Saturday, 7 November 2026
COLUMNIST

เกมปรับ ครม. สกัด ‘ไอเดียร์’!! โรมเปิดโปงสามีแก๊งสแกมเมอร์ ชี้สินบน 40 ล้าน เรื่องเดือดในสภา พรรคในบุรีรัมย์ปะทะคนใหม่ชัยภูมิ รอดูชี้แจง กมธ. 7 ต.ค.

เกมปรับ ครม.สะกัด “แทนทรัพย์” โตข้ามบ้านใหญ่บุรีรัมย์ ส่งข้อมูลฝ่ายค้านแฉสแกมเมอร์

นี้คือเกมการเมืองในสภาที่ซ้อนกัน 3 ชั้น ไม่ใช่แค่เรื่องผัวเมียครับ ต้องดูต้นสายจริงๆกับปรากฏการณ์ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน เปิดฉากแฉ สามี สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชาวจีนเชื้อสายออสเตรเลีย อาจจะเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ และเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ

เดือดทั้งสภากับกระทู้ของโรม ที่ถามความคืบหน้าเรื่องเงินสินบน 40 ล้าน ให้หยุดปราบแก๊งสแกมเมอร์ เรามาลองลำดับเหตุการณ์ และวิเคราะห์กันว่ามันเกิดอะไรขึ้น และแนวโน้มจะเป็นอย่างไร
1. เหตุการณ์จริงที่เกิดในสภาคือ วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา โรมตั้งกระทู้ถาม ไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี เรื่องมีคนเสนอสินบน 40 ล้านให้รัฐมนตรี มีความคืบหน้าไปถึงไหนอย่างไร
ไชยชนกสวนกลับว่า สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน ก็เอี่ยวเว็บพนัน
โรมเลยสวนว่า ถ้าจะปราบให้แฟร์ ให้ไปดู "สส.หญิงชัยภูมิคนหนึ่ง ที่อาจจะมีสามีเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศ"

ชัยภูมิ สส.หญิงมีคนเดียวคือ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ หรือ ไอเดียร์ พรรคภูมิใจไทย ลูกสาว สัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ เขต 3 พ่อลูกอยู่ภูมิใจไทยทั้งคู่ ก่อนหน้านี้อยู่พลังประชารัฐมาก่อน

ไอเดียร์ลุกโต้ทันทีว่าพูดลอยๆ ทำให้เสียหาย ให้เปิดหลักฐานเลย ถ้าไม่มีหลักฐานทำให้เขาเสียหาย ให้ถอนคำพูดสุดท้ายโรมไม่ถอนคำพูด โดนรองประธานสภาฯ เชิญออกจากห้องประชุม
หลังจากนั้นโรมแถลงต่อว่าจะเรียก ไอเดียร์และสามี นายซาง ไท่หยาง ชาวจีนสัญชาติออสเตรเลีย มาชี้แจง กมธ.กฎหมาย 7 ต.ค. ประเด็นคือเงินเกือบ 1900 กว่าล้านมาจากไหน บริษัทที่เขาปล่อยกู้ล้มละลายไปแล้ว บางกองทุนคนติดคุกไปแล้ว
และโรมทิ้งบอมบ์อีกดอกว่า ไอเดียร์เคยเป็นเลขานุการ รมว.ดีอี คาบเกี่ยวกับช่วงมีเรื่องสินบน 40 ล้านด้วย

ฝ่ายไอเดียร์ไปแจ้งความหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาที่ บก.ปอท. และยืนยันว่าสามีก่อนแต่งก็รวยอยู่แล้ว เขาทำธุรกิจลงทุนหลายบริษัท ไม่ได้เอี่ยวสแกมเมอร์

พ่อคือ สัมฤทธิ์ ก็ออกมาบอกว่าเชื่อลูกเขยทำธุรกิจสตาร์ทอัพสุจริต มีระบบตรวจสอบเข้มงวดในต่างประเทศ พร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ แต่ติงว่า กมธ.ไม่มีอำนาจเรียกคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง มาให้ข้อมูล

2. วิเคราะห์ต้นสายปลายเหตุ

ก. โซ้ย หรือแซะกันเองในภูมิใจไทย หวังผลเรื่องการปรับ ครม.ภูมิใจไทยตอนนี้มีโควตา 19 ตำแหน่ง แต่ สส.ทะลักเข้ามาเยอะ สูตรล่าสุดคือ 10 สส. ต่อ 1 รมต. แปลว่าแย่งกันดุเดือดมาก พ่อลูกตระกูลแทนทรัพย์ ถือ 2 เก้าอี้ในชัยภูมิ เป็นบ้านใหญ่ที่เพิ่งย้ายมาอยู่ภูมิใจไทย ถ้าพ่อได้เป็นรัฐมนตรี ลูกสาวก็เป็นฐานต่อรอง กลุ่มเก่าในบุรีรัมย์+บ้านใหญ่เจ้าถิ่นเดิมจึงไม่พอใจ อยากสกัดไม่ให้ตระกูลใหม่โตเร็ว

ข. ส่งข้อมูลให้ฝ่ายค้าน - ประชาชน และ ประชาธิปัตย์ เป็นไปได้หรือไม่
นี่คือวิธีที่เนียนที่สุดในสภาไทย และเกิดขึ้นบ่อยในช่วงจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือปรับ ครม. ตอนนี้ข้อมูลทรัพย์สิน 1,900 ล้านของไอเดียร์และสามี ใครก็เปิดดูได้จาก ป.ป.ช. แต่ข้อมูลเชิงลึกว่าบริษัทไหนล้มละลาย กองทุนไหนคนติดคุก ต้องมีคนชี้เป้า โรมถึงพูดได้ว่า "ไม่ต้องห่วงหลักฐานมาแน่" แสดงว่ามีคนส่งไฟล์ให้แล้ว

การที่โรมได้ข้อมูล แล้วประชาธิปัตย์ โดยศิริโชค โสภา อดีต สส.ก็น่าจะได้ข้อมูลเดียวกัน แบ่งกันเล่น โรมเปิดประเด็น ศิริโชคขยี้ต่อ ประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งตอกย้ำเจตนารมณ์ไม่ร่วมรัฐบาลภูมิใจไทยเพราะ "ละอายใจต่อบรรพบุรุษ" ก็ออกมาซ้ำเรื่องความโปร่งใส จึงเข้าล็อคทฤษฎี "ยืมมือฝ่ายค้านฆ่า" ไม่ต้องเปลืองตัวทะเลาะกันเองในพรรคร่วม
ค. โซ้ยแซะพ่อ สกัดนั่งรัฐมนตรี นี่คือเป้าหลัก พ่อคือ สัมฤทธิ์ เป็นประธาน กมธ.พาณิชย์ฯ กำลังมีชื่อลุ้น รมต. ถ้าลูกสาวโดนแผลเรื่องสามีพัวพันสแกมเมอร์และฟอกเงิน พ่อก็หมดความชอบธรรมทันที ตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน ปปง.ต้องเข้ามายึดอายัดตรวจสอบก่อน โรมจงใจพูดเรื่องนี้
และถ้าลูกสาวโดน ป.ป.ช.สอบหนัก ก็เท่ากับตัดขาตระกูลแทนทรัพย์ทั้งตระกูล ไม่ใช่แค่สกัดไอเดียร์คนเดียว

ง. ใครแซะ ใครโซ้ย? ถ้าเรียงตามผลประโยชน์:
-คนแซะไอเดียร์: กลุ่มบ้านใหญ่เดิมในภูมิใจไทยที่เสียโควตา รมต. ให้กลุ่มใหม่ย้ายมา + กลุ่มที่อยากดันคนของตัวเองนั่งดีอี แทนสายของไชยชนก
-คนโซ้ยพ่อ: กลุ่มเดียวกัน เพราะถ้าพ่อได้ รมต. บ้านใหญ่ชัยภูมิจะกลายเป็นขั้วอำนาจใหม่ในอีสานทับซ้อนกับขั้วบุรีรัมย์
-คนได้ประโยชน์จากการให้โรมแฉ: ภูมิใจไทยสายหลัก (ชิดชอบ) เองก็ได้ประโยชน์ เพราะได้อ้างว่าพรรคพร้อมให้ตรวจสอบ โชว์ว่าตัวเองปราบสแกมเมอร์จริง แต่ก็ได้กำจัดกลุ่มที่อาจเป็นจุดอ่อนเรื่องทุนสีเทาไปในตัว

สรุปสั้นๆ: นี่ไม่ใช่เรื่องโรมอยากแฉไอเดียร์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องคนในภูมิใจไทยอยากใช้โรมเป็นมีดไปเชือดกันเอง ก่อนโผ ครม. อนุทิน 2 จะออก โรมได้คอนเทนต์ปราบสแกมเมอร์ที่เป็นจุดยืนพรรคประชาชนมาตลอด ส่วนคนส่งข้อมูลในภูมิใจไทยได้กำจัดคู่แข่งโดยไม่ต้องออกหน้าเอง

ต้องรอดูวันที่ 7 ต.ค. ว่า ไอเดียร์กับสามีจะกล้าเข้าชี้แจง กมธ.หรือไม่ และ ป.ป.ช. จะเรียกสอบที่มาทรัพย์สิน 1.9 พันล้านเมื่อไหร่ นั่นจะเป็นตัวตัดสินว่านี่คือการสกัดทางการเมือง หรือมีมูลเรื่องฟอกเงินจริง

ตั้งคำถามน้ำท่วมกรุงเทพฯ ใครต้องรับผิด!! ชี้ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง น้ำท่วมกรุงเทพยังเป็นปัญหาเรื้อรัง ปี 69 ฝนตกน้อยแต่น้ำท่วมหนัก รัฐบาล-กทม.ต่างรับผิดชอบร่วมกัน

ด่าให้ถูกตัว…..น้ำท่วมกรุงเทพ ใครคือจำเลย

เป็นเรื่องตลกที่น้ำท่วมกรุงเทพที่ผ่านมา คนกรุงเทพกลับบอกว่าผู้ว่าฯไม่ผิด ผิดที่รัฐบาลไม่ช่วยเหลือ ในขณะที่น้ำท่วมพัทยา คนกลับด่าผู้ว่าฯกันขรม ไม่มีคนด่ารัฐบาลเลย เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องการเมืองคือฉันไม่เลือกพรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนี้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ฝ่ายที่เป็นรัฐฯทำผิดหมด ส่วนฉันเลือกผู้ว่าคนนี้อะไรที่ผู้ว่าคนนี้พูดถูกเสมอ เอาเป็นว่าวันนี้เอย่ามาสรุปเรื่องน้ำท่วมในเดือนกันยายนที่ผ่านมาให้ทราบกันดีกว่า เราจะมาดูที่ต้นตอแรกกัน

ปริมาณฝนที่ตกในเดือนกันยายน
หากวัดจากปีที่เกิดมหาอุทกภัยในกรุงเทพในปี 2554 พบว่าปีนั้นในเดือนกันยายนฝนตกในกรุงเทพเพียง 303.5 มิลลิเมตรเท่านั้นในขณะที่ปี 2555 มีปริมาณฝนในกรุงเทพในเดือนกันยายนสูงถึง 847.5 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าปี 2565 ที่วัดได้ 801.5 มิลลิเมตร ซึ่งมาดูว่าถ้ามานับปี 2554 ที่เกิดน้ำเหนือไหลบ่า ในป 2555 และ 2565 ใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายก จะพบว่าในปี 2555 จะพบว่าปีนั้นผู้ว่า กทม. คือ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ส่วนนายกรัฐมนตรีคือ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยสาเหตุที่ปี 2555 ไม่เกิดน้ำท่วมเพราะได้บทเรียนจากปี 2554 บวกกับ ปีนั้นไม่ได้มีน้ำเหนือจากพายุถาโถมเหมือนปี 54 รวมถึง ทาง กทม. ได้เร่งบูรณาการแผนบริหารจัดการน้ำระดับประเทศ มีการซ่อมแซมและเสริมแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงคลองสายหลักให้แข็งแรงและสูงขึ้นกว่าเดิมทันก่อนฤดูน้ำหลาก ทางกรมชลฯก็ได้มีการบริหารจัดการพร่องน้ำในเขื่อนหลัก เช่น เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ให้มีพื้นที่ว่างสำหรับรองรับน้ำฝนล่วงหน้า รวมถึงการบริหารจัดการระบายน้ำผ่านทุ่งรับน้ำต่างๆ ทางตอนเหนือและตะวันตกของกรุงเทพฯ ไม่ให้มวลน้ำก้อนใหญ่ทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองแบบไร้การควบคุมเหมือนปี 2554 อีกทั้งกรุงเทพมหานครและหน่วยงานท้องถิ่นมีความตื่นตัวสูงมาก มีการขุดลอกคูคลอง กำจัดผักตบชวาและขยะที่เป็นอุปสรรคทางระบายน้ำ พร้อมทั้งเตรียมเครื่องสูบน้ำและกระสอบทรายไว้ตามจุดเสี่ยงล่วงหน้า ทำให้ระบบระบายน้ำสามารถรับมือกับปริมาณฝนตามฤดูกาลในปีนั้นได้ดีกว่าเดิม

แล้วในปี 2565 ละใครเป็นผู้ว่า กทม. และนายกรัฐมนตรี กล่าวคือ ผู้ว่าคนปัจจุบันกับพลเอกประยุทธ์ ถามว่าทำไมน้ำไม่ท่วมละ ในปี 2565 เพราะถือว่ามวลน้ำฝนใน กทม. มีมากเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบันเลย สรุปก็คือ ในช่วงเวลานั้น กรุงเทพมหานครภายใต้การบริหารงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ใช้ระบบการบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มีการติดตามสภาพอากาศอย่างใกล้ชิด สั่งการให้เร่ง "พร่องน้ำ" ในคลองสายหลักและบึงรับน้ำต่างๆ ให้มีระดับต่ำล่วงหน้าก่อนที่ฝนชุดใหญ่จะตกลงมา เพื่อเตรียมพื้นที่รอรับน้ำ (Retention Area) ทำให้เมื่อฝนตกลงมาหนัก คลองจึงมีศักยภาพพอที่จะรองรับและเร่งสูบระบายออกได้ทันท่วงที อีกทั้งมีการบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว ทั้งการเดินเครื่องสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง การติดตั้งเครื่องสูบน้ำเสริมในจุดวิกฤต การเร่งเก็บขยะและวัชพืชที่กีดขวางทางน้ำไหลตามคูคลองและหน้าตะแกรงท่อระบายน้ำทันทีที่ฝนหยุด เพื่อเร่งให้น้ำในซอยหรือถนนระบายลงคลองได้เร็วที่สุด รวมถึงการสร้างแนวคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาของกรุงเทพมหานครได้รับการเสริมความแข็งแรงและปรับความสูงขึ้นจากบทเรียนในอดีต ประกอบกับระดับน้ำเหนือที่ปล่อยลงมาไม่ได้วิกฤตเท่าปี 2554 แนวคันกั้นน้ำจึงสามารถป้องกันไม่ให้น้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นทะลักเข้าท่วมพื้นที่ชั้นในได้

แล้วปีนี้ละมีน้ำฝนที่ตกลงมาปริมาณเท่าไร คำตอบก็คือ 540 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยกว่าปี 2555 และ 2565 มาก คำถามคือทำไมน้ำถึงท่วม คำตอบที่ได้คือฝนที่ตกแบบกระจุกตัวในปี 69 ตะหากที่น่าจะเป็นจำเลยสำคัญที่ต่างจากฝนที่ตกในปี 55 และ 65 โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝนที่กระจุกอยู่ในโซนกรุงเทพตะวันออกเป็นตัวเร่งให้พื้นที่ดังกล่าวจมบาดาล แต่มันมีอีกประเด็นที่น่าจะมุมของผู้ที่ต้องรับผิดชอบซึ่งเอย่าแบ่งได้ดังนี้
1. ในมุมของการบริหารดูแลระบบระบายน้ำเส้นเลือดฝอย (ท่อระบายน้ำในซอย คลองย่อย) การลอกท่อ กำจัดผักตบชวา การเดินเครื่องสูบน้ำในพื้นที่รับผิดชอบ การจัดสรรงบประมาณท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมจุดเสี่ยงใน กทม. สิ่งเหล่านี้ที่เป็นตัวขัดขวางทางเดินน้ำ นี่คืองานของผู้ว่า กทม. ที่ต้องพิจารณาว่าได้แก้ไขอย่างสม่ำเสมอหรือไม่เพราะงานเหล่านี้จะต้องมีคนกวดขันดูแลอย่างสม่ำเสมอ
2. การแจ้งเตือนอุบัติภัยที่ล่าช้าที่เกิดขึ้นนี้อยู่ในอำนาจของผู้ว่าฯเป็นคนสั่งการ คงต้องตอบคำถามว่าทำไมถึงล่าช้า
3. การลงทุนแก้ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวล่าช้าโดยเฉพาะฝั่งตะวันออก ซึ่งนี่เป็นเมกะโปรเจคที่จะนำพาฝั่งตะวันออกพ้นสภาพการจมบาดาล ข้อนี้ฝ่ายกรุงเทพเป็นคนชงเรื่องแต่คนอนุมัติงบจะต้องเป็นรัฐบาล ประเด็นคือทำไมรัฐบาลจึงไม่อนุมัติงบแก้ปัญหาเรื่องนี้ แต่กลับไปอนุมัติงบใช้ AI ในการตรวจหาฝนแทนนี่เป็นจุดที่คนกรุงฯจะด่ารัฐบาลก็ไม่แปลก
4. สุดท้ายจะด่าใครก็บอกไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาจากอดีตที่มีการวางผังเมืองผิดแบบไปขวางทางน้ำหรือการอนุมัติให้ถมคูคลองหรือสร้างหมู่บ้านจัดสรรในพื้นที่รับน้ำเดิม (Floodway) ทำให้เมืองสูญเสียพื้นที่ธรรมชาติที่จะช่วยซับน้ำ ซึ่งเรื่องนี้เป็นผลสะสมจากนโยบายการผังเมืองในอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้รัฐบาลและกรุงเทพฯอาจจะต้องช่วยกันในการหาทางออกจากปัญหาในอดีตที่คนเก่าคนแก่ผูกไว้

น้ำท่วมรอบนี้จึงเป็นสัญญาณที่ดีหากทั้งกรุงเทพและรัฐบาลจะเริ่มหันมาทำงานร่วมกันและผลักดันกรุงเทพฯให้เป็นเมืองหลวงที่ปลอดจากน้ำท่วมได้ในที่สุด เราคงไม่สามารถบอกว่าจะด่าใครได้ในเมื่อปัญหาที่เกิดก็เกิดจากทุกฝ่าย ดังนั้นการแก้ไขก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดมากกว่าการจะมาตำหนิกันว่าใครดีหรือไม่ดี ใครทำหรือไม่ทำ และที่สำคัญประชาชนในกรุงเทพเองก็ต้องร่วมเป็นเครือข่ายในการเฝ้าระวังน้ำและปกป้องบ้านตนเองหรือหมู่บ้านตนเอง ไม่ใช่สุดท้ายก็จะมาโทษกันว่าบ้านคนรวย บ้านคนไฮโซรอดทำไมบ้านฉันไม่รอด และโทษกันไปมาไม่มีที่สิ้นสุด

ที่มา : AYA
ภาพถ่าย : https://www.facebook.com/photo/?fbid=1730589139101243&set=pcb.1730589669101190

เปิดประวัติ ‘William J. Donovan’ ย้อนบทบาท Donovan หลังสงครามโลกและยุคสงครามเย็น จากนายพลสงครามโลก สู่บิดาแห่งหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ อดีตทูตสหรัฐฯ ประจำไทย ผู้ก่อตั้ง OSS ต้นกำเนิด CIA ฝากผลงานในไทยและเวียตนาม

“บิดาแห่ง CIA” William Joseph Donovan

อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย

William Joseph Donovan ("Wild Bill") อดีตพลตรีแห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ในสงครามโลกครั้งที่ 1 อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย ผู้ก่อตั้งและควบคุมสั่งการ Office of Strategic Services (OSS) องค์กรต้นกำเนิดของ CIA

ด้วยพลตรี William Joseph Donovan ("Wild Bill") เคยเป็นอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำราชอาณาจักรไทย จึงขอเรียกท่านว่า “ท่านทูต Donovan” คนไทยส่วนมากคงไม่ทราบว่า สงครามโลกครั้งที่ 2 เราเป็นฝ่ายอักษะ ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ทำให้เมื่อฝ่ายสัมพันธมิตรชนะสงคราม อังกฤษจึงจ้องที่จะเล่นงานไทยมากมาย โดยไม่สนใจเสรีไทยสายอังกฤษเลย ในขณะที่เสรีไทยสายอเมริกาสามารถประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้เป็นอย่างดี ทำให้ มรว.เสนีย์ ปราโมช เอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกาและหัวหน้าเสรีไทยสายอเมริกา กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีภายหลังสงคราม และท่านทูต Donovan ในขณะนั้นเป็นหัวหน้า OSS หน่วยงานซึ่งรับผิดชอบภารกิจดังกล่าว 

Office of Strategic Services (OSS) เป็นหน่วยข่าวกรองของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และเป็นต้นกำเนิดของสำนักข่าวกรองและการวิจัยของกระทรวงการต่างประเทศ (INR) และสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) โดย OSS ก่อตั้งขึ้นในฐานะหน่วยงานภายใต้คณะเสนาธิการร่วม (Joint Chief of Staff : JCS) ทำปฏิบัติงานด้านข้อมูลข่าวสาร และการจารกรรม เบื้องหลังแนวข้าศึกสำหรับทุกสาขาของกองกำลังสหรัฐฯ ฟังก์ชัน OSS อื่น ๆ รวมถึงการใช้การโฆษณาชวนเชื่อ การโค่นล้ม และการวางแผนหลังสงคราม โดยวันที่ 14 ธันวาคม 2016 องค์กร OSS เป็นหน่วยงานที่ได้รับเกียรติร่วมกันในรางวัลเหรียญทอง รัฐสภาสหรัฐฯ (Congressional Gold Medal)

เรื่องเล่าต่อไปนี้แปลจากบทความ “A Look Back … Gen. William J. Donovan Heads Office of Strategic Services” จากเว็บไซท์ของ CIA (www.cia.gov)

มองย้อนกลับไป…พลตรี William Joseph Donovan หัวหน้า OSS

หลังจากการโจมตีอ่าวเพิร์ลเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 1941 ชาติก็ตกอยู่ในความตกตะลึงอย่างสยดสยอง วันรุ่งขึ้นหลังจากการโจมตีสหรัฐอเมริกาได้ประกาศสงครามกับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยนาซีเยอรมนีประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาในอีกสามวันต่อมา ประธานาธิบดี Franklin D. Roosevelt ตระหนักดีว่าการที่จะชนะสงครามได้ ประเทศนี้จำเป็นต้องมีองค์กรเพื่อรวบรวมข่าวกรองที่สำคัญจากทั่วโลก ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีรู้ดีว่า พล.ต. William Joseph Donovan หรือที่รู้จักกันในนาม "Wild Bill"  เป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมที่สุด

ท่านทูต Donovan เกิดในวันปีใหม่ของ ปี 1883 ที่เมือง Buffalo มลรัฐ New York ท่านมาจากครอบครัวของผู้อพยพชาวไอริชคาทอลิกที่เคร่งศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อท่านเป็นอย่างมาก ทำให้ท่านอยากเป็นบาทหลวง ท่านทูต Donovan เข้าเรียนที่วิทยาลัย St. Joseph และมหาวิทยาลัย Niagara และศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Columbia โดยท่านเป็นนักกีฬาดาวเด่นในทีมฟุตบอล และเป็นสมาชิกของ Phi Kappa Psi Fraternity ในปี 1907 ท่านทูต Donovan จบการศึกษาจากโรงเรียนกฎหมาย Columbia และเข้าสู่การฝึกงานด้านกฎหมาย

เพื่อรับใช้ชาติ ท่านทูต Donovan เข้าร่วมกองกำลังพิทักษ์ชาติ (Nation Guard) แห่งมลรัฐ New York ในปี 1912 ด้วยยศร้อยเอก และกลายเป็นส่วนหนึ่งของกรมทหารที่ 69 "Fighting Irish" ท่านทูต Donovan ยังได้ปฏิบัติหน้าที่ชายแดนเม็กซิโกในปี 1916 หลังจากที่กองกำลังพิทักษ์ชาติแห่งมลรัฐ New York ถูกเรียกให้ช่วยเหลือกองทัพสหรัฐฯในการติดตามไล่ล่า Pancho Villa กลุ่มโจรเม็กซิกัน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ท่านทูต Donovan รับใช้ชาติอีกครั้งเมื่อถูกเรียกตัวเข้าประจำการในกองทัพบก จากนั้นท่านทูต Donovan กลายเป็นผู้บังคับกองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 165 ของกองพลที่ 42 D กองทัพบกสหรัฐฯ มีฉายาว่า กองพล "สายรุ้ง" จากการจัดอันดับทั่วประเทศ ในช่วงที่ท่านเป็นผู้นำกองทหาร ท่านทูต Donovan ได้รับฉายาว่า "Wild Bill" จากทหารในบังคับบัญชา ด้วยชื่นชมในความเยือกเย็นและความเก่งกาจในระหว่างการสู้รบ และจากการฝึกซ้อมทหารในบังคับบัญชาอย่างหนัก เพื่อทำให้ทีความพร้อมในการสู้รบอยู่เสมอ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ท่านทูต Donovan ได้รับบาดเจ็บจากการรบสามครั้ง (ที่ขาและเกือบตาบอดจากก๊าซพิษ) วันที่ 18 กรกฎาคม 1918 จากการรบที่แม่น้ำ Ourcq และระหว่างยุทธภูมิ Marne ครั้งที่สอง จากความกล้าหาญในการรบท่านจึงได้รับเหรียญเกียรติยศ เมื่อสิ้นสุดสงครามท่านทูต Donovan ได้รับการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นพันเอก และเป็นหนึ่งในทหารที่ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติมากที่สุดในสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อกลับมาจากยุโรปหลังสงคราม ท่านทูต Donovan ร่วมกับ Theodore Roosevelt, Jr. ก่อตั้ง The American Legion หรือที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Legion เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรของทหารผ่านศึกในสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Indianapolis มลรัฐ Indiana เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 1919

หลังสงคราม ท่านทูต Donovan ตัดสินใจว่า ท่านต้องการมีส่วนร่วมกับรัฐบาลมากขึ้น ท่านทำหน้าที่ในคณะกรรมาธิการ และคณะผู้แทนจากรัฐบาลกลางหลายคณะ ท่านทูต Donovan ยังหาเสียงในตำแหน่ง รองผู้ว่าการรัฐ และผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ในปี 1922 และ 1932 ตามลำดับ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมาในปี 1924 ประธานาธิบดี Calvin Coolidge ได้แต่งตั้งท่านทูต Donovan ให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยอัยการสูงสุด ในตำแหน่ง Anti-Trust Lawyer ท่านทูต Donovan ยังก่อตั้งสำนักงานกฎหมาย Wall Street ชื่อ Donovan, Leisure, Newton, Lumbard และ Irvine โดยใช้เวลาในช่วงที่ไม่ได้เดินทางเป็นส่วนใหญ่ ท่านทูต Donovan เป็นยอดนักเดินทางด้วยใจรักในการเดินทาง ท่านจึงเข้าสู่โลกแห่งการข่าว ท่านทูต Donovan เดินทางตามใจชอบ และเพื่อลูกค้าของบริษัทกฎหมาย ในระหว่างการเดินทางท่านได้พบกับผู้นำประเทศหลายคนรวมถึง Benito Mussolini แห่งอิตาลี

ด้วยประสบการณ์การเดินทางที่กว้างขวางของท่านทูต Donovan ทำให้ท่านได้รับความสนใจจากประธานาธิบดี Roosevelt จึงขอให้ท่านไปเยือนอังกฤษในฐานะทูตอย่างไม่เป็นทางการในเดือนพฤศจิกายน 1940 เพื่อสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่อังกฤษ และพิจารณาว่า อังกฤษจะต้านทานนาซีเยอรมันได้หรือไม่ จากการพบปะกับ พ.อ. Stewart Menzies หัวหน้าหน่วยสืบราชการลับของอังกฤษเช่นเดียวกับ กษัตริย์ George VI, Winston Churchill และคณะรัฐมนตรีอังกฤษ ตลอดจนผู้นำทางทหารอื่น ๆ ท่านทูต Donovan ตระหนักว่า สหรัฐฯต้องการกระบวนการเพื่อรวบรวมข่าวกรองจากต่างประเทศแบบรวมศูนย์ ท่านทูต Donovan กลับไปยังกรุงวอชิงตัน และได้แบ่งปันสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มากับประธานาธิบดี Roosevelt

การจัดตั้งองค์กรข่าวกรองเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2484 ประธานาธิบดี Roosevelt ได้จัดตั้งสำนักงานประสานงานข้อมูล (the Office of the Coordination of Information : COI) และเสนอให้ท่านทูต Donovan เป็นผู้อำนวยการ นับจากนั้นเป็นต้นมาท่านทูต Donovan กลายเป็นที่รู้จักในนามของ “บิดาแห่งหน่วยสืบราชการลับอเมริกัน” COI ได้รับมอบหมายให้ประสานงานข้อมูลที่รวบรวมในต่างประเทศสำหรับประธานาธิบดี หลังจากที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมในสงครามโลกครั้งที่ 2 ในเดือนมิถุนายน 1943 COI ได้เปลี่ยนเป็น Office of Strategic Services (OSS) โดยที่ท่านทูต Donovan ยังคงรับผิดชอบอยู่ OSS ประกอบด้วยชายและหญิงจากหลายพื้นที่และภูมิหลังแตกต่างกัน ทนายความ นักประวัติศาสตร์ นายธนาคาร นักเบสบอล นักแสดง และนักธุรกิจ งานที่ได้รับมอบหมาย คือ การจารกรรม การก่อวินาศกรรม และปฏิบัติการปันทอนขวัญกำลังใจต่อฝ่ายอักษะ และทำการวิจัยและวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับศัตรูของประเทศและขีดความสามารถของศัตรูเหล่านั้น ท่านทูต Donovan เป็นผู้นำที่กล้าหาญขององค์กรนี้ และกลายเป็นที่รู้จักจากคำพูดที่ท่านใช้ว่า “มาลองดูสิ! (let’s give it a try!)” OSS มีส่วนสำคัญในความสำเร็จมากมายในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงการให้ข้อมูลล่วงหน้าแก่รัฐบาลสหรัฐฯเกี่ยวกับความพยายามของเยอรมันในการพัฒนาอาวุธปรมาณู และแผนการลอบสังหาร Hitler

ชีวิตหลังสงคราม ในช่วงปลายสงครามในปี 1945 ท่านทูต Donovan พยายามเกลี้ยกล่อมทั้งประธานาธิบดี Roosevelt และ Harry S. Trumanให้ OSS ให้เป็นหน่วยข่าวกรองพลเรือนอย่างถาวร แต่ความพยายามของท่านไม่ประสบผลสำเร็จ OSS ถูกยุบในเดือนกันยายน 1945 ท่านทูต Donovan ยังคงสนับสนุนการจัดตั้งหน่วยข่าวกรองแบบรวมศูนย์ ความมุ่งมั่นของท่านได้รับผลตอบแทนเมื่อประธานาธิบดี Truman ลงนามในพระราชบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 จัดตั้งสำนักข่าวกรองกลาง (CIA) ขึ้นมา ท่านทูต Donovan ออกจากงานประจำ และกลับไปทำงานเป็นทนายความ งานแรกของท่านหลังสงครามทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยหัวหน้าอัยการสหรัฐฯในการพิจารณาคดี Nuremberg หลังจากนั้นท่านได้ไปทำงานกฎหมายที่ Wall Street และในปี 1953 ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower ได้แต่งตั้งท่านทูต Donovan เป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ท่านทูต Donovan เข้ารับตำแหน่งนั้นเมื่อวันที่ 4 กันยายน ขณะปฏิบัติหน้าที่ในประเทศไทยท่านเดินทางไปประเทศเวียตนามบ่อยครั้ง ซึ่งท่านเห็นว่า เวียตนามนั้นเสี่ยงต่อการเป็นคอมมิวนิสต์ อันเป็นชะตากรรมที่ท่านรู้สึกว่า Donald Heath เอกอัครรัฐทูตสหรัฐประจำประเทศเวียตนามใต้นั้น ขาดพลังและวิสัยทัศน์ที่จะป้องกันไม่ให้เวียตนามเป็นคอมมิวนิสต์ มีแหล่งข่าวรายหนึ่งกล่าวว่า ท่านทูต Donovan "มีส่วนร่วมอย่างมากในการจัดการให้มีปฏิบัติการของ CIA ในเวียตนามใต้และทั่วทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ท่านทูต Donovan ลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 21 สิงหาคม 1954

หลังจากกลับสหรัฐอเมริกา ท่านทูต Donovan กลับมาทำงานด้านกฎหมายและจดทะเบียนเป็น Lobbyist ใหกับรัฐบาลไทย และประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower แต่งตั้งให้ท่านเป็นประธานมูลนิธิ People to People International (PTPI) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 1956 โดยประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower อันเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานสารสนเทศแห่งสหรัฐอเมริกา (USIS) ซึ่งเป็นมูลนิธิที่จัดการแลกเปลี่ยนพลเมืองระหว่างประเทศ (ปัจจุบัน People to People International ยังคงสืบสานมรดกนี้ผ่านเสาหลัก 3 ประการ ได้แก่ งานด้านมนุษยธรรม การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และการศึกษาระดับโลก องค์กรมีหน้าที่รับผิดชอบในการเดินทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมการศึกษาของทุกกลุ่มอายุในการเพิ่มคุณค่าระดับโลกและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่เกี่ยวข้องสำหรับผู้คนหลายพันคนทุกปี) ท่านทูต Donovan ยังทำงานร่วมกับคณะกรรมการช่วยเหลือระหว่างประเทศซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง American Friends of Vietnam และในปี 1956 ได้ระดมเงินจำนวนมากให้กับผู้ลี้ภัยชาวฮังการี

ท่านทูต Donovan ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองเสื่อม โดยท่านมีอาการตั้งแต่อยู่ประเทศไทย และเสียชีวิตเมื่ออายุได้ 76 ปีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 1959 ที่ศูนย์การแพทย์กองทัพบก Walter Reed ในกรุง Washington, D.C ท่านถูกฝังอยู่ในสุสานแห่งชาติ Arlington ท่านทูต Donovan เป็นชาวอเมริกันเพียงคนเดียวที่ได้รับเหรียญรางวัลสูงสุด 4 เหรียญของประเทศ ได้แก่ Medal of Honor, the Distinguished Service Cross, the Distinguished Service Medal และ National Security Medal หลังจากเสียชีวิตท่านทูต Donovan ได้รับรางวัลแห่งอิสรภาพ (The Freedom Award) ของคณะกรรมการช่วยเหลือนานาชาติ แล้วท่านยังเป็นถูกจารึกชื่อใน Military Intelligence Hall of Fame อีกด้วย นอกจากท่านที่เป็นที่รู้จักในสมญานาม "บิดาแห่งงานสายลับอเมริกัน" และ "บิดาแห่งสำนักงานข่าวกรองกลาง (CIA)" ท่านทูต Donovan ถือเป็นปูชนียบุคคลของสหรัฐฯในด้านดังกล่าว โดย "CIA ยังถือว่า ท่านทูต Donovan เป็นบิดาผู้ก่อตั้งองค์กรแฟ่งนี้" จากรายงานของ Evan Thomas ใน Vanity Fair ปี 2011 ระบุว่า ศูนย์ข่าวกรอง George Bush ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของ CIA ใน Langley มลรัฐ Virginia  มีรูปปั้นของท่านทูต Donovan ตั้งอยู่ที่โถงต้อนรับ

รางวัล William J. Donovan ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดย OSS Society ซึ่งก่อตั้งโดยท่านทูต Donovan ในปี 1947 รางวัลนี้มอบให้โดย OSS Society แก่ "บุคคลที่เป็นตัวอย่างคุณลักษณะที่โดดเด่น ซึ่งแสดงถึงการช่วยเหลือด้านสาธารณะให้กับสหรัฐอเมริกาในฐานะพลเรือนและทหาร" ผู้รับที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Allen W. Dulles, ประธานาธิบดี Dwight D. Eisenhower, Margaret Thatcher นายกรัฐมนตรีอังกฤษ, ประธานาธิบดี George H. W. Bush และ Gina Haspel อดีตผู้อำนวยการ CIA

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

เมื่ออินเดียเป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยวอิสราเอล Hummus Trail คืออะไร? ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

Hummus Trail คืออะไร?
ทำไมเป็นเส้นทางฮิตของนักท่องเที่ยวอิสราเอล และเหตุใดบางพื้นที่จึงเริ่มเกิดธุรกิจเฉพาะกลุ่ม

1) Hummus Trail คืออะไร
Hummus Trail เป็นคำเรียกไม่เป็นทางการของเครือข่ายจุดหมายท่องเที่ยวในอินเดียที่มีนักเดินทางอิสราเอลจำนวนมาก โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวที่เดินทางระยะยาวหลังเสร็จสิ้นการรับราชการทหาร เส้นทางไม่ได้มีจุดเริ่มหรือจุดจบตายตัว แต่เชื่อมโยงกันผ่านชุมชน backpacker ร้านอาหาร เกสต์เฮาส์ และเครือข่ายนักเดินทางรุ่นก่อน

2) จุดหลักที่พบได้บ่อยบนเส้นทาง
• Dharamshala / McLeod Ganj / Dharamkot
• Kasol และ Parvati Valley
• Manali และ Leh (Ladakh)
• Rishikesh และ Pushkar
• Varanasi
• Goa โดยเฉพาะ Arambol
• Gokarna และ Hampi
• Vattakanal และ Kerala

3) ทำไมฮิตในหมู่นักท่องเที่ยวอิสราเอล
-วัฒนธรรม Tiul Gadol: คนหนุ่มสาวอิสราเอลจำนวนหนึ่งนิยมออกเดินทางครั้งใหญ่หลังปลดประจำการ เพื่อพักจากชีวิตที่มีระเบียบและความกดดันสูง
-อินเดียเหมาะกับการเดินทางระยะยาว: ค่าครองชีพค่อนข้างต่ำ มีธรรมชาติหลากหลาย ทั้งหิมาลัย เมืองศักดิ์สิทธิ์ ชายหาด โยคะ และวัฒนธรรม backpacker
- เกิด network effect: เมื่อรุ่นพี่ เพื่อน หรือญาติเคยมาแล้ว นักเดินทางรุ่นใหม่จึงตามรอยร้าน ที่พัก และเมืองเดิม ทำให้ปลายทางบางแห่งกลายเป็นจุดรวมตัวถาวร
- มีบริการที่คุ้นเคย: ร้านอาหารอิสราเอล เมนูภาษาฮีบรู อาหารอย่าง hummus, falafel, shakshuka และ Chabad House ทำให้ผู้เดินทางรู้สึกคุ้นเคยและใช้ชีวิตระยะยาวได้ง่าย

4) จากนักท่องเที่ยว สู่การปักหลักทำธุรกิจ
เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวอิสราเอลเดินทางมาซ้ำ ๆ เป็นเวลาหลายปี เศรษฐกิจในบางพื้นที่จึงปรับตัวตามความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ เกิดร้านอาหาร ที่พัก ร้านขายของ และบริการท่องเที่ยวที่ใช้ภาษาฮีบรูหรือทำเมนูอิสราเอลโดยเฉพาะ
อย่างไรก็ตาม ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ธุรกิจของคนท้องถิ่นที่จับตลาดอิสราเอล” กับ “ธุรกิจที่ชาวอิสราเอลเป็นผู้ดำเนินการเอง” เพราะข้อมูลสาธารณะยังไม่รองรับข้อสรุปว่าธุรกิจส่วนใหญ่ตลอด Hummus Trail เป็นของชาวอิสราเอลทั้งหมด

5) ประเด็นถกเถียงเรื่องการไม่ต้อนรับคนอินเดีย
มีรายงานและโพสต์จากผู้เดินทางอินเดียบางส่วนที่กล่าวหาว่า ร้านบางแห่งในพื้นที่อย่าง Kasol หรือ Dharamkot ให้ความสำคัญกับลูกค้าอิสราเอลมากกว่า หรือบางกรณีมีการอ้างว่าปฏิเสธลูกค้าอินเดีย แต่หลักฐานที่ปรากฏส่วนหนึ่งยังเป็นประสบการณ์รายบุคคล จึงไม่ควรเหมารวมว่าร้านทั้งหมดบน Hummus Trail มีนโยบายกีดกันคนท้องถิ่น
สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ บางชุมชนพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอลในเชิงเศรษฐกิจอย่างมาก เมื่อจำนวนนักเดินทางลดลง ร้านอาหาร โรงแรม ร้านค้า และผู้ให้บริการท้องถิ่นก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย

6) ทำไมคนท้องถิ่นจึงเริ่มกังวล
ข้อกังวลสำคัญคือ หากพื้นที่ท่องเที่ยวถูกออกแบบให้รองรับนักเดินทางชาติใดชาติหนึ่งมากเกินไป อาจเกิดลักษณะคล้าย tourism enclave หรือ “พื้นที่ท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่ม” ที่มีภาษา อาหาร ที่พัก และเครือข่ายบริการของตนเอง
ในเชิงเศรษฐกิจ นี่อาจเป็นการปรับตัวตามตลาดตามปกติ แต่ในเชิงสังคม หากคนในพื้นที่รู้สึกว่าถูกกันออกจากร้านหรือพื้นที่บางแห่ง ความไม่พอใจย่อมเกิดขึ้นได้ คำว่า “รัฐซ้อนรัฐ” จึงควรใช้ในฐานะคำวิจารณ์หรือความกังวล ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายที่พิสูจน์แล้ว

7) ฉากหลังอินเดีย–อิสราเอล
ความสัมพันธ์ระหว่างนายกรัฐมนตรี Narendra Modi และ Benjamin Netanyahu เป็นอีกบริบทที่ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตามอง โดยรัฐบาลอินเดียและอิสราเอลมีความร่วมมือด้านการค้า เทคโนโลยี ความมั่นคง กลาโหม เกษตร น้ำ และไซเบอร์เพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
อย่างไรก็ดี ยังไม่มีหลักฐานว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้นักท่องเที่ยวอิสราเอลสามารถเปิดธุรกิจหรือสร้างพื้นที่เฉพาะกลุ่มบน Hummus Trail ได้ จึงควรแยก “บริบททางการเมือง” ออกจาก “พฤติกรรมการท่องเที่ยวและธุรกิจในพื้นที่”

บทสรุป
Hummus Trail เริ่มจากวัฒนธรรม backpacker แต่ค่อย ๆ กลายเป็นระบบเศรษฐกิจและชุมชนท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มในหลายพื้นที่ของอินเดีย ความท้าทายของอินเดียจึงอยู่ที่การรักษาสมดุลระหว่างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ การเปิดกว้างทางวัฒนธรรม และสิทธิของคนท้องถิ่นในพื้นที่ของตนเอง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
• Clarity UPSC — บทอธิบาย Hummus Trail และจุดหมายหลัก
• ThePrint — รายงานภาคสนามเกี่ยวกับ Kasol / Parvati Valley และนักเดินทางอิสราเอล
• Hindustan Times — รายงานเศรษฐกิจท้องถิ่น Dharamkot และการพึ่งพานักท่องเที่ยวอิสราเอล
• Press Information Bureau, Government of India — ข้อมูลความสัมพันธ์อินเดีย–อิสราเอลและการเยือนระดับผู้นำ

หลังศาลปกครองกลางยกฟ้อง!! กรรมการสรรหาฯยื่นศาลปกครอง สั่ง ‘หมอสรณ’ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยันคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ ป้องกันกระทบประโยชน์ชาติ

"ด่วน! กรรมการสรรหา กสทช. มีมติยื่นศาลปกครอง สั่ง 'หมอสรณ' หยุดทำหน้าที่ประธาน กสทช. ชี้ฝ่าฝืนคำวินิจฉัยขาดคุณสมบัติ"

เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2569 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกข่าวการประชุม ฉบับที่ 5/2569 เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากกรรมการ กสทช. ให้ยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนคดีถึงที่สุด
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 คดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 ที่ ศาสตราจารย์คลินิก สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ที่วินิจฉัยว่า ศ.คลินิกสรณฯ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และถือว่าสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ.2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

แม้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้อง แต่ ศ.คลินิกสรณฯ ยังคงแสดงเจตจำนงจะมาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักงานและที่ประชุม กสทช. ซึ่งเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการ กสทช. อื่น จึงขอให้คณะกรรมการสรรหาฯ ในฐานะคู่ความในคดี ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด เพื่อให้กรรมการ กสทช. ที่เหลือปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาผลประโยชน์ของชาติได้ต่อเนื่อง
ในการนี้ คณะกรรมการสรรหา กสทช. เห็นว่า เพื่อมิให้การทำหน้าที่ของคณะกรรมการ กสทช. ต้องหยุดชะงัก อันทำให้กระทบต่อประโยชน์สาธารณะ จึงควรยื่นคำร้องให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 ก.ค. 2568 ประกอบกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 และคำพิพากษาศาลปกครองกลางดังกล่าว ซึ่งยืนยันว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ มีผลใช้บังคับตามกฎหมาย

คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติให้ออกมาตรการบังคับทางปกครองให้ ศ.คลินิกสรณฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ และยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ ศ.คลินิกสรณฯ ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ต่อไป

Golden Moment แห่งชีวิต การได้รับการยอมรับจากตำนานที่สร้างแรงส่งได้เหนือกว่ารางวัลใดๆ

บางครั้ง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิตของศิลปินสักคนหนึ่ง อาจไม่ใช่วันที่ได้รับรางวัล ไม่ใช่วันที่เริ่มเห็นเงินทองและความสำเร็จ หรือไม่ใช่วันได้รับยอดวิวหลักล้านในชั่วข้ามคืน

แต่มันอาจเป็นชั่วขณะหนึ่งที่ศิลปินที่เราชื่นชม เคยแหงนหน้ามองในวันที่เราเพิ่งเริ่มต้น ในวันที่ความฝันกับความเป็นจริงอยู่ห่างกันแสนไกล เคยมีโปสเตอร์ติดอยู่ข้างผนัง เคยแกะเพลงของเขาเล่นมาเป็นร้อยๆพันๆรอบ แต่แล้วเรากลับพบตัวเองได้ขึ้นเวทีเล่นร่วมกันกับเขาในเพลงที่เราซ้อมมาจนจำขึ้นใจ ต่อหน้าคนดูทั้งโลก เสียงร้องและเสียงกีตาร์ของเราสอดประสานกับเขาได้อย่างลงตัวทำให้เกิดโชว์ที่สัมผัสหัวใจของคนดูโดยที่ ศิลปินนั้นให้การยอมรับในฝีมือและตัวตนของเรา และหันมามองเราในฐานะ “เพื่อนร่วมอาชีพ”เป็นครั้งแรก

สำหรับ Nene Royal หรือน้องแพรว เด็กสาววัย 16 ปีจากภูเก็ต ผู้คว้าแชมป์ America’s Got Talent Season 21 ช่วงเวลานั้นเกิดขึ้นบนเวทีรอบไฟนอล เมื่อเธอได้ยืนอยู่ท่ามกลางสมาชิกของ Linkin Park และร่วมเล่นกีตาร์และร้องเพลง The Emptiness Machine กับ Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิก line-up ล่าสุดของวง

โชว์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนช่วงประกาศผลครั้งประวัติศาสตร์ ซึ่งท้ายที่สุด Neneได้รับการประกาศให้เป็น แชมป์ America’s Got Talent Season 21 กลายเป็นคนไทยคนแรกที่คว้าชัยจากรายการดังระดับโลกนี้

และสิ่งที่น่าภูมิใจกว่าการได้ขึ้นเวทีเดียวกับ Linkin Park คือ วิธีที่ Nene อยู่บนเวทีนั้น

เธอไม่ได้พยายามร้องและแผดเสียงแบบ Emily Armstrong ไม่ได้พยายามเลียนแบบวิธีการสับ Rythm แบบ Mike Shinodaและไม่ได้ทำตัวเหมือนเด็กคนหนึ่งที่กำลังตื่นเต้นกับโอกาสครั้งใหญ่จนสูญเสียตัวตน

เธอขึ้นเวทีในฐานะ Nene Royal — นักร้องและมือกีตาร์ร็อกคนหนึ่งที่มี style เป็นของตัวเองด้วยความมั่นใจที่จะแสดง “ร่วม” กับ Linkin Park ในแบบของตัวเอง

และนั่นอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คำพูดจาก Emily Armstrong หลังจบการแสดงมีความหมายมากกว่าคำชมธรรมดา
.
มันเกิดขึ้นแบบกะทันหันมาก

เบื้องหลังการแสดงครั้งนี้น่าสนใจกว่าที่เห็นบนหน้าจอ

Nene เล่าในการให้สัมภาษณ์หลังจบรายการว่า เดิมทีเธอเข้าใจว่าเธอกำลังซ้อมเพลง Linkin Park เพื่อขึ้นแสดงเพียงคนเดียว และไม่รู้มาก่อนว่า Linkin Park จะมาร่วมเวทีด้วย

ระหว่างที่กำลังซ้อมอยู่ สมาชิกของ Linkin Park ก็เดินเข้ามา
เธอคิดในตอนแรกว่าอาจเป็นเพียงการถ่ายคลิปสั้นๆ

แต่เมื่อได้รับการบอกว่า จะขึ้นเวทีด้วยกันจริงๆ เธอถึงกับช็อก เพราะมันเป็นเหมือนความฝันที่เกิดขึ้นตรงหน้าอย่างกะทันหัน

และในอีกด้านหนึ่ง Emily Armstrong ก็พูดถึงความกะทันหันของการร่วมงานครั้งนี้เช่นกัน จากการให้สัมภาษณ์ในอีก 1 วันถัดมาในงานเปิดตัวสารคดีเรื่องใหม่ของวง "UNSHATTER" ที่บอกเล่าการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ Linkin Park หลังการจากไปของ Chester Bennington นักร้องนำคนเดิม ในงานนี้พิธีกรได้ถามถึงความรู้สึกที่ได้ขึ้นโชว์กับ Nene ซึ่ง Emily Armstrong นักร้องนำหญิงคนปัจจุบันของวงเล่าว่าทางวงเพิ่งรู้ข่าวนี้ในนาทีสุดท้ายก่อนขึ้นแสดงจริง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากจนแทบไม่มีเวลาตั้งตัว แต่พอได้ยินก็ตอบตกลงทันทีเพราะเห็นว่าน่าสนใจ

Emily ยังพูดถึงความประทับใจในฝีมือของ Nene อีกว่าเธอมีความเป็นมืออาชีพสูงมาก แม่นยำ เป๊ะทุกอย่างจนทำให้ทุกอย่างง่ายไปหมด ทั้งที่ทางวงเองก็ไม่ได้เล่นเพลงนี้มาสักพักแล้ว การได้ซ้อมร่วมกับ Neneแม้เพียงสั้น ๆ ก็ช่วยให้ทุกอย่างลงตัว แถมยังพูดถึงความพิเศษที่ได้มีนักร้องหญิงสองคนอยู่บนเวทีเดียวกันด้วย ย้ำชัดว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทางวงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าจะเกิดขึ้นจริง

ประโยคสั้นๆที่ว่า “Nene was super professional.” นี้มีความหมายมากเหลือเกินครับ

เพราะคำว่า professional จากนักร้องปัจจุบันของวงระดับ Icon ของวงการ ที่ถูกคัดเลือกมารับไม้ต่อจากตำนานสุดยอดฝีมือที่เป็นที่รักที่สุดคนหนึ่งอย่าง Chester Bennington ที่มีให้กับเด็กสาวอายุ 16 จากประเทศไทยที่ยืนแสดงอยู่บนเวทีเดียวกับเธอ ไม่ได้หมายถึงแค่ร้องเพลงหรือเล่นกีต้าร์ได้ แต่มันสะท้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่มีแรงกดดันสูงมาก คำว่ามืออาชีพ ไม่ใช่เพราะไม่ตื่นเต้น แต่เพราะควบคุมตัวเองได้เมื่ออยู่ท่ามกลางความตื่นเต้น

ลองจินตนาการถึงสถานการณ์นั้นอีกครั้งนะครับ

เด็กอายุ 16 ปี

เพิ่งผ่านการแข่งขันที่มีผู้ชมทั่วโลก

กำลังเตรียมตัวขึ้นเวทีไฟนอล

และจู่ๆ ไอดอลคนที่เคยดูผ่านหน้าจอมาทั้งชีวิตอย่าง Mike Shinoda และ Emily Armstrong และสมาชิกทุกคนของ Linkin Park ก็เดินเข้ามาในห้องซ้อม

แล้วบอกว่า

เราจะเล่นเพลงนี้ด้วยกันบนเวทีในอีกแค่ไม่กี่นาทีข้างหน้า

สำหรับคนส่วนใหญ่ นี่อาจเป็นช่วงเวลาที่ทำให้สมาธิแตกได้ง่ายมาก หรือบางคนอาจตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นคือ Nene สามารถเข้าไปอยู่ในโครงสร้างของเพลง The Emptiness Machine ได้อย่างเป็นธรรมชาติ

เธอรับหน้าที่ร้องเปิดเพลงแทน Mike Shinoda ก่อนที่ Emily จะเข้ามารับช่วงต่อ และทั้งคู่ยังมีช่วงที่ร้องประสานกัน ในขณะที่ Nene ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองในฐานะมือกีตาร์ที่สับคอร์ดประสานสาดพลังไปกับภาค rythm ของทั้งเพลงด้วย

นี่คือสิ่งที่นักดนตรีเรียกว่า “listening”

ไม่ใช่เพียงการเล่นให้ดี

แต่คือการรู้ว่า เมื่อไหร่ควรนำ เมื่อไหร่ควรถอย รู้จังหวะระเบิดพลังของตัวเองและรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเปิดพื้นที่ให้คนอื่น

และนี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ Emily มองว่า Nene เป็น “professional”

Neneไม่ได้พยายามแย่งซีน Emily แต่ก็ไม่ได้หายไปจากเพลง และในจังหวะที่ไม่ได้ร้อง เสียงกีต้าร์ของเธอก็ทำหน้าที่สนับสนุนตัวเพลงได้อย่างกลมกลืน

นี่คือสิ่งที่น่าสนใจที่สุดของการแสดงครั้งนี้

Nene ยืนอยู่ตรงกลางระหว่าง Emily Armstrong และ Mike Shinoda

ตำแหน่งนั้นอาจเป็นพื้นที่ที่น่ากดดันที่สุดสำหรับนักดนตรีวัย 16 ปี

แต่เธอไม่ได้พยายามเอาชนะ Emily

ในขณะเดียวกัน เธอก็ไม่ได้ลดตัวเองลงจนกลายเป็นเพียง “เด็กที่ได้รับเชิญขึ้นมาแจม”

เธอยืนอยู่ตรงนั้นทำหน้าที่ของตัวเอง

ร้องในแบบของตัวเอง

เล่นกีตาร์ในแบบของตัวเอง

และปล่อยให้เสียงของ Emily เป็นเสียงของ Emily เสียงของ Mike เป็นของ Mike และเสียงจากสมาชิกทุกคนของวงได้เปล่งออกมาในจังหวะที่ถูกต้องของตัวเองเพื่อทำให้เพลงและโชว์ออกมาสมบูรณ์

นี่คือความแตกต่างระหว่าง การเลียนแบบศิลปินที่เราชื่นชอบ กับ การเรียนรู้ที่จะยืนอยู่ข้างศิลปินที่เราชื่นชอบ

อย่างแรกทำให้เราดูเหมือนเขา

แต่อย่างหลังทำให้เขามองเห็นว่า เราเป็นใคร

และสิ่งที่เกิดขึ้นหลังเพลงจบ ยิ่งตอกย้ำความหมาย

หลังการแสดง Mike Shinoda กล่าวถึง Nene ต่อหน้าคนดูทั้งโลกว่า

“Incredible, incredible, unbelievable, right?”
พร้อมทั้งปรบมือให้เธอ ด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่บอกว่าเขา ปลื้มใจ, ภูมิใจ และให้การยอมรับเด็กไทย อายุ 16 คนนี้เพียงใด

ส่วน Emily Armstrong บอกกับเธอว่า

“Good luck, we’re all rooting for you for sure.”

ถ้ามองเพียงผิวเผิน มันอาจเป็นคำพูดสั้นๆ หลังจบการแสดง

แต่ถ้ามองในฐานะนักดนตรี มันมีน้ำหนักมากกว่านั้น

เพราะนี่ไม่ใช่คำพูดจากกรรมการที่กำลังให้คะแนน

ไม่ใช่คำพูดจากพิธีกร

และไม่ใช่คำชมจากแฟนเพลง

แต่มาจาก คนที่เพิ่งยืนเล่นเพลงเดียวกับเธอ

Emily ไม่ได้เพียงบอกว่า Nene ร้องดี

แต่เรียกเธอว่า “super professional”

Mike ไม่ได้เพียงบอกว่าเธอเล่นกีตาร์เก่ง

แต่พูดว่า “incredible”

และทั้งสองคนยังแสดงออกถึงการสนับสนุนเธออย่างชัดเจน

นั่นคือการส่งไม้ต่อทางดนตรีในรูปแบบหนึ่ง จากรุ่นสู่รุ่น จากศิลปินคนหนึ่งที่เดินนำหน้ามาก่อนสู่ศิลปินอีกคนหนึ่งที่กำลังจะก้าวตามมาบนเส้นทางเดียวกัน

จากเด็กภูเก็ต สู่การยืนอยู่ข้าง Linkin Park บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดเวทีหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Nene ยิ่งน่าสนใจเมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น

เธอเริ่มเล่นกีตาร์ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเล่นดนตรีตามตลาดในภูเก็ต ก่อนที่เสียงร้องและกีตาร์ของเธอจะพาเธอเดินทางมาถึงเวที America’s Got Talent

ตลอดการแข่งขัน Nene ไม่ได้เลือกเส้นทางที่ปลอดภัยเลยครับ

เธอเลือกเพลงร็อกที่เป็นรากเหง้าทางดนตรีของเธอ ซึ่งทุกเพลงมีความท้าทายและเดิมพันที่สูงลิบ

Zombies - The Cranberries
เลือกเพลงฮิตติดหู เพื่อเปิดตัวให้คนหันมาฟังเธอ แต่re-arranged ใหม่เติมความดุดัน ความเดือดและโชว์ทั้งเสียงร้องและการเล่นกีต้าร์ในเป็นแนวทางของตัวเอง

Hysteria - Muse
เพื่อโชว์ทักษะกีต้าร์อันจัดจ้าน ให้คนเห็นว่านอกจากจะร้องเพลงได้ดีแล้ว ฝีมือกีต้าร์ของเธอก็คือของจริง ตอกย้ำภาพความเป็น “นักดนตรีร็อค” ที่มีสกิลรอบด้าน

Black Hole Sun - Sound Garden
แสดงความสามารถในการเรียบเรียงเพลงที่มีความเฉพาะตัวสูง ให้ออกมาโดดเด่นทั้งการร้องและกีต้าร์ในแบบของตัวเอง โดยที่ไม่ทิ้งอัตลักษ์เดิมของเพลง ซึ่ง Nene ทำได้ดีจนภรรยาของ Chris Cornel นักร้องของ Sound Gardenผู้ล่วงลับและคนแต่งเพลงนี้ ออกมาบอกว่าหากสามีของเธอยังมีชีวิตอยู่ถึงวันนี้และได้ดูโชว์ของ Nene ที่เล่นเพลงที่สามีเธอรักมากๆเพลงนี้ เขาจะต้องภูมิใจในตัว Nene อย่างมากแน่นอน

และ Seven Nation Army - The White Stripes
เพลงมหาชนที่คนอเมริกันรู้จักเป็นอย่างดีด้วยท่อน riffs ที่ติดหูเป็นที่จดจำ และ Nene ก็จับมาสังเคราะห์ใหม่ให้เดือดขึ้นอีกหลายเท่า โชว์ทั้งการร้อง, การเล่นกีตาร์ และการคุมเวทีส่งพลังให้กับคนดูได้อยู่หมัด

สิ่งที่ทำให้ผู้ชมจดจำเธอไม่ใช่เพียงแค่เพลงที่เลือก แต่คือการที่เธอ เปลี่ยนเพลงเหล่านั้นให้กลายเป็นเพลงของตัวเอง

ดังนั้น เมื่อเธอมาถึงเพลงของ Linkin Park สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่คำถามว่า

“Nene สามารถร้องเหมือน Emily Armstrong ได้หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามว่า

“Nene สามารถอยู่ในเพลงของ Linkin Park โดยยังเป็น Nene Royal ได้หรือไม่?”

คำตอบที่เราเห็นบนเวทีคือ ได้

รางวัลคือหลักฐานว่าเธอชนะ

แต่การยอมรับคือหลักฐานว่าเธอมีอนาคตที่สว่างไสวรออยู่

Nene Royal กลายเป็นแชมป์ America’s Got Talent Season 21 และเป็นศิลปินจากประเทศไทยคนแรกที่คว้าแชมป์รายการนี้

นั่นคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่

แต่สำหรับเส้นทางอีกยาวไกลของศิลปินวัย 16 ปี มีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน

นั่นคือ การได้รับการยอมรับจาก “ตัวจริง” ที่ยืนอยู่ในวงการเดียวกันและประสบความสำเร็จในระดับโลกมาก่อนหน้าเธอนับสิบๆปี

เงินรางวัลบอกว่า

“เธอชนะการแข่งขัน”

ถ้วยรางวัลบอกว่า

“เธอสร้างประวัติศาสตร์”

แต่คำว่า

“Nene was super professional.”

จาก Emily Armstrong บอกบางสิ่งที่แตกต่างออกไป

มันบอกว่า

“เราเห็นว่าเธอทำงานกับเราได้, เธอมีความสามารถมากพอที่จะมายืนอยู่บนเวทีเดียวกับเรา“

และเมื่อศิลปินรุ่นใหม่ได้รับการยอมรับในลักษณะนี้ มันอาจกลายเป็นแรงส่งที่ไม่มีเวทีประกวดไหนสามารถมอบให้ได้ทั้งหมด

เพราะต่อจากนี้ Nene ไม่ได้ต้องพิสูจน์เพียงว่าเธอสามารถชนะ America’s Got Talent

เธอมีโอกาสพิสูจน์ตัวเองในโลกที่ใหญ่กว่านั้น

โลกของดนตรีที่แท้จริง ในอุตสาหกรรม Showbiz ระดับโลก

โลกที่ไม่มีกรรมการ 4 คน

ไม่มี Golden Buzzer

ไม่มีคะแนนโหวตและไม่มีถ้วยรางวัลมีเพียงเพลง เวที ผู้ชม แฟนเพลง และนักดนตรีคนอื่นๆ ที่กำลังยืนอยู่ข้างกันและในคืนหนึ่งบนเวที America’s Got Talent

เด็กสาวจากภูเก็ตได้พิสูจน์ไปแล้วว่า
เมื่อเธอยืนอยู่ข้าง Linkin Park เธอไม่ได้ดูเหมือนคนที่กำลังพยายามเข้าไปอยู่ในโลกของพวกเขา

ในทางกลับกัน

เธอดูเหมือนคนที่กำลังเริ่มสร้าง โลกดนตรีของตัวเองและบางที นั่นอาจเป็นรางวัลที่สำคัญที่สุดของค่ำคืนนั้นเพราะแชมป์รายการอาจเกิดขึ้นเพียงคืนเดียว

แต่คำว่า “super professional” จาก Emily Armstrong และการได้รับการยอมรับจาก Linkin Parkทั้งวง

จะติดตัว Nene ไปอีกนานแสนนาน

จริงหรือ? สงครามอิหร่านกำลังทำให้กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” แล้ว

สำนักข่าว The Intercept รายงานว่า ในขณะที่กองทัพสหรัฐฯ เผชิญกับการโจมตีฐานทัพในตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลจากความขัดแย้งกับอิหร่าน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ รายหนึ่งกล่าวว่า “ท้ายที่สุดแล้ว กองทัพสหรัฐฯ จะไม่สามารถปฏิบัติการต่อไปได้”

Nick Turse ผู้สื่อข่าวอาวุโสของสำนักข่าว The Intercept ได้เขียนบทความ “Iran War Has the U.S. Military on the Brink of a ‘Breakdown’” โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ สองนายที่คุ้นเคยกับการปฏิบัติการในตะวันออกกลางระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากสงครามกับอิหร่าน โดยนายหนึ่งเตือนว่า ความตึงเครียดนี้อาจนำไปสู่ “ความล้มเหลว” ในความสามารถของกองทัพที่จะทำสงครามต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เคยกล่าวไว้ว่าจะยุติลงในต้นเดือนเมษายน 2026

ขณะที่ความขัดแย้งลุกลามไปทั่วภูมิภาค กองทัพต้องเผชิญกับความท้าทายที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งการโจมตีฐานทัพและเรือรบของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางโดยอิหร่าน การลดลงของคลังขีปนาวุธป้องกัน จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการซ่อมบำรุงเรือ การประจำการของกำลังพลที่ยืดเยื้อ ระบบส่งกำลังบำรุงที่ซับซ้อน ขวัญกำลังใจที่ลดลง และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อกำลังพล ความพร้อมทางทหาร และงบประมาณของกระทรวงกลาโหม โดยสวนทางกับคำประกาศในเชิงบวกของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

รายงานเชิงลึกจากสำนักข่าว The Intercept ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเผชิญกับภาวะตึงเครียดอย่างรุนแรง และสุ่มเสี่ยงต่อ “การพังทลาย (Breakdown)” จากผลกระทบของสงครามกับอิหร่าน ซึ่งขัดแย้งกับคำกล่าวอ้างต่อสาธารณะของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ระบุว่ากองทัพอิหร่านถูกกำจัดไปแล้ว

จากการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของสหรัฐฯ และรายงานที่เกี่ยวข้อง ระบุถึงปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขีดความสามารถของกองทัพสหรัฐฯ เสื่อมถอยลง ดังนี้:
.
• คลังแสงอาวุธป้องกันภัยทางอากาศขาดแคลนอย่างรุนแรง: กองทัพสหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น เช่น ขีปนาวุธ Patriot กว่า 1,700 ลูก ขีปนาวุธ THAAD กว่า 200 ลูก รวมถึงขีปนาวุธ Standard Missile ของกองทัพเรืออีกจำนวนมาก เพื่อต่อต้านโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้คลังอาวุธลดลงอย่างมาก ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่สามารถผลิตทดแทนได้ทัน โดย
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot: ประมาณ 65% หรือ 2,330 นัด ถูกยิงไปแล้วระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงกรกฎาคม เหลือเพียง 830 นัด
▪ ขีปนาวุธสกัดกั้น THAAD: เกือบครึ่งหนึ่งของหัวรบ 450 ลูกถูกใช้ไป เหลือน้อยกว่า 270 ลูก

รายงานของ Inspector General ของเพนตากอนยืนยันถึงปัญหาการขาดแคลนกระสุน ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน และความตึงเครียดด้านขวัญกำลังใจ โดยระบุว่า “คอขวดที่ยืดเยื้อที่สุดยังคงอยู่ที่การผลิตมอเตอร์จรวดเชื้อเพลิงแข็ง การจัดหาวัตถุระเบิดและเชื้อเพลิงขับเคลื่อนที่มีความบริสุทธิ์สูง รวมถึงการสรรหาแรงงานฝีมือในภาคการผลิต”

• การโจมตีศูนย์โลจิสติกส์หลักและฐานทัพ: ในช่วงเริ่มต้นของความขัดแย้ง อิหร่านระดมยิงโดรนและขีปนาวุธจนสามารถเจาะผ่านระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ และโจมตีฐานทัพมากกว่า 15 แห่ง โดยเฉพาะฐานทัพเรือในกรุงมานามา ประเทศบาห์เรน ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหายอย่างหนัก และยังไม่สามารถกลับมาใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ

• ความเสียหายต่อยุทโธปกรณ์ราคาสูง: รายงานระบุว่า เครื่องบินขับไล่ F-15 ถูกทำลาย 4 เครื่อง เครื่องบิน F-35 ได้รับความเสียหาย 1 เครื่อง เครื่องบินเติมน้ำมัน KC-135 เสียหาย 7 เครื่อง และโดรน MQ-9 Reaper ถูกยิงตกมากถึง 30 ลำ

• ความอ่อนล้าของกำลังพลและปัญหาการซ่อมบำรุง: กองทัพเรือสหรัฐฯ ต้องขยายระยะเวลาการประจำการของเรือบรรทุกเครื่องบิน เช่น USS Nimitz และ USS Gerald R. Ford ยาวนานกว่าภาวะปกติ ส่งผลให้เกิดปัญหางานซ่อมบำรุงสะสม ตลอดจนขวัญกำลังใจของกำลังพลที่ลดลงอย่างมาก

• ความสูญเสียด้านกำลังพล: แม้เพนตากอนจะพยายามรายงานตัวเลขความสูญเสียที่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่สถิติระบุว่ามีทหารสหรัฐฯ เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของอิหร่านแล้วหลายร้อยนาย นับตั้งแต่ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงเดือนกรกฎาคม

คำว่า “Breakdown” เป็นคำเตือนของเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่ให้ข้อมูลกับ The Intercept แต่ไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ โดยปัญหาหลักที่นำไปสู่คำเตือนเรื่องความเสี่ยงต่อการพังทลาย สามารถแบ่งออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่
 

  1. วิกฤตการเกณฑ์ทหารและการสรรหากำลังพล (Recruitment Crisis)

• พลาดเป้าการรับสมัคร: เหล่าทัพส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกองทัพบกและกองทัพอากาศ ประสบปัญหาการสรรหากำลังพลใหม่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายต่อเนื่องกันหลายปี

• ข้อจำกัดด้านคุณสมบัติ: วัยรุ่นอเมริกันในวัยเข้าเกณฑ์ส่วนใหญ่ ราว 70-75% ไม่ผ่านคุณสมบัติพื้นฐาน ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ เช่น โรคอ้วน ประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาด้านสุขภาพจิต หรือประวัติอาชญากรรม

• ความสนใจที่ลดลง: ทัศนคติของคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ต่อการรับราชการทหารลดลงอย่างมาก รวมถึงการขาดแรงจูงใจและแรงสนับสนุนจากครอบครัว

2. ปัญหาการคงกำลังพลและการลาออกของบุคลากรเชี่ยวชาญ (Retention & Burnout)

• ภารกิจที่ซ้ำซ้อนและยาวนาน: การต้องกระจายกำลังไปทั่วโลก ทั้งในตะวันออกกลาง ยุโรปตะวันออก และอินโด-แปซิฟิก ทำให้กำลังพลเกิดความล้าจากการปฏิบัติการ (Operational Fatigue)

• ปัญหาคุณภาพชีวิตและสุขภาพจิต: อัตราการฆ่าตัวตายในกองทัพยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ปัญหาเรื่องที่พักอาศัย เงินชดเชยที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ และสวัสดิการครอบครัว ส่งผลให้ทหารที่มีประสบการณ์ เช่น นักบิน ช่างเทคนิค และเจ้าหน้าที่ไซเบอร์ ตัดสินใจลาออกไปทำงานในภาคเอกชน

3. ยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยร่อยหรอ (Supply & Equipment Exhaustion)

• ผลกระทบจากการส่งความช่วยเหลือ: การส่งยุทโธปกรณ์และกระสุนจำนวนมากให้แก่ประเทศพันธมิตรในความขัดแย้งระดับภูมิภาค เช่น ยูเครนและตะวันออกกลาง ทำให้คลังอาวุธสำรองของสหรัฐฯ ลดลงอย่างรวดเร็ว

• ฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศโตไม่ทัน: โรงงานผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ไม่สามารถเร่งอัตราการผลิตขีปนาวุธและระบบอาวุธซับซ้อนให้ทันต่อความต้องการใช้งาน และการทดแทนอาวุธในคลังเดิมได้

4. ยุทธศาสตร์ที่กระจัดกระจาย (Overextension)

• สหรัฐฯ กำลังพยายามวางกำลังเพื่อ “ป้องปราม” ในหลายพื้นที่พร้อมกัน ทั้งการแข่งขันกับจีนในอินโด-แปซิฟิก การรับมือกับรัสเซียในยุโรป และสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

• นักวิเคราะห์เตือนว่า ทรัพยากรและกำลังพลที่มีอยู่อย่างจำกัดอาจไม่สอดคล้องกับพันธกิจทั่วโลกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้กองทัพเผชิญกับจุดแตกหัก หากเกิดวิกฤตการณ์ขนาดใหญ่พร้อมกันมากกว่าหนึ่งพื้นที่

ข้อวิจารณ์เหล่านี้สะท้อนถึงโจทย์สำคัญของ “เพนตากอน (Pentagon)” ในการปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ ปรับปรุงคุณภาพชีวิตของกำลังพล และเร่งยกระดับฐานการผลิตอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามในรูปแบบใหม่

ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียน คำว่า กองทัพสหรัฐฯ ใกล้จะ “พังทลาย” ยังไม่น่าจะใกล้เคียงกับความเป็นจริง เพราะสหรัฐอเมริกายังคงเป็นประเทศที่มี “ศักยสงคราม” (War Potential) อยู่ในระดับสูง และยังมีอาวุธยุทโธปกรณ์สำรองในคลังจำนวนมาก แม้อาวุธยุทโธปกรณ์เทคโนโลยีขั้นสูงบางประเภทอาจมีข้อจำกัด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญคือ “ศักยภาพทางทหาร” (Military Potential) และ “ขีดความสามารถในการรบ” (Combat Potential) ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากผลของสงครามที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเผชิญกับอิหร่าน เนื่องจากแม้อิหร่านจะประสบความสูญเสียอย่างมาก แต่สหรัฐฯ ก็ยังไม่สามารถสร้างความได้เปรียบมากพอที่จะกดดันให้อิหร่านยอมทำตามเงื่อนไขที่สหรัฐฯ ต้องการได้

นอกจากนี้ ผลจากสงครามดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อ “ศักยภาพทางทหาร” และ “ขีดความสามารถในการรบ” ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอื่น โดยเฉพาะอินโด-แปซิฟิกและยุโรปอย่างเห็นได้ชัด และอาจกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับรัฐบาลและกองทัพสหรัฐฯ ตลอดจนประเทศอื่น ๆ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ ต่อไปในอนาคต

ค้นหาความหมาย Longevity ในมุมของ “พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์” ทายาทรุ่นที่ 2 ของ “เบนซ์ทองหล่อ” “ชีวิตยืนยาว-ธุรกิจเติบโต” ไม่ได้วัดเพียงจำนวนปี แต่คือการคงอยู่และก้าวไปต่อ อย่าง “มีคุณภาพ”

เมื่อพูดถึงคำว่า Longevity ภาพแรกที่หลายคนนึกถึงอาจเป็นเรื่องสุขภาพ การชะลอวัย หรือการมีอายุยืนถึง 90 หรือ 100 ปี

แต่หลังจากได้พูดคุยกับ “พลอย” หรือ พลอยกาญจน์ โพธิพิมพานนท์ ประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เบนซ์ทองหล่อ คำว่า Longevity ดูเหมือนจะมีความหมายกว้างกว่านั้น

เพราะสำหรับเธอ การมีชีวิตที่ยืนยาวไม่ใช่เป้าหมายสูงสุด หากช่วงเวลาที่ยาวนานนั้นต้องแลกมากับสุขภาพที่เสื่อมถอย หรือการไม่สามารถดูแลตัวเองได้ สิ่งที่สำคัญกว่าจึงเป็นคำถามว่า เราจะทำอย่างไรให้ “อยู่ได้นาน” และ “อยู่ได้ดี” ไปพร้อม ๆ กัน

น่าสนใจว่า เมื่อบทสนทนาค่อย ๆ เคลื่อนจากเรื่องชีวิตส่วนตัวไปสู่เรื่องธุรกิจครอบครัวที่ดำเนินมายาวนานเกือบครึ่งศตวรรษ เรากลับพบว่า แนวคิดเรื่อง Longevity ของทั้งชีวิตและธุรกิจกลับมีจุดร่วมกันอย่างน่าสนใจ เพราะไม่ว่าจะเป็น “ชีวิต” หรือ “ธุรกิจ” การอยู่ได้นานอาจไม่ใช่เรื่องยากที่สุด เพราะสิ่งที่ยากกว่าคือ การรักษาคุณภาพของสิ่งนั้นเอาไว้ตลอดระยะเวลาที่ยาวนาน

จากคุณแม่ลูกสอง สู่ผู้บริหารธุรกิจครอบครัว

เมื่อให้แนะนำตัวเอง พลอยไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้สืบทอดธุรกิจหรือผู้บริหารองค์กรเท่านั้น เพราะในชีวิตประจำวัน เธอยังมีอีกบทบาทสำคัญคือการเป็น “คุณแม่” ของลูก 2 คน และเป็น “ลูกสาวคนเดียว” ของครอบครัว

หลายบทบาทเกิดขึ้นพร้อมกันในแต่ละวัน ทั้งการดูแลครอบครัว การบริหารธุรกิจ และการดูแลตัวเอง แม้งานจะกินพื้นที่ในชีวิตไปไม่น้อย แต่เธอก็มุ่งมั่นและพยายามจัดพื้นที่ให้กับการดูแลตัวเองอยู่เสมอ

"แต่ละวัน จันทร์ถึงศุกร์ กิจวัตรปกติคือตื่นเช้าไปส่งลูกที่โรงเรียน หลังจากนั้นก็เป็นเวลาทำงาน ซึ่งแต่ละวันก็จะแตกต่างกัน อาจต้องเข้าออฟฟิศ ประชุม หรือว่ามีไปงานอีเวนต์บ้าง ซึ่งถ้าไม่ได้เลิกดึกจนเกินไป ก็จะเป็นเวลาของตัวเอง ส่วนมากพลอยเลือกที่จะไปออกกำลังกาย เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นมาก ๆ"

Longevity ที่ไม่ได้เริ่มต้นจากความอยากอายุยืน

จริง ๆ แล้ว การใส่ใจเรื่องสุขภาพของพลอยไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตามกระแส Longevity ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอเล่าว่าโดยพื้นฐานเธอเป็นคนแอคทีฟ และค่อนข้างระมัดระวังเรื่องการกินและการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก เมื่อโตขึ้นเป็นวัยรุ่นก็ยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องรูปร่าง เธอพูดติดตลกว่าตอนวัยรุ่นก็มีแค่ “ความห่วงสวย” เท่านั้นเอง

แต่เมื่ออายุมากขึ้น เหตุผลในการดูแลตัวเองก็ค่อย ๆ เปลี่ยนไป จากการออกกำลังกายเพื่อรูปร่าง กลายเป็นการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อเธอเริ่มมีอาการปวดคอร่วมกับไมเกรนอย่างรุนแรงเป็นประจำ

"มีช่วงหนึ่งที่พลอยปวดคอเหมือนคล้าย ๆ ไมเกรนมาก ทุกเดือนจะมีช่วงเวลาที่ปวดทรมาน ถึงขนาดอาเจียนและต้องหยุดพัก 2-3 วันเลย พ่อกับแม่เห็น ท่านก็เป็นห่วง แต่ก็ไม่รู้จะช่วยเรายังไง เมื่อไปหาหมอและเอกซเรย์ ผลออกมาก็ไม่ได้เป็นอะไร พลอยก็เลยรู้สึกว่าต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้"

และนั่นทำให้เธอเริ่มหาวิธีจัดการกับร่างกายอย่างจริงจัง และได้รู้จักกับการเล่น "พิลาทิส" หลังจากได้ฝึกอย่างสม่ำเสมอ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ แต่เธอพบว่าอาการปวดคอและไมเกรนลดลงอย่างชัดเจน จนพิลาทิสกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในระยะยาว

ประสบการณ์นี้ทำให้มุมมองเรื่องสุขภาพของพลอยชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าการดูแลร่างกายก่อนที่จะเกิดปัญหา ย่อมดีกว่าการรอให้เกิดปัญหาแล้วจึงค่อยแก้ เธอจึงให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่อง Preventive Care รวมถึงการปรึกษาแพทย์ด้าน Anti-aging เพื่อทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ฮอร์โมน และกระบวนการเสื่อมถอยของร่างกายที่เกิดขึ้นตามวัย ไม่ใช่เพราะกลัวแก่ แต่เพราะอยากเข้าใจว่าร่างกายกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างไร และจะดูแลมันอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตต่อไปได้ดีที่สุด

ไม่จำเป็นต้องอยู่ถึง 100 ปี ขอแค่อยู่แล้วมีคุณภาพ

เมื่อถามถึงเป้าหมายเรื่องการมีชีวิตที่ยืนยาว คำตอบของพลอยกลับเรียบง่ายกว่าที่คิด

"เชื่อว่าทุกคนก็อยากอายุยืนยาวแบบมีคุณภาพ อย่างพลอยไม่ได้อยากอยู่ถึง 100 ปีนะ เอาเป็นวัยที่เหมาะสมดีกว่า ให้ลูก ๆ ดูแลตัวเองได้ ส่วนเราก็อายุยืนอย่างมีคุณภาพ เงื่อนไขคือยังสามารถดูแลตัวเองได้ ไม่ทรมาน ไม่เป็นภาระหรือสร้างความเดือดร้อนให้ลูก ๆ หรือคนที่ต้องดูแลเราก็พอ”

ในมุมของพลอย การลงทุนที่สำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การซื้ออาหารเสริมหรือเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพราคาแพง แต่คือ การลงทุน “เวลา” ให้กับร่างกายของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

“พลอยมองว่าไม่มียาหรือวิตามินอะไรที่จะช่วยให้เราแข็งแรงได้จริง ๆ ถ้าหากพื้นฐานร่างกายเราไม่แข็งแรง การแบ่งเวลามาดูแลตัวเอง ออกกำลังกายจึงสำคัญที่สุด ไม่จำเป็นต้องออกทุกวัน แต่ในสัปดาห์ก็ควร 3-4 วันเป็นอย่างต่ำ อย่างพลอยทำเป็นประจำอยู่แล้ว จึงไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการลงทุนอะไรเลย”

“อีกสิ่งที่พลอยมองว่าสำคัญพอ ๆ กันเลยคือ ‘การนอนหลับ’ ก็ต้องสังเกตตัวเองเป็นประจำว่านอน 8 ชั่วโมงแล้ว ตื่นมาสดชื่นหรือเปล่า ถ้าไม่สดชื่น แสดงว่าต้องมีอะไรผิดปกติ เราก็ต้องรู้จักฟังเสียงของร่างกายตัวเอง”

ดังนั้น Longevity ในความหมายของพลอยจึงไม่ใช่การมีจำนวนปีของชีวิตมากที่สุด และไม่ใช่การรอรักษาเมื่อร่างกายเริ่มมีปัญหา แต่คือการดูแลสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพในระยะยาว สำหรับพลอย การดูแลสุขภาพจึงเป็นเรื่องที่ต้องมองอย่างรอบด้าน ทั้งการกิน การออกกำลังกาย การพักผ่อน การนอนหลับ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวเอง

“พลอยให้คะแนนสุขภาพของตัวเอง 8 เต็ม 10 แม้ยังมีอาการปวดคอบ้าง แต่ถือว่าลดลงไปมาก อีกอย่างพลอยไม่มีโรคประจำตัว ยังมีแรงและพลังในการทำงานและใช้ชีวิต ก็ถือเป็นสัญญาณว่าวิธีที่ทำมาตลอดนั้นถูกทางแล้ว”

ชีวิตส่วนตัว และบทบาทเจ้าของธุรกิจแยกกันไม่ขาด

เมื่อบทสนทนาขยับจากเรื่องสุขภาพมายังชีวิตการทำงาน ความหมายของคำว่า Longevity ก็เริ่มปรากฏขึ้นให้เห็นในอีกบริบทหนึ่ง ความผูกพันของพลอยกับธุรกิจครอบครัวไม่ได้เพิ่งเริ่มต้นในวันที่เข้ามารับตำแหน่งผู้บริหาร เพราะแท้จริงแล้วเธอเติบโตมากับธุรกิจนี้

ในอดีตเด็กหญิงพลอยวิ่งเล่นในออฟฟิศและโชว์รูมของพ่อแม่ ใช้พื้นที่แห่งนี้ไม่ต่างจากสนามเด็กเล่น การได้มาคลุกคลีที่นี่ตั้งแต่ยังเด็กทำให้ซึมซับการทำงานของพ่อแม่ เห็นวิธีพูดคุยกับพนักงาน เห็นการรับมือลูกค้า รวมถึงเห็นรายละเอียดเล็ก ๆ ของการทำธุรกิจมาโดยตลอด ความรู้หลาย ๆ อย่างส่งต่อผ่านชีวิตประจำวันทีละเล็กทีละน้อย 

“ด้วยความที่เป็นธุรกิจครอบครัว พลอยก็เห็นการทำงานของทั้งพ่อและแม่มาตลอด คิดว่าซึมซับไปโดยธรรมชาตินะ แต่ก่อนหลังเลิกเรียนเราก็มาเล่นที่นี่ วิ่งไปแต่ละแผนก วิ่งลงมาที่โชว์รูมบ้าง คลุกคลีกับภาพของโชว์รูมมาตลอด ทำให้วันนี้เมื่อเรามาทำงาน ก็ไม่ได้เป็นความรู้สึกฝืนใจ หรือรู้สึกว่า “ต้อง” ทำงานเท่านั้น แต่เรารู้สึกว่านี่คือชีวิตของเราจริง ๆ”


หากสุขภาพที่ดีต้องอาศัยพื้นฐานหลายอย่าง ธุรกิจที่ต้องการยืนระยะก็ไม่ต่างกัน**

หนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดที่พลอยได้รับจากพ่อแม่ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย เทคนิคการตลาด หรือวิธีบริหารต้นทุน แต่คือเรื่อง “การดูแลคน”

“เรื่องที่ซึมซับมาเรื่อย ๆ ก็เป็นเรื่องของการดูแลคน ดูแลพนักงาน เราเห็นวิธีการใส่ใจพนักงานของพ่อกับแม่ ดูแลพนักงานเหมือนคนในครอบครัว แม้กระทั่งการอบรมสอนพนักงาน ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำงาน รวมไปถึงเรื่องของการใช้ชีวิตด้วย”

ขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่งคือ “ลูกค้า” ที่เชื่อมั่นและไว้วางใจ “เบนซ์ทองหล่อ” มาอย่างยาวนาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โลกธุรกิจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้ามาของเทคโนโลยี รูปแบบการซื้อรถ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่สิ่งหนึ่งที่พลอยมองว่าเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ธุรกิจยังคงได้รับความไว้วางใจเรื่อยมา คือ “ความจริงใจ”

"ก็เกือบ 50 ปีที่เบนซ์ทองหล่ออยู่มาจนถึงทุกวันนี้ พลอยว่าเป็นเรื่องของความจริงใจที่เรามีให้กับลูกค้า ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ได้รับการยอมรับจากลูกค้าที่อยู่กับเรา 2-3 เจน ถ้าเกิดว่าเราไม่ได้มีความจริงใจให้ลูกค้า หรือเราตุกติกก็คงไม่ได้รับความไว้วางใจให้อยู่มาจนถึงขนาดนี้ อันนี้เป็นเรื่องหลักเลย” 

การอยู่มานานย่อมมาพร้อมกับความท้าทายอีกแบบหนึ่ง เพราะโลกของธุรกิจในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อ 30 หรือ 40 ปีก่อน วันนี้ลูกค้าหาข้อมูลด้วยตัวเองมากขึ้น เทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการซื้อขาย ช่องทางการสื่อสารเปลี่ยนไป และความคาดหวังต่อแบรนด์สูงขึ้นเรื่อย ๆ 

ความท้าทายจึงไม่ใช่การพยายามทำทุกอย่างให้ “เหมือนเดิม” แต่คือการรู้ว่า อะไรควรเปลี่ยน และอะไรไม่ควรเปลี่ยน

“แน่นอนว่าเรื่องท้าทายคือพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย พอโซเชียลมีเดียเข้ามา เรื่องของการซื้อ การขายก็เปลี่ยนไป แต่การรักษามาตรฐานต่าง ๆ ก็สำคัญเช่นกัน เราไม่ทิ้งคุณค่าหลักของเรา เราพยายามรักษาให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีไปเรื่อย ๆ”

พลอยกล่าวเพิ่มเติมว่า “สิ่งที่ดีอยู่แล้ว เราก็ต้องรักษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของมาตรฐานการดูแลลูกค้า ความจริงใจ ความซื่อสัตย์ มาตรฐานในการรับรองลูกค้า หรือว่าแม้กระทั่งการดูแลพนักงานของเรา ทุกอย่างมีมาตรฐานที่เราได้เรียนรู้มาตั้งแต่สมัยพ่อกับแม่ เราพยายามจะรักษาต่อไป”

จากชีวิตที่ยืนยาว สู่ธุรกิจที่เติบโตอย่างมีคุณภาพ

หลังจากบทสนทนาทั้งหมด คำว่า Longevity จึงดูจะไม่ใช่เรื่องของสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่มันคือแนวคิดเรื่อง 
“ความยั่งยืนและมีคุณภาพ”

หากมองในมุมการใช้ชีวิต อาจหมายถึงการดูแลร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ในวันที่อายุมากขึ้น เรายังสามารถมีชีวิตในแบบที่ต้องการได้

แต่เมื่อมองในมุมธุรกิจ อาจหมายถึงการดูแลคน ดูแลลูกค้า และรักษาหลักการบางอย่างเอาไว้ เพื่อให้แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปี ผู้คนยังเลือกที่จะเชื่อใจเรา

ทั้งสองอย่างไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจครั้งใหญ่เพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากสิ่งเล็ก ๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน จากสิ่งเล็ก ๆ จึงค่อย ๆ กลายเป็นรากฐานของคำว่า “ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ”

ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตของคนคนหนึ่ง หรือธุรกิจหนึ่งแห่ง การอยู่ได้นานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การอยู่ได้นานอย่างมีคุณภาพต่างหากเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

เปิดกำเนิด “รามคำแหง 2514” จากแนวคิดตลาดวิชา สู่มหาวิทยาลัยแห่งโอกาสของคนไทย ผลิตบัณฑิตกว่าล้านคน เปลี่ยนโครงสร้างการเรียนไทย

ก่อเกิด “รามคำแหง 2514”กับปรัชญา “ตลาดวิชา”

ประมวล กุลมาตย์ อดีตส.ส.จังหวัดชุมพร พรรคสหประชาไทย ซึ่งเป็นผู้เริ่มเสนอยกร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร โดยฉบับร่างใช้ชื่อว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์

แต่มีรายละเอียดสำคัญที่ควรแยกให้ชัด เพราะเรื่องนี้มี “หลายคน” อยู่ในกระบวนการก่อตั้งรามคำแหง
จุดเริ่มต้นของรามคำแหง

1. ประมวล กุลมาตย์ คือผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมาย
วันที่ 21 สิงหาคม 2512 ประมวล กุลมาตย์ ส.ส.จังหวัดชุมพร เสนอร่างพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ต่อสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งแรก

แนวคิดสำคัญคือการจัดตั้งมหาวิทยาลัยในลักษณะ “ตลาดวิชา” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่สามารถสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยระบบปิดได้ มีโอกาสศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา แต่เป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

ต่อมา 9 ตุลาคม 2512 สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการเป็นเอกฉันท์ และตั้งกรรมาธิการขึ้นพิจารณา

2. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ มีบทบาทสำคัญในชั้นกรรมาธิการ
เอกสารของมหาวิทยาลัยรามคำแหงระบุว่า เมื่อสภารับหลักการแล้ว มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ โดย ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์ เป็นคนแรกของกรรมาธิการ ขณะที่ สุกิจ นิมมานเหมินทร์ เป็นประธานกรรมาธิการในช่วงหนึ่งของการพิจารณา

ดังนั้น ถ้าจะเขียนว่า “ใครเป็นคนก่อตั้งรามคำแหง” ไม่ควรโยนให้คนเดียวทั้งหมด แต่ถ้าถามว่า

“ใครเป็นผู้ริเริ่มเสนอร่างกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแบบตลาดวิชาเข้าสภา?”

คำตอบคือ ประมวล กุลมาตย์
แล้วใครเป็นคนเสนอชื่อ “รามคำแหง”?

นี่เป็นอีกคนหนึ่งครับ คือ แคล้ว นรปติ อดีตส.ส.จังหวัดขอนแก่น
ในชั้นพิจารณาร่างกฎหมาย เดิมมีแนวคิดใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์” ก่อนที่แคล้ว นรปติ จะเสนอแปรญัตติให้ใช้ชื่อ “มหาวิทยาลัยรามคำแหง” เพื่อเทิดพระเกียรติพ่อขุนรามคำแหงมหาราช

26 กุมภาพันธ์ 2514
มีพระบรมราชโองการให้ประกาศใช้กฎหมาย
2 มีนาคม 2514 พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยรามคำแหง พ.ศ. 2514 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

แล้วเรื่อง “เด็กไม่มีที่เรียน” กับยุคเบบี้บูมล่ะ?

“ปัญหาการขาดแคลนที่เรียนระดับอุดมศึกษา” บวกรวมกับยุค Baby Boom เป็นปัญหาใหญ่ ถ้าไม่มีที่เรียนต่อกับสถานบันอุดมศึกษาของรัฐที่รับได้จำนวนจำกัด เด็กส่วนหนึ่งจะถูกถีบออกนอกระบบการศึกษา

งานวิชาการของภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่เผยแพร่ปี 2569 อธิบายว่า ก่อนการเกิดรามคำแหง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เป็น ระบบปิดและต้องสอบคัดเลือก (entrance) ขณะที่ความต้องการเรียนต่อระดับอุดมศึกษาสูงขึ้น แต่สถาบันที่มีอยู่ไม่สามารถรองรับคนจำนวนมากได้ รามคำแหงจึงเกิดขึ้นอย่างเร่งรีบในรูปแบบ “ตลาดวิชา” ที่ไม่สอบเข้าและไม่จำกัดจำนวน เพื่อรองรับความต้องการดังกล่าว แต่รามคำแหงเข้าง่าย ออกยาก ถ้าไม่ตั้งใจเรียน ไม่ทุ่มเทกับการอ่านหนังสือตำราเรียน จึงมีนักศึกษาเพียงส่วนหนึ่งที่เข้ามาเรียนแล้วจบการศึกษาออกไป

นี่คือหัวใจของกำเนิดรามคำแหงเลยครับ:

ระบบเดิมคัดคนเข้าเรียน แต่รามคำแหงเปิดประตูให้คนจำนวนมากเข้ามาเรียน แล้วใช้การเรียนและการสอบเป็นเครื่องคัดคนออก

จึงทำให้แนวคิด “ตลาดวิชา” ของรามคำแหงมีความหมายมากกว่าการเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องโอกาสทางการศึกษาในประเทศไทย

และปรัชญานี้สอดคล้องกับข้อมูลของกระทรวง อุดมศึกษา (อว.)ที่ระบุว่ารามคำแหงตั้งขึ้นโดยมีจุดมุ่งหมายให้เป็นสถาบันการศึกษาแบบ “ตลาดวิชา” และเน้น โอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา

ส่วนข้อความ “ผลิตบัณฑิตมาแล้วล้านกว่าคน” เป็นข้อมูลที่ถูกต้อง
ข้อมูลจากเอกสารเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยระบุว่า ตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน รามคำแหงผลิตบัณฑิตแล้ว มากกว่า 1 ล้านคน และศิษย์เก่ากระจายอยู่ทั้งภาครัฐ เอกชน และวิชาชีพต่าง ๆ

จาก “ประมวล กุลมาตย์” จุดประกายความคิด ในรูปแบบ “ตลาดวิชา” มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ “แคล้ว นรปติ” แปรญัตติเป็น “รามคำแหง” ดร.ศักดิ์ ผาสุกนิรันทร์อธิการบดีคนแรก เป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตบัณฑิตทะลุ 1 ล้านคนแล้ว

จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า ”ไม่มีราม ไม่มีเรา“ มีรามเราจึงได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษา เป็นบัณฑิตให้พ่อแม่ได้ภาคภูมิใจ ได้รับใช้ชาติบ้านเมือง

ทความวิจารณ์ กกต. ปมหลักนิติรัฐ!! เตือนอย่าให้ประวัติศาสตร์การเมืองซ้ำรอยจนศรัทธาประชาชนพัง ๒๐ ปีตราชั่งนำพากลับ เลวร้ายยิ่งกว่าฝ่าฝืนกฎหมาย ล้วงลึกการฉ้อฉลภายใต้นิติรัฐ เงาอดีตผุดซ้ำในยุคดิจิทัล

จาก ๓ หนา ๕ ห่วง ถึง ๕ ข้ารับใช้มหาโจร วัฏจักรฉ้อฉล ย่ำยีนิติรัฐ ทรยศประชาชน จุดจบคือเรือนจำ!

ไม่น่าเชื่อว่า “กกต. บาป” ที่เคยเกิดขึ้นในปี ๒๕๔๙ จะกลายเป็นเงาอดีตที่หวนคืนกลับมาทำลายหลักนิติรัฐอีกครั้งในปี ๒๕๖๙ จึงพูดได้ว่า ๒๐ ปีในการพัฒนาประเทศ อาจนำพาเราไปสู่โลกดิจิทัลได้จริง แต่ ๒๐ ปีใน “วงการตราชั่งไทย” กลับนำพาเราถอยหลังเข้าสู่อเวจีแห่งการรับใช้นักการเมืองเลว

ประวัติศาสตร์การเมืองไทยเคยบันทึกฉากทัศน์เน่า ๆ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้น “มนุษย์บาปหนาขี้ข้านักการเมือง” ได้ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จอย่างไร้ความสุจริตเพื่อเปิดทางให้อำนาจรัฐ จนท้ายที่สุดการทำงานรับใช้ “มหาโจรในคราบนักการเมืองเลว” ก็จำต้องแพ้ภัยตัวเอง เดินคอตกเข้าคุกเรียงตัว กลายเป็นข่าวดังยากที่คนไทยจะลืมเลือน

แม้จะลงเอยที่ตะราง แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “โจรเสื้อแดงเผาเมือง” ยุคนั้น ได้ผงาดขึ้นบน “เวทีชั่วมืออาชีพ” กับบทบาท “เจ้านาย กกต.” กลายเป็นต้นแบบเลว ๆ ของ “โจรเสื้อน้ำเงินปล้นน้ำมัน” ในเวลาต่อมา

ต่างกันที่ ยุคบาปของ “ ๓ หนา ๕ ห่วง” ลิขสิทธิ์อันเลวทรามของ “คนหน้าเหลี่ยม” คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "หน้าด้านตรงไปตรงมา" กล้าทำผิดกฎหมายอย่างเปิดเผย จนจบลงที่เรือนจำ ส่วนยุคชั่วของปัจจุบัน คือความฉ้อฉลในรูปแบบ "ซ่อนหลังข้อกฎหมาย" บิดเบือนเจตนารมณ์ ใช้เทคนิคเพื่อโอบอุ้มฝ่ายบริหาร ดูถูกสติปัญญาของประชาชนคนไทยว่าโง่งมจนมองความบิดเบี้ยวไม่ออก

หากปี ๒๕๔๙ คือบทเรียนเรื่องความหน้าด้านในการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ยุคนี้กลับเป็นบทเรียนที่เลวร้ายยิ่งกว่า คือการใช้กฎหมายเป็น “อาวุธเข่นฆ่าความถูกต้อง” ทั้งปวง

การเปลี่ยนตราชั่งให้กลายเป็น “เครื่องมือฟอกขาวนักการเมืองเลว” จนประชาชนหมดสิ้นความศรัทธาในระบบการเลือกตั้ง ส่งสัญญาณเตือนสังคมซ้ำอีกครั้งว่า ความซื่อสัตย์สุจริตนั้นไม่มีความหมายเท่ากับการมีอำนาจอยู่ในมือ

อำนาจที่ได้มาจากการรับใช้นักการเมืองเลว อาจซื้อความสบายให้ชีวิตในวันนี้ได้ แต่ไม่อาจซื้อกุญแจไขให้ตนเองหลุดพ้นจากตราบาปในประวัติศาสตร์ได้ และที่จริงของจริงทั้งปวงคือ ไม่อาจใช้ล็อกประตูเรือนจำที่เคยเปิดรับผู้กุมตราชั่งเอียงมาแล้วในอดีต..ได้อีกเช่นกัน

การฉายหนังซ้ำในเงาเรื่องเดิม กำลังเปิดให้จองตั๋วเพื่อให้ กกต. เข้าไปดูตัวเองในคุกแล้วในเวลานี้

แจ็ค รัสเซล

ศาลฎีการับคดีเลือกตั้ง สว. ศาลรับคดีฟ้อง กกต. ปมเลือก สว. นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค. นี้ ร้องสอบทุจริต ลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ เชื่อกระทบเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ศาลฎีกาคดีเลือกตั้ง รับคำร้อง 2 คดี ผู้สมัคร สว. - สว.สำรอง ยื่นฟ้อง อดีตประธาน กกต.กับพวก ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัย กกต.ปมเลือก สว.และประกาศรับรองผล นัดตรวจพยานหลักฐาน 27 ต.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา 2 คดี อันเป็นคดีเกี่ยวกับการเลือก สว./คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกอบด้วยคดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว9/2569 เเละ คดีเลือกตั้งหมายเลขดำที่ ลต สว 10/2569

โดยคดีแรกเป็นคดี ที่นายภิญโญ บุญเรือง อดีตผู้สมัคร สว. ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวกรวม 3 คน เป็นผู้คัดค้าน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง)

โดยคดีที่สอง เป็นคดีที่ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ยื่นร้อง คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กับพวก รวม 3 คน เรื่อง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาฯ ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้ง

โดยทั้งสองคดี ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งมีคำสั่งให้นัดตรวจพยานหลักฐาน ทั้งสองคดีในวันที่ 27 ตุลาคม 2569 โดยคดีแรกนัดตรวจพยานหลักฐานเวลา 13.30 น. ส่วนคดีที่สองนัดตรวจหลักฐานเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 5

นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา คดีเลขดำที่ ลต.สว. 10/2569 กรณีตนยื่นร้อง กกต. ชุดที่มีนายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน กกต. และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการการเลือก สว. ปี 2567 เพื่อให้ศาลพิจารณาว่า กระบวนการดังกล่าวทำให้การได้มาซึ่ง สว. เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ประเด็นที่ร้องเรียนเกี่ยวข้องกับการลงสมัคร สว.ผิดกลุ่มอาชีพ ของผู้สมัครจาก จ.อำนาจเจริญ 2 คน ได้แก่ นางแดง กองมา สว. และ นายสมพาน พละศักดิ์ สว. ซึ่งระบุอาชีพค้าขายหมูสดและขายก๋วยเตี๋ยว โดยตามที่ผู้ร้องระบุอาชีพดังกล่าวจัดอยู่ในกลุ่ม 19 ซึ่งเป็นกลุ่มอาชีพอิสระหรือค้าขาย แต่กลับได้รับการรับรองให้เป็น สว. ในกลุ่ม 10 ซึ่งเป็นกลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่น

นายอัครวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีดังกล่าวไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของกระบวนการและสัดส่วนตัวแทนประชาชนที่อาจเกิดความผิดเพี้ยนไปทั้งระบบ รวมถึงตั้งข้อสังเกตว่า การได้คะแนนและผลการเลือก สว. เป็นไปอย่างผิดธรรมชาติจากโพยหรือใบสั่งหรือไม่

“ขอขอบคุณศาลฎีกาฯ ที่มีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา โดยมองว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบกรณี กกต. รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าลงสมัครผิดกลุ่มอาชีพ และขอให้ศาลไต่สวนเพื่อค้นหาความจริง เพื่อประโยชน์ของสาธารณะ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวอาจกระทบต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและระบบการเลือก สว. ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ”นายอัครวัฒน์ กล่าว
.
สำหรับข้อเรียกร้องหลักของกรณีนี้ นายอัครวัฒน์ กล่าวว่า ต้องการคืนความยุติธรรมให้กับระบบการเลือก สว. โดยขอให้มีการเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่รับรองผู้สมัคร สว.ที่ถูกร้องว่าผิดกลุ่มอาชีพ รวมถึงขอให้ สว.ทั้ง 2 คน พ้นจากตำแหน่งทันที เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ที่ฝ่าฝืน และดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 74 กรณีที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิแต่ยังสมัคร

นายอัครวัฒน์ กล่าวอีกว่า ตนได้แจ้งความเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอำนาจเจริญ กรณีที่อาจมีพฤติกรรมปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและคุณสมบัติของผู้สมัครในกลุ่ม 10 เพื่อให้ศาลตรวจสอบว่ามีเจตนาพิเศษหรือไม่ โดยแจ้งความไว้ที่ สน.ชนะสงคราม และได้ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษดังกล่าวประกอบไว้ในคำร้องต่อศาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Cr ; nation online

อำนาจบริหารต้องคู่คุณธรรม!! คำสั่งไล่ออกไม่ใช่แค่เอกสารหนึ่งฉบับ ไม่เลือกปฏิบัติหรือกลั่นแกล้ง ลงโทษลูกน้องต้องสมเหตุสมผล ไม่ใช่ตัดอนาคตเกินกว่าเหตุ

หลักคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหาร ต้องไม่ใช้อำนาจกลั่นแกล้งลูกน้อง

มีคำถามมากมายถึงคุณธรรม จริยธรรมของผู้บริหารระดับสูง กับการทำลายฝ่ายที่เห็นต่าง หรือเป็นคู่ขัดแย้ง ด้วยการกลั่นแกล้งตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรงกับเรื่องเล็กๆน้อย และจบลงด้วยการไล่ออก /ให้ออกจากราชการ

แน่นอนว่า ต้องมีมูล มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง ถึงจะมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง แต่จบลงด้วยการไล่ออก หรือให้ออกกับความผิดเล็กน้อย การลงโทษข้าราชการ พนักงาน มีตั้งแต่ว่ากล่าวตักเตือน ลดเงินเดือน พักงาน ให้ออก ไล่ออก

การให้ออก ไล่ออก ถือว่า โหดร้าย กับความผิดเพียงเล็กน้อย ครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร

“การให้ออกจากงาน” ไม่ได้แปลว่าไร้คุณธรรมโดยตัวมันเอง เพราะผู้บริหารอาจมีหน้าที่ต้องสอบสวนเมื่อมีข้อกล่าวหา แต่วิธีใช้อำนาจและเจตนาของการใช้อำนาจ เป็นเรื่องจริยธรรม คุณธรรมอย่างมาก

จริยธรรมและคุณธรรมของผู้บริหารที่สำคัญ

1. ความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่กลั่นแกล้ง ไม่ใช้มาตรฐานสองแบบกับคนที่ทำเรื่องเดียวกัน

2. ความสุจริตไม่ใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตัว พวกพ้อง หรือเพื่อกำจัดคนที่เห็นต่าง

3. ความโปร่งใส การสอบสวนต้องมีเหตุผล มีหลักฐาน และตรวจสอบย้อนกลับได้

4. ความเป็นกลาง ผู้กล่าวหา ผู้สอบสวน และผู้มีอำนาจลงโทษต้องไม่อยู่ในภาวะที่มีผลประโยชน์ขัดกัน

5. เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนที่ถูกกล่าวหายังเป็นมนุษย์คนหนึ่ง มีครอบครัว มีลูก มีภาระชีวิต ไม่ควรถูกทำให้เป็น “จำเลย” ตั้งแต่ยังไม่มีข้อยุติ

6. ความรับผิดชอบต่อผลของการใช้อำนาจ ผู้บริหารต้องคิดให้ไกลกว่าเอกสารคำสั่งหนึ่งฉบับ เพราะคำสั่งให้ออกหรือไล่ออกอาจกระทบรายได้ ชื่อเสียง อาชีพ และครอบครัวของคนทั้งบ้าน

7. เมตตาธรรมควบคู่กับหลักการ เมตตาไม่ได้หมายถึงการละเว้นความผิด แต่หมายถึงการใช้มาตรการเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับข้อเท็จจริง

แล้ว “กลั่นแกล้ง ตั้งกรรมการสอบ ไล่ออก ให้ออก” ไร้คุณธรรมหรือไม่?

ถ้าเป็นการกลั่นแกล้งจริง ก็เป็นพฤติกรรมที่ขัดกับหลักคุณธรรมและจริยธรรมของผู้บริหารอย่างชัดเจน

แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง ตั้งกรรมการสอบเพราะมีเหตุอันควรสงสัย”กับ“ใช้การสอบสวนเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งหรือกำจัดคน”

สองเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเลย ถ้ามีความผิดจริง มีหลักฐาน มีการให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง และดำเนินการตามกฎหมายหรือระเบียบอย่างเป็นธรรม การลงโทษอย่างสมเหตุสมผล ก็อาจเป็นการใช้อำนาจตามหน้าที่

แต่ถ้า ตั้งเรื่องเพื่อเล่นงาน เลือกกรรมการไม่ให้ความเป็นธรรม เร่งลงโทษ ใช้อำนาจจนคนหมดอนาคต ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัด หรือชัด แต่ความผิดเล็กน้อย มีวิธีการลงโทษด้วยวิธีการอื่น เช่น ตักเตือน ตัดเงินเดือน พักงาน แต่การไล่ออก/ให้ออกนัั้น เป็นปัญหาทั้งเรื่อง ธรรมาภิบาล จริยธรรม คุณธรรมและความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจ

คำถามว่า “แล้วครอบครัว ลูกเมียเขาจะอยู่อย่างไร” เป็นคำถามทางคุณธรรมที่สำคัญมาก

ผู้บริหารที่มีอำนาจควรตระหนักว่า เบื้องหลังคำสั่งหนึ่งฉบับอาจมีชีวิตของคนอีกหลายชีวิตอยู่ข้างหลัง แต่ขณะเดียวกัน ความสงสารครอบครัวก็ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ละเว้นความผิดที่พิสูจน์ได้

หัวใจจึงอยู่ที่คำว่า “ใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม” ไม่ใช่เพียง “มีอำนาจที่จะใช้”

“มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ”!! คำถามปมใหญ่ยังไร้คำตอบ รามคำแหงถูกจี้ตอบปมทรัพย์สิน–งบประมาณ–การบริหาร หลังหลายคำถามยังไร้คำชี้แจงสาธารณะ สังคมต้องการความโปร่งใสตรวจสอบ

มหาวิทยาลัยไม่มีคำตอบ

ผมตั้งคำถามหลายข้อ หลายประเด็น ไปยังผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยุคปัจจุบัน แต่จนถึงวันนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยรามคำแหงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อสาธารณะ จดๆจ้องกับการจะแถลงข่าว แต่แล้วก็ไม่มี

การตั้งคำถามต่อการบริหารมหาวิทยาลัย ไม่ใช่การจับผิด และไม่ใช่การกล่าวหาใครล่วงหน้า หากแต่เป็นสิทธิของคนในสังคม โดยเฉพาะเมื่อคำถามเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับ ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย เงินงบประมาณ และผลประโยชน์ของส่วนรวม ถ้ายังปิดงำอยู่ก็เป็นสิทธิของสังคมที่จะตั้งคำถามดังๆ

ที่ผ่านมา มีคำถามเกิดขึ้นมากมาย แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ หลายคำถามยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีแต่พูดกันวงในว่า “มั่ว” บ้าง ไม่จริงบ้าง แต่ในทางสาธารณะไม่มีการอธิบาย

ทำไมต้องทุบ AD1?
คำถามแรกคือ หอประชุม AD1 อันเป็นสัญญลักษณ์ความเป็นรามคำแหง ศูนย์กลางการทำกิจกรรมนักศึกษา ถึงถูกทุบทิ้งเพื่ออะไร และจะสร้างเป็นอะไรต่อ แล้วทำไมไม่สร้างปล่อยให้รกร้าง หญ้าขึ้นท่วมหัว

เดิมมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นศูนย์การเรียนรู้ แต่เหตุใดจึงเดินหน้าไม่ถึงฝัน และสุดท้ายต้องทุบอาคารทิ้ง? โดยไม่มีอะไรคืบหน้า

คำถามสำคัญกว่านั้นคือ เมื่อทุบอาคารแล้ว เหล็ก ไม้ และวัสดุต่าง ๆ ที่ได้จากการรื้อถอนถูกนำไปไว้ที่ไหน มีการทำทะเบียนไว้หรือไม่ มีการประเมินราคา มีการจำหน่ายหรือไม่ และหากขายแล้ว มหาวิทยาลัยได้รับเงินกลับมาเท่าไหร่ เงินอยู่ไหน

เรื่องเหล่านี้ควรมีเอกสารและตัวเลขตรวจสอบได้ ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเพียงคำถามค้างคาใจทั้งคนในและคนนอกที่รับรู้

ดินสไลด์เสียหายสนามเทนนิส กกท. ใครจ่าย?
อีกประเด็นคือกรณี ดินจากพื้นที่มหาวิทยาลัยที่นำไปวางกองชิดกำแพงแล้วเคลื่อนตัวลอดกำแพงเข้าไปสร้างความเสียหายต่อสนามเทนนิสของการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.)

คำถามคือ ความเสียหายเกิดขึ้นเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยต้องชดใช้หรือไม่ และหากมีการจ่ายเงินแล้ว จ่ายไปจำนวนเท่าไหร่ ใช้งบประมาณจากก้อนไหน ใครเป็นผู้อนุมัติ ใครรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะถือเป็นความประมาทเลินเล่อ

เรื่องนี้ไม่ควรจบลงเพียงคำว่า “แก้ไขแล้ว” แต่ควรเปิดเผยข้อเท็จจริงให้ตรวจสอบได้

ตึกเอกศาสตร์ ซื้อมาเพื่ออะไร?
อีกคำถามใหญ่คือ อาคารเอกศาสตร์และที่ดินด้านหน้า กกท.

มหาวิทยาลัยจัดซื้อทรัพย์สินดังกล่าวด้วยวัตถุประสงค์อะไร มีแผนใช้ประโยชน์อย่างไร และเหตุใดปัจจุบันจึงถูกตั้งคำถามว่า ซื้อมาแล้วปล่อยทิ้งร้าง

หากใช้งบประมาณมหาวิทยาลัยซื้อมา ย่อมมีคำถามตามมาว่า วันนี้ทรัพย์สินดังกล่าวสร้างประโยชน์ให้มหาวิทยาลัยและนักศึกษามากน้อยเพียงใด ทราบว่า ซื้อมา 500 ล้าน มีงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน และน่าจะเป็นที่ดินตาบอดด้วย ใครเซ็นตรวจรับการซื้อ

Toyota Harrier ซ่อมแพง ขายถูก?
อีกเรื่องที่ต้องการคำตอบคือ รถยนต์ Toyota Harrier ของมหาวิทยาลัย ทราบว่าซื้อมา 3 คัน คำถามคือซื้อมาแล้วใครเป็นคนใช้ ทำไมขายออก

มีคำถามเกี่ยวกับการซ่อมบำรุงที่มีค่าใช้จ่ายสูง ก่อนที่จะมีการจำหน่ายออกไปในราคาที่ถูกกว่าที่สังคมตั้งข้อสงสัย

คำถามจึงมีตั้งแต่ ซ่อมไปเท่าไหร่ ขายราคาเท่าไหร่ ขายให้ใคร และปัจจุบันใครเป็นผู้ครอบครอง
หากทุกอย่างดำเนินการตามระเบียบ ก็ยิ่งควรเปิดเอกสารให้ตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส
และยังมีอีกหลายคำถาม

นี่เป็นเพียงบางส่วนของคำถามที่เกิดขึ้น

ยังมีประเด็นเกี่ยวกับ การให้ออกหรือไล่ออกข้าราชการและอาจารย์ของมหาวิทยาลัยรามคำแหงมากกว่า 20 คน ซึ่งก็ควรมีคำตอบเช่นกันว่า แต่ละกรณีเกิดจากอะไร ใครเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผลการสอบสวนเป็นอย่างไร มีการอุทธรณ์หรือไม่ และเรื่องจบลงอย่างไร

มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นสถาบันของสังคม ไม่ใช่ทรัพย์สินของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง

ดังนั้น เมื่อมีคำถามเกี่ยวกับ เงิน ทรัพย์สิน การบริหารงาน และการใช้อำนาจ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับไม่ใช่ความเงียบ แต่คือ ข้อเท็จจริงและเอกสารที่ตรวจสอบได้

การตั้งคำถามจึงไม่ใช่เรื่องผิด สิ่งที่ควรถามกลับคือ…

ทำไมคำถามเหล่านี้จึงยังไม่มีคำตอบ?

และหากมหาวิทยาลัยมีคำตอบทั้งหมดอยู่แล้ว
ก็เปิดเผยออกมาให้สังคมได้ตรวจสอบเสียที

เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้เรื่องหนึ่งกลายเป็นข้อสงสัยใหญ่โต ไม่ใช่คำถาม แต่คือไม่มีคำตอบจากมหาวิทยาลัย

ชิงดำสุดยอดอธิการบดีรามคำแหง 54 ปี!! “รังสรรค์” เด่นบริหาร “สุขุม” เด่นภาพลักษณ์ “ศักดิ์” เด่นประวัติศาสตร์ 3 ชื่อชิงตำแหน่งอธิการบดีรามฯ สุดยอดที่สุดในรอบ 54 ปี ใครคือสุดยอดผลงานและชื่อเสียง เกณฑ์ตัดสินชัดเจน

54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด ชิงดำ “รังสรรค์-สุขุม-ศักดิ์”

ถ้าจะตั้งคำถามว่า “54 ปี มหาวิทยาลัยรามคำแหง ใครคืออธิการบดีที่ ‘สุดยอดที่สุด’?” ผมว่าไม่ควรตัดสินจากความชอบส่วนตัว แต่ควรใช้เกณฑ์ เช่น ผลงานที่เปลี่ยนมหาวิทยาลัย, การขยายโอกาสทางการศึกษา, จำนวนนักศึกษา, ฐานะการเงิน, อาคารสถานที่, ชื่อเสียง และความยอมรับจากประชาคมรามฯ

จากรายชื่อ 10 คน คัดเหลือ 3-4 คนที่ควรขึ้นแท่นเป็นตัวเต็ง มีผลงานเด่นชัด สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย

1. รศ.รังสรรค์ แสงสุข

เป็นตัวเต็งอันดับ 1 หากวัดจาก “ผลงานเชิงบริหารและการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย” มีอะไรใหม่ๆเกิดขึ้นมากมาย แม้บางอย่างจะถูกมองว่า แฝงไว้ด้วยผลประโยชน์

“รังสรรค์” อยู่ยาวถึง 4 วาระ ระหว่างปี 2537–2550 ซึ่งทำให้มีเวลาพอที่จะวางยุทธศาสตร์และผลักดันงานขนาดใหญ่ต่อเนื่อง มีชื่อเสียงด้านการสอบวิชากฎหมายอาญาด้วย

จุดแข็งคือ “รามคำแหงยุคมหาชน” มีการขยายภารกิจและโครงสร้างมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน และชื่อข.องรังสรรค์ผูกกับยุครุ่งเรืองของรามคำแหงในความทรงจำของคนจำนวนมาก

แต่ข้อเสียของการอยู่ยาวก็มีเหมือนกัน คือยิ่งบริหารนาน ยิ่งต้องถูกตรวจสอบว่าอะไรคือผลงานและอะไรคือปัญหาที่สะสมไว้ แน่นอนว่า ผลงานมี ข้อเสียก็มีไม้น้อยเช่นกัน ยิ่งช่วงสุดท้ายของชีวิตยิ่งหนัก บางคนบอกว่า กรรมมาเร็ว

2. รศ.สุขุม นวลสกุล

ถ้าวัด “บารมี + ภาพลักษณ์ + ความเป็นรามคำแหง” ผมให้สุขุมขึ้นมาเบียดอันดับ 1 ได้เลย สุขุมเข้ามาบริหารในยุคกิจกรรมนักศึกษาเฟื่องฟู จึงถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพลังนักศึกษา เอาบริษัทอัดลมมาตั้งบูธ ยังถูกนักศึกษาขับไล่ และต้องยอมด้วยการลบชื่อ-โลโก้น้ำอัดลมออกไป และยังเป็นช่วงเดียวกับน้ำท่วมใหญ่รามคำแหง

สุขุมไม่ได้โดดเด่นเพียงในฐานะผู้บริหาร แต่มีความสามารถในการสื่อสารกับนักศึกษาและสังคมสูงมาก จนกลายเป็นหนึ่งใน “บุคลิก” ที่คนทั่วไปจดจำได้เมื่อพูดถึงมหาวิทยาลัยรามคำแหง ยังเป็นผู้เชี่ยวชาญการสอบวิชาการเมืองการปกครองด้วยลีลาการสอบที่มีมุกตลอด ไม่น่าเบื่อ ไม่ง่วงนอน

พูดง่าย ๆ คือ “รังสรรค์”เด่นเรื่องการบริหารมหาวิทยาลัย

“สุขุม”เด่นเรื่องการสร้างตัวตนของมหาวิทยาลัยในสังคม

3. ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์  ถ้าวัดด้วย “ความสำคัญทางประวัติศาสตร์” ต้องใส่ชื่อคนนี้ไว้แน่นอน เพราะเป็นอธิการบดีคนแรก และอยู่ในช่วงก่อตั้งมหาวิทยาลัยในปี 2514

แต่การประเมินผลงานของท่านต้องแยกออกจากความขัดแย้งทางการเมืองในยุคนั้น เพราะเป็นช่วงที่รามคำแหงกำลังสร้างตัวตน และความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับนักศึกษามีความขัดแย้งอย่างรุนแรง ฝ่ายนักศึกษามองว่า ดร.ศักดิ์ เป็นตัวแทนรัฐบาลเผด็จการเข้ามาบริหาร กิจกรรมนักศึกษาถูกปิดกั้น

แล้วถามว่า “วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์” อยู่ตรงไหน? เพราะวุฒิศักดิ์บริหารรามคำแหงยาวนานรองจากสุขุม แม้จะไม้ต่อเนื่อง แต่ยาวนานเฉพาะรักษาการก็ 4 ปีเข้าไปแล้ว

กรณี ผศ.วุฒิศักดิ์ ผมยังไม่รีบจัดอันดับ เพราะเป็นคนที่มีประเด็นให้ประเมิน สองด้านค่อนข้างชัด ทั้งด้านบวก และด้านลบ จึงไม่น่าจะอยู่บนบรรได สุดยอดอธิการบดี

ด้านหนึ่งคืออยู่ในตำแหน่งยาวนาน มีโครงการและทรัพย์สินมหาวิทยาลัยหลายเรื่องที่ควรตรวจสอบเป็นรายโครงการ ซึ่งบางเรื่องถูกร้องเรียนอยู่ใน ปปช. โดยเฉพาะการใช้เทคนิค ทำให้เขาอยู่รักษาการอธิการบดียาวนานถึง 4 ปี จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการเลือกตั้งอธิการบดีตามกฎหมายการจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2541

การรักษาการ การบริหารต่อเนื่อง และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งถ้าจะจัดอันดับว่า “สุดยอด” ต้องเอาตัวเลขและผลงานจริงมาชนกัน ไม่ใช่ใช้เพียงความนิยม ได้รับเลือกตั้งมาหลายสมัยเพียงด้านเดียว

ถ้าตั้งประเด็นว่า  “54 ปีรามคำแหง 10 อธิการบดี ใครสุดยอดที่สุด”

คำตัดสินจะต้องตั้งอยู่บน 5 ดัชนีชี้วัด แล้วให้คะแนนเต็ม 100 ไม่ใช่ประเมินจากความรู้สึก และดัชนีชี้วัดจะต้องผ่านความเห็นจากบุคลากรทุกฝ่ายในรามคำแหง

เกณฑ์น้ำหนักในการให้คะแนน ผลงานการเปลี่ยนแปลงในมหาวิทยาลัย 30 คะแนน

การขยายโอกาสทางการศึกษา 20 คะแนน

ฐานะการเงิน/ทรัพย์สิน 15 คะแนน

อาคาร–โครงสร้างพื้นฐาน 15 คะแนน

ธรรมาภิบาล/ความยอมรับ 20 คะแนน

แล้วค่อยเอา 10 คนมาชนกันแบบตัวต่อตัว ผมว่าแบบนี้จะสนุกกว่า 

และที่สำคัญจะตอบคำถามได้ว่า

“ใครสุดยอดจริง” กับ “ใครอยู่ในตำแหน่งนานที่สุด” เป็นคนเดียวกันหรือไม่? บางคนอาจจะโต้แย้งว่าแล้ว “อภิรมย์ ณ นคร”ละ “ชูศักดิ์ ศิรินิล”ละ ก็ต้องว่ากันตามดัชนีชี้วัด

ในชั้นนี้คงฟันธงไม่ได้ว่า ใครคืออธิการบดีที่สุดยอดของรามคำแหง เพราะยังให้คะแนนดัชนีชี้วัดไม่ได้ แต่ 3 คน คือธงคำตอบ

เปิดปม “อาคารเอกศาสตร์” รามคำแหงซื้อจริง!! รามคำแหงถูกตั้งคำถาม ซื้อตึกร้างหน้า กกท. เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้วแต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ ตั้งงบใหม่สร้างตึก AI เรียกร้องบริหารทรัพย์สินดีขึ้น

รามคำแหงซื้อตึกร้าง หน้า กกท.เกือบ 500 ล้าน ปรับปรุงแล้ว แต่ไม่ได้ใช้ประโยชน์

มีคนในมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ให้ข้อมูลมาว่า เมื่อสิบกว่าปีก่อน ม.รามคำแหง ได้ซื้อตึกร้างหน้าการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) มูลค่าเกือบ 500 ล้าน สูง 25 ชั้นและตั้งงบปรับปรุงอีกนับ 100 ล้าน จากธนาคารทหารไทย เพื่อใช้เป็นห้องเรียนของนักศึกษาปริญญาตรีโท และตั้งแต่ชั้น 1-5 จะทำเป็นร้านค้าให้เอกชนเช่า เพื่อหารายได้ ตั้งชื่อว่า อาคารเอกศาสตร์ อยู่ติดกับตึก FBT

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ บันทึกไว้ว่า รามคำแหงซื้ออาคารเอกศาสตร์จริง

ข้อเท็จจริงที่ยืนยันได้ตอนนี้
1. รามคำแหง “ซื้อ” อาคารเอกศาสตร์จริง มีบันทึกไว้ชัดว่า อาคารเอกศาสตร์สูง 25 ชั้น ตั้งอยู่ถนนรามคำแหง บนโฉนดเลขที่ 236012 และ มหาวิทยาลัยรามคำแหงซื้อจากธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) โดยใช้เงินรายได้ของมหาวิทยาลัย

2. ที่สำคัญกว่านั้น: ซื้อมาเพื่ออะไร?
บันทึกคำชี้แจงของ ม.รามฯ เอาไว้เลยว่า มหาวิทยาลัยจัดหาอาคารเอกศาสตร์มาเพื่อใช้เป็น
-อาคารสำนักงาน
-อาคารเรียน
-และใช้ประโยชน์อื่น ๆ
ส่วนพื้นที่ ชั้น 1-5 มหาวิทยาลัยมีแนวคิดที่จะให้เอกชนเข้ามาใช้พื้นที่ เพื่อจัดหารายได้กลับมาเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา

3. แล้วเรื่อง “ปรับปรุงอีก นับ 100 ล้าน” ? มีข้อเท็จจริงที่สำคัญ มีบันทึกไว้ว่า ม.รามคำแหงดำเนินการปรับปรุงอาคารเอกศาสตร์แล้วเสร็จ แต่ยังมิได้เข้าใช้ประโยชน์
นี่เป็นข้อมูลจากเอกสารราชการโดยตรง ไม่ใช่ข่าวหนังสือพิมพ์
ดังนั้นประเด็นที่ควรไล่ต่อคือ “ปรับปรุงไปเท่าไร ใครเป็นผู้รับเหมา และปรับปรุงเสร็จตั้งแต่เมื่อไร”

4. ที่เด็ดคือเรื่อง “ซื้อแล้วไม่ได้ใช้” ทุกวันนี้ล้อมรั้วไว้อยู่ เอกสารปี 2555 ระบุสถานะไว้ชัดมากว่า ซื้อแล้ว → ปรับปรุงแล้วเสร็จ → แต่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์
และเรื่องที่ ม.รามฯ ไปถามกฤษฎีกาก็คือ จะให้เอกชนเช่าชั้น 1-5 เพื่อหารายได้ให้มหาวิทยาลัยได้หรือไม่

ผมไม่อยากรู้หรอกว่าสร้างในสมัยใครเป็นอธิการบดี พอจะไล่ช่วงเวลากันได้ แต่อยากรู้ถึงการบริหารจัดการทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่กลับทิ้งตึกเก่าให้ร้างไม่ได้ประโยชน์ กลับยังมีความพยายามสร้างตึกใหม่อีก เช่น การตั้งงบ 24 ล้าน เพื่อออกแบบก่อสร้างตึกที่เกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ (AI)

อยากให้ทบทวนเรื่องการก่อสร้างตึกโน้นตึกนี้ แล้วกลับมานั่งคิดว่า จะบริหารทรัพยากรที่มีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร น่าจะดีกว่า


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top