Tuesday, 28 July 2026
Hard News Team

3 สิงหาคม พ.ศ. 2500 จุดเริ่มต้นงานประกาศผลรางวัล “ตุ๊กตาทอง” ครั้งที่ 1 เวทีเกียรติยศของวงการภาพยนตร์ไทย ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น “พระสุรัสวดี”

รางวัลตุ๊กตาทอง ถือกำเนิดจากบทความของ สงบ สวนสิริ ในนิตยสาร “ตุ๊กตาทอง” เมื่อปี 2496 ซึ่งเสนอแนวคิดการจัดประกวดภาพยนตร์ไทย แม้ปีนั้นจะยังไม่สามารถจัดได้จริง แต่แนวคิดดังกล่าวได้จุดประกายและกลายเป็นจริงในวันที่ 3 สิงหาคม 2500 เมื่อหอการค้ากรุงเทพฯ ให้การสนับสนุนจัดงานขึ้น 

งานประกาศผลครั้งแรกจัดขึ้นที่เวทีลีลาศ สวนลุมพินี รวมหนังเข้าชิงทั้งใหม่และเก่ารวม 52 เรื่อง นักแสดงชายยอดเยี่ยมได้แก่ ลือชัย นฤนาท จาก “เล็บครุฑ” (2500) และนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมคือ วิไลวรรณ วัฒนพานิช จาก “สาวเครือฟ้า” (2496) ขณะที่รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม หรือ “สำเภาทอง” ตกเป็นของ “เศรษฐีอนาถา” (2499)

รางวัลตุ๊กตาทองจัดต่อเนื่องจนถึงปี 2509 ก่อนจะเว้นว่าง 9 ปี และกลับมาอีกครั้งในปี 2517 ภายใต้ชื่อใหม่ “พระสุรัสวดี” โดยสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงฯ แม้ชื่อจะเปลี่ยน แต่คนไทยยังเรียกขานว่า “ตุ๊กตาทอง” เหมือนเดิม 

ทั้งนี้ ครั้งล่าสุดที่มีการจัดงานประกาศรางวัลตุ๊กตาทองคือเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2561 (ครั้งที่ 31) ภาพยนตร์เรื่อง “ฉลาดเกมส์โกง” คว้าไปทั้งหมด 7 รางวัล อาทิ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , ผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (นัฐวุฒิ พูนพิริยะ) , ผู้แสดงนำชายยอดเยี่ยม (ชานน สันตินธรกุล) , ผู้แสดงนำหญิงยอดเยี่ยม (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุข) และ บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม 

‘บีโอไอ’ ชู!! จุดแข็งไทย พร้อมรับมือโลกการค้ายุคใหม่ หลังสหรัฐฯ ประกาศ!! อัตราภาษีนำเข้าจากไทย 19%

(2 ส.ค. 68) บีโอไอ แจงนักลงทุนไทย-ต่างชาติพร้อมเดินหน้าลงทุน หลังสหรัฐฯ ประกาศอัตราภาษีนำเข้าจากไทย ร้อยละ 19 ย้ำ!! ไทยยังเป็นแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนที่แข็งแกร่งในภูมิภาค ชูจุดแข็งไทย 5 ด้าน พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนภายใต้โลกการค้ายุคใหม่มุ่งสร้างซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า จากที่ทีมไทยแลนด์ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชน นำโดย นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สามารถเจรจากับสหรัฐอเมริกาจนมีการประกาศอัตราภาษีศุลกากรที่เรียกเก็บจากไทยร้อยละ 19 ลดลงจากอัตราก่อนหน้าที่ร้อยละ 36 ถือเป็นข่าวดีที่ส่งผลบวกต่อการลงทุน เพราะเป็นอัตราภาษีที่ทำให้ไทยสามารถแข่งขันได้เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยนักลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายจำนวนมากให้ความเชื่อมั่นและพร้อมเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมองว่าไทยสามารถตอบโจทย์การลงทุนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ และมีศักยภาพในการสร้างซัพพลายเชนสำหรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต  

ที่ผ่านมา ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อพัฒนาระบบนิเวศ ลดอุปสรรค และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในการประกอบธุรกิจ ให้สอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยอุตสาหกรรมเป้าหมายที่บีโอไอเร่งให้การส่งเสริม 5 สาขาหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมชีวภาพและเศรษฐกิจหมุนเวียน (BCG) ยานยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และกิจการศูนย์กลางธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยมีจุดแข็ง 5 ด้านสำคัญที่พร้อมรองรับคลื่นการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ ได้แก่

1. โครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพ พร้อมรองรับการลงทุน ทั้งนิคมอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ ท่าเรือน้ำลึก สนามบินนานาชาติ ระบบไฟฟ้าที่มีความเสถียรและมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียน โครงข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โครงข่าย 5G ที่ครอบคลุมทั่วประเทศ และการจัดตั้ง Hyperscale Data Center จากนักลงทุนรายใหญ่ระดับโลก เช่น AWS, Google รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก
ที่พร้อมสำหรับนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ ทั้งด้านที่พักอาศัย โรงเรียนนานาชาติ และโรงพยาบาลมาตรฐานสูง 

2. ซัพพลายเชนที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ เครื่องจักรและอุปกรณ์ ส่วนใหญ่รวมตัวเป็นคลัสเตอร์อยู่บริเวณภาคตะวันออก ซึ่งช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ 

3. บุคลากรทักษะสูง ทั้งวิศวกร ช่างเทคนิค และแรงงานฝีมือ โดยบีโอไอร่วมมือกับกระทรวงการอุดมศึกษาฯ (อว.) ในการพัฒนาบุคลากรทักษะสูง และหลักสูตรเฉพาะด้าน เช่น เซมิคอนดักเตอร์, AI, IoT, ระบบอัตโนมัติ และโลจิสติกส์ โดยมีเป้าหมายสร้างแรงงานในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงจำนวน 280,000 คน ภายใน 5 ปี (2567 – 2571) ในสาขาที่ไม่สามารถพัฒนาได้ทัน บีโอไอมีเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้ชาวต่างชาติสาขาดังกล่าวสามารถเข้ามาทำงานได้ ทั้งการอนุญาตภายใต้กฎหมายส่งเสริมการลงทุน, Smart VISA, LTR VISA และศูนย์ One Stop Service 
ที่บีโอไอทำงานร่วมกับ ตม. และกรมการจัดหางาน 

4. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ตอบโจทย์ภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ด้านต่าง ๆ จากบีโอไอและกระทรวงการคลัง การพัฒนากลไกจัดหาพลังงานสะอาด หรือมาตรการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายต่างๆ เช่น มาตรการส่งเสริมรถยนต์ EV, เซมิคอนดักเตอร์, แบตเตอรี่, อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งมาตรการสนับสนุนการเชื่อมโยงซัพพลายเชนและการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) 

5. โอกาสในการเข้าสู่ตลาดโลก  ไทยมีศักยภาพในการเชื่อมต่อกับตลาดในภูมิภาค โดยอาศัยความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ 

นอกจากนี้ ไทยมีความตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) ที่ลงนามแล้ว 17 ฉบับกับ 24 ประเทศ อีกทั้งยังมีอีกหลายฉบับที่อยู่ระหว่างเจรจา เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา และเกาหลี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าสู่ตลาดในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ 

“อัตราภาษีร้อยละ 19 จากสหรัฐฯ ถือเป็นอัตราที่ทำให้ประเทศไทยแข่งขันได้ และส่งผลบวกต่อการลงทุน สถานการณ์ที่มีความชัดเจนมากขึ้น จะช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเดินหน้าลงทุนในประเทศไทย ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย ความพร้อมของซัพพลายเชน บุคลากรที่มีคุณภาพ บวกกับมาตรการสนับสนุนของบีโอไอและหน่วยงานรัฐต่าง ๆ เชื่อมั่นว่าจะทำให้ไทยยังคงเป็นฐานการลงทุนที่โดดเด่นของภูมิภาค และมีศักยภาพสูงที่จะพัฒนาต่อยอดไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนให้กับ คนไทยในระยะยาว” นายนฤตม์ กล่าวทิ้งท้าย

‘อุตสาหกรรมแฟร์ 2568’ ขนขบวนสินค้าช่วยคนไทย ส่งน้ำใจช่วยพี่น้องชายแดน สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

(2 ส.ค. 68) กระทรวงอุตสาหกรรม จับมือ กระทรวงคมนาคม จัดงาน "อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : “รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย" ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม 2568 ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ จัดเต็มสินค้าอุปโภค-บริโภค คุณภาพดี ราคาประหยัด ลดค่าครองชีพ ทั้งจากเครือสหพัฒน์และผู้ประกอบการ SME ไทยทั่วประเทศ พร้อม Motor Show รถที่ใช่ดีลที่ชอบ คาดสร้างเงินสะพัดกว่า 300 ล้านบาท พร้อมจัดจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจส่งสิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมและสถานการณ์ชายแดน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า นับเป็นโอกาสอันดีในการร่วมมือครั้งใหญ่ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงคมนาคมที่นำสินค้าจากผู้ประกอบการรายเล็กรายใหญ่มาเจอกับศูนย์กลางระบบคมนาคมที่รวมทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสารสาธารณะเข้าด้วยกัน เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนและยังมีโซนสินค้าที่ได้รับความร่วมมือจากเครือสหพัฒน์มาร่วมจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษ พร้อมทั้งโซนมอเตอร์โชว์ที่รวบรวมค่ายรถยนต์กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดโปรโมชั่นดี ดอกเบี้ยพิเศษภายในงานด้วย คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้กว่า 300 ล้านบาท และในภาวะสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติกระทรวงอุตสาหกรรมขอแสดงความห่วงใย พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้ประสบภัย โดยจัดจุดรับบริจาคสิ่งของอุปโภคบริโภค "อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทย" เพื่อส่งต่อน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยชายแดนและผู้ประสบภัยน้ำท่วม สำหรับผู้เข้าร่วมจับจ่ายสินค้าภายในงานที่ต้องการแบ่งปัน ส่งมอบน้ำใจให้กับผู้ประสบภัย ซึ่งสามารถนำส่งผ่านจุดรับบริจาคอุตสาหกรรมรวมใจ หรือจุดรับของไปรษณีย์ไทย ภายในงาน ซึ่งพัสดุที่บริจาคน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม สามารถรับบริการโดยไม่คิดค่าจัดส่ง 

และในงานนี้ได้มีความร่วมมือที่สำคัญอีกหนึ่งเรื่องคือการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) การยกระดับระบบคมนาคมขนส่งทางรางและการสร้างฐานการผลิตรถไฟมาตรฐานสากลภายในประเทศ ระหว่าง กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) กับ กระทรวงคมนาคม โดย สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) (สทร.) เพื่อการขับเคลื่อนและยกระดับอุตสาหกรรมราง และเพิ่มขีดความสามารถของประเทศไทยในการออกแบบและผลิตรถไฟเองภายในประเทศด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล พร้อมส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศให้สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้และสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาครัฐในการสร้างกลไกใหม่เพื่อขับเคลื่อนประเทศสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว ทั้งในด้านเทคโนโลยี การผลิตและการพัฒนาบุคลากรผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางระบบขนส่งโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ทางกระทรวงคมนาคมมีความยินดีอย่างยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้ระหว่างสองกระทรวงเป็นการยกระดับสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ให้มีการใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ สร้างบรรยากาศใหม่ ๆ แก่ผู้เดินทาง และยังเป็นการช่วยผู้ประกอบการให้มีตลาดใหม่และสร้างรายได้เพิ่มขึ้น และสำหรับการลงนามในวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการยกระดับระบบรางของไทย ไม่เพียงแค่ในด้านคมนาคมขนส่ง แต่ยังรวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ โดยกระทรวงคมนาคมได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) หรือ สทร. เดินหน้าสนับสนุนการผลิตรถไฟภายในประเทศ ทั้งในรูปแบบหัวรถจักร (Locomotive), รถไฟโดยสาร (Passenger Coach), รถไฟไฮบริดพร้อมตู้โดยสาร (Hybrid Multiple Unit) และตู้สินค้า (Freight Wagon) ที่ได้มาตรฐานสากล พร้อมทั้งสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาบุคลากรต่อไปด้วย

นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า การจัดงาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการโรงงานได้มีพื้นที่ในการกระจายสินค้าถึงกลุ่มผู้บริโภคโดยตรง ผู้บริโภคก็สามารถเดินทางเข้าร่วมงานได้โดยสะดวก โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทาง สามารถแวะมาจับจ่ายใช้สอยได้ก่อนเดินทางต่อ ทั้งยังคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพและราคาเป็นธรรมเพื่อให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าคุณภาพดีในราคาเหมาะสม ช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ซึ่งมีการจัดแบ่งภายใน 4 โซน รวมผู้ประกอบการทั้งหมดกว่า 330 บูธ ได้แก่ 

1. โซนมหกรรมสินค้าอุปโภค-บริโภคราคาประหยัดจากเครือสหพัฒน์ ลดราคากว่า 70 % 

2. โซนมอเตอร์โชว์ (Motor Show) ตามหารถที่ใช่ดีลที่ชอบ รถยนต์-รถจักรยานยนต์คุณภาพดี และข้อเสนอพิเศษสุดในงานจากค่ายรถยนต์ต่าง ๆ อาทิ ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.99 % , โปรโมชั่นช่วยผ่อนสูงสุด 12 เดือน , บัตรเติมน้ำมันสูงสุด 3,000 บาท , แถมฟรีฟิล์มติดรถยนต์ Lamina CM1 , ลุ้นจี้ทองคำ หนัก 2 สลึง หรือส่วนลดพิเศษ 15,000 บาท สำหรับครู /ข้าราชการ/บุคลากรทางการแพทย์/เกษตรกร 

3. โซนมหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าคุณภาพมีมาตรฐาน มอก. ราคาประหยัด 

4. โซนมหกรรมจำหน่ายสินค้าจากผู้ประกอบการ SME ไทย และวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ อาทิ อาหาร เครื่องดื่ม เครื่องประดับ สินค้าแฟชั่น งานคราฟต์ สินค้าตกแต่งบ้าน เป็นต้น

ทางด้านนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ทางกระทรวงคมนาคมได้เตรียมการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่เดินทางมาร่วมงานได้รับความสะดวก รวดเร็ว และประหยัด ด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น รถไฟชานเมือง (สายสีแดง) เชื่อมต่อจากพื้นที่กรุงเทพฯ รอบนอกได้อย่างรวดเร็ว รถไฟฟ้า MRT (สายสีน้ำเงิน) ครอบคลุมเส้นทางสำคัญในเมืองในอัตราค่าโดยสาร 20 บาท ตลอดสาย รถไฟทางไกลที่จะอำนวยความสะดวกสำหรับผู้เดินทางมาจากต่างจังหวัด รวมทั้งรถโดยสารสาธารณะที่สามารถเดินทางเข้าถึงยังพื้นที่จัดงาน ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจร หรือหากนำรถยนต์ส่วนบุคคลมาร่วมงาน ทางการรถไฟแห่งประเทศไทย มีพื้นที่จอดรถและจุดรับ-ส่ง ที่จัดเตรียมไว้อย่างเพียงพอ

งาน “อุตสาหกรรมแฟร์ 2568 : รถไฟอุตสาหกรรม นำความสุขสู่คนไทย” ในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ก.ค. – 3 ส.ค. นี้ ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ มีร้านค้าจากผู้ประกอบการSME ผู้ประกอบการจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าเครือสหพัฒน์ และค่ายรถยนต์ กว่า 19 ค่ายรถ มาจัดจำหน่ายเต็มพื้นที่สถานี และมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจสำหรับผู้เข้าร่วมงานแบบไม่มีค่าใช้จ่าย อาทิ การจัดเสวนาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหัวข้อต่าง ๆ เช่น เบลนด์น้ำหอม (Perfume Blending Workshop) / Talk & share (ไทย-จีน-อังกฤษ) / Taste of Siam เมื่ออาหาร คือสูตรลับแห่งสุขภาพ / เลือกคนให้ถูกงาน เลือกงานให้ถูกคน / Herbal Plantasia ทำน้ำมันหอมระเหย / Hobby Hut Craft ทำตุ๊กตาจากผ้า (กระต่าย) รวมถึงฟรีมินิคอนเสิร์ตจากเหล่าศิลปินชื่อดังให้ชมทุกวันอีกด้วย

‘เอกนัฏ’ ส่งสุดซอย!! ขยายผล ฟัน!! เครือข่ายลักลอบฝังกลบขยะพิษ ลั่น!! ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม สร้างภาระให้ประเทศชาติ

(2 ส.ค. 68) นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หัวหน้าคณะทำงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และหัวหน้าชุดตรวจการณ์สุดซอย หรือ ทีมสุดซอย กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) ลงพื้นที่ตรวจสอบ บริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด 49/5 หมู่ที่ 7 ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา แจ้งประกอบกิจการทำเม็ดพลาสติก และบดย่อยเศษพลาสติก หลังพบเบาะแสความเชื่อมโยงกับกรณีการลักลอบฝังกลบขยะพิษใน จ.ฉะเชิงเทรา ที่ตนได้นำทีมลงตรวจสอบเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมา

นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า การลงพื้นที่วันนี้เป็นการขยายผลจากกรณีขยะพิษ 50,000 ตัน ฝังกลบในที่ดิน 11 ไร่ ที่ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา มาจนถึงที่ดินบริษัท โชคดีดี รีไซเคิล จำกัด ตั้งอยู่ที่ ต.หนองแหน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา โดยพื้นที่บริเวณนี้ใกล้กันกับโฉนดที่ดิน ที่เจ้าหน้าที่เคยพบการลักลอบทิ้งและฝังกลบกากของเสีย เมื่อช่วงปี 2555 เจ้าหน้าที่จึงตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการลักลอบฝังกลบในบริเวณนี้เพิ่มเติม 

ซึ่งจากการตรวจสอบภายในพื้นที่ตั้งบริษัทฯ พบร่องรอยการประกอบกิจการบดย่อยและอัดเศษพลาสติก และพบสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว ทั้งที่เป็นวัตถุดิบ และกากของเสีย กองอยู่ทั้งภายในอาคารและภายนอกโรงงาน จึงได้ขอเข้าตรวจสอบ โดยใช้รถแบคโฮขุดสำรวจทั้งหมด 9 จุด ขุดลึกลงไปไม่ถึง 50 เซนติเมตร พบทั้งเศษคล้ายยิปซั่ม เศษสายไฟ เศษพลาสติก และเศษขี้เถ้าจากเตาหลอม รวมประมาณ 20,000 ตัน โดยทุกจุดที่มีการขุดตรวจ เจ้าหน้าที่ได้ทำการเก็บตัวอย่างทั้งหมดและส่งไปตรวจสอบว่าเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายด้วยหรือไม่ หากเข้าข่ายเป็นวัตถุอันตรายจะถูกดำเนินคดีข้อหาครอบครองวัตถุอันตราย ซึ่งรวมกับกรณีที่ผ่านมาแล้วนับกว่า 70,00 ตัน

เบื้องต้นคาดว่าขบวนการนี้มีเครือข่ายความเชื่อมโยงกับกลุ่มบุคคลที่ทำธุรกิจรีไซเคิลผิดกฎหมาย นับเป็นกลุ่มอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ที่ทำร้ายประชาชน ทำลายสิ่งแวดล้อม ที่สำคัญสร้างภาระให้ประเทศชาติ กระทรวงอุตสาหกรรม จะร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และ กรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI จัดการทั้งขบวนการนี้ให้เด็ดขาด" นางสาวฐิติภัสร์กล่าวทิ้งท้าย

‘หมอวี’ แจงชัด!! ทำไมโรงพยาบาลไทย ไม่สามารถ!! รับผู้ป่วยจาก ‘กัมพูชา’ ได้

เมื่อวานนี้ (1 ส.ค. 68) นพ.วีระพันธุ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Veerapun Suvannamai ระบุว่า …

ผมจะบอกให้ว่า!!

ทำไมโรงพยาบาลไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้? (ยกเว้นกรณีฉุกเฉินจะตายตรงหน้า)

จากสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา มีเหตุปะทะเกิดขึ้นระหว่างกองกำลังของทั้งสองประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในสถานะป้องกันตัว และไม่ใช่ผู้เริ่มความรุนแรง แต่เป็น ฝ่ายกัมพูชา ที่เริ่มใช้กำลังโจมตี ซึ่งรวมถึงการยิงเข้าใส่พื้นที่พลเรือนของไทย ส่งผลให้โรงพยาบาลหลายแห่งในเขตชายแดนได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง

1. โรงพยาบาลในพื้นที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีโดยตรงของกัมพูชา

โรงพยาบาลที่ต้องปิดให้บริการทั้งหมด 11 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำขุ่น รพ.น้ำยืน  รพ.นาจะหลวย รพ.กันทรลักษ์ รพ.ภูสิงห์ รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรัก   รพ.ปราสาท รพ.บ้านกรวด รพ.เฉลิมพระเกียรติ  รพ.ละหานทราย

โรงพยาบาลที่เปิดได้เพียงบางส่วน (เฉพาะห้องฉุกเฉิน) 9 แห่ง

โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 144 แห่ง

ปิดให้บริการทั้งหมด 140 แห่ง

เปิดให้บริการบางส่วนเพียง 4 แห่ง

โรงพยาบาลบางแห่งได้รับความเสียหายจากกระสุนและแรงระเบิดโดยตรง มีบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนในพื้นที่ต้องอพยพฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัย

2. ขาดความพร้อมในการให้บริการทั้งด้านกำลังคนและทรัพยากร

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บุคลากรทางการแพทย์ในพื้นที่ชายแดนจำนวนมากไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

บางส่วนต้องอพยพออกนอกพื้นที่ โรงพยาบาลหลายแห่งมีจำนวนเตียงไม่เพียงพอ ระบบน้ำ ไฟฟ้า และการสื่อสารมีปัญหาอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถรองรับผู้ป่วยจากนอกพื้นที่ โดยเฉพาะจากประเทศที่เป็นต้นเหตุของความเสียหาย

3. ความไม่ปลอดภัยในการเคลื่อนย้ายและดูแลผู้ป่วยจากประเทศต้นเหตุของการโจมตี

ครั้งนี้กัมพูชาผู้ที่ร้องขอความช่วยเหลือ กลับเป็นฝ่ายที่ใช้กำลังทำลายโครงสร้างพื้นฐานของระบบสาธารณสุขไทย ทั้งยังสร้างความเสี่ยงต่อชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และประชาชนไทย การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากกัมพูชาในสถานการณ์เช่นนี้จึงไม่สามารถกระทำได้โดยปลอดภัยหรือเหมาะสม

สรุปว่า …

ประเทศไทยไม่สามารถรับผู้ป่วยจากกัมพูชาได้ในสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยเหตุผลที่สำคัญดังต่อไปนี้

• โรงพยาบาลไทยจำนวนมากได้รับความเสียหายโดยตรงจากการโจมตีของกัมพูชา

• ระบบสาธารณสุขในพื้นที่ชายแดนล่มเกือบทั้งหมด

• บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามปกติ

• ความปลอดภัยของผู้ให้บริการและผู้ป่วยไม่สามารถรับประกันได้

• ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนของตนเองก่อน จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ประเทศไทยจะยังไม่สามารถดำเนินบทบาทด้านมนุษยธรรมกับกัมพูชาได้ตามเจตนาดีที่มีต่อกันในอดีต

‘พล.อ.ณัฐพล’ รับเงื่อนไขกัมพูชา ให้ ‘สหรัฐฯ-จีน-มาเลเซีย’ ส่ง!! ผู้สังเกตการณ์ประชุมจีบีซี ได้เฉพาะ 7 ส.ค.

(2 ส.ค. 68) จากกรณีที่สื่อกัมพูชา เผยแพร่เอกสารกระทรวงกลาโหม พร้อมระบุ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งชาติ  ประเทศไทย (พล.อ.ณัฐพล) ได้ยอมรับคำร้องของกระทรวงกลาโหมของกัมพูชาให้ตัวแทนจากมาเลเซีย สหรัฐอเมริกาและจีน เข้าร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในการประชุมวิสามัญของคณะกรรมการทั่วไปชายแดน (GBC) ได้นั้น 

แหล่งข่าวจากกระทรวงกลาโหม ยอมรับว่า รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ยอมรับคำร้องขอของกระทรวงกลาโหมกัมพูชา จริง โดยให้ผู้สังเกตการณ์มาเฉพาะการประชุม GBC ในวันที่ 7 สิงหาคม 2568

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดูเหมือนจะไม่เห็นด้วยที่มีผู้สังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาและจีน เนื่องจากเป็นการเจรจาทวิภาคี ซึ่งเป็นกลไกปกติที่คุยกัน 2 ประเทศ แต่ในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ มองว่าถ้าประเทศไทยปฏิเสธอาจถูกมองว่ามีลับลมคมใน จึงตัดสินใจยอมรับกับข้อเสนอนี้ของกัมพูชา

ด้าน พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า พล.อ.ณัฐพล  นาคพาณิชย์ รักษาการ รมว.กลาโหม ได้ทำหนังสือตอบรับการให้  3 ประเทศ จีน สหรัฐฯ และ มาเลเซีย เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชาจริง โดยระหว่างวันที่ 4-6 สค. จะเป็นการประชุมฝ่ายเลขาฯ เพื่อเตรียมข้อมูล ประเด็นหารือ และงานด้านธุรการ วาระสำคัญคือการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้เรียบร้อย โดยจะเป็นเรื่องที่สืบเนื่องจากการหารือระหว่าง ผบ.หน่วยทหาร 2 ฝ่าย โดยฝ่ายไทยขอเวลาคุยกันก่อน 3 วันเพราะเนื้อหาค่อนข้างมาก เพื่อเตรียมการก่อนประชุมหลักในวันที่ 7 ส.ค. นี้ ครั้งนี้เป็นการยกระดับมาคุยกันระดับนโยบาย และ ไม่กระทบหลักการการหารือทวิภาคี   

‘ทรัมป์’ ทำดีลแบบ ‘แม่ค้าจีน’ มีราคาในใจอยู่แล้ว แต่ก็บอกราคา สูงเว่อร์ ไปก่อน

(2 ส.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn ว่า …

จริงๆแล้ว ตัวเลข tariff ในใจทรัมป์ตั้งแต่ตอนหาเสียง (ตค 2024) ก็คือ จะขึ้นภาษีนำเข้าเฉลี่ย 10 -20% กับประเทศอื่นอยู่แล้ว พอมาเป็นรัฐบาล #ทรัมป์ ก็ใช้การดีลแบบ #แม่ค้าจีน คือ ประกาศ reciprocal tariff แบบสูงเว่อร์ เพื่อให้แต่ละประเทศมาก้มหมอบยอมทรัมป์แบบสุดๆ จนได้สิ่งที่ทรัมป์ต้องการแล้ว ค่อยเก็บภาษีจริงในอัตรา 15 -20% กับประเทศส่วนใหญ่ ตาม rate ที่อยู่ในใจตั้งแต่แรกนั่นแหละค่า (ส่วน 10% ก็เก็บกับบางประเทศที่สหรัฐฯ ไม่มีปัญหาขาดดุล เช่น สิงคโปร์)

สำหรับจีน ทรัมป์ตั้งใจเก็บภาษี 60% แต่เจอหมัดเด็ดของสีจิ้นผิงเรื่องแร่หายาก rare earth และจีนขึ้นภาษีตอบโต้กลับ ทรัมป์ก็เลยยังจัดการจีนไม่ได้ตามที่หาเสียงไว้ว่า จะเก็บภาษีจีน 60% 

‘ดร.ดนุวัศ’ ชี้!! ภาครัฐต้องบูรณาการ เครื่องมือดิจิทัล ลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว เพื่อยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส เสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของปชช.

(2 ส.ค. 68) รศ.ดร.ดนุวัศ สาคริก รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ การใช้ AI ในภาครัฐ โดยได้ระบุว่า ...

การบูรณาการเครื่องมือดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ากับการดำเนินงานภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถยกระดับ ประสิทธิภาพ เพิ่ม ความโปร่งใส และเสริมสร้าง การมีส่วนร่วมของประชาชน ได้อย่างมีนัยสำคัญ หากดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์ ดังนี้

1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน (Efficiency)
AI และระบบดิจิทัลช่วยลดภาระงานที่ทำซ้ำ เพิ่มความเร็ว และลดข้อผิดพลาดของมนุษย์
1.1 ระบบอัตโนมัติ (RPA) ใช้ในกระบวนการที่ทำซ้ำ เช่น การจ่ายเงินเดือน การต่อใบอนุญาต การลงทะเบียน
1.2 Chatbot ภาครัฐ ให้บริการข้อมูลและตอบคำถามประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ระบบสวัสดิการ การเสียภาษี
1.3 การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ คาดการณ์และจัดสรรทรัพยากรได้แม่นยำ เช่น บุคลากรในโรงพยาบาล สถานการณ์ภัยพิบัติ
1.4 Digital ID / ระบบลงชื่อครั้งเดียว อำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการภาครัฐหลายหน่วยผ่านระบบเดียว

2. ส่งเสริมความโปร่งใสและตรวจสอบได้ (Transparency)
การใช้เทคโนโลยีช่วยลดโอกาสการทุจริตและเสริมสร้างความไว้วางใจจากประชาชน
2.1 Blockchain ใช้สำหรับระบบจัดซื้อจัดจ้าง การลงคะแนนเสียง การจดทะเบียนที่ดิน เพื่อความโปร่งใสและไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้
2.2 Open Data / Data Portal เผยแพร่ข้อมูลงบประมาณ ผลการดำเนินงาน และข้อมูลสำคัญของรัฐให้สาธารณชนเข้าถึงได้
2.3 ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลบัญชี หรือธุรกรรมเพื่อค้นหาความเสี่ยงหรือพฤติกรรมทุจริต

3. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน (Citizen Engagement)
เครื่องมือดิจิทัลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีบทบาทในนโยบายและการตัดสินใจภาครัฐมากขึ้น
3.1 แพลตฟอร์มมีส่วนร่วมออนไลน์ ให้ประชาชนเสนอความคิดเห็น โหวตแผนงาน หรือร่วมตัดสินใจนโยบายท้องถิ่น
3.2 AI วิเคราะห์สื่อสังคม (Social Listening) ติดตามความคิดเห็นและความรู้สึกของประชาชนต่อโครงการหรือนโยบาย
3.3 Mobile App ภาครัฐ ให้บริการแบบเฉพาะพื้นที่ พร้อมระบบแจ้งเตือน เช่น เหตุฉุกเฉิน วันครบกำหนดต่าง ๆ

4. ปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงในการบูรณาการ
เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมทั้งระบบและบุคลากร
4.1 การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) เน้นความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว และจริยธรรมของการใช้ข้อมูล
4.2 พัฒนาทักษะบุคลากร (Capacity Building) อบรมข้าราชการให้เข้าใจดิจิทัล และ AI
4.3 การออกแบบที่ครอบคลุม (Inclusion by Design) สร้างระบบที่ใช้งานง่าย ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ หรือพื้นที่ห่างไกล

5. ตัวอย่างกรณีศึกษานานาชาติ
- เอสโตเนีย (Estonia) มีบริการภาครัฐออนไลน์เกือบทั้งหมด
- สิงคโปร์ ใช้ AI ในการจัดการเมืองอัจฉริยะ เช่น การจราจร การบริการสาธารณสุข และการรับฟังความคิดเห็น
- สหราชอาณาจักร มี Government Digital Service (GDS) ที่พัฒนาบริการออนไลน์แบบรวมศูนย์ และประยุกต์ใช้ AI กับหลากหลายกิจกรรมของภาครัฐ 

กูรูการตลาด วิเคราะห์!! เลือกตั้งครั้งหน้า ‘พรรคส้ม’ อาจได้ สส.น้อยลง ชี้!! มีแต่วาทกรรม แอบอ้างผลงาน ไม่ใช่วิสัยทัศน์ ของผู้บริหารประเทศ

(2 ส.ค. 68) TikTok ช่อง ‘modernizationmarketings ยุคใหม่การตลาดของไทย’ ได้โพสต์คลิป โดยมีใจความว่า ...

ตัวชี้วัดที่สามารถบอกได้ว่า พรรคการเมืองส้มอาจจะเหลือน้อย หรืออาจจะสูญพันธุ์ไปเลยก็ได้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า เรื่องนั้นก็คือ 

เมื่อเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ด้วยการนำของพรรคแดง แต่เกือบทั้งหมดเลย ที่เป็นทั้งกองเชียร์พรรคการเมืองส้ม และกองเชียร์ของพรรคการเมืองแดง และกองเชียร์ของพรรคการเมืองอื่นๆ ไม่มีใครเรียกร้องให้พรรคการเมืองส้มเข้ามากอบกู้เศรษฐกิจเลย

การที่คนจำนวนมาก มองว่าพรรคการเมืองสีส้ม ไม่สามารถที่จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจกอบกู้เศรษฐกิจได้ ไม่ได้เกิดจากการโจมตี การใส่ร้าย 

แต่เกิดจากการกระทำของ พรรคการเมืองสีส้มเอง ซึ่งมีแต่วาทกรรม หรือแอบอ้างผลงาน การคิดนวัตกรรมใหม่ๆ ก็ไม่มี การมองก็มองในมิติเดียว ซึ่งมันไม่ใช่วิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ

บอกเพื่อนชาวต่างชาติ ถึงความจริง กรณีข้อพิพาท ‘ไทย – กัมพูชา’

(2 ส.ค. 68) คอลัมน์ ใดใด Digest ในวันนี้ ขอส่งเสียงดังดัง ไปยังทั่วโลก ให้ได้รับรู้ถึง ‘ความจริง’  

Truth From Thailand

Dear all my friends out there,

During the past few days, you may have noticed from the news sources around the globe that there has been a conflict between Thailand and Cambodia along the border line.  There were days of military clashes in several battlefields. Lives are lost on both sides. Peace has been taken away.  

Then, you may have also noticed that there were groups of Cambodian descents and immigrants gathering in some cities in the US, Europe, Austria and New Zealand trying to tell the world that Thailand has started this war by shooting first while Cambodian government spokesperson and social media influencers have been saying the same things repeatedly. Not only blaming that Thailand has shot the first bullet but also telling the world to fake, uncheckable and even unreal informations such as Thai military aircraft spreads poisonous gas to kill Cambodian civilians and soldiers while using and sharing a false image of an original picture from US wildfire suppression mission in California or things like Cambodian troops have shot down many Thai army’s F-16 aircrafts, etc. Worst of all, the Cambodian government declared a lie to the world that Thai military troops have shot the first bullet while , in fact, there are several verifiable evidences that Thailand didn’t neither start the attack nor attempted to use military force in this conflict. It is , with proven and visible facts, Cambodian government who intentionally began to attack Thai soldiers and ,worst of all, Thai innocent civilians. 

Please let me give you some proven examples. 

1. According to the analysis from Nathan Ruser, a satellite data analyst at the Australian Strategic Policy Institute (ASPI), there were most significant signs of military buildup and rising tensions originated from the Cambodian side. Cambodian military forces had reinforced various positions and rapidly deployed strategic reinforcements immediately afterward, according to the heat map caught on satellite. 

2. On 16th & 23rd July 2025, prior to 24th (the 1st day of the clash), Thai soldiers have severely injured (losing legs) by stepping on the land mines which are examined and found as brand new later on. Even the photo taken at Ta Kwai castle area (one of the battlefields) by Cambodian press shows many brand new PMN2 land mines ready to be embedded to the ground. This is absolutely against the Ottawa treaty (an international agreement that bans the use, stockpiling, production, and transfer of anti-personnel landmines) that both Thailand and Cambodia have signed. 

3. There are proven evidences showing that Cambodian troops have used several UNESCO certified World’s heritage sites as military bases. This is serious violation of the international law, particularly the 1954 Hague Convention that states “the cultural property can not be used for military purposes. Again, Cambodia has signed this convention. 

4. Civilian targets within Thai border have been destroyed by Cambodian fire power “on the first day of the clash”. This includes Convenient store (7-11), Civilian houses, Hospital and Schools. Those have been shot at and destroyed. This is truly a violation of the Geneva Convention Relative to the Protection of Civilian Persons in Time of War of 12 August 1949. 

During the past week, Thai people have witnessed too many ravaging incidences caused by this unnecessary warfare. We have seen our heroes fall after their acts of valor, innocent lives were taken including little children and their mothers and grief of those who lost their beloved ones. We have seen smoke of gunfires, bullets flying , bloods and tears. 

Even though, I cannot speak on behalf of all Thais but as far as I’m concerned, we don’t despise Cambodians. Historically, we have been very supportive to them as their closest neighbor and friend. When countless numbers of Cambodian fled to Thailand in order to escape Khmer Rouge, we opened our door to them and set up camps on our soil to comfort and protect them for the sake of friendship and humanity. Nowadays, we have been giving Cambodian people supports on education, jobs,  medical treatments, financial and economic subsidies. 

Thai people are usually peaceful by nature ,however, when it comes to a fight, we firmly stand our ground. All we want is to protect our sovereignty and maintaining our humanity at all cost. 

Therefore, I am sending you this message as if I were standing right in front of you with hope in my heart, asking you to consider these visible evidences that I have mentioned and more with your unbiased recognition and stand impartially with the truth. 

A truth that will eventually bring peace and justice to every soul who lives and falls.

Sincerely, 

Kavil Navanugraha 

An Ordinary Thai

#TruthFromThailand

ด้วยจิตคารวะ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top