Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

แชร์อย่างไรไม่ให้โดนจับ? เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- กันตีความ "หาเสียงไม่สุริต" ยกเคสป้ายปริศนา "ไม่เลือกพรรคขายชาติ" สุ่มเสี่ยงปลุกระดม-ใส่ร้ายพรรคการเมือง

เปิด 4 เทคนิครีโพสต์ข่าวเลือกตั้งให้ปลอดภัย ไร้ความเห็นชี้นำ- ป้องกันการตีความ “หาเสียงไม่สุจริต” 

วันก่อนเอย่าเห็นข่าวของสำนักข่าวหนึ่งพาดหัวว่า พบร้านทำป้ายคำว่า "เราไม่เลือก พรรคขายชาติ เราไม่เลือก พรรคด้อยค่าทหาร"  แม้ข้อความเหล่านี้จะไม่ได้ระบุโจมตีพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่งโดยตรงแต่ข้อความเหล่านี้มีความสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายเลือกตั้งในหลายประเด็นกล่าว วันนี้เอย่าจะมาเล่าให้ทราบกัน  หลักๆแล้วข้อความที่ปรากฏในข่าวนั้นมีการผิดกฎหมายเลือกตั้งอยู่ 3-4 ประการคือ

1. อาจเข้าข่ายเป็นการ “โฆษณาหาเสียงที่ไม่สุจริตหรือปลุกระดม”
2. ข้อความนี้ถือว่าเป็นข้อความที่ห้ามเพราะทำให้เกิดการแบ่งแยกหรือก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือใช้ถ้อยคำที่ไม่เหมาะสมในการหาเสียง
3. ข้อความเหล่านี้ถือเป็นการดูหมิ่นหรือโจมตีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งโดยเฉพาะ
4. หากคำพูดในป้ายถือเป็น การหมิ่นประมาทหรือใส่ความโดยไม่มีมูลจริง นอกจากจะผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้ว ยังอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่น เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ถ้ามีการเผยแพร่ทางออนไลน์หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ด้วย

ซึ่งกฎหามายข้อนี้ไม่ได้ระบุว่าควบคุมแค่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่รวมถึงประชาชนทั่วไปที่ทำป้ายเหล่านี้ขึ้นมาด้วย เพราะถือเป็นการหาเสียงโดยบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของ กกต.  อีกทั้งยังสามารถตีความให้เข้าใจได้ว่าเข้าข่าย การหาเสียงที่ไม่สุจริต หรือ ปลุกระดม  นี่ยังไม่นับว่าพรรคการเมืองที่ถูกอ้างถึงอาจจะฟ้องหมิ่นประมาทได้   ดังนั้นใครจะพิมพ์จะโพสต์อะไรช่วงนี้ก็ขอให้ระวังกันไว้นะคะ  จะรักใครไม่รักใครเราก็ต้องทำตามที่ขอบเขตกฎหมายกำหนด

แต่อย่างไรก็ตามแม้นักการเมืองจะหาเสียงอย่างไรก็ตาม  สิ่งที่เราทำได้คือการรีโพสต์  โดยวันนี้เอย่าจะมาแนะนำการรีโพสต์อย่างไรให้ห่างไกลจากการผิดกฎหมายเลือกตั้งกันนะคะ

1. การรีโพสต์ต้องนำมาจากเนื้อหาจากข่าวจริง โดยระบุ สำนักข่าวหรือคลิปที่เผยแพร่ในสำนักข่าวที่ไม่มีการตัดต่อคำพูดเราใส่เข้าไป
2. ไม่ใส่คำพูดหรือความเห็นชี้นำ  โดยคำที่หลีกเลี่ยง เอย่าจะยกตัวอย่างเช่น
“แบบนี้อย่าเลือกมัน” หรือ “เห็นยัง พรรคนี้เป็นแบบนี้” หรือ “แชร์ไว้ให้จำก่อนเลือกตั้ง” คำที่เราใช้ได้อย่างปลอดภัยคือ “อ้างอิงจากข่าว … สส. X กล่าวในที่ประชุมว่า …” พร้อมระบุลิงก์ต้นเรื่องด้วยจะดีที่สุด
3. หลีกเลี่ยงถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือปลุกอารมณ์
4. สิ่งที่ห้ามทำเด็ดขาดคือ รีโพสต์พร้อมข้อความชี้นำการลงคะแนน และรีโพสต์แบบคัดเฉพาะด้านลบ เพื่อโจมตีแม้จะเป็นความจริงก็ตาม กกต. อาจจะตีความว่า หาเสียงไม่สุจริตได้ เพราะถือเป็นการสร้างความเกลียดชัง ทำพรรคเสียหายหรือดิสเครดิตพรรคการเมือง

สรุปช่วงนี้ทำอะไรไม่ได้มากนะคะ  ทำได้แค่จำคะ หรือใครจำไม่ได้ก็ลองหา Digital Foot Print ต่างๆตาม search engine ต่างๆมาดูและพิจารณาเองนะคะ  รักใคร เกลียดใคร เดี๋ยวนี้ต้องเก็บไว้ในใจคะ   กฎหมายไม่ได้กำหนดเสรีภาพในการแสดงออกในช่วงนี้ให้เราขนาดนั้น แม้ว่าเราจะอยู่ในประเทศเสรีประชาธิปไตยก็ตาม

รู้ทันคำโกหก!! กางงบเลือกตั้ง-ประชามติ 8,978 ล้าน ท่ามกลางดราม่า "แก้รัฐธรรมนูญเพื่อเศรษฐกิจ" เตือนประชาชน Search Google เช็กข้อมูล ก่อนหลงกลวาทกรรม 'ปากท้อง' ที่พูดความจริงไม่ครบ

แก้รัฐธรรมนูญ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ? พูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับการโกหก

สวัสดีปีม้าทอง พร้อมคำขวัญวันเด็ก "รักชาติไทย ใส่ใจโลก" เพื่อปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนไทยเติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ มีความรักและความภาคภูมิใจในชาติ ควบคู่กับการตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม 

เริ่มต้นปี กับการหาเสียงอย่างดุเดือด เตรียมเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ และเม็ดเงิน 8,978  ล้านบาท คืองบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง และทำประชามติ ปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถิติสูงสุดที่เคยมีมา

ประเทศไทย ใช้งบประมาณสำหรับการเลือกตั้ง ในทุกครั้งเป็นจำนวนมาก ยังไม่รวมการเลือกตั้งซ่อม กรณีที่ สส. ลาออก หรือพ้นจากตำแหน่ง จากสาเหตุต่างๆ ทั้ง ขาดคุณสมบัติในภายหลัง จากการต้องคดีความ หรือประพฤติผิดจรรยาบรรณ 

ไม่แน่ใจว่าการตรวจสอบคุณสมบัติของ ว่าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทย ผู้ทรงเกียรติ ที่ต้องผ่านการตรวจสอบจากทั้งจากพรรคการเมืองที่ส่งลงสมัคร และ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำไมถึงมักจะมาพบว่าขาดคุณสมบัติในภายหลัง จนต้องเสียงบประมาณเพิ่มเติมในหลายๆ เขต ในการจัดเลือกตั้งซ่อม

ตัวอย่างล่าสุด ก็คงได้ทราบข่าวกันแล้ว กับการจับกุม ผู้สมัคร สส. พรรคประชาชน ที่มีเอี่ยวกับการฟอกเงิน ผู้ถูกกล่าวหา: นายบุญฤทธิ์ เรารุ่งโรจน์ อดีตผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 33 (บางพลัด-บางกอกน้อย) ถูกออกหมายจับเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ตามหมายจับในข้อหา ฟอกเงิน ที่ขยายผลมาจากเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติ ล่าสุดเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 ปปง. ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์สิน ของนายบุญฤทธิ์และพวก รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท

และที่ตั้งงบประมาณการเลือกตั้งในปี 2569 เป็นจำนวนสูงสุดที่เคยจัดเลือกตั้ง ส่วนหนึ่ง ก็อาจจะเพราะมีการทำประชามติเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ในคราวเดียวที่จะให้ประชาชนไปหย่อนบัตร ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ได้ผ่านการออกเสียงประชามติโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมีเสียงข้างมากเห็นชอบ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2559 โดยได้รับเสียงเห็นชอบ 61.35% (6,568 895 เสียง) และไม่เห็นชอบ 38.65% (4,131,150 เสียง)

หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ประเทศไทย ก็ต้องเสียงบประมาณเพิ่มอีก อย่างน้อยก็น่าจะอีกราวๆ 10,000 ล้านบาท ถึงแม้จะทำประชามติ ครั้งที่ 1 จากการต้องทำประชามติ 3 ครั้ง พร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งนี้

 การหาเสียงของบางพรรคการเมือง กับ การแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อปากท้อง จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้น ?
 คงต้องถามว่าปากท้องใคร เศรษฐกิจของใคร ...
 ขอหยิบบางประเด็นที่กำลังเป็นกระแสในสาเหตุที่อ้างว่า รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ดี

1. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนให้คดีคอรัปชั่นไม่มีอายุความ ความจริงคือ มีการแก้เพิ่มเติมให้การนับอายุความคดีทุจริตจะหยุด เมื่อผู้ต้องหาหลบหนีคดี หมายความว่า ไม่ว่าจะหนีก่อนหรือหลังพิจารณาคดี ถ้าผู้ต้องหาหลบหนี อายุความจะหยุดนับไว้จนกว่าจะกลับมาเข้ากระบวนการ 

2. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เขียนห้ามให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยสารเครื่ิงบินชั้นเฟิร์สคลาส ความจริงคือ แก้ไขระเบียบเบิกจ่ายให้เบิกจ่ายได้แค่ราคา“ชั้นประหยัด”เท่านั้น ส่วนใครอยากขึ้นชั้นธุรกิจ หรือเฟิร์สคลาสต้องจ่ายค่าส่วนต่างเอง มันคนละความหมายกับห้ามนั่งเฟิร์สคลาส

3. รัฐธรรมนูญปี 60 ไม่ได้เพิ่มโทษประหารชีวิตสำหรับคดีทุจริต ความจริงคือ มีระบุอยู่ในประมวลกฎหมายอาญามาแต่เดิมว่าโทษสูงสุดของคดีทุจริตคือประหารชีวิต รธน.แค่ส่งเสริมการปราบโกง มีการเพิ่มเติมในบางมาตรา ซึ่งถ้าร้ายแรงที่สุดก็คือมีโทษประหารชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญา เช่น พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ. 2560 (มาตรา 123/2): เพิ่มโทษสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐเรียกรับทรัพย์สินโดยมิชอบ ให้มีโทษจำคุก 5 ปี ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประผารชีวิต

 แค่ 3 ข้อนี้ เริ่มจะเอะใจกันบ้างไหม ว่าคนที่อยากแก้ จะแก้เพื่อปากท้องใคร ? 
ยังไม่รวมบางสื่อ ที่มีการสัมภาษณ์ชี้นำ ตั้งคำถามในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขมาตรา 112 ใช่หรือไม่ แล้วตอบว่า มาตรา 112 เป็นประมวลกฎหมายอาญา ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ฝั่งที่โจมตี ไม่รู้เหรอ เสมือนอีกฝั่งตรงข้าม เขาเป็น IO แค่ท่องจำมา

จะบอกว่า ยังมีประชาชนจำนวนมาก ที่ Search Google เป็น เขาก็รู้ว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายอาญา จริงๆ พิธีกร ควรตั้งคำถามว่า ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะอยากแก้ไขหมวด 1 มาตรา 1 และ มาตรา 2 ใช่หรือไม่ อยากฟังคำตอบของคำถามนี้มากกว่า 

แซะโดยพูดความจริงไม่หมดมันก็ไม่ต่างอะไรกับโกหก มันก็คือการบิดเบือน แต่ Digital Footprint มันชัดเจนในคำตอบ มันลบได้ไม่หมดนะ 

คุ้มไหม ..!! กับการต้องเสียงบประมาณ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้ง ๆ ที่ หากจะแก้เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อปัญหาปากท้องชาวบ้านจริง ก็สามารถแก้ไขบางมาตรา ผ่านกำไกของรัฐสภาได้ แทนที่จะนำงบประมาณก้อนนี้มาใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่า 


เรื่อง : The PALM

อวสานผู้นำรักษ์โลก!! เมื่อประธานาธิบดี Trump สั่งถอนสหรัฐฯ ออกจากองค์กรระหว่างประเทศ 66 แห่ง

รัฐบาล Trump ประกาศถอนตัวออกจากองค์กรระหว่างประเทศหลายสิบแห่ง รวมถึงหน่วยงานด้านประชากรของสหประชาชาติ และสนธิสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยการเจรจาด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังถอยห่างจากความร่วมมือในระดับโลกมากขึ้น

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ลงนามในคำสั่งบริหารเมื่อวันพุธที่ 7 มกราคม 2026 เพื่อระงับการสนับสนุนของสหรัฐฯ ต่อองค์กร หน่วยงาน และคณะกรรมาธิการรวม 66 แห่ง หลังจากที่ได้ทบทวนการมีส่วนร่วมและการให้ทุนสนับสนุนแก่องค์กรระหว่างประเทศทั้งหมด รวมถึงองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ตามแถลงการณ์ของทำเนียบขาว

องค์กรระหว่างประเทศที่เป็นเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นหน่วยงาน คณะกรรมาธิการ และคณะที่ปรึกษาที่เกี่ยวข้องกับสหประชาชาติ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่เรื่องสภาพภูมิอากาศ แรงงาน การอพยพ และประเด็นอื่น ๆ ซึ่งรัฐบาล Trump จัดประเภทว่าเป็นไปตามกระแสความหลากหลายและ “การตื่นตัวทางสังคม” องค์กรอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของสหประชาชาติในรายชื่อนี้ ได้แก่ ความร่วมมือเพื่อแอตแลนติก (Partnership for Atlantic Cooperation) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (International Institute for Democracy and Electoral Assistance) และเวทีต่อต้านการก่อการร้ายระดับโลก (Global Counterterrorism Forum)

“เราพบว่า สถาบันเหล่านี้มีความซ้ำซ้อนในขอบเขตการทำงาน บริหารจัดการผิดพลาด ไม่จำเป็น สิ้นเปลือง ดำเนินการไม่ดี ถูกครอบงำโดยผลประโยชน์ของผู้ที่ผลักดันวาระของตนเอง ซึ่งขัดแย้งกับของสหรัฐฯ หรือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย เสรีภาพ และความเจริญรุ่งเรืองโดยทั่วไปของสหรัฐอเมริกา” Marco Rubio รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศกล่าวในแถลงการณ์

การตัดสินใจของ Trump ที่จะถอนตัวออกจากองค์กรที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความท้าทายระดับโลก เกิดขึ้นในขณะที่รัฐบาลของเขาได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารหรือออกคำขู่ที่ทำให้ทั้งพันธมิตรและศัตรูหวาดหวั่น รวมถึงการจับกุมผู้นำเผด็จการของเวเนซุเอลา นิโคลัส มาดูโร และแสดงเจตจำนงที่จะเข้ายึดครองกรีนแลนด์

สหรัฐฯ สร้างแบบแผนการถอนตัวออกจากหน่วยงานระดับโลก ก่อนหน้านี้ รัฐบาลได้ระงับการสนับสนุนหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์การอนามัยโลก หน่วยงานของสหประชาชาติเพื่อผู้ลี้ภัยชาวปาเลสไตน์ หรือ UNRWA คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การยูเนสโก สหรัฐฯ ได้หันมาใช้วิธีการจ่ายค่าธรรมเนียมให้กับองค์กรระหว่างประเทศแบบเลือกสรรตามต้องการ โดยเลือกเฉพาะหน่วยงานและองค์กรที่เชื่อว่าทำงานสอดคล้องกับวาระของ Trump และยกเลิกการสนับสนุนหน่วยงานที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผลประโยชน์ของสหรัฐฯ อีกต่อไป

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ทำให้พบว่า การตกผลึกของแนวทางของสหรัฐฯ ต่อระบบพหุภาคี ก็คือ ‘ทำตามฉันหรือไม่ก็ไปซะ’ จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนมากต่อกระบวนการความร่วมมือระหว่างประเทศภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จากวิธีการที่รัฐบาลก่อน ๆ ทั้งพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครต จัดการกับสหประชาชาติ และบังคับให้องค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งกำลังเผชิญกับการประเมินตนเองภายในอยู่แล้ว ต้องตอบสนองด้วยการลดจำนวนพนักงานและโครงการต่าง ๆ

องค์กรพัฒนาเอกชนอิสระหลายแห่ง หลายแห่งทำงานร่วมกับสหประชาชาติระบุว่า โครงการจำนวนมากต้องปิดตัวลงเนื่องจากการตัดสินใจของรัฐบาลสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้วที่จะลดความช่วยเหลือต่างประเทศผ่านทางสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐฯ หรือ USAID แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เช่นนี้ เจ้าหน้าที่ของรัฐบาล Trump กล่าวว่า พวกเขามองเห็นศักยภาพของสหประชาชาติ และต้องการที่จะมุ่งเน้นเงินภาษีของประชาชนไปที่การขยายอิทธิพลของอเมริกาในโครงการริเริ่มมาตรฐานต่าง ๆ ของสหประชาชาติ ซึ่งมีการแข่งขันกับจีน เช่น สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรระดับโลกล่าสุดที่สหรัฐฯ กำลังจะถอนตัวคือ อนุสัญญากรอบสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ UNFCCC ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งล่าสุดของ Trump และพันธมิตรในการแยกสหรัฐฯ จากองค์กรระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นเรื่องสภาพภูมิอากาศและการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดย UNFCCC ซึ่งเป็นข้อตกลงปี 1992 ระหว่าง 198 ประเทศเพื่อสนับสนุนทางการเงินแก่กิจกรรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในประเทศกำลังพัฒนา เป็นสนธิสัญญาพื้นฐานสำหรับข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศปารีสที่สำคัญ Trump ซึ่งเรียกการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า เป็นเรื่องหลอกลวง และได้ถอนตัวจากข้อตกลงดังกล่าวไม่นานหลังจากกลับมาดำรงตำแหน่งอีกครั้ง

แฉ iLaw หนังม้วนเดิมรับเงินนอกแก้รัฐธรรมนูญ อ้างเพื่อปากท้องประชาชน ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ ‘คนใช้อำนาจ’ วอนหยุดใช้ต่างชาติกดดันกฎหมายสูงสุด

ในช่วงระยะหลัง เราจะเห็นว่า ผู้อำนวยการปัจจุบันของ iLaw คือ ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ออกมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องแก้รัฐธรรมนูญ และต้องเป็นการแก้ “ทั้งฉบับ” ทว่าตลอดการสื่อสารดังกล่าว กลับไม่เคยอธิบายอย่างชัดเจนว่าแก้ไปเพื่ออะไร นอกจากการอ้างกว้าง ๆ ว่าเพื่อปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาปากท้องของประชาชนจำนวนมากสามารถแก้ไขได้ด้วยกฎหมายลำดับรอง นโยบายเศรษฐกิจ หรือการบริหารจัดการของรัฐบาลโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องรื้อรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศเลยด้วยซ้ำ ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวรัฐธรรมนูญ หากแต่อยู่ที่เจตจำนงและความสามารถของผู้ใช้อำนาจรัฐมากกว่า

เมื่อเหตุผลเชิงนโยบายยังไม่ชัด สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการย้อนกลับไปพิจารณา ที่มาและทิศทางของผู้ผลักดัน องค์กรไอลอว์ถูกก่อตั้งโดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งมีบทบาทในแวดวงองค์กรพัฒนาเอกชนมาอย่างยาวนาน และเป็นที่รับรู้กันว่าโครงสร้างการทำงานขององค์กรลักษณะนี้พึ่งพาเงินสนับสนุนจากต่างประเทศเป็นสำคัญ ผ่านมูลนิธิและเครือข่ายด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย

ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามมาโดยตลอดจึงไม่ใช่เพียงเรื่อง “อุดมการณ์” หากแต่คือ ที่มาของงบประมาณและอิทธิพลทางความคิด ซึ่งเชื่อมโยงกับองค์กรระหว่างประเทศบางแห่ง เช่น National Endowment for Democracy (NED) และเครือข่ายในโลกตะวันตกที่มีบทบาทในการสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองในหลายประเทศ

เมื่อสหรัฐฯท้าทายรัสเซีย: กรณีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เรือน้ำมันธงรัสเซีย อ้างเป็นเครือข่าย 'กองเรือเงา' ในขบวนการขนส่งน้ำมันเถื่อนเวเนซูเอลา หลังปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำเวเนซเอลาเพียง 4 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการขึ้นควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ "มาริเนร่า” Marinera ซึ่งติดธงรัสเซีย หลังจากติดตามและไล่ล่าเรือลำดังกล่าวเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ตั้งแต่บริเวณทะเลแคริบเบียนไล่ขึ้นไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ การยึดเรือครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งศาลของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “กองเรือเงา” ที่ใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะทางทหารแต่ได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อรัสเซียออกมาประณามว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยของรัฐ

เรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เป็นเรือที่ติดธงรัสเซีย (และเคยเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนธงมาก่อน) โดยมีชื่อเดิมว่า Bella 1 โดยทะเบียนเรือเดินทะเลของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาริเนร่า” (Marinera) และแล่นภายใต้ธงรัสเซีย โดยระบุเมืองท่าหลักคือเมืองโซชิ (Sochi) ทางตอนใต้ของรัสเซียในทะเลดำเรือลำนี้ถูกทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา (shadow fleet)” ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาและแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรอื่น ๆ เช่นอิหร่าน เรือ Marinera ถูกติดตามโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การปิดหรือบิดเบือนสัญญาณติดตามตำแหน่ง (AIS) และการเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนเรือ สหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีสถานะทางกฎหมายคลุมเครือถึงขั้นอาจเข้าข่าย “เรือไร้สัญชาติ” จึงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการเข้าควบคุมและยึดเรือกลางทะเล ซึ่งต่อมานำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับรัสเซียในประเด็นกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยรัฐ นอกจากนี้กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 คือ “เอ็ม/ที โซเฟีย” (M/T Sophia) เรือไร้สัญชาติและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวล่าวหาดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ระหว่างลอยลำอยู่ในทะเลแคริบเบียน

กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญสรุปได้ดังนี้
10 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการของ Operation Southern Spear เพื่อคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและพันธมิตร
17 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศ ปิดล้อมทางทะเล (blockade) ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือน ธันวาคม 2025 เรือ Bella 1 ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นเรือที่ผิดกฎหมาย เปลี่ยนชื่อเป็น Marinera และเปลี่ยนธงเป็นรัสเซียเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของสหรัฐฯ ขณะที่พยายามลำเลียงน้ำมันเข้าเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส หลังปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตในฝั่งเวเนซุเอลาและคิวบาในเหตุการณ์นี้ด้วย

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 – ต้นเดือนมกราคม 2026 สหรัฐฯ ติดตามเรือ Marinera มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ Coast Guard พยายามหลายครั้งที่จะขึ้นเรือ แต่ถูกเรือหลบหนีและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือจนกระทั่งเรือแล่นไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างไอซ์แลนด์กับยุโรป
6 มกราคม 2026 มีรายงานว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ได้ติดตาม Marinera อยู่ห่างประมาณ 500 ไมล์จากชายฝั่งไอร์แลนด์ หลังจากล่องเรือผ่านทะเลแคริบเบียนและพยายามหลบเลี่ยงการสกัดของสหรัฐฯ
7 มกราคม 2026 สหรัฐฯ ยึดเรือรัสเซีย Marinera ใน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังจากไล่ล่ามานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยที่เรือรัสเซียและเรือดำน้ำถูกกล่าวว่าปรากฏตัวใกล้เคียงขณะปฏิบัติการ  ในวันเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ยังได้ยึดอีกลำหนึ่งคือ M/T Sophia ในทะเลแคริบเบียน ขณะที่นโยบาย blockade น้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีความเข้มข้นขึ้น

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ผิดกฎหมาย และถูกคว่ำบาตร ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทั่วโลก ในขณะที่ทำเนียบขาวอธิบายว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือในกองเรือเงาของเวเนซุเอลา ซึ่งถือว่าเป็นเรือไร้สัญชาติหลังจากใช้ธงปลอมและมีคำสั่งศาลบังคับคดีอยู่ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจะส่งมอบน้ำมันสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ

รัฐบาลรัสเซียออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น การละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 (UN Convention on the Law of the Sea) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีรัฐใดมีสิทธินำกำลังใช้กับเรือที่อยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องของรัฐอื่นในน่านน้ำสากล” นั่นคือรัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล แม้เป็นเรือที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม ทั้งนี้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงคมนาคมรัสเซียได้เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรจัดการกับลูกเรือชาวรัสเซียอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการตามสิทธิพื้นฐานและไม่ขัดขวางการรีบส่งกลับพวกเขาไปยังประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงกฎหมายและมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติต่อชาวรัสเซียอย่างไม่เป็นธรรม รัสเซียระบุว่าเรือ Marinera ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวในการเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียตามกฎหมายภายในของตนเองและ “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่าการยึดเรือนั้นขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิทธิของเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม้ว่าข้อความตอบโต้จากปูตินหรือทำเนียบเครมลินโดยตรงจะยังไม่ถูกเผยแพร่เป็นคำพูดของปูตินเองในช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่การตอบโต้ของรัฐบาลรัสเซียผ่านสื่อและหน่วยงานทางการทูตสะท้อนนโยบายของผู้นำรัสเซียในการ ปกป้องสิทธิของชาติและแสดงท่าทีคัดค้านการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่ถือว่ารัสเซียมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและวิกฤติการณ์คว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคำประณามนี้ยังช่วยเสริมโทนการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังคุกคามความมั่นคงทางพลังงานของโลก
.
ปฏิบัติการยึดเรือ Marinera ที่เกิดขึ้นโดยมีการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียในบริเวณใกล้เคียงนั้นนับว่ามีนัยสำคัญทั้งทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ในเชิงยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของกำลังทางทะเลรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามในการแสดงตัวตนและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แม้จะไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะเดียวกันการดำเนินการยึดเรือภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง ในเชิงการเมืองเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางสัญลักษณ์ระหว่างมหาอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงแต่ยังคงแข่งขันกันผ่านการแสดงกำลังและการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถประเมินได้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ยึดเรือ Marinera จะยกระดับไปสู่ความรุนแรงทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงและมีประสบการณ์ในการควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียได้เพิ่มความเสี่ยงในเชิงอุบัติเหตุและการตีความผิดพลาด แม้ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ความตึงเครียดทางทหารและการเมืองก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับที่เปราะบางมากขึ้น แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่สงครามหากแต่เป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการเผชิญหน้าแฝง ผ่านการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น การตอบโต้ทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่ของการเมืองอำนาจมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของการเมืองโลกยุคใหม่ ที่รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กฎหมาย การทหารเชิงสัญลักษณ์ และเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแข่งขัน โดยยังคงหลีกเลี่ยงเส้นแดงของการใช้กำลังโดยตรง

บทสรุป กรณีสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera สะท้อนการเมืองอำนาจยุคใหม่ที่การคว่ำบาตร เศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังทางทหารถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือเดียว แม้เหตุการณ์นี้ไม่นำไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียแต่ได้เพิ่มความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
 

ประเทศปาหี่!! 'กอทูเล' ประเทศใหม่ที่โลกไม่รู้จัก ชี้ 4 องค์ประกอบการเป็นรัฐยังไม่ผ่าน มีประชากรแค่ 400 คน ไร้กฎหมายปกครอง ขณะที่ประชาคมโลกไม่ให้แสง 'เนอดา เมี๊ยะ'

วิเคราะห์สาธารณรัฐกอทูเล  ประเทศใหม่ที่แค่พี่ไทยเฮ

เป็นข่าวลงสื่อใหญ่ในไทยแต่สื่อต่างประเทศไม่ให้แสงกับข่าวการตั้งประเทศสาธารณรัฐกอทูเล โดยมี พณ. ท่านสมศักดิ์ เอ้ย เนอดา เมี๊ยะ เป็นประธานาธิบดี    เอย่าเชื่อว่าหลายๆเพจคงวิเคราะห์เรื่องการจัดตั้งประเทศไปแล้วว่าเป็นปาหี่ที่เด็กน้อยเพื่อนไม่คบ อยากหาแสง แต่วันนี้เอย่าจะมาวิเคราะห์กันแบบเอาหลักการมาจับว่าทำไมประเทศปาหี่ที่มีคน 400 กว่าคนถึงไม่ได้รับแสงยกเว้นแค่ในไทย

เริ่มต้นต้องเข้าใจการเกิดของประเทศก่อนว่า การเกิดประเทศใหม่ต้องมีองค์ประกอบพื้นฐานของ “รัฐ” ก่อน กล่าวคือ

ตาม อนุสัญญามอนเตวิเดโอ ระบุว่า รัฐประเทศต้องมี 4 อย่างหลัก ๆ คือ

1. ดินแดน โดยต้องมีอาณาเขตชัดเจน 
2. ประชากร  คือมีประชาชนอาศัยอยู่จริงและต่อเนื่อง
3. รัฐบาล หมายถึงมีอำนาจบริหาร ปกครอง บังคับใช้กฎหมายได้จริง
4. ความสามารถในการติดต่อกับรัฐประเทศอื่น  คือมีศักยภาพทำสนธิสัญญา ความสัมพันธ์ทางการทูต ฯลฯ

และส่วนประกอบอื่นๆที่ต้องคำนึงคือ การได้รับการยอมรับจากนานาชาติ

ส่วนสาธารณรัฐกอทูเล นั้นเป็นอย่างไรล่ะ เอย่าจะมาวิเคราะห์ให้ทราบกัน เริ่มจากวิเคราะห์องค์ประกอบทั้ง 4 พบว่า

ในมุมของดินแดนนั้น ไม่พบว่ามีดินแดนที่ได้รับการยอมรับหรือควบคุมจริง ไม่มีขอบเขตแนวกั้นของประเทศอย่างชัดเจน

ในแง่ของประชากรที่อาศัยจะพบว่าไม่มีประชากรที่มีสถานะพลเมืองตามกฎหมาย
แม้ประเทศนี้จะได้รับเงินบริจาคจากชาวกะเหรี่ยงจากต่างแดนแต่คนเหล่านั้นถือพาสปอร์ตของประเทศอื่นไม่ใช่พลเมืองของประเทศกอทูเล ดังนั้นการมีผู้สนับสนุนหรือสมาชิก ไม่ถือเป็นประชากรถาวร ข้อนี้จึงตกไปอีกข้อ

ในแง่รัฐบาลที่ใช้อำนาจได้จริงจะพบว่าประเทศกอทูเลไม่มีรัฐธรรมนูญของตัวเอง ไม่มีอำนาจปกครอง หรือการบังคับใช้กฎหมาย ไม่มีศาล ไม่มีทหารของรัฐ หรือระบบภาษี  ทั้งหมดที่ประเทศนี้มีกับคนจำนวน 400 กว่าคนนั้นเป็นเพียงโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์มากกว่า

ในด้านความสามารถด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พบว่าไม่มีประเทศใดรับรอง รวมถึงไม่สามารถทำสนธิสัญญาในนามรัฐ

แค่ 4 ข้อ นี้ก็ทำให้ประเทศนี้เป็นประเทศปาหี่ได้แล้วนี่ไม่นับเรื่องโครงสร้างเงินตรา ระบบเศรษฐกิจของประเทศนี้อีกนะ  เอย่าถึงสงสัยว่าคนไทยที่ส่งเสียงเฮเนี่ย คิดอะไรอยู่  เพราะคน 400 คนที่ประเทศนี้จะสร้างระบบเศรษฐกิจจากอะไร ถ้าไม่ใช่ขอเงินชาติตะวันตกที่เคยขอทุกที หรือไม่ก็เตรียมถางป่ารอรับทุนเทาที่จะข้ามจากสีหนุวิลล์ไปสาธารณรัฐกอทูเล หรือจะสร้างเศรษกิจจากการเป็นผู้ผลิตเวชภัณฑ์ส่งขายตามตลาดมืดทั่วโลกอันนี้ก็ไม่อาจทราบได้

เอย่าก็หวังว่าคนไทยจะตื่นรู้นะคะ เพราะถ้าเขาลืมตาอ้าปากได้คิดว่าเขาจะยึดแค่แผ่นดินฝั่งพม่ามาเป็นประเทศตนเองหรือ คิดว่าทุกวันนี้กะเหรี่ยงยึดชายแดนตากหรือยังล่ะคะ  ถ้าคนเคยมาแม่สอดหรืออยู่แถวนี้น่าจะรู้ดีว่าสิ่งเดียวที่แม่สอดยังมีคือคนไทยบางกลุ่มที่อาศัยมาตั้งแต่ดั้งเดิม กับอีกสิ่งคือธงชาติไทย ไม่งั้นป่านนี้แม่สอดคงได้ปักธงกะเหรี่ยงตั้งนานแล้ว

ศักดิ์ศรีไทยราคาเท่าไหร่? แฉ "เงินสีเทา" ซื้ออนาคต 4 ปี แลกเศษเงินสกปรกธุรกิจมืด ทั้งจากสแกมเมอร์-น้ำมันเถื่อน ตีค่าตัวคนไทยแค่ 1.36 บาทต่อวัน!

เงินสีเทาซื้อศักดิ์ศรีคนไทย ร่วมกันต้านการเมืองสกปรก

การเมืองเชิงตัวเลขที่น่าสนใจ ตัวเลขจากการคำนวณเงินซื้อสิทธิ์ขายเสียง อันเป็นเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ทุจริต คอร์รัปชัน ค้ายาเสพติด ค้าของเถื่อน ค้าน้ำมันเถื่อน ฮั้วประมูล พนันออนไลน์ สแกมเมอร์ ล้วนแล้วแต่เป็นเงินสกปรก โสมม นำมาใช้ซื้อศักดิ์ศรีของประชาชน

พี่น้องประชาชนพึงอ่าน และทบทวนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาตรึกตรอง ซึ่งเข้าใจได้ว่า เงิน 300-500-1000-2000 มีความหมายยิ่งในห้วงเวลาที่ยากลำบาก ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าลูกไปโรงเรียนรออยู่ แต่น่าจะมีวิธีการอื่นที่ดีกว่าในการหาเงิน ไม่ทำลายศักดิ์ศรี ไม่ทำลายประชาธิปไตย

ที่ผ่านมาเราได้อะไรจากการขายอนาคตไป 4 ปีเพื่อแลกกับเศษเงินสกปรกเพียงไม่กี่บาท ที่เขาหามาได้อย่างง่ายดายบนความทุกข์ยากเดือดร้อนของคนอื่น

บทสรุปเชิงตัวเลขที่น่าสะเทือนใจยิ่งราคาของศักดิ์ศรีที่ถูกตีค่าแค่ 1.36 บาท/วัน เงิน 2,000 บาทที่ได้รับจากการขายสิทธิ์อาจดูเหมือนมากในวันที่รับมา แต่เมื่อกางตัวเลขออกมาดูความจริงที่น่าใจหายตลอดวาระ 4 ปี (1,460 วัน) คุณค่าของเสียงเราจะเหลือเพียง 1.36 บาทต่อวัน หรือ 41.66 บาทต่อเดือน หรือ500 บาทต่อปี

เงินไม่ถึง 1.36 บาทต่อวัน ไม่สามารถซื้อข้าวได้แม้แต่หนึ่งคำ เดี๋ยวนี้ข้าวราดแกงจานละ 40-50 บาทแล้ว แต่เรากลับยอมแลกมันกับโอกาสที่จะได้โรงเรียนดีๆ โรงพยาบาลที่มีคุณภาพ หรือคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม และอื่นๆอีกมากมายตลอด 4 ปีเต็ม เมื่อเขาซื้อสิทธิ์ไปแล้ว เขาก็ไม่จำเป็นต้องมาใส่ใจดูแล สมัยหน้าค่อยซื้อใหม่

ยังมีเวลาคิดใหม่ ตั้งสติใช้ปัญญาคิด "กินเหยื่อ ไม่กินเบ็ด" คือทางออกของศักดิ์ศรีในยุคนี้ หากเงินเหล่านั้นคือ "เหยื่อ" ที่เขานำมาล่อเพื่อให้เรายอมจำนน จงรับเหยื่อนั้นไว้ถ้าจำเป็น แต่จงอย่ากลืน "เบ็ด" ที่จะผูกมัดอนาคตของเราและลูกหลานไว้กับนักการเมืองเลวๆที่เริ่มต้นการทำงานด้วยการโกงเงินซื้อเสียงอยู่กับเราเพียงวันเดียว แต่คนโกงจะอยู่กับเราไปอีก 1,460 วัน

เขาจะใช้ตำแหน่งที่ได้มาจากการซื้อสิทธิ์ไปจากเราไปแสวงหาประโยชน์เพื่อตนเองและพวกพ้อง ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพวกพ้อง โดยไม่จำเป็นต้องใส่ใจความทุกข์ยากเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน

ร่วมกันครับสร้างการเมืองที่ไม่โกง ไม่ทุจริต No money police สร้างการเมืองที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินเพื่อซื้อสิทธิ์ของพี่น้องประชาชน

ผมกำลังติดตามดูการหาเสียงเลือกตั้งระดับท้องถิ่น ก็มีการใช้เงินกันมากไม่น้อยไปกว่ากัน แต่ในห้วงเวลาเดียวกันผมได้เห็นนิมิตรหมายของปรากฏการณ์ทางการเมืองในการหาเสียง แบบชูนโยบายอย่างน้อยสองแห่ง คือ การหาเสียงของ “เสมือน ถาวรนุรักษ์”ผู้สมัครนายกฯอบต.แหลม อ.หัวไทร และ ละม้าย เสนขวัญแก้ว ผู้สมัครนายกฯอบจ.เขาพังไกร อ.หัวไทร จ.นครศรีฯ ที่เน้นการเดินพบปะเจ้าของสิทธิ์ ไม่มีการจัดตั้ง มุ่งหน้าเดินสายตั้งเวทีปราศรัย พูดถึงนโยบาย ไม่พาดพิง หรือใส่ร้ายคู่แข่ง

มิติใหม่ทางการเมือง น่าจะสร้างความสะพรึงกลัวให้กับคู่แข่งไม่น้อย คู่แข่งที่ไม่ได้ใช้วิธีการแบบนี้ เริ่มมีข่าวการเล่นเกมไม่ตรงไปตรงมา

ไม่ได้คาดหวังอะไรมากกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะผู้จัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์เที่ยงธรรม เพียงหวังให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเข้มข้นก็พอใจแล้ว

นิยามใหม่ "วัยชรา" เริ่มต้นที่ 80 ปี ผลวิจัยชี้คนยุคนี้สุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ก้าวข้ามเกณฑ์เกษียณเดิมที่ 60 ปี ส่วนใหญ่แข็งแรงทั้งกายและใจจนลืมคำว่าเกษียณ

เมื่อ...วัยชราเริ่มต้นที่ 80

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:
- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

สมัยก่อนวัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า ชรา แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น 

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก ความสามารถในการคิดและการรับรู้ของคนเราหลังจากอายุ 50 ปีนั้นได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำ โดยมีแนวทาง 7 ประการเพื่อให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่อ่อนเยาว์ในวัยชราได้แก่
1. การดูแลสมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะการทำงานและโครงสร้างของสมองซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ
2. การกระตุ้นทางจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการฝึกฝนทางจิตใจ ด้วยทัศนคติเชิงบวก การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
3. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก "ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสามารถส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อสมองได้"
4. ความเครียดสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์
5. การมีชีวิตที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วยได้มาก "คนที่รักษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไว้มาก จะรักษาความเฉียบคมทางจิตใจได้นานกว่า"
6. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก และปลา มีผลอย่างมากต่อการชะลอความเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจในวัยชรา
7. มีการคิดถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย

สำหรับบ้านเราแล้ว สถานการณ์ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับวัยแรงงานและเด็ก จนส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการโดยรวม ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อันเนื่องมาจาก อัตราการเกิดลดลง อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น การย้ายถิ่นของแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญคือ 
- วัยแรงงานลดลง ผลิตภาพ และการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง
- ความต้องการดูแลโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวเพิ่ม
- ภาระบำนาญและงบประมาณรัฐสูงขึ้น
- โดยที่ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น

ดังนั้นสังคมไทยโดยรวมในทุกภาคส่วนจึงต้องมีแนวทางในการรองรับดังนี้:
- การส่งเสริม การทำงานของผู้สูงอายุ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การพัฒนา ระบบดูแลระยะยาว (LTC) เทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและการดูแลสุขภาพ
- ปรับ นโยบายแรงงาน การออม และสนับสนุนให้มีลูกเพิ่มขึ้น
- การออกแบบเมืองและบริการที่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly)

ผู้เขียนเองมีอายุครบ 60 ปีในปีที่ผ่านมา แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าร่างกายจะไม่ไหวจริง ๆ เพราะพบว่าผู้ที่เกษียณแล้วการหยุดทำงานส่วนมากนั้นกลับมีปัญหาด้านสุขภาพ และอาจทำให้อายุขันสั้นลง ดังนั้นการทำงานของผู้สูงอายุเท่าที่ทำได้และทำไหว จึงถือว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อีกขนานหนึ่งเช่นกัน

ส่องสมรภูมิการเลือกตั้ง 2569 กับ 4 ประเภท 'ร่างทรงนักการเมือง' จากทายาทตระกูลดังยันร่างทรงต่างชาติ คนไทยต้องรู้เท่าทันใครคือตัวจริงที่ต้องระวัง?

โผร่างทรงการเมืองไทย ก่อนเลือกตั้ง 2569 กับเบื้องลึก 4 กลุ่มทุนหนุนนักการเมือง ทั้งทุนเทา - ครอบครัว-ต่างชาติ ใครบงการใคร?

ปีใหม่ปีนี้คงไม่มีอะไรคึกคักไปกว่า 2 สิ่ง เรื่องแรกคือการไปมูช่วงปีใหม่เพื่อขอโชคขอลาภในปีใหม่ที่จะมาถึง อีกเรื่องคือเรื่องเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงหลังปีใหม่ก็เป็นกระแสไม่น้อยเช่นกัน  ทำให้ช่วงนี้ผู้ที่ต้องทำงานหนักกว่าคนอื่นน่าจะเป็นเหล่าหมอดูและร่างทรงต่างๆ  ว่ากันแล้วเอย่าขอยกเอาเรื่องร่างทรงรุ่นใหม่ที่เหมาะกับช่วงเวลานี้มาเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะ โดยเฉพาะช่วงใกล้เลือกตั้งแบบนี้เราจะเห็นร่างทรงพวกนี้มากมาย มีประเภทไหนบ้างมาดูกันค่ะ

กลุ่มแรกคือ ร่างทรงครอบครัว ร่างทรงรุ่นนี้เป็นตัวแทนของครอบครัวนักการเมืองขึ้นมาเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว  ส่วนใหญ่เป็นรุ่นใหม่ ไร้ประสบการณ์ อยู่ใต้เจตนารมณ์ของผู้ปกครอง แต่อาจจะได้ใจคนรุ่นใหม่เพราะวัยเดียวกัน

รุ่นต่อมาคือ ร่างทรงนายทุน รุ่นนี้มีมานานแล้วแต่นับวันจะลดลงเพราะนายทุนเริ่มรู้ว่าการสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์สูงสุดทางธุรกิจ นายทุนยุคใหม่จึงมุ่งเน้นการสนับสนุนแบบจำเพาะหรือไม่ก็จ่ายทุกขาจะได้ไม่มีปัญหาเวลาเปลี่ยนขั้ว  แต่เช่นกันเมื่อนายทุยรายใดใหญ่มากพออาจจะไม่ต้องจ่ายเลยเพราะถึงเวลาร่างทรงเหล่านี้จะวิ่งมาขอให้สนับสนุนเอง

กลุ่มต่อมาคือ ร่างทรงเทา  กลุ่มนี้เป็นร่างทรงของพวกธุรกิจสีเทาทุกรูปแบบ ตั้งแต่ทำหวย ทำบ่อน ยันสแกมเมอร์ ทำทุกอย่างเพื่อเปิดโอกาสฟอกขาวให้กลุ่มธุรกิจนี้ โดยไม่ระบุสัญชาติไหน

สุดท้ายคือ ร่างทรงต่างชาติ กลุ่มนี้น่ากลัวที่สุด เพราะกลุ่มนี้เข้ามาเพื่อพยายามปรับนโยบายของชาติอย่างทีละเล็กทีละน้อย พยายามเอาคนของตนมาเป็นกรรมาธิการต่างๆ เช่นพวกแรงงานหรือระหว่างประเทศเพื่อผลักดันคนต่างชาติให้มีสิทธิ์ มีเสียง มีเสรีเท่าคนไทย พวกนี้จะทำงานเป็นระบบใช้ระยะเวลานานนับสิบๆปี ส่งต่อโปรเจกต์กันรุ่นต่อรุ่น ค่อย ๆ บั่นทอนและลดอำนาจที่คอยขัดขวางกลุ่มของตนหรือประเทศที่ให้การสนับสนุน ซึ่งคนเหล่านี้จะเปลี่ยนหน้าไปเรื่อย ๆ และพยายามจะเป็นร่างทรงทั้งในสภาสูงและสภาล่าง

เลือกตั้งรอบนี้  อยากได้ร่างทรงแบบไหนคนไทยทุกคนมีอำนาจมากที่สุดวันเดียวนะคะ  ในอดีตเราไม่มีโซเชียล ความตื่นรู้อาจจะไม่เท่าสมัยนี้  เอย่าก็หวังว่าอำนาจที่อยู่ในมือทุกคนขอให้ใช้มันกับร่างทรงเพื่อประเทศชาติและเพื่อประชาชนทุกคนอย่างแท้จริงนะคะ

เปิดตำนาน ‘เหมาโหลถูกกว่า’ Frank & Lillian Gilbreth คู่รักวิศวกร ผู้บุกเบิกศาสตร์การจัดการ กับการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุด" ศาสตร์แห่งการทำงานและใช้ชีวิต

Frank และ Lillian Gilbreth สามี-ภรรยา ต้นตำรับครอบครัวเหมาโหลถูกกว่า
ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา


นักอ่าน ผู้นิยมหนังสือแปล หากเป็นแฟนติดตามหนังสือแปลของหนึ่งในนักแปลผู้โด่งดังของบ้านเราคือ   เนื่องน้อย ศรัทธา (บุญเนื่อง เทพปรีชา) มักจะไม่พลาดหนังสือแปลเล่มนี้ “เหมาโหลถูกว่า (Cheaper by The Dozen)” อันเป็นผลงานของสองพี่น้องนักเขียนอเมริกันคือ Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1948 

หนังสือเล่มนี้เล่าเรื่องราวของ Frank Bunker Gilbreth และ Lillian Moller Gilbreth ผู้มีลูกชายและลูกสาวมากถึง 12 คน สามี-ภรรยาคู่นี้ต่างเป็นวิศวกรอุตสาหกรรม และผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพ ซึ่งมีส่วนร่วมในการศึกษาด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ เช่น การศึกษาการเคลื่อนไหวและปัจจัยมนุษย์ ผู้บุกเบิกทฤษฎีการจัดการเวลา รวมถึงการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific management) ในยุคแรก ๆ หนังสือเล่มนี้นอกจากจะเป็นเรื่องราวบอกเล่าถึงครอบครัวอเมริกันที่มีลูก ๆ ถึง 12 คนแล้ว ยังมีเกร็ดความรู้ทางประวัติศาสตร์ในยุคแรกเริ่มของวิศกรรมอุตสาหการ ตลอดจนการวิทยาการแห่งการจัดการเวลา ฯลฯ 

Frank มีผลงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการ "ศึกษาการเคลื่อนไหว" ซึ่งบันทึกไว้ตั้งแต่ปี 1885 หลังจากได้พบกับ Frederick Winslow Taylor ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์” ในปี 1906 คู่สามี-ภรรยาจึงได้ทุ่มเทความพยายามในการนำการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์มาใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม ทำการศึกษาการเคลื่อนไหวโดยใช้กล้องสต็อปโมชั่น รวมถึงเป็นผู้พัฒนาวิชาชีพจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กรอีกด้วย

บิดาของ Frank เสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุได้ 3 ขวบ เขาเข้าสอบเข้าสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์แต่ด้วยต้องการให้แม่ของเขาไม่ต้องลำบาก ในปี 1855 ด้วยวัย 17 ปี เขาจึงตัดสินใจไปทำงานบริษัทก่อสร้างแทนที่จะไปเรียนต่อ โดยเริ่มต้นจากการเป็นผู้ช่วยช่างก่ออิฐ ขณะที่เรียนรู้การก่ออิฐเขาได้สังเกตเห็นความแตกต่างมากมายในวิธีการและประสิทธิภาพของช่างก่ออิฐ อันเป็นจุดเริ่มต้นความสนใจของเขาในการค้นหา "วิธีที่ดีที่สุดเพียงวิธีเดียว" ในการทำงานใด ๆ เขาเรียนรู้ทุกส่วนของงานก่อสร้าง การรับเหมาก่อสร้าง และก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เขายังเรียนเขียนแบบเครื่องกลภาคค่ำ หลังจากทำงาน 5 ปีก็ได้เลื่อนเป็นหัวหน้างาน 

จากการสังเกตการทำงานของคนงานก่ออิฐ เขาได้พัฒนาโครงนั่งร้าน หลายระดับ ที่ทำให้อิฐอยู่ในระยะที่คนก่ออิฐเอื้อมถึงได้ง่าย และเริ่มจดสิทธิบัตรนวัตกรรมของเขาด้วย "โครงนั่งร้านแนวตั้ง" จากนั้นจึงพัฒนาและจดสิทธิบัตร "ห้องใต้ดินกันน้ำของ Gilbreth" เขายังคิดค้นนวัตกรรมในการก่อสร้างคอนกรีต อีกด้วย หลังจากทำงานสิบปี เมื่ออายุ 27 ปี เขาได้ลาออกเพื่อไปตั้งบริษัทของตัวเอง หลังจากบริษัทก่อสร้างของเขาปิดตัวลงราวปี 1912 เขาได้เปลี่ยนสายอาชีพไปเป็นวิศวกรด้านประสิทธิภาพและการจัดการ ต่อมาเป็นอาจารย์พิเศษที่มหาวิทยาลัย Purdue

Frank ค้นพบความถนัดของตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านประสิทธิภาพตั้งแต่ยังเป็นหนุ่มน้อยคนงานก่อสร้าง เมื่อเขาได้พยายามหาวิธีทำให้การก่ออิฐเร็วขึ้นและง่ายขึ้น ในช่วงหลังของอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ความร่วมมือนี้ได้พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกับ Lillian ภรรยาของเขา ทั้งคู่ศึกษาพฤติกรรมการทำงานของพนักงานฝ่ายผลิตและพนักงานธุรการในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เพื่อหาวิธีเพิ่มผลผลิต และทำให้งานของพนักงานเหล่านั้นง่ายขึ้น สองสามี-ภรรยาได้ก่อตั้งบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อ Frank B. Gilbreth, Inc. (เปลี่ยนชื่อเป็น Gilbreth, Inc. หลังจากการเสียชีวิตของ Frank) นอกจากนี้ Frank ยังเป็นผู้สนับสนุนสัญญาแบบ "ต้นทุนบวกค่าคงที่" ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอย่างแข็งขัน ซึ่งเขาได้อธิบายวิธีการนี้ในบทความในนิตยสาร Industrial Magazine ในปี 1907 โดยเปรียบเทียบกับวิธีการกำหนดราคาคงที่และราคาสูงสุดที่รับประกัน 

หลังจากที่ Frank เสียชีวิตในปี 1924 ภรรยาของเขา Lillian ผู้เป็นนักจิตวิทยาอุตสาหกรรม ยังคงบริหารบริษัทที่ปรึกษาด้านการจัดการต่อ และควบคู่ไปกับทำการวิจัย เขียน และสอน นอกเหนือจากการให้คำปรึกษาแก่ธุรกิจและผู้ผลิต เธอยังมีส่วนร่วมในองค์กรวิชาชีพต่าง ๆ เช่นสมาคมวิศวกรเครื่องกลแห่งอเมริกา เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดจากผลงานของเธอในฐานะวิศวกรอุตสาหกรรมและผู้บุกเบิกในสาขาทฤษฎีการจัดการ โดย Lillian ได้รับฉายาว่าเป็น "สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งวงการวิศวกรรมของอเมริกา" เธอได้นำการฝึกอบรมด้านจิตวิทยามาใช้ในการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว และแสดงให้เห็นว่า บริษัทและอุตสาหกรรมต่าง ๆ สามารถปรับปรุงเทคนิคการจัดการ ประสิทธิภาพ และผลผลิตได้อย่างไร การวิจัยและการเขียนอย่างกว้างขวางของ Lillian ทั้งในส่วนของตัวเธอเองและร่วมกับสามีของเธอเน้นย้ำถึง "องค์ประกอบของมนุษย์ในการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์" 

ความเชี่ยวชาญและการมีส่วนร่วมที่สำคัญของ Lillian ในสาขาการจัดการเชิงวิทยาศาสตร์คือ การบูรณาการกระบวนการทางจิตวิทยาและจิตใจเข้ากับการศึกษาเวลาและการเคลื่อนไหว เธอยังช่วยทำให้การศึกษาประเภทนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ Lillian ยังเป็นหนึ่งในบุคคลแรก ๆ ที่จัดตั้งหลักสูตรวิศวกรรมอุตสาหกรรมในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยด้านวิศวกรรม หนังสือของ Lillian เรื่อง The Psychology of Management (1914) เป็นผลงานชิ้นสำคัญในช่วงต้นในประวัติศาสตร์ความคิดทางวิศวกรรมและเป็นเล่มแรกที่ผสมผสานจิตวิทยากับองค์ประกอบของทฤษฎีการจัดการ Lillian มีบทบาทต่อสังคมอเมริกันในยุคนั้นมากมาย โดยเฉพาะบทบาทของสตรีในวงการวิศวกรรมอุตสาหการ 

ในปี 1950 Lillian เป็นสตรีคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกด้านวิศวกรรมศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Purdue สองปีหลังจากที่เธอเกษียณจากมหาวิทยาลัย ปี 1962 อาคารวิศวกรรมอุตสาหกรรมที่มหาวิทยาลัยโรดไอส์แลนด์ ซึ่งสร้างเสร็จในปีก่อนหน้านั้น ได้รับการอุทิศให้กับ Lillian และ Frank Gilbreth สามีของเธอเพื่อเป็นการยกย่องผลงานบุกเบิกด้านวิศวกรรมอุตสาหกรรมของพวกเขารางวัลด้านวิศวกรรมหลายรางวัลได้รับการตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lillian สถาบันวิศวกรรมแห่งชาติได้จัดการบรรยาย Lillian M. Gilbreth ในปี 2001 เพื่อยกย่องวิศวกรชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่โดดเด่น รางวัลเกียรติยศสูงสุดที่มอบโดยสถาบันวิศวกรอุตสาหกรรมคือรางวัล Frank and Lillian Gilbreth Industrial Engineering Award สำหรับ "ผู้ที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนเองด้วยการมีส่วนร่วมต่อสวัสดิภาพของมนุษยชาติในสาขาวิศวกรรมอุตสาหกรรม" รางวัลศาสตราจารย์ดีเด่น Lillian M. Gilbreth ที่มหาวิทยาลัย Purdue มอบให้แก่สมาชิกของภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหกรรม สมาคมวิศวกรสตรีมอบทุนการศึกษาอนุสรณ์ Lillian Moller Gilbreth ให้แก่นักศึกษาวิศวกรรมหญิง ปี 2018 วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัย Purdue ได้จัดตั้งโครงการทุนวิจัยหลังปริญญาเอก Lillian Gilbreth อันทรงเกียรติ เพื่อดึงดูดและเตรียมความพร้อมบุคคลที่มีความโดดเด่นซึ่งเพิ่งได้รับปริญญาเอก เพื่อประกอบอาชีพในแวดวงวิชาการด้านวิศวกรรมศาสตร์ ผ่านการวิจัยแบบสหวิทยาการ การฝึกอบรม และการพัฒนาวิชาชีพ

Lillian เสียชีวิตหลัง Frank เกือบห้าสิบปีต่อมาในปี 1972 โดยแหล่งเก็บเอกสารสำคัญของ Lillian และ Frank อยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย Purdue ในส่วนของ Lilian เองมีอยู่ที่ศูนย์จดหมายเหตุของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์อเมริกันแห่งชาติสมิธโซเนียนในวอชิงตัน ดี.ซี. และ หอจดหมายเหตุและเอกสารพิเศษ ในเวสต์ลาฟาแยต รัฐอินเดียนา ลูก ๆ ของสามี-ภรรยาคู่นี้สองคนยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของพวกเขาในหนังสือเกี่ยวกับชีวิตครอบครัวของพวกเขาด้วย ได้แก่ หนังสือขายดีชื่อ Cheaper by the Dozen (1948) ซึ่งเขียนโดย Frank Bunker Gilbreth Jr. และ Ernestine Gilbreth Carey ลูกชายและลูกสาวของพวกเขา ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1950 หนังสือภาคต่อชื่อ Belles on Their Toes (1950) ก็ได้ถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ภาคต่อในปี 1952 เช่นกัน Frank Bunker Gilbreth Jr. ยังได้แสดงความระลึกถึงมารดาของเขาในหนังสือ Time Out for Happiness (1972) อีกด้วย

เรื่อง: ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

👉ติดตามผลงาน อาจารย์ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล เพิ่มเติมได้ที่: https://thestatestimes.com/author/ดร.ปุณกฤษ%20ลลิตธนมงคล

รูปปั้นข่มอำนาจ!! เปิดตำนานความเชื่ออุษาคเนย์ วิเคราะห์นัยยะเขมรสร้าง "เทพ 8 กร" เชื่อสร้างขึ้น "สะกดอาเพศ-ข่มเพื่อนบ้าน" ความเชื่อในอุษาคเนย์ที่อินเดียอาจไม่เข้าใจ

รูปปั้นข่มอำนาจ  หลักความเชื่อที่เกิดขึ้นจริงในอุษาคเนย์

จากกรณีที่มีเสียงโวยวายของสาธุชนคนฮินดูที่มีต่อการทำลายเทวรูปพระวิษณุที่ฝั่งกัมพูชาสร้าง  วันนี้เอย่าจะมาถอดรหัสวิเคราะห์กันว่าเหตุใดกัมพูชาจึงเลือกที่จะสร้างพระวิษณุ ณ จุดตรงนี้ทำไมทางกัมพูชาจึงเลือกสร้างเทวรูปแทนที่  มีผู้สันทัดกรณีตั้งข้อสังเกตว่าสิ่งที่ฝั่งกัมพูชาสร้างนั้นไม่ใช่เทวสถานแต่เป็นรูปปั้นเฉยๆ

โดยประติมากรรมขนาดใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ตรงบริเวณด้านตะวันออกของอาคารคาสิโนที่กำลังก่อสร้าง ปากทางช่องอานม้า ใกล้กับอนุสาวรีย์ตาอม เป็นเทพเจ้า 8 กร เป็นศิลปะแบบช่างเขมรสมัยใหม่ที่เลียนแบบมาจากประติมากรรมโบราณที่ปราสาทนครวัด พระเศียรสวมอุณหิสทรงกระบังแบบโบราณ กรอศอเป็นงานประยุกต์ลวดลายขึ้นใหม่มีสังวาลรัด พระหัตถ์ทั้ง 8 ถือของมงคลแต่ละอย่างแตกต่างกันไปอยู่บนแท่นสูง  โดยหลักความเชื่อในการสร้างครั้งนี้ มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่านอกจากเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนแล้วในคติพราหมณ์–ฮินดู  มีการตีความถึงความมีอำนาจของรัฐ ความมีสิทธิ์ชอบธรรมในการปกครองพื้นที่ตรงนั้น  

ซึ่งหากเมื่อวิเคราะห์จากภาพจะเห็นว่าในดินแดนแถบนั้นของกัมพูชาประชาชนไม่ได้นับถือศาสนาฮินดู บวกกับแท่นขององค์วิษณุก็ไม่ได้มีแท่นสำหรับการบูชาอย่างใด  นั่นจึงน่าจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าการสร้างเทวรูปในครั้งนี้หวังผลทางจิตใจหรือไสยศาสตร์มากกว่าการหวังผลทางศาสนา  ผู้สันทัดกรณีอีกท่านเสริมว่าหากมองด้านภูมิศาสตร์การปกครองแล้วการสร้างเทวรูปของฝ่ายกัมพูชาคือการปักเขตแดนของกัมพูชาอีกแบบหนึ่งทั้งทางโลกและทางจิตวิญญาณประหนึ่งว่าหากใครมารุกรานจะเกิดอาเพศแก่บ้านเมืองผู้รุกรานนั้น

หากกล่าวถึงการสร้างรูปปั้นเพื่อข่มอำนาจของประเทศข้างเคียงในระแวกประเทศไทยนั้น มีให้เห็นหลายที่ เอาที่เอย่าเห็นชัดเจนที่สุดคือการที่ฝั่งเมียนมามีการสร้างอนุสาวรีย์บุเรงนองที่เมืองท่าขี้เหล็กและเมืองเกาะสองในเมียนมา  มีเรื่องเล่ากันว่าการสร้างอนุสาวรีย์ทั้งสองแห่งเพื่อแสดงถึงอำนาจในพื้นที่  

แต่ทว่าที่ไทยในอำเภอแม่สายก็มีการสร้างรูปปั้นแมงป่องดำ ซึ่งคำว่าแมงป่องดำนั้นมีหลายสายให้ข้อมูลว่า  แมงป่องดำ นั้นในสมัยโบราณถือว่าเป็นแมงป่องที่มีพิษร้ายแรงมาก  ส่วนอีกทางมีการเปรียบเทียบว่าแมงป่องดำ เพราะในทางความเชื่อของล้านนามีความเชื่อว่า แมงป่องเป็นสัตว์ที่มีพลังคุ้มครองและพลังด้านการข่มศัตรู  ส่วนสีดำตีความเป็น อำนาจ การป้องกัน และการสะกดภัย  

ดังนั้นหากแปลกันแล้วว่าฝั่งเมียนมาหากต้องการแผ่อำนาจมาฝั่งไทยก็สามารถกันพลังอำนาจของฝั่งเมียนมาไม่ให้ข้ามฝั่งมาได้  แต่ส่วนทางฝั่งระนองนั้นแม้ฝั่งไทยไม่ได้มีการทำอนุสาวรีย์เพื่อสร้างอำนาจต้านทานและฝั่งไทยกับสร้างอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 แทน ซึ่งถอดความหมายว่าเป็นหากฝั่งเมียนมาจะแผ่อำนาจมา  ฝั่งไทยเราจะใช้การทูต และสันติไมตรีในการสร้างการปกครองให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขนั่นเอง

เมื่อหันกลับมามองที่กัมพูชาแล้ว  บางทีการสร้างเทวรูปดังกล่าวอาจจะเป็นการสร้างอำนาจเพื่อข่มไทยเสียมากกว่าการที่สร้างมาเป็นเทวสถานสำหรับผู้ศรัทธา  แต่ก็อย่างว่าที่อินเดียจะไม่เข้าใจเรื่องการนำเทวรูปมาทำพิธีการสร้างอำนาจเพราะความเชื่อด้านไสยศาสตร์ในภูมิภาคนี้นั่นเอง

ทรัมป์ลุยโจมตีไอซิส!! สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีเป้ากลุ่มไอซิส เป้าหมายอยู่ในไนจีเรียตะวันตกเฉียงเหนือ "การโจมตีที่ทรงพลังและร้ายแรง" เป็นคำประกาศ กองทัพเตรียมโจมตีซ้ำถ้าความรุนแรงดำเนินต่อ

(26 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่ากองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉาก "การโจมตีที่ทรงพลังและร้ายแรง" ต่อเป้าหมายที่เขาอ้างว่าเป็นของกลุ่มไอซิส ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรียเมื่อคืนวันพฤหัสบดี

ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธ โซเชียล ว่า "คืนนี้ ตามคำสั่งของผมในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด สหรัฐอเมริกาได้เปิดฉากการโจมตีที่ทรงพลังและร้ายแรงต่อพวกขยะก่อการร้ายไอซิสในตะวันตกเฉียงเหนือของไนจีเรีย ซึ่งกำลังเล็งเป้าและสังหารอย่างโหดเหี้ยม โดยเฉพาะชาวคริสต์ผู้บริสุทธิ์ ในระดับที่ไม่เคยเห็นมาหลายปี และถึงขั้นหลายศตวรรษ"

นอกจากจะทำการโจมตีหลายครั้งแล้ว 'โดนัลด์ ทรัมป์' ยังส่งสัญญาณเตือนว่าอาจมีการโจมตีเพิ่มเติม หากความรุนแรงจากกลุ่มไอซิสยังคงดำเนินต่อไป

การโจมตีนี้สะท้อนถึงความพยายามของสหรัฐฯ ในการปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายไอซิสที่ขยายอิทธิพลในภูมิภาคไนจีเรีย ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีความรุนแรงทางศาสนาและการก่อการร้ายสูงในแอฟริกา

ที่มา : Sputnik

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ปกป้องชาติทำไมกลายเป็นผิด รู้ทัน 'Cognitive Warfare' สงครามทางความคิดที่อันตรายกว่ากระสุน ใช้วาทกรรมบิดเบือนเปลี่ยนเหยื่อเป็นผู้ร้าย ทำสังคมลังเลที่จะปกป้องอธิปไตย

จากสนามรบสู่สนามความคิด: ทำความเข้าใจ Cognitive Warfare ในสังคมไทย

ในสถานการณ์ปัจจุบัน เราไม่ได้กำลังเผชิญกับสงครามเพียงรูปแบบเดียว หากแต่กำลังอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งซ้อนทับกันอย่างน้อยสามระดับ ซึ่งทำงานสัมพันธ์กันเป็นระบบ และส่งผลต่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ระดับแรกคือสงครามในความหมายดั้งเดิม นั่นคือความขัดแย้งด้านความมั่นคงและชายแดน เป็นสงครามที่มีพื้นที่ มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บ มีความสูญเสียของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภาพของคนขาขาด บ้านเรือนเสียหาย หรือพลเรือนที่ได้รับผลกระทบ เป็นสิ่งที่ไม่ต้องอธิบายมาก ทุกคนเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือภัยคุกคามต่อชาติและอธิปไตย

ระดับที่สองคือสงครามทางการเมืองภายใน ซึ่งอันตรายไม่แพ้กัน เพราะมันทำให้สังคมอ่อนแรงจากภายใน เกิดสภาวะแตกแยก ขาดฉันทามติ และนำไปสู่การตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด หากประเทศเลือกผู้นำหรือกลไกทางอำนาจที่ไม่ยึดโยงกับผลประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง ก็ย่อมเปิดช่องให้ฝ่ายตรงข้ามหรือศัตรูภายนอกได้เปรียบโดยไม่ต้องใช้กำลังใด ๆ เลย

แต่เหนือกว่าสองระดับแรก คือสงครามรูปแบบที่อันตรายที่สุด และหลายคนยังไม่รู้ตัวว่ากำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ สงครามทางความคิด หรือ Cognitive Warfare

ในเชิงวิชาการ Cognitive Warfare คือการโจมตีที่มุ่งเป้าไปยัง “กระบวนการรับรู้และการตัดสินใจ” ของประชาชน ไม่ได้ใช้กระสุน ไม่ได้ใช้รถถัง แต่ใช้ข้อมูล วาทกรรม อารมณ์ และกรอบความคิดเป็นอาวุธ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้แพ้ในสนามรบ แต่ทำให้สังคม คิดผิด ตีความผิด และตัดสินใจผิด โดยที่ผู้คนยังเชื่อว่านั่นคือความคิดของตนเอง

สิ่งที่ทำให้สงครามทางความคิดรุนแรงยิ่งขึ้นในยุคนี้ คือมันเกิดขึ้นเป็นหลักบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ข้อมูลแพร่กระจายเร็ว ถูกคัดเลือกด้วยอัลกอริธึม และเจาะจงอารมณ์ของผู้รับสารได้อย่างแม่นยำ ความจริงจึงไม่จำเป็นต้องถูกทำให้หายไป เพียงแค่ถูกจัดวางใหม่ในกรอบที่บิดเบี้ยว ก็เพียงพอที่จะเปลี่ยนการรับรู้ของสังคมทั้งสังคมได้แล้ว

เราจะสังเกตเห็นสัญญาณของ Cognitive Warfare ได้จากคำถามง่าย ๆ ที่หลายคนเริ่มตั้งกับตัวเองในช่วงนี้ เช่น
“เราปกป้องชาติบ้านเมืองของเรา ทำไมเรากลายเป็นฝ่ายผิด”
“เราอยู่ของเรา ประชาชนเราถูกยิง บาดเจ็บ สูญเสีย แต่พอเราตอบโต้กลับ ทำไมเราถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้รุกราน”
“ทำไมการปกป้องตัวเองถึงถูกนิยามใหม่ว่าเป็นความคลั่งชาติ”

เมื่อมีนักวิชาการหรือผู้มีอิทธิพลทางความคิดออกมาบอกว่า การรักชาติหรือการปกป้องอธิปไตยคือความสุดโต่ง ทั้งที่บริบทคือการป้องกันตนเอง นั่นไม่ใช่เพียงความเห็นต่างทางวิชาการธรรมดา แต่คือผลลัพธ์ของสงครามทางความคิดที่กำลังทำงานอยู่

Cognitive Warfare ไม่ได้สั่งให้ใครเชื่อโดยตรง แต่ทำให้ผู้คนเริ่ม “ลังเลในสิทธิของตนเอง” เริ่มตั้งคำถามกับการป้องกันประเทศ เริ่มรู้สึกผิดกับการยืนอยู่ข้างบ้านของตัวเอง และในที่สุดก็อาจนำไปสู่การเลือกทางการเมืองที่อ่อนแอ เปิดช่องให้ผลประโยชน์ของชาติถูกลดทอนโดยไม่รู้ตัว

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม ในภาคประชาชน สิ่งที่ต้องระมัดระวังมากที่สุดไม่ใช่แค่ข่าวปลอมหรือข้อมูลผิด แต่คือกรอบความคิดที่กำลังถูกปลูกฝังอย่างแนบเนียน การดู การฟัง และการอ่านในช่วงนี้จึงต้องมาพร้อมกับการตั้งคำถามว่า ข้อมูลนี้กำลังพาเราไปสู่การปกป้องตัวเอง หรือกำลังทำให้เราอ่อนแรงลง

เพราะในท้ายที่สุด ต่อให้เราชนะในสนามรบ แต่ถ้าแพ้ในสนามความคิด ต่อให้เรามีกองทัพเข้มแข็ง แต่สังคมตัดสินใจผิด ประเทศก็ยังแพ้ได้อยู่ดี

และนั่นแหละ คือแก่นแท้ของ Cognitive Warfare ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้

ทำไมเราถึงควรมีเพื่อน แบบ ‘คุริริน’ สักคนในชีวิต

หากพูดถึงการ์ตูนระดับตำนานอย่าง Dragon Ball หลายคนอาจจะนึกถึงความเก่งกาจระดับจักรวาลของซุนโกคู   ความอำมหิตเลือดเย็นของฟรีเซอร์ หรือความทะนงตัวแบบสุดโต่งของเบจิต้า แต่ถ้าเรามองย้อนกลับมาในมุมของ "มิตรภาพและความเป็นมนุย์" ตัวละครที่คู่ควรกับการเป็นต้นแบบเพื่อนแท้ที่สุด ไม่ใช่ชาวไซย่าผู้ทรงพลัง แต่คือผู้ชายชาวโลกธรรมดาตัวเล็กๆที่ชื่อ "คุริริน"

ทำไม ใดๆDigestถึงบอกว่าในชีวิตจริงที่แสนวุ่นวายนี้ เราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินไว้สักคน นี่คือเหตุผลครับ

1. คุริรินคือ "คนธรรมดา" ที่พยายามยืนเคียงข้างเพื่อนของเขาเสมอ
ในขณะที่เพื่อนคนอื่นๆ อาจจะเก่งกาจเป็นอัจฉริยะ (โดยเฉพาะบรรดาชาวไซย่าทั้งหลาย) แต่คุริรินคือ "มนุษย์โลก" ที่มีขีดจำกัดชัดเจน เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้มีพลังระดับทำลายล้างโลกได้ แต่เขาก็ไม่เคยหนีไปไหนในยามที่เพื่อนตกที่นั่งลำบาก คุริรินคือคนที่จะไม่ทิ้งเพื่อนไปเพียงเพราะเขาช่วยไม่ได้ทั้งหมด แต่เขาจะเลือกยืนอยู่ข้างๆ และสู้ไปพร้อมกับเพื่อนเท่าที่แรงเขาจะมี

2. ความซื่อสัตย์ระดับที่ "ตายแทนกันได้"
เราคงจำฉากบนดาวนาเม็กหรือตอนสู้กับนัปป้าได้ คุริรินมักจะเป็นคนที่ต้องเผชิญหน้ากับความกลัวสุดขีด แต่เขาก็ยังก้าวออกไปเพื่อปกป้องเพื่อน เอาตัวเองเข้าขวางระหว่างเพื่อนและอันตรายตรงหน้าเสมอ ความตายของคุริรินหลายครั้งคือจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้โกคูระเบิดพลัง (เช่น การเป็นซูเปอร์ไซย่าครั้งแรก)
การมีเพื่อนที่รักและหวังดีกับเราอย่างจริงใจจนสามารถเป็น "แรงผลักดัน" ให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้ คือสมบัติที่มีค่าที่สุดในชีวิต

3. เขาคือ "เสียงแห่งเหตุผล" และความเห็นอกเห็นใจ
ในขณะที่ตัวเอกอาจจะมุ่งแต่จะสู้หรือทำตามเป้าหมาย คุริรินมักจะเป็นคนที่คอยเตือนสติ คอยดูแลความรู้สึกของคนรอบข้าง เขาเป็นตัวประสานรอยร้าวในกลุ่ม และเป็นคนที่ทำให้บรรยากาศตึงเครียดผ่อนคลายลงด้วยอารมณ์ขันและความถ่อมตัว

4. เขาพร้อมจะเติบโตไปกับคุณ
คุริรินเริ่มต้นจากการเป็นคู่แข่งที่ชอบแก่งแย่งกับโกคูในสำนักของผู้เฒ่าเต่า แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับเปลี่ยนความอิจฉาให้กลายเป็นความนับถือและมิตรภาพที่แน่นแฟ้น เขาคือตัวอย่างของเพื่อนที่พร้อมจะยอมรับความสำเร็จของเราโดยไม่ริษยา และยินดีที่จะเติบโตไปในเส้นทางของตัวเองอย่างมั่นคง รวมทั้งเป็นลมใต้ปีกที่คอยผลักดันเพื่อนอย่างจริงใจ

ทำไมต้องเป็นคุริริน?
เพราะชีวิตจริงเราไม่ได้ต้องการแค่คนที่พยุงเราให้บินได้ แต่เราต้องการ "ใครสักคนที่พร้อมจะเดินต้วมเตี้ยมไปบนพื้นดินพร้อมกับเรา" ในวันที่เราเหนื่อยล้า คุริรินอาจไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่เขาคือคนที่ "จริงใจ" ที่สุดในชีวิตของซุนโกคู

เมื่อถึงเวลาคุริรินเลือกที่จะสร้างครอบครัวกับหมายเลข 18 และมีลูกสาว เขาสอนเราว่าชีวิตไม่ได้มีแค่การแข่งขันและการเป็นที่หนึ่ง ความสุข ความรัก และครอบครัวก็มีค่าเท่าๆ กัน หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ

แม้คุริรินจะเป็นหนึ่งในนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก (ในมาตรฐานของมนุษย์) แต่เขาไม่เคยหยิ่งผยอง เขารู้ว่ายังมีคนที่แข็งแกร่งกว่า และเขาก็โอเคกับมัน เขายอมรับและเฉลิมฉลองความสำเร็จของเพื่อนๆ โดยไม่อิจฉา

ในโลกที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและอีโก้ การมีเพื่อนที่อ่อนน้อมถอมตนและไม่รู้สึกขมขื่นกับความสำเร็จของคุณ เป็นของขวัญอันล้ำค่า

คุริรินสอนเราว่ามิตรภาพที่แท้จริงไม่ได้วัดจากความแข็งแกร่ง ความสำเร็จ หรือความสามารถ แต่วัดจากความจริงใจ ความภักดี ความกล้าหาญ และหัวใจที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างกันในทุกสถานการณ์

ในชีวิต เราอาจไม่ต้องการเพื่อนที่เป็นซูเปอร์ฮีโร่หรือคนที่สมบูรณ์แบบ แต่เราต้องการเพื่อนที่เป็นมนุษย์ เป็นคนจริง และจริงใจกับเรา เพื่อนแบบคุริรินจะเตือนเราให้ระลึกอยู่เสมอว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญจริงๆ ในชีวิต พวกเขาจะไม่ผลักดันให้เราไล่ตามความสำเร็จจนลืมความสุข แต่จะช่วยให้เราไม่ลืมภาพใหญ่ของชีวิตและเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรามีเสมอ

การมีเพื่อนแบบคุริรินเพียงคนเดียว จึงอาจมีค่ามากกว่าการมีคนรู้จักนับพันคน และเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรมีเพื่อนแบบคุริรินสักคนในชีวิต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top