Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

รัสเซียทดสอบ “Sarmat” สำเร็จ ยกระดับนิวเคลียร์ไตรภาคี สะเทือนสมดุลยุทธศาสตร์โลก เจาะระบบป้องกันสหรัฐฯ–NATO RS-28 Sarmat ไม่ใช่แค่อาวุธ แต่คือสัญญาณการกลับมาของการแข่งขันนิวเคลียร์มหาอำนาจ

รัสเซียกับการเสริมศักยภาพนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ผ่านโครงการ Sarmat

เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมค.ศ. 2026 เวลา 11 นาฬิกา 15 นาที กองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ «Ракетными войсками стратегического назначения (РВСН)» สหพันธรัฐรัสเซีย ได้ประกาศความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่น RS-28 “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อทดแทนขีปนาวุธยุคสหภาพโซเวียตรุ่น R-36M “Voyevoda” (NATO: SS-18 “Satan”) โดยพลเอกเซอร์เกย์ คาราคาเยฟ «Сергей Каракаев» ผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ ได้รายงานต่อประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินว่า “วันนี้ เวลา 11 นาฬิกา 15 นาทีกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ได้ดำเนินการปล่อยขีปนาวุธข้ามทวีปชนิดเชื้อเพลิงเหลวหนักรุ่นใหม่ล่าสุด ‘Sarmat’ การปล่อยประสบความสำเร็จและภารกิจบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” ทั้งนี้รายงานดังกล่าวมีขึ้นระหว่างการประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ (VKS) ระหว่างประธานาธิบดีกับผู้บัญชาการกองกำลังขีปนาวุธยุทธศาสตร์ของรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 เมษายน ค.ศ. 2022 กระทรวงกลาโหมรัสเซียได้ประกาศการทดสอบยิงครั้งแรกของขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่น “Sarmat” ซึ่งเป็นระบบประจำฐานยิงแบบประจำที่ (silo-based) จากฐานปล่อยอวกาศเพลเซตสค์ «Плесецк» แคว้นอาร์คันเกลสค์ (Arkhangelsk Oblast) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของรัสเซีย ในขณะนั้นกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุว่าภารกิจการทดสอบดำเนินไปอย่างสมบูรณ์ตามแผน พร้อมยืนยันว่าคุณลักษณะเชิงคำนวณของขีปนาวุธได้รับการพิสูจน์ครบถ้วนในทุกช่วงการบิน ขณะที่หัวรบจำลองสำหรับการฝึกได้เดินทางถึงพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด ณ ฐานยิงขีปนาวุธคูรา «Ракетный полигон Кура́» บนคาบสมุทรคัมชัตกาเรียบร้อยแล้ว กระทรวงกลาโหมรัสเซียรายงานว่า "ขีปนาวุธซาร์แมทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่ทำให้สามารถเจาะทะลุระบบป้องกันขีปนาวุธที่มีอยู่หรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้อย่างน่าเชื่อถือ ซาร์แมทเป็นขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดและมีระยะยิงไกลที่สุดในโลก ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรบของกองกำลังนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ของประเทศรัสเซียอย่างมีนัยสำคัญ"

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. 2022 หัวหน้าผู้ออกแบบของบริษัทวิจัยแห่งรัฐมาเคเยฟ (ผู้พัฒนาขีปนาวุธซาร์แมท) นายวลาดิมีร์ เดกเตียร์ «Владимир Дегтярь» กล่าวว่า ขีปนาวุธซาร์แมทจะเป็น "เกราะป้องกัน" ให้กับรัสเซียไปอีกหลายทศวรรษ ขีปนาวุธ Sarmat ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของแผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” (Nuclear Triad) ของรัสเซีย ซึ่งครอบคลุมกำลังรบนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ

ทั้งนี้แผนการปรับปรุง “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ของรัสเซียเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเสริมสร้างและรักษาศักยภาพการยับยั้งทางนิวเคลียร์ของประเทศ ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอำนาจทางทหารระหว่างประเทศมหาอำนาจที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง โดย “นิวเคลียร์ไตรภาคี” หมายถึงโครงสร้างกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ 3 ด้าน ได้แก่ กำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน กำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเล และกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ ซึ่งถูกออกแบบเพื่อให้รัสเซียสามารถรักษาความสามารถในการตอบโต้นิวเคลียร์ได้แม้ในกรณีถูกโจมตีก่อน อันเป็นหลักการสำคัญของยุทธศาสตร์การยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Deterrence) ในส่วนของกำลังรบนิวเคลียร์ภาคพื้นดิน รัสเซียมุ่งพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) รุ่นใหม่เพื่อทดแทนระบบยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย เช่น RS-28 Sarmat, RS-24 Yars รวมถึง ระบบ Avangard Hypersonic Glide Vehicle โดยโครงการ RS-28 Sarmat ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนดังกล่าว ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ Multiple independently targetable reentry vehicle (MIRV) และรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle) ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันรัสเซียยังเดินหน้าปรับปรุงกำลังรบนิวเคลียร์ทางทะเลผ่านการพัฒนาเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ติดขีปนาวุธ Borei-class submarine ซึ่งมีความสามารถในการซ่อนตัวและปฏิบัติการในมหาสมุทรเป็นระยะเวลานาน อันช่วยเพิ่มความอยู่รอดของระบบตอบโต้นิวเคลียร์ในกรณีเกิดสงครามเต็มรูปแบบ รวมถึงขีปนาวุธ Bulava submarine-launched ballistic missile (SLBM) ส่วนกำลังรบนิวเคลียร์ทางอากาศ รัสเซียยังคงพัฒนาและปรับปรุงเครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์ให้สามารถใช้อาวุธนิวเคลียร์และอาวุธปล่อยนำวิถีระยะไกลได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่น Tupolev Tu-160, Tupolev Tu-95 เครื่องบินเหล่านี้สามารถยิงขีปนาวุธร่อนติดหัวรบนิวเคลียร์จากระยะไกล และมีความยืดหยุ่นในการแสดงกำลังหรือยกระดับการตอบโต้ทางทหาร โดยแผนการปรับปรุง Nuclear Triad ของรัสเซียในช่วงทศวรรษที่ผ่านมามีเป้าหมายหลัก คือ 1) ทดแทนระบบขีปนาวุธในยุคสหภาพโซเวียตที่เริ่มล้าสมัย 2) เพิ่มความสามารถในการเจาะระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO 3) พัฒนาอาวุธความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Weapons) 4) เสริมศักยภาพการโจมตีโต้กลับ (“Second Strike Capability”) หรือความสามารถในการตอบโต้แม้ถูกโจมตีก่อน และ5) รักษาสถานะ “มหาอำนาจนิวเคลียร์” ของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ  โดยระบบ RS-28 Sarmat ดังกล่าวถูกออกแบบให้มีพิสัยยิงข้ามทวีประยะไกล สามารถบรรทุกหัวรบนิวเคลียร์หลายหัวแบบ MIRV รวมถึงรองรับการติดตั้งอาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง (Hypersonic Glide Vehicle: HGV) รุ่น Avangard ได้ ส่งผลให้มีศักยภาพในการหลีกเลี่ยงและเจาะผ่านระบบป้องกันขีปนาวุธของสหรัฐฯ และ NATO ได้ดียิ่งขึ้น

สาระสำคัญของการประกาศครั้งนี้ มิได้มีเพียงมิติด้านเทคโนโลยีทางทหารเท่านั้น แต่ยังมีนัยสำคัญเชิงยุทธศาสตร์และการเมืองระหว่างประเทศอย่างชัดเจน กล่าวคือ รัสเซียต้องการแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการคงไว้ซึ่ง “ศักยภาพการยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์” (Strategic Deterrence) ภายใต้บริบทการแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่กลับมาทวีความเข้มข้นอีกครั้ง ภายหลังความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับชาติตะวันตกเสื่อมถอยจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน และกลไกควบคุมอาวุธระหว่างประเทศหลายฉบับเผชิญภาวะหยุดชะงัก แม้ว่าระบบ Sarmat จะเผชิญความล่าช้าและรายงานความล้มเหลวในการทดสอบหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา แต่การประกาศความสำเร็จครั้งล่าสุดสะท้อนว่ารัสเซียยังคงให้ความสำคัญสูงสุดต่อการพัฒนากำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ และมีแนวโน้มเดินหน้าการเสริมสร้างขีดความสามารถด้านอาวุธยุทธศาสตร์ต่อเนื่องในระยะยาว ในมิติด้านความมั่นคงระหว่างประเทศเหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะการเร่งพัฒนาระบบป้องกันขีปนาวุธและอาวุธ Hypersonic ของสหรัฐฯ NATO และจีน รวมทั้งเพิ่มความเปราะบางต่อเสถียรภาพด้านการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์โลกในอนาคต อันอาจนำไปสู่สภาวะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์รูปแบบใหม่ที่มีความซับซ้อนและยากต่อการควบคุมมากยิ่งขึ้น

โดยสรุป การทดสอบขีปนาวุธข้ามทวีป RS-28 “Sarmat” ของรัสเซียในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของมอสโกในการปรับปรุงและยกระดับศักยภาพกำลังรบนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แผนการพัฒนา “นิวเคลียร์ไตรภาคี” ซึ่งถือเป็นแกนหลักของยุทธศาสตร์การยับยั้งทางนิวเคลียร์ของรัสเซียในยุคปัจจุบัน ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มการแข่งขันด้านอาวุธยุทธศาสตร์และเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูงที่กำลังกลับมามีบทบาทสำคัญในระบบความมั่นคงระหว่างประเทศอีกครั้ง

แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายว่าการพัฒนาระบบ Sarmat มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลเชิงยุทธศาสตร์และเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องปรามภัยคุกคามจากภายนอก แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธความเร็วเหนือเสียงของมหาอำนาจต่าง ๆ อาจนำไปสู่การขยายตัวของการแข่งขันด้านอาวุธเชิงยุทธศาสตร์รอบใหม่ ซึ่งมีความซับซ้อนมากกว่ายุคสงครามเย็น ทั้งในมิติของเทคโนโลยี ระบบป้องกันขีปนาวุธ อวกาศ และสงครามไซเบอร์

ภายใต้บริบทดังกล่าว การพัฒนา RS-28 Sarmat จึงมิได้เป็นเพียงการปรับปรุงระบบอาวุธของรัสเซียเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของการเปลี่ยนผ่านสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงโลกเข้าสู่ยุคการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่เข้มข้นมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์และระบบควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างประเทศในระยะยาวอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เปิดประวัติ “ซูโรวิคิน” นายพลอาร์มาเกดดอน ผู้บัญชาการรัสเซียในสมรภูมิยูเครน แม่ทัพสายแข็งของปูติน หลังรัสเซียยกระดับโจมตียูเครน ผู้ถูกจับตาหลังเกมล้างแค้นสะพานไครเมีย

การโจมตีที่หนักหน่วงครั้งนี้ถือเป็น "การล้างแค้น" ที่ชัดเจนของประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ที่เตือนถึงการตอบโต้อย่างรุนแรง หลังเกิดเหตุวินาศกรรมบนสะพานไครเมียหรือสะพานเคียร์ช (Kerch) ที่เป็นเส้นทางส่งเสบียงทางทหารและเชื่อมระหว่างรัสเซียกับไครเมีย และผลการของชำระแค้นครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิต 19 คน บาดเจ็บ 105 คน ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้ว เมืองใหญ่และเมืองเล็กมากกว่า 300 แห่ง ไม่มีไฟฟ้าใช้

พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน" ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการคนแรกในสมรภูมิทั้งประเทศของยูเครน ในวันเดียวกับที่สะพานเคียร์ชถูกวินาศกรรม เพื่อ"หยุด" การโจมตีโต้กลับจากยูเครน ที่สร้างความระส่ำระสายให้กองทัพรัสเซียก่อนหน้านี้

นายพลกองทัพบก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองทหารรัสเซียในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหาร специальной военной операции (СВО) ในยูเครน นายพลมีประสบการณ์มากมาย

- ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2017 เขาเป็นหัวหน้ากองกำลังอวกาศของรัสเซีย Воздушно-космические силы (ВКС)

- ในปี 2019 เขาสั่งกองทหารรัสเซียในซีเรีย

-เมื่อไม่นานมานี้ในเขตปฏิบัติการพิเศษ ทางทหารทางใต้ แสดงความแข็งแกร่งและแหวกแนว

ความพยายามรัฐประหารในสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2534 หรือที่รู้จักในชื่อรัฐประหารเดือนสิงหาคม โดยสมาชิกรัฐบาลของสหภาพโซเวียตกลุ่มหนึ่ง ที่คัดค้านโครงการปฏิรูปของประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ก่อนจะเกิดการปะทะกันและมีพลเรือนเสียชีวิต 3 คน และผู้นำที่กองปืนไรเฟิลเข้าปะทะก็คือ ซูโรวิคิน ที่ตอนนั้นมียศแค่ร้อยเอก

คนที่รู้จักเขาดีบอกว่า 'ซูโรวิคิน' เป็นผู้บัญชาการที่มีความสามารถมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย เขาได้ชื่อว่าเป็น "บุคคลในตำนาน" ที่เกิดมาเพื่อรับใช้แผ่นดินเกิดอย่างซื่อสัตย์ เช่นตอนที่ได้รับคำสั่งเมื่อปี  2534 ซูโรวิคินคือคนที่เข้าไปในรถถังโดยไม่ลังเล และทำหน้าที่เพื่อประเทศของเขา

Sergey Surovikin เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2509 ที่เมืองโนโวซีบีร์สค์ในครอบครัวพนักงาน ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจาก Omsk Higher Combined Arms Command School (ต่อมาในปี 1995 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากแผนกบัญชาการของ Frunze Military Academy และในปี 2002 ด้วยเกียรตินิยมอีกครั้งจาก Military Academy of เจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองทัพ RF) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 Surovikin เปลี่ยนจากผู้บังคับหมวดปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์มาเป็นผู้บัญชาการกองร้อยและรองผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ ในปีพ.ศ. 2532 ระหว่างการฝึกซ้อม เขาได้นำรถรบทหารราบดับเพลิงพร้อมกระสุนจากที่ตั้งของบุคลากร ซึ่งเขาได้รับเหรียญรางวัล ตามรายงานบางฉบับ เขารับใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองกำลังจำกัดโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ว่าจะไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ในชีวประวัติอย่างเป็นทางการของ Surovikin บนเว็บไซต์ของกระทรวงกลาโหมก็ตาม ในปีพ.ศ. 2534 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเสนาธิการและรักษาการผู้บัญชาการกองพันของกองพลปืนไรเฟิลทามันที่ 2 Guards Motor ในเดือนสิงหาคมของปีเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรักษ ภาวะฉุกเฉินในเมืองหลวง ซึ่งนำเสนอโดยคณะกรรมการสถานการณ์ฉุกเฉินแห่งรัฐ ในคืนวันที่ 21 สิงหาคม กองพันทหารราบที่ใช้เครื่องยนต์บนยานรบทหารราบภายใต้คำสั่งของ Surovikin พยายามเจาะทะลุเครื่องกีดขวางที่สี่แยก Garden Ring และ Novy Arbat

อันเป็นผลมาจากการปะทะกันทำให้มีผู้เสียชีวิตสามคน - Dmitry Komar (ถูกหนอนผีเสื้อทับขณะเคลื่อนยานรบทหารราบ), Ilya Krichevsky และ Vladimir Usov (ถูกยิงตาย) ผู้โจมตีได้เผา BMP หนึ่งตัว อีกตัวเสียหาย และทหารหกนายได้รับบาดเจ็บ ถูกไฟไหม้ และบาดเจ็บ หลังจากนั้นกัปตัน Surovikin ใช้เวลาหลายเดือนในศูนย์กักกันก่อนการพิจารณาคดี Matrosskaya Tishina แต่ในเดือนธันวาคม 2534 สำนักงานอัยการมอสโกได้ปิดคดีอาญากับเขาและทหารคนอื่น ๆ "เนื่องจากไม่มีสัญญาณของการกระทำที่มีโทษทางอาญา"

บนรถถังกับองค์ประกอบ

ตั้งแต่ปี 1995 Sergei Surovikin รับใช้ในกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ Gatchina 201st Gatchina ซึ่งประจำการในทาจิกิสถาน (ปัจจุบันเป็นฐานทัพทหารที่ 201 สำนักงานใหญ่ในดูชานเบ) ซึ่งครอบคลุมพรมแดนระหว่างทาจิกิสถานและอัฟกานิสถานซึ่งสงครามยังคงดำเนินต่อไป ในเวลาเดียวกัน กองพลที่ 201 ร่วมกับ Surovikin ไม่เพียงแต่ประสบความสำเร็จในการต่อต้านแก๊งติดอาวุธ แต่ยังช่วยพลเรือนของทาจิกิสถานด้วย

ในปี พ.ศ. 2541 ปริมาณหยาดน้ำฟ้าลดลงเป็นประวัติการณ์ในภูมิภาค Vose ของสาธารณรัฐในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการตกตะกอนของโคลน ชาวบ้านต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน พวกเขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต

Surovikin เสร็จสิ้นการบริการของเขาในทาจิกิสถานในฐานะเสนาธิการและหลังจากสำเร็จการศึกษาจาก Academy of the General Staff ยังคงให้บริการในเขตทหาร Volga-Urals ซึ่งตั้งแต่ปี 2002 เขาได้สั่ง Simferopol ลำดับที่ 34 ของ Suvorov Red Banner Motorized Rifle Division ชื่อ หลัง Sergo Ordzhonikidze (เยคาเตรินเบิร์ก)

ในเวลานั้น ผู้ที่ได้รับแจ้งในสำนักงานใหญ่ของเขตได้กล่าวถึงพล.ต.สุโรวิกิน วัย 36 ปีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่จริงจังและมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งในเวลาอันสั้น ได้นำกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ของเขาจากการล้าหลังไปสู่สภาพความพร้อมรบที่คงอยู่ อย่างไรก็ตาม Surovikin กลายเป็นหนึ่งในนายพลที่อายุน้อยที่สุดในกองทัพรัสเซีย

ในเดือนมิถุนายน 2547 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลยานยนต์ Evpatoria Red Banner Guards ที่ 42 ซึ่งประจำการในเชชเนีย การก่อตัวนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดกลุ่มของกระทรวงกลาโหมในเขตปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย (CTO) ในนอร์ทคอเคซัสและมีส่วนร่วมในการปะทะกับนักสู้ชาวเชเชนหลายครั้ง ซูโรวิกินได้รับชื่อเสียงในฐานะผู้นำทางทหารที่ดุดันและมีความต้องการสูง

สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน – นี่คือบัญชีพิเศษของเรา

อย่างที่สื่อเขียน ในขณะนั้นสถานการณ์ในคอเคซัสเหนือบางครั้งเปลี่ยนแปลงไปทุกนาที และมีเวลาศึกษาและตัดสินใจอย่างร้ายแรงน้อยมาก ดังนั้น Surovikin จึงมีประโยชน์มากสำหรับประสบการณ์การต่อสู้ที่หลากหลายในทาจิกิสถาน อย่างไรก็ตาม หลายครั้งที่นายพลเอกต้องแก้ตัวสำหรับการกระทำของกองทัพ หนึ่งในกรณีที่รู้จักกันดีคือการชำระล้างหมู่บ้าน Borozdinovskaya เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนซึ่งดำเนินการโดยนักสู้ของกองพัน Vostok

ตามคำกล่าวของชาวบ้านในหมู่บ้าน ทหารติดอาวุธมากถึง 400 คนมาถึงโบรอซดินอฟสกายา เผาบ้านสี่หลังและนำชาย 11 คนไปด้วย ชาวบ้านอ้างว่าพบศพ 2 คนในบ้านที่ถูกไฟไหม้ หลังจากการชำระล้าง ประมาณหนึ่งพันคน - ชาติพันธุ์อาวาร์ - หนีไปดาเกสถาน ตั้งค่ายใกล้ Kizlyar

จากสำนักงานใหญ่สู่ผู้บริหาร

ในเดือนพฤศจิกายน 2551 Sergei Surovikin กลายเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลัก (GOU) ของเจ้าหน้าที่ทั่วไปของกองกำลัง RF ซึ่งรับผิดชอบในการวางแผนการป้องกันสหพันธรัฐรัสเซียและการบังคับบัญชาและการควบคุม เขารับตำแหน่งนี้ในบริบทของการปฏิรูปกองทัพรัสเซียในวงกว้าง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังจาก "ปฏิบัติการบังคับจอร์เจียสู่สันติภาพ" Surovikin ทำงานภายใต้การนำของ Anatoly Serdyukov (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2555) และ Nikolai Makarov (หัวหน้าเจ้าหน้าที่ทั่วไปในปี 2551-2555)

ตั้งแต่มกราคม 2010 Surovikin เป็นเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของเขตทหาร Volga-Urals (PurVO สำนักงานใหญ่ - Yekaterinburg) ในเดือนกันยายน 2010 PurVO ร่วมกับส่วนตะวันตกของเขตทหารไซบีเรีย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขตการทหารกลางที่จัดตั้งขึ้นใหม่ (TsVO) ในเดือนธันวาคม 2010 Sergei Surovikin เข้ารับตำแหน่งเสนาธิการและรองผู้บัญชาการคนแรกของ Central Military District

“ขุนศึกคนใหม่”

ในเดือนตุลาคม 2556 Sergei Surovikin กลายเป็นผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันทางอากาศ ในโพสต์นี้ เขามีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารในหมู่เกาะคูริลและในอาร์กติก ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2017 Surovikin ได้เป็นผู้นำกลุ่มกองกำลังรัสเซียในดินแดนของสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย ในช่วงเวลานี้ กองทัพซีเรียซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกองทัพรัสเซีย สามารถปฏิบัติการทางยุทธศาสตร์ได้หลายอย่าง เข้าควบคุมอาณาเขตส่วนใหญ่ของประเทศ การสื่อสารหลักในการคมนาคมขนส่ง แหล่งน้ำมัน และวัตถุอื่น ๆ อีกมากมาย

เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังการบินและอวกาศของประเทศ (VKS) Воздушно-космическими силами (ВКС) เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชายผู้ไม่มีประสบการณ์ในการบินหรือทำงานด้านการบินมายืนอยู่ที่หัวหน้ากองทัพอากาศ อย่างไรก็ตาม ความจริงที่ว่า Surovikin ไม่ใช่ทหารธรรมดาที่มีความสามารถหลากหลายได้รับการกล่าวโดยคนที่รู้จักเขามากกว่าหนึ่งครั้ง หนึ่งในนั้นคืออดีตผู้บัญชาการกลุ่มทหารใน North Caucasus พันเอก - นายพล Vyacheslav Dadonov Вячеслав Дадонов

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2017 Surovikin ได้รับตำแหน่งฮีโร่แห่งรัสเซีย "สำหรับความกล้าหาญและความกล้าหาญที่แสดงในการปฏิบัติหน้าที่ทางทหารในสาธารณรัฐอาหรับซีเรีย" เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 โดยคำสั่งของประธานาธิบดี เขาได้รับยศนายพลแห่งกองทัพบก Surovikin ยังได้รับรางวัล Order of Courage, Orders of the Red Star และ "For Military Merit", เหรียญรางวัล Order of Merit for the Fatherland, I และ II องศา, เหรียญ "For Courage", "For Military Merit" และอื่น ๆ

«За военные заслуги», медалями ордена «За заслуги перед Отечеством» I и II степеней, медалями «За отвагу», «За боевые заслуги» и другими.

ตั้งแต่ปี 2022 Surovikin รับผิดชอบกองกำลังภาคใต้ในเขต NVO ในยูเครนซึ่งครอบครองจุด Gorskoye และ Zolote (20 กิโลเมตรทางใต้ของ Lisichansk) และเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมรัสเซีย Sergei Shoigu ได้แต่งตั้งเขาเป็นผู้บัญชาการแบบรวมกลุ่มคนแรกของกลุ่มกองกำลังรัสเซียทั้งหมดในเขต NVO ผู้เชี่ยวชาญประเมินการนัดหมายนี้ในเชิงบวก

ตามที่นักวิจัย IMEMO RAS และผู้เชี่ยวชาญของ Russian International Affairs Council (RIAC) Ilya Kramnik ИМЭМО РАН и эксперта Российского совета по международным делам (РСМД) Ильи Крамника ารมีอยู่ของการบัญชาการแบบรวมเป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมกองกำลังได้ดีขึ้นและเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ Surovikin ได้รับการประเมินว่าเป็นผู้บัญชาการที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีโดยมีความเข้าใจในสงครามสมัยใหม่และการมีอยู่ของคุณสมบัติทางศีลธรรมและความตั้งใจที่เหมาะสม

หัวหน้าสาธารณรัฐเชเชน Ramzan Kadyrov ยังชื่นชมการแต่งตั้ง Sergei Surovikin ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการคนใหม่ของกลุ่มกองกำลังสหรัฐในภูมิภาค NVO Kadyrov กล่าวว่าเขาคุ้นเคยกับ Surovikin เป็นการส่วนตัวและยังเรียกเขาว่าผู้บัญชาการที่มีประสบการณ์และเป็นนักรบที่แท้จริง

โดยส่วนตัวฉันรู้จักและรู้จัก Sergei Vladimirovich เป็นอย่างดีมาเกือบ 15 ปีแล้ว ฉันสามารถพูดเกี่ยวกับเขาได้อย่างแน่นอนว่าเขาเป็นแม่ทัพที่แท้จริงและเป็นนักรบ ผู้บังคับบัญชาที่มีประสบการณ์ มีความมุ่งมั่น และมองการณ์ไกล ซึ่งแนวคิดเช่นความรักชาติ เกียรติยศ และศักดิ์ศรียืนหยัดเหนือสิ่งอื่นใดเสมอ ฉันยินดีต้อนรับและยินดีกับการนัดหมายนี้

Рамзан Кадыров

Kadyrov ยังแสดงความมั่นใจว่าสถานการณ์ในเขต NMD จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น โดยสังเกตว่าตอนนี้กลุ่มกองกำลังที่รวมกันอยู่ในมือที่ดีแล้ว ในทางกลับกัน Yevgeny Prigozhin ผู้ประกอบการ เจ้าของบริษัท Concord และผู้ก่อตั้งบริษัททหารเอกชน (PMC) Wagner กล่าวว่า Sergei Surovikin เป็น "ผู้บัญชาการที่มีอำนาจมากที่สุดในกองทัพรัสเซีย" частной военной компании (ЧВК) «Вагнер» Евгений Пригожин

 นายพลอาร์มาเก็ดดอน

Sergey Surovikin คือใคร?

“สำหรับคนตายทุกคน เราจะทำลายสามคน”

หลังจากการพิจารณาคดีพ้นผิด Surovikin ได้รับยศพันตรีและถูกส่งไปยัง Frunze Military Academy ซึ่งเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมเช่นเดียวกับโรงเรียน จากนั้นเขาก็ทำหน้าที่ในแผนกที่ 201 ที่มีชื่อเสียงและมีส่วนร่วมในสงครามในทาจิกิสถาน - อีกเสียงสะท้อนของการล่มสลายของอดีตจักรวรรดิโซเวียต

อาชีพทหารกำลังเพิ่มขึ้น ในปี 2545 Sergei Surovikin สำเร็จการศึกษาอีกครั้งด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทั่วไป ตั้งแต่ปี 2547 เขาเป็นผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์ที่ 42 ต่อสู้ในเชชเนีย ที่นี่กวีทหาร Vladimir Slepak อุทิศเพลง "Comdivid" ให้กับ Surovikin

ในปี 2548 อันเป็นผลมาจากการจู่โจม ทหารเก้านายของกลุ่มลาดตระเวนของกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 ซึ่งนำโดยนายพล ถูกสังหาร Surovikin พูดกับกล้องของช่อง Ren-TV โดยตรง: “นี่เป็นการโจมตีที่กล้าหาญ สำหรับทหารที่เสียชีวิตแต่ละคน เราจะทำลายผู้ก่อการร้ายสามคน นี่เป็นบัญชีพิเศษของเรา” และเขาก็รักษาคำพูดของเขา เมื่อสิ้นสุดปฏิบัติการตอบโต้ ผู้ก่อการร้าย 24 คนถูกทำลาย อีก 8 คนถูกควบคุมตัวและย้ายไป FSB

ในฤดูใบไม้ผลิปี 2017 Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรียและดำเนินการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการจับกุม Sukhna และ Deir ez-Zor การสู้รบเกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2011 เมืองต่างๆ ได้เปลี่ยนมือแล้ว แต่พวกเขาสามารถรับมือได้หลังจากที่นายพลใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดทางยุทธศาสตร์และเฮลิคอปเตอร์ Ka-52 ซึ่งสนับสนุนการโจมตีสำเร็จเท่านั้น Surovikin ได้รับฉายาว่า "นายพล Armageddon" และ VKS กลายเป็นเฮดช็อตสำหรับศัตรูซึ่งช่วยให้คุณพัฒนาแนวรุกได้สำเร็จ และถ้าคุณจำการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของเมืองยูเครนเมื่อวานและวันนี้ได้ ซึ่งรวมถึงการใช้การบินเชิงกลยุทธ์แบบเดียวกัน คุณจะพบความคล้ายคลึงกันบางอย่าง

ในวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่สำคัญแห่งหนึ่งของรัสเซีย คือ День России  หรือ “วันรัสเซีย” ในปี ค.ศ. 2022 ตรงกับวันอาทิตย์ ชาวรัสเซียส่วนใหญ่ออกมาเฉลิมฉลองกันในวันนี้ ก่อนหน้านี้ชาวรัสเซียเรียกวันหยุดนี้ว่า "วันประกาศอิสรภาพ "พลเอกเซอร์เก ซูโรวิคิน และให้ฉายาว่า "นายพลอาร์มาเกดดอน"  « Суровикин, Сергей Владимирович (General Armageddon) เกิดเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1966 ที่เมือง Новосибирск ประเทศรัสเซีย ผู้นำกองทัพรัสเซีย ผู้บัญชาการกองกำลังการบินและอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 31 ตุลาคม 2017 วีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (2017) นายพลกองทัพบก 2021

ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2565 เป็นที่ทราบกันดีว่านายพล Surovikin เป็นผู้บังคับบัญชากองทหารรัสเซียทางใต้ระหว่างการรุกรานยูเครนของรัสเซีย[2] ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 เขาเป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังสหพันธรัฐรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกรัสเซียของยูเครน)

ในปี 1987 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเหรียญทองจากโรงเรียน Omsk Higher All-Arms Command School ซึ่งตั้งชื่อตาม M.V. Frunze Омское высшее общевойсковое командное училище имени М. В. Фрунзе.» หลังจบจากสถานศึกษา เขารับราชการในทาจิกิสถานในฐานะผู้บัญชาการกองพันปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ จากนั้นเป็นเสนาธิการของกรมทหารไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 92 เสนาธิการและผู้บัญชาการกองทหารปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 149 องครักษ์ เสนาธิการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 201 Gatchina

ในปี 2002 เขาสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมจากสถาบันการทหารของเสนาธิการทหารของสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่ปี 2545 ถึง 2547 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 34 (เยคาเตรินเบิร์ก) จากปี 2547 ถึง 2548 - ผู้บัญชาการกองปืนไรเฟิลติดเครื่องยนต์ที่ 42 (เชชเนีย); ในปี 2548-2551 - เสนาธิการ - รองผู้บัญชาการคนแรกของกองทัพรวมอาวุธยามที่ 20 (Voronezh); ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงพฤศจิกายน 2551 - ผู้บัญชาการกองทัพรวมทหารองครักษ์ที่ 20

ตั้งแต่พฤศจิกายน 2551 ถึงมกราคม 2553 - หัวหน้าคณะกรรมการปฏิบัติการหลักของเสนาธิการกองทัพรัสเซีย ตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 10 ธันวาคม 2010 - เสนาธิการของเขตทหาร Volga-Urals (Yekaterinburg); ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2553 ถึงเมษายน 2555 - เสนาธิการ - รองแม่ทัพภาคกลาง ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 เขาได้รับยศทหารยศนายพล

ตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงธันวาคม 2017 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย[17][18]. รายงานของ Human Rights Watch ที่ตีพิมพ์ในเดือนตุลาคม 2020 ระบุว่า Surovikin เป็นหนึ่งในผู้บังคับบัญชา ซึ่งอาจมีหน้าที่รับผิดชอบในการสั่งการอาชญากรรมสงคราม รวมถึงการโจมตีบ้าน โรงเรียน โรงพยาบาล และตลาดสาธารณะ ดำเนินการโดยกองทหารรัสเซียในระหว่างการรุกรานใน Idlib 2019-2020

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2017 โดยคำสั่งของประธานาธิบดีรัสเซีย พันเอก Sergei Surovikin ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังอวกาศ

เขาเป็นนายพลอาวุธรวมกลุ่มแรกที่นำกองกำลังประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงกองทัพอากาศ กองกำลังป้องกันทางอากาศและขีปนาวุธ และกองกำลังอวกาศ สมาชิกของคณะกรรมการกระทรวงกลาโหมของสหพันธรัฐรัสเซีย[22] หลังจากการแต่งตั้งใหม่ จนถึงกลางเดือนธันวาคม 2560 เขายังคงอยู่ในซีเรียและปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกลุ่ม เขาเป็นผู้นำกลุ่มมานานกว่าเก้าเดือน นานกว่าผู้บัญชาการคนอื่นๆ

เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2017 ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน ได้มอบพันเอกนายพล Surovikin ให้กับดาราทองคำแห่งวีรบุรุษแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย

ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน 2019 - ผู้บัญชาการกลุ่มกองกำลังของกองทัพรัสเซียในซีเรีย ดำรงตำแหน่งที่สองในตำแหน่งนี้ โดยรวมแล้ว Surovikin ได้สั่งการให้กองทหารรัสเซียในซีเรียมารวมกันเป็นเวลากว่าหนึ่งปี นานกว่าเจ้าหน้าที่อาวุโสคนใดที่ดำรงตำแหน่งนี้

เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2564 เขาได้รับยศยศนายพลกองทัพบก[1

เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2565 กระทรวงกลาโหมของรัสเซียระบุว่า Surovikin ในฐานะผู้บัญชาการกองกำลังรัสเซียทางใต้ เป็นผู้นำการล้อมกลุ่ม AFU ในเมือง Gorskoye และ Zolote ภูมิภาค Lugansk ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2565 ตามคำสั่งของกระทรวงกลาโหมรัสเซียเขาได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองกำลังร่วมของกองกำลังติดอาวุธของปฏิบัติการรัสเซียในเขตปฏิบัติการทางทหารพิเศษ (ระหว่างการบุกโจมตียูเครนของรัสเซีย)

ตามรายงานของสื่อหลายฉบับ เขามีชื่อเล่นว่า "นายพลอาร์มาเก็ดดอน" «Генерал Армагеддон»

"นายพลอาร์มาเก็ดดอน" กีดกันสหรัฐขาดความมั่นใจ รัสเซียยกเดิมพัน

ผู้บัญชาการคนใหม่ของ NVO นายพล Surovikin หรือที่เรียกว่านายพล Armageddon ได้ทำการปรับเปลี่ยนการดำเนินการแล้ว รัสเซียกำลังเพิ่มเดิมพัน แต่สหรัฐฯ ค่อยๆ สูญเสียความมั่นใจ

การโจมตีครั้งใหญ่อย่างต่อเนื่องของกองกำลังติดอาวุธรัสเซียที่โรงงานพลังงานของยูเครนทำให้เกิดความตื่นตระหนกที่ Bankovaya อย่างไรก็ตาม ในช่วงเช้าของวันที่ 10 ตุลาคม ประธานาธิบดี Zelensky ของยูเครนไม่ได้อยู่ที่ Kyiv แล้ว ข้อมูลแพร่กระจายบนเว็บว่าเขาถูกอพยพไปยังบังเกอร์ในยูเครนตะวันตก ในช่วงเย็น ประธานาธิบดี Zelensky ได้บันทึกวิดีโอข้อความอย่างกล้าหาญกับพื้นหลังของคีย์โครมา

เรื่อง : ผศ.ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ ภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

อย่ามองเบา!! จับหนุ่มจีนสะสมอาวุธหนัก จุดคำถามความมั่นคงไทย บทเรียนกรุงเทพฯ เกือบวินาศปี 37 เตือนคดีหนุ่มจีนครอบครองซีโฟร์อย่าปิดเกมเร็ว

ย้อนรอยระเบิดซีโฟร์ ปี 37 กรุงเทพเกือบย่อยยับ จับหนุ่มจีนอย่างเพิ่งสรุป
ว่าไม่เกี่ยวกับก่อการร้าย

น่าสนใจยิ่งกับการจับกุมชายชาวจีน พบเครื่องระเบิดเต็มคันรถ ยิ่งไปค้นในบ้านพัก ซึ่งเป็นบ้านเช่าหรู ค่าเช่า 30000 บาทขึ้นที่บางละมุง จ.ชลบุรี ก็พบวัตถุระเบิดมากมาย ประหนึ่งเป็นคลังแสง รวมถึงมีระเบิดซีโฟร์ อันเป็นระเบิดทำลายล้างอยู่ด้วย

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เร่งสรุปภายในสองวันว่า “ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นความชอบส่วนตัว” ก็ไม่รู้ว่า ผบ.ตร.ได้ข้อมูลเชิงลึกมาจากไหน ถึงสรุปได้อย่างรวดเร็ว และไม่รู้ว่ารายงานนายรัฐมนตรีแล้วหรือยัง เพราะนายกฯยังสั่งให้สืบสวนในเชิงลึกอยู่

เข้าใจได้ว่าคนชอบอาวุธปืนเมืองไทยเรามีอยู่ไม่น้อย เช่น แอ๊ด คาราบาว ก็มีอยู่เป็น 100 นักการเมืองบ้านเราก็สะสมอาวุธปืนอยู่หลายคน

รายชื่อนักการเมืองที่มีการครอบครองปืนมากที่สุด 
-นางทิวรรณรัตน์ อังกินันทน์ (ส.ส.เพชรบุรี): 48 กระบอก
-นายอนุชา สะสมทรัพย์ (บ้านใหญ่นครปฐม): 40 กระบอก
-นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล (อดีต ส.ส.โคราช): 26 กระบอก
-นายชาดา ไทยเศรษฐ์ (อดีต รมช.มหาดไทย): 23 กระบอก
-นายอนุชา นาคาศัย (ส.ส.เพื่อไทย): 23 กระบอก

จะเห็นว่านักการเมืองที่ครอบครองอาวุธปืนจำนวนมาก ไม่ใช่คนธรรมดา เป็นบ้านใหญ่ทางการเมือง จึงไม่น่าสะสมอาวุธปืนด้วยความชอบ ส่วนหนึ่งคือไว้ป้องกันตัว

ถ้าพูดถึงซีโฟร์ เราคงจะลืมไปแล้วว่า ครั้งหนึ่งบ้านเราเคยมีการจับกุมซีโฟร์ได้จำนวนมาก เรามาย้อนกลับไปดูเรื่องราวในอดีต

“คาร์บอมบ์ซีโฟร์กลางกรุงเทพฯ ปี 2537” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีวินาศกรรมระหว่างประเทศที่อันตรายที่สุดครั้งหนึ่งในไทย แต่คนทั่วไปแทบลืมไปแล้ว เพราะระเบิด “ไม่ทันทำงาน” ราวกับหนังสายลับที่ฟิล์มขาดก่อนฉากระเบิด อันเป็นโชคดีของไทย หรือพระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง

สาระสำคัญของคดีคนร้ายใช้รถบรรทุก 6 ล้อ ซุกระเบิดจำนวนมหาศาล ทั้งปุ๋ยยูเรีย ดินระเบิด และระเบิด C4
เป้าหมายถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับ “สถานทูตอิสราเอล” บริเวณถนนวิทยุ กรุงเทพฯ แต่ระหว่างทางรถเกิดเฉี่ยวชนบริเวณแยกชิดลม คนร้ายจึงทิ้งรถหนี รถถูกลากไปเก็บที่ สน.ลุมพินี อยู่หลายวัน ก่อนตำรวจสงสัยและเปิดตรวจค้น
พบวงจรระเบิดขนาดใหญ่ และยังพบศพคนขับรถที่ถูกฆ่าซุกไว้ในแทงก์น้ำด้วย  

จุดที่น่าขนลุกคือ หากระเบิดทำงานจริง ย่านธุรกิจกลางกรุงอาจเสียหายหนักมาก เพราะวัตถุระเบิดมีอานุภาพสูง ระดับ “คาร์บอมบ์เต็มรูปแบบ”  

ต่อมาหน่วยข่าวกรองไทยเชื่อมโยงผู้ต้องสงสัยชาวอิหร่านหลายราย แต่สุดท้ายหลักฐานในชั้นศาลไม่เพียงพอ จึงเอาผิดผู้ต้องหาอะไรไม่ได้

อีกคดีที่คนมักเอามาปะปนกัน คือเหตุระเบิดสุขุมวิท ปี 2555 ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิหร่านและอุปกรณ์ระเบิดแบบแม่เหล็กติดรถ เป้าหมายถูกเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่หรือผลประโยชน์ของอิสราเอลในไทย ไม่ใช่การก่อการทั่วไป  

สรุปว่า “คาร์บอมบ์ปี 2537” รถบรรทุกซุก C4 เป้าหมายโยงสถานทูตอิสราเอล ส่วน“สุขุมวิท 2555” เครือข่ายอิหร่าน ใช้ระเบิดแม่เหล็กโจมตีเป้าหมายอิสราเอล

ทั้งสองคดีทำให้หน่วยความมั่นคงไทยเริ่มจริงจังกับ “ภัยก่อการร้ายข้ามชาติ” มากขึ้น เพราะไทยเคยถูกใช้เป็นทั้ง “ทางผ่าน” และ “พื้นที่ปฏิบัติการ” ในเกมเงาระหว่างตะวันออกกลางหลายรอบเหมือนกันครับ

ปรากฏการณ์จับกุมชาวจีน พร้อมเครื่องกระสุนปืน และอื่นๆอีกมากมาย พร้อมซีโฟร์ด้วย จึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม และเร่งสรุปว่า ไม่เกี่ยวกับการก่อการร้าย เป็นการสะสมด้วยความชอบส่วนตัว ไปไล่เช็กประวัติหนุ่มจีนคนนี้ในเชิงลึกให้ดีก่อน ก่อนบ้านเมืองจะพิพาศ เพราะแค่ตำรวจที่เข้าไปค้นบ้าน ยกขาพลาดข้างเดียวก็พินาศแล้ว

UNESCO เปิดยุคใหม่!! รู้จัก “Khaled El-Enany” ผู้สืบภารกิจมรดกโลกและสันติภาพ จากอียิปต์ นั่งผอ.ใหญ่คนที่ 12 ด้วยคะแนนท่วมท้น นักวิชาการอียิปต์สู่เวทีโลก

รู้จัก...ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany ผู้อำนวยการใหญ่องค์การ UNESCO

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2025 ที่ประชุมใหญ่ขององค์การ UNESCO ณ เมือง Samarkand เมืองมรดกโลกของประเทศ Uzbekistan ได้เลือก ศาสตราจารย์ Khaled El-Enany จากอียิปต์ให้เป็นผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การ โดยได้รับคะแนนเสียง 172 เสียง จากทั้งหมด 174 เสียง ผู้อำนวยการใหญ่คนใหม่เข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2025 ต่อจาก Audrey Azoulay ซึ่งดำรงตำแหน่งนี้มาตั้งแต่ปี 2017

ศาสตราจารย์ Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz ชาวอียิปต์ เกิดในปี 1971 เป็นนักอียิปต์วิทยาและศาสตราจารย์ด้านอียิปต์วิทยาของมหาวิทยาลัย Helwan (อียิปต์) ซึ่งเขาได้ทำการสอนมานานกว่า 30 ปี เขาเคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีคณะการท่องเที่ยวและการโรงแรม ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนรู้แบบเปิด และหัวหน้าแผนกมัคคุเทศก์ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านอียิปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัย Paul-Valéry Montpellier 3 (ฝรั่งเศส) ซึ่งเขาเคยเป็นศาสตราจารย์รับเชิญหลายครั้ง

เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์อารยธรรมอียิปต์แห่งชาติ (2014-2016) และพิพิธภัณฑ์อียิปต์ในกรุงไคโร (2015-2016) ตั้งแต่ปี 2016 ถึง 2022 เขาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงโบราณวัตถุ และต่อมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและโบราณวัตถุแห่งสาธารณรัฐอาหรับอียิปต์

ศ. El-Enany เป็นสมาชิกของสมาคมวิชาการระดับนานาชาติหลายแห่ง เดือนพฤศจิกายน 2024 เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตพิเศษด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยองค์การการท่องเที่ยวโลก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้อุปถัมภ์กองทุนมรดกโลกแห่งแอฟริกา เขาได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติหลายรางวัล เขาสามรถพูดได้ 3 ภาษาคือ อาหรับ ฝรั่งเศส และอังกฤษ

ศ. El-Enany เป็นผู้อำนวยการใหญ่คนที่ 12 ขององค์การ UNESCO เขาเป็นผู้อำนวยการใหญ่คนแรกจากประเทศอาหรับ และคนที่สองจากทวีปแอฟริกาที่ดำรงตำแหน่งนี้ ต่อจาก Amadou Mahtar Mbow (1974-1987) จากเซเนกัล นายเอล-เอนานี จะเข้ารับตำแหน่งในวันที่ 15 พฤศจิกายน เป็นระยะเวลา 4 ปี

สำนักงาน UNESCO ในประเทศไทย ประเทศไทยเป็นที่ตั้งของ สำนักงานยูเนสโก ส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ (UNESCO Bangkok) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์ และข้อมูลข่าวสารในระดับเอเชียและแปซิฟิก โดยสำนักงานฯ ตั้งอยูที่ อาคารหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล เลขที่ 920 ถนนสุขุมวิท เขตคลองเตย กรุงเทพฯ

ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งหมด 8 แห่ง แบ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรม 5 แห่ง และมรดกทางธรรมชาติ 3 แห่ง ดังนี้:

มรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage):

- นครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): อดีตราชธานีที่มีความรุ่งเรืองและมีโบราณสถานอันทรงคุณค่า

- เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร (ศรีสัชนาลัย และกำแพงเพชร) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นเอกลักษณ์

- แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2535): แหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

- เมืองโบราณศรีเทพ (จ.เพชรบูรณ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2566): เมืองโบราณสมัยวัฒนธรรมทวารวดีที่มีผังเมืองซ้อนกันสองชั้น

- ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา (จ.อุดรธานี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2567): แหล่งมรดกโลกล่าสุด โดดเด่นด้วยการใช้หินทรายธรรมชาติมาสร้างสรรค์เป็นศาสนสถานตามความเชื่อท้องถิ่น

มรดกทางธรรมชาติ (Natural Heritage):

- เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง (ครอบคลุม จ.อุทัยธานี, ตาก และกาญจนบุรี) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2534): แหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญของเอเชีย

- กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (ครอบคลุม 6 จังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออก) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2548): แหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าหายากและใกล้สูญพันธุ์หลายชนิด

- กลุ่มป่าแก่งกระจาน (ครอบคลุม จ.ราชบุรี, เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์) (ขึ้นทะเบียนปี พ.ศ. 2564): ผืนป่าที่มีความหลากหลายทางพรรณไม้และเป็นแหล่งดูนกที่สำคัญ

นอกจากสถานที่แล้ว ไทยยังมีวัฒนธรรมที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ (IntangibleW Cultural Heritage) ของมนุษยชาติอีก 4 รายการ ได้แก่:

โขน (ปี พ.ศ. 2561)

นวดไทย (ปี พ.ศ. 2562)

โนรา (ปี พ.ศ. 2564)

สงกรานต์ในประเทศไทย (ปี พ.ศ. 2566)

โดย “เชียงใหม่” เป็นเมืองล่าสุดของประเทศไทย ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างขั้นตอนสุดท้ายของการเสนอชื่อเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยใช้ชื่อว่า "เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา" (Chiang Mai, the Capital of Lanna):

ความคืบหน้าล่าสุด: เมื่อเดือนมกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีไทยได้มีมติเห็นชอบการจัดส่งเอกสารฉบับสมบูรณ์ (Nomination Dossier) ต่อศูนย์มรดกโลก ณ กรุงปารีส เรียบร้อยแล้ว

พื้นที่ที่นำเสนอ: ครอบคลุมเขตเมืองเก่าเชียงใหม่, วัดสำคัญ (เช่น วัดพระสิงห์, วัดเจดีย์หลวง, วัดเชียงมั่น), และพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย

ขั้นตอนต่อไป: อยู่ในระหว่างการรอผู้เชี่ยวชาญจาก ICOMOS (องค์กรที่ปรึกษาของ UNESCO) ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จริง ซึ่งคาดว่าจะมีการตัดสินผลอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้

ซึ่ง “เชียงใหม่” ได้รับสถานะ "เมืองสร้างสรรค์" (UNESCO Creative Cities Network)

แม้จะยังไม่ได้เป็นมรดกโลกอย่างเต็มตัว แต่เชียงใหม่ได้รับสถานะสำคัญจาก UNESCO มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 คือ:

เมืองสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน (Crafts and Folk Art): เนื่องจากความโดดเด่นของงานช่างสิบหมู่ งานไม้ งานเงิน งานเครื่องปั้นดินเผา และวิถีชีวิตชุมชนที่ยังคงรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

เมืองหัตถศิลป์โลก (World Craft City): นอกจาก UNESCO แล้ว สภาหัตถศิลป์โลกยังยกย่องให้เชียงใหม่เป็นเมืองหัตถศิลป์ที่สำคัญระดับสากลอีกด้วย

เกี่ยวกับองค์การ UNESCO

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีรัฐสมาชิก 194 ประเทศ มีส่วนร่วมในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงโดยเป็นผู้นำความร่วมมือพหุภาคีด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม การสื่อสาร และสารสนเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ปารีส มีสำนักงานใน 54 ประเทศ และมีพนักงานกว่า 2,300 คน  UNESCO ดูแลมรดกโลก เขตสงวนชีวมณฑล และอุทยานธรณีโลกกว่า 2,000 แห่ง เครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ เมืองแห่งการเรียนรู้ เมืองที่ครอบคลุม และเมืองที่ยั่งยืน และโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันฝึกอบรม และสถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกว่า 13,000 แห่ง โดยมีเครือข่ายคณะกรรมการแห่งชาติ 200 แห่งทั่วโลก

“เนื่องจากสงครามเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์ ดังนั้นการสร้างปราการเพื่อสันติภาพจึงต้องเริ่มต้นในจิตใจของมนุษย์เช่นกัน” ธรรมนูญของ UNESCO ปี 1945

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ปมร้อน กสทช.!! จับตาถกด่วนสรรหา กสทช. ปมร้อง “หมอสรณ” ขาดคุณสมบัติ กลิ่นการเมืองแรงสะเทือนองค์กรอิสระ เกมการเมืองซ่อนอยู่ในประเด็นนี้

จับตาผลถกกรรมการสรรหากสทช.ประเด็นร้องเรียนประธานขาดคุณสมบัติ

น่าสนใจยิ่งกับการที่จู่ๆสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภานัดประชุมด่วน เชิญกรรมการสรรหา กสทช.มาร่วมประชุมด้วย ประเด็นพิจารณาข้อร้องเรียนการขาดคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ โดยได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นประธาน กสทช. ชุดใหม่ที่เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ 

กล่าวถึงหมอสรณเคยสมัครมาตั้งแต่ปี 62 แต่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติมารอบหนึ่งแล้วจากการถือหุ้นในกิจการที่เกี่ยวโยงกับภารกิจของ กสทช. จากนั้นถ่ายเทหุ้นออกและมาสมัครใหม่ ประเด็นข้อร้องเรียนกล่าวหาเรื่องยังทำหน้าที่หมอรักษาคนป่วยอยู่ และรับเงินค่าวิชาชีพอยู่ จะถือว่ายังประกอบอาชีพอื่นอยู่หรือไม่

ประเด็นนี้กลิ่นการเมืองแรงพอสมควร ไม่ใช่แค่เรื่อง “คุณสมบัติ” แบบตัวบทล้วน ๆ แต่เป็นจุดตัดของ อำนาจกำกับดูแล + ความชอบธรรมขององค์กรอิสระ + เกมในวุฒิสภา เลยทีเดียว

ง่ายๆ มีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ฝ่าย กสทช.เองก็ดึงเชงมานาน วาระสำคัญของ กสทช.เลื่อนการพิจารณา ทำให้ภารกิจไม่คืบหน้า ฝ่ายสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ในฐานะดูแลงานธุรการของกรรมการสรรหา เมื่อมีเรื่องร้องเรียนก็ต้องดำเนินการ ไม่งั้น ม.157 (ละเว้น) ก็รออยู่

ลองแยกวิเคราะห์เป็นชั้น ๆ จะเห็นภาพชัดขึ้น

1) ทำไม “เพิ่งถูกหยิบขึ้นมา” ตอนนี้

ข้อร้องเรียนที่ค้างมานาน แต่เพิ่งถูก “เร่งเครื่อง” มีได้ 2 มุมหลัก

(1) จังหวะการเมืองวุฒิสภาชุดปัจจุบันอาจต้องการ “รีเซ็ตอำนาจ” หรือสร้างบทบาท

กสทช. เป็นองค์กรที่มีอำนาจสูง ทั้งเรื่องคลื่นความถี่ ทีวี โทรคมนาคม มีผลประโยชน์มหาศาล

(2) มีชนวนใหม่

-อาจมีข้อมูล/หลักฐานเพิ่มเติม
-หรือมีความขัดแย้งภายใน กสทช.เอง แล้วถูก “ดันขึ้นบนโต๊ะ”

พูดง่าย ๆ คือ เรื่องเก่า แต่ “เวลาใหม่” ทำให้มันมีน้ำหนักขึ้น

2) ปมประธาน กสทช. “ขาดคุณสมบัติ” เรื่องรับเงินรักษาคนไข้

นี่คือจุดที่ต้องดูตัวบทกฎหมายจริงจัง โดยหลักแล้ว ตำแหน่งแบบนี้มักกำหนดว่า
-ต้อง ไม่ประกอบอาชีพอื่นที่อาจขัดกันแห่งผลประโยชน์
-หรือไม่ทำงานที่กระทบความเป็นอิสระ

มีคำถามสำคัญว่า การยังรับเงินจากการรักษาคนไข้ ถือว่าเป็น “การประกอบอาชีพ” หรือไม่?

-ถ้าเป็นการทำต่อเนื่อง มีรายได้ประจำ เสี่ยงเข้าข่ายขาดคุณสมบัติ
-ถ้าเป็นลักษณะช่วยเหลือเป็นครั้งคราว อาจตีความว่าไม่ผิด

ประเด็นนี้จะกลายเป็น “สงครามตีความ“มากกว่าข้อเท็จจริงล้วน ๆ

3) ถ้าผิดจริง ผลจะไปไกลแค่ไหน มี 3 ระดับ

ระดับเบา

-แค่ “ชี้แจงแล้วจบ”
-วุฒิสภาไม่เดินหน้าต่อ

ระดับกลาง

-กดดันทางการเมือง
-ทำให้ความชอบธรรมของประธาน กสทช. สั่นคลอน

ระดับหนัก

-อาจนำไปสู่การ พ้นจากตำแหน่ง
-หรือมีการตีความย้อนหลัง กระทบมติที่เคยตัดสินไป

ระดับนี้แหละที่หลายฝ่ายจับตา เพราะจะ “เขย่า” ทั้งระบบกำกับดูแล ถ้าไม่อยากให้กระทบมาก อาจมีการกดดัน หรือเจรจาให้หมอสรณลาออก

4) ทำไมเรื่องนี้สำคัญกว่าที่เห็น

กสทช. ไม่ใช่องค์กรเล็ก ๆ แต่เป็นเหมือน “ศูนย์ควบคุมคลื่นและข้อมูล”

ถ้าประธานถูกตั้งคำถามเรื่องคุณสมบัติ

-ความน่าเชื่อถือของการอนุมัติคลื่น/ดีลใหญ่ ๆ จะถูกตั้งคำถามตามมา
-นักลงทุน/เอกชนอาจชะลอการตัดสินใจ เช่น กติกาทีวีดิจิทัล ที่ผู้ประกอบการทวงถามมา 3 ปีแล้ว เพราะสัมปทานจะหมดอายุในอีกสองปีข้างหน้า แต่กติกาจาก กสทช.ยังไม่ออก เข้าระเบียบวาระแล้ว ประธาน กสทช.สั่งปิดประชุม
-อาจเกิด “สุญญากาศเชิงนโยบาย” ชั่วคราว (ในทางปฏิบัติเริ่มเห็นบ้างแล้ว)

5) มองแบบการเมืองล้วน ๆ นี่อาจเป็นเกม 3 ชั้น

-ชั้นบน: ตรวจสอบคุณสมบัติ (ตามกฎหมาย)
-ชั้นกลาง: ต่อรองอำนาจในองค์กรอิสระ
-ชั้นล่าง: ผลประโยชน์ด้านคลื่น/โทรคมนาคม

บางครั้ง “คุณสมบัติ” ก็เป็นเหมือนกุญแจดอกเล็ก ที่ใช้เปิดประตูห้องใหญ่

สรุปเรื่องนี้ไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่ “เพิ่งถูกทำให้สำคัญ”
ปมกฎหมายอยู่ที่การตีความคำว่า “ประกอบอาชีพ” รับเงินค่าตอบแทน
ผลลัพธ์มีตั้งแต่จบเงียบ ๆ ไปจนถึงสะเทือนทั้งองค์กร
และมีนัยทางการเมืองแฝงค่อนข้างชัด

จับตาผลการประชุมคณะกรรมการสรรหาว่าจะออกมาอย่างไร ซึ่งกรรมการสรรหาอาจจะยืนยันผลการสรรหาชอบแล้ว แต่ความผิดเกิดขึ้นหลังจากนั้น 

“มือถือสาก ปากถือศีล” ตีขลุมคนท้องถิ่นทั้งประเทศ พรรคสามนิ้ว กำลังปราบยาเสพติด หรือแค่สร้างซีนทางการเมือง คำถามถึงพรรคที่ชอบสวมบทผู้ผดุงศีลธรรม

พรรคสามกีบ ชี้นิ้วตรวจฉี่คนอื่น ตีขลุมด้อยค่าคนทำงานท้องถิ่น 
เคย “ตรวจสันดาน” คนในพรรคตัวเอง “สักครั้ง” หรือไม่?

ตราบใดที่ “บ้านของตัวเอง” ยังสกปรก ก็อย่าริไปขอปัดกวาดเช็ดถู “บ้านของสังคม” คำกล่าวนี้คนที่คิดก็คือ “ผมเอง” ด้วยเห็นพฤติกรรม "พ่อพระหน้าจอ" ที่มักจะสำแดงโวหารตื้น ๆ ผ่านไมโครโฟนกลางสภาอันศักดิ์สิทธิ์อยู่บ่อยครั้ง

จาก “บทบาทนักล้มเจ้า” วันนี้ สส. พรรคส้มสามกีบ ขยับมารับบทเป็น "ผู้ตรวจการสารเสพติดแห่งชาติ" ยืนป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงขึงขังว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้อง "ล้างบาง" ด้วยการตรวจปัสสาวะ ไล่ตั้งแต่สมาชิกรัฐสภา ในจำนวน ๕๐๐ คน ต้องพบเจอคนมีสารเสพติด ๓-๔ คน และในค่ายทหาร ทหารยศจ่าคือ “คนขายยา” ไปจนถึง “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” ถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ค้ายา และเสพยาทั้งนั้น ทั้งหมดก็เพื่อจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับสังคม

ฟังดูคล้ายเป็น “วีรบุรุษผู้มากไปด้วยศีลธรรม” ก็ไม่ปาน แต่บังเอิญผู้คนที่มิใช่ “ด้อมเบาปัญญา” ย่อมจะมองทะลุเห็น "เงาบาป" ที่ทอดอยู่ข้างหลัง “พรรคล้มสถาบัน” อย่างง่ายดาย

การใช้กลยุทธ์ "ตีขลุม" สาดโคลนใส่ผู้คน โดยเฉพาะ “กำนันและผู้ใหญ่บ้านทั่วประเทศ” อย่างไร้ศิลปะ เพียงเพื่อจะสร้างภาพว่า “พรรคเช็ดรองเท้าให้อเมริกา” ของตนเอง คือผู้มาปราบมารสังคม แน่นอนว่าในทุก ๆ สังคมอาจจะมี “คนขาย & คนติดยา” และตรวจเจอคนมีฉี่ “สีลูกหว้าอ่อน” แต่กระนั้นก็มิควรไปดูแคลนแบบ “เหมาเข่ง” ว่าคนที่ดูแลทุกข์สุขชาวบ้านในท้องถิ่น คือ “กลุ่มคนที่เล่นยา” เสียหมด

เป็นถึง สส. แต่กลับไร้สมอง พกแต่ “ปากพาซวย” จึงทำให้พรรคตัวเอง “ซวยรายวัน”

การเอาเกียรติยศของ “นักปกครองท้องถิ่น” มาพาดเป็นบันไดให้ท่านเหยียบขึ้นไปทำแต้มทางการเมืองนั้น มันสะท้อนถึง “วุฒิภาวะอันต่ำเตี้ย” ยังมองเห็นอีกว่าท่าน “ดูแคลนน้ำใจ” บุคคลที่ทำงานรากหญ้าอย่างไร้เมตตาธรรม

พฤติกรรม "มือถือสาก ปากถือศีล" ไม่ใช่เรื่องใหม่ มันคือสันดานดิบ ชั่ว และเลวทราม ที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง สังคมไม่เคยลืม และด้วยอินเทอร์เน็ตก็มี “หน่วยความจำที่ซื่อสัตย์” เกินกว่าที่ใครจะลบเลือนได้ ตั้งแต่มารยาทขั้นพื้นฐานในสภาที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน, การแต่งกายที่ไร้กาลเทศะ, การใช้ถ้อยคำเสียดสีรุ่นใหญ่ สิ่งเหล่านี้คือ "สารพิษทางสังคม" ที่ร้ายแรงไม่แพ้ “สารเสพติด” เช่นกัน

ผมรู้สึกอับอายในความเป็น สส. แบบท่าน และเสียดายเงินภาษีเสียจริง

แจ็ค รัสเซล

ทรัมป์คืนชีพ ‘Department of War’ เขย่าภาพลักษณ์กองทัพสหรัฐฯ ยุคใหม่ สหรัฐฯ ชุบชื่อ ‘กระทรวงสงคราม’ ทรัมป์ไฟเขียวใช้แทนกลาโหมในที่สาธารณะ ฟื้นจากหน้าประวัติศาสตร์สู่ยุคทรัมป์

กระทรวงสงครามแห่งสหรัฐอเมริกา (US Department of War)

ผู้อ่านหลายท่านคงไม่ทราบว่า ประธานาธิบดี Donald Trump ได้อนุมัติให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" (US Department of War: DoW) เป็นชื่อรองของ “กระทรวงกลาโหม” (US Department of Defense: DoD) 

เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2025 ประธานาธิบดี Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเลขที่ 14347 ซึ่งชื่อว่า "การฟื้นฟูกระทรวงสงครามของสหรัฐอเมริกา" คำสั่งดังกล่าวอนุญาตให้หน่วยงานและผู้บริหารใช้ชื่อเดิมในบริบทที่ไม่เกี่ยวข้องกับกฎหมายได้ โดยมีรายละเอียดสำคัญของการเปลี่ยนแปลงคือ:

ชื่อทางการเทียบกับชื่อรอง: ในทางเทคนิคแล้ว ชื่อยังคงเป็นกระทรวงกลาโหมตามกฎหมายของ

รัฐบาลกลาง เนื่องจากมีเพียงรัฐบัญญัติของรัฐสภาเท่านั้นที่สามารถเปลี่ยนชื่อกระทรวงระดับคณะรัฐมนตรีได้อย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ตาม คำสั่งบริหารอนุญาตให้ใช้คำว่า "กระทรวงสงคราม" และ "รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม" ในการสื่อสารสาธารณะ พิธีการ และจดหมายราชการได้ 

 เว็บไซต์และการสร้างแบรนด์: ไม่นานหลังจากคำสั่งดังกล่าว เว็บไซต์อย่างเป็นทางการก็ได้รับการ

ปรับปรุงแบรนด์ใหม่ และย้ายไปที่ war.gov มีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเกิดขึ้นตามมา รวมถึงการติดตั้งแผ่นป้ายทองสัมฤทธิ์ "กระทรวงสงคราม" ใหม่ทีตรงทางเข้าหลัก และทางเข้าด้านแม่น้ำของเพนตากอน 

เหตุผล: ฝ่ายบริหารระบุว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสื่อสารข้อความแห่ง "ชัยชนะ"

"ความพร้อม" และ "ความมุ่งมั่น" Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการฯ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่ฝ่ายบริหารเรียกว่า "ท่าทีที่ถูกต้องตามหลักการทางการเมือง" หรือท่าทีที่ตั้งรับอย่างเดียว 

บริบททางประวัติศาสตร์: "กระทรวงสงคราม" เป็นชื่อเดิมของหน่วยงานนี้ตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1789 จนกระทั่งรัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติปี 1947 (และการแก้ไขเพิ่มเติมในปี 1949) ได้ปรับโครงสร้างใหม่เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมในปัจจุบัน 

แม้ว่า พรรครีพับลิกันในสภาคองเกรสจะเสนอกฎหมายเพื่อให้การเปลี่ยนชื่อเป็นไปอย่างถาวรและเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในขณะนี้ "กระทรวงสงคราม" ยังคงเป็นชื่อที่สาธารณชนรับรู้เป็นหลัก ในขณะที่ "กระทรวงกลาโหม" ยังคงเป็นชื่อทางกฎหมายสำหรับวัตถุประสงค์ด้านการออกกฎหมายและงบประมาณ

กระทรวงกลาโหม หรือเรียกอีกอย่างว่า กระทรวงสงคราม (ในยุคแรกเรียกว่า สำนักงานสงคราม) เป็นหน่วยงานในคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา ที่รับผิดชอบการดำเนินงานและการบำรุงรักษา กองทัพบกของสหรัฐอเมริกานอกจากนี้ยังมีความรับผิดชอบด้านกิจการทางทะเลตั้งแต่ปี 1794 จนกระทั่งมีการจัดตั้งกระทรวงกองทัพเรือในปี 1798 และรับผิดชอบกองทัพอากาศส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่สังกัดกองทัพเรือ จนกระทั่งมีการจัดตั้งทบวงกองทัพอากาศเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม (กลาโหม) ซึ่งเป็นพลเรือนที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการเงินและการจัดซื้อ และมีบทบาทเล็กน้อยในการกำกับดูแลกิจการทางทหาร เป็นผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงกลาโหมตลอดระยะเวลาการดำรงอยู่ในตำแหน่ง

กระทรวงสงครามดำรงอยู่เป็นเวลา 158 ปี ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม 1789 ถึงวันที่ 18 กันยายน 1947 ภายใต้รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 กระทรวงสงครามได้แยกออกเป็นกระทรวงกองทัพบก และทบวงกองทัพอากาศ ซึ่งได้รวมกับทบวงกองทัพเรือ และก่อตั้งเป็นหน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ต่อมาในปี 1949 หน่วยงานทางทหารแห่งชาติได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมจนปัจจุบันนี้

โครงสร้างของกระทรวงสงคราม (กลาโหม) แบ่งหลัก ๆ ออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ: กองทัพ, หน่วยบัญชาการร่วม, และหน่วยงานสนับสนุน

1)  เหล่าทัพ (Military Departments) อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของฝ่ายการเมือง:

1.1 Department of the Army (ทบวงกองทัพบก) กำกับดูแล กองทัพบกสหรัฐฯ (United

States Army)

1.2 Department of the Navy (ทบวงกองทัพเรือ)  กำกับดูแลทั้ง United States Navy

(กองทัพเรือ) และ United States Marine Corps (กองกำลังนาวิกโยธิน)

1.3  Department of the Air Force (ทบวงกองทัพอากาศ) กำกับดูแลทั้ง United States Air Force (กองทัพอากาศ) และ United States Space Force (กองทัพอวกาศ)

2)  หน่วยบัญชาการร่วม (Combatant Commands) เป็นหน่วยบัญชาการทำหน้าที่ที่สั่งการใน

ปฏิบัติการจริง (ทุกเหล่าทัพ) แบ่งตามภูมิภาคและหน้าที่ เช่น:

United States Indo-Pacific Command (กองบัญชาการภาคพื้น Indo-Pacific) ควบคุม-สั่งการภาคพื้น Indo-Pacific

United States Central Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นตะวันออกกลาง (ส่วนใหญ่)

United States European Command (กองบัญชาการภาคพื้นตะวันออกกลาง) ควบคุม-สั่งการภาคพื้นยุโรป-รัสเซีย-คอเคซัส-ตุรกี และบางส่วนของแอตแลนติก/อาร์กติก

United States Cyber Command (กองบัญชาการ Cyber) ) ควบคุม-สั่งการทั่วโลก (Global) “เครือข่ายและข้อมูล” มากกว่าพื้นที่ทางภูมิศาสตร์

 United States Strategic Command (กองบัญชาการยุทธศาสตร์) ไม่ยึดตามภูมิศาสตร์ ขอบเขตทั่วโลก (Global) เน้น “ศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าพื้นที่

-     ดูแล “อาวุธนิวเคลียร์ และปฏิบัติการสกัดกั้นในระดับโลก”

-     มีความสามารถโจมตีทั่วโลก

-     ควบคุมระบบเตือนภัยและสั่งการในสถานการณ์วิกฤต

3)  หน่วยงานสนับสนุนและข่าวกรอง ด้านเทคโนโลยี ข่าวกรอง โลจิสติกส์ ฯลฯ เช่น:

Defense Intelligence Agency (หน่วยข่าวกรองทางทหาร)

National Security Agency (หน่วยงานความมั่นคงแห่งชาติ)

Defense Logistics Agency (หน่วยงานขนส่ง ลำเลียง และพัสดุ)

DARPA (หน่วยงานวิจัยเทคโนโลยีล้ำสมัย)

Missile Defense Agency (หน่วยป้องกันขีปนาวุธ)

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงคราม เป็นสมาชิกคณะรัฐมนตรีของสหรัฐอเมริกา เป็นหัวหน้ากระทรวงสงคราม รัฐบัญญัติความมั่นคงแห่งชาติ 1947 ได้หน่วยงานทางทหารแห่งชาติ (The National Military Establishment (NME)) ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกาในวันเดียวกันกับที่รัฐบัญญัตินี้ได้รับการลงนาม หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลอเมริกัน (และรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทั่วโลก) ตัดสินใจเลิกใช้คำว่า "สงคราม" เมื่อกล่าวถึงผู้นำพลเรือนของกองทัพ อย่างไรก็ตาม ยังคงมีชื่อของวิทยาลัยการสงครามของแต่ละเหล่าทัพหลงเหลืออยู่ เช่น วิทยาลัยการสงครามกองทัพบก วิทยาลัยการสงครามกองทัพเรือ และวิทยาลัยการสงครามกองทัพอากาศ ซึ่งยังคงฝึกอบรม เจ้าหน้าที่ ทหารสหรัฐฯ ในด้านยุทธวิธีปฏิบัติการและกลยุทธ์อยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

เปิดหน้าประวัติศาสตร์มืด อีกด้านของแดนอาทิตย์อุทัย ‘จักรวรรดิญี่ปุ่น’ ไม่ได้มีแค่ความรุ่งเรือง แต่เต็มไปด้วยเงามืดแห่งสงคราม บาดแผลสงครามที่เอเชียไม่เคยลืม

ความเหี้ย(ม)โหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น...ประวัติศาสตร์แดนอาทิตย์อุทัยที่ถูกซ่อนไว้

แม้ว่า ความสุภาพ อ่อนน้อม ถ่อมตน ของคนญี่ปุ่นคือ "ความสวยงามที่มีระเบียบ" ซึ่งเป็นสิ่งที่โดดเด่นและสร้างความประทับใจ เช่น การโค้งคำนับ การใช้ภาษาที่สุภาพ การใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อย และการไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน อย่างไรก็ตาม ชาวโลกอาจจะลืมเลือนไปแล้วว่า ญี่ปุ่นที่สังคมและผู้คนมีสุภาพ ความอ่อนน้อมและถ่อมตนอย่างมากมาย ครั้งหนึ่งเคยเป็นชาติจักรวรรดิ เป็นนักล่าอาณานิคมผู้โหดเหี้ยมที่สุดแห่งทวีปเอเชีย เป็นรัฐทหารที่เรียกกันว่า “จักรวรรดิญี่ปุ่น (Empire of Japan)”

จักรวรรดิญี่ปุ่นเป็นช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น นับตั้งแต่การปฏิรูปเมจิ (Meiji Restoration) เมื่อวันที่ 3 มกราคม 1868 ซึ่งยุติการปกครองของโชกุน และฟื้นฟูอำนาจให้จักรพรรดิ การฟื้นฟูนี้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในโครงสร้างทางการเมืองและสังคมของญี่ปุ่น และครอบคลุมทั้งช่วงปลายยุคเอโดะ (บากูมัตสึ) และต้นยุคเมจิ ในช่วงเวลานั้นญี่ปุ่นได้พัฒนาอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาอย่างรวดเร็วและรับเอาวัฒนธรรมตะวันตกมาใช้) จนกระทั่งรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นฉบับปัจจุบันมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 1947 (รวม 79 ปี)

ความโหดร้ายของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษ 1930 และ 1940 โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง และสงครามอื่น ๆ ก่อนหน้านั้น ได้รับการบันทึกไว้อย่างกว้างขวางและยังคงเป็นหนึ่งในแง่มุมที่มืดมนที่สุดของประวัติศาสตร์การทหารสมัยใหม่ เพราะมิใช่เพียงแค่การประพฤติมิชอบอย่างทารุณและโหดร้ายที่เกิดขึ้นเพียงประปราย แต่ในหลายกรณี การใช้ความรุนแรงอย่างทารุณโหดร้ายต่อพลเรือนและเชลยศึกชนิดที่ปุถุชนคนธรรมดาไม่สามารถยอมรับได้นั้นเป็นการกระทำจนกลายเป็นปกติวิสัยของทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น และบ่อยครั้งได้รับการยอมรับเป็นวัฒนธรรม หรือแม้แต่ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำทางทหาร

การกระทำของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น (IJA) ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงเป็นบทที่สร้างบาดแผลลึกซึ่งไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างครบถ้วนในตำราเรียนภายในประเทศ ความแตกต่างระหว่างบันทึกทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศและการศึกษาของญี่ปุ่นมักถูกเรียกว่า "สงครามประวัติศาสตร์" ในเอเชียตะวันออก บทที่ "เงียบงัน" ในขณะที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกหลายคนบันทึกเหตุการณ์เหล่านี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ในทางประวัติศาสตร์แล้ว เหตุการณ์เหล่านี้มักถูกลดทอนหรือละเว้นในหลักสูตรการศึกษาของญี่ปุ่นในปัจจุบันหลายฉบับ

ลำดับเหตุการณ์ที่แสดงถึงความทารุณของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2:

1.  การก่อตั้งก่อตั้งหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพลับ (หน่วย 731) ในปี 1931 โดย ดร.ชิโร อิชิอิ ขึ้นใน

เขตปิงฟาง เมืองฮาร์บิน และตั้งแต่ปี 1935 จนกระทั่งสิ้นสุดสงคราม มีการขยายเครือข่ายหน่วยวิจัยอาวุธชีวภาพไปทั่วภูมิภาคเอเชีย

2.  การสังหารหมู่หนานจิง (Nanjing Massacre) เป็นเหตุการณ์ที่กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นสังหารหมู่

ข่มขืน ปล้นสะดม และเผาทำลายชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือนรวมถึงเชลยศึกชาวจีน หลังจากสามารถยึดนครหนานจิง (เมืองหลวงของจีนขณะนั้น) เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 1937 จนกระทั่งมกราคม 1938 ในช่วงสงครามจีน–ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 เหตุการณ์ยาวนานราว 6-8 สัปดาห์นี้ มีผู้เสียชีวิตราว 300,000 คน มีหญิงชาวจีนราว 20,000-80,000 คน ตั้งแต่วัยทารกจนถึงผู้สูงอายุถูกข่มขืน มีการประหารชีวิตเชลยทหารจีนที่ยอมจำนนและพลเรือนชาย และมีการเผาทำลายบ้านเมืองราวหนึ่งในสาม

3.  ระหว่างปี 1937-1938 ญี่ปุ่นเข้ายึดเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง เทียนสิน และเมืองสำคัญทางชายฝั่งอย่าง

รวดเร็ว ยังคงมีการสังหารหมู่และข่มขืนประชาชนพลเรือนชาวจีนระหว่างการเดินทัพของญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง มีการใช้แก๊สพิษและอาวุธชีวภาพโจมตีพลเรือน แม้ญี่ปุ่นจะลงนามในอนุสัญญาห้ามแล้วก็ตาม

4.  สงครามในแปซิฟิก ระหว่างปี 1941-1945 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นขยายสงครามสู่เอเชียตะวันออก

เฉียงใต้ โจมตีอ่าวเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฮาวาย และประกาศสงครามกับสหรัฐฯ สหราชอาณาจักร พร้อมกันนั้นบุกไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง ภายใน 6 เดือน กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นยึดครองพื้นที่ 3.8 ล้านตารางกิโลเมตร มีประชากร 150 ล้านคนอยู่ภายใต้การยึดครอง

- การเดินขบวนมรณะบาตาอัน (Bataan Death March) หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ และ

ฟิลิปปินส์ยอมจำนนที่คาบสมุทรบาตาอัน โดยเชลยศึกกว่า 75,000 คนถูกบังคับเดินเท้าระยะทาง 100 กิโลเมตร โดยไม่มีน้ำและอาหาร มีผู้เสียชีวิตระหว่าง 5,000-10,000 คน

- การทารุณเชลยศึกอย่างเป็นระบบ ระหว่างปี 1942-1945 อัตราการเสียชีวิตของเชลย อยู่ที่ร้อย

ละ 27.1 สำหรับเชลยจากชาติเอเชีย มีเชลยชาวจีนเพียง 56 คนจากหลายหมื่นคนที่รอดชีวิตจนถึงสิ้นสุดสงคราม

- เชลยศึกทั้งหมดที่จับได้ในทะเล ทหารเรืออังกฤษเสียชีวิต 12,500 นาย และออสเตรเลียอีก 7,500

นายจากการสังหารหมู่

- การปกครองที่โหดร้ายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่า พลเอกคิมูระ ฮิโรชิ หรือ "เพชฌฆาตแห่ง

พม่า" สังหารชาวบ้านและเชลยอย่างโหดร้าย ระหว่างปี 1943-1945 และการบังคับใช้แรงงานเพื่อก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ (ไทย-พม่า) มีผู้เสียชีวิตกว่า 100,000 คน ด้วยนโยบาย 3 อย่าง: เผาทำลาย ฆ่าทำลาย และปล้นสะดม ในพื้นที่ยึดครองของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น

5.  อาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่สำคัญ ได้แก่:

- นางบำเรอทางเพศ (Comfort Women) มีผู้หญิงและเด็กสาวจากเกาหลี จีน ฟิลิปปินส์

อินโดนีเซีย ถูกบังคับเป็น "นางบำเรอ" ให้กับทหารญี่ปุ่น ประมาณว่า มีเหยื่อระหว่าง 50,000-200,000 คน

- นโยบายทำลายล้าง: การกวาดล้างหมู่บ้านทั้งหมู่บ้านในจีนและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การ

ทำลายล้างทางวัฒนธรรมและทรัพย์สิน และการปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติอย่างเป็นระบบ

ความเหี้ยมโหดของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น “เฉพาะในส่วนของไทย” เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 1941 ญี่ปุ่นได้รุกรานประเทศไทยพร้อมกันหลายจุดทางชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ตั้งแต่สมุทรปราการไปจนถึงปัตตานี ในขณะนั้นรัฐบาลไทยกำลังเจรจากับญี่ปุ่น ทำให้คำสั่งหยุดยิงยังส่งไปไม่ถึงหน่วยปฏิบัติการในพื้นที่ ทหาร ตำรวจ และยุวชนทหารจึงต้องทำการป้องกันประเทศตามหน้าที่ แม้ว่า ภาพรวมอาจไม่ได้เหมือนการ “บุกยึดแบบทำลายล้างเต็มรูปแบบ” เหมือนในหลาย ๆ ประเทศ แต่ก็มีเหตุการณ์รุนแรงและความโหดร้ายเกิดขึ้นไม่น้อย โดยเฉพาะในช่วงแรก และในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งไม่ได้สิ้นสุดลงเพียงแค่การปะทะกันทางทหารระยะสั้น ๆ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการยึดครองซึ่งกินเวลานานกว่า 3 ปี ซึ่งเต็มไปด้วยความโหดร้ายและการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ตัดสินใจทำสนธิสัญญาทางทหารกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา แต่ทหารญี่ปุ่นได้ก่อเหตุร้ายแรงหลายประการ สรุปได้ดังนี้

1.  การสู้รบอย่างโหดรู้ในช่วงการยกพลขึ้นบก (8 ธันวาคม 2484) กองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกหลายจุด

เช่น ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ทหารญี่ปุ่นปะทะกับทหารและตำรวจไทย เช่นที่ กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีการสู้รบหนักจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พลเรือนบางส่วนก็ได้รับผลกระทบจากการยิงปะทะและความโกลาหล แม้การสู้รบจะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว แต่ในหลายพื้นที่ก็เกิดการปะทะอย่างรุนแรง

- ทหารและตำรวจไทยได้ต่อสู้ต้านทานอย่างเต็มที่และเต็มกำลัง  ตามเอกสารของรัฐบาล

สหรัฐฯ ระบุว่า ณ จุดสำคัญ ๆ เช่น สงขลา ตำรวจได้ต่อสู้ขัดขวางการยกพลขึ้นบกของญี่ปุ่นอย่างหนักหน่วง จนเกิดการสูญเสียทั้งสองฝ่าย

- การสูญเสียของผู้กล้าที่ปัตตานี ขุนอิงคยุทธบริรักษ์ ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 42 ของไทย

ถูกสังหาร ในขณะที่นำกำลังพลต่อสู้กับทหารญี่ปุ่นอย่างกล้าหาญ

- การต่อต้านที่กองบิน 5 ประจวบคีรีขันธ์ กำลังพลของกองทัพอากาศไทยสามารถต่อต้านการ

ล้อมของทหารญี่ปุ่นได้อย่างทรหด จนกระทั่งได้รับคำสั่งให้หยุดยิงในเวลาเที่ยงวันของวันที่ 9 ธันวาคม

- วีรกรรมที่สะพานท่านางสังข์ ชุมพร เมื่อกองทัพญี่ปุ่นพยายามเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตัวเมือง

ชุมพร ยุวชน ทหารจากโรงเรียนศรียาภัย (นำโดย ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหมวด และเสียชีวิตในที่รบ พร้อมด้วยยุวชนทหารอีกจำนวนหนึ่ง) ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมอายุประมาณ 15-18 ปี ได้รวมกำลังกับทหารประจำการและตำรวจ เผชิญหน้ากับกองทัพญี่ปุ่นที่มีกำลังพลและอาวุธเหนือกว่ามาก กำลังยุวชนทหารใช้ปืนเล็กยาวยิงต่อสู้อย่างสุดกำลังท่ามกลางฝนที่ตกหนัก และสามารถต้านทานการรุกคืบของญี่ปุ่นไว้ได้นานหลายชั่วโมง จนกระทั่งมีคำสั่งหยุดยิงจากส่วนกลางมาถึง

2.  การใช้อำนาจบังคับและการยึดทรัพยากร หลังจากรัฐบาลไทยยอมให้กองทัพญี่ปุ่นผ่าน ญี่ปุ่นก็ได้ใช้

อำนาจควบคุมพื้นที่บางส่วน มีการยึดเสบียง อาหาร และทรัพย์สินจากชาวบ้าน บางพื้นที่ทหารญี่ปุ่นใช้อำนาจข่มขู่หรือทำร้ายประชาชน ,uการปล้นทรัพย์สินและการดูหมิ่นสถาบันฯ นอกเหนือจากความรุนแรงต่อชีวิตและร่างกายแล้ว การยึดครองยังสร้างความอัปยศอดสูด้วยการเข้ายึดครองสถานที่สำคัญ ๆ ของชาติ ไม่ว่าจะเป็น โรงเรียน วัด หรือบ้านเรือนราษฎร อาคารและสถานที่สำคัญต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นที่ตั้ง เช่น สนามกีฬาแห่งชาติ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (ใช้เป็นค่ายทหาร), โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย (โรงเรียนหญิงล้วนของอเมริกัน) รวมถึงบ้านพักส่วนตัวของชาวต่างชาติและชาวไทย แม้กระทั่งพระราชวังไกลกังวล อำเภอหัวหิน ก็เกือบถูกทหารญี่ปุ่นเข้ายึดครอง

3.  การสร้าง "ทางรถไฟสายมรณะ" (1942-1943) เป็นอาชญากรรมสงครามที่โหดร้ายที่สุดของญี่ปุ่นใน

ภูมิภาคนี้ โดยแรงงานชาวไทยจำนวนมากถูกเกณฑ์แรงงาน หรือถูกหลอกลวงให้ไปทำงานก่อสร้างทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างไทยกับพม่า โดยต้องทำงานหนักท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่เลวร้าย ขาดแคลนทั้งอาหารยารักษาโรค และการลงโทษรุนแรง มีหลักฐานทางวิชาการที่ระบุว่า แรงงานพลเรือนชาวเอเชีย (ซึ่งรวมถึงชาวไทย พม่า มาเลย์ และชวา) เสียชีวิตระหว่าง 75,000 ถึง 250,000 คน โดยทุก ๆ 1 กิโลเมตรของรางรถไฟ จะมีหยาดเหงื่อและชีวิตของแรงงานเหล่านี้เป็นเดิมพัน

4.  การข่มขืนและการบังคับเป็น "นางบำเรอ" (ตลอดช่วงการยึดครอง) เมื่อกองทัพญี่ปุ่นตั้งหลักปักฐาน

ได้ อาชญากรรมทางเพศก็เกิดขึ้นอย่างเป็นระบบ โดยมีหลักฐานยืนยันชัดเจน

- มีรายงานการข่มขืนทั้งต่อแรงงานหญิงและเด็กหญิงชาวไทยบริเวณแนวเส้นทางรถไฟสาย

มรณะ พื้นที่ใกล้เคียงกับค่ายทหารญี่ปุ่นอยู่บ่อยครั้ง มีผู้รอดชีวิตรายหนึ่งเล่าว่า ได้เห็นเด็กสาววัยรุ่นถูกทารุณกรรมทางเพศจนเสียชีวิต

- ระบบ "นางบำเรอ" นอกเหนือจากเหยื่อจากชาติอื่น ๆ แล้ว กองทัพญี่ปุ่นยังได้จัดตั้งระบบ

นางบำเรอในประเทศไทยด้วย โดยมีรายงานว่า มีหญิงไทยถูกเกณฑ์จากกรุงเทพฯ และพื้นที่อื่นๆ ไปยังค่ายทหารญี่ปุ่นที่จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อถูกข่มขืนเป็นประจำทุกคืน มีหลักฐานด้วยว่า มีชายไทยบางคนทำหน้าที่เป็นแมวมองหาหญิงสวาวให้กับกองทัพญี่ปุ่น

5.  การกดขี่ทางเศรษฐกิจและเสรีภาพ บรรยากาศหวาดกลัว ประชาชนคนไทยอยู่ภายใต้การควบคุมของ

ทหารญี่ปุ่น มีข่าวการทำร้าย ข่มขืน และการลงโทษโดยพลการในหลายพื้นที่ (แม้ไม่ได้เกิดทั่วประเทศ แต่ก็มีบันทึกไว้) มีการบังคับซื้อเสบียงอาหารในราคาถูก หรือยึดไปเฉย ๆ จนเกิดสภาวะข้าวยากหมากแพง และขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนมาก ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ โดยญี่ปุ่นพิมพ์ธนบัตรเพื่อใช้เองในประเทศไทย อีกทั้ง สารวัตรทหารญี่ปุ่น (เคมเปไต) มีอำนาจในการจับกุมและสอบสวนคนไทยที่ต้องสงสัยว่า เป็นจารชน หรือให้ความช่วยเหลือฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งมักมีการซ้อมทรมานระหว่างการสอบสวนเพื่อเค้นความลับ

แม้ว่า รัฐบาลไทยภายใต้จอมพล ป. จะเลือกเป็น "พันธมิตร" เพื่อรักษาอำนาจรัฐเอาไว้ แต่ประชาชนชาวไทยกลับต้องเผชิญกับความทารุณโหดร้ายจากการยึดครองทางทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้แตกต่างจากชาติอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลย ทั้งนี้ยังไม่รวมความสียหายอันมากมายมหาศาลจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร (สหรัฐฯ และอังกฤษ) ที่ทิ้งระเบิดในประเทศไทย ซึ่งทำลายทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก และชีวิตประชาชนคนไทยอีกหลายพันคน

กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นยอมรับว่า ได้ก่อ "ความเสียหายและความทุกข์ทรมานอย่างใหญ่หลวง" และในปี 2002 ศาลญี่ปุ่นตัดสินยอมรับว่า กองทัพญี่ปุ่นใช้สงครามเชื้อโรคและสังหารพลเรือนจีนหลายพันคน แต่คนญี่ปุ่นส่วนหนึ่งน รวมถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ปฏิเสธหรือลดความสำคัญของ

เหตุการณ์ โดย นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหลายคนได้เยี่ยมสักการะศาลเจ้ายาสุกุนิ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตในการรับใช้ญี่ปุ่น ตั้งแต่สงครามโบชินในปี 1868-1869 ไปจนถึงสงครามจีน-ญี่ปุ่นสองครั้ง ในปี 1894-1895 และ 1937-1945 ตามลำดับ โดยมีอัฐิของอาชญากรสงครามญี่ปุ่นระดับ A อยู่ด้วย ยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งกับประเทศคู่ขัดแย้งจนทุกวันนี้ อีกทั้ง หนังสือเรียนประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นกล่าวถึงอาชญากรรมสงครามเพียงเล็กน้อย หลักสูตรการเรียนการสอนของญี่ปุ่น แม้จะครอบคลุมเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ มักจะเน้นไปที่ความทุกข์ทรมานของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ .oขณะที่หลายประเทศในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มรดกของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงก่อนและระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไม่ใช่ “เรื่องราวที่ไม่เคยถูกเล่าขาน” เลย มันถูกจดจำอย่างลึกซึ้ง ถูกสอน และมักยังคงมีความอ่อนไหวทางอารมณ์และการเมืองอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงค

ย้อนปฏิบัติการ Earnest Will ฮอร์มุซเดือดมาแล้ว 40 ปี สงครามลืมเลือนที่สหรัฐฯ เปิดเกมปะทะอิหร่านกลางฮอร์มุซ กับปฏิบัติการคุ้มกันน้ำมันครั้งใหญ่สุดหลัง

Earnest Will ปฏิบัติการเปิดช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐฯ เมื่อ 40 ปีก่อน

แต่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สหรัฐฯ ปะทะกับอิหร่าน เพราะเคยมีสงครามที่คนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้ว ในปี 1987 และ 1988 ซึ่งเป็นช่วงปีสุดท้ายของสงครามอิรัก-อิหร่าน สหรัฐอเมริกาได้เริ่มปฏิบัติการ Operation Earnest Will ซึ่งเป็นภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย โดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการนี้กลายเป็นปฏิบัติการคุ้มกันขบวนเรือที่ใหญ่ที่สุดที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ดำเนินการนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 และเกิดขึ้นจากมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 (United Nations Security Council Resolution 598) ซึ่งได้รับการอนุมัติเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1987

มติที่ 598 กองกำลังอิหร่านถอนตัวออกจากดินแดนอิรัก และในทางกลับกันกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UNIIMOG) ได้เข้ามาประจำการในพื้นที่ โดยประจำอยู่ตามแนวชายแดนอิหร่าน-อิรักจนถึงปี 1991 อย่างไรก็ตาม ยังคงมีกองกำลังอิรักบางส่วนยังคงอยู่ในดินแดนอิหร่าน และได้เคลื่อนออกไปในคืนก่อนที่อิรักจะบุกคูเวต

มติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ 598 (UN Security Council Resolution 598) ถือเป็นหนึ่งในข้อมติที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์การทูตและการเมืองระหว่างประเทศ เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของการยุติ สงครามอิรัก-อิหร่าน ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนานและนองเลือดที่สุดครั้งหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ข้อมตินี้ได้รับการลงมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 1987 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1987 กำหนดวันหยุดยิงไว้ที่เวลา 3 นาฬิกาของวันที่ 20 สิงหาคม โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
1. สาระสำคัญของข้อมติ ข้อมติ 598 ไม่ได้เป็นเพียงการขอให้หยุดยิงชั่วคราว แต่เป็นการวางโครงสร้าง
เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน โดยระบุข้อกำหนดหลักไว้ดังนี้:
- การหยุดยิงทันที เรียกร้องให้ทั้งอิรักและอิหร่านยุติการสู้รบทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ
- การถอนกำลัง ให้ทั้งสองฝ่ายถอนทหารกลับไปยังพรมแดนระหว่างประเทศที่ได้รับการยอมรับสากล
โดยไม่ชักช้า
- การแลกเปลี่ยนเชลยศึก เรียกร้องให้มีการปล่อยตัวและส่งกลับเชลยศึกทันทีหลังจากการสู้รบสิ้นสุดลง
- การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน ให้เลขาธิการสหประชาชาติจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นกลางเพื่อ
ตรวจสอบว่า "ใครเป็นผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง" (ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องหลักของฝั่งอิหร่าน)
- การฟื้นฟูและการรักษาความมั่นคง มุ่งเน้นการฟื้นฟูประเทศหลังสงครามด้วยความช่วยเหลือจาก
นานาชาติ และการสร้างเสถียรภาพในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย

2. บริบทและท่าทีของทั้งสองประเทศ ในตอนที่ข้อมตินี้ถูกประกาศออกมา ท่าทีของทั้งสองฝ่ายมีควา
แตกต่างกันอย่างชัดเจน:
- อิรัก ยอมรับข้อมตินี้เกือบจะทันที เนื่องจากในขณะนั้นอิรักกำลังเผชิญกับภาวะล่มจมทางเศรษฐกิจ
และต้องการยุติสงครามที่ยืดเยื้อ
- อิหร่าน ในช่วงแรกอิหร่านปฏิเสธที่จะยอมรับ โดยมองว่าข้อมตินี้ไม่ได้ประณามอิรักในฐานะผู้รุกราน
อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หลังจากสถานการณ์ทางทหารเริ่มเสียเปรียบและแรงกดดันจากนานาชาติเพิ่มสูงขึ้น อายะตุลลอฮ์ โคมัยนี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน จึงได้ตัดสินใจยอมรับข้อมตินี้ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 โดยท่านได้เปรียบเทียบการตัดสินใจครั้งนี้ว่า "เหมือนกับการดื่มยาพิษ"

3. ผลลัพธ์และมรดกของข้อมติ การหยุดยิงอย่างเป็นทางการ: เกิดขึ้นในวันที่ 20 สิงหาคม 1987
- สหประชาชาติได้ส่งคณะผู้สังเกตการณ์ทางทหาร (United Nations Iran-Iraq Military
Observer Group: UNIIMOG) เข้าไปควบคุมดูแลการหยุดยิงและการถอนทหาร
- บรรทัดฐานระหว่างประเทศ: ข้อมตินี้ถูกยกย่องว่า เป็นตัวอย่างของการใช้อำนาจตาม บทที่ 7
(Chapter VII) ของกฎบัตรสหประชาชาติ เพื่อบังคับใช้สันติภาพในกรณีที่เกิดการคุกคามต่อความมั่นคงของโลก
และแม้ว่า สงครามจะยุติลงในปี 1987 แต่การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบและการจัดการเรื่องพรมแดน (โดยเฉพาะร่องน้ำชัฏฏุลอะร็อบ) ยังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงกลางทศวรรษ 1980 สงครามอิหร่าน-อิรักได้ลุกลามเข้าไปในอ่าวเปอร์เซีย โดยแต่ละฝ่ายโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและเรือบรรทุกสินค้าของอีกฝ่ายด้วยหวังทำลายเศรษฐกิจของอีกฝ่าย สงครามครั้งนี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า “สงครามเรือบรรทุกน้ำมัน” เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นและยังคงเป็นหนึ่งในเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์มากที่สุดในโลก เมื่ออิหร่านเริ่มโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของคูเวต คูเวตจึงต้องไปขอความคุ้มครองจากวอชิงตัน รัฐบาลเรแกนตอบโต้ด้วยวิธีการที่สร้างความขัดแย้งในเชิงสร้างสรรค์ นั่นก็คือ การเปลี่ยนธงของเรือบรรทุกน้ำมันจากธงคูเวตเป็นธงสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถเดินเรือได้อย่างถูกกฎหมายภายใต้การคุ้มครองของกองทัพเรือสหรัฐฯ จากนั้นเรือรบของอเมริกาได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันเหล่านั้นผ่านน่านน้ำที่อันตรายที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

ในภารกิจคุ้มกันครั้งแรกในเดือนกรกฎาคม ปี 1987 เรือบรรทุกน้ำมันที่เปลี่ยนธงชาติแล้วลำหนึ่งได้ชนกับทุ่นระเบิดของอิหร่านในอ่าวเปอร์เซีย แต่ขบวนเรือยังคงเดินทางต่อไป เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เห็นชัดเจนว่า สหรัฐอเมริกาได้เข้าสู่สงครามทางทะเลที่ไม่ประกาศกับอิหร่านแล้ว ตลอดระยะเวลา 14 เดือนต่อมา เรือรบของสหรัฐฯ หลายสิบลำได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาในภูมิภาคนี้ เพื่อคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันและปกป้องเส้นทางเดินเรือ กองกำลังสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินการปฏิบัติการพิเศษเพื่อไล่ล่าเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านในเวลากลางคืน และโจมตีที่ตั้งทางทหารและเรือรบของอิหร่านด้วย

ภารกิจนี้ไม่ใช่ภารกิจเล็ก ๆ เพราะต้องใช้เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ ถึง 30 ลำในคราวเดียว และเมื่อวันที่ 14 เมษายน ปี 1988 เรือรบ USS Samuel B. Roberts ชนเข้ากับทุ่นระเบิดของอิหร่านห่างจาก บาห์เรนไปทางตะวันออก 65 ไมล์ (105 กม.) ทำให้ตัวเรือเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ ลูกเรือได้รับบาดเจ็บ 10 นาย สหรัฐฯ จึงตอบโต้ด้วยปฏิบัติการ Praying Mantis ซึ่งเป็นความพยายามที่จะทำลายเรือและแท่นขุดเจาะน้ำมันของอิหร่าน โดยโจมตีเรือเร็ว Joshan ของอิหร่าน เรือฟริเกต Sabalan และ Sahand และฐานทัพของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติในแหล่งน้ำมัน Sirri และ Sassan หลังจากเรือรบสหรัฐฯ ระดมยิง ฐานทัพ Sirriซึ่ งตั้งอยู่บนแท่นขุดเจาะน้ำมัน และจุดไฟเผา เฮลิคอปเตอร์ UH-60 พร้อมด้วยหน่วย SEAL ได้บินไปยังแท่นขุดเจาะ แต่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้เนื่องจากเปลวไฟที่โหมกระหน่ำ มีการระเบิดตามมาทำลายแท่นขุดเจาะในเวลาต่อมา

หลังจากนั้น การโจมตีเรือที่เป็นกลางของอิหร่านก็ลดลงอย่างมาก ในวันที่ 3 กรกฎาคม 1988 เรือ USS Vincennes เข้าใจผิดคิดว่าเที่ยวบิน Iran Air 655 เป็นเครื่องบินขับไล่แบบ F-14 ของอิหร่าน จึงยิงเครื่องบินลำนั้นตกเหนือช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือทั้งหมด 290 คนบนเครื่องบินแอร์บัส A300B2 เสียชีวิต รวมถึงเด็กและทารก 65 คน ผลกระทบสองประการของปฏิบัติการ Praying Mantis และการยิงเครื่องบิน Iran Air 655 ตก ช่วยโน้มน้าวให้อิหร่านตกลงหยุดยิงในวันที่ 18 กรกฎาคม 1988 และยุติการสู้รบอย่างถาวรในวันที่ 20 สิงหาคม 1988 อันเป็นการสิ้นสุดสงครามแปดปีกับอิรัก และวันที่ 26 กันยายน 1988 เรือรบ USS Vandegrift ได้คุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันลำสุดท้ายของปฏิบัติการไปยังคูเวต จากนั้นหน่วย SEALs เรือลาดตระเวน และเฮลิคอปเตอร์ที่เหลือก็เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา

แม้ว่า Operation Earnest Will จะเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ แต่ปฏิบัติการนี้ก็ไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เช่นเดียวกับความขัดแย้งในลักษณะเดียวกันอื่น ๆ ทั่วโลก ปฏิบัติการนี้ถูกบดบังด้วยเงาของสงครามเย็นในขณะนั้น และไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้กำลังทหารภาคพื้นดิน ถึงกระนั้น นี่ก็เป็นสงครามครั้งแรกของสหรัฐฯ กับอิหร่าน และก่อให้เกิดประเด็นและความขัดแย้งที่ยังคงส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบัน รวมถึงความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ด้วยความละเอียดอ่อนของการปฏิบัติการทางทหารในภูมิภาคที่สงครามทวีความรุนแรงและขยายตัว และความจำเป็นในการประเมินสมดุลระหว่างการทูตและการทหารอย่างรอบคอบ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ถอดรหัส BRN !! เครือข่ายความรุนแรงชายแดนใต้ กับเป้าหมายเฉือนแผ่นดินไทย เกมแบ่งแยกปลายด้ามขวาน เขย่าความมั่นคงไทยไม่สิ้นสุด

BRN ขบวนการเฉือนแผ่นดินปลายด้ามขวานทอง
ร่วมผลักดันความเถื่อนโดยพรรคล้มล้างสถาบัน  

นับได้เกิน ๖๐ ปีแล้วในวันนี้ ที่ “แนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติมลายูปัตตานี" หรือ “BRN” ก่อกำเนิดขึ้นมา และได้แทรกซึมอาศัยอยู่ปลายด้ามขวานทองมาช้านาน เป็นขบวนการที่ใช้ “แนวคิดทางศาสนา” ควบคู่กับ “ชาตินิยมมลายู” วางกับดักเอาไว้เพื่อล่อแนวร่วม ปัจจุบันถือเป็นกลุ่มที่มีอิทธิพล และมีโครงสร้างของการจัดตั้งเข้มแข็งที่สุดในบรรดากลุ่มผู้ก่อความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้

ยังมีกองกำลังติดอาวุธที่รู้จักกันในชื่อ "RKK" หรือหน่วยรบขนาดกะทัดรัด ที่เคลื่อนไหวเร็วในท้องถิ่น
เจตนาของ “BRN” ไม่ใช่แค่สร้างความวุ่นวาย แต่มีเป้าหมายทางการเมืองที่ชัดเจนนั่นคือการแบ่งแยกตัวออกเป็นเอกราช ต้องการสถาปนา "รัฐปัตตานี" หวังให้เป็นรัฐอิสระที่จะ “ปกครองตนเอง” มีพฤติกรรมไม่ยอมรับกฎหมายและอำนาจการปกครองของรัฐไทย

ยุทธศาสตร์ของ “BRN” มักใช้การต่อสู้แบบ “สงครามกองโจร" และการทำ "สงครามจิตวิทยา" โดยใช้ความรุนแรง เช่น การลอบวางระเบิด การซุ่มโจมตีเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแสดงให้เห็นว่ารัฐไทยไม่สามารถควบคุมจัดการได้ ยังมีการจัดตั้งมวลชนแทรกซึมเข้าไปในโรงเรียนตาดีกา ปอเนาะ หรือชุมชน เพื่อสร้างแนวร่วมรุ่นใหม่เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน สร้างสถานการณ์ให้เกิดความหวาดระแวงระหว่างชาวไทยพุทธ และชาวไทยมุสลิม เพื่อทำลายความสามัคคีในท้องถิ่น ส่วนนี้จะมีแนวทางคล้าย “พรรคส้มหลอกเด็กสามกีบ” ให้ไม่เคารพพ่อ แม่ และครูอาจารย์

วาทกรรมปลอม ๆ ที่ “BRN” ใช้ปลุกระดมก็คือ “ไทยยึดครองปัตตานีจากมาเลเซีย” คำกล่าวนี้คือประวัติศาสตร์เท็จ หรือ “มลายูต้องอยู่ประเทศมาเลเซีย” ที่เรามักได้ยิน ก็เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความจริง ที่จริงของจริงคือ “ชาติพันธุ์มลายู” อยู่ประเทศไทยก็ได้ และสามารถสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยได้โดยไม่จำเป็นต้อง “แบ่งแยกแผ่นดิน” ออกจากประเทศไทย

แนวคิดขายฝันหลอกผู้คน โดยเอา “รัฐปัตตานี” มาล่อ ถือเป็นการ “แยกปลาออกจากน้ำ” เพื่อปลุกระดมหาแนวร่วมอ่อนต่อโลก ไม่ต่างจากนโยบาบของ “พรรคล้มสถาบัน” ที่หลอกคนรุ่นใหม่ว่าสถาบันกษัตริย์เป็นอันตรายต่อประชาชน ต้องล้มล้างทำลายสถานเดียวประเทศไทยถึงเจริญ 
“BRN” กับ “พรรคสามกีบ” จึงแยกกันไม่ออก ต่างมีแนวคิด และนโยบายที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติไม่ต่างกัน

องค์การก่อการร้าย ตัว Top คือ NGO และ NED ที่มีสหรัฐ และยุโรป หนุนหลัง ที่มีเศรษฐี การเงิน จอร์จ โซรอส และ ตระกูลรอธส์ไชลด์ (ยิว) อยู่เบื้องหลัง
 
เจ้าของเงินทำลายประเทศ อื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทย ในรูปพรรคการเมือง ที่มี BRN ฝังตัวอยู่ในพรรคสารส้มรวมถึงเพื่อนบ้านที่ให้การสนับสนุนก่อการร้ายตามชายแดน

โดย แจ็ค รัสเซล

บอร์ดเกมหรือเครื่องมือปลูกฝัง? ถอดรหัสบอร์ดเกมประวัติศาสตร์ในพื้นที่เปราะบาง เมื่อประวัติศาสตร์ถูกบิดเป็นเกม ปลุกภาพจำแบ่งแยกในใจเด็กชายแดนใต้ สื่อการสอนชวนสงสัย ประวัติศาสตร์ถูกตีความ

บอร์ดเกมล้างสมอง? เมื่อประวัติศาสตร์ถูกใช้สร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ในเด็กชายแดนใต้

ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้สิ่งที่สังคมควรจับตาอาจไม่ใช่แค่โรงเรียนปอเนาะหรือครูบางคนที่มีแนวคิดสุดโต่งเท่านั้น แต่รวมถึง “สื่อการสอน” ที่ถูกส่งต่อให้เด็กและเยาวชนด้วย เพราะสื่อบางชิ้นไม่ได้พาเด็กให้เข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน หากกลับเลือกหยิบอดีตบางช่วงมาเล่าใหม่ ตัดบริบทสำคัญออก แล้วค่อย ๆ สร้างภาพจำทางการเมืองให้ฝังในใจเด็ก โดยเฉพาะเมื่อมันถูกทำให้อยู่ในรูปแบบบอร์ดเกมหรือกิจกรรมที่ดูสนุกและสร้างสรรค์ เนื้อหาที่หนักและอ่อนไหวก็ยิ่งถูกส่งผ่านได้ง่ายขึ้น

“Patani Colonial Territory” คือบอร์ดเกมการ์ดที่ให้ผู้เล่นหยิบการ์ดเหตุการณ์มาเรียงเป็นไทม์ไลน์ประวัติศาสตร์ ภายใต้กรอบเรื่องเล่าเกี่ยวกับการ “ยึดครองปาตานี” โดยปัญหาของเกมนี้ไม่ได้อยู่แค่ว่าการ์ดบางใบจริงหรือเท็จ แต่คือการนำข้อมูลจริงบางส่วน ข้อมูลตัดตอน และข้อมูลที่ใส่ความหมายเกินจริง มาเรียงใหม่ภายใต้กรอบเดียวกัน จนประวัติศาสตร์ถูกเปลี่ยนจาก “ความรู้” ให้กลายเป็น “เครื่องมือสร้างอัตลักษณ์ทางการเมือง” ผู้เล่นไม่ได้ถูกพาให้เข้าใจความซับซ้อนของอดีต แต่ถูกพาให้รู้สึกว่ามีฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าของแผ่นดินเดิม เป็นผู้ถูกกระทำ และอีกฝ่ายเป็นผู้รุกรานอยู่ตลอดเวลา

ตัวอย่างความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในบอร์ดเกมนี้ คือการนำข้อมูลคนละเหตุการณ์มาปะติดปะต่อจนกลายเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น การ์ดที่อ้างว่า “เชลยศึกปัตตานีถูกบังคับให้ขุดคลองแสนแสบในปี 1840” ซึ่งในทางประวัติศาสตร์จริง ในสมัยรัชกาลที่ 3 นั้น การขุดคลองแสนแสบใช้แรงงานชาวจีนที่รัฐว่าจ้างเป็นหลัก ขณะที่ผู้คนจากปัตตานีและหัวเมืองมลายูถูกกวาดต้อนเข้ามาในอีกช่วงหนึ่ง และถูกจัดให้อยู่ตั้งถิ่นฐาน ทำกิน และสร้างชุมชนตามแนวคลองภายหลัง ไม่ใช่แรงงานหลักในการขุด การนำสองบทบาทที่ต่างกันนี้มารวมกัน จึงทำให้เกิดภาพจำใหม่ที่คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง และเป็นตัวอย่างของการ “สร้างความเข้าใจผิดผ่านการเรียบเรียงข้อมูล” มากกว่าจะเป็นการโกหกแบบตรง ๆ

หัวใจของปัญหาในการ์ดเกมนี้ไม่ใช่แค่ข้อมูลผิด แต่คือการสร้าง “อัตลักษณ์ปลอม” ผ่านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการทำให้เด็กเชื่อว่ามี “ปาตานี” ในฐานะรัฐเอกราชที่เคยมีอยู่จริงและถูกรัฐไทยยึดครอง ทั้งที่ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของพื้นที่นี้อยู่ในความสัมพันธ์แบบรัฐบรรณาการและหัวเมือง ไม่ใช่รัฐชาติสมัยใหม่อย่างที่เกมพยายามทำให้เข้าใจ คำอย่าง “ถูกรุกราน” “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “ประกาศอิสรภาพปาตานี” จึงไม่ใช่คำกลางทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นภาษาที่ตั้งต้นจากสมมติฐานทางการเมืองชัดเจน

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าในอดีตเคยมีความขัดแย้งหรือไม่ เพราะแน่นอนว่าประวัติศาสตร์ย่อมมีการปะทะและการต่อรองอำนาจอยู่แล้ว แต่เมื่อเหตุการณ์เหล่านั้นถูกหยิบมาใส่ในเกม พร้อมคำอธิบายที่ชี้นำไปทาง “ปลดแอก” หรือ “กู้เอกราช” ความหมายของประวัติศาสตร์ก็เปลี่ยนไปทันที เด็กจะไม่ได้เห็นบริบทของโครงสร้างอำนาจในอดีต ไม่ได้เห็นความสัมพันธ์แบบเมืองขึ้น เมืองบรรณาการ หรือพลวัตการเมืองในแต่ละยุค หากกลับถูกพาให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า มี “พวกเรา” ที่ถูกกระทำ และมี “พวกเขา” ที่เป็นศัตรู

ยิ่งน่าห่วงเมื่อสื่อแบบนี้อยู่ในมือเด็ก เพราะเด็กไม่ได้อ่านการ์ดแบบนักวิชาการ เด็กไม่แยกออกทันทีว่าอะไรคือข้อเท็จจริง อะไรคือการตีความ และอะไรคือการจัดฉากทางอารมณ์ เด็กรับสารผ่านความรู้สึกก่อนเหตุผลเสมอ และเมื่อเรื่องเล่าถูกทำให้เป็น “เกม” เด็กก็ไม่ได้แค่อ่าน แต่กำลังเล่นและมีส่วนร่วมกับมันโดยตรง นั่นทำให้สื่อประเภทนี้ทรงพลังกว่าสื่อทั่วไป

ที่น่ากังวลกว่านั้นคือ บางการ์ดไม่ได้หยุดอยู่แค่การเล่าความขัดแย้งในอดีต แต่แตะไปถึงความรุนแรงโดยตรง เช่น เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ"กลุ่มติดอาวุธและการสังหารเจ้าหน้าที่ไทย " คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือเนื้อหาแบบนี้เหมาะหรือไม่ที่จะถูกส่งต่อในรูปแบบบอร์ดเกมให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี โดยเฉพาะช่วงวัย 7–15 ปี เพราะเรื่องเช่นนี้เกี่ยวข้องกับความตาย ความขัดแย้ง และความชอบธรรมของการใช้ความรุนแรง ซึ่งหากไม่มีการอธิบายอย่างรอบด้าน เด็กย่อมรับสารในเชิงอารมณ์ก่อนเสมอ

ตามหลักการศึกษา สื่อการสอนที่ดีต้องอธิบายให้ครบว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร มีเงื่อนไขอะไร มีผลกระทบอย่างไร และทำไมความรุนแรงจึงไม่ควรถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ แต่หากเป็นเพียงเกมที่ให้เด็กหยิบการ์ด อ่านข้อความสั้น ๆ แล้วจดจำคำอย่าง “กู้อิสรภาพ” “ต่อต้านสยาม” หรือ “สังหารเจ้าหน้าที่ไทย” โดยไม่มีบริบท ไม่มีการอภิปราย และไม่มีมุมมองหลายด้านประกอบ นั่นไม่ใช่การเรียนรู้ที่สมบูรณ์ แต่เป็นการส่งต่อข้อมูลดิบที่มีอารมณ์นำเหตุผล

ในมุมนี้ การที่มีบุคคลสาธารณะอย่าง รอมฎอน ปันจอร์ ส.ส. พรรคประชาชน เข้ามามีบทบาทนำเกมลักษณะนี้เข้าสู่สังคมมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะผู้ทำงานการเมืองย่อมควรรู้ดีว่าพื้นที่นี้มีความเปราะบางสูง และเรื่องประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ และความทรงจำร่วม เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อยังมีการนำสื่อที่ใช้ข้อมูลตัดตอน ภาษาชี้นำ และเสี่ยงต่อการสร้างความเข้าใจผิดเรื่อง “รัฐปาตานี” หรือ “การกอบกู้อิสรภาพ” เข้าไปอยู่ในกิจกรรมกับเยาวชน สังคมจึงมีสิทธิ์ตั้งคำถามได้เต็มที่ว่าเหมาะสมหรือไม่ และได้คิดถึงผลกระทบระยะยาวต่อเด็กแล้วจริงหรือยัง

สิ่งที่ต้องเข้าใจให้ชัดคือ เส้นทางไปสู่ความสุดโต่งไม่ได้เริ่มจากอาวุธเสมอไป แต่มักเริ่มจาก “อัตลักษณ์” ก่อน เริ่มจากการทำให้เด็กรู้สึกว่าตนไม่ใช่ส่วนหนึ่งของรัฐ เริ่มจากการทำให้เชื่อว่าตนมีบาดแผลร่วมและมีภารกิจบางอย่างต้องสืบต่อ เมื่อเรื่องเล่าเช่นนี้ถูกส่งผ่านซ้ำ ๆ โดยไม่มีการเปิดพื้นที่ให้ตั้งคำถาม มันก็อาจค่อย ๆ ผลักเด็กออกห่างจากการอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้

ดังนั้น ปัญหาของบอร์ดเกมชุดนี้จึงไม่ใช่เพียง “ข้อมูลผิด” แต่คือมันกำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสร้างอัตลักษณ์แบ่งแยกในหมู่เยาวชนอย่างชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ไม่ควรถูกปล่อยให้เกิดขึ้นในระบบการศึกษา ไม่ว่าจะในโรงเรียนปอเนาะหรือพื้นที่เรียนรู้อื่นใดก็ตาม สื่อแบบนี้ไม่ควรถูกปล่อยให้แทรกซึมเข้าไปในกระบวนการเรียนรู้ของเด็กโดยไม่มีการตรวจสอบ

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานความมั่นคง และฝ่ายปกครองในพื้นที่ ต้องลงไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่าสื่อการสอนแบบใดกำลังถูกใช้กับเด็ก เนื้อหาแบบใดกำลังถูกส่งต่อในห้องเรียน และสิ่งนั้นเป็น “ความรู้” หรือกำลังเป็น “การปลูกฝังอัตลักษณ์แบ่งแยก” กันแน่ หากพบว่าสื่อดังกล่าวถูกใช้เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและบ่อนทำลายพื้นฐานของการอยู่ร่วมกัน ก็สมควรถูกนำออกจากพื้นที่การเรียนรู้อย่างชัดเจน

ท้ายที่สุด เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเมื่อ “อัตลักษณ์ปลอม” ถูกสร้างผ่านการศึกษา วันหนึ่งมันอาจเติบโตกลายเป็นความเข้าใจผิดที่หยั่งรากลึก และกลายเป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งรุ่นใหม่ได้

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

ฮุน มาเนต มาแปลก!! ผ่อนคลายความตึงไทย–กัมพูชา หันเจรจาทวิภาคีมากขึ้น ลดบทศาลโลก เปิดทางสันติวิธี ยังสงวนสิทธิยกระดับข้อพิพาท

ฮุน มาเนต เปลี่ยนหมากชายแดน ลดบทศาลโลก หันโต๊ะเจรจาไทย ทั้งที่ไทยยืนกรอบทวิภาคีมาตั้งแต่ต้น

วันที่ 16 เมษายน 2569 สถานการณ์ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชามีสัญญาณผ่อนคลายมากขึ้น หลังสมเด็จมหาบวรธิบดี ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปรับท่าทีสำคัญต่อแนวทางแก้ไขข้อพิพาทชายแดน โดยหันมาให้น้ำหนักกับการเจรจาแบบทวิภาคีกับไทย มากกว่าการเดินหน้าใช้กระบวนการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก

รายงานจาก Phnom Penh Post ระบุว่า การเปลี่ยนท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังการเดินทางกลับจากฝรั่งเศสในช่วงต้นเดือนเมษายน 2569 โดยผู้นำกัมพูชามองว่า การพูดคุยโดยตรงระหว่างสองประเทศเป็นแนวทางที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า เมื่อเทียบกับการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการศาลระหว่างประเทศ ซึ่งต้องใช้เวลานานและมีขั้นตอนซับซ้อน

ท่าทีใหม่นี้นับว่าใกล้เคียงกับจุดยืนของรัฐบาลไทยที่ยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่า ปัญหาชายแดนควรได้รับการแก้ไขผ่านกลไกทวิภาคีและการทูตโดยตรงระหว่างสองประเทศ มากกว่าการยกระดับข้อพิพาทไปยังเวทีระหว่างประเทศ จึงสะท้อนว่าทั้งสองฝ่ายเริ่มมีจุดร่วมทางนโยบายมากขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า

ฮุน มาเนต ระบุว่า หากช่องทางการเจรจาระหว่างไทยกับกัมพูชายังเปิดอยู่ ก็ควรใช้กลไกดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียด และลดโอกาสการเผชิญหน้าในพื้นที่อ่อนไหวตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นเปราะบางที่ยืดเยื้อมายาวนาน อย่างไรก็ตาม กัมพูชายังคงสงวนสิทธิที่จะนำข้อพิพาทเข้าสู่เวทีระหว่างประเทศ หากสถานการณ์บานปลายหรือเกิดเหตุรุนแรงขึ้นในอนาคต

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กัมพูชายังเปิดทางเลือกสำรองในการยกระดับประเด็นเข้าสู่การพิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ สะท้อนว่าแม้จะหันมาเน้นโต๊ะเจรจาเป็นหลัก แต่ก็ยังไม่ปิดประตูต่อการใช้กลไกระหว่างประเทศ หากเห็นว่าจำเป็น

การเปลี่ยนแนวทางครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นการ “พลิกเกม” ทางการทูตของกัมพูชา และอาจช่วยให้ความสัมพันธ์ไทย–กัมพูชาเริ่มคลี่คลายมากขึ้นในระยะสั้น แม้จนถึงขณะนี้จะยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการออกมา แต่ทิศทางต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการเจรจา และความสามารถของทั้งสองฝ่ายในการบริหารจัดการประเด็นอ่อนไหวเรื่องเขตแดนและทรัพยากร ซึ่งยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ที่มา : ปราชญ์ สามสี

เปิดตำนาน “นางสงกรานต์” ส่องความเหมือนที่แตกต่าง ของ “นางสงกรานต์” ในอุษาคเนย์ ตำนานร่วม ความเชื่อต่าง ในวันปีใหม่ เหมือนกันแค่ไหน ต่างกันอย่างไร

ความเหมือนที่แตกต่างของนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์

สวัสดีปีใหม่ท่านผู้อ่านทุกคนนะคะ​ขอบคุณที่ตามเอย่ามาตลอดและขอบคุณที่เป็นแฟนคลับของ​ THE STATES TIMES ​ กันมาอย่างเหนียวแน่นตลอดปีที่ผ่านมา​  ไหนๆวันนี้ก็เป็นวันปีใหม่ไทย​และแต่ละปี​ เราก็จะมีนางสงกรานต์ออกมาไม่ซ้ำกัน​เลย​ แต่เอาเป็นว่าเอย่าจะมากางความเชื่อเรื่องนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์มาให้ทราบกันดีกว่าว่าจะมีความเหมือนที่แตกต่างกันอย่างไร

เริ่มจากประเทศสายเคลมอย่างแสกมโบเดีย​เฮ้ย​กัมพูชา​เพื่อนบ้านสายเคลมของเรา​  ก็อย่างที่ทราบกันนะคะว่าเขาพยานามเปลี่ยนชื่อเทศกาล​ จอลชนัมทเมย​ซึ่งแปลว่าปีใหม่เป็นสงกรานต์​ แต่ถ้าไม่นับเรื่องเคลมแบบ​ ก๊อป-วาง แล้วละก็​ ฝั่งเขมรเขาก็มีนางสงกรานต์นะคะ​ แต่ชาวเขมรจะเรียกนางสงกรานต์​ แต่จะเรียกว่า​ เทวะตาชนัมทะเม็ย​ ซึ่งแปลว่า​เทพธิดา​ปีใหม่​นั่นเอง​ โดยเทพธิดาปีใหม่ของเขมรจะมี​ 7​องค์​เป็นบุตรีของพระพรหมแบบเดียซกับไทย​โดยแต่ละปี​จะเป็นใคร​  ทรงชุดแบบไหน​ถืออะไร​มาเมื่อไหร่จะมีการระบุชัดเจน​โดยการลงมาจะคำนวณในรูปแบบโหราศาสตร์เขมร​ที่จะต่างจากไทย​ โดยชาวเขมรจะมีการจัดโต๊ะสักการะบูชาต้อนรับ​ ซึ่งจะไม่ได้มุ่งเน้นเกี่ยวกับการทำนายเหมือนไทย​ แต่ในปีนี้เอย่าก็ไม่รู้นะว่าจะเหมือนไหม​เพราะเห็นว่าจะก๊อป-วางทุกเทศกาลจากไทยแล้ว

ส่วนในประเทศลาว​ นางสงกรานต์แทบจะเหมือนไทยเลย​ แต่ทางลาวไม่ได้ให้ความสำคัญกับนางสงกรานต์เท่าไร​ แต่ให้ความสำคัญเรื่องพิธีกรรมทางศาสนามากกว่า

ส่วนในพม่า​งานสงกรานต์พม่าหรือตะจ่านก็มีนางสงกรานต์เช่นเดียวกัน​  ตำนานนางตะจ่าน​จะกล่าวถึง​ธิดาของพรหม เหมือนกัน ซึ่งโยงกับตำนาน ท้าวกบิลพรหม เช่นเดียวกับไทย​ แต่ไม่ได้มีการกล่าวว่ามี​ 7​องค์แต่อย่างใด​ โดยบางตำนานกล่าวว่า​นางตะจ่านเป็นลูกของพรหมหลายองค์​ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การดูแลเศียรของพรหม​ ดังนั้นในพม่าจะเรียกนางตะจ่านว่า​ ​ติง-จาน มิน-ทะ-มี-มยา​ซึ่งแปลว่า​เจ้าหญิงตะจ่านนั่นเอง

ชาวพม่าในช่วงตะจ่านจะให้ความสพำคัญกับ​ เทพตะจะเมง หรือ​พระอินทร์​มากกว่า​ เพราะเป็นเทพที่ลงมายังโลกมนุษย์ในช่วงปีใหม่​เพื่อมาดูว่าใครทำดี​ทำชั่ว​ เหมือนเป็นผู้บันทึกกรม​นั่นทำให้ชาวพม่าส่วนใหญ่จะเข้าวัด ทำบุญในช่วงนี้มากเช่นเดียวกับวันสำคัญทางศาสนา

และนี่คือความเหมือนที่แตกต่างเกี่ยวกับนางสงกรานต์ในอุษาคเณย์ของเรา​สวัสดีปีใหม่ทุกคนคะ

ที่มา : AYA

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ คดีลอบปลงพระชนม์ซาเรวิชแห่งรัสเซีย บทวิเคราะห์เหตุสะเทือนราชวงศ์ เมื่อความหวาดกลัวการสูญเสียอำนาจปะทุ เป็นความรุนแรงในญี่ปุ่นยุคเปลี่ยนผ่าน

คลายปริศนาคดีลอบปลงพระชนม์ ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช

แห่งรัสเซีย : ใครอยู่ในเหตุการณ์ และอะไรคือความจริงของวันนั้น

ท่านรู้หรือไม่ว่า ก่อนที่ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย จะขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นั้น พระองค์เคยเกือบสิ้นพระชนม์จากเหตุลอบปลงพระชนม์ระหว่างเสด็จเยือนญี่ปุ่นในปี ค.ศ. 1891 เหตุการณ์ดังกล่าวมิใช่เพียงคดีอาญาธรรมดา หากยังเป็นหน้าต่างสำคัญที่เปิดให้เราเห็นการเมืองญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจ และแรงกดดันของรัฐสมัยใหม่ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเข้มข้น.

ในความเห็นของข้าพเจ้า หากเรามองคดีนี้เพียงว่าเป็นการที่ตำรวจญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ ทสุดะ ซันโซ ใช้อาวุธฟันรัชทายาทรัสเซีย เราอาจเข้าใจเพียงเปลือกของเหตุการณ์ แต่ยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมัน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่เมืองโอสึในวันนั้น สะท้อนให้เห็นว่าญี่ปุ่นกำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญของประวัติศาสตร์ คือรอยต่อระหว่างโลกเก่ากับโลกใหม่ ระหว่างระบอบศักดินากับรัฐสมัยใหม่ และระหว่างความทะเยอทะยานของชาติที่ต้องการยืนเคียงข้างมหาอำนาจ กับความหวาดกลัวลึก ๆ ว่าตนยังไม่แข็งแรงพอจะรับมือกับแรงกดดันจากภายนอก.

ข้อเท็จจริงที่มั่นคงที่สุดของคดีนี้ก็คือ นิโคลัสถูกโจมตีเพียงครั้งเดียวในญี่ปุ่น ระหว่างอยู่ในขบวนรถลากที่เมืองโอสึ  ผู้ลงมือคือทสุดะ ซันโซ ซึ่งเป็นตำรวจคุ้มกันญี่ปุ่น ส่วนผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์และมีบทบาทสำคัญ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จแห่งกรีซและเดนมาร์ก พระญาติของนิโคลัส ผู้ใช้ไม้เท้าเข้าขัดขวาง และคนลากรถญี่ปุ่นอีกสองคนที่เข้าช่วยจับกุมผู้ก่อเหตุไว้ได้ ดังนั้น หากถามว่าใครอยู่ในเหตุการณ์วันนั้น คำตอบก็คือมีทั้งผู้ถูกทำร้าย ผู้ลงมือ ผู้เข้าขวาง และผู้ช่วยยุติเหตุร้ายครบถ้วน มิใช่เรื่องลึกลับแบบนิทานประวัติศาสตร์แต่อย่างใด.

จากข้อมูลหาได้ทั่วไปเกี่ยวกับทัศนะของ ทสุดะ ซันโซ ได้ระบุว่า..."ตัวเขาไม่พอใจที่ซาเรวิชไม่ให้เกียรติราชวงศ์ญี่ปุ่น แทนที่จะไปถวายความเคารพจักรพรรดิเมจิก่อนแต่กลับเลือกออกมาเที่ยวเล่น ซ้ำยังแสดงท่าทีไม่เคารพต่อหลุมศพทหารญี่ปุ่นที่สละชีพเพื่อชาติ ซันโซมองว่าการกระทำของรัสเซีย เป็นการแสดงออกทางอ้อมว่าตัวเองเหนือกว่าญี่ปุ่น"

แต่สิ่งที่ทำให้คดีนี้น่าพิจารณาในเชิงวิชาการ มิใช่เพียงคำถามว่า “ใครทำ” หากคือคำถามว่า “เหตุใดเขาจึงทำ” และสำหรับข้าพเจ้า คำตอบนี้ไม่อาจอธิบายด้วยคำว่าอารมณ์ชั่ววูบหรือความบ้าคลั่งเพียงอย่างเดียว แม้จะมีข้อเสนอจากนักประวัติศาสตร์บางส่วนว่าทสุดะอาจมีความไม่มั่นคงทางจิตใจ หรือมีลักษณะหวาดระแวง แต่หากเราจะวิเคราะห์อย่างจริงจัง เราจำเป็นต้องวางเขาไว้ในบริบทของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สังคมทั้งสังคมกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง.

ญี่ปุ่นในเวลานั้นมิได้ “ซบเซา” ในความหมายของการหยุดนิ่ง หากกลับกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล ทว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เองที่สร้างความกดดันขึ้นในทุกระดับ รัฐกำลังพยายามรวมศูนย์อำนาจ ปรับกองทัพ ปรับระบบราชการ และวางตนให้เป็นชาติสมัยใหม่ที่คู่ควรแก่การยอมรับจากโลกตะวันตก แต่ในอีกด้านหนึ่ง กระบวนการเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าสถานะเดิมของตนถูกพรากไป โดยเฉพาะคนที่มีรากจากระเบียบแบบเก่า ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า ทสุดะ ซันโซ อาจมิใช่เพียงตำรวจธรรมดา หากเป็นหนึ่งในผลผลิตของความตึงเครียดจากการเปลี่ยนผ่านทางสังคมด้วย.

ยิ่งไปกว่านั้น ข้าพเจ้าเห็นว่า ญี่ปุ่นในห้วงเวลานั้นกำลังพัฒนาลัทธิชาตินิยมอย่างจริงจัง ไม่ใช่ในความหมายของความรักชาติแบบอารมณ์ลอย ๆ หากเป็นความรักชาติแบบการเมืองสมัยใหม่ ที่รัฐเป็นผู้จัดวางและผลิตซ้ำขึ้นผ่านกฎหมาย การศึกษา ระบบราชการ และอุดมการณ์สาธารณะ ภายหลังรัฐธรรมนูญเมจิ ค.ศ. 1889 และพระราชโองการว่าด้วยการศึกษา ค.ศ. 1890 ญี่ปุ่นยิ่งตอกย้ำให้ความจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิและรัฐกลายเป็นศูนย์กลางของศีลธรรมสาธารณะและการปลูกฝังพลเมืองรุ่นใหม่ กระบวนการนี้เกิดขึ้นภายใต้โลกที่ถูกครอบงำด้วยลัทธิล่าอาณานิคม ญี่ปุ่นจึงมิได้เพียงต้องการเอาตัวรอดจากมหาอำนาจตะวันตกเท่านั้น แต่ยังต้องการยกระดับตนเองให้ทัดเทียมมหาอำนาจเหล่านั้นด้วย

ด้วยเหตุนี้เอง ความรักชาติของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิจึงค่อย ๆ พัฒนาไปในทิศทางที่ผูกโยงกับรัฐสมัยใหม่ และจิตสำนึกว่าชาติจะอ่อนแอไม่ได้ ***จึงเปลี่ยนจากผู้ถูกล่าเป็นผู้ล่าอาณานิคมเสียเอง*** เพราะหากอ่อนแอ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของจักรวรรดินิยมเช่นเดียวกับประเทศอื่นในเอเชีย.

เมื่อมองให้กว้างขึ้นไปอีก คดีนี้ยังต้องอธิบายผ่านบริบทของการเมืองระหว่างประเทศ เพราะเวลานั้นรัสเซียคือมหาอำนาจใหญ่ที่กำลังแผ่อิทธิพลในเอเชียเหนือและตะวันออก ส่วนญี่ปุ่นยังอยู่ในช่วงที่กำลังเร่งสร้างภาพลักษณ์และอำนาจของตนในเวทีโลก กล่าวให้ตรงก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้โลกยอมรับว่าตนเป็นชาติศิวิไลซ์ มีสถาบัน มีระเบียบ และมีวุฒิภาวะพอจะยืนเคียงข้างมหาอำนาจตะวันตก แต่ในเวลาเดียวกัน ญี่ปุ่นก็หวาดกลัวว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ตนถูกดูแคลน ถูกกดดัน หรือแม้กระทั่งถูกใช้เป็นข้ออ้างทางการทูตและการทหารจากรัฐที่ทรงพลังกว่า.

เพราะฉะนั้น การเสด็จเยือนของซาเรวิช นิโคลัส จึงไม่ใช่เพียงการท่องเที่ยวหรือธรรมเนียมทางราชสำนักเท่านั้น หากเป็นเหตุการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ในสายตาของรัฐญี่ปุ่น พระองค์คือแขกผู้ทรงเกียรติที่ต้องได้รับการอารักขาอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ในสายตาของคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะคนที่หวาดระแวงการขยายตัวของรัสเซีย พระองค์อาจถูกมองเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจต่างชาติที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ญี่ปุ่นมากขึ้นทุกที ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า แรงจูงใจของทสุดะอาจไม่ใช่เพียงความรู้สึกส่วนตัวต่อบุคคล หากยังเป็นการปะทุออกมาของความกลัวเชิงรัฐและความหวาดระแวงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สะสมอยู่ในสังคม.

หลังเกิดเหตุ ปฏิกิริยาของญี่ปุ่นยิ่งทำให้ภาพนี้ชัดขึ้น จักรพรรดิเมจิทรงรีบเสด็จไปเยี่ยมด้วยพระองค์เอง รัฐบาลญี่ปุ่นเร่งแสดงความเสียใจและควบคุมสถานการณ์อย่างถึงที่สุด ประชาชนจำนวนมากส่งสารขออภัย เพราะทุกฝ่ายตระหนักตรงกันว่า คดีนี้มิได้กระทบเพียงตัวนิโคลัส หากกระทบต่อเกียรติภูมิของญี่ปุ่นทั้งชาติ เหตุใดจึงต้องรีบเยียวยาถึงเพียงนั้น คำตอบในความเห็นของข้าพเจ้าก็คือ ญี่ปุ่นมิได้กลัวเพียงความโกรธของรัสเซีย แต่กลัวสายตาของโลกตะวันตกที่อาจตัดสินทันทีว่าญี่ปุ่นยังไม่ใช่รัฐสมัยใหม่ที่ควบคุมตนเองได้จริง.

ในอีกด้านหนึ่ง คดีนี้ยังเผยให้เห็นความพยายามของญี่ปุ่นที่จะพิสูจน์ตนเองผ่านหลักกฎหมายและสถาบันของรัฐ แม้ว่ารัฐบาลต้องการลงโทษผู้ก่อเหตุอย่างหนักเพื่อกอบกู้เกียรติและลดแรงกดดันทางการเมือง แต่ศาลกลับไม่ยอมตีความกฎหมายเกินขอบเขตเพียงเพื่อสนองอารมณ์ของรัฐ นี่คือจุดที่ทำให้คดีโอสึมีความสำคัญเกินกว่าการเป็นข่าวอาชญากรรม เพราะมันสะท้อนว่าญี่ปุ่นกำลังพยายามแสดงต่อโลกว่า ตนมิใช่รัฐที่ขับเคลื่อนด้วยอารมณ์อับอายหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว หากเป็นรัฐที่กำลังสร้างระบบกฎหมายและสถาบันให้มั่นคงตามแบบสมัยใหม่ด้วย.

ส่วนปริศนาที่ทำให้คนรุ่นหลังมักสับสน คือเหตุใดภาพของวันนั้นจึงไม่เหมือนกันเลย บางภาพดูเหมือนเหตุเกิดในพื้นที่โล่ง บางภาพชวนให้เข้าใจว่าเป็นการโจมตีบนเรือ บางภาพกลับทำให้ผู้ก่อเหตุคล้ายซามูไรหรือนินจา สำหรับข้าพเจ้า เรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าความจริงของเหตุการณ์ซับซ้อนนัก หากสะท้อนว่าสื่อและภาพข่าวในปลายศตวรรษที่ 19 มักสร้าง “ภาพแทน” ขึ้นมาเพื่อปลุกเร้าอารมณ์ผู้ชม มากกว่าจะถ่ายทอดข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา ดังนั้น ภาพที่ประหลาดและแตกต่างกันจำนวนมาก จึงเป็นผลของการตีความ การแต่งเติม และจินตนาการเชิงสื่อ มากกว่าจะเป็นหลักฐานว่ามีหลายเหตุการณ์จริง.

ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การคลี่คลายปริศนาคดีนี้ ต้องเริ่มจากการแยกภาพลวงออกจากข้อเท็จจริงก่อน แล้วจึงค่อยย้อนกลับมามองว่า เหตุการณ์จริงเพียงครั้งเดียวบนถนนแคบที่โอสึนั้น ถูกขยายความหมายทางการเมืองอย่างไรในยุคสมัยของมัน และถูกบิดรูปผ่านสื่ออย่างไรในเวลาต่อมา เมื่อเราทำเช่นนั้น เราจะเริ่มเห็นว่า คดีนี้มิใช่เพียงเหตุลอบปลงพระชนม์ที่เกือบสำเร็จ หากเป็นภาพสะท้อนขนาดย่อของญี่ปุ่นปลายยุคเมจิทั้งประเทศ.

ท้ายที่สุด หากจะสรุปในเชิงวิเคราะห์ ข้าพเจ้าขอเสนอว่า เหตุลอบปลงพระชนม์ซาเรวิช นิโคลัส อเล็กซานโดรวิช แห่งรัสเซีย ที่เมืองโอสึนั้น เป็นผลจากแรงกดดันหลายชั้นซ้อนกัน ทั้งความคับข้องของปัจเจกภายใต้การเปลี่ยนผ่านของสังคม การก่อรูปของลัทธิชาตินิยมแบบรัฐสมัยใหม่ ความหวาดระแวงต่อมหาอำนาจรัสเซีย ความเปราะบางของญี่ปุ่นที่กำลังดิ้นรนจะเป็นรัฐสมัยใหม่ และความกลัวว่าจะเสียเกียรติในสายตาโลก หากจะกล่าวให้กระชับที่สุด ดาบที่ฟันลงในวันนั้นอาจมีมือของทสุดะ ซันโซ เป็นผู้กุมไว้ แต่แรงที่ผลักดันดาบเล่มนั้น แท้จริงแล้วมาจากทั้งยุคสมัยและการเมืองระหว่างประเทศร่วมกัน.

ปราชญ์ สามสี

เบื้องหลัง “กองทัพสิงคโปร์” เปิดตำนานความร่วมมือสิงคโปร์-อิสราเอล จากปฏิบัติการลับสู่กองทัพแถวหน้าอาเซียน จุดเริ่มต้นจากความช่วยเหลือของอิสราเอล สิงคโปร์ซ่อนบทบาทอิสราเอลภายใต้ชื่อ “ชาวเม็กซิกัน”

The Mexican Cover-up

ปฏิบัติการก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ภายใต้ความช่วยเหลือของอิสราเอล

สาธารณรัฐสิงคโปร์ ประเทศเกาะเล็ก ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งแยกตัวออกจากมาเลเซียเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 1965 และกลายเป็นประเทศเอกราชด้วยนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระ สิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเต็มรูปแบบกับอิสราเอล

อย่างไรก็ตามในช่วงแรก สิงคโปร์รักษาความสัมพันธ์กับอิสราเอลไว้ในระดับที่ไม่เปิดเผยมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับปฏิกิริยาเชิงลบจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมอย่าง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งยังคงเป็นปรปักษ์กับอิสราเอล อันเนื่องมาจากความขัดแย้งระหว่างอาหรับและอิสราเอล และทั้งสองประเทศยังคงไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจนทุกวันนี้

จากบทความเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศของสิงคโปร์ในวาระได้รับเอกราชครบ 10 ปีในปี 1975 กล่าวว่า ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์มักกล่าวถึงสถานะที่เปราะบางของสิงคโปร์เมื่อเทียบกับ ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมุสลิมอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียว่า เปรียบเสมือน “อิสราเอลในทะเลมาเลย์-มุสลิม”

ในปี 1965 เมื่อสิงคโปร์แยกตัวออกจากมาเลเซีย ในเวลานั้น มีไม่กี่คนที่คิดว่าสิงคโปร์จะมีโอกาสอยู่รอดได้ด้วยตนเอง หรือแม้แต่เป็นประเทศประสบความสำเร็จทางเศรษฐกิจเช่นทุกวันนี้ จากการแยกตัวที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด สิงคโปร์จึงสูญเสียรากฐานทางเศรษฐกิจในมาเลเซียไป ในขณะที่การก่อความไม่สงบของคอมมิวนิสต์ในมาเลเซียเพิ่งจะสิ้นสุดลง ขณะที่อินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูการ์โนยังคงคุกคามความมั่นคง (Konfrontasi) ต่อมาเลเซีย และสิงคโปร์ก็ไม่รอดพ้นเช่นกัน  อีกทั้งขณะนั้น สงครามเวียดนามก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

นี่ขึงไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับรัฐเอกราชใหม่ของสิงคโปร์ สถานการณ์ที่เลวร้ายอย่างยิ่งนี้ทำให้ผู้นำสิงคโปร์ตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันประเทศที่มีความน่าเชื่อถืออย่างเป็นอิสระ นับตั้งแต่วันแรกที่เป็นประเทศเอกราชเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวดต่อการดำรงอยู่ของสิงคโปร์

สิงคโปร์ได้ขอความช่วยเหลือจากหลายประเทศ เริ่มต้นจากศูนย์ ด้วยความจำเป็นที่จะต้องสร้างกองกำลังติดอาวุธขึ้นมาใหม่โดยเร่งด่วน และมีเพียงอิสราเอลเท่านั้นที่ตอบรับอย่างรวดเร็วมาก ไม่กี่สัปดาห์หลังจากการได้รับเอกราช ดร. โกห์ เค็ง สวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในขณะนั้น ได้เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อพบกับ มอร์เดไค คิดรอน เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำกรุงเทพฯ เขาได้รายงานกลับไปยังอิสรเอล และหลังจากนั้นไม่กี่เดือนในสิ้นปีนั้นเอง อิสราเอลได้ส่งคณะผู้แทนทางทหารไปยังสิงคโปร์ ซึ่งประกอบด้วย พลเอก เรฮาวัม “คานธี” เซอีวี, พันเอก ยาคอฟ เอลาซารี, พันเอก เยฮูดา โกลัน และเจ้าหน้าที่อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้คำแนะนำแก่สิงคโปร์ในการจัดตั้งกองทัพโดยอิงจากประสบการณ์ของกองทัพอิสราเอล (IDF)

เจ้าหน้าที่สิงคโปร์เรียกพวกเขาว่า "ชาวเม็กซิกัน" เพื่อปกปิดการปรากฏตัวของพวกเขา และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ด้วยหวังว่ารูปลักษณ์ที่ดูเข้มของชาวอิสราเอลจะทำให้การปลอมตัวดูน่าเชื่อถือ เวลาไม่ถึงสองปีในเดือนกรกฎาคม 1967 ภายใต้การแนะนำของทีม IDF กองทัพสิงคโปร์ได้แต่งตั้งนายทหารชุดแรกจากหลักสูตรนายทหารฝึกหัด นี่เป็นก้าวสำคัญในการสร้างกองกำลังป้องกันประเทศที่น่าเชื่อถือ และเป็นมืออาชีพสำหรับสิงคโปร์ 

ตอนนั้นเป็นช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนอย่างยิ่งสำหรับสิงคโปร์ อังกฤษกำลังถอนกำลังทหารออกจากฝั่งตะวันออกของคลองสุเอซ รวมถึงฐานทัพในสิงคโปร์ หากปราศจากกองทัพอิสราเอล กองทัพสิงคโปร์ก็คงไม่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการป้องกันภัยคุกคามเพื่อปกป้องเกาะสิงคโปร์ และสร้างความมั่นใจให้กับชาวสิงคโปร์และนักลงทุนว่า สิงคโปร์มีความปลอดภัยและมีอนาคต

ดร.โกห์ได้กล่าวในภายหลังว่า “เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว มันเป็นเหมือนปาฏิหาริย์เล็ก ๆ ที่เราสามารถเริ่มต้นกองทัพของเราได้... หากปราศจากอิสราเอล เราคงทำไม่ได้ เรารู้สึกขอบคุณอิสราเอลเสมอที่ช่วยเหลือ และยืนหยัดเคียงข้างเราในช่วงเวลาที่เราต้องการความช่วยเหลืออย่างมาก”

ในปี 1967 นายทหารนักเรียนนายร้อยคนแรกของสิงคโปร์ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหาร หลังจากสำเร็จหลักสูตรที่ดำเนินการโดยที่ปรึกษาจากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) นขณะที่ทหารเกณฑ์ชาวสิงคโปร์กว่า 9,000 นายได้รับการเกณฑ์เข้าสู่กองทัพ โดยได้รับการฝึกฝนจากที่ปรึกษาชาวอิสราเอลเช่นกัน

มรดกของอิสราเอลในฐานะมิตรที่ประเมินค่าไม่ได้ ซึ่งให้ความช่วยเหลือในช่วงเวลาที่สิงคโปร์อ่อนแอที่สุดยังคงอยู่กับชาวสิงคโปร์ ด้วยเชื่อว่า จุดเริ่มต้นของกองทัพสิงคโปร์ (SAF) โดยปัจจุบันเป็นกองทัพที่มีอุปกรณ์ครบครันที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาจาก “การกระทำแห่งศรัทธา” และ “ความเห็นอกเห็นใจ” ของอิสราเอลที่มีต่อรัฐที่กำลังเติบโต

นอกจากช่วยดูแลการจัดตั้งกองทัพสิงคโปร์แล้ว อิสราเอลก็ได้ขายอาวุธให้สิงคโปร์ด้วย ปัจจุบันกองทัพสิงคโปร์เป็นหนึ่งในกองทัพที่ทรงพลังที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และยังคงใช้รูปแบบเดียวกับกองทัพอิสราเอล (IDF) ปัจจุบันมีรายงานว่า อิสราเอลยังคงขายอาวุธให้สิงคโปร์อย่างต่อเนื่อง รวมถึงรถถัง เรดาร์ และโดรน และเป็นที่ทราบกันดีว่าอุตสาหกรรมทางทหารของทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันในโครงการร่วมทุนเพื่อประมูลงานในประเทศอื่นๆ ตลอดจนการวิจัยและพัฒนา นอกจากนี้ยังได้เพิ่มความร่วมมือด้านข่าวกรอง โดยทำงานร่วมกันเพื่อจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายอิสลามที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคนี้  รวมถึงฮิซบอลลาห์ อัล-เคดา และรัฐอิสลาม ซึ่งพยายามโจมตีเป้าหมายต่าง ๆ ทั้งสิงคโปร์ ตะวันตก และอิสราเอล

ลี กวน ยู เคยกล่าวกับนายพลชาวอิสราเอลผู้หนึ่ง ซึ่งช่วยก่อตั้งกองทัพสิงคโปร์ว่า “สิงคโปร์ได้เรียนรู้สองสิ่งจากอิสราเอลคือ วิธีที่จะเข้มแข็ง และวิธีที่จะไม่ใช้ความเข้มแข็งของเรา ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ล่าสุดของชิมอน เปเรส และรู้สึกประทับใจกับวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับอิสราเอลในปี 2048 ซึ่งเป็นเวลา 100 ปีหลังจากการก่อตั้งประเทศ เขาเชื่อมั่นว่า ในปี 2048 โลกจะดีขึ้นมากสำหรับอิสราเอลและตะวันออกกลาง พรมแดนจะมีความสำคัญน้อยลง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลงชุมชนและเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน และจะผลักดันให้ผู้คนเปิดใจรับโลกมากขึ้น นี่คือมุมมองในแง่ดีจากบุคคลที่ใช้ชีวิตมายาวนานและได้เห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย”

ปัจจุบันทั้งสองประเทศใช้งานแพลตฟอร์มอาวุธยุทโธปกรณ์แบบเดียวกันหลายชนิด รวมถึงเครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้า ขีปนาวุธต่อต้านรถถังและต่อต้านอากาศยาน เครื่องบิน และเทคโนโลยีการเฝ้าระวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของระบบป้องกันภัยทางอากาศ ด้วยเหตุนี้ ประเภทเครื่องบินหลักของกองทัพอากาศอิสราเอลและสิงคโปร์จึงเกือบจะเหมือนกัน โดยทั้งสองประเทศใช้งานเครื่องบินขับไล่แบบ F-15E Strike Eagle, F-16 Fighting Falcon, F-35 Lightning II, เครื่องบินเตือนภัยล่วงหน้าแบบ G550, เครื่องบินลำเลียงแบบ C-130 Hercules, เฮอลิคอปเตอร์โจมตีแบบ AH-64 Apache และ เครื่องบินฝึกขั้นสูงแบบ M-346 Master นอกจากนี้ยังใช้งานเรือดำน้ำที่คล้ายกันคือ เรือดำน้ำชั้น Dolphin และเรือดำน้ำชั้น Invincible ตามลำดับ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่าของเรือดำน้ำ Type 212 ของเยอรมัน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top