Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

อ.ประพฤติ วิเคราะห์!! ถอดรหัส “ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก? ภายใต้เกมอำนาจที่เริ่มคุมไม่ได้ เมื่อสันติภาพอาจไม่ใช่ความเมตตา แต่คือการยอมจำนนต่อความจริง


“ทรัมป์” ถอยจริง หรือแค่สับขาหลอก?

ผมมองว่าท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ แสดงออกกลับไปกลับมาและมีการใช้คำหยาบคายในบางช่วงเวลา เป็นกรอบคิดทางยุทธศาสตร์ที่ซับซ้อนมากกว่าเพียงแค่ "ความแปรปรวน" ของตัวบุคคล ด้วยเหตุุผล ดังนี้:

1. ภาวะสุญญากาศของความเชื่อถือ (Credibility Gap) และทฤษฎีคนบ้า (Madman Theory):

การแสดงออกที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของทรัมป์ในหน้าสื่อ ไม่ได้เป็นเพียงบุคลิกภาพส่วนตัว แต่เป็น "ยุทธศาสตร์ความไม่แน่นอน" เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง อย่างไรก็ตาม ในบริบทปัจจุบัน ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ของเขากำลังเผชิญกับวิกฤต เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศและการปฏิบัติจริงในสนามรบไม่ได้เคลื่อนไปตาม "คำขู่" ของเขา 

การประกาศหยุดยิงชั่วคราวอาจมองได้ว่าเป็น "Strategic Retreat" (การถอยเชิงกลยุทธ์) เพื่อลดการเผชิญหน้าที่สหรัฐฯ ไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ

2. ข้อจำกัดทางยุทธวิธีและจุดตายของภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Chokepoint):

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์ต้อง "ยอมลง" คือความล้มเหลวในการจัดตั้งพันธมิตรเพื่อควบคุม ช่องแคบฮอร์มุส (Strait of Hormuz)

• กฎหมายทะเลและการปิดช่องแคบตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แม้อิหร่านจะไม่ได้เป็นภาคีในบางส่วน แต่การใช้สิทธิผ่านทาง (Innocent Passage) ถูกปิดกั้นด้วยอิทธิพลทางทหารจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกอย่างรุนแรง

• ความอ่อนแอของอำนาจทางอากาศ: ปฏิบัติการทางอากาศที่ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ (Air Superiority Failure) และความสูญเสียยุทโธปกรณ์ระดับสูง เป็นตัวบ่งชี้ทางสถิติว่าเทคโนโลยีทางทหารของฝ่ายตะวันตกสามารถถูกโต้กลับด้วยระบบป้องกันภัยทางอากาศยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพที่มีต้นทุนตํ่ากว่า ทำให้ "ต้นทุนของสงคราม" (Cost of War) พุ่งสูงจนเกินจุดคุ้มทุน

3. จะมีเซอร์ไพรส์? หรือ ทรัมป์ยอมจำนนต่อข้อเท็จจริง?

ความเป็นไปได้ที่ทรัมป์จะ "กลับลำ" (U-turn) กลับไปทำสงครามเต็มรูปแบบนั้น ผมว่ามีน้อยมากในเชิงตรรกะ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจภายในสหรัฐฯ และความล้มเหลวในการโน้มน้าวพันธมิตรอาหรับให้เข้าร่วมสังฆกรรม 

การแสดงอาการฟาดหัวฟาดเหวี่ยงที่ผ่านมา จึงเป็นเพียง "การแสดงออกเพื่อรักษาหน้า" (Face-saving diplomacy) หลังจากตระหนักดีว่า อิหร่านมีขีดความสามารถในการทำสงครามแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) ที่สามารถสร้างความเสียหายถาวรต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในภูมิภาคได้

บทสรุป: สันติภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องของความเมตตา แต่เป็นเรื่องของ "Realpolitik" หรือการเมืองแห่งความเป็นจริงที่ว่ามหาอำนาจไม่สามารถเอาชนะสงครามในพื้นที่ที่ตนเองเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ได้ตลอดไป การหยุดยิงครั้งนี้จึงมีความน่าเชื่อถือสูงในแง่ของ "ความจำเป็นบังคับ" (Compulsion) มากกว่าความสมัครใจ

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและนักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ

https://www.facebook.com/share/p/1CTmzQFKDx/?mibextid=wwXIfr

ทำไมเสียงต้านจึงแผ่วลง? เปิดเกมอำนาจ วิเคราะห์เมียนมาหลังเลือกตั้ง แรงต้านลด-ชนกลุ่มน้อยนิ่ง หลัง ‘มิน อ่อง หล่าย’ ขึ้นอำนาจ

เปิดปมหลังมิน อ่อง หล่ายขึ้นการต่อต้านเบาบาง

หลังจากที่ประกาศผลเลือกตั้งเมียนมาไปและมีมติเอกฉันท์ยกให้ นายพล มิน อ่อง หล่าย ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่แทนที่เสียงคัดค้านจะดังก้องกลับการเป็นมีเพียงหยิบมือเดียวของกลุ่มต่อต้านที่ออกมาคัดค้านการขึ้นอำนาจครั้งนี้  สิ่งที่แปลกคือกองกำลังชนกลุ่มน้อยกลับไม่มีใครคิดจะเปิดศึกกับเมียนมาเหมือนก่อน วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทุกคนได้เห็นภาพกันว่าเกิดอะไร

เรื่องแรกคือเรื่องกองกำลังชาติพันธุ์ที่ดูเป็นอุปสรรคใหญ่ แต่กลับกลายเป็นเงียบเพราะทางฝั่งเมียนมาใช้การทูตทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะเคลียร์หมดแล้วจะเหลืออยู่ก็แค่ KNU 2 กองพลจากทั้งหมด  7 กองพล ที่ยังอยากจะรบกับฝั่งเมียนมาเพราะได้รับการอัดฉีดจากต่างชาติ ประมาณสู้แล้วรวย ส่วน KTLA ของนายพลเนอดาก็แทบจะเรียกว่าถูกจำหน่ายออกว่าไร้ประสิทธิภาพด้วยกองพลเท่าหยิบมือเพียงหลักร้อย  ซึ่งหากเกิดการปะทะจริงฝ่ายไทยจะต้องรับผลกระทบอีกไม่ว่าจะเป็นการปิดชายแดนและเรื่องผู้อพยพที่จะหลั่งไหลเข้ามาหลังเกิดเหตุแน่นอน

ประเด็นต่อมาที่การต่อต้านลดลงเพราะหลังจากการสงบศึกของกลุ่มชาติพันธุ์และกองทัพเมียนมา กลุ่ม PDF ก็แทบไม่มีกำลังพลและยุทโธปกรณ์แม้กระทั่งจะไปสู้รบปรบมือกับฝั่งกองทัพได้เลย ทำให้หลายที่ PDF ไม่ถูกทำลายก็ละเลิกไปหมด  ส่วนกลุ่ม CDM ส่วนหนึ่งก็ได้พบความจริงโดยเฉพาะกลุ่มผู้หนีและอยากย้ายประเทศส่วนใหญ่ก็เดินทางกลับเมียนมาเพราะทนความลำบากในต่างแดนไม่ไหว  และมี CDM หลายครอบครัวส่งลูกหลานเขาเข้าระบบการศึกษาต่อในขณะมี CDM บางครอบครัวเลือกจะไม่ศึกษาต่อและออกมาทำงานก็ตามที  นั่นสะท้อนถึงความจริงหลังถูกชักจูงด้วยโฆษณาชวนเชื่อจากกลุ่มต่อต้าน ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ใช่ใครเป็นผู้ประสบนอกจากผู้หลงเชื่อนั่นเอง

สุดท้ายการขึ้นเป็นประธานาธิบดีตามครรลองจะเพิ่มความชอบธรรมและลดการต่อต้านจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ  อีกทั้ง ณ วันนี้เมียนมาเผชิญวิกฤตภายนอกหลายอย่างทั้งผลพวงด้านเศรษฐกิจทีาเป็นมาตั้งแต่รัฐประหารและปัญหาด้านพลังงาน  ทำให้คนทั่วไปสนใจปากท้องมากกว่าจะมาสนใจเรื่องอื่น  และนั่นทำให้เป็นแต้มต่อหากรัฐบาลภายใต้การนำของนายพล มิน อ่อง หล่าย นำพาประเทศให้พ้นวิกฤตนี้ได้ก็น่าจะทำให้คะแนนนิยมเขาดีขึ้นด้วย

ล้มล้างหรือปฏิรูป? พรรคส้มหนีไม่พ้นวิบากกรรมการเมือง ปลายทาง 44 สส. คือกระบวนการยุติธรรม นักการเมืองท้าทายสถาบัน สุดท้ายหนีไม่พ้นคำพิพากษาประวัติศาสตร์

เวรกรรมไม่มีพรมแดน เมื่อกฎหมายยังคงศักดิ์สิทธิ์
ไล่ล่าพิพากษา “นักการเมืองล้มล้างสถาบัน”

เส้นทางทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่เรียกตนเองว่าเป็น "ผู้แทนราษฎร" แต่กลับมีพฤติการณ์สั่นคลอนความมั่นคงของรัฐ หมกมุ่นกับการเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันหลักของชาติ กำลังเผชิญกับบทพิสูจน์ครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ เมื่อ “44 สส. พรรคส้มสามกีบ” กำลังถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม จากกรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วว่ามีเจตนาแฝงเร้นในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เจตนาที่ไม่ดีต่อสถาบัน จึงย้อนกลับมาเป็น "วิบากกรรม" ให้กับชีวิตของตนเอง

ถือเป็น “กรรมไล่ล่าสังหาร” 44 สส. ผู้ “เนรคุณแผ่นดิน”

ตามความเชื่อของสังคมไทย การกระทำใดที่มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อ "แผ่นดินเกิด" และ "สถาบันพระมหากษัตริย์" ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และเป็นรากฐานของสังคมชาติมาอย่างยาวนาน ถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมที่ “เนรคุณต่อคุณแผ่นดินเกิด” เพราะการใช้สถานะตัวแทนปวงชนชาวไทยมาเคลื่อนไหวเพื่อลดทอนกฎหมายที่พิทักษ์รักษาความปลอดภัยของประมุขแห่งรัฐในครั้งนี้ มิใช่เพียงเรื่องของการผิดข้อกฎหมายเท่านั้น แต่คือการสร้าง "วิบากกรรมทางการเมือง" ให้กับตนเองอย่างรุนแรง

เมื่อเป็น สส. แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาทำให้สังคมไทยดีขึ้น กลับมีพฤติกรรมเลว ๆ ด้วยการ “เนรคุณแผ่นดินเกิด” เสียเอง คนที่มุ่งหวังจะทำลายเสาหลักที่ค้ำจุนประเทศไว้ ก็ไม่ต่างจากผู้ทำลายวัฒนธรรม และเกียรติยศของชาติ

เมื่อถูก "กรรมไล่ล่า" เมื่อกล้าท้าทายศรัทธาของคนในชาติ และตัวบทกฎหมายที่คุ้มครองความมั่นคง ย่อมไม่อาจหลีกหนีความรับผิดชอบนี้ไปได้ เชื่อว่าแผ่นดินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ ใครที่มุ่งหมายทำลายสถาบันหลัก ย่อมต้องประสบกับความพินาศในที่สุด

เมื่อใดที่อุดมการณ์ที่บิดเบี้ยว ฉ้อฉล จะต้องถูกตัดสินจากตัวบทกฎหมาย ประวัติศาสตร์จะจารึกชื่อของ “พรรคสามกีบ” ไว้ในฐานะผู้ที่ทรยศต่อความไว้วางใจของประชาชน และชาติแผ่นดิน
ไม่มีทางหนีพ้น

โดย แจ็ค รัสเซล

จับตา “Affinity Partners” บริษัทลงทุนของ Jared Kushner กับอิทธิพลการเมืองตะวันออกกลาง ทุนหลักจากซาอุดีอาระเบียกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ เผชิญข้อครหาผลประโยชน์ทับซ้อนการเมือง

รู้จัก “Affinity Partners”

บริษัทลงทุนระดับโลกโดย Jared Kushner เขยรักของประธานาธิบดี Trump

ฉากทัศน์ของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน จู่ ๆ ก็มีชื่อของ Jared Kushner โผล่ขึ้นมาในฐานะผู้ที่ประธานาธิบดี Donald Trump มอบหมายให้มีบทบาทในการเจรจาลับเพื่อยุติความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเน้นให้เกิดการหยุดยิงกับอิหร่าน ร่วมกับ Steve Witkoff ทูตพิเศษของสหรัฐฯ ประจำตะวันออกกลาง ซึ่งประธานาธิบดี Trump แต่งตั้ง

Jared Kushner นักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ ชาวอเมริกันเชื้อสายยิว แต่งงานกับ Ivanka Trump บุตรสาวของประธานาธิบดี Trump เมื่อ 25 ตุลาคม 2009 Kushner เคยบริหาร Kushner Companies LLC บริษัทอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวก่อนลาออกเพื่อรับตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษของประธานาธิบดี Trump และผู้อำนวยการสำนักงาน American Innovation ในสมัยที่ 1 ของประธานาธิบดี Trump ผู้เป็นพ่อตา

หลังจากประธานาธิบดี Trump แพ้การเลือกตั้งให้กับประธานาธิบดี Joe Biden ได้หกเดือน เขาได้ก่อตั้ง Affinity Partners (Affinity) บริษัทลงทุนสัญชาติอเมริกันขึ้นในปี 2021 โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นคร Miami มลรัฐฟลอริดา บริษัทนี้เน้นการลงทุนในบริษัทอเมริกันและอิสราเอล แหล่งเงินทุนส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ด้วยระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของพ่อตา เขาได้สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศกลุ่มอ่าวเป็นอย่างดี จึงได้รับเงินทุนจำนวนมากจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติจากประเทศเหล่านั้น

Affinity Partners ได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวอเมริกันเพียงเล็กน้อย ไม่มากนัก ผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดคือ กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ หรือกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย* ซึ่งได้จัดสรรเงิน 2 พันล้านดอลลาร์ให้กับ Affinity แม้ว่า เหล่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของรัฐบาลซาอุดีอาระเบียได้มีความเห็นคัดค้านการลงทุนใน Affinity แต่เจ้าชาย Mohammed bin Salman (MBS) มกุฎราชกุมาร และนายกรัฐมนตรีของซาอุดีอาระเบีย ทรงได้คัดค้านแนวคิดของเจ้าหน้าที่เหล่านั้น

ภายในปีที่ก่อตั้ง ณ สิ้นปี 2021 Affinity ได้รับสัญญามากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ สำหรับการลงทุนในบริษัทอเมริกันและอิสราเอลที่กำลังขยายธุรกิจใน อินเดีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง และส่วนอื่น ๆ ของเอเชีย โดย Affinity เป็นธุรกิจของ Jared Kushner โดยอย่างสมบูรณ์ มีพนักงานประจำประมาณ 20 คน ณ เดือนเมษายน 2022 Affinity มีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการมูลค่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในปี 2024 บริษัทไม่ได้คืนผลกำไรให้กับนักลงทุนเลย

ในการสัมภาษณ์กับ The Wall Street Journal เมื่อพฤษภาคม 2022 Kushner กล่าวว่า “หากเราสามารถทำให้ชาวอิสราเอลและชาวมุสลิมในภูมิภาคทำธุรกิจร่วมกันได้ มันจะทำให้ผู้คนมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์และค่านิยมร่วมกัน” เขากล่าวเสริมว่า “เราได้เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในระดับภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างและบ่มเพาะเพื่อให้บรรลุศักยภาพสูงสุด” และยังกล่าวว่า เขาหวังที่จะเปิด “เส้นทางการลงทุนระหว่างซาอุดีอาระเบียและอิสราเอล” ซึ่งในระดับนานาชาติมองว่าเป็น “สัญญาณของความสัมพันธ์ที่อบอุ่นขึ้นระหว่างสองคู่ขัดแย้งทางประวัติศาสตร์” ประเด็นของ Affinity นี้เป็นที่ถกเถียงกันเนื่องจากความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการที่ Kushner รับเงินจากรัฐบาลในตะวันออกกลางในขณะที่ยังทำงานเป็นทูตพิเศษสำหรับภารกิจในตะวันออกกลางให้กับประธานาธิบดี Trump ในสมัยที่ 2 ด้วย

Affinity ได้ลงทุนในบริษัทไฮเทคของอิสราเอลสองแห่งที่ไม่เปิดเผย The Wall Street Journal รายงานว่า “นี่เป็นกรณีแรกที่ทราบกันว่าเงินสดของกองทุนการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบียจะถูกส่งไปยังอิสราเอล ซึ่งเป็นสัญญาณแสดงถึงความเต็มใจที่เพิ่มขึ้นของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียในการทำธุรกิจกับประเทศนี้” เดือนมีนาคม 2022 ผู้บริหารของ Affinity ได้รับฟังการนำเสนอจากสตาร์ทอัพชาวอิสราเอลจำนวน 13 ถึง 15 ราย

ในเดือนกรกฎาคม 2023 มีการประกาศว่า Affinity เป็นผู้สนับสนุนหลักในการระดมทุนรอบ Series F มูลค่า 225 ล้านปอนด์ของบริษัทเทคโนโลยีฟิตเนส EGYM ซึ่งตั้งอยู่ในนครมิวนิก การลงทุนครั้งนี้เป็นการลงทุนครั้งแรกของ Affinity ในยุโรป มีนาคม 2024 Affinity ได้เริ่มหารือในรายละเอียดกับ Aman Resorts เพื่อสร้างชุมชนรีสอร์ทเชิงนิเวศนอกชายฝั่งของแอลเบเนีย

Forbes รายงานในเดือนพฤศจิกายน 2024 ว่า Affinity ได้ “ช่วยเพิ่มมูลค่าสุทธิของ Kushner เป็นอย่างน้อย 900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นถึง 180% จากต้นปี 2017 ตอนที่เขาเป็นที่ปรึกษาอาวุโสของประธานาธิบดี Trump ในสมัยที่ 1” กันยายน 2025 รายงานว่า Affinity ได้พัฒนา Brain Co. ร่วมกับนักลงทุนชื่อดังอย่าง Elad Gil โดยมีผู้ร่วมก่อตั้งเพิ่มเติมได้แก่ Luis Videgaray อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศเม็กซิโก และ Eric Wu จาก Opendoor สำหรับ Brain Co. เป็นสตาร์ทอัพที่ตั้งอยู่ในนครซานฟรานซิสโก โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้ธุรกิจขนาดใหญ่และหน่วยงานภาครัฐบาลนำ AI มาใช้ในการดำเนินงาน

Affinity ร่วมกับ Silver Lake และกองทุนการลงทุนสาธารณะของซาอุดีอาระเบีย เริ่มกระบวนการเข้าซื้อกิจการบริษัทเกมวิดีโอ Electronic Arts ในเดือนกันยายน 2025 ด้วยข้อตกลงที่มีมูลค่า 52.5 พันล้านดอลลาร์ ธุรกรรมนี้ทำให้ Electronic Arts กลายเป็นบริษัทเอกชนที่ถูกซื้อกิจการโดยใช้เงินกู้ยืมจำนวนมากที่สุดเป็นประวัติการณ์

เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านจริยธรรมกล่าว Affinity Partners กลายเป็นสัญลักษณ์ในการตอบแทนบุญคุณของ  Kushner เนื่องจากเขาเคยเป็นผู้ปกป้องเจ้าชาย Mohammed bin Salman อย่างแข็งขัน ขณะอยู่ในทำเนียบขาว คณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเมื่อ 2 มิถุนายน 2022 ว่า ได้เปิดการสอบสวนว่า Kushner ได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่ของตนเพื่อแลกกับข้อตกลงดังกล่าวหรือไม่

ณ ปี 2024 Affinity ได้รับค่าธรรมเนียมการจัดการ 157 ล้านดอลลาร์ (รวมถึง 87 ล้านดอลลาร์จากรัฐบาลซาอุดีอาระเบียเพียงประเทศเดียว) ตั้งแต่ปี 2021 กองทุนนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของวุฒิสภาสหรัฐฯ ในข้อหาว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับอิทธิพลจากต่างประเทศก่อนการเลือกตั้งปี 2024 หลังจาก รายงานของ New York Times ระบุว่า Kushner ทำการติดต่อด้วยบทบาทในการทำงานให้กับพ่อตาในทำเนียบขาว รายงานของ Reuters ระบุว่า Kushner ยังได้เข้าร่วมการหารือทางการทูตหลายครั้งระหว่างสหรัฐฯ กับซาอุดีอาระเบียแม้ว่า Trump จะพ้นจากตำแหน่งในสมัยแรก ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่า ความสัมพันธ์ทางการเงินของเขาจะมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ภายใต้การดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สองของ Trump หรือไม่? และอย่างไร?

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

 

โซเชียลไทยสะท้อนความจริง ชาวเน็ตไทยถูกชักจูงง่าย จากแบนปั๊มถึงดราม่าการเมือง สังคมไทยกำลังเสพอารมณ์มากกว่าข้อมูล สะท้อนสังคมไทยอ่อนแอต่อการชี้นำ

โซเชียลไทย……Social  Loser 1 ในประเทศที่ชาวโซเชียลถูกชักจูงง่ายที่สุดในโลก

นาทีนี้คงไม่มีใครไม่พูดถึงเรื่องราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นได้ โดยเฉพาะชาวโซเชียลที่มาพร้อมการกร่นด่าและแบนปั้มน้ำมันชื่อดัง โดยมีผู้ปลุกปั้นเป็นรัฐมนตรีท่านหนึ่ง  แต่ประเด็นคือ รัฐมนตรีท่านนั้นก็ไม่ได้ดำรงตำแหน่งในกระทรวงพลังงาน หรือกระทรวงเศรษฐกิจ  แล้วมันเกี่ยวอะไรด้วย  วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์เจาะประเด็นว่าสุดท้ายคนไทยถูก IO ดึงสติมากกว่าพิจารณาจากข้อมูลหรือไม่กันดีกว่า

นาย พิพัฒน์ รัชกิจประภา เป็นผู้ก่อตั้งน้ำมัน PTG Energy  ก็จริง และเชื่อว่านั่นเป็นสาเหตุที่นายกรัฐมนตรีอย่างนายอนุทิน เลือกคุณพิพัฒน์เข้ามาบริหารวิกฤตการณ์น้ำมันในขณะนี้ด้วยสาเหตุที่มีความเชี่ยวชาญด้านเรื่องการบริหารราคาน้ำมัน ถามว่าเรื่องข้อครหานั้นทุกคนทุกฝ่ายคิดไว้แล้วหรือไม่  เอย่าเชื่ออย่างสนิทใจ 100% โดยเฉพาะตัวคุณพิพัฒน์เองนั้นย่อมน่าจะรู้อยู่แก่ใจว่าตัวเองจะต้องถูกครหาจากฝ่ายตรงข้ามอย่างแน่นอน เพราะเป็นอะไรที่เป็นจุดดิสเครดิตคุณพิพัฒน์ที่ง่ายที่สุดแล้ว  ในช่วงแรกเอย่ามีความเห็นว่าท่านอนุทินเลือกใช้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาจัดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อน  ไม่ได้มองถึงเรื่องของ Conflict of Interest หรือการมีผลประโยชน์ทับซ้อนเพราะนี่คือสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไข การได้คนที่มีความสามารถมาช่วยย่อมดีกว่าเอาใครก็ไม่รู้ที่ไม่มีประสบการณ์โดยตรงมาทำงานจริงไหมคะ ซึ่งการขึ้นราคา 6 บาทนั้นเพื่อให้มี supply ทั่วถึงอันหมายถึงการที่มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเพื่อให้มีเม็ดเงินมากพอไปแก้ปัญหาที่ติดค้างอยู่ระหว่างทางขนส่ง  เมื่อวิกฤตเริ่มคลี่คลายคุณพิพัฒน์เลือกถอยห่างเพื่อไม่ได้เป็นข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนนี่ถือว่าเป็นนักการเมืองที่มืออาชีพคนหนึ่งเลยทีเดียว  เอย่าทราบดีข้อหนึ่งของบริษัทมหาชนว่าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะมีสิทธิ์มีเสียงแม้จะเป็นผู้ก่อตั้งก็ตาม เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่ในบริษัทระดับโลกก็มีให้เห็นว่าผู้ก่อตั้งก็ไม่ได้มีสิทธิ์มีเสียงหลังบริษัทจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์    การตัดสินใจที่ยอมให้คนทั้งประเทศด่าว่าเป็นตัวทำน้ำมันแพง เพื่อแก้ปัญหาพลังงานขาดแคลนในประเทศที่หากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลนจริง ประเทศจะยิ่งมีปัญหาหนักเสียยิ่งกว่าการที่เขาถูกด่าเพียงคนเดียวนี่คือคนที่ ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อประเทศกันแน่  ลองกลับมามองอีกมุมไหม  ว่าหากเป็นคุณที่ต้องตัดสินใจบางเรื่องเพื่อให้คุณยอมเป็นผู้ร้ายแต่ประเทศได้ไปต่อคุณจะยอมไหม หรือคุณจะเลือกตัดสินใจแบบไม่ทำอะไรเลยเพื่อให้คุณรอดแล้วประเทศพัง

เอาเป็นว่าสรุปแล้วโซเชียลไทยคืออะไรทำไมคนไทยจึงเฮตะโล  ก่อนอื่นเอย่าคงต้องให้ทุกคนยอมรับก่อนว่าคำที่เอย่าจะกล่าวต่อไปนี้อาจจะขัดใจผู้อ่านหลายๆคน แต่มันคือความจริงที่คนไทยส่วนใหญ่มักไม่ได้มองหาความจริงมากกว่าแค่คำโปรยที่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ไม่มีมูลความจริงหรือมีมูลความจริงต่ำ  รวมถึงกฎหมายที่ออกมาเรื่องการให้ข้อมูลเท็จผ่านสื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้ถูกนำมาใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพนั่นทำให้  นักการเมือง ทหาร หรือใครๆหลายๆคนกลายเป็นเหยื่อโดยที่แม้จะอธิบายต่อสังคมอะไรไปคนก็ไม่เชื่อ เพราะถูกโฆษณาชวนเชื่อบิดเบือนความเชื่อไปหมดแล้ว  คนไทยยังมีความเชื่อที่ว่า นักการเมืองต้องโกงกิน  เอย่าเคยถามหลายคนเลยว่า ถ้าคิดแบบนี้แล้วออกไปใช้สิทธิ์ทำไม  ก็ไม่ต้องไปสิ  พอคนไม่ไปเยอะๆเสียงมันไม่ได้ก็ตั้งรัฐบาลที่ชอบธรรมไม่ได้เองแหละ  คนถามก็เงียบ   คนไทยหลายคนเชื่อว่า ทหาร ตำรวจต้องโกง  เอ้า…..แล้วเวลาเขาทำดี  เราเคยชื่นชมไหม     หลายคนบอกข้าราชการไทยต้องโกง   สรุปนะใครโกง  คนโกงก็คือตัวพวกเราเองใช่หรือไม่ แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่โกงแล้ว เขาแค่ทำมาหากิน แต่ความคิดของเราไปบอกว่านี่โกงสรุปว่าใครผิด…..? นี่แหละที่ทำไมพวกสแกมเมอร์ถึงบอกว่านอกจากเรื่องความโลภแล้ว ถ้าเขาพยายามเล่นบทเป็นคนถูกกระทำ  คนถูกทำร้าย คนไทยจะพยายามช่วยเลยโดยไม่ได้ดูถึงสาเหตุความเป็นจริงด้วยซ้ำ  วันนี้อยากให้กลับมามองที่ตัวเองนะครับ คนไม่ดีไม่ใช่ใคร เริ่มที่ตัวเองก่อน เลิกคิดจะเอาเปรียบ เลิกคิดว่าคนอื่นจะเอาเปรียบ นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับสังคมที่ดี  เราสร้างมันขึ้นมาเองทั้งนั้น  เอย่าขอฝากไว้ให้เป็นข้อคิดนะคะ
ที่มา : AYA

อ.อุ๋ย ไขข้อข้องใจ กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่?

กฎหมายระหว่างประเทศ ตายแล้วหรือยัง? หรือแท้จริงแล้วมันกำลัง 'วิวัฒนาการ' ท่ามกลางซากปรักหักพัง เพื่อร่วมสร้างระเบียบโลกใหม่ ? 

ในฐานะนักกฎหมายระหว่างประเทศที่ศึกษาความผันผวนของโลกมาหลายครั้ง ผมขอนำเสนอทัศนะต่อวิกฤตการณ์ "กฎแห่งป่า" (Law of the Jungle) ที่กำลังท้าทายระเบียบโลกอยู่ในขณะนี้ผ่านบทวิเคราะห์เชิงวิชาการดังนี้

แรกเริ่มเดิมที เจตนารมณ์ของกฎหมายระหว่างประเทศคือการเป็นกฎหมายเพื่อความอยู่รอดร่วมกัน เพราะหากเราย้อนกลับไปดูรากเหง้าของกฎหมายระหว่างประเทศ (International Law) เจตนารมณ์ที่แท้จริงไม่ใช่การสร้างพันธนาการเพื่อ “จำกัด” อำนาจอธิปไตยของรัฐ แต่คือการสร้าง "กติกาแห่งความคาดหมายได้" เพื่อป้องกันไม่ให้โลกกลับไปสู่ยุคที่ความแข็งแกร่งทางทหารคือความถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว 

กฎหมายระหว่างประเทศถูกออกแบบทั้งโดยจารีตประเพณีและโดยลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นเครื่องมือในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ทั้งการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อมและการจัดสรรทรัพยากรโลกอย่างเป็นธรรม เพื่อไม่ให้มนุษยชาติต้องเผชิญกับโศกนาฏกรรมซ้ำรอยสงครามต่างๆ โดยเฉพาะสงครามโลกทั้งสองครั้ง

วิวัฒนาการท่ามกลางภาวะง่อนแง่น: จากรัฐบาลสู่ธรรมาภิบาลโลก

ในสถานการณ์ที่ประเทศมหาอำนาจมักเลือกปฏิบัติ (Selective Enforcement) หรือละเมิดกฎเกณฑ์เมื่อขัดต่อผลประโยชน์แห่งชาติ กฎหมายระหว่างประเทศยังไม่หยุดนิ่ง แต่ผมคาดการณ์ว่ามันจะวิวัฒนาการไปในทิศทางดังนี้:

1. การเปลี่ยนผ่านจาก "อำนาจนิยม" สู่ "พหุภาคีนิยมแนวใหม่": กฎหมายระหว่างประเทศต้องไม่พึ่งพาเพียงมติของคณะมนตรีความมั่นคง (UNSC) ที่มักถูกยับยั้งด้วย Veto แต่ต้องเพิ่มบทบาทให้กับ "สมัชชาใหญ่" และ "ศาลระหว่างประเทศ" ให้มีความเข้มแข็งในการตีความกฎหมายที่เป็นบรรทัดฐานสากล (Jus Cogens) มากขึ้น เช่น ห้ามการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Genocide) ห้ามการค้าทาสและบังคับเป็นทาส (Slavery) ห้ามการทรมานหรือปฏิบัติอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม (Torture)

ห้ามทำสงครามรุกราน (Aggression) ฯลฯ

2. การขยายขอบเขตสู่ความมั่นคงรูปแบบใหม่: กฎหมายต้องวิวัฒนาการให้ทันต่อภัยคุกคามที่มหาอำนาจใช้เป็นเครื่องมือโดยแยบยล เช่น สงครามไซเบอร์ (Cyber Warfare) และการใช้อาวุธทางเศรษฐกิจ เพื่อสร้างมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกรัฐต้องยอมรับ

3. บทบาทของ "รัฐขนาดกลางและเล็ก": 

ในภาวะที่ยักษ์ชนยักษ์ รัฐที่เหลือต้องรวมกลุ่มกันสร้าง "กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ" (International Customary Law) ที่เข้มแข็ง เพื่อกดดันทางศีลธรรมและการเมือง (Political Pressure) ต่อมหาอำนาจ

ความจำเป็นของกฎหมายที่ไร้ซึ่ง "ตำรวจโลก":

หลายคนมักตั้งคำถามว่า ในเมื่อกฎหมายระหว่างประเทศไม่มี "สภาพบังคับ" (Sanction) ที่ชัดเจนเหมือนกฎหมายภายใน แล้วมันจะยังมีประโยชน์อะไร? 

ผมขอยืนยันว่ากฎหมายระหว่างประเทศยังคงเป็น "ความจำเป็นที่ขาดไม่ได้" ด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ:

1. ความชอบธรรม (Legitimacy): 

ไม่มีรัฐใดในโลก แม้แต่มหาอำนาจ ที่อยากถูกตราหน้าว่าเป็น "รัฐนอกกฎหมาย" (Pariah State) การกระทำที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศย่อมนำมาซึ่งต้นทุนทางจริยธรรมที่สูงยิ่ง และลดทอนอำนาจละมุน (Soft Power) ในระยะยาว

2. โครงสร้างพื้นฐานของโลก: 

หากปราศจากกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบการบินพลเรือน การเดินเรือพาณิชย์ หรือแม้แต่การส่งไปรษณีย์ข้ามพรมแดนจะหยุดชะงักทันที โลกจะตกอยู่ในสภาวะอัมพาต

3. ภาษาทางการทูต: 

กฎหมายระหว่างประเทศทำหน้าที่เป็น "ภาษากลาง" ที่ทำให้รัฐที่มีอุดมการณ์ต่างกันสามารถเจรจากันได้ภายใต้กรอบอ้างอิงเดียวกัน

บทสรุป:

แม้ในวันที่ ระเบียบโลกดูเหมือนจะถูก"กฎแห่งป่า" ครอบงำ แต่กฎหมายระหว่างประเทศยังคงเปรียบเสมือนเข็มทิศในพายุ ถึงแม้เราจะเดินหลงทางไปบ้าง แต่มันคือสิ่งเดียวที่จะประคองให้สังคมโลกไม่จมดิ่งสู่ความโกลาหลถึงขีดสุด เนื่องจากความศิวิไลซ์ของมนุษย์ไม่ได้วัดกันที่ว่าใครมีอาวุธร้ายแรงกว่ากัน แต่วัดกันที่ว่าเรามีความสามารถในการรักษาสัญญาสากลไว้ได้เพียงใด 

ด้วยความปราถนาดี

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อ. อุ๋ย) 

นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศ

‘นิพนธ์’ ดัน ‘สรรเพชญ’ !! เปิดสัญญาใจสู่ตำแหน่งรัฐมนตรี สรรเพชญรัฐมนตรีช่วยคมนาคมอายุน้อยที่สุด สัมพันธ์นิพนธ์-เนวินแน่นแฟ้นยาวนาน ฐานเสียงสงขลาขยายภูมิใจไทยได้อีกแรง

เปิดสัมพันธ์-สัญญาใจ “นิพนธ์-เนวิน”เปิดประตูให้ “สรรเพชญ”นั่ง รมช.คมนาคม รัฐมนตรีอายุน้อยที่สุด

ขอแสดงความยินดีกับ “สรรเพชญ บุญญามณี” สส.สงขลา เขต 1 พรรคภูมิใจไทย ได้รับโปรดเกล้าให้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม โดยไม่มี สส.ในมือเป็น

กลุ่มก้อน

จะมีก็แค่นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย แต่ก็มีแค่ 3คน คือ สรรเพชญ บุญญามณี สมยศ พลายด้วง และอนุกูล พฤษภานุศักดิ์ (จริงๆอนุกูลอยู่ในกลุ่มของ ดร.ธนกร วังบุญคงชนะ ด้วยซ้ำ)

ถ้าคิดตามโควต้าสัดส่วน สส.ก็ไม่น่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรี 9:1 แต่การได้เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยคมนาคมของสรรเพชญ น่าจะมาจากสัญญาใจระหว่าง “นิพนธ์” กับครูใหญ่ภูมิใจไทย ”เนวิน ชิดชอบ“มากกว่า

ถ้ายังจำกันได้เมื่อครั้งตั้งรัฐบาล ”อนุทิน 1” สายบุญญามณี ยอมสละไม่รับตำแหน่ง ทั้งนิพนธ์เอง สรรเพชญ และพี่สาวของสรรเพชญ ทั้งๆที่ตำแหน่งมาอยู่ในมืออยู่แล้ว

ครั้งนั้นสรรเพชญน่าจะอายุยังไม่ถึง 35 ปี จึงยังเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ กฎหมายกำหนดต้องอายุ 35 ปี เมื่อสรรเพชญยังเป็นไม่ได้ ลูกสาวคนโตของนิพนธ์จึงถูกทาบทาม แต่เมื่อถูกวิจารณ์มาก เจ้าตัวจึงปฏิเสธ นิพนธ์ก็ไม่ได้ส่งใครไปแทน และน่าจะเป็นสัญญาใจ “ไว้คราวหน้า”

“นายจะได้เป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด” ครูใหญ่ส่งสัญญาณต่อหน้าสรรเพชญ และนิพนธ์

นอกจากสัญญาใจแล้ว สรรเพชญน่าจะได้ตำแหน่งรัฐมนตรีในโควต้าของครูใหญ่ที่ไม่มีใครในภูมิใจไทยกล้าโต้แย้งอยู่แล้ว

สัมพันธ์รัก “นิพนธ์-เนวิน”ก็ไม่ธรรมดา เกิดขึ้นตั้งแต่ครั้งเนวินนั่ง รมช.เกษตร สมัยชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะที่นิพนธ์ช่วยงานนายกฯชวน ที่ต้องประสานใกล้ชิดกับรัฐมนตรี

สัมพันธ์แน่นขึ้นเมื่อเนวิน นำทัพกลุ่มเพื่อนเนวิน จับมือกับมวลสมาชิกพรรคประชากรไทย มายกมือสนับสนุนชวนเป็นนายกฯสมัยสอง ไม่ใช่แค่นั้นเมื่อนิพนธ์ต้องการทำทีมฟุตบอลที่สงขลา เนวินมีทีมฟุตบอลอยู่ในมือสองทีม จึงยกให้นิพนธ์ไปหนึ่งทีม 

เมื่อภูมิใจไทยต้องการขยายฐานภาคใต้ ขบวนขันหมากโดยการนำของเนวินจึงถูกแห่ไปยังบ้านเขารูปช้าง ในระหว่างที่นิพนธ์ก็สองจิตสองใจกับการจะอยู่กับประชาธิปัตย์ต่อไปในห้วงเวลาที่พรรคตกต่ำหนัก ซึ่งเฉลิมชัย ศรีอ่อน ยังเป็นหัวหน้าพรรคนำทีมบริหารพรรคอยู่ และมีเดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเลขาธิการพรรค หรือจะออกไปหาบ้านใหม่ อันเป็นช่วงเวลาที่เฉลิมชัยยังไม่ถอย “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ก็ยังไม่กลับมา

เมื่อขันหมากจากเนวินไปถึงบ้าน พร้อมข้อเสนอที่น่าสนใจ จึงไม่ใช่เรื่องยากที่นิพนธ์จะตัดสินใจย้ายบ้านไปอยู่พรรคภูมิใจไทย พร้อม สส.ในกลุ่ม ที่ได้กลับเข้าสภาเกือบหมด ยกเว้น “ราชิต สุดพุ่ม” สอบตกเขต 1 นครศรีธรรมราช

นายหัวไทร

ดิเอโก การ์เซีย สะท้อนอดีต ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะชากอส ถูกยิงขีปนาวุธอิหร่าน ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ และคราบน้ำตาชาวชากอสเซียน

ดิเอโก การ์เซีย ฐานทัพสหรัฐฯ บนดินแดนอังกฤษ

เกิดขึ้นด้วยคราบน้ำตาของชาวพื้นเมืองกว่าสองพันชีวิต

จากข่าวที่กลายเป็นประเด็นที่ฮื้อฮาไปทั่วโลก เมื่อวันศุกร์ที่ 21 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยกลาง/ไกล (IRBM) 2 ลูก โจมตีฐานทัพอากาศสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ในหมู่เกาะชาโกส กลางมหาสมุทรอินเดีย (ระยะทางประมาณ 3,800–4,000 กิโลเมตรจากอิหร่าน) ซึ่งเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร

แม้ว่า อิหร่านจะไม่ได้ระบุรุ่นขีปนาวุธที่แน่ชัดต่อสาธารณะ แต่รายงานที่น่าเชื่อถือหลายฉบับเห็นพ้องต้องกันเกี่ยวกับชนิดของขีปนาวุธที่ใช้ว่าเป็น ขีปนาวุธพิสัยกลาง IRBM รุ่นใหม่ (ซึ่งยังไม่เปิดเผย) เป็นรุ่นพัฒนาใหม่ (extended-range IRBM) ซึ่งอาจต่อยอดจาก Khorramshahr-4 สาเหตุที่น่าจะเป็น “รุ่นใหม่” เพราะ 1) ระยะ 4,000 กม. = ระดับ IRBM เต็มตัว ต้องออกแบบเฉพาะ ไม่ใช่แค่ “อัปเกรดเล็กน้อย” และ 2) รูปแบบการยิง ยิงไกลมาก แต่ไม่ได้เน้นความแม่นสูง ลักษณะเป็นการ “ทดสอบศักยภาพ” มากกว่าการใช้ขีปนาวุธรุ่นเก่า โดยขีปนาวุธพิสัยกลาง 2 ลูกถูกปล่อยออกไป แต่ไม่ถูกเป้าหมาย เพราะลูกหนึ่งประสบอุบัติเหตุระหว่างทาง และอีกลูกถูกสกัดกั้นโดยเรือรบของสหรัฐฯ

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับเกาะดิเอโก การ์เซีย (Diego Garcia) พอสังเขปมีดังนี้: ศูนย์กลางการบริหารดินแดนของ ‘บริติชอินเดียนโอเชียนเทร์ริทอรี’ (British Indian Ocean Territory) ดินแดนโพ้นทะเลของสหราชอาณาจักร มีพื้นที่เป็นเกาะปะการังวงแหวน เกาะตั้งอยู่ที่ประมาณ 1,970 ไมล์ทะเล (3,650 กิโลเมตร) ทางตะวันออกของชายฝั่งของแอฟริกา (ที่แทนซาเนีย ),ห่างออกไป 967 ไมล์ทะเล (1,790 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย (ที่ Kanyakumari ) และ 2,550 ไมล์ทะเล (4,720 กิโลเมตร) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย (ที่รัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย) ดิเอโกการ์เซียอยู่ในเกาะชากอส

เกาะแห่งนี้แม้จะเป็นดินแดนของสหราชอาณาจักร แต่สหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งหน่วยสนับสนุนกองทัพเรือ (Naval Support Facility) ในช่วงสงครามเย็น เพื่อตอบโต้โซเวียต โดยเกาะดิเอโกการ์เซียแห่งนี้เป็นสถานีขนส่งกำลังสนับสนุนเรือลำเลียงของกองทัพ เรือดำน้ำ ทั้งยังมีฐานทัพอากาศสมัยสงครามอัฟกานิสถาน เคยมีเครื่องบินทิ้งระเบิด B-1, B-2 และ B-52 ฐานแกะรอยสื่อสารและดาวเทียม ท่าจอดเรือแบบทอดสมอสำหรับการส่งกำลังบำรุงอาวุธยุทโธปกรณ์เพื่อปฏิบัติการในภูมิภาคนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีสถานีควบคุมดาวเทียมสื่อสารที่เรียกว่า REEF และมีสถานีวิทยุสื่อสารความถี่สูง GeoDSS  (สถานี HF ทั่วโลก : High Frequency Global Communications System) กองทัพอากาศสหรัฐฯมีเครื่องรับส่งสัญญาณระบบสื่อสารความถี่สูงทั่วโลก ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะปะการังใกล้กับสถานี GEODSS เครื่องรับส่งสัญญาณทำงานจากระยะไกลจากฐานทัพอากาศแอนดรูว์สและฐานทัพอากาศแกรนด์ฟอร์กส์ และได้รับการดูแลโดยบุคลากรของ NCTS และยังเป็นที่ตั้งของสถานี จีพีเอส 1 ใน 5 แห่งที่ควบคุมโดยกองทัพสหรัฐ

สนามบินบนเกาะแห่งนี้เป็นสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับเครื่องบินพาณิชย์สองเครื่องยนต์ ที่มีมาตรฐาน ETOPS (คือเครื่องบินที่สามารถบินด้วยเครื่องยนต์เดียวหากเกิดเหตุฉุกเฉินได้ภายในเวลาที่กำหนด ก่อนลงจอดฉุกเฉิน) เช่น แอร์บัส เอ330 โบอิ้ง 767 หรือ โบอิ้ง 777 เพื่อให้สามารถบินได้โดยไม่ต้องหยุดพักระหว่างการเดินทางข้ามมหาสมุทร

นอกจากนี้ ดิเอโก การ์เซีย ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ลงจอดฉุกเฉินสำหรับกระสวยอวกาศ NASA หนึ่งใน 33 แห่งทั่วโลกซึ่งยังไม่เคยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านี้ตลอดโปรแกรมรับส่งกระสวยอวกาศเลย แต่เคยถูกใช้ในระหว่างโครงการอพอลโล

ทำไมดิเอโก การ์เซียจึงยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในปัจจุบัน ดิเอโก การ์เซียยังคงมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์อย่างมากในปัจจุบันเนื่องจากที่ตั้ง การสนับสนุนขีดความสามารถทางทหาร และบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ 

1. ทำเลที่ตั้งอันสมบูรณ์แบบในมหาสมุทรอินเดีย ตั้งอยู่เกือบใจกลางมหาสมุทรอินเดีย ระหว่าง: ตะวันออกกลาง แอฟริกาตะวันออก เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จีงเป็นทำเลที่เหมาะสมในการเข้าถึงจุดยุทธศาสตร์สำคัญๆ ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว

2. ฐานทัพทหารหลักของสหรัฐฯ ดำเนินการโดยกองทัพสหรัฐฯ สำหรับภารกิจต่างๆ ได้แก่:

- การปฏิบัติการสำหรับเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล

- การสนับสนุนทางทะเลสำหรับเรือและเรือดำน้ำ

- คลังสำหรับจัดเก็บอาวุธยุทโธปกรณ์และเสบียงทางทหาร เปรียบเสมือนศูนย์กลางลอยน้ำบนบก

3. บทบาทสำคัญในความขัดแย้งและปฏิบัติการต่างๆ ดิเอโก การ์เซียถูกใช้ในปฏิบัติการสำคัญๆ ได้แก่:

สงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามในอัฟกานิสถาน สงครามอิรัก เป็นฐานทัพของเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องบินสนับสนุน เพราะปลอดภัยจากการโจมตีโดยตรง แต่ก็อยู่ใกล้กับเขตความขัดแย้งมากพอ

4. ศูนย์กลางข่าวกรองและการเฝ้าระวัง มีระบบปฏิบัติการขั้นสูง:

- การติดตามดาวเทียม

- ข่าวกรองสัญญาณ

- ระบบสื่อสาร

ทำหน้าที่ตรวจสอบเส้นทางเดินเรือและกิจกรรมทางทหารในมหาสมุทรอินเดีย

5. การควบคุมเส้นทางเดินเรือสำคัญ อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือสำคัญระดับโลกที่ขนส่ง: น้ำมันจากตะวันออกกลาง การค้าขายระหว่างเอเชีย แอฟริกา และยุโรป จากที่นี่สามารถมีอิทธิพลต่อการค้าโลกได้

6. ความสำคัญที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา การแข่งขันกับจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเพิ่มมากขึ้น ดิเอโก การ์เซีย ทำให้สหรัฐอเมริกามีฐานที่มั่นคงโดยไม่ต้องพึ่งพาประเทศอื่น เป็นหนึ่งในไม่กี่แห่งที่สหรัฐอเมริกามีอิสระในการปฏิบัติการอย่างเต็มที่

7. ปลอดภัยและอยู่ห่างไกลจากภัยคุกคามบนแผ่นดินใหญ่ me.shยากต่อการโจมตี ไม่มีประชากรพลเรือน (หลังจากชาวชากอสเซียนถูกขับไล่ออกไป) จึงเป็นสินทรัพย์ทางทหารที่มีความเสี่ยงต่ำและมีมูลค่าสูง

จุดเด่นทั้ง 7 ข้อร่วมกันเช่นนี้ นับว่าหาได้ยาก ดังนั้นแม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นหนึ่งในฐานทัพเชิงยุทธศาสตร์ที่มีค่าที่สุดในโลกของกองทัพสหรัฐฯ

เรื่องราวของคราบน้ำตาของชาวชากอสเซียน ชนพื้นเมืองของเกาะแห่งนี้เกิดจากการที่สหราชอาณาจักรได้ทำการอพยพชาวพื้นเมืองออกจากเกาะดิเอโก การ์เซีย โดยเกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1960 และต้นทศวรรษ 1970 สหราชอาณาจักรได้แยกหมู่เกาะชากอสออกจากมอริเชียสเพื่อจัดตั้งดินแดนมหาสมุทรอินเดียของอังกฤษ เกาะที่ใหญ่ที่สุดคือดิเอโก การ์เซีย ถูกให้เช่าแก่สหรัฐอเมริกาเพื่อใช้เป็นฐานทัพ อันเนื่องมาจากรัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ (เวียดนาว ลาว และเขมร) มีแนวโน้มสูงมากที่จะพ่ายแพ้แก่ฝ่ายต่อต้านซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศไทยซึ่งมีฐานทัพอากาศหลายแห่งมีเครื่องบินรบในขณะนั้นรวมกันรองจากที่ประจำการในประเทศสหรัฐฯ เท่านั้น ก็อาจล่มสลาย ล้มตามประเทศเพื่อนบ้านกลายเป็นคอมมิวนิสต์ตามทฤษฎีโดมิโน

การอพยพโดยบังคับ ระหว่างปี 1967 ถึง 1973 รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้อพยพชาวพื้นเมืองประมาณ 1,500-2,000 คน (ชาวชากอสเซียน หรือที่เรียกว่าชาวอิโลอิส) โดยบังคับผู้คนส่วนใหญ่ถูกส่งไปยังมอริเชียสและเซเชลส์ หลายคนไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมา และรายงานต่างๆ บรรยายถึงสภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบาก ความยากจน และการขาดค่าชดเชยหลังจากการย้ายถิ่นฐาน

เหตุผลที่เกิดขึ้น การอพยพดังกล่าวทำขึ้นเพื่อเปิดทางให้ฐานทัพสหรัฐฯ บนเกาะดิเอโก การ์เซีย ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ในช่วงสงครามเย็น ข้อพิพาทที่ดำเนินอยู่ ชาวชากอสเซียนและลูกหลานของพวกเขาต่อสู้มานานหลายทศวรรษเพื่อ: สิทธิในการกลับคืนสู่ถิ่นฐาน ค่าชดเชย คดีนี้เกี่ยวข้องกับ:

ศาลในสหราชอาณาจักร คำตัดสินระหว่างประเทศ รวมถึงความเห็นเชิงแนะนำจากศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในปี 2019 ซึ่งระบุว่าการควบคุมเกาะของสหราชอาณาจักรควรยุติลง และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติยังเรียกร้องให้สหราชอาณาจักรคืนดินแดนให้กับมอริเชียส โดยสหราชอาณาจักรยอมรับว่าการปฏิบัติต่อชาวชากอสเซียนนั้นผิด แต่ยังไม่อนุญาตให้ชาวพื้นเมืองกลับมามีการตั้งถิ่นฐานใหม่บนเกาะดิเอโก การ์เซียอย่างเต็มที่แต่อย่างใด การเจรจาระหว่างสหราชอาณาจักรและมอริเชียสเกี่ยวกับอธิปไตยยังคงดำเนินอยู่จนทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

 

โมฮัมเหม็ด ซาล่า ราชันย์แห่งแอนฟิลด์ เมื่อวันอำลามาถึง

คงไม่เกินจริงหากจะกล่าวว่าเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมาเป็นวันที่โลกฟุตบอลหยุดชะงักชั่วขณะ — เมื่อชายในชุดสีแดงเลือดหมู หมายเลข 11 อันเป็นที่คุ้นเคยของเดอะค็อปทั่วโลกได้ก้าวออกมายืนต่อหน้ากล้อง มองตรงเข้ามาในดวงตาของแฟนบอลหลายล้านคน และกล่าวประโยคที่ไม่มีใครอยากได้ยิน

"น่าเสียดายที่วันนั้นมาถึงแล้ว นี่คือบทแรกของการอำลาของผม ผมจะออกจากลิเวอร์พูลเมื่อสิ้นฤดูกาลนี้"

ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่ประโยค โมฮัมเหม็ด ซาล่า ปิดฉากเก้าปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของหนึ่งในตำนานบทหนึ่งแห่งประวัติศาสตร์ลิเวอร์พูล FC — และในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

เด็กหนุ่มจากบะซีอุน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2017 ไม่มีใครคาดคิดว่าการเซ็นสัญญามูลค่า 36.9 ล้านปอนด์จากสโมสร AS Roma จะกลายเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ฉลาดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ชายหนุ่มวัย 25 ปีจากหมู่บ้านเล็กๆ ชื่อ บะซีอุน ในบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำไนล์ เดินทางมาพร้อมกับฝีเท้าซ้ายที่คมกริบ รอยยิ้มที่อ่อนโยน และความฝันที่ยังไม่สมบูรณ์

เส้นทางของซาล่าก่อนมาถึงแอนฟิลด์นั้นไม่ได้ราบรื่น — เขาผ่านการถูกปฏิเสธจาก Chelsea ที่ไม่ให้โอกาสเขาพิสูจน์ตัวเอง ผ่านการยืมตัวไป Fiorentina และ Roma ก่อนที่ Roma จะซื้อขาด แล้วในที่สุดก็ถึงมือ Jürgen Klopp — ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันที่มองเห็นในซาล่าสิ่งที่คนอื่นมองข้ามไป

การปฏิวัติสีแดง

ฤดูกาลแรกที่แอนฟิลด์ในปี 2017–18 ไม่ใช่แค่การเปิดตัว — มันคือการปฏิวัติ ซาล่าสร้างสถิติทำประตูในพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะในฤดูกาลเดียวด้วยจำนวน 32 ประตูจาก 38นัด ในลีกที่ถือว่าแข็งแกร่งที่สุดลีกหนึ่งของเมืองมนุษย์อย่างพรีเมียร์ลีก ตัวเลขที่โลกฟุตบอลต้องก้มหัวคารวะให้ รางวัล PFA Player of the Year และ FWA Footballer of the Year หลั่งไหลมาสู่มือเขาพร้อมกันในฤดูกาลเดียว

แต่ที่น่าตื่นใจกว่านั้น คือการที่เขาสร้างสิ่งที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ — เขาทำให้แอนฟิลด์กลับมามีมนต์ขลัง และเดอะค็อปทั่วโลกเชื่อว่าลิเวอร์พูลอันเป็นที่รักมีโอกาสกลับมาผงาดง้ำค้ำโลกอีกครั้ง

พิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดแห่งยุโรป

ปี 2019 คือจุดสูงสุดร่วมกันของซาล่าและลิเวอร์พูล เสียงเพลง "You'll Never Walk Alone" ดังก้องอยู่ในทุกมุมของ Wanda Metropolitano กรุงมาดริด เมื่อ Liverpool คว้าแชมป์ UEFA Champions League ได้สำเร็จ — ถ้วยรางวัลที่แฟนบอลรอคอยมานานถึง 14 ปี

และในปี 2020 ความฝันที่ถูกเลื่อนออกไปนานถึง 30 ปีก็เป็นจริง Liverpool คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในยุคสมัยใหม่ พร้อมด้วยสถิติ 99 แต้ม และซาล่าคือหัวใจของทีมทีมนั้น

ตำนานที่ถูกประทับลงด้วยตัวเลขที่โกหกไม่ได้ 

ลงสนาม: 435 นัด (อันดับที่ 23 ในประวัติศาสตร์สโมสร)

ประตู: 255 ลูก (อันดับ 3 ตลอดกาลของ Liverpool รองจาก Ian Rush และ Roger Hunt)

แอสซิสต์: 119 ครั้ง

ประตู + แอสซิสต์ใน พรีเมียร์ลีก 281 ครั้ง ถือเป็นสถิติโลกของพรีเมียร์ลีกสำหรับนักเตะคนเดียวในทีมเดียว

Golden Boot: 4 สมัย (2017-18, 2018-19, 2021-22, 2024-25)

ถ้วยรางวัลใหญ่: 8 ใบ พาลิเวอร์พูลเถลิงบัลลังก์แชมป์ทุกถ้วยและทุกความสำเร็จที่มีให้ไขว่คว้า 

ประกอบไปด้วย แชมป์ พรีเมียร์ลีก และ ลีกคัพ อย่างละ 2 สมัย, UCL, FA Cup, Club World Cup, UEFA Super Cup อย่างละ 1 สมัย 

ฤดูกาล 2024-25: 29 ประตู 18 แอสซิสต์ — 47 Goal Involvements สูงสุดในประวัติของพรีเมียร์ลีกใน 1 ฤดูกาลหรือ 38 นัด

ผู้ทำประตูสูงสุดชาวแอฟริกันในพรีเมียร์ลีกตลอดกาล

อิทธิพลที่มากกว่าแค่ "ฟุตบอล"

ซาล่าไม่ได้เป็นเพียงเครื่องจักรผลิตสกอร์ แต่เขาคือ ศูนย์รวมจิตใจ ความสม่ำเสมอของเขาคือมาตรฐานที่ลิเวอร์พูลขาดไม่ได้ เขามอบความเชื่อมั่นให้เพื่อนร่วมทีม และเป็นแรงบันดาลใจให้คนนับล้านทั่วโลก โดยเฉพาะการลบภาพจำและสร้างสะพานเชื่อมทางวัฒนธรรมผ่านรอยยิ้มและการก้มกราบ (Sujud) ทุกครั้งที่ทำประตูได้

นอกเหนือจากนี้ คงไม่เกินเลยแต่อย่างใดถ้าจะบอกว่าซาล่าไม่ได้เป็นเพียงนักฟุตบอล เขาคือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรม ในอียิปต์ ชื่อของเขาถูกสลักไว้บนกำแพง บนเสื้อผ้า บนฝันของเด็กชายที่ไม่มีรองเท้าดีๆใส่ แต่มีลูกบอลไว้เดินตามรอยเท้าของเขา สำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูลทั่วโลก เขาคือหลักฐานว่าความยิ่งใหญ่ไม่ต้องการแบกความหยิ่งยโส

ในสังคมที่ชื่นชมนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ด้วยความอหังการ ซาล่าเลือกเดินในทิศทางตรงกันข้าม เขาสร้างโรงพยาบาลในหมู่บ้านของเขาที่บ้านเกิด บริจาคเงินเพื่อการศึกษา และยังคงลงทำบุญในรอมฎอนทุกปีอย่างเงียบงัน เขาเป็นราชันย์ที่ไม่ต้องการมงกุฎ เพราะมงกุฎของเขาอยู่ในใจผู้คน

เส้นทางเดินสู่ความขัดแย้ง

ทุกตำนานล้วนมีบทที่เจ็บปวด และบทนั้นของซาล่าเริ่มต้นในเดือนธันวาคม 2025

หลังจากถูกจำกัดบทบาทจากทีมชุดใหญ่โดย Arne Slot ผู้จัดการทีมคนใหม่ ซาล่าซึ่งเพิ่งเซ็นสัญญาต่อในเดือนเมษายนปีเดียวกัน ออกมาพูดตรงๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนว่า เขารู้สึกเหมือนสโมสรกำลัง "โยนเขาไปเป็นแพะรับบาป" ความสัมพันธ์ที่ร้าวลึกนี้เป็นสัญญาณว่ายุคสมัยกำลังเปลี่ยนผ่าน

ในฤดูกาลสุดท้ายนี้ ซาล่าทำได้เพียง 10 ประตูจาก 34 นัด — ตัวเลขที่สูงสำหรับนักเตะทั่วไป แต่ต่ำเกินไปสำหรับราชันย์แห่งแอนฟิลด์ อายุที่เพิ่มขึ้น รูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนไป และความสัมพันธ์ที่เปราะบางกับทีมงาน ทำให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้น มันถึงเวลาแล้ว

วันที่โลกของเดอะค็อปหยุดนิ่ง

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2026 ซาล่าโพสต์วิดีโออำลาบน Instagram ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือเล็กน้อย ท่ามกลางภาพถ้วยรางวัลที่เรียงรายอยู่เบื้องหลัง เขากล่าวว่า

"ผมไม่เคยจินตนาการว่าสโมสรแห่งนี้ เมืองนี้ ผู้คนเหล่านี้ จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมอย่างลึกซึ้งขนาดนี้ ลิเวอร์พูลไม่ใช่แค่สโมสรฟุตบอล มันคือความหลงใหล มันคือประวัติศาสตร์ มันคือจิตวิญญาณ"

Ryan Gravenberch ตอบกลับในคอมเมนต์เพียงคำเดียว: "Legend" Virgil van Dijk ซึ่งร่วมเดินทางตลอดยุคทองของลิเวอร์พูลพร้อมกับซาล่า ก็ออกมาแสดงความรู้สึกเช่นกัน สนามแอนฟิลด์ยังไม่ได้กล่าวอำลา แต่ทั้งโลกรับรู้แล้วว่าวันนั้นกำลังจะมา

ราชันย์ไม่เคยจากไป

นัดอำลาอย่างเป็นทางการถูกกำหนดให้เป็นวันที่ 24 พฤษภาคม 2026 ซึ่งเป็นนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้กับ Brentford ที่แอนฟิลด์ ในวันนั้น ความเงียบสงบจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงร้องของผู้คนหกหมื่นกว่าชีวิต ที่จะร้องเพลงให้กับชายคนนี้เป็นครั้งสุดท้าย

ซาล่ากล่าวว่า "การจากไปไม่เคยง่าย คุณทุกคนมอบช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตผมให้ ผมจะเป็นหนึ่งในพวกคุณเสมอ สโมสรแห่งนี้จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม"

ตัวเลขอาจถูกทุบทำลายในอนาคต แต่สิ่งที่ซาล่ามอบให้ไม่ได้อยู่แค่ในสถิติ มันอยู่ในความทรงจำของเด็กชายที่เห็นเขาวิ่งแล้วเชื่อว่าความฝันมีอยู่จริง มันอยู่ในคืนที่แอนฟิลด์สั่นสะเทือนด้วยความปีติยินดี มันอยู่ในทุกครั้งที่มีคนสวมเสื้อหมายเลข 11 สีแดงเพลิงตัวนั้น

"Liverpool จะเป็นบ้านของผมตลอดไป ของผมและครอบครัวผม — โมฮัมเหม็ด ซาล่า, 24 มีนาคม 2026"

ราชันย์อาจลุกออกจากราชบัลลังก์ได้ แต่ตำนานไม่มีวันตาย

You'll Never Walk Alone.

รัสเซียลุยดาวเทียม เปิดเกมใหม่ในภูมิรัฐศาสตร์ ปล่อยดาวเทียม Rassvet 16 ดวง แข่งกับ Starlink เพื่ออำนาจดิจิทัล สะท้อนยุทธศาสตร์อธิปไตยทางเทคโนโลยี

รัสเซียเปิดเกมอวกาศ ปล่อยดาวเทียม “Rassvet” ท้าชน Starlink ในศึกภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2026 ที่ผ่านมา บริษัท Bureau 1440 «Бюро 1440» ซึ่งเป็นบริษัทด้านอวกาศของสหพันธรัฐรัสเซียได้ประสบความสำเร็จในการปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรก จำนวน 16 ดวง ของเครือข่ายดาวเทียมวงโคจรต่ำ “Rassvet” «Рассвет» การปล่อยครั้งนี้ดำเนินการโดยใช้จรวดขนส่ง Soyuz-2.1b เมื่อเวลา 20:24 น. ตามเวลามอสโก ดาวเทียมทั้งหมดถูกนำขึ้นสู่วงโคจรเริ่มต้น (parking orbit) ได้สำเร็จ และอยู่ภายใต้การควบคุมของศูนย์ควบคุมการบินของบริษัทเป็นที่เรียบร้อย ทั้งนี้ในอดีตอินเทอร์เน็ตถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจและการสื่อสาร แต่ในปัจจุบันระบ อินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้กลายเป็น “สินทรัพย์เชิงยุทธศาสตร์” ที่รัฐสามารถใช้สร้างอำนาจและอิทธิพลได้โดยตรง เห็นได้จากกรณีของ Starlink ที่ถูกใช้งานในสงครามต่าง ๆ  เช่น สงครามรัสเซีย - ยูเครน สงครามอิหร่าน - อิสราเอล แสดงให้เห็นชัดว่าการควบคุมโครงข่ายสื่อสารสามารถส่งผลต่อความได้เปรียบในสนามรบ การข่าว และการรับรู้ของสาธารณะ
ด้วยเหตุนี้การที่รัสเซียพัฒนา “Starlink เวอร์ชันของตนเอง” จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) เพื่อลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและเพิ่มความสามารถในการควบคุมข้อมูลและการสื่อสารภายในและภายนอกประเทศ การปล่อยดาวเทียมสื่อสารชุดแรกของโครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการ “เปิดเกมใหม่” ในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีโลก ท่ามกลางการแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX และตอกย้ำว่า “อวกาศ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิใหม่ของมหาอำนาจ ไม่เพียงรัสเซียแต่รวมถึงสหรัฐฯ และจีนอีกด้วย


ในโลกที่โครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลเป็นตัวกำหนดอำนาจรัฐ โครงการ Rassvet จึงเป็นความพยายามสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” และเป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันเพื่อควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็นในศตวรรษที่ 21ทั้งนี้ โครงการ “Rassvet” (แปลว่า “รุ่งอรุณ”) เป็นเครือข่ายดาวเทียมอินเทอร์เน็ตวงโคจรต่ำ (Low Earth Orbit: LEO) ของ Russia ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างระบบสื่อสารผ่านอวกาศของตนเอง โดยมี Bureau 1440 เป็นผู้ดำเนินการหลัก ภายใต้การสนับสนุนจากภาครัฐและภาคธุรกิจ โครงการฯ มีเป้าหมายหลักในการสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมที่ครอบคลุมทั่วประเทศและในระยะยาวขยายไปสู่ระดับโลกเพื่อให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมงแม้ในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่ที่โครงสร้างพื้นฐานภาคพื้นดินเข้าถึงได้ยาก ในเชิงเศรษฐกิจโครงการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล (digital divide) ภายในประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคชนบทที่ห่างไกลที่การพัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตยังล้าหลัง การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่มีคุณภาพจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา และบริการสาธารณะ

ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ในด้านความมั่นคงโครงการ Rassvet มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้าง “อธิปไตยทางดิจิทัล” ของรัสเซียโดยลดการพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศ เช่น Starlink และช่วยให้รัฐสามารถควบคุมระบบการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์โครงการนี้ยังเป็นเครื่องมือในการขยายอิทธิพลของรัสเซียในเวทีโลกผ่านการให้บริการอินเทอร์เน็ตในประเทศอื่น ๆ ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางดิจิทัล และเพิ่มอำนาจต่อรองของรัสเซียในระบบระหว่างประเทศ

โดยโครงการ “Rassvet” ของ Russia ที่พัฒนาโดย Bureau 1440 ถูกออกแบบให้เป็นเครือข่ายดาวเทียมสื่อสารยุคใหม่ โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหลายด้านเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความเสถียร และความสามารถในการแข่งขันกับระบบอย่าง Starlink

ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ดาวเทียมของโครงการนี้อยู่ในวงโคจรต่ำของโลก (Low Earth Orbit: LEO) ซึ่งช่วยลดความหน่วง (latency) ของสัญญาณเมื่อเทียบกับดาวเทียมวงโคจรสูงทำให้สามารถให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงได้ใกล้เคียงกับระบบภาคพื้นดินมากขึ้นในด้านการสื่อสาร ดาวเทียมถูกติดตั้งระบบ 5G NTN (Non-Terrestrial Network) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงเครือข่ายโทรคมนาคมภาคพื้นดินเข้ากับโครงข่ายอวกาศช่วยให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมได้อย่างมีประสิทธิภาพและรองรับการใช้งานในอนาคต

อีกหนึ่งเทคโนโลยีสำคัญคือระบบสื่อสารระหว่างดาวเทียมด้วยเลเซอร์ (inter-satellite laser links) ซึ่งช่วยให้ดาวเทียมสามารถส่งข้อมูลหากันได้โดยตรงในอวกาศโดยไม่ต้องผ่านสถานีภาคพื้นดินทุกครั้ง ส่งผลให้เครือข่ายมีความเร็วสูงขึ้น ลดความล่าช้าและเพิ่มความมั่นคงของระบบโดยรวมในด้านพลังงานและการควบคุม ดาวเทียมของ Rassvet ใช้ระบบพลังงานรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูง และติดตั้ง ระบบขับเคลื่อนแบบพลาสมา (plasma propulsion) ซึ่งช่วยให้สามารถปรับตำแหน่งวงโคจรได้อย่างแม่นยำ ยืดอายุการใช้งานของดาวเทียมและเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดการเครือข่าย

นอกจากนี้ โครงการยังมีการพัฒนาระบบแยกตัวดาวเทียมจากจรวด (satellite deployment system) ของตนเอง เพื่อรองรับการปล่อยดาวเทียมจำนวนมากในแต่ละครั้งและลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอก โดยดาวเทียมในรุ่นปัจจุบันยังได้นำบทเรียนจากภารกิจทดลองก่อนหน้า เช่น Rassvet-1 และ Rassvet-2 มาปรับปรุง ทำให้มีความเสถียรและประสิทธิภาพสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในด้านการดำเนินงาน โครงการได้เริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในเดือนมีนาคม 2026 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจาก “ระยะทดลอง” ไปสู่ “ระยะปฏิบัติการจริง” โดยดาวเทียมจะผ่านการตรวจสอบระบบก่อนเคลื่อนย้ายไปยังวงโคจรปฏิบัติการเป้าหมาย สำหรับแผนในอนาคต รัสเซียตั้งเป้าจะขยายจำนวนดาวเทียมเป็นมากกว่า 250 ดวงภายในปี 2027 เพื่อเริ่มให้บริการเชิงพาณิชย์ และเพิ่มเป็นหลายร้อยดวงในระยะยาวเพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการอินเทอร์เน็ตทั้งภายในประเทศและระดับโลกตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งนี้โครงการมีงบประมาณรวมมากกว่า 514 พันล้านรูเบิลจนถึงปี 2036 โดยรัฐจะสนับสนุนบางส่วนและเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยสรุปโครงการ Rassvet ไม่ได้เป็นเพียงระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมแต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลเชิงยุทธศาสตร์ที่มีเป้าหมายทั้งในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ
การขยายการเข้าถึงเทคโนโลยี และการเสริมสร้างอำนาจของรัฐในยุคภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยี

หากพิจารณาผู้เขียนพบว่าการพัฒนาโครงการ “Rassvet” ของรัสเซียเป็นผลลัพธ์ของแรงกดดันทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และความมั่นคงที่ทวีความเข้มข้นในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

ประการแรก บริบทสำคัญคือความตึงเครียดระหว่างรัสเซียกับโลกตะวันตก โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์สงครามรัสเซีย -ยูเครนซึ่งนำไปสู่มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี ทำให้รัสเซียเผชิญกับข้อจำกัดในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัลและนวัตกรรมจากต่างประเทศ ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวการพัฒนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมของตนเองจึงกลายเป็น “ความจำเป็นเชิงยุทธศาสตร์” มากกว่าทางเลือกประการที่สอง การเติบโตอย่างรวดเร็วของ Starlink ของ SpaceX ได้เปลี่ยนภูมิทัศน์ของอินเทอร์เน็ตโลกอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิมที่โครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตพึ่งพาโครงข่ายภาคพื้นดินเป็นหลัก สู่ยุคที่ “อวกาศ” กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ การที่บริษัทเอกชนสามารถควบคุมเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระดับโลกได้ ยิ่งกระตุ้นให้รัฐอย่างรัสเซียต้องเร่งสร้างระบบของตนเอง เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การพึ่งพาหรืออิทธิพลจากต่างชาติ

ประการที่สาม ภายในประเทศเอง รัสเซียมีความต้องการขยายการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตไปยังพื้นที่ห่างไกล ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังไม่สามารถครอบคลุมได้อย่างทั่วถึง โครงการ Rassvet จึงตอบโจทย์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม โดยช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านดิจิทัล และสนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่ชายขอบของประเทศ นอกจากนี้โครงการยังสะท้อนแนวโน้มของ “อธิปไตยทางดิจิทัล” (digital sovereignty) ที่หลายประเทศกำลังให้ความสำคัญมากขึ้น กล่าวคือ การที่รัฐต้องสามารถควบคุมโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลและการสื่อสารของตนเองได้ โดยไม่ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีหรือผู้ให้บริการจากต่างประเทศ โดยสรุป บริบทของโครงการ Rassvet จึงเป็นการผสมผสานระหว่างแรงกดดันจากภายนอกและความจำเป็นภายในประเทศ ทำให้โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ระดับชาติในการปรับตัวต่อโลกที่การแข่งขันด้านเทคโนโลยีและอำนาจกำลังย้ายเข้าสู่ “อวกาศและโครงข่ายดิจิทัล” อย่างเต็มรูปแบบ

เมื่อพิจารณาโครงการ “Rassvet” ของ Russia เทียบกับ Starlink ของ SpaceX จะเห็นได้ว่าทั้งสองมี “เป้าหมายคล้ายกัน” แต่ “สถานะและศักยภาพยังต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ” ในเชิงเป้าหมาย ทั้ง Rassvet และ Starlink ต่างมุ่งสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงครอบคลุมพื้นที่กว้าง รวมถึงพื้นที่ห่างไกล อย่างไรก็ตาม Starlink มีจุดเริ่มต้นในฐานะ “บริการเชิงพาณิชย์ระดับโลก” ขณะที่ Rassvet มีมิติของ “ความมั่นคงและอธิปไตยดิจิทัล” ที่เด่นชัดกว่า โดยต้องการลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตกและสร้างระบบของตนเอง

ในด้านความก้าวหน้า Starlink ถือว่า “นำหน้าอย่างมาก” โดยมีดาวเทียมมากกว่าหลายพันดวงในวงโคจร และให้บริการจริงในหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ขณะที่ Rassvet เพิ่งเริ่มต้นด้วยการปล่อยดาวเทียมชุดแรกจำนวน 16 ดวงในปี 2026 และยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาโครงข่าย

ในเชิงเทคโนโลยี ทั้งสองระบบใช้แนวคิดคล้ายกัน เช่น ดาวเทียมวงโคจรต่ำและการสื่อสารความเร็วสูง แต่ Starlink มีความได้เปรียบด้านประสบการณ์ การทดสอบจริง และโครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว ในขณะที่ Rassvet พยายาม “ก้าวกระโดด” ด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ เช่น การสื่อสารด้วยเลเซอร์และระบบ 5G NTN มาใช้ตั้งแต่ระยะแรก

ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์ Starlink ถูกมองว่าเป็น “เครื่องมืออิทธิพลของ United States” โดยเฉพาะจากบทบาทในความขัดแย้ง เช่น Russia–Ukraine War ขณะที่ Rassvet เป็นความพยายามของรัสเซียในการสร้าง “ทางเลือกของตนเอง” เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกควบคุมหรือจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยี โดยสรุปแม้ว่าในปัจจุบัน Rassvet ยังตามหลัง Starlink อย่างมากในด้านขนาดและการใช้งานจริง แต่ในระยะยาวโครงการนี้สะท้อนถึงแนวโน้มสำคัญของโลก คือการที่รัฐต่าง ๆ พยายามสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง” และลดการพึ่งพามหาอำนาจอื่น ซึ่งอาจนำไปสู่การแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นในสมรภูมิอวกาศและเทคโนโลยีในอนาคต

สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ไทยจะวางตำแหน่งของตนเองอย่างไรในภูมิรัฐศาสตร์เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบัน ไทยยังคงเป็น “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าผู้พัฒนา โดยพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานจากต่างประเทศเป็นหลัก หากไทยต้องการลดความเสี่ยงในระยะยาว ก็จำเป็นต้องเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีอวกาศและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเอง รวมถึงสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของมหาอำนาจใดมหาอำนาจหนึ่ง

โดยสรุป การเปิดตัวโครงการ Rassvet ของรัสเซียไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอวกาศ หากแต่สะท้อนการปรับตัวเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐในโลกที่ “ข้อมูลและโครงข่ายดิจิทัล” กลายเป็นแหล่งอำนาจใหม่ การแข่งขันกับ Starlink ของ SpaceX จึงไม่ใช่แค่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ที่กำหนดทิศทางของระเบียบโลกในอนาคต ในบริบทนี้โครงการ Rassvet แสดงให้เห็นว่า “อวกาศ” ได้กลายเป็นพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์ที่รัฐต้องเข้าไปมีบทบาทเพื่อรักษาอธิปไตยและเพิ่มอำนาจต่อรอง ขณะเดียวกันก็สะท้อนแนวโน้มที่ประเทศต่าง ๆ จะเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของตนเองเพื่อลดการพึ่งพาภายนอก ท้ายที่สุด บทเรียนสำคัญจากกรณีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือ “วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์” ในการมองเทคโนโลยี ข้อมูล และอวกาศเป็นทรัพยากรเชิงอำนาจในโลกยุคใหม่ ซึ่งประเทศที่สามารถปรับตัวและวางตำแหน่งของตนเองได้อย่างชัดเจน ย่อมเป็นฝ่ายกำหนดทิศทางของเกมได้ก่อนเสมอ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

เวียดนามลุยพลังงานใหม่ “เวียดนาม” จับมือ “รัสเซีย” เน้นพลังงานนิวเคลียร์ LNG ตอบรับวิกฤตพลังงานโลก ไทยต้องเร่งปรับตัวยุทธศาสตร์

นายกรัฐมนตรีเวียดนาม 'ฝั่ม มิงห์ จิ๋ง' เดินทางเยือนกรุงมอสโกระหว่างวันที่ 22–26 มีนาคม 2569 เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านพลังงานกับรัสเซีย ท่ามกลางความผันผวนของตลาดพลังงานโลกและแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงพลังงาน

รัฐมนตรีเวียดนามกล่าวในแถลงการณ์ว่า "การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการเสริมสร้างความสัมพันธ์แต่ยังเป็นการตอบสนองเชิงนโยบายสำคัญต่อวิกฤตพลังงาน" การลงนามข้อตกลงหลายด้าน เช่น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Ninh Thuan 1 ที่ใช้เทคโนโลยีรัสเซีย มีกำลังผลิต 2,400 เมกะวัตต์ และการจัดส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เป็นเครื่องมือสำคัญในการกระจายความเสี่ยงและยกระดับโครงสร้างพลังงานประเทศ

ความร่วมมือด้านพลังงานนี้ยังครอบคลุมการสำรวจผลิตและการลงทุนร่วมในภาคน้ำมันและก๊าซ ซึ่งช่วยให้เวียดนามได้รับประโยชน์ด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมากขึ้น ขณะเดียวกันช่วยให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลทางพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริบทนี้สะท้อนให้เห็นถึงยุทธศาสตร์ของรัสเซียที่พลิกตลาดจากยุโรปสู่เอเชีย ขณะที่เวียดนามมีนโยบายถ่วงดุลมหาอำนาจ โดยสร้างพันธมิตรพลังงานหลากหลายเพิ่มอำนาจต่อรองในเวทีโลก ในขณะเดียวกัน ไทยยังเผชิญความท้าทายในการวางยุทธศาสตร์พลังงาน เนื่องจากนโยบายที่ไม่ต่อเนื่องและการขาดความชัดเจน ทำให้ยังเป็นฝ่าย "ตั้งรับ" มากกว่าที่จะเป็น "ผู้เล่นเชิงรุก"

ไทยจำเป็นต้องกระจายแหล่งพลังงานและพันธมิตร ลดการพึ่งพาแหล่งเดียว พร้อมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เช่น ศูนย์กลาง LNG และระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงลงทุนในพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมกับดำเนินนโยบายทูตพลังงานเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและวางตำแหน่งในเวทีโลกอย่างมั่นคง การเปลี่ยนแปลงด้านพลังงานนี้จึงเป็นเรื่องของ "วิธีคิดเชิงยุทธศาสตร์" ที่ช่วยให้รัฐสร้างความมั่นคงและอำนาจต่อรองในสภาพภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ไม่แน่นอน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานไทย ฝ่ามาแล้วทุกยุคทุกสมัย วิกฤตน้ำมันรอบนี้ไม่ใช่วันสิ้นโลก เพราะไทยเคยผ่านของหนักกว่านี้มาแล้ว

ไม่ใช่ครั้งแรก ย้อนรอยวิกฤตพลังงานในไทย เราผ่านกันมาได้อย่างไร

เอย่าไม่คิดไม่ฝันว่าในวิกฤตน้ำมันรอบนี้สิ่งที่เสียงดังกว่าเรื่องน้ำมันคือเสียงกร่นด่าของชาวประชาโซเชียลที่ทำอย่างกับว่านี่เป็นวิกฤตนี้เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก  วันนี้เอย่าจึงขอยกเหตุการณ์วิกฤตพลังงานในไทยว่ามีตั้งแต่สมัยไหนแล้วคนสมัยนั้นเขาผ่านกันมาได้อย่างไรมาให้รับรู้กันคะ

เหตุการณ์วิกฤตครั้งแรกต้องย้อนกลับไปในปี 2516 ขณะนั้นกลุ่มโอเปก (OPEC) ลดการส่งออกน้ำมันเพื่อตอบโต้ชาติตะวันตกจากสงครามตะวันออกกลาง และด้วยเหตุการณ์นั้นเองทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นทันทีหลายเท่าเพราะในเวลานั้นไทยนำเข้าน้ำมันเกือบ 100% เป็นผลให้ เกิดภาวะเงินเฟ้อสูง ค่าใช้จ่ายพุ่ง เศรษฐกิจชะลอ  รัฐบาลในขณะนั้นแก้ปัญหาโดยการจำกัดเวลาเปิด-ปิดสถานบริการน้ำมันและลดการใช้พลังงานเช่น โฆษณาและไฟถนนและนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งหน่วยงานด้านพลังงานที่ต่อมากลายเป็นกระทรวงพลังงานเพื่อผลักดันการสำรวจแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยนั่นเอง 

วิกฤตน้ำมันครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2522 เกิดการปฏิวัติอิหร่าน เป็นเหตุการณ์สำคัญที่โค่นล้มระบอบกษัตริย์ภายใต้พระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี ผู้ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ แล้วเปลี่ยนเป็นสาธารณรัฐอิสลามนั่นเอง ซึ่งทำให้ supply น้ำมันหายไปประมาณ 4-5 ล้านบาเรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็น 7% ของโลก นั่นเป็นผลให้ราคาน้ำมันในไทยดีดขึ้นอีกครั้งเพราะราคาในตลาดโลกดีดขึ้น 2 เท่า  ซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นเริ่มมีการเข้าแทรกแซงราคาน้ำมันในลักษณะเอางบประมาณมาสนับสนุนเพื่อพยุงราคาเข้ามาพยุงราคาน้ำมันและเริ่มมีการผลักดันให้ใช้แก๊สธรรมชาติ LPG ให้มาใช้ในรถยนต์แต่อยู่ในขั้นพัฒนาและยังไม่แพร่หลาย รวมถึงมีมาตรการที่ลดใช้พลังงาน  ดังคนในยุค 2516-2523 เคยกล่าวว่า ทีวีในยุคนั้นมีการเลื่อนออกอากาศกล่าวคือในวันธรรมดาออกอากาศเวลา  16.00 - 24.00 น. ส่วนวันหยุดออกอากาศเวลา 08.00 - 24.00 น. และมีการปิดสถานีทุกวันในเวลา 18.30 - 20.00 น. เพื่อสนองนโยบายประหยัดพลังงานนั่นเอง ส่วนในแง่ของโรงภาพยนตร์ให้ลดรอบฉายให้เหลือเพียงรอบบ่าย รอบเย็น และรอบค่ำ สำหรับวันธรรมดา เปิดแค่ 14.00-22.00 น. เท่านั้น ส่วนวันหยุดราชการ ฉายได้เพียง 12.00-20.00 น. ส่วนสถานบันเทิงต่างๆเช่น สถานเต้นรำให้เปิดในวันอาทิตย์ จนถึง พ.ศ. 2522 ก็เปลี่ยนมาเป็นการจำกัดระยะเวลาเปิด เป็นเปิดได้แค่เวลา 18.00-24.00 น. และให้น้อยลงอีกในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2523 เปิดได้แค่ 21.00-01.00 น.  

ในปี 2540 ประเทศไทยเกิดวิกฤตค่าเงินบาทลอยตัวหรือที่คนสมัยนั้นรู้จักคำว่า วิกฤตต้มยำกุ้ง นั่นทำให้ค่าน้ำมันในไทยทะยานขึ้นตามอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงขึ้นทันทีในช่วงแรกรัฐบาลเข้าตรึงราคาน้ำมันและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ 5 ที่ประหยัดพลังงานนั่นเอง

ต่อมาในปี 2551มีวิกฤตราคาน้ำมันพุ่งไปจากบาเรลละ 50 เหรียญสหรัฐไปที่ 147 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลและนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดน้ำมันแก๊สโซฮอลที่มีการใช้กันอย่างแพร่หลายก็มีวิกฤตนี้เป็นตัวจุดชนวนให้เกิดนั่นเองและช่วงเวลานั้นเองเป็นช่วงที่เกิดกองทุนน้ำมันที่เป็นรากฐานของกองทุนน้ำมันในปัจจุบันนนั่นเอง  แม้วิกฤตนี้จะเกิดเหตุไม่นานแต่ก็เป็นวิกฤตที่ทำให้ไทยเราเตรียมพร้อมเรื่องพลังงานของประเทศและเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านพลังงานในไทยในยุคต่อมา

ในยุค 2565 ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครนก็เป็นอีกหนึ่งจุดเปลี่ยนเช่นกันเพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นจากการที่รัสเซียโดนแซงชั่นจากชาติตะวันตกอันเป็นผลให้น้ำมันประมาณ 7-8 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจากก่อนสงครามที่ประมาณ 70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลพุ่งไป 140 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  แต่นี่เป็นช่วงที่ประเทศไทยปรับตัวด้านพลังงานหลายด้านไม่ว่าจะเป็นการผลักดันพลังงานทางเลือกอย่าง โซลาร์เซลล์ให้ครัวเรือนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น  ผลักดันการใช้รถ EV ในประเทศ  รวมถึงมาตรการอื่นๆเช่น ชะลอค่าไฟ  ออกแคมเปญคนละครึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการพยุงราคาน้ำมันผ่านกองทุนน้ำมัน

เพราะฉะนั้นในวิกฤตครั้งนี้เอย่ามองว่าอาจจะไม่ได้ต่างกับวิกฤตที่ไทยเราเคยพานพบมาในอดีต เผลอๆอาจจะดีกว่าในยุคอดีตเสียด้วยซ้ำเพราะคนในอดีตก็มีการเตรียมแผนรับมือกันไว้ในระดับหนึ่งแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ท่านได้เตรียมแผนการโครงการมากมายไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ  การทำ Bioenergy ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของแก๊สโซฮอลที่ใช้ในปัจจุบันและที่สำคัญคือหลักการเศรษฐกิจพอเพียงที่จะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาการนำเข้าในช่วงที่ประเทศต้องผจญกับวิกฤต เหตุการณ์วิกฤตพลังงานนี้อาจจะเป็นวิกฤตครั้งแรกของบางคนแต่ไม่ใช่ทุกคนและประเทศไทยเราโชคดีที่พ่อหลวงท่านได้เตรียมอะไรหลายๆอย่างให้เราแล้วถ้าหันหน้าไปมองเพื่อนบ้านรอบข้างแล้วจะเข้าใจ

จุดยืนพรรคส้ม!! หนุนตัดงบอาหาร สส. ชี้ชัดกล้าทำจริง ประหยัดภาษี วัดใจพรรคส้ม เอาประชาชนหรือเอาภาพลักษณ์ ตั้งคำถามพวกปัดกันไม่ชัดเจน

จุดยืน “พรรคส้ม” กับการตัดงบค่าอาหารกลางวันของ สส.
กล้าทำจริง หรือแค่คอนเทนต์สร้างภาพหลอกต้มด้อมไปวัน ๆ

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในการประชุมสภาวันแรก คุณหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ได้เสนอให้มีการตัดงบค่าอาหารของ “สส.ผู้ทรงเกียรติ” ออกทั้งหมด พร้อมทั้งเสนอให้ลดจำนวนผู้ช่วย สส. จาก 8 คนเหลือ 3 คน รวมทั้งการยกเลิกบำนาญ สส. ที่สิ้นเปลืองเงินภาษีมาช้านาน

แน่นอนว่า เสียงของประชาชนส่วนใหญ่ ๆ ที่รักความถูกต้อง มากกว่าจะวางตัวเป็น “ด้อมเบาปัญญา” ของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็จะแสดงออกไปในทิศทางเดียวกันนั่นคือ “เห็นด้วย” โดยเรื่องที่ฮือฮามากที่สุดก็คือ “การตัดงบค่าอาหาร” จะมีที่ออกหน้ามาขวางเพื่อ “ดำรงการกินอาหารฟรี” ดังเดิม คนแรกเลยก็คือนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ คนใหม่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องตลก

นอกจากนี้ก็ยังมี สส. บางส่วนจาก “พรรคสามกีบ” ก็ไม่เห็นด้วยกับการ “ตัดงบค่าอาหาร” ของ สส. ในครั้งนี้เช่นกัน แม้จะเคยอ้างว่าสิ่งที่คุณหมอวรงค์นำเสนอในวันนี้เคยเป็น “ไอเดียของตัวเอง” มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่วันนั้นสังคมไม่ขานรับ และวันนี้ “บางคนในพรรคกีบ” ยังมองว่าเงินเดือนของ สส. เพียงหนึ่งแสนต้น ๆ นั้นไม่ได้เยอะหากเทียบกับ “ภาษีสังคม” ที่ต้องจ่ายไปในแต่ละเดือน

คำว่า “ภาษีสังคม” คงไม่ได้หมายถึง สส. คนหนึ่งที่หนีการเกณฑ์ทหาร ไม่เคยมีน้ำใจใส่ซองในงานขาวดำ แถมใช้ “พวงหรีด” วน และยัง “ลักแกง” ในงานสวดกลับมากินบ้านด้วยใช่ไหมครับ?

หากฟังสิ่งที่คนใน “พรรคล้มสถาบัน” พูดออกสื่อ ก็จะพบว่าช่างเป็นความคิดที่ “ย้อนไปแย้งมา” หาจุดยืนที่ชัดเจนจริง ๆ ในตัวตนของ “คนสามกีบ” ไม่ได้เลย

วันนี้ ปี พ.ศ. ๒๕๖๙ เมื่อในสภามี สส. น้ำดีหนึ่งคน ตั้งใจจะรักษา “ผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนคนไทย” กล้าเดินหน้านำเสนอให้ตัดรายจ่ายที่ฟุ่มเฟือยออก ในขณะที่นักการเมืองค่อนสภาไม่กล้า ก็น่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีของประเทศชาติ และยังคงไปในทิศทางเดียวกันกับ “ไอเดียพรรคส้ม” ที่เคยเสนอต่อสังคมไทยไว้ในคราวนั้น ถ้า “พรรคสามกีบ” มีเจตนาจะประหยัดเงินภาษีของพี่น้องประชาชนจริง ๆ ก็ไม่น่าจะแสดงท่าทีขัดขวาง เพราะเรื่องที่ดีงามเช่นนี้ไม่มีคำว่าวันสายเกินไป สามารถเริ่มทำด้วยตัวเองก่อนเลยอย่างที่คุณหมอวรงค์ ควักเงินซื่อก๋วยเตี๋ยวกินเอง

“ทำจริง” เยี่ยง “คนจริง” หรือพูดไปเรื่อยแค่ “สร้างคอนเทนต์” ตบตา “ด้อมโง่ ๆ” ก็ดูกันออกได้ง่าย ๆ ในสถานการณ์เช่นนี้

โดย แจ็ค รัสเซล

ย้อนรอย Palomares 1966 อุบัติเหตุเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ เกือบเปลี่ยนโลกสู่บทเรียนจาก Palomares อุบัติเหตุปี 1966 เกือบเกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์ ย้อนเหตุการณ์ที่โลกไม่ลืม

1966 Palomares accident
อุบัติเหตุเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135
จนเกือบทำให้เกิดโศกนาฏกรรมนิวเคลียร์

เทคโนโลยีเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเริ่มมีขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนเป็นระบบสำคัญในกองทัพอากาศปัจจุบัน โดยในปี 1923 มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศสำเร็จโดยใช้วิธี “สายยาง” ระหว่างเครื่องบินแบบ Airco DH.4 สองลำของกองทัพบกสหรัฐฯ (กองทัพอากาศสหรัฐฯ หรือ United States Air Force (USAF) ก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 กันยายน 1947)
ด้วยวิธีง่าย ๆ คือโยนสายยางจากเครื่องหนึ่งไปอีกเครื่อง แล้วให้ลูกเรือดึงเข้าไป

ช่วงทศวรรษ 1930–1940 เริ่มพัฒนาเทคนิคให้ปลอดภัยขึ้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เทคโนโลยีนี้ถูกพัฒนาอย่างจริงจังเพื่อใช้ทางทหาร ยุค 1950s เริ่มใช้ระบบ probe-and-drogue และ flying boom การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถูกพัฒนาและใช้กว้างขวางในช่วงสงครามเย็น ด้วยเพราะสามารถเพิ่มระยะปฏิบัติการของเครื่องบินรบ สนับสนุนภารกิจลาดตระเวนหรือทิ้งระเบิดระยะไกล ทำให้เครื่องบินสามารถ ปฏิบัติภารกิจบนท้องฟ้าได้นาน (การคุ้มกันหรือการเฝ้าระวัง) ลดความจำเป็นในการลงจอดระหว่างทาง สามารถทำการบินต่อเนื่องได้นาน และกลายเป็นขีดความสามารถหลักของกองทัพอากาศหลายประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน

การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศถือเป็นหนึ่งในภารกิจที่ “เสี่ยงและต้องใช้ทักษะสูงมาก” เพราะเครื่องบินสองลำต้องบินใกล้กันมากในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้ยากมาก ๆ โดยอันตรายหลัก ๆ ในการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศได้แก่
1. การชนกัน (Mid-air Collision) การบินห่างกันเพียงไม่กี่เมตร มีความผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้ชนกันทันที โดยเฉพาะช่วงเวลาการ “เข้าเสียบ” (contact) มีความเสี่ยงสูงสุด
2. กระแสลมปั่นป่วน (Wake Turbulence) เครื่องเติมเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ เช่น Boeing KC-135 Stratotanker สร้างกระแสลมหมุนแรง เครื่องบินรบขนาดเล็กกว่ามากหลังอาจเสียการทรงตัวขณะเข้ารับการเติมเชื้อเพลิง นักบินจึงต้องคุมเครื่องให้นิ่งท่ามกลางกระแสลมที่ปั่นป่วน
3. ความเสี่ยงไฟไหม้/ระเบิด เชื้อเพลิงอากาศยานติดไฟค่อนข้างง่าย หากมีประกายไฟหรือระบบรั่ว อาจทำให้เกิดไฟไหม้กลางอากาศได้ แม้จะมีระบบป้องกัน แต่ความเสี่ยงยังคงสูง
4. ความเสียหายของอุปกรณ์ อาทิ สาย drogue หรือ boom อาจแกว่งอย่างรุนแรงแล้วฟาดหรือกระแทกเครื่องบินที่กำลังเติมเชื้อเพลิง เพราะเคยมีกรณีทำให้เครื่องบินเสียหายหรือกระจกแตกมาแล้ว
5. ความผิดพลาดของมนุษย์ ด้วยนักบินต้องทำการควบคุมอย่างละเอียดถี่ถ้วนมาก ความล้า (fatigue) หรือสื่อสารผิดพลาด จึงอาจนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ
6. สภาพอากาศเลวร้ายมีผลต่อทัศนวิสัย เมฆ ฝน ลมแรง หรือกลางคืน อาตทำให้การมองเห็นยากและการควบคุมยากขึ้นหลายเท่า

สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R 2 ลำชนกันเหนือประเทศอิรักจนลำหนึ่งตก และลูกเรือทั้ง 6 นายเสียชีวิตหมด ทำให้ต้องย้อนกลับไปถึงอุบัติเหตุเมื่อ 60 ปีก่อนที่เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G ชนกับเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135R ขณะเติมเชื้อเพลิงเหนือเมือง Palomares ประเทศสเปนในยุคสงครามเย็นในปฏิบัติการ Chrome Dome อันเป็นปฏิบัติการป้องปรามทางนิวเคลียร์ทางอากาศที่ไม่เคยมีมาก่อนของ กองบัญชาการยุทธศาสตร์ทางอากาศ (SAC) ซึ่งเป็นการตอบโต้ต่อภัยคุกคามจากขีปนาวุธนิวเคลียร์ของ (อดีต)สหภาพโซเวียตซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

จากหนังสือ Chrome Dome 1960–68 The B-52s' high-stakes Cold War nuclear operation โดย Peter E. Devies นักประวัติศาสตร์การบินในยุคสงครามเย็น ได้อธิบายว่า ตลอดระยะเวลาแปดปี ปฏิบัติการ Chrome Dome ต้องใช้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 Stratofortress จำนวน 12 ลำ เพื่อรักษาสถานะเตรียมพร้อมทางอากาศอย่างต่อเนื่องและไม่มีวันหยุด ทำการบินในระยะโจมตีเป้าหมายของโซเวียต โดยบินวนอยู่เหนือทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและตอนเหนือของอะแลสกา เครื่องบินทิ้งระเบิดแต่ละลำจะบินอยู่บนอากาศนาน 24 ชั่วโมง เป็นระยะทางประมาณ 10,000 ไมล์ จนกว่าจะมีเครื่องบินลำอื่นมาปฏิบัติการแทนที่ ในห้องนักบินแต่ละห้องจะมีแฟ้มภารกิจการรบที่เป็นความลับสุดยอด ซึ่งบรรจุรายละเอียดของเส้นทางและขั้นตอนสำหรับการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ต่อเป้าหมายของ (อดีต)สหภาพโซเวียตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

ภารกิจ Chrome Dome ที่ยาวนาน 8 ปีนั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นและเป็นที่ถกเถียง และปฏิบัติการดังกล่าวส่งผลให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ตก หลายครั้ง และทำให้อาวุธนิวเคลียร์สูญหาย (ซึ่งเรียกว่า “อุบัติเหตุ Broken Arrow”) โดยเหตุการณ์ที่โด่งดังที่สุดคือ อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งสเปน เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G-115-BW หมายเลข 58-0256 Tea 16 ของฝูงบินที่ 51 กองบินที่ 68 ฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสัน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการ Chrome Dome ซึ่งในขณะนั้นมีเพียง 4 ลำ ในวันที่ 16/17 มกราคม 1966 เครื่องบินลำนี้บินขึ้นจากฐานทัพอากาศเซย์มัวร์-จอห์นสันในตอนรุ่งสาง และไปถึงจุดที่ไกลที่สุดของภารกิจบริเวณชายแดนโซเวียต-ตุรกี หลังจากเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ Golden Spur ในสเปน โดยเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงเครื่องบินเติมเชื้อเพล KC-135R Stratotanker ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 161 ฝูงบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศที่ 197 “Copperheads” หมายเลข 63-8038 สังกัดกองกำลังพิทักษ์ชาติทางอากาศแห่งมลรัฐแอริโซนา จากฐานทัพอากาศสกายฮาร์เบอร์ มลรัฐแอริโซนา ในเที่ยวบินขากลับตามเส้นทางใต้ เครื่องบินลำนี้ได้เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเหนือชายฝั่งอัลเมเรียจากเครื่องบิน KC-135A หมายเลข 61-273 ของฝูงบิน 910th ARS ที่โมรอน ซึ่งมีนาวาอากาศตรี เอมิล เจ. ชาปลา เป็นนักบิน ส่วนเครื่องบิน B-52G (Tea 12) ซึ่งบินนำหน้า กำลังได้รับการเติมเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน KC-135A (Troubadour 12) ในพื้นที่เดียวกัน คือพื้นที่เติมเชื้อเพลิงกลางอากาศแซดเดิลร็อก นับตั้งแต่ปี 1959 ภายใต้ภารกิจของ SAC มีการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศอย่างปลอดภัยมากกว่า 750,000 ครั้ง โดยมีเพียงการชนกันในเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 1959 เหนือมลรัฐเคนตักกี้เท่านั้น

ในช่วงปฏิบัติการ Chrome Dome การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศเกิดขึ้นทุก ๆ หกนาที เมื่อเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G (Tea 16) บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135A หมายเลข 61-0273 (Troubadour 14) ของฝูงบิน 910th AREFS, 4130th SW, Bergstrom AFB (97th BW) ในระหว่างการเติมเชื้อเพลิงที่ระดับความสูง 30,500 ฟุต ห่างจากชายฝั่งสองไมล์ เหนือหมู่บ้าน Palomares โดยบินเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วที่สูงกว่าที่วางแผนไว้เล็กน้อยตามที่ได้ตกลงกันไว้

รายงานอุบัติเหตุสรุปว่า นักบินสำรอง ซึ่งเป็นอดีตนักบินเครื่องบินทิ้งระเบิด B-17 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นาวาอากาศตรี แลร์รี จี. เมสซิงเกอร์ ได้ทำการกำลังฝึกซ้อมการเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศภายใต้การดูแลของผู้บังคับการเครื่องบิน เรืออากาศเอก ชาร์ลส์ เวนดอร์ฟ เมสซิงเกอร์บินเข้าใกล้เครื่องบินเติมเชื้อเพลิงด้วยความเร็ว 260 นอต แต่เพิ่มความเร็วเมื่ออยู่ห่างจากเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง 900 ฟุต เมื่อได้รับแจ้งจากเครื่องส่งเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135A ว่าเขาจะ "บินเลยไป" เขาจึงใช้เบรกอากาศก่อนที่เวนดอร์ฟจะเข้ามาควบคุม ทำให้เครื่องบินทิ้งระเบิด B-52G เชิดหัวขึ้นและชนเข้ากับใต้ท้องเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง

ท่อเติมเชื้อเพลิงยาว 33 ฟุต พร้อมท่อภายในแบบยืดหดได้ยาว 12 ฟุต ซึ่งควบคุมโดยพันจ่าอากาศเอกลอยด์ จี. โปโตลิคคิโอ ได้ทะลุเข้าไปที่รอยต่อระหว่างลำตัวและปีกส่วนบนของเครื่องบิน B-52 ทำให้เกิดการระเบิดและสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อคานยาว ทำให้พลปืนและเจ้าหน้าที่สงครามอิเล็กทรอนิกส์ได้รับบาดเจ็บ และทำให้ปีกซ้ายแยกออกจากกัน จากนั้นเครื่องบินก็แตกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยส่วนหน้าของลำตัวเครื่องบินร่วงลงมา ลูกไฟขนาดใหญ่ถูกพบเห็นโดยผู้ควบคุมท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน Troubadour 12 และลูกเรือของเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงได้กลับมาพบเห็นซากเครื่องบินที่กำลังลุกไหม้ และส่วนหางและปีกของเครื่องบิน B-52 กำลังร่วงลงมา

เปลวไฟจากการระเบิดของเครื่องบิน B-52G ได้ลุกไหม้เชื้อเพลิงลามไปติดท่อเติมเชื้อเพลิงของเครื่องบิน KC-135 ทำให้เครื่องบินดิ่งลงสู่ระดับ 1,600 ฟุต จากนั้นถังเชื้อเพลิงขนาด 30,000 แกลลอนที่บรรจุเชื้อเพลิง JP-4 ก็ระเบิดขึ้น และเครื่องบินก็ตกกระแทกพื้นห่างจากซากเครื่องบิน B-52G ประมาณ 3 ไมล์ ใกล้กับเมืองปาโลมาเรส หมู่บ้านชาวประมงในสเปน ผลที่ตามมา ลูกระเบิดนิวเคลียร์ B28F1 จำนวน 4 ลูกที่ติดตั้งหัวระเบิดกันกระแทก Mod 3F และร่มชูชีพ Mod 0 กระจัดกระจายไปทั่ว ลูกแรกตกลงใกล้ชายหาด ลูกที่สองตกใส่สุสาน และอีกลูกหนึ่งตกอยู่ในทุ่งมะเขือเทศ ส่วนร่มชูชีพชะลอความเร็วขนาดกว้าง 100 ฟุตของลูกสี่กางออกและลอยออกสู่ทะเล

ระเบิดสองลูกแรกเกิดการระเบิดในขั้นต้นด้วยแรงระเบิดสูง ทำให้เศษซากนิวเคลียร์ปนเปื้อนดินและพืชพรรณกว่า 1,400 ตันด้วยพลูโทเนียม ซึ่งทั้งหมดต้องถูกขุดขึ้นและส่งกลับไปยังสหรัฐอเมริกาในถังเหล็ก 6,000 ถังเพื่อกำจัด ส่วนระเบิด B28 ลูกที่สี่ตกลงห่างจากฝั่ง 5 ไมล์ ในระดับความลึก 2,500 ฟุต และไม่พบจนกระทั่งวันที่ 15 มีนาคม หรือ 80 วันต่อมา เรือดำน้ำจากกองกำลังเฉพาะกิจที่ 65 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ ซึ่งบัญชาการโดยพลเรือตรี วิลเลียม เกสต์ ใช้เรือดำน้ำต้นแบบสองลำ คือ อัลวิน และ อลูมิโนต์ และเรือยูเอสเอส เพเทรล เพื่อยกระเบิดที่ตกขึ้นมาอย่างปลอดภัยในวันที่ 7 เมษายน อุปกรณ์กู้คืนที่เช่ามาใช้ในการปฏิบัติการนี้ทำให้ค่าเช่าเพิ่มขึ้นอีก 50,000 ดอลลาร์ต่อวัน จากค่าใช้จ่ายมหาศาล 80 ล้านดอลลาร์ของการปฏิบัติการ และต้องส่งเครื่องบิน KC-135A เที่ยวบินพิเศษเพื่อนำอุปกรณ์ดังกล่าวกลับไปยังสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่รัฐบาลสเปน และคำมั่นสัญญาที่จะกำจัดดินที่ปนเปื้อนพลูโทเนียม 25 ปอนด์ที่เหลืออยู่ในพื้นที่ที่ล้อมรั้วไว้และยังคงดำเนินการต่อไปจนถึงปี 2010 ในขณะที่การเรียกร้องค่าชดเชยความพิการสำหรับทหารอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปจนถึงปี 2021

สำหรับกองทัพอากาศไทยได้ดำเนินการจัดหาเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศลำแรก รุ่นที่ได้คัดเลือกไว้แล้วคือ Airbus A330 MRTT ซึ่งเป็นเครื่องบินแบบ Multi Role Tanker Transport (MRTT) ใช้ได้ทั้ง:
- การเติมเชื้อเพลิงกลางอากาศ
- การลำเลียงกำลังพล / ผู้ป่วย
- ภารกิจ VIP
รองรับทั้งระบบ Boom และ Probe-and-Drogue Ffpส่งมอบประมาณปี 2571–2572 การมีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิงจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เครื่องบินรบทั้ง F-16 Fighting Falcon และ JAS 39 Gripen สามารถทำการบินได้นานขึ้น ปฏิบัติภารกิจไกลขึ้น และไม่ต้องลงจอดเติมน้ำมันบ่อย

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศไทยยังไม่มีเครื่องบินเติมเชื้อเพลิง หากต้องเติมเชื้อเพลิงต้องพึ่งพาการฝึกร่วม
กับประเทศอื่น หรือใช้ข้อจำกัดระยะบินของเครื่องด้วยการแวะจอดหรือติดตั้งถังเชื้อเพลิงสำรองแทน เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง Airbus A330 MRTT จะไม่ใช่แค่ “มีเครื่องเพิ่มขึ้นอีก 1 ลำ” แต่เป็นการยกระดับขีดความสามารถทั้งระบบของกองทัพอากาศเลย เพราะจะทำให้เครื่องบินรบของกองทัพอากาศไทย บินได้ไกลขึ้น บินได้นานขึ้น สามารถป้องกันน่านฟ้าได้ต่อเนื่อง ทำงานกับพันธมิตรได้ดีขึ้น สามารถขยับตำแหน่งในอาเซียน แม้จะยังไม่ถึงขั้น “เหนือกว่า” ประเทศชั้นนำในภูมิภาค แต่เป็นการยกระดับแบบก้าวกระโดด ซึ่งจะมีผลต่อสมดุลในระดับภูมิภาคพอสมควร

พันธมิตรในพายุพัดกระหน่ำ ชวนมองความสัมพันธ์ทางทหารไทย และสหรัฐฯในยุคสงครามปะทุ

ความสัมพันธ์ทางทหารไทย-สหรัฐฯ vs. ผลกระทบจากสงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026

พันธมิตรในยุคพายุพัดกระหน่ำ

สายสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึก
ประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์ทางการทูตต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2376 นับเป็นมิตรภาพที่ยาวนานที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หัวใจของความสัมพันธ์นี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือความร่วมมือด้านการทหารและความมั่นคง ซึ่งได้ถูกวางรากฐานขึ้นในช่วงสงครามเย็นอันเป็นยุคที่ทั้งสองประเทศร่วมกันต่อต้านการแผ่ขยายของลัทธิคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค
ในบริบทปัจจุบัน ณ เดือนมีนาคม พ.ศ. 2569 เมื่อสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นอย่างเต็มรูปแบบนับตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้เดินทางมาถึงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญยิ่ง ใดๆDigest จึงอยากชวนคนอ่านมาทบทวนโครงสร้างความร่วมมือทางทหารไทย-สหรัฐฯ และลองมองความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ที่ไทยต้องเผชิญในความขัดแย้งที่กำลังเขย่าตะวันออกกลางกันอยู่ตอนนี้ดูนะครับ

โครงสร้างความร่วมมือทางทหาร
อย่างแรก มาลองดูที่สถานะพันธมิตรและกรอบความร่วมมือกันก่อน
ไทยได้รับสถานะ "พันธมิตรนอก NATO" ที่สำคัญที่สุด (Major Non-NATO Ally: MNNA) จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นกรอบทางกฎหมายที่เปิดทางให้ไทยเข้าถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยีทางทหาร และความช่วยเหลือด้านความมั่นคงในระดับพิเศษ ความสัมพันธ์นี้ตั้งอยู่บนเสาหลักสามประการได้แก่ การฝึกร่วม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์ และการแลกเปลี่ยนข่าวกรอง

อย่างที่สอง การฝึกคอบร้าโกลด์ ซึ่งนับเป็นเสาหลักแห่งความร่วมมือของทั้งสองประเทศ
การฝึกร่วมและผสม "คอบร้าโกลด์" (Cobra Gold) ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในประเทศไทย คือหนึ่งในการฝึกทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยในปี พ.ศ. 2568 นับเป็นครั้งที่ 44 มีประเทศเข้าร่วมหลักถึง 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และมาเลเซีย โดยในปี พ.ศ. 2569 การฝึกคอบร้าโกลด์ 2026 ก็สำเร็จลุล่วงด้วยดีเช่นเดิม
การฝึกในปีหลัง ๆ ได้ยกระดับความซับซ้อนขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายใต้แนวคิด Combined Joint All Domain Operations (CJADO) ซึ่งครอบคลุมการปฏิบัติการร่วมในทุกมิติทั้งทางบก ทางทะเล ทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ นับเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับสงครามรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนมากกว่าในอดีต

ประเด็นที่สาม การถ่ายทอดยุทโธปกรณ์และงบประมาณสนับสนุน
ข้อมูลจากสำนักงานความร่วมมือด้านความมั่นคงกลาโหมสหรัฐอเมริกา (DSCA) เผยว่าไทยสั่งซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯ สะสมมูลค่ากว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รายการสำคัญประกอบด้วยเฮลิคอปเตอร์ UH-60L Black Hawk มิสไซล์ RGM-84L Harpoon Block II มิสไซล์ Evolved Sea Sparrow รวมถึงอาวุธปืนและกระสุนต่าง ๆ
ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 สหรัฐฯ ยังอนุมัติเงินสนับสนุนกองทัพบกไทยมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพชายแดน ปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ และขยายขีดความสามารถของยานเกราะสไตรเกอร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนว่าวอชิงตันยังคงมองไทยเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ

สงครามสหรัฐ-อิหร่าน 2026: มองภูมิทัศน์แห่งความขัดแย้ง

เส้นทางสู่ Operation Epic Fury
ก่อนจะถึงสงครามเต็มรูปแบบในปัจจุบัน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านสะสมมาเป็นลำดับ โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลร่วมกันโจมตีอิหร่านในสงคราม 12 วัน (Twelve-Day War) ซึ่งเป้าหมายหลักคือโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์และระบบป้องกันทางอากาศ แม้สงครามจบลงด้วยการไกล่เกลี่ยของโอมาน แต่อิหร่านได้ฟื้นฟูและซ่อนสำรองยูเรเนียมเสริมสมรรถนะไว้ในสถานที่ลับ
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ภายหลังการเจรจาสามรอบในเจนีวาล้มเหลว สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉาก Operation Epic Fury โจมตีเป้าหมายเกือบ 900 จุดในเวลาเพียง 12 ชั่วโมงแรก การโจมตีครั้งนี้สังหาร Supreme Leader Ali Khamenei พร้อมเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก ส่งผลให้สงครามเข้าสู่ระยะสงครามผลาญกำลัง (War of Attrition) ที่ยังคงดำเนินอยู่จนถึงปัจจุบัน

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ: การทารุณกรรมต่อเส้นเลือดพลังงานของโลก
การตอบโต้ที่รุนแรงที่สุดของอิหร่านมิใช่ขีปนาวุธที่โจมตีอิสราเอล หากแต่คือการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของน้ำมันโลกราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณร้อยละ 20 ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก ปริมาณการผ่านช่องแคบลดลงเหลือต่ำกว่าร้อยละ 10 ของระดับก่อนสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี

ทีนี้ลองมาดูผลกระทบต่อไทยในฐานะประเทศที่ไม่ได้ประกาศสงคราม แต่ซึมซับเต็ม ๆ

เรือ "มยุรีนารี" เหยื่อรายแรกที่ทำให้ไทยกลายเป็นผู้เคราะห์ร้าย
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569 เรือบรรทุกสินค้าไทย Mayuree Naree ถูกโจมตีด้วยโดรนและจรวดในช่องแคบฮอร์มุซขณะผ่านเส้นทางการค้าตามปกติ กองทัพเรือโอมานช่วยเหลือลูกเรือ 20 คนได้ปลอดภัย แต่ยังสูญหาย 3 คน กระทรวงการต่างประเทศไทยแสดง "การประท้วงอย่างรุนแรงที่สุด" ต่อเอกอัครราชทูตอิหร่านประจำกรุงเทพฯ และเรียกร้องคำขอโทษ
เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นคู่สงคราม แต่ในฐานะที่เคยฝึกร่วมกับสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตร MNNA เรือและผลประโยชน์ของไทยอาจถูกมองว่า "ใกล้ชิดกับศัตรู" โดยฝ่ายอิหร่านได้ นักวิเคราะห์บางส่วนชี้ว่าการโจมตีเรือไทยอาจเป็น "ข้อความ" ที่อิหร่านส่งถึงสหรัฐฯ ผ่านพันธมิตรที่เปราะบาง

วิกฤตพลังงาน คือระเบิดเวลาที่นับถอยหลัง
ไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซในสัดส่วนที่สูง และมีสำรองน้ำมันดิบอยู่ประมาณสองเดือน ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค (เวียดนามมีน้อยกว่า 20 วัน ในขณะที่อินเดียและไทยมีราว 2 เดือน) แต่หากสงครามยืดเยื้อและช่องแคบยังคงปิด ราคาพลังงานที่พุ่งสูงจะส่งแรงกระเพื่อมไปยังทุกภาคส่วนของภาคเศรษฐกิจแน่นอน

ดาบสองคมของความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ

ความเสี่ยงจากการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง
ความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ มาพร้อมความเสี่ยงที่ต้องบริหารอย่างระมัดระวัง ดังนี้
1. การตีความของฝ่ายตรงข้าม: อิหร่านอาจมองว่าไทยในฐานะ MNNA และเจ้าภาพการฝึกคอบร้าโกลด์คือ "พันธมิตรของศัตรู" ดังที่เห็นจากกรณีเรือมยุรีนารี
2. แรงกดดันให้ร่วมมือ: สหรัฐฯ อาจขอใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในไทย เช่น ท่าเรือ สนามบิน หรือฐานสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในขณะที่ไทยต้องการรักษาความเป็นกลาง
3. ความตึงเครียดในนโยบายต่างประเทศ: ไทยมีความสัมพันธ์การค้าและการทูตที่สำคัญกับประเทศในกลุ่มที่ไม่สนับสนุนสงคราม การเลือกข้างอย่างชัดเจนเกินไปอาจสร้างความเสียหายต่อความสัมพันธ์เหล่านั้น
5. ความเสี่ยงต่อสายการเดินเรือพาณิชย์: ธงชาติไทยบนเรืออาจเพิ่มความเสี่ยงในน่านน้ำอ่าวเปอร์เซียและทะเลอาหรับ ซึ่งปัจจุบันเป็นพื้นที่ความขัดแย้งที่มีการโจมตีเรือสินค้าสม่ำเสมอ

ความเสี่ยงด้านพลังงานและเศรษฐกิจ
เอเชียคือภูมิภาคที่รับภาระหนักที่สุดจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากการนำเข้าน้ำมันในเอเชียถึงร้อยละ 80 ผ่านเส้นทางนี้ ไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบ 60-95% จากต่างประเทศมีความเปราะบางสูง การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงถึง 126 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ณ จุดสูงสุด จะส่งผลให้ต้นทุนการขนส่ง การผลิต และค่าครองชีพในไทยพุ่งสูงตาม ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่แน่นอน

ความสัมพันธ์กับจีน ตัวแปรที่ละเอียดอ่อน
ในขณะที่อิหร่านอนุญาตให้เรือของจีนผ่านช่องแคบ สัญญาณนี้ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีมิติของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ-จีนแฝงอยู่ด้วย ในฐานะที่ไทยมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มข้นกับจีน และในขณะเดียวกันก็เป็นพันธมิตรทางทหารของสหรัฐฯ พวกเราคงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาลไทยที่ต้องเดินสายกลางท่ามกลางแรงดึงทั้งสองขั้วอย่างชาญฉลาด

ความเสี่ยงด้านการข่าวกรองและไซเบอร์
ประวัติการฝึกร่วมและแลกเปลี่ยนข่าวกรองกับสหรัฐฯ อาจทำให้ไทยตกเป็นเป้าหมายของปฏิบัติการไซเบอร์หรือการสอดแนมโดยฝ่ายตรงข้าม รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเช่น ระบบไฟฟ้า การสื่อสาร และโลจิสติกส์การทหาร อาจกลายเป็นเป้าหมายในสงครามรูปแบบใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องยิงกระสุนจริง

สุดท้าย เราพอจะกล่าวโดยสรุปได้ว่าความสัมพันธ์ทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกามีรากฐานอันมั่นคงและเป็นประโยชน์ต่อไทยในหลายมิติ ทั้งด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก และการยับยั้งภัยคุกคาม แต่ในบริบทสงครามที่ในปัจจุบันที่ลุกลามจนปิดช่องแคบฮอร์มุซและสั่นสะเทือนเศรษฐกิจโลก ความสัมพันธ์นี้มาพร้อมกับต้นทุนและความเสี่ยงที่ต้องบริหารจัดการอย่างระมัดระวัง
บทเรียนจากเรือมยุรีนารีสะท้อนความจริงอันโหดร้ายว่าในภูมิรัฐศาสตร์ยุคใหม่ การเป็นพันธมิตรของมหาอำนาจย่อมนำมาซึ่งทั้งการคุ้มครองและความเสี่ยง ประเทศที่เดินสายกลางอย่างชาญฉลาดคือประเทศที่รักษาความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ไว้ พร้อมกับไม่ทิ้งสายสัมพันธ์กับฝั่งตรงข้าม และที่สำคัญที่สุดคือต้องพร้อมปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติด้วยตนเอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top