Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

กำลังพลสำรอง พร้อมทันที เมื่อเรียกพล

(5 ส.ค. 68) พ.อ.อุทัย  แฝงกระโทก รอง ผบ.ร.23 ผู้แทน ผบ.ร.23 เป็นประธาน การดำเนินการเรียกกำลังพลสำรองเพื่อปฏิบัติราชการ ตามแผนการเรียกพล บัญชี 1/68 ประจำปี 2568 จำนวน 27 นาย เพื่อตรวจสอบความพร้อมของกำลังพลสำรอง เมื่อกองทัพต้องการ ณ บก.ร.23 ค่ายสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา

ตำรวจกัมพูชาสรุปแล้ว ‘ลิซ่า’ สาวฝรั่งเศส เสียชีวิตเพราะวิ่งมากเกิน ยันไม่เกี่ยวอาชญากรรม!! หลังพบศพใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ

(5 ส.ค. 68) หลังจากที่ ลิซ่า ชิราร์ด (Lisa Girard) อาสาสมัครหญิงชาวฝรั่งเศส ที่หายตัวไปนาน 2 วัน ถูกพบเสียชีวิตในพื้นที่ป่าใกล้วัดตาโสม นอกเมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา เมื่อวานนี้ โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเธอหายตัวไปตั้งแต่เช้าวันเสาร์ ขณะวิ่งบริเวณระหว่างทะเลสาบสระสรงและถนนด้านใต้ของนครวัด

ล่าสุด พล.ต.ต. ตัช โสกุน รองผู้บัญชาการตำรวจจังหวัดเสียมราฐ เปิดเผยว่า จากรายงานชันสูตร ระบุชัดว่า ผู้เสียชีวิตหมดแรงจากการวิ่งระยะทางไกล โดยไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายหรืออาชญากรรม พร้อมย้ำว่า “นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรม” แต่อย่างใด

หลังการตรวจสอบเสร็จสิ้น ศพของเธอถูกส่งมอบให้สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสเพื่อดำเนินพิธีศพ โดยองค์กรต้นสังกัดกล่าวแสดงความเสียใจ พร้อมระบุว่าเธอเป็นอาสาสมัครที่ทุ่มเทและรักเด็กกัมพูชาอย่างแท้จริง 

สำหรับ ลิซ่า เป็นอาสาสมัครขององค์กร "Pour un Sourire d’Enfant" ซึ่งทำงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือเด็กยากจนในกัมพูชา เธอกำลังฝึกซ้อมเพื่อเข้าร่วมวิ่งมาราธอนระยะทาง 21 กิโลเมตร ที่เมืองเสียมราฐ

กองทัพไทย ประณาม 'เขมร' ป่าเถื่อน ทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรม ละเมิดกม.ระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

(5 ส.ค. 68) เพจ ‘กองทัพอากาศไทย Royal Thai Air Force’ โพสต์ข้อความระบุว่า กองทัพไทย ประณาม กัมพูชาปล่อยทิ้งศพทหารเน่าคาพื้นที่การรบ ไร้ซึ่งมนุษยธรรมและละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง ศพของผู้กล้าที่ควรได้รับเกียรติกลับถูกทอดทิ้งอย่างน่าเวทนา – ครอบครัวต้องเผชิญความเจ็บปวด โดยไร้แม้แต่โอกาสกล่าวอำลาครั้งสุดท้าย

“เกียรติศักดิ์ของทหาร คือเกียรติยศ และความภูมิใจของชาติและแผ่นดิน” เราจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพกัมพูชาตระหนักถึงหน้าที่ตามหลักสากล และแสดงความรับผิดชอบต่อทหารของตนเอง อย่าคิดแค่ผลประโยชน์เฉพาะหน้าของผู้นำมากกว่าทหารผู้ยอมพลีชีพในสนามรบ

The Royal Thai Armed Forces strongly condemn the Cambodian authorities for abandoning the bodies of their fallen soldiers on the battlefield. Such an inhumane act constitutes a grave violation of international law. Those who have fallen in combat deserve to be treated with honor and dignity — not left to decay in the open. Their families are forced to endure profound sorrow, having been denied even the final opportunity to say farewell.

“The honor of a soldier is the pride and dignity of the nation.” We therefore call upon the Cambodian government and armed forces to fulfill their obligations under international law and demonstrate accountability toward their own service members. The pursuit of short-term political advantage must never come at the expense of those who have made the ultimate sacrifice on the battlefield

กัมพูชาเปลี่ยนชื่อปั๊ม ปตท. เป็น PEACE Petroleum หวังสะท้อนสันติภาพ-ชูอัตลักษณ์ชาติเขมร

(5 ส.ค. 68) สื่อกัมพูชารายงานว่า นายเตีย เสียม (ลูกชายของ เตีย บัญ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา) ผู้ถือสิทธิ์เปิดสถานีบริการน้ำมัน ปตท. ในกัมพูชา ประกาศเปลี่ยนชื่อแบรนด์ใหม่เป็น “PEACE Petroleum Cambodia - PPC” ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดด้านชายแดนระหว่างกัมพูชาและไทย โดยหวังใช้ภาพลักษณ์ใหม่นี้เป็นเครื่องมือส่งเสริมความสันติ

การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นหลังการหารือกับผู้ร่วมลงทุนหลายวัน ก่อนจะมีการเปิดเผยชื่อ สี และสัญลักษณ์ใหม่ของปั๊มเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา โดย PEACE จะมาแทนที่แบรนด์ ปตท. เดิมในทุกสถานีที่ นายเตีย เสียม ถือสิทธิ์ดำเนินการ

โดยชื่อและดีไซน์ของแบรนด์ใหม่เน้นสื่อถึง “ความเป็นเขมร” ผ่านการใช้สีในธงชาติ เช่น สีแดงแทนผืนแผ่นดิน สีน้ำเงินแทนความมั่นคง สีขาวแทนความบริสุทธิ์ พร้อมใช้ นกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพ และสีทองเพื่อสะท้อนความรุ่งโรจน์ของชาวกัมพูชา

นายเตีย เสียม ยืนยันว่าการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ธุรกิจ แต่เป็นการสร้างแบรนด์ที่สะท้อนอุดมการณ์ของชาติ โดยหวังว่าจะสร้างความภูมิใจแก่ชาวเขมร และลดแรงกดดันทางการเมืองที่อาจเชื่อมโยงกับแบรนด์ต่างชาติในสถานการณ์ปัจจุบัน 

กัมพูชาส่งนักกีฬาซีเกมส์แค่ 57 คน จากเดิมแจ้งไว้ 1,500 คน ไทยยืนยันไม่ห้ามเขมรเข้าร่วม เพราะขัดกฎโอลิมปิก

(5 ส.ค. 68) ที่ประชุมคณะกรรมการคัดเลือกนักกีฬาไทยเปิดเผยข้อมูลล่าสุดจากชาติอาเซียนสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพปลายปี 2568 โดยพบว่า กัมพูชา ซึ่งเคยแจ้งไว้ว่าจะส่งนักกีฬากว่า 1,500 คน กลับเหลือเพียง 57 คนเท่านั้น สร้างความประหลาดใจและข้อสงสัยต่อท่าทีและความพร้อมของฝ่ายกัมพูชา

ขณะที่ชาติอื่นต่างยืนยันตัวเลขนักกีฬาแล้ว เช่น ไทยส่ง 2,134 คน, สิงคโปร์ 1,973 คน, มาเลเซีย 1,824 คน และเวียดนาม 863 คน ส่วนอินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, บรูไน และติมอร์ เลสเต ขอขยายเวลาส่งรายชื่อออกไปถึงวันที่ 1 กันยายนนี้

ทั้งนี้ มีข่าวลือว่าไทยอาจพิจารณา “บอยคอต” กัมพูชา แต่คณะกรรมการโอลิมปิกไทยยืนยันว่าไม่มีอำนาจห้ามชาติใดเข้าร่วม เพราะจะขัดกับกฎบัตรโอลิมปิกที่เน้นเสรีภาพและความเสมอภาคในวงการกีฬา

ด้านกัมพูชายืนยันยังคงเข้าร่วมการแข่งขันแน่นอน พร้อมขอให้แยกการเมืองออกจากกีฬา และย้ำว่าความร่วมมือด้านกีฬาระหว่างไทย-กัมพูชา ไม่ควรถูกกระทบจากประเด็นอื่นใดทั้งสิ้น 

‘แซน ชยิกา’ หลาน ‘ทักษิณ’ แจ้งจับคนปล่อยข่าวไส้ศึกเขมร ลั่นไม่เคยมีผัวเขมร มีเพียงลูกพี่ลูกน้องเคยแต่งงานลูกนักการเมืองใกล้ชิดฮุนเซน หย่าไปแล้วกว่า 5 ปี

เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลานสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวขณะเข้าแจ้งความต่อตำรวจ โดยระบุว่า วันนี้เดินทางมาแจ้งความ ที่ สน. คลองตัน ในกรณีที่มีบุคคลนำภาพดิฉันไปโพสต์และพิมพ์ข้อความประกอบภาพที่เป็นการใส่ร้ายดิฉัน ด้วยข้อความที่เป็นเท็จ กล่าวหาว่าดิฉันเป็นไส้ศึกเขมร โดยมีการโพสต์ ในเฟซบุ๊ก และ ทวิตเตอร์ พร้อมแชร์และส่งต่อกันในโซเชียลมีเดียอย่างแพร่หลายต่อสาธารณะ 

ทั้งที่ความจริง ดิฉันไม่เคยมีความเกี่ยวข้อง หรือเกี่ยวดองใดๆ กับชาวเขมรค่ะ ดิฉันมีสถานะโสด เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวมา 5 ปี ไม่เคยมีสามีเป็นชาวเขมร และเมื่อก่อนเคยมีลูกพี่ลูกน้องแต่งงานกับคนกัมพูชา แต่หย่าขาดมาแล้วกว่า 5 ปี วันนี้จึงขอยืนยันเพิ่มเติมแทนทุกคนในครอบครัวว่า ไม่มีใครในครอบครัวเกี่ยวดองกับชาวเขมรอย่างที่พยายามเชื่อมโยงกล่าวหาเช่นกันค่ะ 

จึงขอใช้สิทธิตามกฎหมายในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แจ้งความร้องทุกข์ ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้สอบสวนดำเนินคดีในความผิดที่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าวกับบุคคลที่โพสต์ภาพและข้อความใส่ร้ายดิฉันและเครือญาติ อันทำให้ดิฉันและครอบครัวได้รับความเสียหายจนถึงที่สุดรวมถึงผู้ที่แชร์หรือส่งต่อโพสต์และข้อความหรือร่วมแสดงความเห็นในโพสต์ดังกล่าวด้วย 

สุดท้ายนี้ ขอย้ำว่าดิฉันและเครือญาติ เป็นคนไทยที่มีความรักในสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เพราะความรักชาติไม่ควรถูกกีดกันเป็นของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ดังนั้นดิฉันก็อยากจะขอความเป็นธรรมจากสังคมด้วยค่ะ

อินเดียโต้ ‘ทรัมป์’ ขู่ขึ้นภาษีน้ำมันรัสเซีย ชี้ไร้เหตุผล!! สหรัฐเองก็ยังค้าขายกับมอสโก

(5 ส.ค. 68) รัฐบาลอินเดียออกแถลงการณ์ตอบโต้คำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ข่มขู่ว่าจะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากอินเดีย หากยังซื้อ “น้ำมันรัสเซีย” ต่อไป โดยอินเดียระบุว่า คำขู่นี้ “ไร้เหตุผลและไม่ยุติธรรม" พร้อมเผยว่าสหรัฐเองก็ยังค้าขายกับรัสเซียอยู่

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social กล่าวหาว่าอินเดียไม่สนใจผู้คนในยูเครนที่เสียชีวิตจาก “เครื่องจักรสงครามรัสเซีย” พร้อมประกาศว่าจะขึ้นภาษี “มากที่สุด” ต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย โดยก่อนหน้านี้เขาเพิ่งประกาศเก็บภาษี 25% จากสินค้าอินเดียไปหมาด ๆ

กระนั้น กระทรวงการต่างประเทศอินเดียโต้ว่า สหรัฐเคยสนับสนุนให้อินเดียนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียในช่วงเริ่มต้นสงคราม เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานโลก และที่อินเดียต้องหันไปซื้อจากรัสเซีย ก็เพราะยุโรปแย่งซื้อจากแหล่งเดิมหลังสงครามเริ่ม อินเดียย้ำว่าการตัดสินใจซื้อน้ำมันเป็นเรื่องของโรงกลั่นเอกชน ไม่ได้เกี่ยวกับรัฐบาล

นักวิเคราะห์อินเดียมองว่า ทรัมป์ให้ข้อมูลบิดเบือน เพราะการค้าน้ำมันระหว่างอินเดียกับรัสเซียมีความโปร่งใส และช่วยไม่ให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุเพดาน ส่วนที่ว่าขายน้ำมันต่อทำกำไรนั้นเป็นเรื่องปกติในกลไกตลาด

แม้ทรัมป์จะอ้างว่า “อินเดียเป็นมิตร” แต่ก็วิจารณ์เรื่องภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐว่า “สูงเกินไป” พร้อมขู่จะลงโทษเพิ่มเติม ล่าสุดยังได้ขู่จะเล่นงานรัสเซียด้วยภาษี หากไม่ยอมตกลงหยุดยิงในยูเครนภายใน 8 สิงหาคมนี้ ขณะเดียวกันผู้แทนสหรัฐเตรียมเยือนมอสโกเพื่อหารือกับปูตินในสัปดาห์นี้

‘ออง เบ็ง เส็ง’ เศรษฐี F1 รับสารภาพคดีคอร์รัปชัน หลังติดสินบน ‘อดีตรัฐมนตรีสิงคโปร์’ ด้วยของขวัญหรู-เจ็ตส่วนตัว

(4 ส.ค. 68) นักธุรกิจพันล้านชาวสิงคโปร์ ออง เบ็ง เส็ง (Ong Beng Seng) วัย 79 ปี สารภาพผิดในคดีขัดขวางกระบวนการยุติธรรม หลังมีส่วนช่วยให้อดีตรัฐมนตรีคมนาคม สุบรามาเนียม อิสวาราน (Subramaniam Iswaran) ปกปิดหลักฐานการทุจริตและติดสินบน ขณะที่อิสวารานอยู่ระหว่างถูกสอบสวน

มีการเปิดเผยว่า อองเบ็งเส็งมอบของขวัญหรูให้ สุบรามาเนียม อิสวาราน รวมถึงทริปที่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่าง พร้อมเดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัว โดยทั้งสองมีความเกี่ยวข้องในงานด้านธุรกิจการแข่งขันรถฟอร์มูล่าวัน (F1) ที่นำมาสู่ประเทศสิงคโปร์ โดยสิงคโปร์มีกฎชัดเจนว่าห้ามรับของขวัญโดยไม่แจ้ง และต้องจ่ายคืนในราคาตลาดหากจะเก็บไว้ 

แม้โทษสูงสุดของอองเบ็งเส็ง อาจถูกจำคุก 7 ปี แต่เนื่องจากปัญหาสุขภาพร้ายแรง ศาลและอัยการเห็นพ้องให้ลงโทษเป็นค่าปรับแทนการจำคุก โดยเจ้าพ่อ F1 ป่วยด้วยโรคมะเร็งไขกระดูกหายาก และเคยได้รับอนุญาตให้เดินทางไปรักษาตัวต่างประเทศ

สำหรับคดีนี้ ศาลชี้ว่าอิสวารานเป็นผู้วางแผนหลัก โดยขอให้อองออกใบเสร็จย้อนหลังสำหรับเที่ยวบินมูลค่า 5,700 ดอลลาร์สิงคโปร์ จากโดฮาประเทศกาตาร์ กลับประเทศสิงคโปร์ เพื่อหลีกเลี่ยงความผิด หลังพบว่ามีการตรวจสอบเส้นทางบินของเขา

ทั้งสองถูกจับในปี 2023 โดยอิสวารานได้รับของขวัญมูลค่ากว่า 400,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 10.8 ล้านบาท) ขณะดำรงตำแหน่งผู้ดูแลการเจรจาเกี่ยวกับ F1 ของรัฐบาล และล่าสุดบริษัท Hotel Properties Limited ของอองเบ็งเส็ง ประกาศว่าเขาจะลงจากตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ เพื่อรักษาตัวจากอาการป่วยต่อไป

ข้อเท็จจริงเบื้องหลังข่าวลือ "โดรน 4,000 ลำ" ของกัมพูชา ชี้เป็นเพียง “งานสาธิตเทคโนโลยีจีน” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ

(4 ส.ค. 68) ล่าสุดข้าพเจ้าได้มีโอกาสคุยกับแหล่งข่าวต่างชาติที่น่าเชื่อถือในวงการโดรน ท่านหนึ่ง ... เป็นข้อมูลที่น่าสนใจมาก เชื่อว่าน่าจะแก้ไขสงสัยในข่าวลือที่หลายคนยังคงกังวลอยู่  รวมไปถึงทำให้เราเข้าใกล้ข้อเท็จจริงมากขึ้นเกี่ยวกับโดรนของกัมพูชาครับ

จุดเริ่มต้นจาก “งานสาธิตเทคโนโลยี” ไม่ใช่การส่งมอบอาวุธ ในช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2567 ประเทศกัมพูชาได้จัดกิจกรรมสาธิตเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ณ สนามบินทหารจังหวัดกำปงชนัง โดยเป็นความร่วมมือเชิงเทคนิคกับบริษัทผู้ผลิตจากจีน คือ China National Aero-Technology Import & Export Corporation (CATIC)

การจัดงานมีเป้าหมายเพื่อแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนต่อเจ้าหน้าที่ทหารและสาธารณชน เพื่อประกอบการศึกษาด้านยุทธศาสตร์และเทคนิคในอนาคต ไม่ได้เป็นพิธีส่งมอบ หรือมีข้อตกลงซื้อขายอาวุธใด ๆ เกิดขึ้น

จากข้อมูลที่ได้รับภายหลังจากแหล่งที่เกี่ยวข้องได้ ยืนยันว่า
>****ไม่มีการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งมอบโดรนจากจีนให้กัมพูชาในช่วงเวลาดังกล่าว*****
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าทำให้ข้อเท็จจริงบางส่วนต้องพิจารณาใหม่ ดังนั้นเรื่องความกังวลใจที่เกินเลยไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอยากให้คลี่คลายออกไปนะครับ

สาเหตุข่าวลือปี 2568: ความเข้าใจผิดที่ทำให้ตื่นตกใจอยู่
ในช่วงต้นปี 2568 เริ่มมีข่าวสะพัดว่า กัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากผิดสังเกต  และในช่วง พฤษภาคมปี 2568 มีการใช้โดรนประเภท kamikaze หรือโดนสังหาร ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งตอนแรกผู้คนต่างสงสัยว่าอาจจะมีนักรบรับจ้าง จากประเทศอื่นเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง...

ซึ่งกระแสข่าวนี้ทำให้ทั้งภาคประชาชนและฝ่ายความมั่นคงของไทยเริ่มให้ความสนใจว่าโดรนเหล่านั้นมีแหล่งที่มาจากที่ใดได้บ้าง โดยเฉพาะเมื่อเชื่อมโยงกับภาพจำของความร่วมมือทางเทคโนโลยีกับจีนก่อนหน้านี้

สื่อสังคมออนไลน์ นักวิเคราะห์ และนักวิชาการบางรายเริ่มตั้งข้อสังเกตตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 ว่า หากกัมพูชามีโดรนจำนวนมากผิดปกติ อาจได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ และจีนมักถูกวางเป็น “ผู้ต้องสงสัย” อันดับต้น ๆ

และเมื่อเกิดความขัดแย้งชายแดนจริงในเดือนพฤษภาคม 2568 ฝ่ายกัมพูชาเริ่มใช้โดรนในปริมาณที่มากขึ้นและมีบทบาทในการลาดตระเวนและปฏิบัติการทางยุทธวิธีอย่างชัดเจน

นี่เองที่ทำให้ฝ่ายไทย โดยเฉพาะประชาชนและหน่วยงานด้านความมั่นคง เริ่มตั้งข้อสงสัยมากขึ้นว่า “โดรนเหล่านี้มาจากไหน?”

แม้ก่อนหน้านี้จะไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้มากนัก
อย่างไรก็ตามที่ข้าพเจ้าเคยอนุมานไว้แล้วข้าพเจ้าเชื่อว่ารัฐบาลจีนน่ะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้โดรนเหล่านี้ในสนามรบระหว่างไทยกัมพูชา การได้ข้อมูลยืนยันเช่นนี้ ก็มีมูลที่ support สิ่งที่เป็นสมมติฐานได้ใกล้เคียงความจริงมากขึ้น

แต่สิ่งผิดจากการอนุมานนะตอนนี้คือ drone จำนวนมากของกัมพูชานั้น ไม่ใช่ของจากบริษัทจีนที่กล่าวถึงในข่าวลือเลย

> สำหรับข้าพเจ้าแล้ว ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ความมั่นคง ขอยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าเคยเข้าใจผิดอยู่จุดหนึ่ง — คือการประเมินว่างานสาธิตโดรนในปี 2567 เป็นการส่งมอบจริง เรื่องนี้ต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขข้อเท็จจริงให้ถูกต้องเรื่องนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจผิดของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าเคยเชื่อว่ากัมพูชาน่าจะได้รับการสนับสนุนโดรนจากจีนเพื่อนำมาใช้ในนโยบายความมั่นคงหรือเตรียมพร้อมทางทหาร

แต่เมื่อได้รับข้อมูลเพิ่มเติมจากแหล่งที่เชื่อถือได้  ก็ปรากฏชัดว่า
> จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนรุ่นใดให้แก่กัมพูชาในลักษณะดังกล่าว
จุดนี้เองที่ทำให้ข้าพเจ้าเห็นว่าควร “ตัดชื่อจีน” ออกจากสมมติฐานในกรณีนี้ และถือโอกาสชี้แจงเพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถเห็นภาพที่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัดว่าโดรนจำนวนที่ประเมินเอาไว้ว่ามีจำนวนหลักพันที่กัมพูชานำมาใช้นั้นเกี่ยวข้องกับรัฐบาลจีน รวมถึง ได้รับการระบุจากแหล่งข่าวว่าบริษัทจากจีนไม่ได้จัดส่งยุทโธปกรณ์ระดับนี้ให้กัมพูชาแต่อย่างใดด้วย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าพเจ้ายืนยันความคิดอย่างหนึ่งก็คือข้าพเจ้ามองเห็นผลเสียที่ ประเทศจีนจะได้รับหากสนับสนุนอาวุธให้กับรัฐบาลกัมพูชา หากกับพูชานำไปใช้ในการโจมตีเพื่อนบ้าน...ซึ่งเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่พออนุมานได้ชัดเจน และยังยืนยันอยู่เช่นนี้เช่นกัน

🔍 สรุปท้ายบท: ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากความกังวล
ในเรื่องการข่าวที่ระบุว่ากัมพูชาครอบครองโดรนจำนวนมากนั้น ยังคงไม่สามารถตัดทิ้งไปได้ เพราะมีสัญญาณจากการใช้งานจริงในสนามรบที่น่าจับตา โดรนจำนวนมาก ขนาดเล็กขนาดใหญ่รวมไปถึง uav ถูกใช้ในสนามรบในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

แต่สิ่งหนึ่งที่ ได้รับการยืนยันอย่างชัดเจนจากข้อมูลภายนอก คือ  จีนไม่ได้มีการซื้อขายหรือส่งมอบโดรนในรุ่นที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือดังกล่าว

ข้อมูลที่ได้รับจากผู้มีความเกี่ยวข้องกับแหล่งผลิตโดยตรง ทำให้ประเด็น "จีนอยู่เบื้องหลังโดรนจำนวนมากในกัมพูชา"

ไม่สามารถยืนยันได้ และควรถูกแยกออกจากข้อสันนิษฐานในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม เราทุกฝ่ายยังคงจำเป็นต้องติดตามดู “หน้างานสงคราม” ต่อไปว่า จะมีการใช้โดรนรุ่นใด ในพื้นที่สงครามความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา และมีลักษณะการรุกล้ำเข้ามาในดินแดนไทยในลักษณะใดอีกบ้าง
เพื่อรักษาข้อเท็จจริงและช่วยเหลือผู้คนได้ดีที่สุดครับ

‘ภูมิธรรม’ เซ็นปลดล็อกโป๊กเกอร์ หวังดันสู่เวทีกีฬาสากล ย้ำเปิดแค่เฉพาะกรณี-ยังไม่ถาวร

(4 ส.ค. 68) นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการแทนนายกฯ เผยได้ลงนามคำสั่งยกเลิกประกาศปี 2501 เพื่อปลดล็อก “โป๊กเกอร์” ให้ถูกกฎหมาย เปิดทางจัดการแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติ แต่ย้ำว่าเป็นการเปิดเฉพาะกรณี ยังไม่ใช่การปลดล็อกถาวร

นายภูมิธรรมระบุว่า โป๊กเกอร์ได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาในระดับสากล แต่การเปิดให้เล่นในไทยต้องมีการควบคุมเข้มและต้องมีกฎหมายรองรับ จึงตั้งคณะกรรมการพิจารณาแก้กฎหมายให้รอบด้าน พร้อมให้ฝ่ายกฎหมายศึกษาเพิ่มเติมเพื่อป้องกันปัญหาการมอมเมา

คำสั่งปลดล็อกนี้ มีผลยกเลิกประกาศเดิมของกระทรวงมหาดไทยที่ห้ามเล่นโป๊กเกอร์มาตั้งแต่ปี 2501 โดยใช้มาตรา 17 ของ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 เป็นฐานอำนาจ และจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2568 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม การเล่นโป๊กเกอร์ในไทยยังไม่ถือว่าเสรี ต้องทำผ่านกระบวนการขออนุญาตและควบคุมอย่างเคร่งครัด โดยรัฐบาลคาดหวังจะใช้โอกาสนี้พัฒนาไปสู่การแข่งขันกีฬาระดับโลกในอนาคต


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top