Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

‘คิมกอนฮี’ อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งเกาหลีใต้ โผล่พบอัยการ หลังถูกกล่าวหาปั่นหุ้น-รับสินบน-ล็อบบี้การเมือง

(6 ส.ค. 68) คิม กอนฮี (Kim Keon Hee) ภรรยาของอดีตประธานาธิบดี ยุน ซอกยอล (Yoon Suk Yeol) เดินทางไปยังสำนักงานอัยการพิเศษ ณ กรุงโซล เพื่อรับการสอบสวนคดีทุจริตหลายประเด็น โดยนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ที่อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งต้องเข้ารับการไต่สวนอย่างเปิดเผยในฐานะผู้ต้องสงสัยทางอาญา

อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล่าวเพียงสั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนว่า “ขออภัยประชาชนที่ทำให้เกิดความกังวล ดิฉันเป็นแค่คนธรรมดา และจะให้ความร่วมมือในการสอบสวนอย่างเต็มที่” โดยการสอบสวนภายใต้การนำของอัยการพิเศษ มิน จองกี จะครอบคลุมข้อกล่าวหากว่า 16 ประเด็น ตั้งแต่ปั่นหุ้น แทรกแซงการเมือง ไปจนถึงใช้อิทธิพลทางศาสนา

ข้อกล่าวหาสำคัญคือ คดีปั่นหุ้นบริษัทดีลเลอร์รถยนต์ 'Deutsch Motors' ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งคิมกอนฮีถูกกล่าวหาว่าเปิดบัญชีร่วมกับแม่ แล้วมอบให้เทรดเดอร์มืออาชีพดำเนินการซื้อขาย โดยมีผู้เกี่ยวข้องอีก 9 คนถูกตัดสินโทษไปแล้ว นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยเรื่องแทรกแซงการเสนอชื่อผู้สมัครในพรรคพลังประชาชน (PPP) ระหว่างการเลือกตั้งปี 2020 และ 2024

ทั้งนี้ อัยการยังสอบสวนข้อกล่าวหาที่ว่า คิมอาจเกี่ยวข้องกับกลุ่มศาสนา Unification Church หรือชื่อเต็มว่า “สมาคมครอบครัวเพื่อสันติภาพและเอกภาพโลก” ในการวิ่งเต้นทางการเมือง รวมถึงกรณีเครื่องประดับหรูที่ไม่แจ้งในบัญชีทรัพย์สิน และคำให้การของอดีตประธานาธิบดียุนที่อาจเข้าข่ายให้ข้อมูลเท็จช่วงหาเสียง ปัจจุบันยุนเองก็กำลังถูกควบคุมตัวจากกรณีประกาศกฎอัยการศึกเมื่อปี 2024

สถานทูตญี่ปุ่นปัดข่าวส่ง ‘โดรนขับไล่’ ให้ไทย ยันไม่ยุ่งปมชายแดนไทย-เขมร วอนหยุดแชร์ข่าวปลอม

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำกัมพูชาออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก ปฏิเสธข่าวลือจากสื่อออนไลน์กัมพูชา ที่อ้างว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะจัดหา 'โดรนขับไล่' ให้ไทย โดยระบุว่าเป็นข้อมูลเท็จ ญี่ปุ่นไม่เคยมีแผนหรือได้รับคำขอดังกล่าวจากไทย

แถลงการณ์ยังระบุว่า ญี่ปุ่นให้ความช่วยเหลือเฉพาะในด้านที่ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้หยุดเผยแพร่ข่าวปลอม พร้อมขอบคุณหากประชาชนที่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยืนยันเคารพข้อตกลงหยุดยิงระหว่างกัมพูชา-ไทย และหวังเห็นสันติภาพฟื้นคืนโดยเร็ว เพื่อให้ชาวกัมพูชา และไทยกลับมามีชีวิตปกติอย่างสงบสุขอีกครั้ง

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ก่อปัญหาสังคมเพิ่ม

‘นิพนธ์’ ถึงบางอ้อ ทำไมเพื่อไทยต้องเอา มท.คืน ห่วงรัฐบาลปลดล็อกโป๊กเกอร์ ชี้ยังไร้กลไกรับมือปัญหาการพนัน

(6 ส.ค. 68) นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ 8 สมัย แสดงความเห็นภายหลังรัฐบาลมีคำสั่งยกเลิกข้อห้ามการเล่นไพ่โป๊กเกอร์ โดยระบุว่า แม้เข้าใจดีว่าโป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับในระดับสากลในฐานะ 'กีฬา' และหลายประเทศจัดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ รวมถึงรัฐบาลไทยเองก็มีแนวนโยบายในการจัดการแข่งขันเพื่อส่งเสริมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมไทยยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพิษภัยของการพนัน ขณะที่รัฐบาลเองก็ยังไม่มีระบบช่วยเหลือหรือเยียวยาผู้ที่ติดการพนันอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งปัญหาเรื่องหนี้ครัวเรือน ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงจนกลายเป็นความท้าทายที่รัฐบาลควรเร่งแก้ไข รวมถึงปัญหาการถดถอยทางเศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำที่ทวีความรุนแรงขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัญหาการทุจริตที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ตนจึงรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อประเทศกำลังเผชิญกับปัญหารุมเร้าอย่างมากมาย เหตุใดนายภูมิธรรม จึงเลือกดำเนินการในลักษณะที่จะยิ่งเพิ่มภาระและสร้างปัญหาให้กับสังคมไทยมากขึ้นไปอีก

นายนิพนธ์ ระบุว่า แม้ 'โป๊กเกอร์' จะถูกจัดให้เป็นกีฬาในระดับสากล แต่ในประเทศไทยก็เคยอยู่ในบัญชีการพนันประเภท ข. ซึ่งหมายถึงอนุญาตให้เล่นได้เฉพาะในโอกาสพิเศษและต้องขออนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อพิจารณาโดยองค์ประกอบตามความหมายของ 'การพนัน' แล้ว หากมีการเดิมพัน มีเงินรางวัล และมีความเสี่ยงในพฤติกรรม ก็ยังเข้าเกณฑ์ว่าเป็นการพนันได้เช่นกัน ดังนั้น การปลดล็อกโดยไม่มีมาตรการควบคุมที่รัดกุม อาจกลายเป็นการเปิดประตูให้กับปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและผู้มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ ซึ่งยิ่งในภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยเช่นนี้ ความเสี่ยงก็ยิ่งทวีคูณ

“รัฐบาลควรมีความรับผิดชอบมากกว่านี้ ไม่ใช่ออกคำสั่งปลดล็อกแบบลักหลับหรือแบบลอยตัว โดยไม่มีมาตรการรองรับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกฎหมาย มาตรการป้องกัน หรือระบบฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์ ยังระบุด้วยว่า การดำเนินการเช่นนี้ ทำให้ตนเริ่มเข้าใจว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงต้องการกระทรวงมหาดไทยอย่างเร่งด่วน ถึงขั้นยอมแลกกับการให้พรรคร่วมรัฐบาลอีกพรรคหนึ่งถอนตัว จนเสียงในสภาไม่มั่นคง สภาล่มซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะเป้าหมายแท้จริงคือการ 'ปลดล็อกการพนัน' ซึ่งหากกระทรวงมหาดไทยยังอยู่ในมือของนายอนุทิน รัฐมนตรีคนก่อน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้

นายนิพนธ์ยังกล่าวเสริมว่า เห็นคำแถลงข่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็นึกว่าจะเป็นการแถลงเรื่องเพิกถอนโฉนดเขากระโดงเสียอีก แต่กลับกลายเป็นคำสั่งปลดล็อกให้ 'โป๊กเกอร์' กลายเป็นการพนันที่ถูกกฎหมาย

“นี่คือสิ่งที่สังคมไม่คาดคิด และตั้งคำถามได้ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องใดเป็นอันดับแรก วันนี้ปลดล็อกการพนัน แล้วพรุ่งนี้จะปลดล็อกอะไรอีกหรือไม่ หรือว่านี่คือคำตอบว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยต้องทวงคืนกระทรวงมหาดไทยให้ได้ เพื่อเดินหน้าเรื่อง Entertainment Complex อย่างเต็มรูปแบบ” นายนิพนธ์กล่าว

สถานทูตจีนปฏิเสธ ไม่ได้ส่งโดรนให้กัมพูชา แจงเป็นภาพเก่าจากการสาธิต ไม่เกี่ยวปัญหาชายแดนไทย-เขมร

(6 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ตอบคำถามสื่อกรณีมีรายงานข่าวว่า จีนบริจาคโดรนให้กัมพูชาเพื่อใช้ในปฏิบัติการตามแนวชายแดน โดยระบุว่าข้อมูลดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” พร้อมยืนยันว่าภาพที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงนั้นเป็นภาพจากการสาธิตการบินของบริษัท CATIC ที่จัดขึ้นในกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม 2567 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ทางสถานทูตจีนเน้นย้ำว่า ตั้งแต่เกิดความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จีนในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรของทั้งสองฝ่าย ได้พยายามมีบทบาทในการลดความรุนแรงตามแนวทางของตนอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีเจตนาแสวงหาผลประโยชน์ฝ่ายเดียวหรือแทรกแซงทางการทหาร

จีนยังแสดงการสนับสนุนต่อบทบาทของอาเซียนในการอำนวยความสะดวก เพื่อหาทางออกทางการเมืองระหว่างไทยกับกัมพูชา ภายใต้แนวทางของอาเซียน พร้อมให้คำมั่นว่าจะเคารพการตัดสินใจของประเทศในภูมิภาค และไม่ใช้วิธีการกดดันหรือบีบบังคับ

สุดท้าย จีนยืนยันว่าพร้อมจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการสนับสนุนการหยุดยิง และเร่งฟื้นฟูสันติภาพและเสถียรภาพในพื้นที่โดยเร็วที่สุด 

‘ศุภชัย’ ลั่น “เขากระโดง” ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ญาติถูกจำคุกรุก “หัวเขาแดง”

‘ศุภชัย ใจสมุทร’ ลั่น 'เขากระโดง' ไม่มีใครบุกรุก ย้อนเกล็ด ‘เดชอิศม์’ ปมญาติถูกจำคุก รุกหัวเขาแดงจะว่าอย่างไร?

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย พรรคภูมิใจไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีที่ศาลจังหวัดสงขลา มีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี นางณัฐณรันต์ จันทร์สว่าง, นายชาญชญา จันทร์สว่าง และนายกอง จันทร์สว่าง คดีบุกรุกโบราณสถานเขาน้อย จ.สงขลา

โดยนายศุภชัย ระบุว่า เขากระโดงไม่มีใครบุกรุก แต่ที่บุกรุกแน่ ๆ คือโบราณสถานหัวเขาแดง จ.สงขลา และผู้ทำผิดคือ พี่สาว พี่เขย หลานชายของ นายเดชอิศม์ ขาวทอง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยศาลมีคำพิพากษาให้จำคุก 6 ปี และให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 10.5 ล้านบาท ขอถามว่าเรื่องนี้ นายเดชอิศม์ จะว่าอย่างไร

สำหรับพื้นที่ตรงดังกล่าว กรมศิลปากร ได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถาน บริเวณเมืองสงขลาเก่า ตำบลหัวเขา อำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา เนื้อที่ประมาณ 2,460 ไร่ ครอบคลุมเขาแดง และภูเขาน้อย รวมทั้งโบราณสถานที่กระจายอยู่รอบ ๆ เชิงเขา เพื่อประกาศคุณค่าความสำคัญ ของจุดกำเนิดพัฒนาการของเมืองสงขลา

จีนหนุนบทบาทสร้างสรรค์ หวังฟื้นสัมพันธ์ 'กัมพูชา-ไทย'ชี้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย หลังมีการเจรจาหลายฝ่าย

(6 ส.ค. 68) โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน 'กัว เจียคุน' เผยว่าจีนจะเดินหน้าสนับสนุนบทบาทอาเซียนในการส่งเสริมการเจรจาเพื่อสันติภาพ และพร้อมดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ของตนเองเพื่อหนุนการพลิกฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-ไทย

มีรายงานว่าการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย-กัมพูชา จัดขึ้นที่มาเลเซียระหว่างวันที่ 4–7 ส.ค. และจีนได้รับเชิญเข้าร่วมการประชุมวิสามัญในวันที่ 7 ส.ค. โดยก่อนหน้านี้จีนได้หารือไม่เป็นทางการกับไทยและกัมพูชาเมื่อ 30 ก.ค. ซึ่งมีผลช่วยให้สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย และไม่มีเหตุปะทะใหม่เพิ่มเติม

การประชุม GBC ครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้การประสานงานของมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกติดตามการหยุดยิงในพื้นที่แนวชายแดน ส่งเสริมการสื่อสารหลายระดับ ซึ่งจีนชื่นชมความพยายามร่วมของทั้งสองประเทศในทิศทางที่สงบและยั่งยืน

จีนยังยืนยันจะรักษาการสื่อสารใกล้ชิดกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งไทย กัมพูชา มาเลเซีย และประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมสนับสนุนการเจรจาและการลดความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ตามเจตจำนงของทั้งสองประเทศที่ต้องการยุติความรุนแรงอย่างถาวร

‘สุกฤษฏิ์ชัย’ ชวนประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น ต่อร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดก่อนเข้าสู่สภาฯ วาระ 2 – 3

(6 ส.ค.68) นายสุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ รองผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันราชพฤกษ์ (หน่วยงานดีเด่นแห่งชาติสาขาอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) และ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... ในสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก 'สุกฤษฏิ์ชัย ธีระเริงฤทธิ์ - Sukritchai Teeraroengrit' ว่า เรากำลังจะมีกฎหมายที่สำคัญเพื่อจัดการอากาศสะอาดอย่างครอบคลุม เหมาะสม ครบวงจรเพื่อพวกเราทุกคนแล้ว โดยสถานะ ณ ตอนนี้ คือ ร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ผ่านการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ เป็นที่เรียบร้อย และกำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ระหว่างวันที่ 25 ก.ค. - 8 ส.ค. นี้ ผ่านช่องทางของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งถือเป็นโค้งสุดท้าย ก่อนรวบรวมส่งคืนนำไปสู่ขั้นตอนถัดไป นั่นคือให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาในวาระ 2 และ 3 รวมถึงส่งต่อให้วุฒิสภาพิจารณา ก่อนประกาศบังคับใช้ต่อไป

ทั้งนี้ขอเชิญชวนทุกคน ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อร่างพระราชบัญญัติฯ ตามลิงก์นี้ 

https://shorturl.asia/1mXNy

รวมถึงสามารถศึกษาข้อมูลสรุปสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฯ ได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก Thailand Can เครือข่ายอากาศสะอาด

ตำรวจบุรีรัมย์ คุมตัวคนเขมรคาดเป็นสายลับแฝงตัวหาข่าว พร้อมเครื่องแบบหน่วยอารักขา ‘ฮุนเซน’ หรือ HBQ

ตำรวจบุรีรัมย์คุมตัวสายลับทหารกัมพูชา พบสังกัดหน่วยปฏิบัติการพิเศษพิทักษ์ ‘ฮุนเซน’ หรือ HBQ คาดอาจแฝงตัวหาข่าวความมั่นคงไทย

(6 ส.ค.68) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำดวน จ.บุรีรัมย์ ได้ควบคุมตัวชายชาวกัมพูชาคนหนึ่ง ซึ่งถูกพบพร้อมเครื่องแบบทหารกัมพูชาหลายชุด ที่ติดตราสัญลักษณ์ BHQ ซึ่งเป็นเครื่องแบบที่คล้ายกับหน่วยทหารองครักษ์พิทักษ์ 'ฮุน เซน' โดยสามารถจับกุมได้ที่บ้านพักแห่งหนึ่งใน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์

ด้าน พ.ต.อ.อัษฎไณย ป้องกัน ผกก.สภ.ลำดวน เปิดเผยว่า ได้รับการแจ้งเบาะแสจึงนำกำลังเข้าจับกุม โดยผู้ต้องสงสัยอ้างว่าบ้านที่ถูกจับเป็นบ้านของภรรยาชาวไทย แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากหวั่นเกรงว่าชายคนดังกล่าวอาจแฝงตัวเข้ามาเพื่อสังเกตการณ์ความเคลื่อนไหวของกองทัพและหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้

ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล และยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม โดยอยู่ระหว่างการรอผู้บังคับบัญชาระดับสูงและหน่วยงานด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้ง

เชียงใหม่-ธปท. สำนักงานภาคเหนือแถลง 'ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568'

เมื่อวันที่ (4 ส.ค.68) ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ (ธปท. สภน.) โดยนางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส แถลงข่าว “ภาวะเศรษฐกิจและการเงินภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568”ณ ห้องเขลางค์นคร อาคารสำนักงาน ชั้น 1 ธปท. สำนักงานภาคเหนือ 

นางพรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธปท. สำนักงานภาคเหนือ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจภาคเหนือ ไตรมาส 2 ปี 2568 ปรับลดลงจากไตรมาสก่อน ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงโดยการบริโภคหดตัวเล็กน้อย กำลังซื้อและความเชื่อมั่นที่ลดลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัวทั้งด้านการก่อสร้างและการผลิต ผลผลิตอุตสาหกรรมหดตัวตามการผลิตน้ำตาล ผลิตภัณฑ์นม และสินค้าฟุ่มเฟือย อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวขยายตัวเล็กน้อยเนื่องจากในช่วงต้นไตรมาสมีเทศกาลและการจัดกิจกรรมในพื้นที่ ด้านการเบิกจ่ายภาครัฐขยายตัวต่อเนื่องจากทั้งรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายประจำ

รายได้เกษตรกร ขยายตัว จากด้านผลผลิตที่เพิ่มขึ้นตามข้าวนาปรังเพราะช่วงเพาะปลูกปริมาณน้ำและสภาพอากาศเอื้ออำนวย ประกอบกับลิ้นจี่เพิ่มขึ้นจากฐานต่ำปีก่อนที่ผลผลิตน้อยเป็นประวัติการณ์ ส่วนด้านราคายังหดตัวต่อเนื่อง ตามราคาข้าวเปลือกและมันสำปะหลังที่ปรับลดลงตามการส่งออก ประกอบกับราคาลิ้นจี่ที่ลดลงตามคุณภาพและปริมาณที่มีมากในปีนี้

ภาคอุตสาหกรรม หดตัว จากการผลิตน้ำตาลที่ลดลงหลังเร่งผลิตไปในช่วงก่อน ผลิตภัณฑ์นมแปรรูปลดลงตามการส่งออกไปอาเซียน และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย อาทิ เซรามิก ผลิตภัณฑ์ไม้ และเฟอร์นิเจอร์ ปรับลดลงตามความต้องการของคู่ค้าที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวส่วนหนึ่งจากการเร่งสั่งซื้อของคู่ค้าก่อนมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ มีผลบังคับใช้
     
การท่องเที่ยว ขยายตัวชะลอลง ตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่ขยายตัว จากการจัดกิจกรรมในช่วงต้นไตรมาสและวันหยุดยาว อย่างไรก็ตาม จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทรงตัว จากชาวจีนที่ลดลง แม้ชาวเกาหลีใต้จะเพิ่มขึ้น สะท้อนจากจำนวนผู้โดยสารผ่านท่าอากาศยานภาคเหนือ และชาวต่างชาติผ่าน ตม. เชียงใหม่ อย่างไรก็ดี อัตราเข้าพักแรม และรายรับรวมภาคท่องเที่ยวยังขยายตัว 
     
การอุปโภคบริโภค หดตัวเล็กน้อย ตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลงจากปริมาณฝนที่มากและนานกว่าปีก่อน กำลังซื้อที่ลดลง และการระมัดระวังการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี การบริโภคเกี่ยวเนื่องกับภาคบริการปรับดีขึ้นในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว และรถยนต์นั่งที่ปรับดีขึ้นจากการส่งมอบหลัง motor show ในรุ่นที่เปิดตัวใหม่ และการปรับลดราคาโดยเฉพาะ EV ขณะที่รถกระบะและจักรยานยนต์ยังหดตัว

การลงทุนภาคเอกชน หดตัว ตามการลงทุนเพื่อการก่อสร้างในหมวดยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างและพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวราบหดตัว เช่นเดียวกับการลงทุนเพื่อการผลิตหดตัวจากการนำเข้าสินค้าทุนของธุรกิจผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอลง และยอดจดทะเบียนรถยนต์เชิงพาณิชย์หดตัวจากรถกระบะและรถบรรทุก

การค้าผ่านด่านศุลกากร ขยายตัว ตามการส่งออกทุเรียนและมังคุดไปจีน น้ำมันเชื้อเพลิงไป สปป.ลาว ที่ขยายตัว ขณะที่หลายหมวดสินค้าไปเมียนมาหดตัว เนื่องจากการขนส่งสินค้าเข้าพื้นที่ชั้นในเมียนมาช่วงฤดูฝนทำได้ยากขึ้น ขณะที่การนำเข้าหดตัวเล็กน้อย ตามการนำเข้ากระแสไฟฟ้าจาก สปป.ลาว และผลไม้จากจีนที่หดตัว อย่างไรก็ดี แร่พลวงจากเมียนมาขยายตัว

อัตราเงินเฟ้อ ติดลบเล็กน้อย จากราคาหมวดพลังงานที่ลดลง ตามราคาน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าไฟฟ้า รวมถึงอาหารสดที่ลดลงจากผักและผลไม้สด

ตลาดแรงงาน ขยายตัวจากไตรมาสก่อน สะท้อนจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม เริ่มเห็นสัญญาณการจ้างงานชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ 

แนวโน้มเศรษฐกิจภาคเหนือไตรมาส 3 ปี 2568 คาดว่าหดตัวจากไตรมาสก่อน จากการบริโภคภาคเอกชนที่หดตัวเล็กน้อยตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ลดลง รายได้ภาคเกษตรมีทิศทางหดตัวตามราคาพืชสำคัญ การผลิตภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะหดตัวจากปัจจัยกดดันทั้งผลกระทบจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และอุปสงค์ของคู่ค้าชะลอลง การลงทุนภาคเอกชนหดตัว

โดยเฉพาะหมวดก่อสร้างในกลุ่มที่อยู่อาศัยที่ยังมีอุปทานเหลือขายจำนวนมาก ประกอบกับสถาบันการเงินระมัดระวังการให้สินเชื่อทางด้านการท่องเที่ยวคาดว่าทรงตัวหลังหมดฤดูกาลท่องเที่ยวการเบิกจ่ายภาครัฐชะลอลงหลังการเบิกจ่ายงบลงทุนที่เร่งตัวในช่วงก่อนหน้า ทั้งนี้ ยังต้องติดตามผลของนโยบายการค้าต่อประเทศคู่ค้า ความเชื่อมั่นและกำลังซื้อของผู้บริโภค แนวโน้มราคาผลผลิตเกษตร ตลอดจนมาตรการภาครัฐในระยะต่อไป

นอกจากนี้ ธปท. สภน. ได้ประชาสัมพันธ์โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เฟส 2 (โครงการฯ) ที่ได้ปรับปรุงเงื่อนไขของมาตรการเดิมและมีมาตรการใหม่เพิ่มเติม เพื่อให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง   ได้ครอบคลุมมากขึ้น สำหรับลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และผู้ประกอบธุรกิจที่มิใช่สถาบันการเงินที่เป็นบริษัทในกลุ่มธุรกิจทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ ดังนี้

1. ขยายระยะเวลาเข้าร่วมโครงการฯ จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เป็นวันที่ 30 กันยายน 2568 เนื่องจากลูกหนี้ยังให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการฯ อย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงการพิจารณาสถานะหนี้ของลูกหนี้ไว้ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2567 เช่นเดียวกับเฟสแรก และต้องเป็นสัญญาที่ทำก่อนวันที่ 1 มกราคม 2567

2. ปรับเงื่อนไขของมาตรการเดิมและเพิ่มมาตรการใหม่ 
มาตรการ “จ่ายตรง คงทรัพย์” ขยายคุณสมบัติลูกหนี้ที่เข้ามาตรการให้ครอบคลุมถึง 
1) ลูกหนี้ที่มีวันค้างชำระเกิน 365 วัน และ 2) ลูกหนี้ที่เคยมีประวัติค้างชำระ 1-30 วัน และเคยปรับโครงสร้างหนี้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่วงเงินไม่สูงมากให้สามารถรักษาทรัพย์สินที่เป็นหลักประกัน ทั้งบ้าน รถ และสถานประกอบการไว้ได้

มาตรการ “จ่าย ปิด จบ” ขยายเพดานภาระหนี้ของลูกหนี้บุคคลธรรมดาที่เป็นหนี้เสีย NPL โดย 1) สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล บัตรเครดิต ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 10,000 บาทต่อบัญชี 2) สินเชื่อที่มีหลักประกัน ที่หลักประกันถูกยึดหรือขายทอดตลาดแล้ว และมีวงเงินสินเชื่อตอนทำสัญญาไม่เกินกว่าที่กำหนด ขยายเพดานภาระหนี้คงค้างเป็นไม่เกิน 30,000 บาทต่อบัญชี และ 3) สินเชื่อทุกประเภท ที่มียอดหนี้รวมดอกเบี้ยค้างจ่ายไม่เกิน 5,000 บาท

มาตรการ “จ่าย ตัด ต้น” เป็นมาตรการใหม่ ช่วยเหลือลูกหนี้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่เป็นหนี้เสีย NPL โดยมียอดหนี้สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันไม่เกิน 50,000 บาทต่อบัญชี ซึ่งจะได้รับการปรับโครงสร้างหนี้ให้มีเงื่อนไขการผ่อนชำระคืนเป็นงวด โดยให้ผ่อนชำระ 2% ของเงินต้นคงค้าง เป็นระยะเวลา 3 ปี และค่างวดที่ชำระจะนำไปตัดเงินต้นทั้งจำนวน สำหรับดอกเบี้ยจะพักไว้ และหากอยู่จนจบโครงการและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด จะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยในช่วง 3 ปีที่อยู่ในโครงการ

ลูกหนี้ที่สนใจเข้าร่วมมาตรการภายใต้โครงการ "คุณสู้ เราช่วย" ทั้งเฟส 1 และเฟส 2 สามารถศึกษารายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ที่ https://www.bot.or.th/khunsoo ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2568 หรือติดต่อสาขาของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ call center ของสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการฯ หรือ BOT Contact Center ของ ธปท. โทร. 1213 

สำหรับลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากสาธารณภัยและสถานการณ์ชายแดน สามารถติดต่อสถาบันการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้ โดยมีแนวทางการให้ความช่วยเหลือดังนี้ (1) สินเชื่อบัตรเครดิต ปรับลดอัตราการผ่อนชำระหนี้บัตรเครดิตให้ต่ำกว่าอัตราขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนด เป็นระยะเวลาไม่เกิน 12 เดือน (2) สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับของ ธปท. และสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล ให้วงเงินชั่วคราวกรณีฉุกเฉินเกินกว่าระดับที่ ธปท. กำหนดได้ (3) สินเชื่อทุกประเภท พิจารณาให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนและสภาพคล่องแก่ลูกหนี้ เพื่อซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ให้สามารถประกอบอาชีพ / ดำเนินธุรกิจต่อได้ และดูแลให้มีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ โดย ธปท. ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ เพื่อให้สถาบันการเงินสามารถช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ครบรอบ 73 ปี เบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ และช่วยเหลือประชาชน

กรมส่งกำลังบำรุงทหารบก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จากการปรับโครงสร้างภายในกองทัพบก โดยยกฐานะแผนกที่ 4 ของกรมเสนาธิการทหารบก ซึ่งมีหน้าที่เกี่ยวกับการคมนาคม ฐานทัพ และการจัดส่งกำลังบำรุง ให้เป็นหน่วยงานระดับกรมอย่างเต็มรูปแบบ

จุดเริ่มต้นของกิจการส่งกำลังบำรุงทหารไทย เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ. 2430 โดยมีการจัดตั้งตำแหน่ง “เจ้าพนักงานยุทธภัณฑ์” เพื่อดูแลด้านการส่งกำลังสนับสนุนกองทัพ ต่อมามีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างหลายครั้งผ่านหน่วยงานอย่างกรมยกกระบัตร กรมยุทธการ และกรมเสนาธิการ

สำหรับกรมส่งกำลังบำรุงฯ มีภารกิจสำคัญในการวางแผน กำกับ และควบคุมการจัดส่งเสบียง ยุทธภัณฑ์ การคมนาคม และกิจการอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพบกทั้งในยามสงบและสงคราม

หากนับถึงวันนี้ กรมส่งกำลังบำรุงทหารบกดำรงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนภารกิจของกองทัพบกมาแล้ว 73 ปี เป็นกลไกเบื้องหลังที่ทำให้กองทัพพร้อมรบ พร้อมช่วยเหลือประชาชน และพร้อมเผชิญสถานการณ์วิกฤตในทุกภาคส่วนของประเทศ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top