Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

วิเคราะห์ภาพถ่าย ‘แร้ง’ ไม่น่าจะถ่ายที่ ‘ภูมะเขือ’ เผย!! เป็นแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว

(3 ส.ค. 68) ภาพแร้งที่มีข่าวว่า พบที่ ภูมะเขือ?? ชายแดนไทย-กัมพูชา ประเมินจากเงาร่าง และขนคลุมใต้ปีกสีขาว เป็น #แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย ตัวเต็มวัย จำนวนมากหลายสิบตัว แบบนี้ น่าจะบันทึกภาพจากทิเบต ซึ่งมีพิธีกรรม sky burial ฝังฟ้า บริจาคศพให้แร้งกิน ตามคติพุทธตันตระยาน
ในภาพไม่ใช่ แร้งเทาหลังขาว ซึ่งเป็นแร้งประจำถิ่นในอาเซียน/อุษาคเนย์ และมีขนคลุมใต้ปีกสีขาวเช่นกัน แต่ตัวเล็กกว่าแร้งหิมาลัย ( ความยาวปีก 2.9 เมตร vs 1.9-2.6 เมตร ในแร้งเทาฯ) 

ในประเทศกัมพูชาจากการสำรวจประชากรแร้งอาเซียนรายปี ณ ร้านอาหารแร้ง 4 จุด ทั่วประเทศ พบแร้งเทาหลังขาว 71 ตัว ในปี 2022 โดยแร้งเทาฯ ส่วนใหญ่รวมตัวหนาแน่น 30-50 ตัว/ร้านอาหารแร้ง ที่ 2 จุด คือ 

1. ร้านอาหารแร้งบึงตวล ในป่าอนุรักษ์พนมกุเลน-ขสป.กุเลนพรหมเทพ (ห่างจากชายแดนไทย-เขมร 50 กม.) พบแร้ง 3 ชนิด 30+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลม สีส้ม

2. ป่าอนุรักษ์เซียมปัง จังหวัดสตึงเตรง ใกล้ อช. วีระชัย ชายแดนลาว-เขมร พบแร้ง 50-70+ ตัว ในแผนที่ คือ วงกลมสีน้ำเงิน
ณ ร้านอาหารแร้ง เหล่านี้ในฤดูหนาว จะพบ แร้งสีน้ำตาลหิมาลัย แค่ 1-2 ตัวเท่านั้น

จึงเป็นไปได้ว่า ภาพนี้ไม่น่าจะถ่ายภาพที่ภูมะเขือ 

อย่างไรก็ตาม จากผลการศึกษา ระยะทางบินของ พญาแร้ง (แร้งอุษาคเนย์ อีกชนิด ที่มีพื้นที่บินหาซากกิน กว้างกว่า แร้งเทาหลังขาว ) โดย Wildlife Conservation Society Cambodia ด้วยสัญญาณดาวเทียม พบว่า พญาแร้ง มีรัศมีการบินจาก แหล่งอาศัยหลัก ไกล ในรัศมี 50 กม. ได้

ปิดดีลภาษีสหรัฐ 19% ความสำเร็จในการเจรจา กับการขยับฐานภาษี!! ที่อาจไม่สิ้นสุด!!

(3 ส.ค. 68) ไทยบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ก่อนเส้นตาย 1 ส.ค. โดยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอยู่ที่ 19% ต่ำกว่ากรอบเดิมที่สหรัฐฯ ขู่ใช้มาตรการทางภาษีที่อัตรา 36% ซึ่งใกล้เคียงกับคู่แข่งในอาเซียน เช่น เวียดนาม (20%), อินโดนีเซีย (19%), ฟิลิปปินส์ (19%) และมาเลเซีย (19%)

ซึ่งถือเป็นข้อตกลงที่ทีมไทยแลนด์ สามารถเจรจาจนประสบความสำเร็จ ในการลดภาษีส่งออกไปสหรัฐจากเดิมที่ ประธานาธิดี ทรัมป์ ได้ประกาศไว้ ว่าจะเรียกเก็บที่อัตรา 36% อัตราภาษีดังกล่าวช่วยลดแรงกดดันต่อการส่งออกไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และเกษตร-อาหารที่มีความอ่อนไหวต่อภาษี

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมินว่า เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง อาจเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค และการส่งออกไทยครึ่งปีหลังมีความเสี่ยงหดตัวกว่า -10% หลังจากครึ่งปีแรกเร่งส่งออกโตถึง +15% จากความกังวลเรื่องภาษี แต่ภาษีที่ออกมาจริงที่ระดับ 19% อาจช่วยให้การชะลอตัวของครึ่งปีหลังไม่รุนแรงเท่าที่เคยคาดการณ์

สำหรับอัตราภาษี 19% ที่ได้มา ยังไม่มีการเปิดเผยเงื่อนไขข้อตกลงที่ใช้ในการเจรจา ว่าไทยยอมรับเงื่อนไขอะไรบ้าง จะต้องมีการนำเข้าสินค้าอะไรเพิ่มเติม โดยคาดการณ์ว่า สิ่งที่ไทยต้องแลกเปลี่ยน ได้แก่ เปิดตลาดนำเข้าเพิ่ม 90% สั่งซื้อสินค้าเพิ่ม ในกลุ่มข้าวโพด, กากถั่วเหลือง, อาวุธและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งก๊าซธรรมชาติ LNG ฯลฯ สนับสนุนบริษัทไทยให้ไปลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งปรับระบบตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งเมื่อตรวจพบอาจถูกจัดเก็บ Transshipment 40%

กลุ่มสินค้าส่งออกของไทยที่จะกระทบหนัก ได้แก่ กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ กลุ่มอุปกรณ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง ที่ไทยมีส่วนแบ่งอยู่อันดับที่ 1 แต่อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจากเดิม คงมีแค่ทางเลือกเดียวให้ผู้ส่งออก คือ ลดอัตรากำไร แทนการขึ้นราคา เพื่อคงราคาขายปลีกในสหรัฐ กลายเป็นภาระของผู้ส่งออกที่ต้องแบกรับ เพราะหากปรับขึ้นราคาสินค้าแล้วแพงกว่าคู่แข่ง ตลาดหายทันที

หน้าที่ของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล คงต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ กระชับพันธมิตรทางการค้าเพิ่ม จากที่ไทย น่าจะเสียตลาดส่งออกเพื่อนบ้าน (ที่ไม่น่าเป็นเพื่อน) อย่างกัมพูชา ไป 1 แห่ง แต่อาจจะกระทบเพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพราะดูแล้ว น่าจะเป็นสงครามการเมืองมากกว่าการค้า และกัมพูชา ยังคงมีความต้องการสินค้าจากไทยเพื่อใช้อุปโภคบริโภคเป็นจำนวนมาก ส่วนประเทศต่างๆ ที่จะทำการค้ากับกัมพูชา อาจต้องทบทวนนโยบายใหม่ จากเหตุการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ที่ต้องระมัดระวังการเจรจามากขึ้น เพราะอาจโดนหักหลังได้ตลอดเวลา

สำหรับภาษีสหรัฐ หากลองมองอีกมุม หรือแท้จริงแล้ว สหรัฐอเมริกา อาจจะวางกรอบอัตราภาษีสำหรับภูมิภาคอาเซียนเอาไว้อยู่แล้ว แต่ใช้ความเป็นชาติมหาอำนาจ ประกาศเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ ที่สูงลิบ แล้วรอดูว่าในแต่ละประเทศ จะมีท่าทีต่อสหรัฐอเมริกาอย่างไร สร้างแรงกระเพื่อมต่อคู่ค้าในแต่ละประเทศ เพื่อกระทบชิ่งไปยังมหาอำนาจอีกฝั่งอย่างประเทศจีน หรือรัสเซีย กดดันแต่ละประเทศเพื่อกำหนดทางเลือกการทำการค้าก็เป็นได้

การกำหนดท่าที การวางตัวของรัฐบาลไทย ต่อประเทศมหาอำนาจ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน และรัสเซีย คงต้องมีความมั่นคง มีนโยบายที่ชัดเจนในการวางตำแหน่งทางการค้าโลก ในทิศทางที่เหมาะสม ไม่อย่างนั้น ลูกบ้าของประธานาธิบดี ทรัมป์ อะไรก็เกิดขึ้นได้ …

‘ไอโอเขมร’ ปลอมเพจ!! เป็นคนไทย ปั่นกระแส!! ให้คนไทยทะเลาะกันเอง

(3 ส.ค. 68) เริ่มมีพฤติกรรม ปลอมแปลง Pages จากฝั่งกัมพูชาเป็น Pages ข้อมูลเกี่ยวกับประเทศไทยแล้วก็เข้ามาปั่นกระแสให้คนไทยทะเลาะกันเกี่ยวกับเรื่องข้อมูลการสู้รบดังนั้นตอนนี้เราต้องระมัดระวังในการเสพข่าวจากเพจที่ไม่รู้จักให้มากขึ้น

‘ดร.สุริยะใส’ เตือนระวัง!! ‘สันติภาพปลอม’ ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้!! ประเทศไทย กำลังอยู่ในวงล้อมการแข่งขัน ‘อำนาจโลก’

(3 ส.ค. 68) ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า …

ระวัง! สันติภาพปลอม ๆ บนชายแดนไทย-กัมพูชา: ภัยเงียบที่ไทยต้องเท่าทัน

แม้เสียงปืนจะเงียบลงชั่วคราวจากการปะทะระหว่างกองกำลังไทยกับกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ “ความเงียบ” ครั้งนี้ไม่ใช่สันติภาพที่แท้จริง หากคือ “ฉากหน้า” ที่ปิดบังแรงกระเพื่อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังซัดกระหน่ำภูมิภาคของเราอยู่เบื้องหลัง พื้นที่ชายแดนที่ดูเหมือนเป็นเพียงเรื่องระหว่างสองประเทศ แท้จริงแล้วได้กลายเป็น “เวทีแข่งขัน” ระหว่างมหาอำนาจโลกไปแล้วอย่างไม่อาจปฏิเสธ

การขยับตัวของสหรัฐฯ และจีน ที่เข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวของทั้งสองฝ่าย ที่ต้องการยึดหัวหาดทางทหาร โลจิสติกส์ และทรัพยากรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยและกัมพูชาคือ “จุดยุทธศาสตร์” ที่กำลังถูกแย่งชิงทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะผ่านโครงการช่วยเหลือทางทหาร การซ้อมรบร่วม การเจาะฐานข้อมูลความมั่นคง หรือการวางโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและคมนาคม

สถานการณ์จึงไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่หลายฝ่ายพยายามทำให้ดูเหมือน การสู้รบที่เกิดขึ้นแม้จะจบลงชั่วคราว แต่ถ้าเราไม่เข้าใจโครงสร้างเบื้องลึกของปัญหา ไม่ทันเกมของผู้เล่นรายใหญ่ ก็อาจกลายเป็นเพียง “หมากเบี้ย” ในสงครามตัวแทนที่ไม่มีวันชนะได้จริง

เราจึงจำเป็นต้อง “ถอดรหัสภูมิรัฐศาสตร์ใหม่” ให้ขาด เห็นลึกถึงผลประโยชน์ที่ซ้อนกันหลายชั้น ทั้งทางทหาร เศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงระดับชาติ

รัฐบาลไทยจึงต้องแสดง “จุดยืนเชิงยุทธศาสตร์” ที่เฉียบคมและหนักแน่น ไม่ใช่แค่การประคองสันติภาพชั่วคราว เล่นกับกระแส หรือการเดินเกมตามแรงกดดันทางการทูต แต่ต้องสร้างความพร้อมทั้งทางทหาร การข่าว และการทูตแบบบูรณาการ พร้อมกับ “ยกระดับเอกภาพภายใน” ระหว่างรัฐบาล กองทัพ และประชาชนให้เป็นหนึ่งเดียว เพราะศัตรูที่แท้จริงในยุคนี้ ไม่ได้อยู่ตรงข้ามเราเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ในความแตกแยกของเราเอง หรือที่เรียกว่า “ไส้ศึก”

นี่ไม่ใช่แค่การปะทะระหว่างสองชาติ แต่คือสัญญาณเตือนว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในวงล้อมของการแข่งขันอำนาจโลก” ที่หากเราไม่เร่งกำหนดยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีไหวพริบและกล้าหาญ สันติภาพที่เห็นอยู่อาจกลายเป็นเพียงม่านควัน ก่อนจะเกิดคลื่นแห่งความสูญเสียครั้งใหม่ที่รุนแรงกว่าเดิม เราต้องมองให้ลึก เห็นให้ขาด และเดินเกมให้ทันก่อนที่จะสายเกินไป  

ทำลายสิ้น ทางขึ้นภูมะเขือ

(3 ส.ค. 68) กองทัพบกรายงานว่า ทำลายสิ้น ทางขึ้นภูมะเขือ กระเช้าทางขึ้น ภูมะเขือ ที่กัมพูชาทำไว้ ละเมิด MOU43 ทำลายให้สิ้นซาก

‘ฮุน มาเนต’ โพสต์เฟซ!! ขอปกป้องสันติภาพ ไม่ว่า!! จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

(3 ส.ค. 68) เฟซบุ๊ก Hun Manet ของ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความเป็นภาษาเขมรและภาษาอังกฤษ เมื่อวันที่ 2 ส.ค. แปลเป็นภาษาไทยระบุว่า …

“บางครั้งผู้คนมักมองข้ามสันติภาพ คุณค่าที่แท้จริงของสันติภาพจะชัดเจนขึ้นเมื่อไม่มีสันติภาพอยู่ ดังนั้น เราต้องปกป้องสันติภาพไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”

ทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 จำนวน 2,982 นาย จากทั่วประเทศเดินทางเข้ารายงานตัวเป็น “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ณ ศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ

(3 ส.ค. 68) วันที่ 1 - 2 ส.ค.68 น.อ.ทิวา อ่อนละออ ผู้บังคับการศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ (ผบ.ศฝท.ยศ.ทร.) พร้อมคณะผู้บังคับบัญชา ต้อนรับทหารใหม่ ผลัดที่ 2/68 ณ สถานีรับรายงานตัวของศูนย์ฝึกทหารใหม่ กรมยุทธศึกษาทหารเรือ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

โดยทหารใหม่ในส่วนของกองทัพเรือ ผลัดที่ 2/68 เข้ารายงานตัวทั้งสิ้น จำนวน  2,982 นาย ในจำนวนนี้เป็นทหารใหม่ที่สมัครโดยวิธีร้องขอ (กรณีพิเศษ) ด้วยระบบออนไลน์ จำนวน 29 นาย เดินทางจากภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคเหนือตอนล่าง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยรถบัส และเดินทางจากภาคใต้ด้วยรถไฟ ได้ผ่านขั้นตอนการรับรายงานตัว ประกอบด้วย
     - สถานีคัดกรองโรค
     - สถานีตรวจสิ่งเสพติด และสิ่งของต้องห้าม
     - สถานีลงทะเบียนคัดแยกสังกัดกองร้อย และธุรกรรมการเงิน
     - สถานีรับยุทธอาภรณ์

เข้าสู่ครอบครัวของกองทัพเรือในฐานะ “น้องเล็กคนใหม่ของกองทัพเรือ” ซึ่งการดำเนินงานในแต่ละสถานีเป็นไปอย่างมีมาตรฐานที่รวดเร็ว เรียบร้อย และปลอดภัย ตามนโยบายของผู้บัญชาการทหารเรือ ที่กำหนดให้ปี 2568 เป็นปีแห่งความปลอดภัยของกองทัพเรือ “NAVY-SAFETY 2025” และจะเข้าสู่การฝึกอบรมเป็นเวลา 8 สัปดาห์ เพื่อให้เป็นทหารเรือที่มีความเข้มแข็ง องอาจ มีระเบียบวินัย และ มีทัศนคติที่ดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นเสาหลักของชาติ พร้อมปฏิบัติงานในหน่วยต่างๆ ของกองทัพเรือต่อไป

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

เชียงใหม่-“ช้างไทยร่วมส่งใจสู่ชายแดน” สองช้างหนุ่มเมืองเหนือแสดงพลังงวงเพื่อชาติ สื่อสารความห่วงใยจากผืนป่าแม่แตง

(3 ส.ค. 68) ณ บ้านช้างตระกูลแสน ตำบลกึ๊ดช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ได้ปรากฏภาพน่าประทับใจจาก “พลายดูดอย” ช้างหนุ่มวัย 4 ปี และ “พลายแสนตัน” วัย 8 ปี ช้างตระกูลแสนผู้เปี่ยมพลัง ร่วมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ภายใต้กิจกรรม “งวงนี้เพื่อชาติ” โดยใช้พลังงวงชูธงชาติไทย โบกสะบัดอย่างสง่างาม ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความร่วมแรงร่วมใจ ส่งผ่านกำลังใจจากใจกลางผืนป่าสู่แนวชายแดน

กิจกรรมดังกล่าวมีขึ้นเพื่อร่วมส่งแรงใจและประกาศจุดยืนแห่งความห่วงใยต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกำลังส่งผลกระทบต่อเจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนในพื้นที่ โดยภาพของช้างทั้งสองเชือกขณะชูงวงจัดธงชาติอย่างพร้อมเพรียง ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งพลังใจและความรักชาติ ถ่ายทอดบทบาทของช้างไทยในฐานะสัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่ยังคงมีบทบาทสำคัญในวิถีชีวิตและจิตวิญญาณของคนไทย

บ้านช้างตระกูลแสน ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้างไทยตามวิถีดั้งเดิม ก่อตั้งโดยท่านพระครูอ๊อดวัดเจดีย์หลวงจังหวัดเชียงใหม่ ได้ดำเนินงานด้านการฟื้นฟูและดูแลช้างอย่างยั่งยืน โดยยึดหลักความเข้าใจในพฤติกรรมสัตว์และความสัมพันธ์ระหว่างช้างกับควาญ ภายใต้บริบทของชุมชนท้องถิ่น

แม้ในปัจจุบัน ช้างจะไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบเช่นในอดีต แต่บทบาทของช้างในฐานะ “ผู้ให้กำลังใจ” และ “สื่อกลางทางวัฒนธรรม” ยังคงทรงพลัง และได้รับการตอบรับอย่างลึกซึ้งจากสาธารณชน ข้อความจากควาญช้างในพื้นที่ “จากใจกลางผืนป่า ถึงชายแดนสุดไกล… งวงนี้เพื่อชาติ งวงนี้เพื่อไทย” ย้ำให้เห็นถึงความผูกพันระหว่างคน ช้าง และแผ่นดินไทย ที่ยังคงเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น

ตำรวจภูธรภาค 2 ขอบคุณ ปชช. ร่วมมือดีสถานการณ์ไทย - กัมพูชา “ผบช.ภ.2” กำชับดูแลเส้นทางกลับบ้าน โรงพักพร้อมบริการทุกมิติ ขอบคุณตำรวจและครอบครัวร่วมพิทักษ์ส่วนหลัง

(3 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์  ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยถึงสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ในพื้นที่ จังหวัดสระแก้ว ตราดและจันทบุรี ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปกติไม่มีเหตุรุนแรงหรือสัญญาณบอกเหตุใด โดยทราบว่าทางผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว ได้มีหนังสือแจ้งปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวทุกแห่งในพื้นที่จังหวัดสระแก้ว เนื่องจากสถานการณ์คลี่คลาย ประชาชนที่อพยพได้ทยอยเดินทางกลับถิ่นฐานเดิม ตนได้สั่งการกำชับให้ตำรวจอำนวยความสะดวกด้านการจราจร ในการเดินทางกลับบ้านของพี่น้องประชาชน และให้ตำรวจท้องที่ เตรียมความพร้อมในการดูแลบริการประชาชนเมื่อเข้าไปบ้านเรือนแล้ว หากมีการลงบันทึกประจำวัน หรือแจ้งความใด ๆ ก็ให้ตำรวจท้องที่ทุก สภ. จัดเตรียมพนักงานสอบสวนรับเรื่องร้องทุกข์ให้พร้อม และพร้อมช่วยเหลือประชาชนทุกเมื่อทันทีที่ร้องขอ เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า ขอขอบคุณตำรวจภูธรภาค 2 ทุกนาย ครอบครัวตำรวจ อาสาสมัคร จิตอาสาทุกคนที่ร่วมแรงร่วมใจกันในการทำหน้าที่พิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ดูแลพี่น้องประชาชนทั้งในการอพยพเคลื่อนย้าย การดูแลจัดหาอาหารในช่วงที่อยู่ศูนย์พักพิง รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่ต้องทิ้งบ้าน และขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่  อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในขณะนี้ยังขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลสถานการณ์จากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด และยังคงปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่โดยเฉพาะเรื่องของการรับและส่งต่อข่าวสาร และสามารถแจ้งเบาะแสความผิดปกติต่าง ๆ ให้แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจผ่านช่องทาง โทร.191 ได้ทุกเมื่อ

“ตำรวจภูธรภาค 2 ยังคงความเข้มในการดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน สืบสวนหาข่าวความผิดปกติต่าง ๆ มีปฏิบัติการเชิงรุกอยู่ตลอดเวลา รวมทั้งเฝ้าระวังกลุ่มอาชญากรที่อาจฉวยโอกาสสถานการณ์นี้ก่อเหตุ โดยในช่วงที่ผ่านมาก็มีผลการจับกุมอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามตำรวจภูธรภาค 2 จะทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนอย่างแข็งขัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นความอุ่นใจให้กับประชาชน“ พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าว

#ตำรวจภูธรภาค2
#เชื่อมั่นศรัทธามืออาชีพ

https://www.facebook.com/share/p/1AztZdGAWG/

‘เอกนัฏ’ สั่งปิด!! ‘ซีโน่ไทย’ ใช้ขยะพลาสติกจากบ่อขยะทำเม็ดพลาสติก ส่งขายบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์ สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน

(3 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับ กรมโรงงานอุตสาหกรรม และ ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ โรงงานซีโนไทย มารีน โปรตักส์ จำกัด เลขที่ 277/4  ต.บางหญ้าแพรก อ.เมืองสมุทรสาคร จ.สมุทรสาคร ภายหลังได้รับรายงานจากชาวบ้านในพื้นที่ว่าได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการ

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นทราบว่า โรงงานซีโนไทย มารีนฯ ประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติกจากเศษพลาสติกเก่าที่ใช้แล้ว และบดย่อยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้แล้วและเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจสอบตามข้อร้องเรียนพบว่า ขณะเข้าตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินเครื่องจักรในการประกอบกิจการ โดยมีนายเฉิน จุ้นสง สัญชาติจีน ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองไทยกว่า 20 ปี แสดงตัวเป็นเจ้าของสถานที่และเป็นผู้ประกอบกิจการ โดยในพื้นที่ดังกล่าวมีโกดังที่อยู่ในรั้วเดียวกันทั้งสิ้น จำนวน 7  โกดัง มีลักษณะการประกอบกิจการโรงงาน 2 ประเภท ประกอบด้วย 1.โรงงานที่ประกอบกิจการ บด ย่อย ยางเก่า 2.โรงงานประกอบกิจการ บด ย่อย ล้าง พลาสติก ซึ่งนายเฉิน จุ้นสง เป็นเจ้าของโรงงานและเจ้าของที่ดิน

นอกจากจะประกอบกิจการโรงงานของตนเองแล้ว นายเฉินยังให้ นายลี ยงปิง สัญชาติจีน เช่าโกดังและพื้นที่บางส่วนภายใน โรงงานซีโนไทย มารีนฯ เช่าตั้งโรงงานบด ย่อย ล้าง หลอม พลาสติก ซึ่งไม่ได้มีการขอออนุญาตที่ถูกต้อง 

นายเฉินให้การว่า ขยะพลาสติกรับซื้อจากรถขายของเก่าวันละมากกว่า 10 เที่ยว โดยจะนำขยะพลาสติกมาล้างแล้วนำเข้าเครื่องทำเม็ดพลาสติก จากนั้นจะมีรถจากบริษัทผลิตของใช้พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ต่างๆมาซื้อไปเป็นวัตถุดิบ โดยยอมรับว่าดำเนินกิจการไม่ตรงตามที่ได้รับอนุญาต และมีการทำผิดเงื่อนไขในท้ายใบอนุญาต เจ้าหน้าที่จึงได้ควบคุมตัวนายเฉิน ส่งที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ดำเนินคดีแจ้งข้อหาประกอบกิจการโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาต และตั้งโรงงานโดยไม่มีใบอนุญาตพร้อมยึดอายัดเครื่องจักรทั้งหมด

"นอกจากดำเนินคดีในส่วนของ พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 แล้ว ยังได้ประสานขอความร่วมมือไปยังอบต.บางหญ้าแพรก เพื่อพิจารณาให้เพิกถอนใบอนุญาตการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ สั่งให้โรงงานต้องแก้ไขระบบบำบัดน้ำเสียที่ปล่อยออกนอกโรงงาน และสั่งให้โรงงานระงับการรับขยะจากบ่อขยะเข้ามาภายในโรงงานด้วย ถือเป็นการยกระดับความเข้มข้นการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อดำเนินการกับผู้ประกอบการที่มีเจตนาประกอบกิจการที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน" นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวทิ้งท้าย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top