Saturday, 7 November 2026
COLUMNIST

‘แมน-นายหัวไทร’ ย้ำจุดยืนไม่เปลี่ยน!! ย้ำยังเป็น 'แมนคนเดิม' พร้อมยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ ปฏิเสธข่าวปลอมและการบิดเบือน ตั้งใจเผยความจริงสู่สังคมเสมอ

แมน-นายหัวไทร จุดยืนไม่เคยเปลี่ยน
หลังจากผมเสนอข่าวและชำแหละการบริหารงานของมหาวิทยาลัยรามคำแหงต่อเนื่องมา 4-5 ตอน ก็เริ่มมีความพยายามบางอย่างเกิดขึ้น

ทั้งการปล่อยข่าว การตั้งคำถามกับตัวผม รวมไปถึงการพยายามทำให้เกิดภาพว่า
“พี่แมนเปลี่ยนไป”

บางรายถึงขั้นเข้ามาป่วน ตั้งข้อกล่าวหา และสร้างเรื่องราวที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เช่น บอกว่าเป็นศิษย์เก่าเข้ามาป่วน มีคนจ้างให้เขียน บ้างก็เข้ามาแสดงความชื่นชมถึงการลุกขึ้นมาต่อสู้ปกป้องมหาวิทยาลัย

ผมไม่ได้แปลกใจ เพราะคนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจ ย่อมต้องรู้ว่า เมื่อเดินเข้าไปในพื้นที่ที่มีผลประโยชน์ มีอำนาจ และมีผู้คนเกี่ยวข้อง ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากยืนยันให้ชัดเจนคือ ผมยังเป็นแมนคนเดิม และ “นายหัวไทร” คนเดิม ไม่เคยเปลี่ยน

ทุกเรื่องที่นำเสนอ ผมยึดข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นหลัก ตั้งคำถามจากสิ่งที่ตรวจสอบได้ และเปิดพื้นที่ให้สังคมได้ร่วมกันพิจารณา

ผมไม่ได้มีหน้าที่เชียร์ใคร ไม่ได้มีหน้าที่เป็นกองเชียร์ของผู้บริหารคนใดคนหนึ่ง และไม่ได้มีหน้าที่ต้องสัมภาษณ์หรือสนับสนุนใคร เพียงเพราะเคยรู้จักหรือเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน จะพิจารณาประเด็นเป็นสำคัญ

การที่ผมไม่เชียร์เขา ไม่สัมภาษณ์เขา ไม่ได้หมายความว่าผมเปลี่ยนไป ตรงกันข้าม มันอาจเป็นเครื่องยืนยันด้วยซ้ำว่า ผมยังยืนอยู่บนจุดเดิม

จุดยืนที่ว่า…“ใครใช้อำนาจรัฐ ต้องถูกตรวจสอบ” และผู้นั้นต้องยอมรับการตรวจสอบด้วยเช่นกัน องค์กร หน่วยงานของรัฐ ต้องเปิดให้สังคมตรวจสอบ
เงินภาษีของประชาชน ต้องตอบได้ว่าใช้ไปอย่างไร และเมื่อมีคำถามเกิดขึ้น คนทำหน้าที่สื่อก็มีสิทธิที่จะถาม มีสิทธิที่จะตรวจสอบ และมีหน้าที่นำข้อเท็จจริงมาเสนอให้ประชาชนได้รับรู้ ผู้บริหารที่ถูกตั้งคำถามก็มีหน้าที่ในการตอบ/ชี้แจง

ผมไม่จำเป็นต้องเป็นฝ่ายกับใคร ผมยืนบนลำแข้งลำขาของตัวเอง ผมเลือกเป็น ฝ่ายของข้อมูล/ข้อเท็จจริง หากข้อมูลที่นำเสนอผิด ผมพร้อมแก้ไข
หากมีข้อมูลใหม่ ผมพร้อมนำเสนอ หากผู้ถูกกล่าวถึงมีข้อเท็จจริงอีกด้าน ผมพร้อมรับฟัง

แต่สิ่งที่ผมไม่ยอมรับ คือการสร้างข่าวเท็จ การบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือการใช้คนเข้ามาป่วนเพียงเพราะไม่พอใจกับสิ่งที่ผมนำเสนอ เพราะกระทบต่อภาพลักษณ์ และผลประโยชน์ของเขา

เพราะการทำงานของผมไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำลายใคร แต่มีเป้าหมายเพื่อตรวจสอบคนที่ใช้อำนาจ และตรวจสอบกลไกของรัฐ

นี่คือหน้าที่ที่ผมเลือกทำมาตลอด และนี่คือเหตุผลที่ชื่อ “นายหัวไทร” ยังยืนอยู่ตรงนี้

ไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ชอบ ไม่ว่าใครจะพยายามสร้างภาพว่าผมเปลี่ยนไปอย่างไร

ผมก็ยังเป็นผม “แมนคนเดิม”และยิ่งถูกกดดันมากเท่าไร ก็ยิ่งต้องยืนยันหลักการให้ชัดขึ้นเท่านั้น

เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคำชมของใครคนหนึ่ง คือการตอบคำถามของสังคมให้ได้ว่า
เราได้ทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมาหรือยัง

สำหรับผม คำตอบยังเหมือนเดิม ตรวจสอบอำนาจ ยืนข้างข้อเท็จจริง
และรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชน

นี่คือจุดยืนของผม และมันจะไม่มีวันเปลี่ยนไป

‘สุพิศ’ กับโจทย์ใหญ่สร้างเมืองสงขลา!! นายก อบจ.สงขลาหวังปั้นเมืองใหม่ แบกข้อครหาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เน้นโปร่งใส แม้มีร้องเรียน ป.ป.ช. จากข้อร้องเรียนสู่คำถาม “ไปต่อหรือพอแค่นี้”

โมเดลใหม่สร้างเมืองสงขลา โจทย์ใหญ่“สุพิศ พิทักษ์ธรรม”บนเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา จะไปต่อหรือพอแค่นี้

“ผมลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้วยเจตนาจะสร้างเมืองสงขลาบ้านเกิดของตัวเอง ด้วยสัจจริง ไม่เคยคิดจะเข้ามาแสวงหาประโยชน์”

นี่คือคำประกาศเจตนารมณ์ของ สุพิศ พิทักษ์ธรรม นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา ที่สะท้อนว่า การก้าวออกจากเส้นทางราชการในตำแหน่งข้าราชการระดับสูง เข้าสู่สนามการเมืองท้องถิ่นของเขา ไม่ได้มองเพียงตำแหน่งทางการเมือง หากแต่ต้องการสร้าง “โจทย์ใหม่” ให้กับตัวเอง นั่นคือการใช้ตำแหน่งนายก อบจฯเป็นเครื่องมือสร้างเมืองสงขลา

แต่คำถามสำคัญก็คือ วันนี้สุพิศกำลังเดินไปถึงจุดนั้นหรือไม่?

เพราะก่อนจะมาถึงเก้าอี้นายก อบจฯสงขลา สุพิศไม่ได้เดินเข้ามาพร้อมภาพลักษณ์ที่ขาวสะอาดไร้ข้อกังขา ตรงกันข้าม ช่วงชีวิตราชการตั้งแต่กรมชลประทานต่อเนื่องมาถึงกรมฝนหลวงฯ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อกล่าวหาหลายเรื่องติดตัวมา

อย่างไรก็ตาม ต้องให้ความเป็นธรรมกับสุพิศด้วย สิ่งที่ต้องแยกให้ออกจากกันให้ชัด คือ “ข้อกล่าวหา” กับ “ข้อเท็จจริง
จนถึงขณะนี้ สุพิศยืนยันว่า ยังไม่มีคดีใดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดเขาแม้แต่คดีเดียว เป็นข้าราชการก็ไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน

ดังนั้น ภาพของสุพิศจึงเป็นภาพที่มีทั้งสองด้าน ด้านหนึ่งคืออดีตข้าราชการระดับสูงที่มีประสบการณ์และมีผลงาน อีกด้านหนึ่งคือบุคคลที่แบกข้อครหาจากอดีตเข้ามาสู่สนามการเมือง และย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นกว่าเดิม

จากข้าราชการสู่ “นักการเมืองท้องถิ่น”

การเข้ามาเป็นนายก อบจ.สงขลา ทำให้สุพิศเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้บริหารราชการระดับสูง” มาเป็น “ผู้บริหารที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนและการเมือง”

ข้อร้องเรียนจึงกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อมูลที่มีอยู่ระบุว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับสุพิศอยู่ที่ ป.ป.ช.สงขลา 8 เรื่อง และในจำนวนนี้ 3 เรื่องอยู่ในขั้นตอนไต่สวน

ประเด็นร้องเรียนมีตั้งแต่การใช้งบฟื้นฟูน้ำท่วมสงขลา โดยเฉพาะงบ 530 ล้านบาทในพื้นที่หาดใหญ่ การก่อสร้างศูนย์อาหารแห่งใหม่โดยประเด็นเรื่องการขออนุญาต การปรับปรุงห้องทำงานนายกฯ รองนายกฯ และห้องโถง การซอยแบ่งงานก่อสร้าง การสร้างซุ้มประตู อบจ.แห่งใหม่ การเช่าเครื่องจักรกล ไปจนถึงการกู้เงิน 2,000 ล้านบาท

ทั้งหมดนี้ยังต้องรอผลการตรวจสอบ สอบสวนตามกระบวนการ ไม่ควรนำข้อร้องเรียนไปตีความว่าเป็นความผิดที่เกิดขึ้นแล้ว

สุพิศเองยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมไม่ได้หวั่นวิตกอะไรกับข้อร้องเรียน เพราะผมทำถูกต้องตามกฎหมาย ตามระเบียบ บางเรื่องทำมากกว่าที่ระเบียบกำหนด”

คำพูดนี้สะท้อนท่าทีของคนที่เชื่อมั่นในวิธีการบริหารของตัวเอง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ

แต่ในทางการเมือง การบอกว่า “ชี้แจงได้” อาจยังไม่เพียงพอ

เพราะการเมืองยุคใหม่ไม่ได้วัดเพียงว่า “ผิดหรือไม่ผิด” เท่านั้น แต่ยังวัดว่า “ประชาชนเชื่อหรือไม่” และ “สามารถอธิบายให้สังคมเข้าใจได้หรือไม่”

นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่ของสุพิศ

เงินเดือนที่ไม่รับ รถ อบจ.ที่ไม่ใช้ อีกมุมหนึ่งที่สุพิศนำมาอธิบายถึงเจตนารมณ์ในการเข้ามาทำงานการเมือง คือเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว

เดิมเขาบอกว่าตั้งใจจะไม่รับเงินเดือนนายก อบจฯแต่เจ้าหน้าที่กังวลว่าหากไม่รับอาจเกิดปัญหาอื่นตามมา จึงมีการเบิกจ่ายเงินเดือนตามปกติ สุพิศบอกว่า เงินดังกล่าวถูกเก็บไว้ในบัญชี ไม่เคยนำมาใช้จ่าย

จนกระทั่งวันที่ 4 สิงหาคม ซึ่งเป็นวันเกิด เขาจึงถอนเงินออกมาทำบุญทั้งหมด และสมทบเงินส่วนตัวเพิ่มเติม รวมแล้วเกือบ 1 ล้านบาท

เช่นเดียวกับรถยนต์ของ อบจฯสุพิศระบุว่าไม่เคยนำมาใช้ การเดินทางไปราชการใช้รถส่วนตัว และไม่เคยเบิกค่าเดินทาง ค่าที่พัก หรือเบี้ยเลี้ยง

ในมุมหนึ่ง นี่คือการพยายามสร้าง “หลักฐานทางพฤติกรรม” เพื่อยืนยันคำพูดที่ว่า เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาประโยชน์

แต่ในอีกมุมหนึ่ง การเมืองไม่ได้จบที่พฤติกรรมส่วนบุคคล
เพราะสิ่งที่สังคมกำลังตรวจสอบคือ “ระบบการใช้อำนาจและการใช้งบประมาณ” ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่กว่าการรับหรือไม่รับเงินเดือนของนายก อบจฯ เพราะภาคประชาชนยังเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มข้น แหลมคมยิ่ง

ดังนั้น สิ่งที่สุพิศต้องพิสูจน์จึงไม่ใช่เพียงว่า “ตัวเองไม่เอา” แต่ต้องทำให้เห็นด้วยว่า “ระบบที่ตัวเองบริหารนั้นตรวจสอบได้ โปร่งใส และไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร”

จากเพื่อนทางการเมือง สู่คู่แข่งทางการเมือง?

อีกเรื่องที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสุพิศกับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ในสงขลา

สุพิศยืนยันว่า เจตนารมณ์เดิมของเขาคือเป็นเพื่อนกับทุกคน ทุกพรรคการเมือง
กับ เดชอิศม์ ขาวทอง อดีต สส.สงขลา อดีตนายกฯอบจ.สงขลา ก็ยังดีกัน ไม่มีปัญหา

กับ นิพนธ์ บุญญามณี บ้านใหญ่เขารูปช้างก็ยังดีกัน เพียงแต่ต่างคนต่างมีภารกิจ จึงไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่กันบ่อยนัก

ส่วน ถาวร เสนเนียม อดีต สส.สงขลา ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน เพราะท่านเป็นผู้ใหญ่แล้ว

คำอธิบายนี้มีความหมายทางการเมืองอยู่ไม่น้อย

เพราะสุพิศกำลังพยายามแยก “ความสัมพันธ์ส่วนตัว” ออกจาก “การแข่งขันทางการเมือง”

เขามองว่า การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ เมื่อเวลาเปลี่ยน แต่ละคนก็ต้องหาจุดยืนและหาที่ยืนของตัวเอง

ดังนั้น วันนี้อาจเป็นเพื่อนกัน พรุ่งนี้ก็อาจกลายเป็นคู่แข่งกันได้และนี่อาจเป็นภาพที่จะเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ในการเมืองสงขลา

โจทย์ใหญ่ของสุพิศ อาจไม่ใช่ ป.ป.ช.หากมองให้ลึกกว่าข้อร้องเรียน สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในคำพูดของสุพิศกลับไม่ใช่เรื่องคดีหรือการเมืองระหว่างกลุ่ม

แต่คือคำว่า “โมเดลสร้างเมืองสงขลา”

สุพิศบอกว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง เขาต้องหาโมเดลในการสร้างเมืองสงขลาให้ได้ แต่ขณะนี้ยังนึกไม่ออกว่าโมเดลนั้นจะเป็นอย่างไร

โดยเฉพาะการดึงเยาวชนออกจากจุดที่เขามองว่า “ไม่สวยงามนัก” ให้หันกลับมาทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างบ้านสร้างเมือง

ตรงนี้น่าจะเป็นหัวใจของการประเมินสุพิศในระยะต่อไป

เพราะการบริหารอบจฯให้เดินตามระเบียบ การทำโครงการให้ถูกต้อง และการตอบข้อร้องเรียน เป็น “หน้าที่ขั้นต่ำ” ของผู้บริหารภาครัฐ

แต่การสร้างวิสัยทัศน์ให้คนสงขลา โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ เห็นอนาคตของบ้านตัวเอง เป็นโจทย์อีกระดับหนึ่ง

และเป็นโจทย์ที่ไม่สามารถแก้ด้วยงบประมาณเพียงอย่างเดียว

“ไปต่อ หรือพอแค่นี้”

ประโยคสุดท้ายของสุพิศจึงน่าสนใจที่สุด

“ถ้าคิดโมเดลไม่ออก ผมก็ต้องทบทวนตัวเองว่า จะไปต่อ หรือพอแค่นี้”

นี่ไม่ใช่เพียงคำพูดของนักการเมืองที่กำลังตอบคำถามเรื่องอนาคต หากมองในเชิงการเมือง มันคือการโยนคำถามกลับมาที่ตัวเองว่า การเข้ามาสู่อำนาจครั้งนี้ สามารถสร้างสิ่งที่ตั้งใจไว้ได้จริงหรือไม่

สุพิศจึงกำลังถูกทดสอบพร้อมกันอย่างน้อย 3 ด้าน

หนึ่ง ต้องพิสูจน์ความโปร่งใสและความถูกต้องของการใช้อำนาจและงบประมาณ ท่ามกลางข้อร้องเรียนที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ

สอง ต้องพิสูจน์ว่า ความสัมพันธ์กับกลุ่มการเมืองต่าง ๆ จะสามารถรักษาสมดุลได้เพียงใด ในวันที่มิตรทางการเมืองอาจกลายเป็นคู่แข่ง

และ สาม ต้องตอบคำถามที่ใหญ่ที่สุดว่า เขามี “โมเดลสร้างเมืองสงขลา” ที่จับต้องได้หรือไม่

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนอาจไม่ได้จดจำสุพิศจากจำนวนเรื่องร้องเรียนใน ป.ป.ช. หรือจากจำนวนเงินเดือนที่เขาไม่ได้ใช้

แต่อาจจดจำจากคำตอบง่าย ๆ ว่า

“เมื่อเข้ามาเป็นนายก อบจฯสงขลาแล้ว เมืองสงขลาดีขึ้นอย่างไร? คนสงขลาได้อะไร มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นแค่ไหน

นี่ต่างหากคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของสุพิศ พิทักษ์ธรรม

และหากวันหนึ่งเขาตอบคำถามนี้ไม่ได้ คำว่า “จะไปต่อ หรือพอแค่นี้” ที่เขาพูดด้วยตัวเอง อาจไม่ได้เป็นเพียงคำถามที่เขาถามตัวเอง

แต่อาจกลายเป็นคำถามที่คนสงขลาเป็นฝ่ายถามเขาแทนก็เป็นได้

ถอดรหัส “มอสสาด–ชุมชนชาวยิวในต่างแดน” ชุมชนชาวยิวในไทยถูกจับตา เปิดบทบาท Chabad–เครือข่ายความปลอดภัย และข้อสงสัยโยงมอสสาด สร้างเครือข่าย Sayanim ทั่วโลก

มอสสาด กับชุมชนยิวในต่างประเทศ

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากพฤติการณ์และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลในบ้านเรา สร้างความไม่พอใจให้กับผู้คนในสังคมไทยมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพฤติการณ์และพฤติกรรมเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่มาจากมายาคติของคนยิวซึ่งมีความเชื่อทางศาสนาและตามคัมภีร์ว่า ชาวยิว เป็น "ชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือก" (Chosen People) แนวคิดเรื่องชนชาติที่พระเจ้าทรงเลือกสรรนั้นส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งและยั่งยืนต่อชาวยิว เพราะมีความหมายเป็นพิเศษในความสัมพันธ์ของพวกเขากับพระเจ้า โดยหมายถึงพันธสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างพระเจ้ากับชนชาติอิสราเอล แต่ความหมายที่แท้จริงแล้วหมายถึง:
- พันธสัญญา (Covenant): การถูกเลือกหมายถึงการได้รับพันธสัญญาและหน้าที่ในการปฏิบัติตามพระบัญญัติของพระเจ้า ไม่ใช่สิทธิพิเศษเหนือมนุษย์อื่น
- ภาระหน้าที่ (Responsibility): ชาวยิวเชื่อว่าพวกเขาต้องเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตตามความยุติธรรมและความเมตตา
- ความรักจากพระเจ้า: คัมภีร์ระบุว่าพระเจ้าทรงเลือกพวกเขาไม่ใช่เพราะมีจำนวนมาก แต่เพราะทรงรักและรักษาคำสัญญาที่ให้ไว้กับ อับราฮัม บรรพบุรุษของพวกเขา
แต่ความหมายดังกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึง “ความเหนือกว่าทางเผ่าพันธุ์เมื่อเปรียบกับมนุษย์ในเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ” แต่อย่างใด พฤติการณ์และพฤติกรรมของชาวยิว โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอล จึงทำผู้คนมากมายในประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ไม่พอใจด้วยเช่นกัน ล่มสลายลงครั้งสำคัญจากน้ำมือของจักรวรรดิบาบิโลนในปี 587 ปีก่อนคริสตกาล และถูกทำลายซ้ำโดยจักรวรรดิโรมันในปี ค.ศ. 70 ซึ่งนำไปสู่การพลัดถิ่นฐานจนเกิดเป็น ชุมชนยิว (Jewish Diaspora) ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก

เนื่องจากรัฐอิสราเอลวางรากฐานตัวเองให้เป็น "บ้านของชาวยิวทั่วโลก" ความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) กับ ชุมชนยิวในต่างประเทศ (Jewish Diaspora) จึงกลายเป็นมิติเฉพาะตัวที่แทบไม่มีในหน่วยข่าวกรองของประเทศอื่น มอสสาดจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่จารกรรมความมั่นคง แต่ยังมีภารกิจปกป้อง อพยพ สร้างและใช้เครือข่ายชาวยิวในต่างแดนอีกด้วย
1.ภารกิจคุ้มครองและอพยพชาวยิว (Rescue & Aliyah Operations) มอสสาดมีหน่วยงานเฉพาะภายในชื่อ Bitzur ซึ่งรับผิดชอบการดูแลความปลอดภัยของชุมชนยิวในต่างประเทศ และประสานงานอพยพชาวยิวจากพื้นที่ขัดแย้งหรือประเทศที่มีการต่อต้านชาวยิวอย่างรุนแรงกลับสู่อิสราเอล:
- ปฏิบัติการ Moses & Joshua (1984–1985): ลักลอบพาชาวยิวเชื้อสายเอธิโอเปีย (Beta Israel) หลายพันคนเดินทางผ่านค่ายผู้อพยพในซูดานเพื่อบินต่อไปยังอิสราเอล
- ปฏิบัติการ Solomon (1991): ประสานงานขนย้ายชาวยิวเอธิโอเปียกว่า 14,000 คนสู่อิสราเอลภายในเวลาเพียง 36 ชั่วโมง
- ปฏิบัติการ Yachin (1961–1964): ลักลอบพาชาวยิวในโมร็อกโกกว่า 90,000 คนออกจากประเทศเพื่อตั้งถิ่นฐานในอิสราเอล
- การช่วยเหลือในตะวันออกกลาง: อพยพชุมชนยิวออกจากประเทศอาหรับในยุคสงครามเย็น เช่น อิรัก ซีเรีย และเยเมน

2.สร้างเครือข่าย "Sayanim" (อาสาสมัครยิวในต่างแดน) คำว่า Sayanim (ภาษาฮีบรูแปลว่า "ผู้ช่วยเหลือ") คือชาวยิวสัญชาติต่างๆ ที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศ และยินดีให้ความช่วยเหลือมอสสาดในเรื่องต่างๆ โดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
- รูปแบบการช่วยเหลือ: การให้เช่าบ้าน/รถยนต์ การจัดหาอุปกรณ์การแพทย์ การช่วยเปิดบัญชีธนาคาร หรือการให้ข้อมูลท้องถิ่น โดยไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการใช้อาวุธหรือการฆาตกรรม
- หลักการ: Sayanim ต้องมั่นใจว่าการช่วยเหลือมอสสาดนั้น จะไม่ส่งผลเสียหรือละเมิดความมั่นคงของประเทศที่ตนถือสัญชาติอยู่

3.การรักษาความปลอดภัยให้ชุมชนยิว (Diaspora Protection) หลังเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เล็งเป้าหมายไปยังชาวยิวในต่างแดน เช่น การวางระเบิดศูนย์ชุมชนยิว AMIA ในอาร์เจนตินา (ปี 1994) มอสสาดได้ส่งเจ้าหน้าที่ไปช่วยฝึกอบรมระบบอารักขา การเฝ้าระวัง และแชร์ข้อมูลข่าวกรองกรองภัยคุกคามให้กับโรงเรียน โบสถ์ซินากอก และศูนย์ชุมชนยิวทั่วโลก

ประเด็นความท้าทายและความขัดแย้ง
- ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในเรื่อง "ความจงรักภักดีซ้อน" (Dual Loyalty): การปฏิบัติการของมอสสาดที่ดึงชาวยิวต่างชาติมาเกี่ยวข้อง บ่อยครั้งสร้างความลำบากใจให้ชุมชนยิวในประเทศนั้นๆ เพราะอาจถูกตั้งข้อสงสัยจากรัฐบาลท้องถิ่นว่าจงรักภักดีต่ออิสราเอลมากกว่าประเทศบ้านเกิดของตนเอง
- ผลกระทบทางการเมือง: เมื่ออิสราเอลดำเนินนโยบายทางการเมืองหรือการทหารที่สุ่มเสี่ยง ชุมชนยิวในต่างประเทศมักตกเป็นเป้าสายตาและเป้าหมายการแก้แค้นของฝ่ายตรงข้าม ซึ่งมอสสาดต้องเข้ามาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงด้านความมั่นคงในจุดนี้เช่นกัน

ในส่วนของความสัมพันธ์ระหว่าง มอสสาด (Mossad) และ ชุมชนชาวยิวในประเทศไทย มีลักษณะเฉพาะที่ผสมผสานระหว่างการเป็นพื้นที่พำนัก-ท่องเที่ยวของชาวยิว กับการเป็นพื้นที่เฝ้าระวังด้านความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
1.บริบทของชุมชนยิวในประเทศไทย
- โครงสร้างชุมชน: ชุมชนชาวยิวในไทยมีขนาดไม่ใหญ่นัก (ประมาณ 1,000–2,000 คนที่อยู่อาศัยถาวร) ประกอบด้วยนักธุรกิจ ผู้ย้ายถิ่นฐาน และเจ้าหน้าที่การทูต
- ศูนย์กลาง Chabad House: ศูนย์ประสานงานและทำพิธีทางศาสนาของชาวยิว (Chabad) มีกระจายอยู่ในจุดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น กรุงเทพฯ (ข้าวสาร), เชียงใหม่, ภูเก็ต และเกาะสมุย ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวและทหารเกณฑ์เกษียณอายุชาวอิสราเอลเดินทางมาเยือนนับแสนคน
2.บทบาทของมอสสาดและหน่วยความมั่นคงในไทย
- การเฝ้าระวังและการแบ่งปันข่าวกรอง (Intelligence Sharing): มอสสาดและหน่วยข่าวกรองอิสราเอลทำงานประสานงานอย่างใกล้ชิดกับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.), สำนักข่าวกรองแห่งชาติ, และ ศูนย์ปราบปรามการก่อการร้ายสากล (ศปภ.) ของไทย เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มติดอาวุธต่างชาติที่อาจใช้ไทยเป็นพื้นที่กบดานหรือวางแผนก่อเหตุ
- การอารักขาจุดสุ่มเสี่ยง: สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย รวมถึงศูนย์ Chabad House ทุกแห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านการประเมินภัยคุกคามและคำแนะนำด้านมาตรการความมั่นคงจากเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอิสราเอลร่วมกับตำรวจไทย
3.เหตุการณ์สำคัญในอดีตที่เกี่ยวข้อง
- คดีรถบรรทุกซุกระเบิดปี พ.ศ.2537 (1994): กลุ่มก่อการร้ายพยายามใช้รถบรรทุกซุกระเบิดโจมตีสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลในกรุงเทพฯ แต่เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนก่อน ทำให้แผนล้มเหลว ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลให้ความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างมอสสาดและไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
- เหตุการณ์ระเบิดสุขุมวิท 71 ปี พ.ศ.2555 (2012): เหตุระเบิดพลาดของกลุ่มชาวอิหร่านในกรุงเทพฯ ซึ่งฝ่ายความมั่นคงอิสราเอลระบุว่าเป็นแผนการเล็งเป้าหมายสังหารนักการทูตอิสราเอล

ชุมชนยิวในไทย อาจไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการจารกรรมหรือการรับสมัครอาสาสมัคร (Sayanim) ขนาดใหญ่เหมือนในยุโรปหรืออเมริกาเหนือ แต่มีความสำคัญในฐานะ "พื้นที่เฝ้าระวังเชิงป้องกัน" (Preventive & Protective Hub) ที่มอสสาดต้องคอยติดตามข่าวกรองร่วมกับเจ้าหน้าที่ไทย เพื่อป้องกันไม่ให้ชุมชนยิวและนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลตกเป็นเป้าหมายของความขัดแย้งในระดับสากล

สำหรับ แรบไบ โยเซฟ" หรือ แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์ (Rabbi Yosef Chaim Kantor) ซึ่งเป็น หัวหน้าแรมไบประจำประเทศไทย (Chief Rabbi of Thailand) และได้รับสัญชาติไทยจากการแปลงสัญชาติ เป็นชาวออสเตรเลียโดยกำเนิด ได้รับมอบหมายจากองค์กรทางศาสนาชื่อ Chabad-Lubavitch ให้เข้ามาดูแลชุมชนชาวชาวยิวและนักท่องเที่ยวในประเทศไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 (1993) ปัจจุบันพำนักอยู่ในไทยมานานกว่า 30 ปี
- การได้สัญชาติไทย: เขาและครอบครัวได้ยื่นขอแปลงสัญชาติไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยพิจารณาจากเกณฑ์ระยะเวลาการพำนัก การลงทุน และการทำสาธารณประโยชน์ ซึ่งได้รับการอนุมัติในช่วงปี พ.ศ. 2560
- ทำไมถึงถูกโยงกับ “มอสสาด” เพราะในขณะนี้ แรบไบโยเซฟ และเครือข่ายศูนย์ Chabad House ในไทย (เช่น ย่านสุขุมวิท, ถนนข้าวสาร, ภูเก็ต, เกาะสมุย, เกาะพะงัน) กำลังถูกตรวจสอบและตั้งคำถามจากสังคมไทยใน 2 ประเด็นหลัก:

1.มิติด้านธุรกิจ: มีการวิพากษ์วิจารณ์และตรวจสอบเรื่อง "อาณาจักรธุรกิจกินรอบวง" ที่ให้บริการเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล (ที่พัก ร้านอาหาร ทัวร์) รวมถึงประเด็นเรื่องการระดมทุนและการถือครอง

2.มิติด้านความมั่นคง: เนื่องจากศูนย์ Chabad ทั่วโลกทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของชาวยิว รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่ล้วนแล้วแต่เคยประจำการในกองทัพอิสราเอล ในทางสากลศูนย์เหล่านี้จึงมักมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวดและอาจมีการประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคงเพื่อป้องกันเหตุร้าย และสื่อส่วนหนึ่งมักจะตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเชื่อมโยงระบบเครือข่ายนี้เข้ากับ "ซายานิม" หรือ “มอสสาด” โดยขณะนี้ เป็นการตั้งข้อสังเกตและข้อวิเคราะห์จากบริบทความเชื่อมโยงทางเครือข่ายชาวยิวเท่านั้น ด้วยยังไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดในลักษณะนั้น หากพบว่า บุคคลใดที่ได้รับสัญชาติไทยแล้ว มีพฤติการณ์และพฤติกรรมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ บุคคลนั้นก็จะถูกพิจารณาเพิกถอนสัญชาติไทย และเนรเทศออกไปจากราชอาณาจักรอย่างแน่นอน

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

รามคำแหง เผยทำเนียบอธิการบดี!! 54 ปีรามคำแหง เปิดไทม์ไลน์อธิการบดี 10 คน ‘รังสรรค์’ ครองตำแหน่งยาวสุด จับตา ‘วุฒิศักดิ์’ รักษาการร่วม 4 ปี ตั้งคำถามรักษาการยืดเยื้อไม่จบ

เปิดทำเนียบอธิการบดี ม.รามคำแหง “รังสรรค์”นั่งยาวที่สุด ตามด้วย “วุฒิศักดิ์”

มหาวิทยาลัยรามคำแหงจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2514 เดิมฉบับร่างใช้ว่า “มหาวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ แต่ สส.ขอนแก่น ”แคล้ว นรปติ ได้ขอแปรญัตติ เป็นมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โดยมีปรัชญาเป็น “ตลาดวิชา” เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ไม่ต้องสอบเข้า

ยุคเบบี้บูม มีเยาวชนเรียนจบมัธยมปลายจำนวนมาก และสถานศึกษาระดับอุดมศึกษารองรับได้ไม่เพียงพอ เยาวชนถูกดีดออกนอกระบบการศึกศาล ม.รามคำแหงจึงก่อเกิดขึ้นเพื่อรองรับเยาวชนเหล่านั้น

54 ปี ม.รามคำแหงได้ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานแล้วกว่า 1 ล้านคน เข้าสู่ระบบแรงงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคธุรกิจ บัณฑิตรามคำแหงเป็นที่ยอมรับของสังคม ด้วยแต่ละคนกว่าจะจบได้สั่งสมประสบการณ์ วิชาความรู้มากมาย มีการศึกษานอกระบบสืบทอดจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง รุ่นแล้วรุ่นเล่า สร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัย หลายคนก้าวขึ้นไปสู่ตำแหน่งสูงสุดในการบริหารองค์กร เช่น นายกรัฐมนตรี ประธานศาลฏีกา เป็นต้น

54 ปี ม.รามคำแหงผ่านร้อนผ่านหนาวมาโชกโชน น้ำท่วมอย่างน้อย 3 คน ไฟไหม้โรงพิมพ์ การชุมนุมทางการเมือง การสร้างกิจกรรมหล่อหลอมนักศึกษา เป็น 54 ปี ที่ผ่านการบริหารของอธิการบดีมาแล้ว 10 คน มีทั้งอธิการบดีตัวจริง” มีทั้ง “รักษาราชการแทนอธิการบดี” โดยเฉพาะช่วงหลังปี 2564 มีความซับซ้อนในตำแหน่งพอสมควร

อธิการบดีคนแรกของรามคำแหง คือ
ศ.ดร.ศักดิ์ ผาสุขนิรันดร์
บริหารช่วง13 พ.ค. 2514 – 12 พ.ค. 2516 / 30 พ.ค. 2516 – 22 มิ.ย. 2516 และกลับมาอีกครั้ง 28 พ.ย. 2521 – 1 ก.ค. 2523 เคยมีปรากฏการณ์นักศึกษาชุมชุมขับไล่ ศ.ดร.ศักดิ์ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นคราวไคร้ของเผด็จการ

ต่อมา ศ.กำธร พันธุลาภ เข้ามารับตำแหน่งอธิการบดี 2 ก.ย. 2517 – 1 ก.ย. 2519 / 21 ก.ย. 2519 – 20 ก.ย. 2521

รศ.ดร.อภิรมย์ ณ นคร เข้ามารับช่วงบริหารต่อจาก ศ.กำธร ระหว่าง
3 ต.ค. 2523 – 2 ต.ค. 2525

รศ.สุขุม นวลสกุล ได้รับเลือกตั้งให้เป็นอธิการบดีต่อ นั่งบริหารช่วง
15 ม.ค. 2526 – 14 ม.ค. 2528 / 15 เม.ย. 2528 – 14 เม.ย. 2530

ศ.ดร.ธรรมนูญ โสภารัตน์ ได้รับเลือกตั้งต่อจาก รศ.สุขุม นวลสกุล บริหารช่วง 13 พ.ค. 2530 – 12 พ.ค. 2532

“ติงลี่-รศ.ชูศักดิ์ ศิรินิล” ได้รับเลือกตั้งเข้ามาบริหารช่วง 6 ก.ค. 2532 – 5 ก.ค. 2534 / 20 ก.ย. 2534 – 2537

รศ.รังสรรค์ แสงสุข ได้รับเลือกตั้งให้อยู่ในตำแหน่งอธิการบดียาวนานที่สุด นั่งบริหารช่วง 13 ม.ค. 2537 – 16 ม.ค. 2550 รวม 4 วาระ

เมื่อ รังสรรค์วางมือ รศ.คิม ไชยแสนสุข เข้ามาสบทอดต่อ ช่วง 18 มิ.ย. 2550 – 10 ก.พ. 2554

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ได้รับความไว้วางจากจากบุคลากรรามฯ เข้ามาบริหารช่วง
21 ต.ค. 2554 – 20 ต.ค. 2558 และได้รับเลือกตั้งอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

ผศ.ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ลุกขึ้นมาท้าชิงตำแหน่งอธิการบดีจากวุฒิศักดิ์ และได้รับความไว้วางใจให้บริหารช่วง
12 ก.ย. 2564 – 9 พ.ย. 2565

ข้อมูลทำเนียบเดิมระบุรายละเอียดวันเริ่ม-สิ้นสุดของแต่ละวาระไว้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะ 7 คนแรก และยืนยันว่ารังสรรค์ แสงสุขดำรงตำแหน่ง 4 วาระยาวที่สุดในประวัติศาสตร์รามคำแหง

แต่มี “ช่วงรักษาการ” ที่ต้องใส่ในไทม์ไลน์ด้วย

10 ก.พ. 2554 – ก่อน 21 ต.ค. 2554 หลัง รศ.คิม ไชยแสนสุข พ้นจากตำแหน่ง วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ได้รับแต่งตั้งเป็น รักษาราชการแทนอธิการบดี ตั้งแต่ 10 ก.พ. 2554

จากนั้นวุฒิศักดิ์จึงได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้งเป็น อธิการบดีตัวจริง ตั้งแต่ 21 ต.ค. 2554 และอีกวาระตั้งแต่ 3 มี.ค. 2559

หลังสืบพงษ์ถูกถอดถอน 9 พ.ย. 2565
สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง ผศ.บุญชาล ทองประยูร เป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี แต่เรื่องถูกศาลปกครองเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะศาลปกครองกลางเคยมีคำสั่งทุเลาการถอดถอนและการแต่งตั้งรักษาการดังกล่าว ก่อนสถานะจะเปลี่ยนตามกระบวนการศาลภายหลัง

และที่สำคัญมากคือ ปัจจุบันปี 2569 วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ ยังปรากฏเป็น “ผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี” ไม่ใช่อธิการบดีที่ได้รับแต่งตั้งตามวาระ 4 ปี แต่เป็นการรักษาราชการแทนที่ยาวนานร่วม 4 ปี

ส่วน สืบพงษ์ ปราบใหญ่ มีพระบรมราชโองการถอดถอนย้อนหลังให้มีผลตั้งแต่ 9 พ.ย. 2565 ซึ่งประกาศออกมาในปี 2569 หลังผ่านกระบวนการศาล

จนถึงขณะวุฒิศักดิ์ ยังคงรักษาราชการในตำแหน่งอธิการบดีอยู่ โดยยังไม่มีทีท่าใดๆว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ ซึ่งเป็นหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัยในการริเริ่มให้มีการเลือกตั้ง แต่ยังไม่มีอะไรปรากฏว่าจะมีดำริให้มีการเลือกตั้ง ทั้งๆที่อยู่รักษาการมาแล้วร่วม 4 ปี

จึงมีคำถามว่า “คำว่ารักษาการ”ควรจะอยู่นานแค่ไหน ใครไม่ทำหน้าที่ให้ได้มาซึ่งอธิการบดีตาม พรบ.จัดตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับปี 2541

นายอำเภอ สิงหนครนัดหน่วยงานถก!! ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อสงขลา ค่าออกซิเจนละลายน้ำบางจุดเป็นศูนย์ หน่วยงานเร่งหาต้นตอโรงงานหรือแหล่งอื่น อดีตเคยเกิดซ้ำในพื้นที่เดิมหนักปี 63

นายอำเภอสิงหนครเรียกถกด่วน ปลาตายเกลื่อนคลองสทิงหม้อ สงขลา

สายข่าวรายงานว่า หลังข่าวสะพัดเรื่องปลาในคลองสทิงหม้อ คลองปะโอ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร ลอยตายเกลื่อนเต็มคลอง ให้เป็นที่สงสัยว่าเกิดจากอะไรกันแน่ โรงงานลักลอบปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือไม่ ทำไมมักจะเกิดช่วงย่างเข้าหน้าฝนของทุกปี

จากการตรวจสอบพบข้อมูลทางราชการว่า คลองสทิงหม้อมีปัญหาคุณภาพน้ำและมีเหตุปลาตายจริงในปี 2569 และเป็นอย่างนี้มาตลอดทุกปีและที่สำคัญคือหน่วยงานสิ่งแวดล้อมตรวจพบจุดหนึ่งที่ค่าออกซิเจนละลายน้ำเป็น ศูนย์ ซึ่งถือว่าสิ่งมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว

สิ่งที่พบล่าสุด เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 16 ลงพื้นที่ตรวจสอบกรณีชาวบ้านแจ้ง ปลาตายและมีกลิ่นเหม็นในคลองสทิงหม้อ ต.ทำนบ อ.สิงหนคร

ทราบว่า นายอำเภอสิงหนครเรียกทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเวลา 10.00 น้ำ.วันนี้ ทั้งท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เพื่อค้นหาสาเหตุอีกครั้ง ซึ่งควรมีสำนักงานสิ่งแวดล้อม กรมผโรงงาน ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.)เข้าร่วมด้วย

ส่วนงานที่ต้องตรวจสอบไว้หลายกลุ่ม ได้แก่
-โรงงานอุตสาหกรรม
-สถานประกอบการ
-ภาคเกษตรกรรม
-ชุมชนโดยรอบ

และมีการเสนอให้ อุตสาหกรรมจังหวัดสงขลา ตรวจน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรมโดยตรง ว่าเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งในข้อเท็จจริงมีการเก็บตัวอย่างน้ำไปตรวจสอบบ่อย แต่แก้ปัญหาไม่ตก เป็นเพราะเหตุอะไร ภาคประชาชนในส่วนร่วมในการตรวจสอบแค่ไหน

ที่น่าสนใจมากคือวันที่ 3 กันยายน 2569 สคพ.16 ตรวจน้ำ 3 จุด พบว่า
จุดตรวจสะพานหนองโด ต.รำแดง ค่าของน้ำ DO หรือออกซิเจนละลายน้ำอยู่ที่ 8.4 mg/L

หน้าโรงงาน ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 0 mg/L

สะพานหัวขี้เหล็ก ต.ทำนบ ค่าของน้ำ 3.0 mg
โดยเฉพาะ หน้าโรงงานมีค่าเป็น 0 ขณะที่จุดต้นน้ำอ้างอิงอยู่ที่ 8.4 และจุดท้ายน้ำ 3.0 mg/L นี่เป็นข้อมูลที่ควรขุดต่ออย่างจริงจัง แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานปล่อยน้ำเสีย เพราะต้องดูผลวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการและตรวจระบบน้ำทิ้งของโรงงานประกอบกันด้วย

แล้วทำไมปลาถึงตายช่วงฝนตก? ประเด็นนี้น่าสนใจมาก เพราะข้อมูลวันที่ 19 ส.ค. ระบุว่า หลังฝนตกหนัก สภาพน้ำดีขึ้น และไม่พบปลาตายตอนเจ้าหน้าที่ลงตรวจ จึงมีความเป็นไปได้หลายกลไก เช่น

1. น้ำเสียสะสมในคลองช่วงน้ำไหลน้อย อินทรีย์วัตถุสูงทำให้จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลาย จน DO ลดลง
2. ฝนตกแล้วเกิดน้ำชะล้างจากพื้นที่ต่าง ๆ ลงคลอง
ทั้งชุมชน เกษตร ฟาร์ม/แพกุ้ง และพื้นที่ประกอบการ
3. ฝนตกหนักอาจทำให้น้ำในคลองเจือจางและไหลเวียนดีขึ้น
จึงอธิบายได้ว่าทำไมหลังฝนตกหนักบางครั้งคุณภาพน้ำกลับดีขึ้น
4. น้ำเน่าเสียอาจเกิดเป็นช่วง ๆ

ถ้ามีการระบายน้ำจากแหล่งใดแหล่งหนึ่งเป็นครั้งคราว เจ้าหน้าที่ไปตรวจหลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็อาจไม่พบความผิดปกติ

และมีข้อมูลย้อนหลังที่น่าสนใจมาก เพราะ ปี 2563 ก็เคยเกิดปลาตายในคลองสทิงหม้อ–รำแดงจำนวนมาก โดยชาวบ้านในเวลานั้นตั้งข้อสังเกตถึงน้ำที่ไหลจากตอนบนและบริเวณด้านหลังโรงงานที่มีระบบบำบัดน้ำเสียอยู่ระหว่างปรับปรุง

แล้ว “สองโรงงาน” ที่สงสัยล่ะ?

ตรงนี้ยัง ไม่อยากฟันธงชื่อโรงงานจากข้อมูลที่หาได้ตอนนี้ เพราะถ้าจะเขียนเป็นข่าวเชิงกล่าวหา ต้องระบุให้ชัดว่าโรงงานไหนตั้งอยู่ตรงไหน มีท่อระบายน้ำออกตรงใด และผลตรวจน้ำทิ้งเป็นอย่างไร

แต่ข้อมูลราชการมีจุดสำคัญมากคือ เจ้าหน้าที่เลือกตรวจ “หน้าโรงงาน ต.ทำนบ” เป็นจุดตรวจสอบแหล่งกำเนิดมลพิษ และพบ DO = 0 mg/L จริง

ดังนั้นโจทย์ที่ควรไล่ต่อไม่ใช่แค่ “โรงงานปล่อยน้ำเสียหรือไม่?”

แต่ควรถามให้ครบว่า

น้ำเสียมาจากไหน? ไหลมาจากทิศไหน? มีท่อระบายกี่จุด? โรงงานสองแห่งมีระบบบำบัดแบบไหน? ผลตรวจน้ำทิ้งหน้าโรงงานผ่านมาตรฐานหรือไม่? และทำไมบริเวณหน้าโรงงานจึงมี DO = 0 แต่จุดอ้างอิงต้นน้ำ 8.4?

ส่วนคลองปะโอ พบข้อมูลตำแหน่ง คลองปะโอ ต.ม่วงงาม อ.สิงหนคร แต่ในการค้นครั้งนี้ ยังไม่พบรายงานทางราชการที่ยืนยันว่ามีเหตุปลาตายจำนวนมากในคลองปะโอในปี 2569 จึงยังไม่ควรเอาเหตุคลองปะโอมาปนกับคลองสทิงหม้อโดยไม่มีหลักฐาน

ถ้าจะทำเรื่องนี้ในสไตล์ข่าว “ปลาในคลองตายทุกปี ใครปล่อยอะไรลงคลอง?” ผมว่ามีประเด็นให้ขุดได้ค่อนข้างแรง โดยเฉพาะการเอา ข้อมูลปี 2563 เทียบกับปี 2569 แล้วไล่ดูว่าโรงงาน/สถานประกอบการบริเวณเดิมมีอะไรบ้าง ระบบบำบัดน้ำเสียเปลี่ยนไปหรือไม่ และผลตรวจของรัฐเคยพบอะไร

AD1 ถูกทุบเพื่อศูนย์การเรียนรู้ ปมศูนย์เรียนรู้พ่อขุนฯ สร้างศูนย์เรียนรู้ 277 ล้าน แต่โครงการค้างร้างหญ้าท่วม จี้รามคำแหงตอบ เงิน–ไม้–สัญญาไปไหน

ทุบ AD1 สร้างศูนย์เรียนรู้ แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน ปล่อยรกร้างหญ้าท่วมหัว

ไปนั่งอยู่ขอบรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง สืบทราบมาแล้วว่า ทำไมรามจึง “ทุบ AD1”หอประชุมอันถือว่าเป็นบ้านหลังแรกของรามคำแหง และเป็นศูนย์ร่วมการทำกิจกรรมนักศึกษา

สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงนั้นเอง

โครงการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้ข้อมูลสำคัญมาก เพราะช่วยยืนยันรายละเอียดของโครงการได้ค่อนข้างชัดเจน

โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
(R.U. Library and Learning Center)
เป็นอาคาร: 5 ชั้น (กอ.)
ความสูง: 33 เมตร พื้นที่ใช้สอย: 25,000 ตร.ม.
ผู้รับจ้างในการก่อสร้าง คือบริษัท ทำเดไทย ธรรมชาติ จำกัด ที่อยู่ผู้รับจ้าง: 799/2 ถนนรามอินทรา แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ
ระยะเวลาก่อสร้าง: 850 วัน เริ่มก่อสร้าง: 1 กุมภาพันธ์ 2559 กำหนดสิ้นสุด: 31 พฤษภาคม 2559 (ตรงนี้บนป้ายโครงการระบุเช่นนั้น แต่ตัวเลขดูผิดปกติมาก เพราะ 850 วันไม่สอดคล้องกับระยะเวลาเพียง 4 เดือน บนป้ายวันสิ้นสุดโครงการ 31 พฤษภาคม 2559 ไม่น่าจะเป็นไปได้ ที่กำหนดไว้ 850 วัน) มูลค่าการก่อสร้าง: 277,000,000 บาท

ที่น่าสนใจที่สุดคือ โครงการนี้ไม่ได้เป็นเพียง “อาคาร” ธรรมดา แต่ระบุชัดว่าเป็น “ศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนรามคำแหงมหาราช” และมีทั้งส่วน Library และ Learning Center

ถ้าจะเอาไปต่อยอดเรื่อง “ทำไมรามทุบ AD1”

โดยสรุปคือ รามคำแหงทุบ AD1 เพื่อสร้างศูนย์การเรียนรู้มูลค่า 277 ล้านบาท

แล้ววันนี้ศูนย์การเรียนรู้ไปอยู่ไหน?” โครงการนี้ก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ ก่อนหน้านี่มีการเอาสังกะสีมาล้อมเป็นรั้วไว้ ทุกวันนี้หญ้าขึ้นรกท่วมหัว ไม่มีการก่อสร้างใดๆ ป้ายระบุชื่อโครงการก็ถูกรื้อทิ้งไปหมดแล้ว รถเครนที่เคยจอดเด่นอยู่กูถูกรื้อถอนไปหมดแล้ว

“เปิดป้ายหลักฐาน 277 ล้าน! รามทุบ AD1 สร้างศูนย์การเรียนรู้พ่อขุนฯ แต่โครงการไปไม่ถึงฝัน?”
ควรไล่ต่อ เอกสารโครงการปี 2559 ให้ละเอียด โดยเฉพาะ

1. แบบก่อสร้างเดิมของอาคารนี้
2. สัญญาจ้าง 277 ล้านบาท
3. เหตุผลที่โครงการไม่เสร็จ/ถูกยุติ
4. ใครเป็นผู้อนุมัติรื้อ AD1
5. เงินที่เบิกจ่ายไปแล้วเท่าไร
6. ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ทำอะไร
7. มีการยกเลิกสัญญา/เรียกค่าเสียหายกับผู้รับจ้างหรือไม่

ป้ายโครงการที่ถูกรื้อทิ้งไปแล้ว แต่ผมยังเก็บไว้ อาจเป็นชิ้นส่วนสำคัญของเรื่องที่น่าติดตามโดยเฉพาะตัวเลข 277 ล้านบาท + 25,000 ตร.ม. + โครงการศูนย์การเรียนรู้ นี่ควรเอามาชนกับสภาพพื้นที่ปัจจุบันเลยว่า “สร้างไปถึงไหน และเงิน 277 ล้านหายไปอยู่ตรงไหนของโครงการ”

วันแถลงข่าวผู้บริหารต้องมีคำตอบในเรื่องเหล่านี้ รวมถึงไม้จำนวนมาก มูลค่ามหาศาลอยู่ที่ไหน ใครเก็บรักษาไว้ หรือขายทอดตลาดไปแล้ว เงินอยู่ที่ใคร…?

AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหงถูกทุบทิ้ง!! จุดคำถามรื้อทำไม–สร้างอะไรต่อ–ไม้เก่าไปไหน AD1 ไม่ใช่แค่อาคารเก่า แต่คือความทรงจำลูกพ่อขุน จี้ตรวจสอบ มติรื้อ–งบ–ผู้รับจ้าง ต้องเปิดข้อมูลว่าใครอนุมัติและวัสดุไปไหน

รามคำแหงทุบหอประชุม AD1 ทำไม เพื่ออะไร วัสดุจำนวนมากอย่างไม้ เอาไปไหน

วันก่อนเข้าไปในรั้วลูกพ่อขุน มหาวิทยาลัยรามคำแหง แหล่งตลาดวิชา ที่ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ชาติแล้วนับล้านคน บัณฑิตรามคำแหงจะฝังตัวอยู่ในทุกวงการ ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ภาพที่เข้าไปพบเห็นมันน่าเศร้าใจ ซุ่มของนักศึกษา ทั้งกลุ่มมาตุภูมิ กลุ่มจังหวัด กลุ่มบำเพ็ญเพียร ชมรมนักศึกษา พรรคนักศึกษา กลับเงียบสงบ ตึกกิจกรรมไม่คราคร่ำไปด้วยนักกิจกรรมเหมือนเมื่อก่อน

ที่เห็นแล้วเศร้าใจมาก คือการทุบทิ้งหอประชุม AD1 โดยไม่เห็นว่าจะมีการสร้างอะไรต่อ เมื่อก่อนเคยเห็นรถเครนจอดสงบอยู่ 2-3 ตัว แต่ตอนนี้ถูกรื้อออกไปแล้วเช่นกัน พื้นที่ถูกกั้นด้วยรั้วสังกะสี 

มีคำถามมากมายครับ ทุบทิ้งทำไม จะสร้างอะไรต่อ ทำไมไม่สร้างต่อ ไม้จำนวนมากจากการทุบเอาไปไว้ไหน ขายทอดตลาดหรือเปล่า มีการทำบัญชีไว้หรือไม่ เหล่านี้คือคำตอบที่ประเดประดังเข้ามาในสมอง…?

1. AD1 เดิมคืออะไร

AD1 เดิมเป็น อาคารหอประชุมของสถานแสดงสินค้า ที่มีอยู่ก่อนการก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นของกรมพาณิชย์สัมพันธ์ เมื่อมีการจัดตก่อตั้งมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปี 2514 คณะกรรมการเตรียมการฯ ได้ย้ายสำนักงานมาใช้อาคารแห่งนี้ เป็นที่ทำการชั่วคราว และเรียกกันต่อมาว่า อาคาร AD1

ช่วงเปิดมหาวิทยาลัยใหม่ ๆ AD1 จึงเป็นเสมือน “บ้านหลังแรกของรามคำแหง” โดยชั้นบนเป็นห้องทำงานอธิการบดีและห้องประชุมผู้บริหาร ส่วนชั้นล่างเป็นสำนักงานฝ่ายธุรการ 

เอกสารหอจดหมายเหตุมหาวิทยาลัยรามคำแหงเองก็มีภาพ “ตึก AD1” บันทึกไว้ประมาณปี 2525-2526 แสดงว่าอาคารนี้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยมาอย่างยาวนาน 

และไม่ได้เป็นเพียงสำนักงานเท่านั้น ต่อมายังใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของมหาวิทยาลัย เช่น การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและการจัดกิจกรรมของชมรมต่าง ๆ พรรคนักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการเสวนา การอภิปราย พูดได้ว่าช่วงกิจกรรมนักศึกษาคึกคัก AD1 แทบจะไม่ว่างเลย วงดนตรีเพื่อชีวิตดังๆ ไม่ว่าจะเป็นคาราวาน คาราบาว แฮมเมอร์ ล้วนแล้วแต่ผ่าน AD1 มาแล้วทั้งนั้น

2. แล้วตอนนี้ “ทุบทิ้งแล้ว” จริงหรือไม่?

ตรงนี้ผมยฟันธงเลยครับว่า ทุบทิ้งไปแล้ว แต่ทุบรื้อเมื่อใด ใครเป็นผู้อนุมัติ และรื้อเพื่อทำโครงการอะไร ไม่ปรากฏชัด แต่บุคลากรในมหาวิทยาลัยน่าจะทราบดี ต้องสืบค้นกันต่อไปว่ารื้อถอนเมื่อวันไหน งบประมาณรื้อถอนเท่าไรผู้รับจ้างคือใคร พื้นที่ AD1 หลังรื้อจะใช้ทำอะไร

มีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่หรือไม่

วัสดุจากการรื้อถอน โดยเฉพาะ ไม้จำนวนมาก ถูกนำไปที่ไหน

3. เรื่อง “ไม้” น่าสนใจมาก เพราะถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามหาศาล

เพราะAD1 เป็นอาคารเก่าและมีโครงสร้างไม้จำนวนมากเป็นตัวประกอบ การรื้อถอนย่อมมีวัสดุที่มีมูลค่า ไม่ควรจบเพียงคำว่า “รื้อแล้วก็ทิ้ง”

สิ่งที่ควรตรวจสอบคือเอกสารประเภท “บัญชีวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน”

“รายงานการตรวจนับวัสดุ”

“การจำหน่ายพัสดุ/วัสดุจากการรื้อถอน”

“ประกาศขายทอดตลาดวัสดุ”

หรือเอกสารที่ระบุว่า นำไม้ไปใช้ประโยชน์ในราชการ ณ สถานที่ใด

เพราะถ้าไม้เป็นทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย การนำออกไปใช้หรือจำหน่ายควรมี หลักฐานทางพัสดุ ไม่ใช่เรื่องที่ควรตอบจากการบอกเล่าปากต่อปาก

4. หอประชุม AD1 น่าสนใจมากขึ้น เพราะต้องแยกให้ออกว่า AD1 เองถูกทุบทิ้งแล้วและพื้นที่เดิมถูกผนวกเข้าโครงการอะไร เราควรขุดต่อถึงระดับ “เอกสารราชการ” เลยครับ โดยเฉพาะ 4 เรื่อง:

1. มติสภามหาวิทยาลัย/คำสั่งรื้อ AD1

2. โครงการที่จะใช้พื้นที่ AD1 หลังรื้อ

3. สัญญาหรือผู้รับเหมารื้อถอน

4. บัญชีไม้และวัสดุที่ได้จากการรื้อถอน ว่าเอาไปไหน

ถ้าหา 4 ชิ้นนี้เจอ เรื่องจะเปลี่ยนจาก “เล่าประวัติอาคารเก่า” เป็นข่าวตรวจสอบที่มีน้ำหนักทันที เพราะจะตอบได้ว่า “AD1 บ้านหลังแรกของรามคำแหง ถูกทุบทิ้งด้วยเหตุผลอะไร และทรัพย์สินจากการรื้อถอนหายไปไหน” ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้น่าขุดครับ

AD1 น่าจะเป็นสัญญาณลักษณความเป็นรามคำแหงแหล่งสุดท้ายที่เหลืออยู่ เคียงคู่กับตึกหอสมุด ดีนะที่ไม่ทุบพ่อขุนทิ้งไปด้วย

"ไอ้โม่ง" ปล้นน้ำมันยังไม่ถูกจับ!! ปม “ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน” ยังลอยนวล ไร้ประสิทธิภาพบังคับใช้กฎหมาย สร้างความไม่ไว้วางใจในสังคม ประชาชนหมดศรัทธาในผู้ปกครอง

นาฏกรรมลอยนวล สแกนพฤติกรรมรัฐบาลล้มเหลว เมื่อ “ไอ้โม่ง” ใหญ่กว่ากฎหมาย
น้ำมันจึงหายไปพร้อมกับความไว้วางใจ

นับได้กี่เดือนกันแล้วครับที่ "ไอ้โม่งปล้นน้ำมัน" ยังคงลอยนวล?
ประเด็นการปล้น และกักตุนน้ำมันลักลอบในประเทศไทย ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือการสูญเสียมูลค่าทางทรัพยากรธรรมดา เมื่อเวลาล่วงเลยไปจนถึงบัดนี้ รัฐบาลที่เคยออกมากางตำราประกาศว่าจะ "ลากตัวไอ้โม่ง" เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กลับยังไม่สามารถจับกุมผู้บงการจริงได้แม้แต่รายเดียว

สถานการณ์นี้กำลังกลายเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ที่สะท้อนถึงพฤติการณ์ของรัฐบาล ซึ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้เกิดขึ้นในใจของประชาชนอย่างต่อเนื่อง ที่เห็นชัดที่สุดคือ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการบังคับใช้กฎหมาย

การออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าว การตั้งคณะกรรมการสอบสวน หรือการใช้วาทกรรมขู่ฟอด ๆ ว่าจะกวาดล้าง “กลุ่มทุนสีเทา” ที่อยู่เบื้องหลัง กลายเป็นเพียง "ละครฉากใหญ่" เมื่อผลลัพธ์เชิงรูปธรรมเป็นศูนย์ การที่น้ำมันปริมาณมหาศาลซึ่งต้องใช้ระบบขนส่ง รถบรรทุก เรือ หรือคลังเก็บขนาดใหญ่หายไปและถูกกักตุนได้โดยไร้ร่องรอย สะท้อนว่ารัฐบาลอาจมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพขั้นวิกฤต หรือไม่ก็หนีไม่พ้นการตั้งใจทำให้กระบวนการตรวจสอบล่าช้าจนเรื่องเงียบหายไปเอง

สายตาของประชาชนตาดำ ๆ ไม่ต้องเรียนสูงก็สามารถมองทะลุได้ว่า ขบวนการระดับที่สามารถ "ปล้นและกักตุน" น้ำมันได้ ย่อมไม่ใช่ฝีมือของโจรกระจอก แต่ต้องเป็นเครือข่ายอิทธิพลที่มีทั้งเงินทุนและสายสัมพันธ์ทางอำนาจ

ไม่ต่างจากการ “ปล้น สว.” หรือ “ปล้นสอบราชการ”
การที่รัฐบาลไม่สามารถเจาะไข่แดงไปถึงตัว "ไอ้โม่ง" ได้ ยิ่งตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่ามีคนของ “ผู้มีอำนาจในรัฐบาล” เข้าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือคอยเป็น “เกราะกำบังพยานหลักฐาน” เพื่อช่วยเหลือพวกพ้องหรือไม่?
สิ่งที่เราเห็น ๆ กันบ่อยครั้งก็คือ การจับกุมเพียง "ผู้ปฏิบัติการระดับล่าง" แล้วรีบสรุปสำนวนเพื่อปิดคดี โดยไม่มีการขยายผลไปถึงโครงสร้างเส้นทางการเงิน หรือผู้บงการระดับบน ประชาชนจึงเข้าใจเป็นอื่นไม่ได้นอกจากคิดว่ารัฐบาลกำลังใช้กลยุทธ์ "ตัดตอน" เพื่อปกป้องใครบางคน มากกว่าการกวาดล้างขบวนการอย่างจริงจัง

ความน่ากลัวที่สุดในเวลานี้ จึงไม่ใช่แค่น้ำมันที่ถูกปล้นไปต่อหน้าต่อตา แต่คือความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล ถูกปล้นจนหมดหัวใจไปพร้อม ๆ กัน

แจ็ค รัสเซล

ค่าครองชีพสะท้อนแรงงาน!! ค่าแรงสูงทำให้ค่าครองชีพสูงตาม เปรียบเทียบราคาอาหารจานเดี่ยว 5 ประเทศ เฉพาะไทยมีราคาถูกที่สุดในกลุ่ม ปัจจัยที่ต่างจากค่าแรง เช่น ที่พักและสุขภาพ

สัจธรรมบนโลกใบนี้ อย่ามองเพียงมุมเดียว!!!
ค่าแรงแพง...ค่าครองชีพก็ต้องสูงตามไปด้วย

เมื่อเพจแห่งหนึ่งได้ทำคอนเทนต์เปรียบเทียบค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมงระหว่าง "ไทย" กับประเทศต่างๆ อาทิ สหรัฐฯ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และไต้หวัน โดยพยายาม สะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำและคุณภาพชีวิตของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับต่างประเทศ ด้วยชี้ให้เห็นว่าการทำงาน 1 ชั่วโมงในประเทศเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้และมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูงกว่าไทยหลายเท่าตัว จึงเป็นการจุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับประเด็นค่าครองชีพและโครงสร้างค่าเปรียบเทียบ

หากเมื่อเปรียบเทียบประเด็นค่าครองชีพในภาพรวมอย่างถ่องแท้และถี่ถ้วนโดยละเอียดรอบครอบแล้ว จะพบว่า ประเทศไทยมีราคาอาหารจานเดียวและค่าครองชีพด้านอาหารที่ถูกที่สุด เมื่อเทียบกับไต้หวัน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐอเมริกา นี่คือภาพรวมการเปรียบเทียบราคา "อาหารราคาประหยัดที่สุด" (เช่น สตรีทฟู้ด อาหารจานเดียวริมทาง หรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ) ของแต่ละประเทศโดยประมาณ ซึ่งพบว่า:
1. ประเทศไทย (ถูกที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 40 - 60 บาท (เช่น ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว) ด้วยมีตัวเลือกอาหารราคาประหยัดเข้าถึงง่ายกระจายอยู่ทั่วทุกพื้นที่ ค่าครองชีพด้านอาหารต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศที่นำมาเกรียบเทียบนี้
.
2. ไต้หวัน ราคาอาหารจานเดียว/สตรีทฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 60 - 90 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 70 - 100 บาท) (เช่น ข้าวหน้าหมูพะโล้ ไก่ทอด หรือบะหมี่ในตลาดนัดกลางคืน) โดยอาหารตามตลาดโต้รุ่ง (Night Market) มีราคาถูกและหลากหลาย ใกล้เคียงกับไทยในบางเมนู แต่โดยเฉลี่ยสูงกว่า
.
3. ประเทศญี่ปุ่น ราคาอาหารจานเดียว/ข้าวกล่อง: เริ่มต้นประมาณ 400 - 600 เยน (ประมาณ 84 – 125 บาท) สำหรับข้าวกล่อง (Bento) ในร้านสะดวกซื้อ หรือ 800 - 1,000 เยน (ประมาณ 180 - 250 บาท) สำหรับราเมนหรือข้าวหน้าเนื้อในร้านอาหาร แม้จะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดท้องถิ่นและข้าวกล่องลดราคาตอนค่ำๆ ช่วยให้ประหยัดได้มาก
.
4. ประเทศเกาหลีใต้ ราคาอาหารจานเดียว: เริ่มต้นประมาณ 7,000 - 9,000 วอน (ประมาณ 180 - 240 บาท) (เช่น ข้าวยำ คิมbap หรือซุปง่ายๆ ในร้านท้องถิ่น) โญราคาอาหารทั่วไปสูงกว่าญี่ปุ่นในบางหมวดหมู่ และดัชนีราคาสินค้าอาหารสดค่อนข้างสูง
.
5. สหรัฐอเมริกา (แพงที่สุด) ราคาอาหารจานเดียว/ฟาสต์ฟู้ด: เริ่มต้นประมาณ 8 - 12 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 280 - 420 บาท) สำหรับชุดฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารจานด่วนแบบง่ายที่สุด ราคาอาหารตามร้านอาหารและภัตตคาร ยังไม่รวมค่าบริการและภาษี/ทิป ทำให้ราคาอาหารมื้อถูกที่สุดสูงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างชัดเจน
.
และเมื่อพิจารณาถึง “ปัจจัยด้านค่าครองชีพ” ซึ่งประกอบด้วย ค่าที่พักอาศัย ค่ารักษาพยาบาล ค่าอาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน และ ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes) แล้ว รายละเอียดของปัจจัยหลักที่สร้างความแตกต่าง มีดังนี้:
.
1. ค่าที่พักอาศัย (Housing & Rent)
สหรัฐฯ: ค่าเช่าบ้านคือรายจ่ายที่ใหญ่ที่สุด (มักเกิน 30-40% ของเงินเดือน) เมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโกหรือนิวยอร์ก ค่าเช่าห้องพักหนึ่งห้องอาจสูงถึง $3,000+ ต่อเดือน
ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: ห้องพักคนเดียว (Studio/One Room) ในเมืองหลวงมีราคาจับต้องได้มากกว่าสหรัฐฯ แต่เกาหลีใต้มักมีระบบเงินประกันก้อนใหญ่ (Jeonse/Wolse) ที่ต้องระวัง
ไทย: ค่าเช่าผันแปรสูงมาก คอนโดในเมืองหลวงอาจสูง แต่ภาพรวมนอกเมืองหรืออพาร์ตเมนต์ทั่วไปยังคงถูกที่สุดในกลุ่ม
2. ค่ารักษาพยาบาล (Healthcare)
สหรัฐฯ: ไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า หากไม่มีประกันจากบริษัท ค่าหมอและค่ายาอาจทำให้ล้มละลายได้ง่ายๆ เป็นปัจจัยลบที่ทำให้คนอยู่อาศัยมีภาระสะสม [1]
ไต้หวัน/ญี่ปุ่น/เกาหลีใต้: มีระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่ยอดเยี่ยมและครอบคลุม ประชาชนจ่ายสมทบในอัตราต่ำแต่ได้รับการรักษามาตรฐานสูง ทำให้ลดค่าใช้จ่ายแฝงไปได้มหาศาล [1]
ไทย: มีสิทธิบัตรทองและประกันสังคมที่ช่วยประหยัดได้มาก แต่หากเข้าโรงพยาบาลเอกชนค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้นตามลำดับ
3. อาหารและการใช้ชีวิตประจำวัน (Food & Groceries)
สหรัฐฯ: การกินข้าวนอกบ้านมีค่าใช้จ่ายสูงเพราะต้องบวก ภาษีและค่าทิป (15-20%) แต่การซื้อวัตถุดิบมาทำกินเองในซูเปอร์มาร์เก็ตถือว่าราคาคุ้มค่าเมื่อเทียบกับค่าแรง
เกาหลีใต้/ญี่ปุ่น: อาหารตามสั่งหรือข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อราคาไม่แพง แต่ "ผลไม้และเนื้อสัตว์นำเข้า" ในเกาหลีใต้มีราคาแพงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก
ไทย: ค่าอาหารริมทาง (Street Food) และอาหารจานเดี่ยวถูกที่สุดใน 5 ประเทศนี้ ทำให้ใช้ชีวิตพื้นฐานได้ง่าย
4. ภาษีและค่าธรรมเนียม (Taxes)
ญี่ปุ่น: เก็บภาษีเงินได้และภาษีผู้อยู่อาศัยค่อนข้างสูง (ระบบก้าวหน้าสูงสุดถึง 55%) รวมถึงมีหักเงินบำนาญภาคบังคับ
สหรัฐฯ: มีการหักภาษีทั้งระดับประเทศ (Federal) และระดับรัฐ (State) ซึ่งรัฐอย่างแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์กจะโดนหักรวมกันค่อนข้างหนัก
ไต้หวัน/ไทย: มีอัตราภาษีเงินได้เริ่มต้นที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับผู้มีรายได้ระดับเริ่มต้น-ปานกลาง
.
ดังนั้นการหยิบยกเอา “ค่าแรงขั้นต่ำต่อชั่วโมง” มาเป็นประเด็นเดียวในการสร้างกระแสเรื่องนี้ให้เกิดในสังคม โดยไม่นำเอาปัจจัยในการครองชีพที่มีอีกหลายมิติมาพิจารณาเปรียบเทียบโดยรวมแล้วสรุปเอาเอง จึงน่าจะขาดตรรกะ เหตุ และผลที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือ เมื่อค่าแรงแพงแล้วปัจจัยในการครองชีพก็ต้องแพงตามไปด้วยอย่างแน่นอน
.

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

โรงเรียนย้ำไม่ปกป้องคนผิด!! ปมครูถูกกล่าวหาลวนลามนักเรียน ตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ครูถูกย้ายช่วยราชการชั่วคราว คดีความรอดูเขตและตำรวจดำเนินการ

ย้ายครูโรงเรียนดังสงขลา ครูถูกกล่าวหามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อนักเรียน รอเขตฯ ชี้ขาด

สงขลา - เกิดกรณีร้องเรียนพฤติกรรมไม่เหมาะสมของครูในโรงเรียนชื่อดังระดับจังหวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยมีนักเรียนหญิง 2 ราย กล่าวหาว่าถูกครูลวนลาม แตะเนื้อต้องตัว
เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับรายงานว่าเกิดขึ้นภายในห้องเรียน ระหว่างที่มีการจัดสอบ ตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนร่วมอยู่ในห้องเรียนเป็นพยานร่วม 30 คน

ภายหลังรับทราบเรื่อง ทางผู้บริหารโรงเรียนไม่ได้นิ่งนอนใจ ครูใหญ่ได้เรียกนักเรียนผู้เสียหายมาสอบถามข้อเท็จจริงด้วยความระมัดระวังและคำนึงถึงสภาพจิตใจของผู้เรียนเป็นสำคัญ พร้อมทั้งได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนหาข้อเท็จจริงในเบื้องต้นตามระเบียบราชการ
ขณะนี้ คณะกรรมการฯ ได้ดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้ว และได้จัดส่งผลการสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมดไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อรอการพิจารณาและตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป หากผลการสอบสวนพบว่ามีมูล ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายและเพื่อความสบายใจของผู้ปกครองและนักเรียน ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้มีคำสั่งย้ายครูคนดังกล่าวออกจากโรงเรียนไปช่วยราชการประจำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นการชั่วคราวแล้ว ตั้งแต่วันที่มีการร้องเรียน
ในส่วนของการดำเนินคดีทางอาญา ขณะนี้ผู้ปกครองได้มีการแจ้งความดำเนินคดีไว้แล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกระบวนการยุติธรรม

โรงเรียนขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นพฤติกรรมส่วนบุคคลของบุคลากร ไม่ได้เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือภาพรวมของโรงเรียนแต่อย่างใด โรงเรียนยังคงมุ่งมั่นในการดูแลความปลอดภัยของนักเรียนให้ถึงที่สุด
ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันไป แต่องค์กรที่ดีจะต้องไม่ปกป้องคนผิด และต้องยังคงรักษาความดีงามไว้ ดังคำกล่าวที่ว่า "เกลือย่อมรักษาความเค็มฉันใด องค์กรที่ดีก็ย่อมรักษาความดีฉันนั้น"
ทั้งนี้ โรงเรียนจะให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ และจะยึดประโยชน์และความปลอดภัยของนักเรียนเป็นสำคัญสูงสุด

เวลานี้ควรรอสองภาคส่วน คือการพิจารณาของเขตพื้นที่การศึกษา และพนักงานสอบสวน แต่ไม่ควรลืมว่า ความยุติธรรมที่ล่าช้า คือความอยุติธรรม และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับโรงเรียน เป็นพฤติกรรมส่วนบุคคล โรงเรียนยังคงรักษาความดี ประดุจเกลือรักษาความเค็มอยู่เสมอ

สะพานขนอม–สมุย ยังไม่ถึงโต๊ะ!! ครม. คอขวด EIA และค่าผ่านทาง 1,000 บาทยังเป็นโจทย์ใหญ่ โมเดลการเงินยังต้องแก้ไขเยอะ การเมืองสมุยซับซ้อนไม่ง่ายต่อโครงการ ลุ้นต้นปี 70 เสนอพิจารณา

สะพานขนอม-สมุย EIA ยังไม่เรียบร้อย แก้แบบยังไม่เสร็จ ต้นปี 70 เข้า ครม.ได้

ตอบคำถามว่าทำไมรัฐบาล โดย ครม.ยังไม่พิจารณาอนุมัติ สร้างสะพานขนอม-เกาะสมุย

มีคนถามมามากว่า ทำไมรัฐบาล ในการประชุม ครม.สัญจรหาดใหญ่ จึงไม่มีการพิจารณาโครงการก่อสร้างสะพานข้ามทะเลขนอม-เกาะสมุย (สะพานจันทร์โอชา) ทั้งที่แบ่งงานกันชัดเจนแล้วตาม MOU 3 หน่วยงานปี 65 การทางพิเศษ (กทพ.)ทำกลางทะเล, กรมทางหลวง+ทางหลวงชนบททำถนนเชื่อมบนฝั่ง และมี MOU ใหม่ปี 68 กับ กฟภ. กปภ. NT เอาสายไฟ ประปา สื่อสารขึ้นสะพาน

เหตุผลที่ยังไม่เข้า ครม. ไม่ใช่เรื่องไม่มีงบอย่างเดียว แต่เป็น 3 เรื่องนี้
1. โมเดลการเงินยังเป็นแผลใหญ่ที่สุด กทพ.รับโอนมาจากทางหลวงชนบท เมื่อปี 65 เพราะค่าก่อสร้างสูง ถ้ารัฐลงทุนเองจะกระทบงบประมาณ จึงต้องทำเป็นทางด่วนแบบใครใช้ใครจ่าย (เก็บค่าผ่านทาง)
ตัวเลขล่าสุด ระยะทาง 37.41 กม. 5.5 หมื่นล้าน ถ้าเก็บ 1,000 บาท/คันแบบที่ กทพ.เสนอ ก็ยังต้องให้รัฐอุดหนุนค่าก่อสร้างจำนวนมาก ไม่งั้นเอกชนไม่เข้า PPP แบบ Net Cost
รัฐบาล 4 ปีของอนุทินเพิ่งเริ่ม เม.ย. 69 งบปี 69-70 ล็อคไว้แล้วกับโครงการที่ลงนามไปแล้ว 6.6 พันล้าน (สะพานสงขลา-พัทลุง + เกาะลันตา ที่ใช้เงินกู้ World Bank) ถ้าจะเอาสะพานสมุย 5.5 หมื่นล้านเข้า ต้องไปเบียดงบรถไฟทางคู่ 3 เส้นทาง (ส่วนต่อขยาย และมอเตอร์เวย์ที่ภูมิใจไทยหาเสียงไว้

2. EIA คือคอขวดกฎหมาย ไม่ใช่แค่ ครม.ไม่อนุมัติ
ถึงแบบบนฝั่งจะเสร็จและประชาพิจารณ์ไปแล้วหลายรอบตั้งแต่ปี 65 แต่แบบกลางทะเลเวอร์ชัน กทพ. ยังสรุปผลการศึกษาไม่เสร็จ กทพ.แจ้งเองว่าจะประชุมรับฟังและเสนอ ครม.ได้ปลายปี 69-ต้นปี 70
ถ้าเสนอตอนนี้ทั้งที่ EIA ยังไม่ผ่าน สผ. จะผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน และจะโดนฟ้องเรื่องปะการังเทียม 200 เมตรหน้าเกาะสมุยได้

3. การเมืองของสมุยเองซับซ้อนกว่างบ
สมุยรายได้ท่องเที่ยว 1.2 แสนล้าน/ปี อันดับ 2 ของประเทศ แต่โครงสร้างผลประโยชน์เดิมคือ เรือเฟอร์รี่ 2 รายใหญ่ + สนามบินสมุยของเอกชน ถ้ามีสะพาน รถจะไหลเข้าเกาะวันละ 7-8 พันคัน เกาะจะเจอปัญหารถติดแบบภูเก็ตทันที ซึ่งรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.คมนาคมก็เคยท้วง กทพ.เองว่าให้ประเมินเรื่องนี้และหารือกรมทางหลวงเพิ่มเส้นทางบนเกาะก่อน

ดังนั้นรัฐบาลจึงเลือกสร้างสะพานสงขลา-พัทลุง และสะพานข้ามไปเกาะลันตา (กระบี่) ที่พร้อมกว่า ตอบโจทย์คนพื้นที่มากกว่าการเอางบ 5.5 หมื่นล้านไปทุ่มกลางทะเลที่คนสมุยเองยังเห็นต่างกันอยู่

สรุปคือ ไม่ใช่ไม่สนใจครับ แต่รัฐบาลชุดนี้กำลังรอให้ กทพ.ปิด 2 อย่างให้ได้ก่อน: 1) EIA ผ่าน และ 2) รูปแบบอุดหนุนรัฐที่ทำให้ค่าผ่านทางต่ำกว่า 1,000 บาทได้ ถ้า 2 อย่างนี้เสร็จปลายปี 69 ตามแผน โอกาสเข้า ครม.ปี 70 มีสูงมากครับ เพราะเขาได้พิสูจน์แล้วว่าดันสะพานใต้ 2 แห่งสำเร็จไปแล้ว

สรุปว่า ผลการศึกษารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมยังไม่เรียบร้อย การทางพิเศษก็ออกแบบโครงการใหม่ ต้นปี 70 จะได้เห็นเข้า ครม.

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์!! หุ่นยนต์จีน ‘Tiangong Omni’ คว้าแชมป์ 400 ม. ค้นพบท่าวิ่งไม่เหมือนมนุษย์ เกิดจาก Reinforcement Learning สะท้อนยุทธศาสตร์หุ่นยนต์จีน

เมื่อ AI เลิกเลียนแบบมนุษย์

‘Tiangong Omni’ หุ่นยนต์จีนผู้คิดค้นท่าวิ่งของตัวเอง จนคว้าแชมป์ 400 เมตร

คลิปหุ่นยนต์ตัวเล็กวิ่งด้วยท่าทางประหลาด ก้มตัวไปข้างหน้า พร้อมยกแขนทั้งสองข้างขึ้นใกล้ใบหน้า จนชาวเน็ตพากันแซวว่าเป็นการวิ่งแบบ “ขี้อาย” หรือ Shy Run กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งภาพไวรัลจากประเทศจีน

แต่เบื้องหลังท่าวิ่งที่ดูน่าขำนี้ กลับซ่อนเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับอนาคตของ Artificial Intelligence เอาไว้

เพราะสิ่งที่น่าทึ่งไม่ใช่เพียงหุ่นยนต์ตัวนี้ “วิ่งเร็ว” แต่มันคือการที่ AI ค้นพบท่าวิ่งนี้ขึ้นมาด้วยตัวเอง

หุ่นยนต์ดังกล่าวคือ Tiangong Omni หรือ Tien Kung Omni หุ่นยนต์ Humanoid ขนาดเล็กที่พัฒนาโดย Beijing Humanoid Robot Innovation Center หรือ X-Humanoid ของจีน

ในการแข่งขัน World Humanoid Robot Games ครั้งที่ 2 ที่กรุงปักกิ่ง Tiangong Omni ลงแข่งขันวิ่ง 400 เมตร ประเภทหุ่นยนต์ขนาดเล็ก ก่อนเข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 45.66 วินาที

สิ่งที่ทำให้คนสนใจกลับไม่ใช่เพียงเวลา 45.66 วินาที แต่เป็นคำถามว่า “ทำไมมันต้องวิ่งท่านี้?”

ตอนแรกมนุษย์ก็สอนให้มันวิ่งเหมือนมนุษย์ โดยปกติ เมื่อเราสร้างหุ่นยนต์ที่มีรูปร่างเหมือนคน แนวคิดพื้นฐานก็คือพยายามสอนให้มันเคลื่อนไหวเหมือนคน มนุษย์วิ่งด้วยการแกว่งแขนซ้าย-ขวาสลับกับขา เพื่อช่วยรักษาสมดุลของร่างกาย ในช่วงแรก ทีมพัฒนา Tiangong ก็ใช้แนวคิดในลักษณะเดียวกัน

แต่เมื่อหุ่นถูกนำไปฝึกในระบบจำลองด้วยวิธีที่เรียกว่า Reinforcement Learning หรือการเรียนรู้ผ่านการลองผิดลองถูก สิ่งที่เกิดขึ้นกลับน่าสนใจมาก

ทีมวิศวกรไม่ได้กำหนดว่า “เวลาวิ่ง แขนต้องอยู่ตรงนี้” หรือ “ต้องวิ่งให้เหมือนนักกีฬามนุษย์” แต่กำหนด “เป้าหมาย” ให้ระบบเรียนรู้ เช่น วิ่งให้เร็ว รักษาสมดุล และจัดการข้อจำกัดของตัวหุ่นเอง จากนั้นปล่อยให้ AI ทดลองการเคลื่อนไหวซ้ำแล้วซ้ำอีกใน Simulation ท้ายที่สุด AI กลับค้นพบว่า สำหรับ “ร่างกายของมัน” การวิ่งแบบมนุษย์อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด

CGTN รายงานโดยอ้างคำอธิบายของ Han Gang ผู้เชี่ยวชาญด้าน Motion Control ว่า ท่าวิ่งที่เห็นไม่ได้ถูกโปรแกรมไว้ล่วงหน้า แต่เกิดขึ้นจาก Reinforcement Learning และการปรับปรุงการเคลื่อนไหวของหุ่นยนต์เอง

เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้มีร่างกายเหมือนมนุษย์ นี่คือหัวใจสำคัญ แม้ Tiangong Omni จะมีหัว แขน ขา และลำตัวคล้ายมนุษย์ แต่ระบบภายในไม่ได้เหมือนเรา มนุษย์มีกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อต่อ และระบบประสาท แต่หุ่นยนต์ใช้มอเตอร์ ชุดขับเคลื่อน เซนเซอร์ และระบบควบคุม ดังนั้น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์” จึงไม่จำเป็นต้องเป็น “ท่าที่ดีที่สุดสำหรับหุ่นยนต์”

ข้อมูลจากผู้พัฒนาระบุว่า Tiangong Omni สูงประมาณ 135 เซนติเมตร หนัก 39.5 กิโลกรัม และในรุ่น Flagship มีข้อต่อที่ควบคุมได้ถึง 31 Degrees of Freedom พร้อมความสามารถด้านการเดิน วิ่ง การเคลื่อนไหวแบบไดนามิก และการหลบสิ่งกีดขวาง

ระหว่างการฝึก AI พบว่าการแกว่งแขนแบบมนุษย์สร้างภาระกับระบบบริเวณหัวไหล่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อหุ่นต้องวิ่งต่อเนื่องในระยะ 400 เมตร มอเตอร์ที่ต้องทำงานหนักจะเกิดความร้อน ใช้พลังงาน และอาจทำให้ประสิทธิภาพลดลง ระบบจึงค่อย ๆ พัฒนาวิธีของตัวเองขึ้นมา แทนที่จะใช้แขนแกว่งหน้า-หลังแรง ๆ มันยกแขนขึ้นใกล้ใบหน้า ลดภาระบางส่วนของหัวไหล่ แล้วใช้การหมุนของเอวและสะโพกเข้ามาช่วยควบคุมโมเมนตัมและรักษาสมดุลของร่างกายแทน นี่จึงเป็นที่มาของท่าวิ่งประหลาดที่คนทั่วโลกกำลังเห็นอยู่

ที่เห็นเหมือน “ท่าวิ่งตลก” ความจริงคือผลลัพธ์ของ Optimization

ลองคิดง่าย ๆ ว่า ถ้าเราบอกมนุษย์คนหนึ่งว่า “นี่คือวิธีวิ่งที่ถูกต้อง เพราะทุกคนวิ่งแบบนี้” มนุษย์อาจทำตาม แต่ถ้าเราบอก AI เพียงว่า “ไปถึงเส้นชัยให้เร็วที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดของร่างกายที่มี” AI ไม่ได้สนใจว่าท่าของมันจะดูสวย ดูเหมือนมนุษย์ หรือถูกคนหัวเราะ มันสนใจเพียงว่าวิธีไหนให้ผลลัพธ์ดีที่สุด นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Emergent Behavior หรือพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ของระบบ โดยไม่ได้ถูกมนุษย์กำหนดรายละเอียดของพฤติกรรมนั้นเอาไว้ตั้งแต่แรกและนี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญกว่าเรื่องการแข่งขันเสียอีก

ผู้สร้าง Tiangong ไม่ใช่บริษัทหุ่นยนต์ธรรมดา

Beijing Humanoid Robot Innovation Center ก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2023 ก่อนจะได้รับสถานะเป็นศูนย์นวัตกรรมหุ่นยนต์ Embodied Intelligence ที่ร่วมสร้างโดยรัฐบาลกลางและกรุงปักกิ่งในปี 2024 เบื้องหลังยังมีบริษัทเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมรายใหญ่ของจีนเข้ามาเกี่ยวข้อง

ข้อมูลจาก UBTECH ระบุว่า ศูนย์ดังกล่าวเกิดจากความร่วมมือของ Beijing Yizhuang Investment Holdings, UBTECH Robotics, Xiaomi และ Beijing Jingcheng Machinery Electric นั่นทำให้เรื่องของ Tiangong ไม่ใช่เพียงเรื่องของ “หุ่นยนต์หนึ่งตัว” แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของจีนที่กำลังเร่งสร้างอุตสาหกรรม Humanoid Robot + Embodied AI อย่างจริงจังและการแข่งขันหุ่นยนต์ก็กลายเป็นหนึ่งในสนามทดลองเทคโนโลยีเหล่านั้น

แต่มนุษย์ไม่ควรเลียนแบบท่าวิ่งนี้ เมื่อคลิปแพร่กระจาย มีการตีความไปถึงขั้นว่า “มนุษย์อาจวิ่งผิดมาตลอด” ข้อสรุปนี้ต้องระมัดระวังอย่างมาก Tiangong Omni พบวิธีที่เหมาะกับ โครงสร้างทางกลของ Tiangong Omni

ไม่ได้หมายความว่ามันค้นพบท่าวิ่งที่ดีที่สุดสำหรับมนุษย์ 

มนุษย์กับหุ่นยนต์มีระบบการสร้างแรง การเก็บและคืนพลังงาน การควบคุมสมดุล ตลอดจนข้อจำกัดของข้อต่อแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้น สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากหุ่นตัวนี้จึงไม่ใช่ “เราควรวิ่งเหมือนหุ่นยนต์หรือไม่?”

แต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า

“เมื่อ AI ไม่ถูกบังคับให้คิดเหมือนมนุษย์ มันจะค้นพบอะไรที่มนุษย์ไม่เคยคิดถึงอีก?”

วันนี้คำตอบคือ “ท่าวิ่ง”

วันข้างหน้าอาจเป็นวิธีออกแบบโรงงาน วิธีจัดการ Logistics วิธีใช้พลังงาน วิธีสร้างเครื่องจักร หรือแม้กระทั่งวิธีแก้ปัญหาบางอย่างที่มนุษย์ทำแบบเดิมกันมานับร้อยปี

เรื่องของ Tiangong Omni จึงอาจเป็นภาพเล็ก ๆ ของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่ามาก เพราะที่ผ่านมา เราพยายามสร้าง AI ให้ “คิดและทำเหมือนมนุษย์” แต่ยุคต่อไปอาจเป็นยุคที่มนุษย์เริ่มถามว่า ถ้าเราไม่บอก AI ว่าคำตอบควรหน้าตาเป็นอย่างไรมันจะหาคำตอบที่ดีกว่าของเราเจอหรือไม่? และบางที… ท่าวิ่งแปลก ๆ ของหุ่นยนต์ตัวนี้

อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น


THE STATES TIMES

จาก 7 เซียน สู่ทีมชุดประวัติศาสตร์ เส้นทางสู่โอลิมปิกของวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย ที่ถมทับด้วยความผิดหวังและคราบน้ำตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คืนวันที่ 30 สิงหาคม 2026 ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน คือคืนที่ประวัติศาสตร์บทใหม่ของวงการกีฬาไทยถูกเขียนขึ้น เมื่อทีมวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยเอาชนะเจ้าภาพจีนไปอย่างสุดมัน 3-2 เซต ในรอบชิงชนะเลิศศึกวอลเลย์บอลหญิงชิงแชมป์เอเชีย 2026 คว้าทั้งแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 และตั๋วเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่นครลอสแอนเจลิส ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย และถือเป็นกีฬาประเภททีมชนิดแรกของไทยที่ได้ผ่านรอบคัดเลือกเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายของโอลิมปิกเกมส์ได้อย่างยิ่งใหญ่

ภาพที่กระตุกต่อมน้ำตาแฟนกีฬาไทยทั้งประเทศไม่ใช่แค่ลูกตบปิดเกมในเซตตัดสิน แต่คือภาพของชายวัย 60 ปีที่วิ่งพุ่งเข้าไปกลางสนามพร้อมน้ำตาที่อาบใบหน้า พร้อมเสียงตะโกนที่ปลดปล่อยความอัดอั้นและความผิดหวังซ้ำๆออกมาอย่างสุดเสียง เขาคือ “โค้ชอ๊อต” เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร หัวหน้าผู้ฝึกสอนที่ใช้เวลาเกือบ 30 ปีของชีวิตวนเวียนอยู่กับความฝันใหญ่เพียงสิ่งเดียวร่วมกับคนทั้งชาติ นั่นคือการพาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปยืนบนเวทีโอลิมปิกให้ได้สักครั้ง
เพราะกว่าจะมาถึงคืนแห่งชัยชนะคืนนี้ เส้นทางของทีมชุดนี้ไม่เคยโรยด้วยกลีบกุหลาบ มันเต็มไปด้วยความหวัง ความเจ็บปวด และคราบน้ำตาที่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดระยะเวลาเกือบสามทศวรรษ

ยุคทองของ ‘7 เซียน’ และความฝันที่เริ่มต้น

ย้อนกลับไปในช่วงปลายทศวรรษ 1990 สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยมอบหมายให้โค้ชอ๊อตออกเสาะหาดาวรุ่งจากทั่วประเทศ นำมาเก็บตัวฝึกซ้อมและใช้ชีวิตร่วมกัน จากเด็กสาวกลุ่มนั้น ชื่อของ วรรณา บัวแก้ว, วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์, นุสรา ต้อมคำ, ปลื้มจิตร์ ถินขาว และเพื่อนร่วมรุ่น ค่อยๆ ปรากฏขึ้น ก่อนจะกลายเป็นแกนหลักของยุคทองที่แฟนกีฬาไทยรู้จักกันในนาม ‘7 เซียน’

จากทีมที่เคยแพ้มากกว่าชนะ พวกเธอค่อยๆ เติบโตจนกล้าต่อกรกับจีน, ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และทีมระดับโลกได้อย่างไม่เกรงกลัว และเมื่อทีมแข็งแกร่งขึ้น ความฝันก็ยิ่งใหญ่ตามไปด้วย นั่นคือประตูบานที่ชื่อว่า ‘โอลิมปิก’ ทว่าประตูบานนั้นกลับปิดลงใส่หน้าพวกเธอครั้งแล้วครั้งเล่า

2012 ลอนดอน: เข้าใกล้ที่สุด แต่ต้องฝากชะตากรรมไว้กับทีมอื่น

ปี 2012 ในศึกคัดเลือกโอลิมปิกที่โตเกียว ทีมชาติไทยปิดภารกิจของตัวเองด้วยชัยชนะเหนือคิวบา ก่อนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผลการแข่งขันคู่สุดท้ายระหว่างญี่ปุ่นกับเซอร์เบีย โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ทีมไทยตกรอบมีเพียงอย่างเดียว นั่นคือ ญี่ปุ่นจะต้องแพ้เซอร์เบียด้วยสกอร์ 3-2 เซ็ตเท่านั้น ซึ่งด้วยอันดับโลกของญี่ปุ่นที่สูงกว่าเซอร์เบียมากในเวลานั้น ทำให้ไม่มีใครคาดคิดว่าสกอร์ที่คนไทยทุกคนหวาดกลัวนั้นจะเกิดขึ้นได้จริง แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงตรงกลางหัวใจ ท้ายที่สุดเซอร์เบียเอาชนะญี่ปุ่นไป 3-2 เซตจริงๆ ทำให้ญี่ปุ่นยังคว้าโควตาโซนเอเชียไปครองได้ด้วยอัตราส่วนคะแนนที่ดีกว่าไทยเพียงเล็กน้อย ประตูสู่ลอนดอน 2012 ปิดลงตรงหน้า ทั้งที่นี่คือวันที่ลูกยางสาวไทยเข้าใกล้ความฝันมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์

2016 ริโอ: นำอยู่ 12-6 แล้วพลิกจบด้วยน้ำตา พร้อมการตัดสินอันเป็นที่กังขา

สี่ปีต่อมา โค้ชอ๊อตพาทีมกลับไปตามหาตั๋วอีกครั้งในศึกคัดเลือกริโอ 2016 และคราวนี้ความเจ็บปวดเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เกมกับเจ้าภาพญี่ปุ่นเดินทางถึงเซตที่ 5 ไทยขึ้นนำไปถึง 12-6 ก่อนจะเกิดปัญหากับระบบแท็บเล็ตสำหรับเปลี่ยนตัวและชาเลนจ์ ตามมาด้วยการที่โค้ชอ๊อตได้รับใบแดงถึงสองครั้ง รวมทั้งทีมไทยถูดตัดแต้มไป 2 แต้ม ทำให้เกมที่ไทยเคยกุมความได้เปรียบอย่างเบ็ดเสร็จ พลิกกลับมาจบลงด้วยชัยชนะของญี่ปุ่น 15-13 ไทยพลาดตั๋วริโอ 2016 อย่างเจ็บปวดที่สุดครั้งหนึ่ง

ไม่กี่เดือนต่อมา โค้ชอ๊อตตัดสินใจวางมือจากทีมชาติ หลังทำงานร่วมกับทีมมายาวนานถึง 18 ปี เพื่อไปรับงานสโมสรในประเทศจีนและใช้เวลากับครอบครัว เขาต้องเดินจากไปโดยไม่มีโอกาสพาทีมที่ตัวเองสร้างขึ้นมากับมือไปถึงโอลิมปิก ส่วนความฝันนั้นถูกส่งต่อให้คนรุ่นหลังเดินหน้าต่อ

2020 โตเกียว และหลังจากนั้น: ประตูที่ยังคงเปิดไม่ออก

วอลเลย์บอลหญิงไทยเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน นักกีฬายุค 7 เซียนทยอยอำลาทีมชาติ ขณะที่นักกีฬารุ่นใหม่ค่อยๆ ก้าวขึ้นมารับช่วงต่อ แต่ประตูแห่งความฝันบานเดิมก็ยังคงเปิดไม่ออก ไทยพลาดตั๋วโตเกียว 2020 หลังพ่ายเกาหลีใต้ในรอบชิงชนะเลิศคัดเลือกโซนเอเชียคาบ้าน 3-0 เซ็ต ก่อนที่เส้นทางสู่ปารีส 2024 จะจบลงด้วยความผิดหวังซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง เกือบ 30 ปีของความพยายาม ยังไม่มีครั้งไหนที่ประตูโอลิมปิกยอมเปิดออกให้วอลเลย์บอลหญิงไทยเดินผ่าน

2024 การกลับมาของชายคนเดิม

กระทั่งปี 2024 ชื่อของชายคนเดิมกลับมาอีกครั้ง สมาคมกีฬาวอลเลย์บอลแห่งประเทศไทยประกาศให้เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร กลับมารับตำแหน่งหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทย หลังวางมือไปแล้ว 8 ปี การกลับมาหนนี้ โค้ชอ๊อตไม่ได้เจอทีมที่มี ‘7 เซียน’ อยู่เหมือนเดิม หากแต่ตรงหน้าเขาคือนักกีฬารุ่นใหม่ที่เติบโตและรับช่วงต่อจากยุคทองที่เขาเคยสร้างไว้ ขณะเดียวกัน ตัวโค้ชเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองใหม่อีกครั้ง

การกลับมาของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เสียงวิจารณ์เกิดขึ้นทั้งเรื่องแนวทางการทำทีม วิธีการเล่น ไปจนถึงคำถามว่าโค้ชที่เคยประสบความสำเร็จในอดีตจะยังพาทีมเดินหน้าในวอลเลย์บอลยุคใหม่ได้หรือไม่ โดยเฉพาะช่วงต้นศึกเนชั่นส์ลีก 2026 เมื่อผลงานของทีมไม่สู้ดีจนสถานการณ์เริ่มน่าเป็นห่วง ทั้งนักกีฬาและตัวโค้ชต้องเผชิญแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ท่ามกลางเสียงวิจารณ์เหล่านั้น โค้ชอ๊อตเลือกขอโอกาสและขอเวลาจากแฟนวอลเลย์บอลให้กับนักกีฬาชุดนี้ ด้วยประโยคที่ว่า ย้อนไปปี 1997 เด็กกลุ่มนั้นก็ไม่ได้กลายเป็นทีมระดับโลกในทันที พวกเขาต้องแพ้ ต้องซ้อม และต้องแก้ปัญหาอยู่หลายปี เกือบ 30 ปีหลังจากวันที่เขาเคยสร้างนักกีฬากลุ่มหนึ่งขึ้นมาจนกลายเป็นยุคทอง โค้ชคนเดิมกำลังขอสิ่งเดียวกันให้กับนักกีฬาอีกเจเนอเรชัน นั่นคือ ‘เวลา’ ที่จะให้พวกเธอได้เติบโต

2026 เทียนจิน: คืนที่ประตูแห่งความหวังบานนั้นเปิดออกในที่สุด

หลังจากนั้น ผลงานในสนามเริ่มตอบคำถามแทนโค้ชอ๊อต ลูกยางสาวไทยค่อยๆ เรียกความมั่นใจกลับมา ก่อนมุ่งหน้าสู่ศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศจีน ผ่านเกาหลีใต้ในรอบก่อนรองชนะเลิศ สยบญี่ปุ่นในรอบรองชนะเลิศ ก่อนเดินเข้าสู่เกมสุดท้ายกับเจ้าภาพจีน เกมที่มีทั้งตำแหน่งแชมป์เอเชียและตั๋ว LA 2028 วางอยู่ตรงหน้า
ทีมสาวไทยเปิดฉากเก็บเซตแรกได้ก่อน 25-20 ก่อนโดนจีนสวนกลับเบียดชนะสองเซตรวด ทำให้ไทยตามหลัง 1-2 เซต แต่นักกีฬาไทยไม่ยอมแพ้ กลับมาตีเสมอ 2-2 ก่อนปิดบัญชีในเซตตัดสินได้สำเร็จ 15-10 คะแนน สรุปผลการแข่งขัน ไทยเอาชนะจีนไป 3-2 เซต ด้วยสกอร์ 25-20, 11-25, 23-25, 25-18 และ 15-10 ทีมวอลเลย์บอลหญิงไทยคว้าแชมป์เอเชียสมัยที่ 4 พร้อมตั๋วโอลิมปิกใบแรกในประวัติศาสตร์ได้สำเร็จ

ข้างสนามในค่ำคืนนั้น ชายวัย 60 ปีที่รู้ดีว่าตั๋วใบนี้มีความหมายมากเพียงใด ไม่ต้องนั่งรอผลการแข่งขันของทีมอื่นเหมือนปี 2012 ไม่ต้องเดินออกจากสนามพร้อมคำถามและความเจ็บปวดเหมือนปี 2016 อีกต่อไป เพราะนักกีฬารุ่นใหม่ที่เขาเคยขอโอกาสและขอเวลาให้เติบโต ได้พาวอลเลย์บอลหญิงไทยไปโอลิมปิกแล้วด้วยฝีมือของพวกเธอเอง

คุณค่าของตั๋วใบนี้

แน่นอนว่าตั๋วใบนี้ไม่ได้เป็นผลงานของโค้ชอ๊อตเพียงคนเดียว มันมีชื่อของนักกีฬา ทีมงาน สมาคมฯ รวมถึงโค้ชทุกยุคที่ช่วยกันสร้างวอลเลย์บอลหญิงไทยขึ้นมาตลอดหลายสิบปี แต่สำหรับคนที่เข้าใจทั้งความสุขและความหมายของความสำเร็จครั้งนี้ได้ลึกซึ้งที่สุด คงหนีไม่พ้นชายที่เคยยืนอยู่ทั้งในวันที่เข้าใกล้ วันที่ต้องผิดหวัง และวันนี้ที่ในที่สุดก็ทำสำเร็จ
เพราะความผิดหวังในปี 2012, 2016 และ 2020 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในประวัติศาสตร์กีฬา แต่คือบทเรียนที่ถูกสะสมไว้ทีละน้อย เป็นน้ำตาที่หล่อเลี้ยงความมุ่งมั่นของนักกีฬารุ่นแล้วรุ่นเล่า และเป็นเหตุผลว่าทำไมตั๋วใบเดียวสู่ลอสแอนเจลิส 2028 จึงมีน้ำหนักมากกว่าตั๋วเดินทางธรรมดา มันคือการปิดเรื่องราวที่ถูกเขียนค้างไว้เกือบ 30 ปี และเป็นบทพิสูจน์ว่าความพยายามที่ไม่เคยยอมแพ้ ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดกี่ครั้ง สุดท้ายย่อมพาไปถึงเส้นชัยได้เสมอ

ใดๆdigest ขอแสดงความคารวะและความขอบคุณต่อความเสียสละ มุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้ของนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยทุกชุด รวมถึงสตาฟโค้ช ทีมงานผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน ที่สร้างความสุขและแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับพวกเราคนไทยทุกคน

ความภูมิใจหน้าตาเป็นแบบนี้ครับ

นักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยชุดสร้างประวัติศาสตร์คว้าตั๋วสู่การแข่งขันโอลิมปิกเกมส์ 2028 ที่ นครลอสแองเจลลิส

พรพรรณ เกิดปราชญ์ Setter — กัปตันทีม
ณัฏฐณิชา ใจแสน Setter
พิมพิชยา ก๊กรัมย์ Opposite
อัจฉราพร คงยศ Opposite
ทัดดาว นึกแจ้ง Middle Blocker
วิมลรัตน์ ทะนะพันธุ์ Middle Blocker
กัญญารัตน์ ขุนเมือง Middle Blocker
แก้วกัลยา กมุลทะลา Middle Blocker
ชัชชุอร โมกศรี Outside Hitter
ศศิภาพร จันทวิสูตร Outside Hitter
วริศรา สีทาเลิศ Outside Hitter
จิดาภา นาหัวหนอง Outside Hitter
ปิยะนุช แป้นน้อย Libero
กัลยรัตน์ คำวงษ์ Libero

เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร (โค้ชอ๊อด) Head Coach
Feng Kun (เฟิง คุน) Assistant Coach
ธีรศักดิ์ นาคประสงค์ Assistant Coach
อรอุมา สิทธิรักษ์ Assistant Coach
Shin Yoshida (ชิน โยชิดะ) Assistant Coach

อัมรินทร์ บุญคง ผู้จัดการทีม
พ.ต.นพ. อนุวัฒน์ วัลลภาพันธุ์ แพทย์ประจำทีม
ดร.สืบสาย บุญวีรบุตร ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาการกีฬา
ดร.นาทรพี ผลใหญ่ นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
เอกลักษณ์ ปิติสา นักวิทยาศาสตร์การกีฬา
สุฑามาศ สุทธิวิริยะกุล นักกายภาพบำบัด
พรรณิภา ฉิมฉาค นักกายภาพบำบัด

นักวอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทยยุค 7 เซียน

ปลื้มจิตร์ ถินขาว ตำแหน่งบอลเร็ว
นุศรา ต้อมคำ ตำแหน่งมือเซต
วิลาวัณย์ อภิญญาพงศ์ ตำแหน่งหัวเสาและกัปตันทีม
อรอุมา สิทธิรักษ์ ตำแหน่งตัวหัวเสา
มลิกา กันทอง ตำแหน่งบีหลัง
อำพร หญ้าผา ตำแหน่งบอลเร็ว
วรรณา บัวแก้ว ตำแหน่งลิเบอโร่

ใดๆdigest ขอบันทึกไว้ด้วยความขอบคุณและภาคภูมิใจครับ

วง OZONE กลุ่มเด็กๆจากภูเก็ตที่ฝีมือดนตรีระดับปีศาจ ลมใต้ปีกของ “เนเน่ รอยัล” บนเวทีโลก

ก่อนเสียง Live Golden Buzzer จาก Mel B จะดังก้องเวที America’s Got Talent หลังโชว์ “Black Hole Sun” เพลงแห่งตำนานของ Soundgarden ที่ทำเอาคนทั้งฮอลล์ลุกขึ้นยืน…
เนเน่ รอยัล ไม่ได้มายืนตรงนั้นคนเดียว
เพราะเบื้องหลังความมั่นใจสุดขีดบนเวทีระดับโลกของเธอ คือเวทีเล็ก ๆ ที่ตลาดนัดภูเก็ต ห้องซ้อมแคบ ๆ และเพื่อนร่วมวงอีก 4 คนที่ชื่อ OZONE
วันนี้เราจะพาไปรู้จักพวกเขาทีละคน เด็กกลุ่มนี้ที่กำลังพิสูจน์ว่า “อายุน้อย ไม่ได้แปลว่าฝีมือน้อยตาม”

จุดเริ่มต้น: จากห้องซ้อมเงียบกริบ สู่วงร็อกที่คนทั้งประเทศจับตา
OZONE ไม่ได้เกิดจากการรวมตัวของเพื่อนสนิท แต่เกิดจากสายตาของครูคนหนึ่ง
ครูชาคริต บิลังโหลด ครูสอนดนตรีจากโรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต อยากส่งวงเข้าประกวดรายการ THE POWER BAND 2025 จึงเริ่มมองหาเด็กที่มีศักยภาพมารวมกัน ทีละคน ทีละคน จนครบวง
วันแรกที่ทุกคนมาเจอกัน บรรยากาศเงียบกริบ ไม่มีใครกล้าคุยกันเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่ง… มีคนชวนเล่น Minecraft หลังซ้อม
ใช่ครับ วงร็อกที่กำลังจะพาเพื่อนไปไกลถึงเวทีโลก เริ่มสนิทกันเพราะเกมออนไลน์ธรรมดา ๆ นี่แหละ

5 นักดนตรีตัวน้อย หัวใจใหญ่กว่าตัว

แพรว – รัตติกานต์ อำลอย AKA เนเน่ รอยัล(ร้องนำ/กีตาร์)
เสียงร้องที่ทรงพลังติดความแหบพร่าที่ปลายเสียงราวกับผู้ใหญ่โตเต็มวัย จุดเริ่มต้นของแพรวหรือเนเน่กลับเรียบง่ายมาก เนเน่เลือกเรียนกีตาร์เพราะชุมนุมวิชาการที่โรงเรียนเต็มหมดแล้ว เหลือแค่ชุมนุมดนตรี
ส่วนการร้องเพลง มาจากภาพที่เธอเห็นตอนเดินตลาดกับพ่อแม่ นักร้องเปิดหมวกที่เห็นมีแต่ผู้ชาย ไม่มีผู้หญิงเลยสักคน เนเน่เลยตัดสินใจว่า “ผู้หญิงก็ทำได้เหมือนกัน หนูจะทำให้ดู” แล้วเธอก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลงควบคู่ไปกับฝึกทักษะควบคุมเส้นลวดทั้ง 6 สายควบคู่กันไปตั้งแต่วันนั้น

เจซี – จาริล คริสเตอร์แคมโป เดอ-คาสโทร (เบส)
ตัวอย่างลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นที่แท้จริง พ่อของเจซีเป็นนักดนตรีอาชีพชาวฟิลิปปินส์ที่มาทำงานและตั้วรกรากในประเทศไทย เจซีเห็นพ่อเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก ลองมาแล้วทั้งอูคูเลเล่ คีย์บอร์ด กีตาร์ แต่สุดท้ายก็ตกหลุมรักเบสเพราะเห็นพ่อเล่นแล้ว “เท่”

โอสถ – กรฤทธิ์ วายุเวช (กีตาร์/คอรัส)
จุดเริ่มต้นการเล่นกีตาร์ของโอสถเพราะ เหตุผลง่ายๆที่ว่า ขี้เกียจออกจากบ้านช่วงโควิด เล่นไปเล่นมาก็ยิ่งอิน ยิ่งฟังยิ่งชอบ จนถอนตัวไม่ขึ้น

เอ็มเค – ญาณกร พูลวโรดม (คีย์บอร์ด/คอรัส)
นักดนตรีสายเกม เริ่มเล่นดนตรีเพราะ “พ่อสั่ง” ให้เลิกติดเกม แต่พอหันมาให้เวลากับทฤษฎีดนตรีอย่างจริงจัง กลับพบว่าตัวเองรักมันเข้าอย่างจัง จากเด็กที่ไม่อยากเล่นดนตรี กลายเป็นคนที่เดินเข้าไปบอกพ่อเองว่าอยากไปต่อสายนี้ ส่วนเหตุผลที่เลือกคีย์บอร์ดแทนเบสที่เป็นเครื่องดนตรีของพ่อ? “ไม่อยากเจ็บนิ้วครับ” เอ็มเคได้เคยกล่าวไว้

บุ๋น – ณัฐฐ์บุญญ์ บุญรุ่งโรจน์ (กลอง)
มือกลองตัวกลมสาย foodie วัยเพียง 12 ปี ที่ลองมาหมดทั้งเปียโน เบส กีตาร์ ก่อนจะลงเอยที่กลองเพราะ “มันเท่และตีแล้วไม่เจ็บมือเท่าเครื่องอื่น” ช่วงแรกตัวยังเล็กจนเหยียบกระเดื่องไม่ถึง จนต้องปรับเก้าอี้ลงต่ำเกือบสุด
ล่าสุดบุ๋นคว้าแชมป์ Drums Off Thailand 2026 รุ่นเด็ก พร้อม 3 รางวัลรวด และได้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งระดับเอเชียที่ไต้หวันปลายปีนี้ ในส่วน lifestyle บุ๋นก็ไม่ธรรมดา เห็นลีลาหวดกลองหนักแน่นพริ้วไหวแบบนี้ บุ๋นยังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ YouTuber สายกินกับช่อง Boon - Hungry Drummer ให้แฟนๆได้ติดตามกันอีกด้วย

ครูชาคริตเลือกเด็กทั้งห้าคนไม่ใช่แค่เพราะฝีมือ แต่เพราะวัยไล่เลี่ยกันและมุมมองที่ไปด้วยกันได้
“เวลาเล่นก็เล่นกันจริงจัง เวลาผมดุก็เงียบทันที ทุกคนมีวินัยดีมาก เพราะเราสอนเขาเหมือนผู้ใหญ่ จะมางอแงไม่ได้”
เพลย์ลิสต์ของพวกเขาก็ไม่ใช่เพลงเด็กเล่นเบา ๆ ตั้งแต่ Nightmare ของ Avenged Sevenfold, Toxicity ของ System of a Down ไปจนถึงร็อกไทยเพื่อชีวิตอย่างบัวลอย ของคาราบาว

ฝีมือพัฒนาจากการลงสนามจริง
สนามซ้อมที่แท้จริงของ OZONE ไม่ใช่ห้องซ้อมแอร์เย็น ๆ แต่คือตลาดนาคา ภูเก็ต ที่ต้องเล่นให้คนเดินผ่านไปมาหยุดฟัง ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยว

ไม่มีใครตั้งใจมาดูพวกเขาโดยเฉพาะ ทุกโชว์คือการพิสูจน์ตัวเองใหม่ทุกครั้ง
ทักษะนี้เองที่หล่อหลอมให้เนเน่กล้าเล่น กล้าคุยกับคนดูนับล้านผ่านหน้าจอ โดยไม่เสียความเป็นธรรมชาติแม้แต่นิดเดียว
ก่อนบินไปแข่งรอบ Live ที่สหรัฐฯ เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เนเน่ยังกลับมาขึ้นเวทีเดิมกับเพื่อน ๆ ที่ตลาดนาคาอีกครั้ง ท่ามกลางแฟนเพลงที่มารอส่งกำลังใจที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที

พลังแห่งทีมเวิร์ค
พวกเขาเคยพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเล่นเป็นวงไว้ว่า เล่นคนเดียวอาจโดดเด่นที่สุดในห้อง แต่เล่นเป็นวงต้องเรียนรู้เรื่องทีมเวิร์ค ความรับผิดชอบ และการแบ่งพื้นที่ให้เพื่อน

นี่คือสิ่งที่เราเห็นในตัวเนเน่บนเวที AGT กล้าโดดเด่น แต่ยังฟังและสื่อสารกับวงที่เล่นแบ็คอัพและทำงานร่วมกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ปัจจุบันและอนาคต
OZONE ไม่ใช่แค่ “วงของเนเน่” เพราะทุกคนในวงกำลังเติบโตไปตามทางของตัวเอง มือกลองวัย 12 กำลังจะไปแข่งระดับเอเชีย เด็กที่เคยไม่อยากแตะดนตรีเลยกลายเป็นคนรักมันที่สุด

และที่สำคัญคือหนึ่งในพวกเขากำลังออกเดินจากตลาดนัดเล็ก ๆ ในภูเก็ต ไปถึงเวที ใหญ่ระดับโลกอย่าง America’s Got Talent และคว้า Live Golden Buzzer มาครองสำเร็จและยังมีเส้นทางที่สว่างสดใสทอดรออยู่ข้างหน้าอีกยาวไกล
แต่ก่อนเสียงกริ่งแห่งอนาคตนั้นจะดัง ทุกอย่างสิ่งทุกอย่างถูกขัดเกลามาจากเวทีเล็ก ๆ การซ้อมที่ไม่เคยหยุด และเพื่อนร่วมวงที่ชื่อ OZONE

แม้อายุอาจยังน้อย แต่พลังของเด็กไทยบนเวทีดนตรี ไม่ได้เล็กตามตัวเลยสักนิด ในวันนี้ เนเน่และผองเพื่อนในนาม OZONE อาจยังเป็นเพียงกลุ่มนักดนตรีตัวเล็กๆที่ยังมีเมฆหมอกแห่งอนาคตอันคลุมเครือห่มคลุมอยู่ แต่พวกเราทุกคนก็ได้เห็นกันแล้วว่า ในเมฆหมอกนั้น มีแสงสว่างอันเรืองรองส่องประกายได้ทอดยาวออกไปไกลแสนไกลแล้วในวันนี้ ใครจะรู้ ในอนาคต OZONE กลุ่มเล็กๆกลุ่มนี้อาจขยายใหญ่ขึ้นจนปกคลุมทั้งชั้นบรรยากาศให้คนทั้งโลกได้ยินเสียงดนตรีที่มีจุดกำเนิดมาจากเกาะเล็กๆจากประเทศไทยแห่งนี้ก็เป็นได้

วันนี้หนึ่งในสมาชิกของพวกเขาได้ออกบินไปสู่เป้าหมายระดับโลกแล้วอย่างสวยงาม รอแค่เวลาที่สมาชิกคนอื่นจะก้าวตามกันออกไปเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น

สงครามการเมืองสงขลา!! ‘บุญญามณี’ ตอบโต้ ‘ขาวทอง’ ดีสเครดิต สาดปมที่ดินสาธารณะ สองตระกูลใหญ่ประชันพรรคเก่าใหม่ ใครคือผู้แทนคนรุ่นใหม่จริง?

เปิดปมการเมืองสงขลาเดือด ”บุญญามณี-ขาวทอง“ ดีสเครดิตตัดขานิพนธ์ก้าวกลับสู่การเมือง หลังพ้นคดี

เป็นประเด็นร้อนการเมืองสงขลาที่ปะทุขึ้น เป็นศึกคนในบ้านเดียวกัน -แต่ต่างพรรค ประชาธิปัตย์ชนภูมิใจไทย แต่เป็นรุ่นพ่อปะทะรุ่นลูก
ฝั่งของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีต รมช.มหาดไทย ออกมาตอบโต้ ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง (สส.สิงโต) สส.เขต 9 สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ลูกชายของ เดชอิศม์ ขาวทอง

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อเพจหาดใหญ่โฟกัสโพสต์ข้อความข่าว "นักการเมือง น." บุกรุกที่สาธารณะ ขอออกโฉนดที่ดินอุโบว์
วันที่ 30 สิงหาคม ที่ผ่านมา ศักดิ์สิทธิ์แชร์ข่าวเรื่อง ที่ดินกุโบร์ท่ายาง ต.นาทับ อ.จะนะ ซึ่งเป็นที่ฝังศพมุสลิมที่ชาวบ้านร้องว่าเป็นที่สาธารณะ แต่มีคนไปขอออกโฉนดทับที่สาธารณะ โดยแคปชั่นพาดพิงว่า "นักการเมือง น." บุกรุก
คนในพื้นที่จะรู้ทันทีว่า น. หมายถึงใคร เพราะนิพนธ์เกิดและโตที่นาทับ จะนะ

นิพนธ์โต้กลับแรง ปฏิเสธ แฉกลับ นิพนธ์ออกมาตอบเมื่อ 30 ส.ค. 69 ชัด 3 ประเด็น
ประเด็นที่ 1: ปฏิเสธไม่มีที่ดินตรงนั้น
"ผมพูดตรงๆ วันนี้เลยว่า ผมไม่มีที่ดินตรงกุโบร์แม้แต่แปลงเดียว เพราะฉะนั้นใครมีหลักฐานก็เอาออกมา อย่าพูดกันตามร้านน้ำชาแล้วเอามาแต่งเรื่องต่อ" และบอกว่าถ้าใครออกโฉนดทับที่สาธารณะจริง ก็ต้องรับผิดเอง จะเป็นญาติใครก็ต้องโดนเพิกถอน ดำเนินคดี
ประเด็นที่ 2: เตือนสติ "อย่ารีบกระโดดลงบ่อน้ำเน่า"

"สิงโตยังเป็นคนรุ่นใหม่ ผมเห็นเหมือนลูกเหมือนหลาน จึงอยากฝากว่า ถ้าคิดจะเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ ก็อย่ารีบกระโดดลงไปในบ่อน้ำเน่าของการเมืองแบบเก่า หากมีหลักฐานก็เอาหลักฐานมากาง"
นิพนธ์ย้ำว่าการเมืองรุ่นใหม่ไม่ได้อยู่ที่อายุ แต่อยู่ที่วิธีคิด ต้องสะอาดทั้งวิธีหาเงินและวิธีหาคะแนน
ประเด็นที่ 3: แฉกลับเรื่องครอบครัว + บุกรุกโบราณสถาน
นี่คือหมัดหนักสุด

นิพนธ์บอกว่า ครอบครัวตัวเองสอนให้หาเงินสุจริต มีสถานประกอบการตรวจสอบได้ ไม่ได้สอนให้ "ไปเปิดบ่อน ไปทำเว็บพนัน หรือเอาธุรกิจถูกกฎหมายมาบังหน้าเรื่องที่ผิดกฎหมาย"
แล้วโยงไปคดีเก่า บุกรุกโบราณสถานเขาน้อย-เขาแดง อ.สิงหนคร ที่ศาลจังหวัดสงขลาตัดสินจำคุกจำเลยหลัก 6 ปีไม่รอลงอาญา ชดใช้ 10.5 ล้าน และศาลอุทธรณ์ภาค 9 ยืนเมื่อ 7 ก.ค. 69
นิพนธ์ระบุว่า หนึ่งในจำเลยที่โดนจำคุก 6 ปี เป็นพี่สาวของนายเดชอิศม์ ขาวทอง ซึ่งเป็นญาติผู้ใหญ่ของศักดิ์สิทธิ์โดยตรง
หลักการที่นิพนธ์จะสื่อคือ "ญาติทำ ญาติก็รับผิด คนอื่นไม่ได้รับผิดแทน" จะเอามาโยนใส่กันไม่ได้

สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นกับการเมืองสงขลา?
นี่ไม่ใช่เรื่องที่ดินอย่างเดียวครับ แต่เป็น สงครามตัวแทน 2 ตระกูลใหญ่ “บุญญามณี-ขาวทอง”ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย สงขลา

ตระกูลบุญญามณี - บ้านใหญ่เขารูปข้าง ฐานเสียงมุสลิมและคนเก่าแก่หนาแน่น มี “น้องเพชญ สรรเพชญ บุญญามณี รมช.คมนาคม เป็นทายาทสืบต่อภารกิจการเมือง
ตระกูลขาวทอง - บ้านใหญ่รัตภูมิ เดชอิศม์ ขาวทอง เป็นเจ้าบ้าน มีศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง เป็นทายาท ที่กำลังสร้างภาพนักการเมืองรุ่นใหม่
ทั้งคู่เคยอยู่พรรคเดียวกัน คือประชาธิปัตย์แต่ตอนนี้ต้องแย่งพื้นที่กันเอง เพราะประชาธิปัตย์เหลือ สส.สงขลาน้อยลง ต้องแย่งกันเป็นเบอร์ 1 ของจังหวัด
ฝั่งสิงโตใช้วิธีเกาะกระแสที่ดินสาธารณะซึ่งชาวนาทับร้องเรียนมา 40 ปีจริง มาสร้างบทบาทผู้ตรวจสอบ
ฝั่งนิพนธ์ใช้วิธีตอบโต้แบบผู้ใหญ่สอนเด็ก แล้วตอกกลับด้วยเรื่องมาตรฐานเดียวกัน "ถ้าจะปกป้องที่หลวง ก็ต้องปกป้องทุกที่ ทั้งกุโบร์และโบราณสถาน" และย้ำเรื่องที่มาของเงิน
ดังนั้นภาพ "บ่อน้ำเน่า" คือคำนิยามที่นิพนธ์พยายามติดป้ายให้การเมืองแบบโพสต์แฉโดยไม่มีหลักฐาน คือ ผลประโยชน์ทับซ้อน, การเมืองสกปรก, แบล็คเมล์ ดีสสเครดิต, ทุนสีเทาครอบงำ
ตอนนี้เรื่องเลยไปไกลกว่าที่ดินแล้ว กลายเป็นเรื่อง ใครกันแน่ที่เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จริง และใครมีทุนสีเทาหนุนหลัง ครับ

เมื่อ นิพนธ์กำลังพ้นคดีละเว้น (157) มีแฟนคลับเชียร์ให้ลงชิงนายกฯอบจ.อีกครั้ง แน่นอนว่า มีข่าวเล็ดลอดออกมาว่า เดชอิศม์ ขาวทอง อาจจะหวลคืนเวทีนายกฯอบจ.ชิงแขมปีจากสุพิศ พิทักษ์ธรรม ที่เดชอิศม์ เคยสนับสนุนมาก่อน

นิพนธ์ยังไม่แสดงท่าทีอะไรว่าจะลงของนายกฯอบจ.หรือไม่ แต่เกมการเมือง เกมดีสเครดิต เพื่อทำลายกัน ได้เริ่มขึ้นแล้ว….?


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top