Wednesday, 1 July 2026
COLUMNIST

ชี้มูลอดีตผู้ว่าฯ ปปช. ชี้มูล “จำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา” ร่ำรวยผิดปกติ 321.67 ล้าน ส่งอัยการยึดทรัพย์แผ่นดิน แจ้งผู้บังคับบัญชาไล่ออกทันที

คณะกรรมการ ปปช. ชี้มูลความผิด นายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช พังงา และสตูล ฐานร่ำรวยผิดปกติไม่สอดคล้องกับรายได้และไม่สามารถพิสูจน์แหล่งที่มาได้

โดยตรวจพบทรัพย์สินรวมของนายจำเริญ คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ มูลค่ารวมกว่า 321,670,858.30 บาท

ประกอบด้วย
1.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชี นายจำเริญ 1 บัญชี เป็นเงิน 1,488,514.80 บาท
2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส 13 บัญชี รวมเป็นเงิน 260,846,734.80 บาท
3.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในชื่อของคู่สมรส 22 รายการ รวมมูลค่า 47,445,608.70 บาท
4.ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างในชื่อของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 1 รายการ มูลค่า 5,690,000 บาท (รวมค่าตกแต่งและอุปกรณ์)
5.รถยนต์ในชื่อของคู่สมรส 6 คัน รวมมูลค่า 6,200,000 บาท

ปปช.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องขอยึดทรัพย์สินให้ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมแจ้งคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการลงโทษไล่ออก นายจำเริญเคยเริ่มงานจากปลัดอำเภอจนถึงผู้ว่าฯ หลายจังหวัด ก่อนลาออกจากราชการเมื่อ 10 เม.ย. 66

มีข้อร้องเรียนเรื่องความไม่โปร่งใส เช่น กรณีติดตั้งเสาไฟฟ้าโซล่าเซลล์ราคาสูงผิดปกติในนครศรีธรรมราช และจัดซื้อปลูกต้นไม้ราคาแพงในพังงา เป็นปมคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานในอดีต

การชี้มูลนี้สะท้อนความพยายามของ ปปช. ในการตรวจสอบความโปร่งใส และบทลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมอย่างจริงจังเพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสาธารณะ

ตัดงบอาหาร!! เห็นด้วยลดค่าอาหาร สส. ลดผู้ช่วย สส. จาก 8 เหลือ 3 ประหยัดงบได้แค่ไหน เป็นประเด็นถกเถียงที่ควรพูดคุย สะท้อนวัฒนธรรมการใช้เงินภาครัฐ

เห็นด้วยตัดค่าอาหาร สส. กับลดผู้ช่วย…ข้อเสนอที่ควรคุยกันจริงจัง

ส่วนตัว #นายหัวไทร เห็นด้วยกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยภักดี ที่เสนอให้ ยกเลิกงบค่าอาหารกลางวันของ ส.ส. พร้อมกับ ลดจำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญ ส.ส. จาก 8 คน เหลือ 3 คน เป็นประเด็นที่น่าหยิบมาถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังในสังคมไทย

เหตุผลหลักของข้อเสนอนี้ไม่ซับซ้อนเลย
ส.ส.มีเงินเดือนและค่าตอบแทนสูงอยู่แล้ว ระดับ แสนกว่าบาทต่อเดือน เมื่อรวมกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ก็ถือว่าอยู่ในระดับรายได้ที่สูงกว่าคนทำงานส่วนใหญ่ในประเทศอย่างมาก

เมื่อมีรายได้ในระดับนี้ คำถามที่ตามมาคือ
จำเป็นแค่ไหนที่รัฐสภาจะต้องใช้งบประมาณแผ่นดินไปเลี้ยงอาหาร ส.ส.อีก น่าจะเลี้ยงตัวเองได้อย่างไม่ยากแค้นอะไร

งบประมาณรัฐสภาไม่ได้มีแค่เงินเดือนเท่านั้น แต่ยังมี
• ค่าเบี้ยประชุม
• ค่าเดินทาง
• ค่าที่พักในบางกรณี

ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นเงินภาษีของประชาชน

ในมุมมองหนึ่ง เมื่อรัฐสภาจ่ายค่าตอบแทนให้สูงอยู่แล้ว
ส.ส.ก็ควรสามารถนำเงินเหล่านั้นมาดูแลค่าใช้จ่ายส่วนตัวของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหารหรือค่าใช้จ่ายประจำวันอื่น ๆ

ลองมองย้อนกลับไปยังโลกของการทำงานทั่วไป
ทั้งใน บริษัทเอกชน ห้างร้าน หรือหน่วยงานราชการจำนวนมาก แทบไม่มีระบบ “เลี้ยงอาหาร” ให้พนักงานเป็นเรื่องปกติ

หากจะมีบ้าง ก็มักเกิดขึ้นกับ พนักงานระดับล่าง ที่มีรายได้ไม่สูงนัก เพื่อช่วยบรรเทาค่าครองชีพให้สามารถอยู่ได้ในแต่ละวัน หรือการทำงานกะกลางคืน

แต่ในกรณีของ ผู้แทนราษฎร ที่มีรายได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศหลายเท่า การใช้งบประมาณเพื่อเลี้ยงอาหารจึงดูเป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามได้

เช่นเดียวกับเรื่อง จำนวนผู้ช่วยและผู้เชี่ยวชาญของ ส.ส.การมีผู้ช่วยถึง 8 คนต่อ ส.ส.หนึ่งคน ถือว่าเป็นโครงสร้างที่ใช้งบประมาณไม่น้อยเลย เมื่อคิดรวมทั้งสภา

ที่สำคัญผู้ช่วย ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการ ส่วนใหญ่แต่งตั้งเครือญาติ หัวคะแนนเข้ามาทำงาน ไม่ได้พิจารณาถึงความรู้ความสามารถเป็นด้านหลัก และอยากรู้ว่า สส.แบ่งสรรงานให้ผู้ช่วยฯผู้ชำนาญการ ผู้เชี่ยวชาญอย่างไร ใครควรคุม ใครประเมินผลการปฏิบัติงาน

ข้อเสนอให้ลดเหลือ 3 คน จึงเป็นแนวคิดที่น่าพิจารณา เพราะยังคงมีทีมงานช่วยทำงานได้ แต่ก็ช่วยลดภาระงบประมาณของรัฐลงอย่างมีนัยสำคัญ

ท้ายที่สุด ประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักคิดสำคัญของการเมืองไทย คือ

“ผู้แทนประชาชนควรใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างประหยัดเพียงใด”

หากรัฐสภา ซึ่งเป็นองค์กรที่ออกกฎหมายและตรวจสอบการใช้เงินแผ่นดิน ยังสามารถแสดงตัวอย่างของ ความประหยัดและความรับผิดชอบต่อภาษีประชาชน ได้มากขึ้น ก็อาจช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองไทยได้ไม่น้อย

บางครั้ง การตัดค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ อย่าง “ค่าอาหาร” อาจไม่ใช่เรื่องของมื้อข้าวเพียงจานเดียว
แต่มันสะท้อนถึง วัฒนธรรมการใช้เงินของผู้มีอำนาจ ว่าจะใกล้หรือไกลจากชีวิตของประชาชนแค่ไหน

ตั้งเป็นกระทู้ไว้เพื่อให้ได้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อประโยชน์ในการใช้เงินภาษีของประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ภูฎานโดนแบนวีซ่า!! สหรัฐแบนภูฎานเพราะเปอร์เซ็นต์เกิน เบื้องหน้าอ้างปัญหาตรวจคนเข้าเมือง เบื้องหลังอาจโยงสมการการเมืองระหว่างประเทศ บทบาทรัฐกันชนเดิมเริ่มสั่นคลอน

ถอดรหัส ทำไมภูฎาน เป็นหนึ่งในประเทศที่อเมริกาแบนวีซ่า

ความจริงเอย่ามีเรื่องจะเขียนมากมายในอาทิตย์นี้อย่างเช่นเรื่องของเรือมยุรีนารี ที่ใครๆก็มองว่าน่าจะเป็นเกมส์ของมหาอำนาจที่พยานามดึงไทยเข้าเป็นคู่ขัดแย้งกับอิหร่าน เพราะ ณ วันนี้ประชาโซเชียลพร้อมใจเทหน้าตักเชียร์อิหร่านกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตู แต่กับกลายเป็นว่าแผนเหตุการณ์ที่หวังให้เกิดชาตินิยมต่อต้านอิหร่านในไทยกลับตาลปัตร คนไทยในโซเชียลประสานเสียงด่ากัปตันและลูกเรือ กองทัพเรือไทยโชว์หลักฐาน ว่าเตือนแล้ว 3 รอบ ส่วนรัฐบาลไทยก็ตีเนียน เพราะอาศัยการยังไม่เปิดสมัยสภาทำเป็นไม่รับผิดชอบเรื่องความขัดแย้ง แต่ช่วยเรือลูกเรือคนไทยเท่านั้น งานนี้ซีไอเอในไทยคงเหวอเพราะคิดกับที่คาดแบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลย

เอาเป็นว่าเรื่องนี้จบไปดีกว่าทเอย่าเพิ่งมีข่าวสดๆร้อนๆไม่นานมานี้เรื่องที่ว่าทำไมอเมริกาแบนวีซ่าการย้ายถิ่นฐานของชาวภูฎาน

ถ้าหาจากข้อมูลจะพบว่ามีข้อมูลระบุชาวภูฎานหลบหนีเข้าเมืองสหรัฐสูงถึง 20%

ข้อมูลจากEntry/Exit Overstay Report ของกระทรวงความมั่นคงมาตุภูมิสหรัฐ (DHS) ระบุว่า
ในปี 2024 คนไทยเข้าสหรัฐมีจำนวน 69,445 คน และ overstay 2,106 คิดเป็น 3% ในขณะที่ชาวภูฎานเข้าสหรัฐในปีเดียวกันมี 180 คน และมี overstay 48 คน คิดเป็น 27% อันนี้ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าสหรัฐเอาจำนวนเปอร์เซ็นต์มาตัดสินหรือเอามาตรฐานอะไรมาตัดสินกันแน่ แต่ถ้ามองไปลึกๆถึงอดีตของภูฎาน ทุกคนน่าจะทราบนะคะว่า ภูฎานเป็นประเทศที่เพิ่งเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์​
มาเป็นประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์ในยุคของกษัตริย์ จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก นี่เอง ประเด็นที่น่าสนใจคือ แท้จริงแล้วอินเดียกับภูฏานมีความสัมพันธ์แบบ “รัฐในอารักขาโดยพฤตินัย มาตั้งแต่ปี 1949 โดยมีสนธิสัญญาที่เซ็นต์กันมาโดยเนื้อหาหลักๆคือ

1. อินเดียควบคุมนโยบายต่างประเทศของภูฏาน รวมถึงภูฏานไม่ทำการทูตหรือข้อตกลงสำคัญกับประเทศอื่นโดยไม่ปรึกษาอินเดียก่อน
2. อินเดียให้ความช่วยเหลือด้านความมั่นคง กล่าวคืออินเดียจะสนับสนุนด้านกองทัพและอาวุธเพื่อป้องกันภูฎาน
3. อินเดียให้เงินสนับสนุนและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ไฟฟ้าและถนนหนทาง
4. อินเดียคืนพื้นที่ Dewangiri ปัจจุบันคือเมือง Deothang ซึ่งอังกฤษเคยยึดไปในศตวรรษที่ 19 ในสงคราม Duar War ในปี 1865

เมื่อกษัตริย์จิกมี ขึ้นครองราชย์ ก็มีการแก้ไขสนธิสัญญาในปี 2007 โดยมีข้อความที่เป็นสาระสำคัญได้รับการแก้ไขจาก
ภูฏานจะอยู่ภายใต้การชี้นำของอินเดียในด้านนโยบายต่างประเทศ เป็น ทั้งสองประเทศจะร่วมมือกันด้านความมั่นคง ประโยคนี้เอย่าสรุปให้เข้าใจง่ายคือ จากที่อินเดียมีอิทธิพลกำกับการต่างประเทศภูฏาน เป็น ภูฏานมีอธิปไตยเต็มมากขึ้น ข้อนี้พูดง่ายๆคือภูฎานจะทำอะไรไม่ต้องถามอินเดียอีก และ ในกิจการต่างประเทศภูฏานสามารถเลือกจะคบใครก็ได้เป็นอำนาจของภูฎานเอง และเชืาอว่านั่นเป็นสิ่งที่อินเดียอาจจะไม่ได้ยินดีนักแต่ก็ขัดไม่ได้

หากมองภูมิประเทศของภูฎานจะเห็นว่าทางทิศตะวันตกติดรัฐสิกขิมส่วนด้านตะวันออกติดรัฐอรุณาจัลประเทศ โดยมีทางเหนือติดทิเบต เมื่อจีนเริ่มบุกยึดทิเบตในปี 1950 อินเดียจึงเริ่มมองหารัฐกันชน แต่เหมือนกับอินเดียเริ่มตระหนักถึงภัยจากจีนจึงเลือกทำสนธิสัญญาในปี 1949 แทน แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนการที่ภูฎานเลือกจะแก้สนธิสัญญาเพราะโลกได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว และจีนไม่ได้ต้องการดินแดนแต่ต้องการพันธมิตรมากกว่าศัตรูอย่างภูฎาน

การรัฐประหารที่ล้มเหลวในภูฎานถูกจับได้ในปี 2021 โดยแผนนี้ถูกเปิดโปงและถูกจับได้เสียก่อนในขั้นตอนการวางแผน ว่ากันว่ากลุ่มผู้ก่อการนั้นคือกลุ่มที่โปรอินเดียและชาติตะวันตก และคนที่ส่งข่าวให้ทางภูฏานนั้นคือจีนนั่นเอง

เอย่าไม่รู้ว่าเหตุการณ์การไม่ออกวีซ่าครั้งนี้จะเป็นเพราะเปอร์เซ็นต์ overstay ที่สูงหรือเป็นเพราะภูฎานเริ่มมีความสนิทชิดเชื้อกับทางจีนกันแน่ แต่ที่แน่ๆคือความเป็นรัฐกันชนของอินเดียเริ่มหายไป และภูฎานเองก็เริ่มจะเปิดรับโลกภายนอกมากขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ใต้เงาอินเดียหรือใครอีกต่อไป

การเมืองใต้จับตา!! การเมืองใต้เริ่มเปลี่ยนผ่าน เมื่อคนรุ่นใหม่จากบ้านใหญ่ก้าวสู่เวทีใหญ่ “สรรเพชญ บุญญามณี” คนรุ่นใหม่มาแรง ลุ้นนั่ง รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด

‘สรรเพชญ บุญญามณี’ ทายาทการเมืองบ้านเขารูปช้าง ติดโผ รมช.คมนาคม อายุน้อยสุด ในวัย 35 ปี เต็ม ย่าง 36 ปี

ในแวดวงการเมืองภาคใต้ ชื่อของ สรรเพชญ บุญญามณี ถูกพูดถึงมากขึ้นในฐานะนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เติบโตมาจากครอบครัวการเมืองใหญ่ของจังหวัดสงขลา และกำลังก้าวขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ ภายใต้การผลักดันของบิดา “นิพนธ์ บุญญามณี” อดีต รมช.มหาดไทย

สรรเพชญเป็นบุตรชายของ นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตแกนนำสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สร้างฐานการเมืองแข็งแรงในพื้นที่ “บ้านเขารูปช้าง” จังหวัดสงขลา ทำให้เขาถูกจับตามองตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสู่สนามการเมือง

แม้จะมีบิดาเป็นลมใต้ปีก แต่ตัวสรรเพชญเอง ก็มีรัศมีในตัวเองอยู่ไม่น้อย ผู้เป็นบิดาพยายามเปิดทางให้ทำงานด้วยตัวเอง แค่จับตามองอยู่ห่างๆ แค่มีบางเรื่องบางประเด็นที่ปรึกษาผู้เป็นบิดาที่มีประสบการณ์ทางการเมืองช่ำของมากกว่า ยาวนานกว่า

เส้นทางการเมืองเริ่มต้น

สรรเพชญลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 เป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งปี 2562 ในนามพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในช่วงเวลานั้นกระแสการเมืองระดับชาติถูกครอบงำด้วยกระแสสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรีหรือที่ถูกเรียกกันว่า “กระแสลุงตู่” ส่งผลให้เขาพ่ายแพ้การเลือกตั้งในครั้งนั้นให้กับ วันชัย ปริญญาศิริ จากพรรคพลังประชารัฐ

แม้จะสอบตกในสนามแรก แต่สรรเพชญยังคงเดินหน้าทำงานการเมืองในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน รับฟังปัญหา และสร้างเครือข่ายการทำงานกับทีมงานท้องถิ่นอย่างจริงจัง พูดได้ว่า 1000 วันไม่มีหยุด

กลับมาคว้าชัยในสนามเลือกตั้ง

ความพยายามดังกล่าวทำให้ในการเลือกตั้งครั้งถัดมา สรรเพชญสามารถกลับมาคว้าชัยชนะได้ และได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1ในนามพรรคประชาธิปัตย์ นับเป็นการก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติอย่างเต็มตัว และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ส.ส.สงขลา เขต 1 เป็นสมัยที่สอง

ในรัฐบาล “อนุทิน 1” ถูกทาบทามให้เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ “สรรเพชญ”ปฏิเสธ เนื่องจากเป็นการทำงานในระยะสั้นไม่เกิน 4 เดือน จึงอยากทำงานในพื้นที่ ทำงานกับชาวบ้านมากกว่า

ในวัยเพียง 35 ปี เขาถูกจัดอยู่ในกลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทยที่มีทั้งฐานการเมืองเดิมจากครอบครัว และภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่เข้าถึงพื้นที่

ดาวรุ่งการเมืองภาคใต้

สรรเพชญมักถูกมองว่าเป็น “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” จากนิพนธ์ บุญญามณี ทั้งในแง่สไตล์การทำงานและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดสงขลา จุดเด่นของเขาคือการลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง การทำงานเป็นทีม และการมีทีมงานช่วยวิเคราะห์และวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง ช่วยโควิด 19 ระบาดเขาและทีมงานลงช่วยเหลือชาวบ้านเต็มที่ รวมถึงน้ำท่วมก็ไม่ลดละ เปิดโรงครัว ทำอาหารกล่องออกแจกจ่ายให้ชาวบ้าน

ด้วยบทบาทที่โดดเด่น ทำให้ชื่อของเขาถูกจับตามองในระดับชาติ และมีรายงานว่าอยู่ในข่ายพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่ถูกเรียกกันว่า “รัฐบาลอนุทิน 2”

อนาคตการเมืองที่ถูกจับตา

จากนักการเมืองหนุ่มวัย 35 ปี การศึกษาดี มีไหวพริบปฏิภาณดี มีทีมงานคุณภาพ สรรเพชญ บุญญามณี กำลังถูกจับตามองว่าอาจเป็นหนึ่งในกำลังหลักของพรรคภูมิใจไทยในอนาคต โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่พรรคต้องการคนรุ่นใหม่เข้ามาสานต่อฐานเสียงดั้งเดิม ที่คนรุ่นเก่าเริ่มจะร่วงโรยราไปตามกาลเวลา

จับตาอนาคตของเด็กคนนี้กับการเป็นรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด “สรรเพชญ บุญญามณี”

ทำความรู้จัก ‘เป๋ย์โต่ว’ บทบาทใหม่ในสนามรบโลก ระบบดาวเทียมนำทางจีน คู่แข่งสำคัญ GPS บนสมรภูมิยุคใหม่ แม่นยำ-ต้านรบกวนสูง

รู้จัก...“เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตผู้คนบนโลกใบนี้ในยุคปัจจุบัน “ระบบดาวเทียมนำทาง” ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อมีการเดินทาง การขับขี่ยวดยานพาหนะ เพราะทุกวันนี้ระบบนำทางเป็น Platform มาตรฐานที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือที่เป็น Smart phone ทุกยี่ห้อ

ระบบนำทางด้วยดาวเทียม (Satnav) หรือการกำหนดตำแหน่งด้วยดาวเทียมคือ การกำหนดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (GNSS) ให้บริการการครอบคลุมแก่ผู้ใช้ทุกคนบนโลก ทั้ง ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ปัจจุบันมีระบบ GNSS ใช้งาน 4 ระบบ ได้แก่ (1) ระบบระบุตำแหน่งทั่วโลก (Global Position System: GPS) ของสหรัฐอเมริกา ประกอบด้วย ดาวเทียมวงโคจรระดับกลางรอบโลก 32 ดวงในระนาบวงโคจรที่แตกต่างกัน 6 ระนาบ จำนวนดาวเทียมที่แน่นอนจะเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากดาวเทียมรุ่นเก่าจะถูกปลดระวางและแทนที่ด้วยดาวเทียมใหม่ ระบบ GPS เริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 1978 และให้บริการทั่วโลกตั้งแต่ปี 1994 นับเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ใช้กันมากที่สุดในโลก
.
(2) ระบบดาวเทียมนำทางทั่วโลก (Global Navigation Satellite System: GLONASS) ของอดีตสหภาพโซเวียต หรือสหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน เป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมที่ให้บริการนำทางด้วยคลื่นวิทยุแก่พลเรือน และกองกำลังป้องกันภัยทางอากาศของรัสเซีย โดย GLONASS ทำงานครอบคลุมทั่วโลกอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ปี 1995 มีดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง

(3) กาลิเลโอ (GALILAO) ซึ่งสหภาพยุโรปและองค์การอวกาศยุโรปตกลงกันในเดือนมีนาคม 2002 ที่จะนำระบบระบุตำแหน่งทางเลือกของตนเองมาใช้แทน GPS เรียกว่าระบบระบุตำแหน่งกาลิเลโอ เริ่มใช้งาน (ความสามารถในการปฏิบัติงานขั้นต้นทั่วโลก, EOC) เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2016 ด้วยต้นทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 10 พันล้านยูโร แระกอบด้วยดาวเทียม MEO จำนวน 30 ดวง ดาวเทียมทดลองดวงแรกถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2005 คาดว่ากาลิเลโอจะเข้ากันได้กับ ระบบ GPS ที่ทันสมัยขึ้นตัวรับสัญญาณจะสามารถรวมสัญญาณจากทั้งดาวเทียมกาลิเลโอและดาวเทียม GPS เพื่อเพิ่มความแม่นยำอย่างมาก กลุ่มดาวเทียมกาลิเลโอทั้งหมดประกอบด้วยดาวเทียมที่ใช้งานอยู่ 24 ดวง โดยดวงสุดท้ายถูกปล่อยขึ้นสู่อวกาศในเดือนธันวาคม 2021 ใช้สัญญาณ Galileo Open Service (Composite Binary Offset Carrier (CBOC)) ของสหภาพยุโรป นอกจากนี้แล้วยังมีระบบดาวเทียมนำทางในระดับภูมิภาค (RNSS) 2 ระบบคือ (1)ระบบดาวเทียม Quasi-Zenith ( QZSS ) ของญี่ปุ่น และ NavIC ระบบดาวเทียมนำทางของอินเดีย

และ (4) “เป๋ย์โต่ว” (The BeiDou Navigation Satellite System (BDS)) ระบบดาวเทียมนำทางของจีน ซึ่งจะได้นำเสนอข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยละเอียดในบทความนี้ อันเนื่องมาจากมีการกล่าวถึงการใช้งาน “BDS” เพื่อนำทางขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านในการโจมตีอิสราเอล และฐานทัพสหรัฐฯ ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง DBS เป็นระบบนำทางด้วยคลื่นวิทยุจากดาวเทียมซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์และดำเนินการโดยองค์การบริหารอวกาศแห่งชาติจีน ระบบนี้ให้ข้อมูลตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และเวลาแก่เครื่องรับ BDS ทุกที่บนหรือใกล้โลกที่มีเส้นทางการมองเห็นที่ไม่มีสิ่งกีดขวางไปยังดาวเทียม BDS 4 ดวงขึ้นไป โดยระบบนี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใช้ส่งข้อมูลใด ๆ และทำงานได้อย่างอิสระจากการรับสัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ต แม้ว่า เทคโนโลยีเหล่านี้จะสามารถเพิ่มประโยชน์ของข้อมูลตำแหน่ง BDS ได้ก็ตาม

แนวคิดของระบบนำทางด้วยดาวเทียมของจีนเกิดขึ้นจาก Chen Fangyun (วิศวกรไฟฟ้าชาวจีน ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งระบบวิทยุอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศจีน เขามีบทบาทสำคัญในการพัฒนา ระบบโทรมาตรการติดตาม และการควบคุม (TT&C) ที่ควบคุมดาวเทียมและขีปนาวุธของจีน และในการพัฒนา ระบบนำทางดาวเทียม “เป๋ย์โต่ว” ในช่วงแรก เขาเป็นสมาชิกสภาวิชาการแห่งสถาบันวิทยาศาสตร์จีนและสถาบันการบินและอวกาศนานาชาติ และได้รับเหรียญเกียรติคุณ "The Two Bombs, One Satellite Meritorious Medal" และในปี 1999 มีการตั้งชื่อดาวเคราะห์น้อย 10929 ว่า “Chen Fangyun” ตามชื่อของเขา) และทีมงานในช่วงทศวรรษ 1980 จากผลการรบของสงครามในอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า GPS ทำให้สหรัฐฯ ได้เปรียบในสนามรบ อย่างสมบูรณ์ และระบบนำทางด้วยดาวเทียมสามารถนำมาใช้ในการทำ "สงครามในอวกาศ" ได้อย่างไร ในปี 1993

จีนได้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการถูกปฏิเสธการเข้าถึง GPS ในระหว่างเหตุการณ์ Yinhe (วิกฤตทางการทูตระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปี 1993 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรือบรรทุกสินค้าของจีนที่ต้องสงสัยว่าบรรทุกวัสดุสำหรับผลิตอาวุธเคมี โดยสหรัฐฯ สงสัยว่าเรือของจีนลำหนึ่งบรรทุกวัตถุดิบในการผลิตอาวุธเคมี เรือลำดังกล่าวถูกกักไว้เพื่อตรวจสอบ และปรากฏว่า ข้อกล่าวหานั้นไม่เป็นความจริง จึงส่งผลให้เกิดข้อพิพาททางการทูตระหว่างจีนและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา) รวมถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาในปี 1996 ในช่วง วิกฤตช่องแคบไต้หวันครั้งที่สาม ซึ่งจีนถูกกล่าวหาและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่าย โดยเฉพาะจาก สหรัฐอเมริกาและไต้หวันว่า ใช้การข่มขู่ทางทหาร เพื่อแทรกแซงการเมืองของไต้หวันในช่วงการเลือกตั้งประธานาธิบดีเป็นครั้งแรกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของไต้หวัน จึงเป็นแรงผลักดันให้จีนสร้างระบบนำทางด้วยดาวเทียมเป็นของตนเอง

ระบบดาวเทียมนำทางของจีนเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 1994 เมื่อ BeiDou-1 (BDS รุ่นแรก) ประกอบด้วยดาวเทียม 3 ดวงในระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคตั้งแต่ปี 2000 ระบบนี้ให้บริการนำทางภายในประเทศจีนเป็นหลัก ในเดือนธันวาคม 2012 เมื่ออายุการใช้งานตามการออกแบบของ BeiDou-1 หมดลงระบบจึงหยุดการทำงาน ต่อมาระบบ BeiDou-2 (BDS รุ่นที่สอง) ก็ยังคงเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมระดับภูมิภาคเช่นกัน ประกอบด้วยดาวเทียม 16 ดวง รวมถึงดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้า 6 ดวง ดาวเทียมวงโคจรค้างฟ้าเอียง 6 ดวง และดาวเทียมวงโคจรระดับกลาง 4 ดวง ในเดือนพฤศจิกายน 2012 BeiDou-2 เริ่มให้บริการระบุตำแหน่งระดับภูมิภาคแก่ผู้ใช้ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งภายในภูมิภาคนี้ จากการใช้งานพบว่า ระบบดาวเทียมนำทาง BeiDou-2 มีความแม่นยำกว่าระบบดาวเทียมนำทาง GPS เสียด้วยซ้ำ 

และระบบดาวเทียมนำทางของจีนในปัจจุบันคือ BeiDou-3 (BDS-3) ซึ่งเป็นระบบนำทางด้วยดาวเทียมรุ่นที่ 3 ของจีนที่ให้บริการครอบคลุมทั่วโลก (GNSS) เสร็จสมบูรณ์ในปี 2020 ประกอบด้วยดาวเทียมกว่า 30 ดวง ให้ความแม่นยำสูงระดับเมตร (ต่ำกว่า 5 เมตร) โดยใช้สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ มีจุดเด่นด้านการป้องกันการแทรกแซง และส่งข้อความสั้นได้ ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ GPS
คุณสมบัติและประเด็นสำคัญของ BeiDou-3
- ความแม่นยำและการใช้งาน: BDS-3 ให้ความแม่นยำในการระบุตำแหน่งในระดับสูง โดยเฉพาะการใช้งานทางทหารและการนำทางที่แม่นยำสูง (Precision Guidance)
- โครงสร้างดาวเทียม: ใช้งานดาวเทียมผสมผสานระหว่างวงโคจรค้างฟ้า (GEO), วงโคจรเอียงค้างฟ้า (IGSO) และวงโคจรโลกเบื้องกลาง (MEO)
- ความสามารถพิเศษ: มีระบบส่งข้อความสั้น (Short Message Service) ซึ่งเป็นความสามารถเฉพาะที่เหนือกว่าคู่แข่งรายอื่น
- การใช้งานทางทหาร: ถูกนำมาใช้ในยุทธวิธีระดับสูง เช่น การนำทางขีปนาวุธที่ทนทานต่อการรบกวนสัญญาณ (Jamming)
- คู่แข่งระดับโลก: Wikipedia ได้ระบุว่าเป่ยโต่วเป็นระบบนำทางที่เทียบเท่ากับ GPS ของสหรัฐฯ, GLONASS ของรัสเซีย และ Galileo ของยุโรป

จากเพจ X ของ Ignis Rex ผู้สื่อข่าวอิสระได้อธิบายว่า ทำไมระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิสราเอลจึงไม่สามารถคาดการณ์การโจมตีของอิหร่านได้อีกต่อไป ทั้งนี้มาจากการปฏิวัติของระบบ BeiDou-3 บนท้องฟ้าเหนืออิสราเอลที่ไม่สามารถรบกวนสัญญาณได้ และไม่สามารถหยุดได้ จากสงคราม “12 วัน” ในเดือนมิถุนายน 2025 ซึ่งถูกเรียกว่า Twelve-Day War (2025 Iran–Israel conflict) ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เผยให้เห็น จุดอ่อนร้ายแรงของระบบที่พึ่งพา GPS ต่อสงครามอิเล็กทรอนิกส์ของฝ่ายตะวันตก ด้วยการใช้ระบบนำทางดาวเทียมของจีนอย่าง BeiDou-3 (BDS-3) อิหร่านจึงสามารถทำลายยุทธศาสตร์ “การปฏิเสธการใช้งานทางอากาศ” (Denial of service) แบบเดิมของอิสราเอลได้

1. ความเข้มข้นของสัญญาณที่แข็งแกร่ง ต่างจากสัญญาณ Global Positioning System (GPS) แบบพลเรือนที่ถูกทำให้ใช้งานไม่ได้ในปี 2025 สัญญาณระดับทหารของ BDS-3 ที่เรียกว่า B3A แทบจะ ไม่สามารถถูกรบกวนได้ ด้วยการใช้เทคนิคการกระโดดความถี่ที่ซับซ้อน (Frequency hopping) และระบบยืนยันความถูกต้องของข้อความนำทาง (Navigation Message Authentication – NMA) ซึ่งช่วยป้องกันการ “สปูฟ” (Spoofing) หรือการหลอกสัญญาณ ดังนั้นเครื่องรบกวนสัญญาณของอิสราเอลจึง ไม่สามารถหลอกโดรนให้ไปยังพิกัดปลอมได้อีกต่อไป ฮาร์ดแวร์ของ BDS-3 จะปฏิเสธสัญญาณรบกวนโดยอัตโนมัติ และยังคงรักษาอัตราความสำเร็จในการระบุตำแหน่งถึง 98%
.
2. ความแม่นยำระดับผ่าตัด BDS-3 ใช้ สถาปัตยกรรมสัญญาณสามความถี่ (triple-frequency) เป็นมาตรฐาน สิ่งนี้ทำให้ขีปนาวุธของอิหร่านสามารถแก้ไขความผิดพลาดจากชั้นไอโอโนสเฟียร์แบบเรียลไทม์
และทำให้ค่าความคลาดเคลื่อนเป้าหมาย (Circular Error Probability – CEP) ต่ำกว่า 5 เมตร ทำให้เกิดผลลัพธ์คือ ยุทธวิธีการยิงถล่มพื้นที่จำนวนมากของอิหร่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นการโจมตีที่แม่นยำระดับศัลยกรรม ต่อศูนย์บัญชาการที่มีการป้องกันอย่างแข็งแกร่งของอิสราเอล

3. “สวิตช์ 2,000 กิโลเมตร” คุณสมบัติที่สร้างความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดคือ Short Message Communication (SMC) BDS-3 ไม่ได้เป็นเพียงระบบระบุตำแหน่ง แต่ยังทำหน้าที่เป็นลิงก์ข้อมูลทางยุทธวิธีแบบสองทาง สิ่งนี้ทำให้ผู้บัญชาการของอิหร่านสามารถ สื่อสารกับอาวุธที่อยู่ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตรได้แม้กำลังบินอยู่
• การปรับภารกิจกลางอากาศ (Tactical Re-tasking) หากดาวเทียมสอดแนมของจีนตรวจพบระบบป้องกันภัยทางอากาศ MIM-104 Patriot หรือการล็อกเป้าจากเครื่องบิน F-15E Strike Eagle คำสั่งขนาด 560 บิต จะถูกส่งผ่านดาวเทียมไปยังโดรนหรืออาวุธนั้น เพื่อ เปลี่ยนคำสั่งหรือเส้นทางการโจมตีในทันที
• การเปิดใช้งานตรรกะการหลบหลีก (Logic Activation): โดรนจะเปิดใช้งานระบบตรรกะการหลบหลีกที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ล่วงหน้าทันที โดยเปลี่ยนจากเส้นทางการบินปกติไปเป็นการบินหลบหลีกด้วยแรงจีสูง (high-G maneuvers) ที่คาดเดาไม่ได้ หรือการบินเฉียดผิวน้ำทะเล (sea-skimming)
ด้วยการผสาน “ดวงตา” ของจีน (ข่าวกรองจากดาวเทียม) เข้ากับ “กำปั้น” ของอิหร่าน (พลังโจมตีทางทหาร) ทำให้กรุงเตหะรานสามารถสร้าง ห่วงโซ่การสังหาร (Killing chain) ที่ยืดหยุ่นและมีความฉลาด ซึ่งสามารถ หลีกเลี่ยงความได้เปรียบทางเทคโนโลยีของตะวันตกได้อย่างสิ้นเชิง โดยที่สหรัฐฯ และอิสราเอลยังคงทำสงครามในแบบยุค Gulf War ในขณะที่อิหร่านกำลังทำสงครามแบบศตวรรษที่ 21 โดยใช้การเฝ้าระวังจากอวกาศ และระบบอาวุธที่มีความสามารถด้านปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะฝังอยู่ในตัวอาวุธ

ในโลกแห่งความเป็นจริงทุกวันนี้ยังไม่มีระบบนําทางด้วยดาวเทียม รวมถึง BeiDou ของจีน ที่สามารถป้องกันการรบกวนสัญญาณได้อย่างแท้จริง ในขณะที่ BeiDou รวมเอาคุณสมบัติขั้นสูงที่เพิ่มความต้านทานต่อการรบกวนเมื่อเทียบกับ GPS เช่น กลุ่มดาวดาวเทียมหลายวงโคจร, ความซ้ำซ้อนของสัญญาณที่สูงขึ้น, การรับรองความถูกต้องของข้อความการนําทาง, และการบูรณาการเข้ากับการสํารองข้อมูลภาคพื้นดิน แต่ยังคงเสี่ยงต่อการติดขัดแบบกําหนดเป้าหมาย การปลอมแปลง และยุทธวิธีสงครามอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ 15 ปีหลังจากการเปิดตัว BeiDou ในปี 2015 ระบบดาวเทียมนำทางของจีน สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนมากถึง 31.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีให้กับบริษัทใหญ่ ๆ ของจีน อาทิ China Aerospace Science and Industry Corporation , AutoNavi และ Norinco โดยเติบโตโดยเฉลี่ยมากกว่า 20% ต่อปี และมีมูลค่าสูงถึง 64 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2020
 

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อสม.ชี้ถูกใช้ทางการเมือง 'ชวน หลีกภัย' ตั้งคำถาม อสม.ถูกใช้เครื่องมือ โครงสร้างกระจายอำนาจทำงานทับซ้อน อสม. ยังเป็นกลไกหลักด้านสาธารณสุข เสี่ยงถูกมองเป็นเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น

เมื่อ “อสม.” หรืออาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ถูกตั้งคำถามว่าเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ชวน หลีกภัย นักการเมืองอาวุโส พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนเปิดประเด็น ว่า อสม.ถูกพรรคการเมืองบางพรรคใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการเลือกตั้ง 2-3 ครั้งที่ผ่านมา และยังรวมไปถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำลังถูกใช้เป็น “เครื่องมือทางการเมือง” ของผู้มีอำนาจในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อต้องทำงานประสานกับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเครือข่ายนักการเมืองท้องถิ่น คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า บทบาทของ อสม. ที่แท้จริงนั้นอยู่ตรงไหน และโครงสร้างการทำงานแบบปัจจุบันเปิดช่องให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงหรือไม่

หากพิจารณาในเชิงโครงสร้าง อสม. แตกต่างจากกำนันหรือผู้ใหญ่บ้านอย่างมีนัยสำคัญ เพราะไม่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งที่เข้มข้นเหมือนตำแหน่งฝ่ายปกครองท้องที่ ภาพลักษณ์ของ อสม. ในสายตาชาวบ้านส่วนใหญ่จึงยังเป็นด้านบวก เนื่องจากบทบาทหลักคือการทำงานด้านสุขภาพชุมชน เป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแลข้อมูลสุขภาพของประชาชน และเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารด้านสาธารณสุขในระดับหมู่บ้าน

ลักษณะการทำงานของ อสม. ยังเป็นระบบที่มีการประสานงานแบบ “รวมศูนย์” และทำงานเป็นทีมในระดับตำบลหรืออำเภอ การเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมต่าง ๆ จึงมักรับรู้กันในเครือข่ายทั้งหมด ไม่ได้เป็นการทำงานแบบต่างคนต่างทำเหมือนองค์กรอิสระทั่วไป

โดยโครงสร้างเดิม อสม. อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กระทรวงสาธารณสุข และมี โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นศูนย์กลางในการประสานงานในแต่ละพื้นที่ แต่เมื่อมีนโยบายกระจายอำนาจให้บางจังหวัด โอนย้าย รพ.สต. ไปอยู่ภายใต้การกำกับขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ความซับซ้อนก็เริ่มเกิดขึ้นทันที
อสม.เป็นเครื่องมือทางการเมืองจริงหรือไม่…?

สถานการณ์ปัจจุบันจึงกลายเป็นว่า เจ้าหน้าที่และผู้อำนวยการ รพ.สต. บางแห่งต้องโอนย้ายไปสังกัด อบจ. ขณะที่ อสม. ยังสังกัดกระทรวงสาธารณสุขเหมือนเดิม ทำให้เกิดสภาพ “คนละสังกัด แต่ต้องทำงานร่วมกัน” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะในทางปฏิบัติ อสม. ถือเป็นกำลังสำคัญหรือ “แขนขา” ของ รพ.สต. ในการทำงานกับชุมชน

ช่องว่างของโครงสร้างนี้เอง ที่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า อาจกลายเป็นพื้นที่ให้การเมืองท้องถิ่นเข้ามามีอิทธิพลต่อเครือข่าย อสม. ได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่นักการเมืองท้องถิ่นมีอำนาจเข้มแข็ง

เหตุผลสำคัญคือ อสม. เป็นกลุ่มบุคคลที่มี ฐานข้อมูลประชากรในพื้นที่ละเอียดที่สุด รู้จักแทบทุกครัวเรือน รู้ข้อมูลทั้งด้านสุขภาพ โครงสร้างครอบครัว และสภาพเศรษฐกิจของชาวบ้าน การมีเครือข่ายลักษณะนี้จึงมีคุณค่าอย่างยิ่งในมุมมองทางการเมือง

ยิ่งในพื้นที่ที่ถูกเรียกว่า “โซนบ้านใหญ่” ซึ่งตระกูลการเมืองหนึ่งสามารถครอบครองตำแหน่งทางการเมืองหลายระดับพร้อมกัน เช่น นายกเทศมนตรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นายก อบจ. หรือแม้กระทั่ง ส.ส. การเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรในพื้นที่ก็ยิ่งเกิดขึ้นได้ง่าย

เมื่อโครงสร้างการทำงานของ อสม. ต้องประสานกับ รพ.สต. ที่อยู่ภายใต้การกำกับของนักการเมืองท้องถิ่น ขณะที่ตัว อสม. เองยังอยู่ในระบบของกระทรวงสาธารณสุข จึงเกิดภาวะ “กึ่งราชการ กึ่งการเมือง” โดยไม่ตั้งใจ

ผลลัพธ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกตคือ เครือข่าย อสม. บางพื้นที่อาจถูกดึงเข้าไปมีบทบาททางการเมืองมากขึ้น ตั้งแต่การเป็นผู้ประสานงานในชุมชน ไปจนถึงการถูกมองว่าเป็น เครือข่ายหัวคะแนน ในการเลือกตั้งระดับต่าง ๆ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า อสม. ต้องการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือไม่ แต่คือ โครงสร้างการบริหารแบบปัจจุบันกำลังเปิดช่องให้บทบาทดังกล่าวเกิดขึ้นโดยปริยายหรือเปล่า

หากปล่อยให้ความคลุมเครือนี้ดำรงอยู่ต่อไป ภาพลักษณ์ของ อสม. ซึ่งเคยเป็นกลไกด้านสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือจากชุมชน อาจถูกตั้งคำถามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต

และท้ายที่สุด ประเด็นนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของ อสม. เท่านั้น แต่สะท้อนถึงปัญหาใหญ่ของระบบบริหารท้องถิ่นไทย ที่โครงสร้างหลายส่วนกำลัง “ซ้อนทับกัน” ระหว่างอำนาจของรัฐส่วนกลางกับการเมืองท้องถิ่นอย่างแยกไม่ออก

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

ทำความเข้าใจ ทำไมสงครามรอบนี้กระทบวิกฤตน้ำมันของไทย

สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านรอบนี้ทำให้เราเรียนรู้อะไรได้หลายๆสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของพลังงานน้ำมัน วันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องวิกฤตพลังงานของไทยรอบนี้ให้ทุกท่านทำความเข้าใจถึงสถานการณ์ที่แท้จริงก่อน แล้วค่อยมาดูว่าความจริงเรานั้นควรจะอยู่กับวิกฤตนี้อย่างไร

ณ วันนี้เราต้องบอกว่าอิหร่านไม่ใช่ประเทศหมูในอวยของสหรัฐที่คิดว่าจะเอาระเบิดไปหย่อนหัวแล้วลากตัวผู้นำออกมาได้ เพราะนี่ได้พิสูจน์แล้วว่า สิ่งที่อิหร่านมีนอกจากอาวุธแล้ว อิหร่านยังมีพันธมิตรที่ดีที่พร้อมจะเป็นหูตาให้เวลาโดนนักเลงโลกรังแก และเชื่อได้เลยว่าสงครามนี้อาจจะทวีคูณความเสียหายไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าจนต้องบีบให้ประเทศอีกหลายๆประเทศต้องเลือกข้างก็เป็นได้

กลับมาที่ไทย จากที่ท่าน สว. หญิงท่านหนึ่งได้ออกมาจั่วหัวว่า ประเทศไทย ยังไม่มี “คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ” (Strategic Petroleum Reserve) แบบหลายประเทศ จนกลายเป็นประเด็นในโซเชียลไปทั่ว เอย่าก็อยากจะย้ำคำตอบของท่านอนุทินอีกครั้งว่า ไทยมีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์รัฐอยู่แล้วคะ แต่เราไม่ได้มีคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์เต็มรูปแบบ แต่ไทยเราใช้ระบบที่เรียกว่า Legal Reserve คือให้เอกชนเป็นผู้เก็บขั้นต่ำตามกฎหมาย ภายใต้การกำกับของกระทรวงพลังงาน และ กรมธุรกิจพลังงาน เพื่อลดภาระการสร้างที่เก็บของไทยเอง เพราะจากข้อมูลที่เอย่าไปหามา ประเทศที่ลงทุนทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ หรือเรียกว่า Strategic Petroleum Reserve หรือ SPR นั้นต้องลงทุนนับแสนล้านบาทในการทำที่เก็บ ซึ่งประเทศที่เลือกใช้ระบบ SPR นี้ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน 100% หรือเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์

กลับมาที่ตรงนี้ว่าแล้วไทยไม่เสี่ยงหรือ ณ วันนี้ เอย่าจะขอตอบจากข้อมูลที่หามาได้ให้ทราบนะคะ ณ ตอนนี้ประเทศไทยพึ่งพาน้ำมันนำเข้า 80% และอีก 20% เป็นการขุดเจาะในไทยเอง ซึ่งน้ำมันทั้งหมดที่นำเข้าเป็นน้ำมันดิบเพราะไทยมีโรงกลั่นของตัวเอง อีกทั้งในไทยเราสามารถผลิตน้ำมันดิบในประเทศได้ประมาณ 120,000–150,000 บาร์เรลต่อวัน จากแหล่งทั้งบนบกและในทะเล รวมถึงกลั่นน้ำมันได้วันละ 1.2–1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งมากที่สุดในอาเซียนขณะนี้ และนี่ถึงเป็นข้อบ่งบอกว่าถ้าเราไม่ประหยัดน้ำมันกันเลย ใช้น้ำมันแบบสุรุ่ยสุร่าย เราจะมีน้ำมันสำรองใช้กันไปอีก 60-65 วันตามคำที่ท่านอนุทินกล่าวนั่นเอง

คำถามต่อมาคือ แล้วไทยเราต้องกังวลกับวิกฤตน้ำมันครั้งนี้หรือ เอย่าขอตอบให้ทราบคำว่าน้ำมันดิบที่เรานำเข้าส่วนใหญ่มาจาก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดและอีก 14% มาจากซาอุดิอาระเบีย พูดง่ายๆน้ำมัน 80% ที่เรานำเข้ามานั้น 57% ของน้ำมันนำเข้ามาจากประเทศที่เป็นมิตรกับสหรัฐอเมริกาและต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชเท่านั้น ถามว่าถ้าเราขนส่งไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุชทำได้ไหม คำตอบคือได้คะแต่ราคาจะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าจากราคาที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุชและน้ำมันที่ไม่ผ่านช่องแคบนี้จะขนส่งได้ในปริมาณที่จำกัด ซึ่งไม่เหมาะกับการซื้อน้ำมันในจำนวนมาก

ณ วันนี้เราอาจจะยังไม่ได้เผอิญถึงวิกฤตการขาดแคลนพลังงานที่แท้จริงและจากสถานการณ์ที่อิหร่านยิงเรือมยุรีนารีของไทยก็เป็นการส่งสัญญาณแล้วว่าแม้ไทยจะบอกว่าเป็นกลางในสงครามครั้งนี้ มันไม่ได้มีอยู่จริงเพราะอิหร่านก็คงร็สึกเสมอมาว่าไทยมีความโปรอเมริกาอยู่แม้ว่าไทยเราจะไม่ได้เป็นขี้ข้าอเมริกาเต็มตัวแบบหลายๆประเทศในอาเซียนก็ตาม การเดินเกมส์การทูตครั้งนี้จึงมีความสำคัญมากถึงความอยู่รอดของไทย และเอย่าจะขอส่งสัญญาณไปถึงผู้มีอำนาจของรัฐบาลไทยนะคะ อย่างการเล่นเป็นนกสองหัวของผู้นำอินเดียอย่าง Narendra Modi ในการจะรักษาสมดุลและสัมพันธภาพทั้งกับสหรัฐและรัสเซียไว้ แต่รัสเซียไม่เล่นด้วยเลยตัดส่วนลดพิเศษราคาน้ำมันที่อินเดียเคยได้ไปเสียอย่างนั้น ดังนั้น Siamese Talk ในอดีตอาจจะไม่สามารถใช้ได้แล้วในการศึกครั้งนี้ก็เป็นได้ดังตัวอย่างที่อินเดียทำไว้และรัสเซียก็เชือดไก่ให้ลิงดูเป็นขวัญตาว่าการทรยศจะได้รับผลอย่างไร

ถ้าปล่อย “คนอิสราเอล” หนีสงครามมาครอบครองแผ่นดินไทย ไม่นานคนไทยจะเป็น “คนปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

เป็นที่รู้กันมานานนับสิบปีแล้วว่า “ชาวยิว” ที่เคยอาศัยอยู่ในประเทศ “อิสราเอล” จำนวนมาก เลือกที่จะเดินทางมา “ปักหลักปักฐาน” บนผืนแผ่นดินไทย แรกเลยอาจจะแค่บินมาเที่ยว แต่ที่สุดก็อยู่ยาวเมื่อค้นพบว่าคนไทยเป็นคนง่าย ๆ ยิ้มง่าย รักง่าย แถมจำนวนไม่น้อยก็ยัง “ใจง่าย” ซึ่งก็รวมถึงเจ้าหน้าที่มักง่ายของไทยบางคน ที่ปล่อยปละละเลยในเรื่องที่ควรจะต้องบอกกล่าวคนต่างถิ่นให้เข้าใจในวิถีปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่ก็เลือกจะมองผ่าน ยิ่งได้ “ค่าปิดปาก” ก็ยิ่งไม่สนใจ

ทำให้ “ชาวยิวบางส่วน” ที่มีนิสัยเห็นแก่ตัว เคยชินกับการ “กลืนแผ่นดินของชนชาติอื่น” ยิ่งได้ใจ มองเห็นโอกาสทอง จึงชักชวนครอบครัว เครือญาติ อพยพ หนีกลิ่นสงครามมาเมืองไทยกันอย่างหนาตา ทำให้บางพื้นที่จึงมี “ประชาชนคนยิว” อาศัยอยู่เต็มไปหมด เช่น อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เกาะพงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และในจังหวัดภูเก็ต

โดยที่ส่วนใหญ่ ๆ ไม่ได้แค่มีบ้านพักอาศัยไว้ตากอากาศ แต่คือการ “อยู่ถาวร” หลายครอบครัววางรากฐานทำธุรกิจการค้าระยะยาวในประเทศไทย หวังฮุบแผ่นดินไทย และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “แผ่นดินยิว” หลังจากที่เคยทำสำเร็จมาก่อนแล้วกับกรณี “คนปาเลสไตน์” ที่ถึงวันนี้ก็ยังเป็น “ชนชาติผู้น่าสงสาร” เพราะต้องย้ายออกจากแผ่นดินของตัวเอง กลายเป็น “กลุ่มคนเร่ร่อน” ต้องไปอาศัยตามเศษ ๆ พื้นที่ของประเทศต่าง ๆ ที่เขาให้ความสงสารเห็นใจ

มองดู “คนปาเลสไตน์” ครั้งใด ก็อดหันมองดูคนไทยเราไม่ได้ และเราเริ่มจะคล้าย “ปาเลสไตน์” เข้าไปทุกทีหากภาครัฐยังไม่แข็งแรง

ปัจจัยที่ทำให้ “ยิวจากอิสราเอล” เหิมเกริม ถือดี และมุ่งหมายที่จะยึดครองแผ่นดินไทยชนิดไร้ความเคารพเจ้าของประเทศตัวจริง นั่นเพราะมีชาติตะวันตกคอยหนุนโดยตรง ถ้าเราปล่อยยิวจนทำสำเร็จ โอกาสที่คนไทยต้องย้ายแผ่นดินเหมือน “คนปาเลสไตน์” ก็ไม่ไกลเกินจริง อย่าคิดว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดกับคนไทย

เราเหนื่อยกันแน่ ๆ ครับ เพราะนอกจากต้องเผชิญกับอิสราเอล ที่มีเงินอย่างหนา หนีสงครามอิหร่านมากว้านซื้อที่ดินผ่าน “นอมินีคนไทยสมองน้อย” ยังมี “พรรคการเมืองล้มเจ้า” ที่คอยรับงานเป็นไส้ศึกให้ “ขาใหญ่แห่งฮอลลีวูด” แลกผลประโยชน์ต่างตอบแทนกันแบบ “วิน-วิน”

คนไทย ถ้ายังปล่อย ยังคิดว่านี่ไม่ใช่ปัญหาแห่งชาติ ไม่นานเราจะกลายเป็น “ปาเลสไตน์แห่งเอเชีย”

โดย แจ็ค รัสเซล

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลก ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury สหรัฐฯ-อิสราเอลโจมตีอิหร่านรุนแรง ยุโรปแตกแยก รัสเซีย-จีนอั้นแรงไม่ช่วย ตะวันออกกลางปรับโครงสร้างอำนาจใหม่

จับตาขั้วอำนาจการเมืองโลกในปัจจุบัน ภายหลังปฏิบัติการ Epic Fury

เช้าวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกันในหลายเมืองของอิหร่าน เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากปฏิบัติการ Epic Fury โจมตีเป้าหมายทางทหารและผู้นำของอิหร่านอย่างหนักหน่วง นี่คือจุดเปลี่ยนที่นักวิชาการทางด้านรัฐศาสตร์และผู้นำโลกหลายคนเรียกว่า "วันที่ระเบียบโลกเปลี่ยนไปตลอดกาล"

ใดๆDigest ขอพาผู้อ่านมาสำรวจกันว่า หลังเหตุการณ์ครั้งนี้ ขั้วอำนาจต่าง ๆ บนเวทีภูมิรัฐศาสตร์โลกต่างปรับท่าทีและยุทธศาสตร์ของตนเองอย่างไร และโลกกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางใด

เกิดอะไรขึ้น? ทำความเข้าใจปฏิบัติการ Epic Fury:
ก่อนเข้าใจผลกระทบ เราต้องเข้าใจบริบทโดยรวมกันก่อน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านสั่งสมมานานกว่า 47 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามในปี 2522 แต่ที่มาของการโจมตีในครั้งนี้เกิดขึ้นจากหลายเหตุการณ์ซ้อนทับกัน ไม่ว่าจะเป็นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อิสราเอลทำลายเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่านในภูมิภาคไปทีละอย่าง ทั้งการทำให้กลุ่มฮามาสและฮิซบอลลอฮ์อ่อนแอลงอย่างมาก รวมถึงการล่มสลายของระบอบอัสซาดในซีเรีย ประกอบกับทรัมป์ต้องการปิดฉากความขัดแย้งนี้ในยุคของเขาด้วยกำลัง มากกว่าการเจรจา

ผลการโจมตีครั้งนี้คือ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดวัย 86 ปีของอิหร่าน และผู้นำกองทัพระดับสูงหลายคนถูกสังหาร สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศแรกในประวัติศาสตร์ที่โจมตีโครงการนิวเคลียร์ของประเทศอื่นโดยตรง

สหรัฐฯ และอิสราเอล ในฐานะผู้กำหนดวาระ แต่กลับต้องแบกภาระอันหนักหนาสาหัส
สหรัฐฯ: ทรัมป์เลือกระเบิดแทนการเจรจา
สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นในขณะที่อิหร่านและสหรัฐฯ กำลังนั่งเจรจากันอยู่ที่เจนีวา โดยทรัมป์เลือกโจมตีทันทีแทนที่จะรอผลการเจรจา ผ่านการใช้ Executive Power ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด (Commander-in-Chief) โดยไม่ผ่านสภาคองเกรส นักวิเคราะห์การเมืองโลกหลายคนเห็นตรงกันว่าทรัมป์ต้องการ "ปิดฉาก" ความขัดแย้ง 47 ปีในฉบับของเขาเอง

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการหลายสำนักเตือนว่า การโจมตีโดยไม่มีแผนหลังสงครามที่ชัดเจนอาจทำให้สหรัฐฯ ติดหล่มในตะวันออกกลางอีกครั้ง เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นในอิรักและอัฟกานิสถาน

อิสราเอล: บรรลุเป้าหมายระยะยาว
สำหรับอิสราเอล การโจมตีครั้งนี้คือการขจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ที่รอคอยมาหลายสิบปี และเป็นโอกาสสร้างพันธมิตรใหม่กับรัฐอ่าวอาหรับ ซึ่งต่างก็มีศัตรูร่วมกันคืออิหร่านที่ตอบโต้ด้วยการโจมตีบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต

ยุโรป: ตกขบวน ลังเล และแตกแยก
บทบาทของยุโรปในวิกฤตครั้งนี้สะท้อนภาพที่น่าเศร้าของมหาอำนาจที่ "พูดเสียงดัง แต่ไม่มีอำนาจเพียงพอ" ในเวทีความขัดแย้งระดับโลก โดยเรื่องที่สร้างความกระอักกระอ่วนให้ยุโรปที่สุดคือ เมื่อปฏิบัติการเริ่มขึ้น ผู้นำยุโรปส่วนใหญ่ไม่ได้รับแจ้งล่วงหน้าแต่อย่างใด Hannah Neumann สมาชิกรัฐสภายุโรปและประธานคณะผู้แทนด้านความสัมพันธ์กับอิหร่าน เปิดเผยกับ CNBC ว่า แม้แต่นายกรัฐมนตรีเยอรมนี Friedrich Merz ผู้นำเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของ EU ก็เพิ่งได้รับแจ้งเพียงไม่กี่นาทีก่อนการโจมตีเริ่มขึ้นเท่านั้น Carl Bildt อดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดน กล่าวว่า
"ยุโรปถูกผลักออกไปอยู่ขอบสนามในความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่สุดของโลก"
ปฏิกิริยาของยุโรปจึงออกมาแตกต่างกันในแต่ละประเทศ สะท้อนถึงความแตกแยกภายในที่ลึกซึ้ง ฝรั่งเศสและสเปนออกมาวิจารณ์การโจมตีอย่างชัดเจน ประธานาธิบดี Emmanuel Macron ของฝรั่งเศสประกาศว่านี่คือ "การระเบิดของสงคราม" และเรียกร้องให้เปิดการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติทันที ขณะที่นายกรัฐมนตรีสเปน Pedro Sánchez ปฏิเสธการกระทำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ และอิสราเอล โดยกล่าวว่าเป็น "การเพิ่มความตึงเครียดและสร้างความไม่มั่นคง"

ในทางกลับกัน เยอรมนีกลับแสดงท่าทีที่คลุมเครือกว่า Merz เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่าอิสราเอล "กำลังทำงานสกปรกแทนเราทุกคน" สะท้อนว่าเบอร์ลินมองอิหร่านในฐานะภัยคุกคามร่วมกับอิสราเอล

สหราชอาณาจักรอยู่ในสถานะที่ลำบากที่สุด เพราะขั้นแรกปฏิเสธไม่ให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพอังกฤษในการโจมตี แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดทางให้ใช้เพื่อการโจมตี "เชิงป้องกัน" ทำให้ทรัมป์ยังออกมากล่าวว่า "ผิดหวัง" และอังกฤษ "ช้าเกินไป"

EU พูดเรื่องเดียวกัน แต่ไม่มีพลัง:
ผู้นำหลายคนของ EU ออกแถลงการณ์เรียกร้อง "ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด" และเน้นย้ำถึงความสำคัญของกรอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ แต่ไม่มีการประณามสหรัฐฯ หรืออิสราเอลอย่างตรงไปตรงมา EU ยอมรับว่าการโจมตีตอบโต้ของอิหร่านต่อรัฐอ่าวเป็นสิ่งที่ "รับไม่ได้" แต่กลับไม่แสดงจุดยืนชัดเจนต่อต้นเหตุ
อย่างไรก็ดีจุดพลิกผันเกิดขึ้นเมื่ออิหร่านส่งโดรนโจมตีไซปรัส ซึ่งเป็นสมาชิก EU โดยพบว่ามีการใช้เสาอากาศของรัสเซียในโดรนลำดังกล่าว กรีซตอบสนองด้วยการส่งเครื่องบิน F-16 และเรือรบไปป้องกันไซปรัสทันที และต่อมาฝรั่งเศสก็ประกาศส่งระบบต่อต้านขีปนาวุธและโดรนไปเสริมกำลังเช่นกัน

นี่คือสัญญาณว่ายุโรปพร้อมขยับก็ต่อเมื่อผลประโยชน์โดยตรงถูกคุกคาม ไม่ใช่จากหลักการเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศหรือสิทธิมนุษยชนเพียงอย่างเดียว

รัสเซียและจีน: ประณามดัง แต่ทำน้อย
รัสเซีย เปรียบเสมือนพันธมิตรที่หมดแรงของอิหร่าน
รัสเซียมีสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับอิหร่านที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ในเดือนตุลาคม 2568 แต่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกมาเพียงแค่ประณามว่าเป็น "การรุกรานที่ไม่มีการยั่วยุ" โดยไม่มีคำมั่นสัญญาด้านความช่วยเหลือทางทหารใด ๆ เหตุผลง่าย ๆ คือสงครามในยูเครนดูดกำลังรัสเซียไปเกือบหมด มอสโกแทบไม่มีทรัพยากรเหลือไปช่วยพันธมิตร
จีน: รักษาผลประโยชน์มาก่อนมิตรภาพ
จีนประณามการสังหารคาเมเนอีว่าเป็น "การละเมิดอธิปไตยอิหร่านอย่างร้ายแรง" และเรียกร้องให้หยุดยิง แต่ในความเป็นจริง ปักกิ่งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือทางวัตถุหรือการทหารใด ๆ แก่เตหะรานเลย

นักวิเคราะห์ชี้ว่าจีนอาจมองอิหร่านที่อ่อนแอลงเป็น "โอกาส" เพราะเตหะรานจะยิ่งต้องพึ่งพาปักกิ่งมากขึ้น ทั้งทางการทูต เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี อย่างไรก็ตาม การหยุดชะงักของช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางพลังงานหลักของจีนก็สร้างความเจ็บปวดให้ปักกิ่งไม่น้อย

ตะวันออกกลาง: โครงสร้างอำนาจใหม่กำลังก่อตัว
รัฐอ่าวทั้ง 6 ชาติ ทั้งบาห์เรน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และคูเวต ต่างถูกโจมตีโดยอิหร่านเพื่อตอบโต้ ท่าอากาศยานในดูไบ อาบูดาบี และบาห์เรนได้รับความเสียหาย การจราจรในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งคิดเป็นราว 20% ของปริมาณน้ำมันโลก

ผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิดคือ การโจมตีของอิหร่านยิ่งผลักรัฐอ่าวให้เข้าใกล้อิสราเอลและสหรัฐฯ มากขึ้น ความขัดแย้งนี้อาจเป็นตัวเร่งให้ความสัมพันธ์อาหรับ-อิสราเอลขยับเร็วขึ้นกว่าที่เคยคาด

ตุรกี: ผู้สงบเงียบที่ได้ประโยชน์
ตุรกีเลือก "สายกลาง" วิจารณ์การโจมตีแต่ไม่ถึงขั้นตัดความสัมพันธ์กับฝ่ายตะวันตก ขณะที่เงียบรอรับผลประโยชน์จากช่องว่างอำนาจในซีเรียที่อิหร่านเคยครอบครอง

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและพลังงานโลก:
ทันทีที่ข่าวการโจมตีแพร่ออกไป ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สายการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก และมีการประเมินว่าหากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาหารสดในตลาดรัฐอ่าวจะเริ่มขาดแคลนภายใน 20 วัน เนื่องจากชาติเหล่านี้พึ่งพาการนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด

จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณสูงต้องรีบปรับแผน หันไปพึ่งพาแหล่งน้ำมันจาก GCC มากขึ้น ซึ่งขัดกับยุทธศาสตร์ของปักกิ่งที่ต้องการหลีกเลี่ยงเส้นทางที่อยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯ

อาวุธนิวเคลียร์: บทเรียนที่โลกจะจำไม่ลืม
หนึ่งในผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดจากปฏิบัติการครั้งนี้คือสิ่งที่เรียกว่า "บทเรียนนิวเคลียร์" ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่าผลลัพธ์อาจตรงข้ามกับที่ตั้งใจ กล่าวคือ แทนที่จะหยุดอิหร่านจากการมีนิวเคลียร์ การโจมตีนี้อาจยิ่งทำให้ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเชื่อมั่นมากขึ้นว่า "สหรัฐฯ ไม่โจมตีประเทศที่มีระเบิดนิวเคลียร์" และจะเร่งพัฒนาอาวุธของตนเอง

อิหร่านวันนี้: ล่มสลายหรือยังยืนหยัด?
คำถามสำคัญที่สุดคือ อิหร่านหลังการสูญเสียผู้นำสูงสุดจะเป็นอย่างไร? คำตอบไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะโครงสร้างรัฐอิหร่านซับซ้อนและกว้างขวาง กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ยังคงควบคุมทรัพยากรและอำนาจทางเศรษฐกิจ

นักวิเคราะห์ชี้ว่าแม้จะ "ตัดหัว" ผู้นำต่อเนื่องหลายสัปดาห์ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำลายโครงสร้างนี้ได้อย่างสมบูรณ์ ขณะที่เศรษฐกิจอิหร่านที่ถดถอยอยู่แล้วจากการคว่ำบาตรจะยิ่งบีบคั้นรัฐบาลอย่างหนัก

โลกหน้าตาเป็นอย่างไรหลังจากนี้?
ปฏิบัติการ Epic Fury ได้เขย่าระเบียบโลกใน 4 มิติสำคัญ

มิติแรกคือ ความน่าเชื่อถือของสหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจที่ "เลือกสงคราม" มากกว่าการทูต ซึ่งจะส่งผลต่อความสัมพันธ์กับเกาหลีเหนือ จีน และมหาอำนาจอื่น ๆ

มิติที่สองคือ จีนและรัสเซียพิสูจน์ไม่ได้ว่าปกป้องพันธมิตรได้จริง ซึ่งสร้าง "ช่องว่างความน่าเชื่อถือ" ให้กับขั้วอำนาจนี้อย่างมาก

มิติที่สามคือ ยุโรปต้องเผชิญกับความจริงอันเจ็บปวดว่าตนเองถูกทิ้งไว้ข้างหลังในการตัดสินใจระดับโลก และจำเป็นต้องวางหมากทางยุทธศาสตร์ ของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างเร่งด่วน

และมิติที่สี่คือ ตะวันออกกลางกำลังจะจัดระเบียบใหม่ โดยมีอิสราเอลและรัฐ GCC เป็นผู้กำหนดโครงสร้างภูมิภาค แทนที่บทบาทเดิมของอิหร่านในฐานะ "ตัวสร้างความไม่มั่นคง"

คำถามที่ยังไม่มีคำตอบคือ โลกหลังจากนี้จะปลอดภัยขึ้น หรือเราเพิ่งจุดชนวนให้ทุกประเทศเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองกันอย่างเงียบ ๆกันแน่ และโดยต้องไม่ลืมว่าประเทศอื่นๆที่มีอาวุธนิวเคลียร์อาทิเช่น เกาหลีเหนือ อินเดีย และปากีสถานก็กำลังจับจ้องสถานการณ์การสู้รบอยู่อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งประเมินศักยภาพและท่าทีของกลุ่มขั้วอำนาจต่างๆไปด้วยอย่างแน่นอน

รฟม. ล้างหนี้!! เปิดเกมมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีเขียว หนี้เรื้อรังปะทุ ซับซ้อนหลายฝ่าย กทม. รับภาระหลังโอนกิจการ ศาลสั่งจ่ายเงินปิดหลายคดีแต่ยังไม่จบ

หลังจากเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรจบกันไปหมาดๆ ตอนนี้กลับเริ่มเห็นสนามเลือกตั้งย่อยเริ่มมาคึกคักกันอีกรอบแล้ว ไม่ใช่ที่ไหนเลยนั่นคือสนามเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพนั่นเอง และช่วงนี้ก็มีข่าวออกมาว่าผู้ว่าคนปัจจุบันคือฮีโร่ที่ล้างหนี้กับ รฟม. แล้ว ดังนั้นวันนี้ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อไอโอ เอย่าจะมาเล่าเรื่องของมหากาพย์ รฟม. ให้ทุกคนได้ทราบกันคะ

เราต้องมาย้อนมหากาพย์รถไฟฟ้าในกรุงเทพเมืองฟ้าอมรนี้ก่อน ก่อนอื่นเอย่าขอพาย้อนไปในช่วงปี 2535 ที่ตอนนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯกทม. เริ่มมีแนวคิดอยากแก้ไขปัญหาเรื่องรถติดในกรุงเทพด้วยการสร้างรถไฟฟ้า ซึ่งในขณะนั้น BTS ก็ชนะการประมูลสัมปทานก่อสร้างและเดินรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ เป็นระยะเวลา 30 ปี เป็นสัญญาแบบ BOT (Build, Operate, Transfer) หรือ BTS รับผิดชอบดูแลการก่อสร้างโยธาทุกอย่าง ทั้งทางยกระดับ ระบบราง ตัวสถานี โรงซ่อมบำรุง ดำเนินการเดินรถและซ่อมบำรุง โดยรถไฟฟ้าสร้างเสร็จและเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2542 ซึ่งในตอนนั้นมีแค่ 2 สาย 23 สถานี คือ สายสีลม (เขียวเข้ม) : ระหว่าง สนามกีฬาแห่งชาติ – สะพานตากสิน และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อน) : ระหว่าง หมอชิต – อ่อนนุช ณ เวลานั้นค่าโดยสารอะไรทั้งหมด BTS รับไปเต็มๆ เพราะลงทุนทุกอย่างเองหมด พอจบสัมปทาน 30 ปี ถึงยกทรัพย์สินทุกอย่างให้กับ กทม. ซึ่งปีที่หมดสัมปทานคือ 2572 นั่นเอง

ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นจากการมีการทำรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายได้แก่ สายสีลม (สีเขียวเข้ม) จากสถานีสะพานตากสิน ถึงสถานีบางหว้า และ สายสุขุมวิท (สีเขียวอ่อน) จากสถานีอ่อนนุชถึงสถานีแบริ่ง โดยในส่วนนี้ กทม. เป็นคนจ่ายค่าก่อสร้างโยธาทั้งหมด ทางยกระดับ ตัวสถานี ระบบราง ฯลฯ โดย กทม. ในยุค ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ลงนามเซ็นต์สัญญาว่าจ้าง BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุง ในส่วนต่อขยายที่ 1 ที่เพิ่งสร้างขึ้นมา เป็นระยะเวลา 30 ปี ในส่วนนี้มีจุดที่เป็นประเด็นอยู่คือ สัญญานี้เพิ่มระยะเวลาให้ BTS เป็นผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงเส้นทางเดิมที่จะครบกำหนดอายุสัมปทานในปี 2572 ที่เป็นส่วนรถไฟฟ้าส่วนแรกอีกด้วย โดยอายุของสัญญาที่เซ็นต์เพิ่มนี้จะหมดในปี 2585 ละจากจุดนี้เองที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหานี้ของ รฟม. และ กทม. กล่าวคือ เมื่อทาง BTS ได้เงินมาทาง BTS ต้องเอารายได้จากการขายตั๋วนำส่งให้ กทม. เพราะ กทม. เป็นผู้ว่าจ้าง ส่วนทาง BTS นั้น เป็นเพียงผู้ดูแลเรื่องการเดินรถและซ่อมบำรุงในฐานะลูกจ้างของ กทม. อีกต่อนั่นเอง
.
ต่อมามีการต่อส่วนขยายที่ 2 เพิ่มเติมได้แก่ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนเหนือ) จากสถานีหมอชิตถึงสถานีคูคต และ สายสุขุมวิท (เขียวอ่อนใต้) จากสถานีแบริ่งถึงสถานีเคหะฯ จะพบว่าสถานีปลายทางทั้ง 2 สายไม่ได้อยู่ในพื้นที่กรุงเทพแล้วแต่ไปอยู่ในพื้นที่ของปทุมธานีและสมุทรปราการ ดังนั้นส่วนต่อขยายที่นอกเหนือกรุงเทพนั้นในยุคที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีด้มีมติให้ รฟม. เป็นผู้รับผิดชอบในส่วนของค่าก่อสร้างทั้งหมด แต่ทว่ารถไฟฟ้านั้นวิ่งยาวต่อเนื่องเป็นสายเดียวกัน มีเจ้าของหลายคน หลายช่วงต่อ มีปัญหาเรื่องการเก็บเงิน แจกจ่ายรายได้ต่างๆ ฯลฯ ในปี 2558 กระทรวงคมนาคมได้มีมติเปลี่ยนให้ กทม. เป็นรับผิดชอบการเดินรถโครงการสายสีเขียวทั้งหมด กลายเป็นว่า กทม. ต้องรับโอนหนี้ค่าก่อสร้างประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในส่วนต่อขยายจาก รฟม. มาด้วยนั่นเอง

จากนั้นทางกรุงเทพได้ให้บริษัท กรุงเทพธนาคม คำถามคือบริษัทกรุงเทพธนาคมคือใคร เอย่าจะตอบสั้นๆเข้าใจง่ายๆคือ บริษัทกรุงเทพธนาคม คือบริษัทที่มีกรุงเทพมหานครถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่เป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่คล้ายรัฐวิสาหกิจของท้องถิ่น โดยมีหน้าที่จัดทำบริการสาธารณะและบริหารจัดการสาธารณูปโภค เช่น ขนส่งมวลชนสิ่งแวดล้อมและกิจการพิเศษนั่นเอง ซึ่งกรุงเทพธนาคมได้ว่าจ้าง BTS ในการติดตั้งงานระบบและเป็นผู้เดินรถต่ออีกทอดหนึ่ง กลายเป็นว่า สัญญาให้ BTS ดูแลส่วนบริการเดินรถและซ่อมบำรุงโครงการรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายที่ 2 จุดนี้ด้วย เป็นระยะเวลา 25 ปี โดยสัญญาจะสิ้นสุดในปี 2585 ต่อมากรุงเทพธนาคม ได้ซื้องานระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (E&M) จากบีทีเอส และจากตรงนี้เป็นจุดสร้างหนี้เพิ่มอีก 23,312 ล้านบาท ซึ่งหนี้ก้อนนี้เกิดจากค่าใช้จ่ายในการติดตั้งระบบไฟฟ้าและเครื่องกล (Electrical and Mechanical - E&M) สำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายที่ 2 นั่นเอง

ในยุคผู้ว่าฯ อัศวินขวัญเมืองมีความพยายามที่จะไม่ใช้เงินของ กทม. ในการเข้ามาจัดการแก้ปัญหาหนี้ก้อนนี้ โดยทางผู้ว่าอัศวิน ในเวลานั้นได้เสนอแนวทางการแก้ไขโดยใช้โมเดลการลงทุน PPP แบบ Net Cost หรือคือการการร่วมทุนที่เอกชนรับความเสี่ยงด้านรายได้และค่าใช้จ่ายทั้งหมด (รับรายได้ค่าบริการเอง) โดยเอกชนจะรับผิดชอบออกแบบ ก่อสร้าง จัดหาเงินทุน และเดินรถ โดยมีหน้าที่จ่ายค่าสัมปทานหรือส่วนแบ่งรายได้ให้ภาครัฐ ซึ่งทำให้รัฐลดภาระทางการเงินและหนี้สาธารณะได้ดีกว่า โดยวิธีนี้มีข้อดีคือ ภาครัฐลดภาระงบประมาณได้สูงสุด ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงรายได้ต่ำกว่าเป้า ในขณะที่ก็มีข้อจำกัดคือ เอกชนอาจไม่สนใจหากโครงการมีความเสี่ยงสูง และรัฐบาลควบคุมราคาค่าโดยสารได้ยากกว่า เพราะเอกชนต้องดูแลรายได้เองทั้งหมด และนี่เองที่ทำให้เมื่อเข้าสู่คณะรัฐมนตรีแล้วไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี

รฟม. เริ่มฟ้อง กทม. ในปี 2564 รฟม. ได้ฟ้อง กทม. ที่ 2 คดีคือ คดีที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) โดยมี บริษัท กรุงเทพธนาคม และ กทม. เป็น คู่กรณี กับคดีดีที่ รฟม. ฟ้อง กทม. เป็นคดีเกี่ยวกับ “ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ โดย ณ วันนี้ ในส่วนที่ รฟม. ฟ้องเรียกค่าจ้างเดินรถ/ระบบ (O&M / E&M) นั้นบางสัญญาคดีถึงที่สุดแล้วและศาลมีคำสั่งให้ กทม. ชำระนี้เป็นเงินสด โดย กทม. ก็ต้องทำตามคำสั่งศาลโดยการจัดสรรงบประมาณและรายได้จาก กทม. มาจ่ายหนี้ในส่วนนี้นั่นเอง สรุปสั้นๆนะคะ คดี O&M นั้นหลายคดีจบแล้วจ่ายปิดไปแล้ว แต่ไม่ใช่ทุกคดี ส่วนคดี ภาระหนี้ค่าก่อสร้างส่วนต่อขยาย” หลังโอนโครงการ นั้นคดียังอยู่ในชั้นศาลคะ

จากการที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. ก็ดี หรือไอโอของผู้ว่าท่านปัจจุบันที่พยายามมองว่านี่คือฮีโร่หรืออะไรก็ตาม เอย่าบอกแค่ว่า ท่านแค่ปฏิบัติตัวในการเป็นลูกหนี้ที่ดีตามคำสั่งศาลเท่านั้นคะ ส่วนทาง BTS หรือจะเรียกได้ว่าเป็น รฟม. ได้โพสต์ว่า “หนี้ยังไม่หมดนะครั้บบบผม หยอกน๊าคุณน้าา” ก็คือเอาความจริงมาขยี้ที่มีแค่คนข้างในไม่กี่คนที่ทราบสตอรี่ที่แท้จริงนั่นเอง

สูตรลับค้ำบัลลังก์!! ‘เนวิน’ งัดตำนานเพื่อนรักร่วมรัฐบาลปี 51 จ่อดึง 22 เสียง ‘ประชาธิปัตย์‘ สร้างเสถียรภาพ พร้อมดัน ‘อภิสิทธิ์’ นั่งประธานรัฐสภา หวังเสริมแกร่งหนุน ’ภูมิใจไทย‘ อยู่ยาว

“เนวิน” เปิดดีล 22 เสียงประชาธิปัตย์ ที่ “อภิสิทธิ์” ยากจะปฏิเสธ
……..
จริงเท็จประการใดไม่ทราบกับข่าวว่า “เนวิน ชิดชอบ” หัวเรือใหญ่ หรือครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย เปิดดีลสร้างภาพลักษณ์ให้รัฐบาล “อนุทิน 2” ด้วยการดึงประชาธิปัตย์ 22 เสียง มาอยู่กับซีกรัฐบาล โดยชงหวานให้ “อภิสิทธิ์ เวชชีชีวะ” นั่งตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมายถึงนั่งประธานรัฐสภาด้วยนั้นเอง

ก็ถือเป็นอีกสูตรที่เป็นไปได้ ถ้าโจทย์อยู่ที่ว่า รัฐบาลนี้ต้องอยู่ยาว ล้มยาก รัฐมนตรีไม่มีรอยด่างพลอยให้นักร้องจ้องยื่นศาลด้วยข้อหา “จริยธรรม” อันจะกระทบถึงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย

ที่บอกว่าเป็นไปได้ #นายหัวไทร จะพาย้อนไปดูเหตุการณ์ทางการเมือง ที่ “อภิสิทธิ์”จะต้องไม่ลืมและจดจำไปตลอดชีวิต เป็นเหตุการณ์ที่ เนวิน ชิดชอบ นำ ส.ส. ในกลุ่มของตนยกมือสนับสนุน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2551

เป็นช่วงปลายปี 2551 หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย “ยุบพรรคพลังประชาชน” ทำให้ต้องจัดตั้งรัฐบาลใหม่ในสภา

ตอนนั้นกลุ่มของเนวิน ซึ่งถูกเรียกว่า “กลุ่มเพื่อนเนวิน” หรือภายหลังพัฒนาเป็นแกนของ พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจแยกตัวจากขั้วเดิม แล้วหันไปสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์

ผลคือวันที่ 15 ธันวาคม 2551 สภาผู้แทนราษฎรลงมติเลือกอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 27 ของไทย สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทางการเมือง

การโหวตครั้งนั้นเปลี่ยนสมดุลการเมืองแบบพลิกกระดานกลางสภาเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวะ “เปลี่ยนขั้ว เปลี่ยนขุน” ที่สำคัญของการเมืองไทยยุคหลังปี 49

นี้เป็นปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ “อภิสิทธิ์”จพปฏิเสธไม่ได้ถ้า “พี่เน”เอ่ยปากของให้มาช่วยขับเคลื่อนรัฐบาลไปด้วยกัน ช่วยผลักดันกฎหมายสำคัญๆ ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี ผ่านกลไกระบอบรัฐสภาที่มี “อภิสิทธิ์”นั่งคุมหัวโต๊ะ

จับตาด้วยใจลุ้นระทึกว่า ดีลนี้จริงหรือไม่ และจะสำเร็จหรือเปล่า

พรรคการเมืองหรือแหล่งรวมคดี? คำถามดัง ๆ ถึง "พรรคสามกีบ" กับวาทกรรมลวงโลก "มีเราไม่มีเทา" อ้างจุดยืนใสสะอาดแต่วีรกรรมเพียบ

พรรคการเมืองสามกีบ “วันสต็อปเซอร์วิส”
เลือกพรรคเรา มีบริการครบทุกความเลว
คงไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่พูดได้โดยไม่กระดากปากว่าทุกประเทศทั่วโลกรวมกันน่าจะมีแค่ “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงหนึ่งเดียวของไทยแลนด์ที่ผลิต “นักการเมืองระดับโฉดชั่ว” ออกมาให้สังคมส่ายหัวติด ๆ กันมากที่สุด

ที่น่าอับอายประเทศตัวเองมากกว่านั้น คือยังมีเหล่า “สาวกผู้ใจบอด” ที่ไม่ว่า “พรรคล้มเจ้า” จะมีพฤติกรรมเทา ๆ ดำ ๆ และต่ำเตี้ยในเรื่องจริยธรรม คุณธรรมขนาดไหน ก็ยังคงหลับหูหลับตาสนับสนุนไม่เลิกรา

สังคมไทยได้เดินทางมาถึงในวันที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อย ไม่สนใจความถูกต้อง แต่กลับเดินหน้าโอบอุ้มสิ่งที่ถูกใจหน้าตาเฉย ด้วยการหันไปชื่นชม สนับสนุน กลุ่มคนที่ไม่ต่างจาก “อาชญากร” ที่ซ่อนรูปมาในคราบ “นักการเมืองคนรุ่นใหม่”

วาทกรรมเท็จสารพัดที่ “พรรคการเมืองสามกีบ” โปรยสู่สังคมเพื่อหลอกต้ม “ด้อมสมองน้อย” ให้หลงคล้อยและเชื่อตามว่า “มีเราไม่มีเทา” และเดินหน้าตำหนิ ก่นด่า พรรคการเมืองอื่น ๆ ในทางเสื่อมเสีย แต่เพียงไม่นานนักในทุก ๆ ความโสมมที่คนไทยจะนึกออก กลับไปรวมอยู่ใน “พรรคการเมืองสามกีบ” เพียงพรรคเดียว คล้ายกับ “เลวดึงดูดเลว” ให้มารวมกันเพื่อรอวัน “ตายหมู่” ในไม่นานจากนี้

ระหว่างที่สังคมไทยกำลังจับตามองว่า “พรรคส้มเน่า” จะถูกยุบพรรคเป็นครั้งที่สามหรือไม่ ใครที่สนับสนุนพรรคการเมืองสามกีบอยู่ในห้วงเวลานี้ ก็จะได้รับบริการประเภท “วันสต็อปเซอร์วิส” เรียกว่าเลือกพรรคเดียวได้รับทั้ง สส.เว็บพนัน สส.ฟอกเงิน สส.โดนคดี ๑๑๒ สส.หนีการเกณฑ์ทหาร และ สส.ข่มขืนหญิงสาว รวม ๆ แล้วมีทั้งเทาไปจนถึงดำมืดยั้วเยี้ยเต็มพรรคไปหมด

ยังไม่นับเรื่องที่ “อำมหิตในระดับคลาสสิd” นั่นก็คือการหลอกเด็กไปติดคุกจนต้องเสียอนาคตมากมาย ความชั่วระดับนี้มีแค่ที่นี่..ประเทศไทย

โดย แจ็ค รัสเซล

เบิกเนตรประกันสังคมไทยเทียบมะกัน

ในวันที่สาวกส้มเน่าด้อยค่าสวัสดิการประกันสังคม แถมอ้างสิทธิ์การรักษาของประกันสังคมว่าล่าช้าไม่ทันใจ  มาเช้าตรู่ได้รักษาช่วงบ่าย คือเอย่าก็จะบอกว่า คนจ่ายค่าประกันตนเอาข้อมูล ณ มิถุนายน ปีที่แล้วมีอยู่ที่ 24.8 ล้านคน  สมมุติคนจำนวน 0.002% หรือ 496 คนเข้าโรงพยาบาลเดียวกับคุณแล้วทุกคนคาดหวังการรักษาแบบคนที่โวยวายแล้วถ้าหมอเขาโวยวายบ้างว่าหมอทำงานหนักต่อวันต้องตรวจคนไข้ร่วม 250 คนในขณะที่ค่า DF ที่หมอควรจะได้กลับไม่มี  หมอจำเป็นต้องตรวจให้ไหม  พยาบาลต้องมาดูแลไหม  คนที่บ่นด่าควรจะเข้าใจระบบประกันสังคมก่อนไหมว่าคุณคือ 1 ในผู้ที่มีสิทธิ์ ไม่ใช่ผู้มีสิทธิพิเศษใดๆ  

ดังนั้นก่อนที่พวกคุณจะก่นด่าด้อยค่าอะไร  คุณควรมีความรู้ด้วยเพื่อไม่ให้คนมาดูถูกดูแคลนคุณได้ทีหลัง  ดังนั้นวันนี้เอย่าจะมาเสนอข้อมูลเปรียบเทียบประกันสังคมระหว่างไทยกับอเมริกา แดนฟ้าศิวิไลซ์ที่หลายคนอยากย้ายไปใช้ชีวิตใหม่ที่นั่นให้ทราบกัน

ด้านค่าใช้จ่าย  ประกันสังคมของไทยมีการแบ่งจ่ายหลายแบบตามแต่ละมาตราโดยคนที่จ่ายหนักสุงคือพนักงานเอกชนที่เสียเงินประกันสังคมต่อเดือน 750 บาทในขณะของอเมริกาชาวอเมริกันจะต้องจ่ายเงินประกันสังคม 12.4% ของรายได้  โดยถ้าเป็นพนักงานหรือลูกจ้างจะจ่าย 6.2% และอีก 6.2% จะเป็นบริษัทจ่าย โดยเงินสวัสดิการสังคมของสหรัฐนั้นจะไม่ได้เป็นเงินสวัสดิการสำหรับรักษาพยาบาลแต่จะเป็นเงินบำนาญที่ได้ตอนเกษียณ  

โดยของไทยเงินประกันสังคมจะคิดจาก 5% ของเพดานเงินเดือนที่ 1500 บาท แต่ของสหรัฐนั้นเสียภาษีตามรายได้จริงแต่มีเพดานกำหนดตามดัชนีค่าจ้างเฉลี่ยของประเทศซึ่งในในปี 2026 ใช้เพดานสูงสุดอยู่ที่ 184,500 USD หรือประมาณ 5.9 ล้านบาท  ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ไม่รวมค่า Medicare  หรือค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง พูดง่ายๆคะว่าคนอเมริกันจ่ายเงินประกันสังคมไม่ได้ครอบคลุมรักษาพยาบาลนะคะ  แต่เขาต้องจ่ายเงินอีกตัวที่เรียกว่า Medicare tax โดยต้องจ่ายในอัตรา 1.45% ของค่าจ้างโดยไม่มีเพดานเงินได้ และถ้าหากคุณเป็นลูกจ้างที่มีรายได้เกิน 200,000 USD ต่อปีคุณต้องจ่ายค่า Medicare tax อีก 0.9% โดย Medicare tax นี้จะเริ่มทำงานตอนอายุ 65 ปี โดยในประวัติคือ ทำงานและจ่ายภาษี Medicare อย่างน้อยประมาณ 10 ปีถ้าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะต้อง Co-Payment คะยกเว้นเสียว่าหากคุณพิการหรือไตวายระยะสุดท้ายคุณก็จะได้สิทธิไวกว่ากำหนดได้

ในขณะที่ประกันสังคมของไทยครอบคลุมทั้งค่ารักษาพยาบาล ตรวจสุขภาพประจำปี ทำฟัน เงินชดเชยว่างงานรวมไปถึงบำนาญ แต่ของเมืองมะกันไม่ได้แบบเรานะคะ เงินประกันสังคมของเขาคือเงินบำนาญที่จะเอาออกมาใช้ได้ตอนอายุ 65 ปีขึ้นไป ต่างจากของไทยที่เริ่มจ่ายเงินบำนาญตอนอายุ 55 ปี โดยผู้ประกันตนต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน กล่าวคือ ลาออก หรือ เกษียณ หรือ ไม่ได้ส่งเงินสมทบต่อนั่นเองซึ่งถ้าเราจ่ายเงินประกันสังคมเกิน 180 เดือนขึ้นไป เราจะได้บำนาญไปตลอดชีวิต ซึ่งหลังจากเราไม่ได้อยู่ในระบบประกันสุขภาพแล้วของไทยเราก็ไม่ต้องห่วงเพราะมีระบบประกันสุขภาพรักษาฟรีตลอดชีวิตเช่นกัน

ก่อนจบเอย่าอยากจะแชร์ให้ฟังว่าถ้าใครไม่อยากไปรอพบหมอแบบไทยที่จะวอร์คอินไปเมื่อไหร่ก็ได้ เชิญย้ายประเทศไปรับสวัสดิการแบบอเมริกาได้นะคะ เพราะถ้าคุณไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเคสฉุกเฉินแล้วรบกวนลงนัดหมอคะแล้วไปวันที่นัดเพราะจากประสบการณ์ที่ได้รับรู้จากคนที่เคยไปใช้โรงพยาบาลรัฐของอเมริกาก็บอกว่าเวลารอแพทย์อาจจะไวกว่าไทยประมาณ 30 นาทีถึง 1 ชั่วโมง แค่นั้น 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion)

ครั้งหนึ่ง ฝรั่งเศสเคยเป็นจักรวรรดิเจ้าอาณานิคมที่ยิ่งใหญ่ มีดินแดนอาณานิคมมากมายไม่น้อยไปกว่าสหราชอาณาจักร ทั้งในทวีปแอฟริกา เอเชียโดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งส่วนหนึ่งยังคงเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสจนทุกวันนี้ กำลังอำนาจที่ฝรั่งเศสนำมาใช้ในการไล่ล่าอาณานิคมในดินแดนต่างได้แก่ “กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส” (อังกฤษ: French Foreign Legion ฝรั่งเศส: Légion étrangère หรือ la Légion แปลว่า 'กองทหาร ต่างชาติ') เป็นหน่วยทหารของกองทัพฝรั่งเศสที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ชาวต่างชาติเสามารถเป็นทหารในกองทัพฝรั่งเศสได้ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสก่อตั้งขึ้นในปี 1831 โดยพระเจ้าหลุยส์ที่ 2 และยังคงทำหน้าที่อยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยหลายเหล่า ได้แก่ ทหารราบ ทหารม้า ทหารช่าง และทหารพลร่ม 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้รับการยกย่องว่าเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี โดยการฝึกจะเน้นไปที่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมและความสามัคคี อันแข็งแกร่งของเหล่าทหารสัในงกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศส เนื่องจากทหารเหล่านี้มาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน ดังนั้น การฝึกจึงมักถูกอธิบายว่า ไม่เพียงแต่ท้าทายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังสร้างความเครียดทางจิตใจอย่างมากอีกด้วย ทหารสังกัดกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถยื่นขอสัญชาติฝรั่งเศสได้หลังจากรับราชการครบ 3 ปี หรือทันทีหลังจากได้รับบาดเจ็บในระหว่างปฏิบัติหน้าที่: ข้อกำหนดอันหลังนี้เรียกว่า " Français par le sang versé " (คนฝรั่งเศสโดยเลือดที่หลั่ง) กองทหารต่างชาติฝรั่งเศส (French Foreign Legion) เป็นหน่วยทหารประจำการของกองทัพฝรั่งเศส พระเจ้าหลุยส์ ฟิลิปป์ (พระเจ้าหลุยส์ที่ 2) กษัตริย์แห่งฝรั่งเศส ทรงก่อตั้งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 10 มีนาคม ค.ศ. 1831 โดยเริ่มแรกรับสมัครทหารจากกองทหารต่างชาติสวิสและเยอรมันที่เพิ่งยุบไปของราชวงศ์บูร์บง เนื่องจากกองกำลังฝรั่งเศสที่เข้ายึดครองแอลเจียร์ในปี ค.ศ. 1830 ต้องการกำลังเสริม จึงได้มีการขนส่งกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสทางทะเลเป็นหน่วยย่อยจากตูลงไปยังแอลจีเรีย

หน่วยนี้อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส และเปิดรับพลเมืองฝรั่งเศสเข้าร่วมด้วย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเป็นหน่วยที่เน้นการฝึกฝนไม่เพียงแต่ทักษะทางทหารแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังเน้นความสามัคคีในหมู่คณะด้วย เนื่องจากกำลังพลมาจากประเทศต่างๆ ที่มีวัฒนธรรมแตกต่างกัน การฝึกฝนเช่นนี้จึงเป็นวิธีหนึ่งในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้พวกเขาเพื่อให้สามารถทำงานเป็นทีมได้ นับตั้งแต่ปี 1831 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสได้สูญเสียกำลังพลไปเกือบ 40,000 นายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ในฝรั่งเศส แอลจีเรีย โมร็อกโก ตูนิเซีย มาดากัสการ์ แอฟริกาตะวันตก เม็กซิโก อิตาลี ไครเมีย สเปน อินโดจีน นอร์เวย์ โลยาดา ซีเรีย ชาด ซาอีร์ เลบานอน แอฟริกากลาง กาบอง คูเวต รวันดา จิบูตี อดีตยูโกสลาเวีย โซมาเลีย สาธารณรัฐคองโก ไอวอรี่โคสต์ อัฟกานิสถาน มาลี ซาเฮล และประเทศอื่นๆ

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจัดเป็นหน่วยทหารอาสาสมัครชั้นยอดของกองทัพฝรั่งเศส ปัจจุบันมีกำลังพลทั้งสิ้นจำนวนราว 9,500 นาย ก่อตั้งขึ้น เพื่อบูรณาการชาวต่างชาติกองกำลังนี้เป็นที่รู้จักในด้านการฝึกฝนที่เข้มงวด ความสามัคคี และตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นมา มีสมาชิกหลากหลายเชื้อชาติ โดยส่วนใหญ่มาจากอเมริกาใต้และเนปาล ผู้เข้ารับการฝึก (อายุ 17.5–39.5 ปี) จะอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายทหารฝรั่งเศส เซ็นสัญญา 5 ปี มักจะใช้ชื่อใหม่ และสามารถได้รับสัญชาติฝรั่งเศสเมื่อสำเร็จการฝึก และปฏิบัติงานครบสามปี โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

-    ภารกิจและองค์ประกอบ: กองทหารต่างชาติปฏิบัติการในฐานะกองกำลังมืออาชีพที่สามารถเคลื่อนพลได้อย่างรวดเร็วในภารกิจต่างประเทศ ปฏิบัติการของสหประชาชาติ และ NATO 
-    การรับสมัครและคุณสมบัติ: ผู้สมัครต้องเป็นเพศชาย อายุระหว่าง 17 ปีหกเดือนจนถึง 39 ปีหกเดือน ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด มีสุขภาพแข็งแรงพร้อมปฏิบัติหน้าที่ และสามารถอ่านและเขียนภาษาแม่ของตนได้ ไม่รับสมัครผู้กระทำความผิดที่มีประวัติอาชญากรรมร้ายแรงหรือรุนแรงจะไม่ได้รับการยอมรับ 
-    สถานที่และขั้นตอนการสมัคร: ผู้สมัครต้องเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส (ปารีสหรือโอแบญ) เพื่อสมัครด้วยตนเอง ไม่สามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ได้
-    ชีวิตและการค่าตอบแทน: เงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 1,500 ยูโรต่อเดือน พร้อมอาหารและที่พักฟรี ตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป เงินเดือนอาจสูงถึง 8,000 ยูโร ขึ้นอยู่กับยศและตำแหน่งงาน
-    อัตลักษณ์: ผู้เข้ารับการฝึกสามารถใช้ชื่อใหม่เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ แต่สามารถกลับมาใช้อัตลักษณ์ตามกฎหมายเดิมได้หลังจากรับราชการครบหนึ่งปี 

แม้ว่ากองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจะปกป้องความเป็นส่วนตัวของทหารทุกคน แต่ผู้สมัครทุกคนจะถูกสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อค้นหาแรงจูงใจในการเข้าร่วมกองทหารต่างชาติและเพื่อตรวจสอบว่าเขามีประวัติอาชญากรรมหรือไม่ ผู้ที่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายเล็กน้อยจะได้รับการยอมรับ หรือแม้แต่ได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ด้วยเชื่อว่า พวกเขายินดีที่จะละทิ้งชีวิตเดิมและ บูรณาการเข้ากับชีวิตในกองทหารต่างชาติอย่างเต็มที่ 

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะลงนามในสัญญาเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 5 ปี และถูกส่งไปฝึกขั้นพื้นฐาน (รวมถึงการเรียนภาษาฝรั่งเศส หากจำเป็น) กับกรมทหารต่างชาติที่ 4 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัสเตลโนดารี ประเทศฝรั่งเศส ในระหว่างการฝึกขั้นพื้นฐาน ทหารใหม่จะได้รับหมวกสีขาวแบบดั้งเดิม หรือเคปี บลองก์ในพิธีจุดคบเพลิงอันน่าประทับใจ แม้ว่าหมวกเบเรต์สีเขียวจะยังคงเป็นหมวกประจำการในเครื่องแบบรบของกองทหารก็ตาม ทหารที่ได้รับการคัดเลือกเข้ากรมทหารพลร่มต่างชาติที่ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองกัลวี ในเกาะคอร์ซิกาจะถูกส่งไปฝึกพลร่มที่โรงเรียนพลร่มของฝรั่งเศสที่เมืองปอ มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกส่งไปประจำการยังกรมทหารราบต่างชาติที่ 2 ที่เมืองนีมส์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารราบต่างชาติที่ 3 ในเฟรนช์เกียนา กองพลน้อยที่ 13 ในจิบูตี กรมทหารม้าต่างชาติที่ 1 ที่เมืองออเรนจ์ (ฝรั่งเศส) กรมทหารช่างต่างชาติที่ 1 และ 2 ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองลอดูนและเมืองแซงต์-คริสตอล (ฝรั่งเศส) ตามลำดับ หรือหน่วยทหารต่างชาติขนาดเล็กบนเกาะมายอตต์

แม้ว่าทหารในกองทหารต่างชาติอาจมีสัญชาติใดก็ได้ แต่เจ้าหน้าที่ในกองทหารทั้งหมดเป็นพลเมืองฝรั่งเศสโดยกำเนิดหรือได้รับสัญชาติฝรั่งเศส หลายคนจบจากโรงเรียนนายร้อยทหาร แซงต์-ซีร์ เมืองโคเอตกิดอง ประมาณหนึ่งในสิบของเจ้าหน้าที่เป็นอดีตนายสิบ (NCO) ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสสามารถเลื่อนยศเป็นสิบโทได้หลังจากรับราชการสองปี สิบโทที่รับราชการสามปีสามารถเลื่อนยศเป็นจ่า ซึ่งเป็น ยศนาย สิบ ต่ำสุด ยศนายสิบที่สูงกว่านั้นสงวนไว้สำหรับทหารในกองทหารต่างชาติที่สมัครเข้ารับราชการอีกครั้ง

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังคงเป็นส่วนสำคัญของกองทัพฝรั่งเศสมาโดยตลอด อยู่รอดมาได้แม้ในยุคสาธารณรัฐฝรั่งเศส 3 สมัย จักรวรรดิฝรั่งเศสที่สอง และแม้กระทั่งสงครามโลกสองครั้ง รวมถึงการเกิดขึ้นและการล่มสลายของกองทัพเกณฑ์ขนาดใหญ่ การยุบเลิกจักรวรรดิอาณานิคมฝรั่งเศส และการสูญเสียฐานที่มั่นของกองทหารต่างชาติในแอลจีเรีย ก่อนสิ้นสุดสงครามแอลจีเรีย กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเคยถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพแอฟริกา (Armée d'Afrique) เป็นหลัก เพื่อปกป้องและขยายอาณาจักรอาณานิคมของฝรั่งเศสในช่วงศตวรรษที่ 19 ปฏิบัติการในอาณานิคมของฝรั่งเศสในแอฟริกาเหนือ จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามแอลจีเรียในปี 1962 

กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสยังได้เข้าร่วมรบในสงครามของฝรั่งเศสเกือบทุกครั้ง รวมถึงสงครามอื่นๆ อาทิ สงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และสงครามโลกครั้งที่สองปัจจุบัน หน่วยบางส่วนของกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสประจำการอยู่ที่คอร์ซิกาหรือดินแดนในปกครองของฝรั่งเศส (ส่วนใหญ่อยู่ในเฟรนช์กายอานา ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยศูนย์อวกาศกายอานา) ขณะที่ส่วนที่เหลือประจำการอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินใหญ่ฝรั่งเศส จนกระทั่งปี 1962 กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสไม่เคยประจำการในแผ่นดินใหญ่ของฝรั่งเศสเลย ยกเว้นในช่วงสงคราม กองบัญชาการกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสตั้งอยู่ที่เมืองซิดี เบล อับเบส ประเทศแอลจีเรีย 

กองบัญชาการปัจจุบันตั้งอยู่ที่เมืองโอแบญ (Aubagne ) ชานเมืองของนครมาร์เซย์ เป็นที่ตั้งของกองทหารต่างชาติที่ 1 (1st Foreign Regiment) ซึ่งส่วนใหญ่ทำหน้าที่ด้านการบริหาร ผู้สมัครเข้ารับราชการทหารจะถูกส่งมาจากศูนย์รับสมัครในเมืองใหญ่ๆ ของฝรั่งเศส (ไม่สามารถสมัครเข้ารับราชการทหารในต่างประเทศได้) มายังโอแบญ เพื่อเข้ารับการคัดเลือก โอแบญยังเป็นที่ตั้งของหอจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ของกองทหารต่างชาติ และเป็นที่ตีพิมพ์นิตยสารของกองทหารต่างชาติชื่อ Képi blanc (“หมวกเคปิสีขาว”) ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1947

ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกองทัพฝรั่งเศสและกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสคือ กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสรับคนจากทุกประเทศ ไม่ใช่แค่จากฝรั่งเศสเท่านั้น แต่จากทั่วทุกมุมโลกปัจจุบัน กองทหารต่างชาติฝรั่งเศสมีผู้คนจากกว่า 140 สัญชาติ อาศัยและทำงานร่วมกัน ทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสแต่ละคนจะเซ็นสัญญา "à titre étranger" (ในฐานะทหารต่างชาติ) ดังนั้นทหารในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสจึงสามารถเปลี่ยนกองทหารได้เฉพาะภายในกองทหารต่างชาติฝรั่งเศสเท่านั้น

ภูมิใจไทยจะจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรีให้สายใต้กี่คน 3-4 ฤา…ถึงเวลา “สรรเพชญ บุญญามณี”แล้ว

สายใต้ภูมิใจไทย ควรมีรัฐมนตรีกี่ตำแหน่ง และควรจัดสรรให้ใครบ้าง

ต้องยอมรับความจริงว่า ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยรุกคืบเข้าสนามเลือกตั้งภาคใต้แบบเข้าเป้า 31 ที่นั่ง จาก 59 ที่นั่ง คว้าไปเกินครึ่ง ฝั่งอันดามันกวาดเกือบเรียบ เว้นภูเก็ต และตรังเท่านั้น สงขลา นครศรีฯก็ต้อนไปเยอะ

แน่นอนว่า ผลการเลือกตั้งที่ออกมาภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ทะลุ 193 ที่นั่งเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมเสียงได้แล้วเกือบ 300 เสียง

รอเพียงผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)รับรองแล้ว

งั้นเรามาวิเคราะห์สูตรจัดตั้งใหม่แบบตั้งหลักว่า สายใต้ภูมิใจไทยจะมีรัฐมนตรีกี่คน ข้อมูลตั้งต้นคือภูมิใจไทยมี สส.ใต้ 31 คน

สูตรคำนวณในการแบ่งสรรโควต้ารัฐมนตรีน่าจะเป็น  9:1 = 31 ÷ 9 ≈ 3.4
ดังนั้นโควตา “สมเหตุสมผล” คือ 3 ตำแหน่ง หรือถ้าเขี้ยวในการต่อรองอาจจะได้ถึง 4 เก้าอี้

ไม่ต้องโยงบ้านใหญ่
ไม่ต้องโยงจังหวัดที่พรรคไม่ได้ ไม่ต้องโยงข้ามพรรค

หลักคิดควรเป็นแบบนี้ 1.คนจากจังหวัดที่พรรคชนะยกจังหวัด เช่น กระบี่ ชุมพร หรือพังงา ควรจะมี 1 ตำแหน่งรัฐมนตรี แต่ถ้าเชิงลึกจริงๆ ควรจะเป็นกระบี่ 4 สส. น่าจะมีสักตำแหน่ง ส่วนจะเป็นใครอยู่ที่การเจรจาต่อรอง ยังจะเป็นคนเดิมไหม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top