในช่วงต้นสงคราม จีนไม่มีนักบินที่มีประสบการณ์หรือเครื่องบินสมัยใหม่มาแทนที่การสูญเสีย จึงต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมากสำหรับนักบินที่จะขึ้นเครื่องโดยรู้ถึงข้อเสียเปรียบด้านตัวเลข เทคโนโลยี และการฝึกอบรมที่พวกเขาเผชิญ เมื่อสงครามดำเนินไปและมีการสนับสนุนจีนมากขึ้น รวมถึงเครื่องบินรุ่นใหม่ กองทัพอากาศของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

DNA จากรุ่นสู่รุ่น เปิดเส้นทาง “พลอย เบนซ์ทองหล่อ” กับวิชาธุรกิจนอกตำรา “ใช้ใจแลกใจ” สานต่อบริการด้วยหลัก “ซื่อสัตย์-ใส่ใจ” ยึดคำมั่น “ไม่ใช่แค่เหมือนเดิม แต่ต้องดีกว่าเดิม”

ถ้าพูดถึงชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” เชื่อว่าในแวดวงคนรักรถหรูคงไม่มีใครไม่รู้จัก แต่หลายคนอาจจะเคยสงสัยอยู่ในใจว่า เอ๊ะ... ในเมื่อโชว์รูมและศูนย์บริการตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นที่กว่า 5 ไร่ ย่าน ‘รามอินทรา’ แล้วทำไมถึงยังใช้ชื่อ ‘เบนซ์ทองหล่อ’ อยู่? 

“พลอย” พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ ได้ให้คำนิยาม “เบนซ์ทองหล่อ” ไว้ว่า “ความเป็นเบนซ์ทองหล่อ ไม่ใช่แค่ชื่อหรือสถานที่ขายรถ แต่คือ DNA คือตัวตนที่สะท้อนการดูแลลูกค้าแบบคนในครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะย้ายไปอยู่ที่ไหน เอกลักษณ์นี้ก็จะยังคงอยู่”

ตำนานที่เริ่มต้นจาก ‘พลาสติกติดเทป’ สู่ชื่อที่ไม่มีวันเปลี่ยน

ย้อนกลับไปในยุคบุกเบิก โชว์รูมแห่งแรกไม่ได้หรูหราโอ่อ่าอย่างทุกวันนี้ คุณพ่อวสันต์ (ผู้ก่อตั้ง) เริ่มต้นจากการขายรถผ่านทางโทรศัพท์บนตึกที่ไม่มีรถจอดโชว์สักคัน จนกระทั่งขยับขยายมาเปิดหน้าร้านแห่งแรกที่ ‘ซอยทองหล่อ’ ด้วยความที่ทุนสร้างยังมีไม่มาก หน้าต่างโชว์รูมในวันนั้นจึงทำจากพลาสติกติดเทปใสธรรมดา ๆ แต่นั่นกลับเป็นจุดกำเนิดของชื่อ “เบนซ์ทองหล่อ” ที่โด่งดังไปทั่วประเทศ

เวลาล่วงเลยผ่านไป กิจการเติบโตขึ้นจนต้องขยายพื้นที่ และตัดสินใจรวบรวมศูนย์บริการมาไว้ที่ ‘รามอินทรา’ แบบครบวงจร แต่สิ่งหนึ่งที่คุณพลอยตัดสินใจเด็ดขาดคือ “เราจะไม่ทิ้งชื่อเบนซ์ทองหล่อ” เพราะชื่อนี้ก้าวข้ามคำว่าโลเคชันไปแล้ว แต่คือสัญลักษณ์ของความเชื่อใจ และการต้อนรับที่อบอุ่นแบบฉบับเบนซ์ทองหล่อนั่นเอง

จากเด็กหญิงที่วิ่งเล่นในออฟฟิศ สู่เก้าอี้ CEO

คุณพลอยไม่ได้เพิ่งก้าวเข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อวานซืน แต่เธอคือสายเลือดหนึ่งเดียวที่คลุกคลีกับกลิ่นเบาะหนังและเสียงเครื่องยนต์มาตั้งแต่จำความได้ ภาพวัยเด็กของเธอคือเด็กผู้หญิงที่เลิกเรียนปุ๊บ ก็มาวิ่งเล่นในออฟฟิศเพื่อรอคุณพ่อกลับบ้านทุกเย็น

เธอเติบโตมาพร้อมกับภาพจำในยุครุ่งเรืองที่คุณพ่อสร้างสรรค์ไอเดียระดับประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการนำรถเบนซ์ไปให้ผู้นำระดับโลกใช้ในงานประชุมผู้นำนานาชาติ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวรถ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยี “รถยืด” (Limousine) เข้ามาทำในไทยจนได้มีโอกาสถวายงานในหลวง รัชกาลที่ 9 รวมไปถึงการฝ่าวิกฤตต้มยำกุ้งที่คุณพ่อพลิกวิกฤตเปิด ‘ตลาดนัดคนเคยรวย’ จนเป็นข่าวดังไปทั่วโลก วันนี้ในฐานะ CEO เธอรับไม้ต่อในการบริหารแบบเต็มตัว พร้อมกับประสบการณ์ที่หล่อหลอมเธอมาทั้งชีวิต

“วิชาธุรกิจจากคุณพ่อ ไม่มีคู่มือข้อ 1 2 3 แต่คือการซึมซับผ่านการลงมือทำ การกัดฟันฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจหล่อหลอมให้เรามีความอดทนและพร้อมรับมือกับทุกปัญหาโดยไม่รู้ตัว” พลอยกาญจน์กล่าว

วิชา ‘ใจแลกใจ’ นอกตำราของคุณพ่อวสันต์

สิ่งที่ได้รับถ่ายทอดจากคุณพ่อไม่ใช่ทฤษฎีธุรกิจที่สวยหรู แต่คือการเรียนรู้ผ่านการใช้ชีวิตและการทำงานเคียงข้างท่านมาตลอด เธอซึมซับความอดทนจากการมองเห็นคุณพ่อแก้ปัญหาในทุกวิกฤต

และมรดกทางความคิดชิ้นสำคัญที่สุดที่คุณพ่อถ่ายทอดให้คือปรัชญา “ใจแลกใจ” คุณพ่อมักสอนเสมอว่า หากอยากได้ใจลูกค้า เราต้องเป็นฝ่ายให้ใจเขาก่อน ความซื่อสัตย์และการรักษาชื่อเสียงไม่ให้มีประวัติด่างพร้อย คือสิ่งที่ทำให้ลูกค้าเดินเข้ามาหาเบนซ์ทองหล่อด้วย “ความสบายใจ” เสมอ

สไตล์ ‘พลอย เบนซ์ทองหล่อ’ รักษาแก่นแท้ แต่ติดปีกให้ทันสมัย

ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์เปลี่ยนโฉมหน้า ทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่ และจากเทคโนโลยีการสื่อสารที่เข้ามามีผลต่อความต้องการของลูกค้า นี่คือจุดที่ทำให้เธอ “คิดเพื่อปรับ” สไตล์การบริหารยุคใหม่เข้ามาผสานกับ DNA เดิม

วันนี้ การต่อสู้กันที่ “ราคา” ไม่ใช่หัวใจสำคัญอีกต่อไป หากแต่เป็น “การบริการ” ที่จะได้ใจลูกค้า เธอจึงปรับเข็มทิศให้ทีมงานเปลี่ยนทักษะจากการเป็น “นักขาย” มาเป็น “ผู้ดูแลลูกค้า” ที่ยังคงรักษาเสน่ห์ความอบอุ่นแบบคุณพ่อไว้เต็มเปี่ยม แต่เสริมทัพด้วยความรวดเร็วในการแก้ปัญหา (Take Action) กล้าตัดสินใจ และเปิดรับฟังลูกค้าอย่างเต็มที่ นอกจากนี้เธอยังเดินหน้าสื่อสารแบรนด์ผ่านโซเชียลแพลตฟอร์ม เพื่อพาความคลาสสิกของเบนซ์ทองหล่อไปทำความรู้จักกับกลุ่มคนรุ่นใหม่ พิสูจน์ให้เห็นว่าผู้หญิงก็สามารถนำทัพธุรกิจรถยนต์ฝ่าพายุการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่งและสง่างาม

“ลูกค้าเพียง 1 คน คือกระบอกเสียงที่ทรงพลังที่สุด ฐานลูกค้ากว่าหมื่นรายคือสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล ที่เราพร้อมจะตอบแทนด้วยความใส่ใจที่ดียิ่งกว่าเดิม” นี่คือสิ่งที่พลอยกาญจน์ตระหนักและเห็นความสำคัญอย่างยิ่ง

คำขอบคุณจากหัวใจ ถึงลูกค้าที่เติบโตมาด้วยกัน

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ฐานลูกค้ากว่า 10,000 ราย คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดถึงความเชื่อมั่นที่ทุกคนมีให้เบนซ์ทองหล่อ-รามอินทรา ลูกค้าหลายครอบครัวอุดหนุนกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ส่งต่อความไว้วางใจมาจนถึงรุ่นลูกหลาน

วันนี้ ภายใต้การบริหารของซีอีโอหญิงที่ชื่อ พลอย เบนซ์ทองหล่อ เธอขอใช้พื้นที่นี้ส่งต่อคำขอบคุณจากใจจริงถึงลูกค้ากว่าหมื่นรายที่มอบความไว้วางใจให้ครอบครัวเบนซ์ทองหล่อเสมอมา คำมั่นสัญญาจากผู้บริหารหญิงคนนี้คือ ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์จะหมุนเปลี่ยนไปไวแค่ไหน เธอพร้อมจะนำ DNA การบริการที่ฝังรากลึก มาผสานกับวิสัยทัศน์การบริหารยุคใหม่ ดังนั้น “เบนซ์ทองหล่อ” ในเวอร์ชันของเธอจะไม่หยุดอยู่แค่การรักษามาตรฐานเดิม แต่จะต้อง “ดีขึ้นกว่าเดิม” เพื่อสร้างตำนานบทใหม่ และตอบแทนทุกความเชื่อมั่นที่ลูกค้ามีให้ตลอดไป

เมื่อแก้มลิง ร.9 กลับมาเป็นคำถามกลางวิกฤตน้ำท่วม!! คนสามกีบเลือกตั้งจน สส.ครองเมือง ผู้ว่าฯ สองสมัยถูกเชิดชูแต่ขาดการแก้ไข แก้มลิงเคยถูกดูแคลนกลับสำคัญยามน้ำท่วม นักการเมืองทำคนกรุงเสียประโยชน์หนัก

เมื่อสามกีบเคยหัวเราะเยาะแก้มลิงของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙”
หนังตลกร้ายจึงเกิดขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว

มีคำกล่าวหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นมาฉายภาพของสังคมไทยได้อย่างชัดแจ้งก็คือ "เราเลือกนักการเมืองแบบไหน นั่นก็เพราะตัวเรามีคุณภาพในแบบนั้น” ไม่ต่างจากชาวเมืองกรุงเทพมหานคร นอกจากเทคะแนนจน “สส.พรรคส้ม” ยึดครอง กทม. ได้สำเร็จ กลายเป็น “เมืองหลวงของคนสามกีบ” ไปโดยปริยาย เท่านั้นยังไม่พอ คนกรุงสามกีบส่วนใหญ่ก็ยังสนับสนุน “ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร” คนปัจจุบันอีกเช่นกัน

เป็นผู้ว่าฯที่ “คนสามกีบ” เชิดชู เชื่อมั่นใน “ถุงข้าวแกงทีถือ” จึงเทใจให้ถึงสองสมัย

แต่เรื่องที่อยากเขียนถึงไม่ใช่ “รสนิยมทางการเมือง” ของคนเมืองหลวง แต่คือ “ตลกร้ายเรื่องน้ำท่วม” ที่เกิดขึ้นจริงย่านคลองสามวาและคันนายาว กับห้วงเวลาน้ำเน่าท่วมขังนานกว่าสองสัปดาห์

หากย้อนกลับไปในวันที่ฝนยังไม่ตก โซเชียลมีเดียเคยกึกก้องไปด้วยการตั้งคำถามเชิงดูแคลนต่อแนวพระราชดำริเรื่อง “แก้มลิง” ของ “ในหลวงรัชกาลที่ ๙” คนที่เป็นสามกีบจำนวนไม่น้อยพากันมองว่า “โครงการแก้มลิง” เป็นภูมิปัญญาโบราณที่ไม่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่ พร้อมกับฝันหวานถึง “นโยบายระบายน้ำสุดไฮเทค” จากผู้ว่าฯ คนที่พวกตนประเคนคะแนนเสียงให้

ทว่า เมื่อถึงเวลาที่ “ธรรมชาติลงโทษ” ภาพฝันเหล่านั้นก็หายไปกับ “ถุงข้าวแกง” ทันที

หนังตลกร้ายฉากใหญ่เริ่มขึ้น ณ คลองสามวาและคันนายาว เมื่อฝนตกนาน น้ำก็เริ่มเอ่อล้น “แก้มลิงคู้บอน” ที่ควรจะมีเตรียมไว้รองรับน้ำ กลับ “ถูกปล้นหายไป” ไร้การฟื้นฟูจัดการอย่างเป็นระบบจากผู้นำเมืองที่ตนเลือกมา ผลลัพธ์คือถนนกลายเป็นคลอง บ้านเรือนกลายเป็นบึง และทรัพย์สินเงินทองที่หามาด้วยความเหนื่อยยาก ถูกจมหายไปกับน้ำเน่าขัง

สิ่งที่น่าอับอายและพูดไม่ออกที่สุดในเวลานี้ก็คือ สภาพของคนที่เคยหัวเราะเยาะแก้มลิง วันนี้กลับต้องก้มหน้ารับกรรมอยู่ในบ้านที่น้ำท่วมสูง จะด่าใครก็เข้าตัว จะโวยวายผู้ว่าฯ ที่ตัวเองเคยอวยไว้จนเกินจริงก็เขินปาก สิ่งที่เคยมองว่าไร้ค่าอย่าง "แก้มลิง" ในวันนั้น กลายเป็นสิ่งที่ “ชีวิตของตัวเอง” ต้องการมากที่สุดในวันนี้

ที่น่าจะบาปหนักที่สุดคือ นักการเมืองที่ตนเองเลือก พลอยทำให้คนเมืองหลวงทั้งหมดต้องสูญเสีย “แก้มลิงคู้บอน” ไปด้วย

แจ็ค รัสเซล

ศึกคนเก่า ปะทะคนใหม่!! ชิงนายกเทศมนตรีนครสงขลา 3 ทีมดัง ‘วันชัย’ หวังสานงานต่อ ‘สมศักดิ์’ ขอคืนสนาม ‘เกรียงไกร’ เปิดทีมก้าวหน้าท้าชน จับตาฐานเสียงเก่าและใหม่ โฟกัสนโยบายแก้น้ำท่วม อนาคตเมืองขึ้นกับทีมใคร

เช็กความพร้อม 3 ทีม ระเบิดศึกชิงเก้าอี้นายกเทศมนตรีนครสงขลา

สนามเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครสงขลาเริ่มชัดขึ้น หลัง วันชัย ปริญญาศิริ ลาออกเมื่อ 12 ตุลาคม 2569 โดยสำนักงานการเลือกตั้งสงขลา กำหนดเลือกตั้งเป็นวันที่ 29 พฤศจิกายน 2569 และเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 26-30 ตุลาคมนี้

การประเมินความพร้อมต้องแยกให้ชัดระหว่างสิ่งที่แต่ละทีมประกาศแล้ว กับสิ่งที่ยังต้องตรวจสอบ โดยไม่ด่วนสรุปว่าใครได้เปรียบจากกระแสข่าวเพียงอย่างเดียว

1. ทีมวันชัย ปริญญาศิริ

อดีตนายกฯ คนล่าสุด

ฐานสำคัญ: ผลงานการบริหารและโครงการพัฒนาเมือง เข้าตาประชาชนหรือไม่ แต่มีเสียงกระซิบถึงข้อติติงนโยบายบางเรื่องที่ประชาชนยังไม่สบายใจ

วันชัยยืนยันว่าจะกลับมาลงสมัครอีกครั้ง และเปิดเผยว่าจัดเตรียมทีมบริหารแล้ว โดยมีประเด็นผลงานที่นำเสนอ ได้แก่ การประสานงบประมาณจากหน่วยงานภายนอกกว่า 1,000 ล้านบาท โครงการโครงสร้างพื้นฐาน การนำสายไฟฟ้าลงดิน ย่านเมืองเก่า และการพัฒนาพื้นที่ท่องเที่ยว 

จุดอ่อนอยู่ตรงที่ทีมบริหารเดิม แตกตัวไปจัดทีมมาลงแข่งด้วย จากรองนายกฯ อันสะท้อนถึงปัญหาความขัดแย้ง ความไม่ลงรอยกันในทีมเดิม

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อทีมบริหารและผู้รับผิดชอบแต่ละด้านน่าสนใจแค่ไหน ดึงคะแนนเสียงได้ไหม

-มีแผนรับมือน้ำท่วมที่เป็นรูปธรรมอย่างไร หลังเมืองเผชิญความคาดหวังเรื่องการป้องกันน้ำท่วม

-สามารถชี้แจงผลงานที่ผ่านมา พร้อมแสดงแผนสานต่อโครงการที่ยังไม่เสร็จได้ชัดเจนเพียงใด

แม้มีการประกาศเตรียมลงสมัครและจัดทีมแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมอย่างเป็นทางการและความพร้อมเชิงปฏิบัติการ โดยเฉพาะนโยบายแต่ละด้าน และครอบคลุมแค่ไหน

2. ทีมสมศักดิ์ ตันติเศรณี

อดีตนายกฯ คนก่อน

ฐานสำคัญ: ประสบการณ์บริหารและเครือข่ายเดิม

สมศักดิ์เคยบริหารเทศบาลนครสงขลารวมประมาณ 8 ปี และมีประสบการณ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานกับการพัฒนาเมือง รายงานของสำนักข่าวอิศรา รวมถึงเปิดเผยกับ #นายหัวไทร ระบุว่าเขาเตรียมกลับมาลงสนามอีกครั้ง โดยยอมรับว่าฐานเสียงเดิมอาจลดลงบ้าง  

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-ทีมงานเดิมยังรวมตัวกันแน่นแค่ไหน และมีเครือข่ายใหม่เข้ามาเติมหรือไม่

-มีนโยบายชุดใหม่ที่ตอบโจทย์ปัจจุบัน ไม่ใช่อาศัยเฉพาะผลงานในอดีตหรือไม่

-มีแผนรับมือน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองที่ประชาชนตรวจสอบได้อย่างไร

สมศักดิ์ มีประสบการณ์บริหารและกำลังเตรียมลงสนาม แต่ยังต้องตรวจสอบรายชื่อทีมบริหารและนโยบายฉบับเต็ม

โจทย์ของสมศักดิ์จึงอยู่ที่การเชื่อมประสบการณ์ในอดีตเข้ากับความต้องการของคนเมืองในวันนี้ โดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วม คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจท้องถิ่น

3. ทีมเกรียงไกร คมขำ

คนรุ่นใหม่ สายภาคประชาชน

ชื่อทีม: นครสงขลาก้าวหน้า

เกรียงไกรเป็นที่รู้จักในแวดวงภาคประชาชน เคยทำงานใกล้ชิดกับจูรี นุ่มแก้ว ส.ส.สงขลา เขต 2 พรรคประชาธิปัตย์ และเคยเป็นเลขานุการนายกเทศมนตรีนครสงขลา เกรียงไกรเริ่มรวบรวมทีมงานและเครือข่ายเพื่อเตรียมแข่งขัน  เริ่มขึ้นป้ายตามแยกต่างๆ อันสะท้อนถึงความพร้อม พร้อมกับทำคลิปประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อโซเชี่ยลต่อเนื่อง

จุดที่ต้องตรวจสอบความพร้อม

-รายชื่อผู้ร่วมทีมและผู้รับผิดชอบงานบริหารมีความชัดเจนเพียงใด

-สามารถขยายเครือข่ายภาคประชาชนให้ครอบคลุมชุมชนต่าง ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน

-นโยบายและงบประมาณที่จะใช้ขับเคลื่อนเมืองมีรายละเอียดแล้วหรือยัง

มีการเคลื่อนไหวรวบรวมทีมและเครือข่าย แต่รายละเอียดทีมบริหารและนโยบายยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

สำหรับเกรียงไกร ประเด็นสำคัญคือการเปลี่ยนทุนทางสังคมและประสบการณ์ทำงานภาคประชาชนให้เป็นแผนบริหารเทศบาลที่ชัดเจน ครอบคลุมทั้งงบประมาณ บุคลากร และการแก้ปัญหาเร่งด่วนของเมือง

นอกจากสามทีมดังกล่าวยังมีอีกสองกลุ่มที่ต้องจับตา

ทีมจารึก ตันติเศรณี และ สมชาย จันทรประทิน อดีตรองนายกเทศมนตรีนครสงขลา อยู่ในกลุ่มที่มีข่าวเคลื่อนไหวด้วย จึงยังไม่ควรสรุปว่าสนามนี้มีผู้แข่งขันจริงเพียงสามทีม เเป็รอวันสมัครจริง

5. สิ่งที่ควรติดตามในช่วง 26-30 ตุลาคม

รายชื่อผู้สมัครอย่างเป็นทางการ ตรวจสอบว่าใครยื่นสมัครจริง และใครถอนตัวหรือเปลี่ยนแผน

รายชื่อทีมบริหารและเครือข่ายสนับสนุน แยกบุคคลที่ประกาศสนับสนุนชัดเจนออกจากเพียงผู้ที่เคยร่วมงานกัน นโยบายรับมือน้ำท่วม ทั้งระบบระบายน้ำ จุดเสี่ยง งบประมาณ และหน่วยงานที่ต้องประสาน เพราะเป็นโจทย์เร่งด่วนของนครสงขลา ความต่อเนื่องของโครงการเดิม โดยเฉพาะโครงการที่มีการทำสัญญาแล้ว ต้องตรวจสอบสถานะและภาระงบประมาณให้ชัดเจน

การเปิดเผยนโยบายและการหาเสียงในชุมชน ติดตามจากกิจกรรมจริงและเอกสารนโยบาย ไม่ใช้ยอดแชร์หรือกระแสในโซเชียลแทนคะแนนนิยม

ศึกนี้อยู่ที่ว่า “วันชัย”ยังรักษาฐานเดิม และขยายฐานจากผลงานได้มากน้อยแค่ไหน “สมศักดิ์”จะกลับมาแย่งคะแนนไปได้แค่ไหน ให้จับตา “เกรียงไกร”อาจเป็นตาอยู่ก็เป็นได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top