Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ชี้ทางรอด “เชื่อมระบบ” ดันเศรษฐกิจจริง ดร.มนธ์สินี เสนอเร่งโครงสร้าง AI หนุนท่องเที่ยว การเงิน บริการรัฐ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เสนอไทยเร่งสร้างโครงสร้างเชื่อมต่อ AI ขับเคลื่อนภาคท่องเที่ยว การเงิน และบริการสาธารณะ สู่เศรษฐกิจดิจิทัลระยะยาว

ภูเก็ต — ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI และการทรานส์ฟอร์มองค์กรดิจิทัล เปิดเผยในงาน InnoAI Global Summit 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ว่า ประเทศไทยอาจไม่จำเป็นต้องแข่งขันในสนามการลงทุนสร้างโมเดล AI ขนาดใหญ่ระดับโลก แต่สามารถสร้างความได้เปรียบในอีกมิติหนึ่ง คือการพัฒนา “โครงสร้างเชื่อมต่อ” ที่ทำให้ AI สามารถใช้งานได้จริงในระบบเศรษฐกิจและบริการของประเทศ

โดยในการประชุมดังกล่าว ดร. มนธ์สินี ได้ทำหน้าที่ Chair การประชุม Keynote Session และกล่าวเปิดเวที พร้อมนำเสนอแนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ต่อผู้เชี่ยวชาญด้าน AI จากนานาประเทศ รวมถึงตัวแทนจากองค์กรระดับโลก อาทิ Google DeepMind และ JPMorgan ที่เข้าร่วมทั้งในรูปแบบ on-site และ online

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า แม้โลกกำลังแข่งขันกันพัฒนา AI models ที่มีความสามารถสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาหลักขององค์กรและประเทศจำนวนมากยังอยู่ที่การทำให้ AI เชื่อมต่อกับข้อมูล ระบบงาน และ workflow ที่มีอยู่ได้จริง

“คอขวดของ AI วันนี้ไม่ใช่ความสามารถของโมเดล แต่คือการเชื่อมต่อ หาก AI ยังไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและระบบจริงได้ การนำไปใช้จะยังคงจำกัดอยู่ในระดับทดลอง” ดร. มนธ์สินี กล่าว

แนวทางที่เสนอคือ ประเทศไทยควรลงทุนใน “ชั้นการเชื่อมต่อ” หรือ interoperability layer ซึ่งทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานให้ AI สามารถทำงานร่วมกับระบบต่าง ๆ ได้อย่างเป็นมาตรฐาน ปลอดภัย และขยายผลได้ในระดับประเทศ แทนการลงทุนแข่งขันในทุกชั้นของ global AI stack

สำหรับภาคเศรษฐกิจจริง แนวทางดังกล่าวจะช่วยเร่งการนำ AI ไปใช้ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่สามารถใช้ AI วิเคราะห์สินเชื่อและตรวจจับความผิดปกติได้แม่นยำขึ้น ภาคสาธารณสุขที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพบริการ รวมถึงภาคเกษตรและการท่องเที่ยวที่สามารถใช้ AI เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจในระดับปฏิบัติการได้

นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างดังกล่าว เนื่องจากมีข้อมูลจำนวนมากและมีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลากหลาย ทำให้สามารถใช้เป็น “sandbox” ในการทดลองและขยายผลไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น

ในมิติของขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ แนวคิดนี้อาจช่วยให้ประเทศไทยสามารถเร่งการใช้ AI ในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านการลงทุนโมเดลกับประเทศมหาอำนาจโดยตรง

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า การแข่งขันด้าน AI ในระยะต่อไปกำลังเปลี่ยนจาก “model race” ไปสู่ “integration race” ซึ่งเป็นการแข่งขันในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทำให้ AI สามารถทำงานในระบบจริงของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

“ประเทศที่ได้เปรียบในโลก AI อาจไม่ใช่ประเทศที่สร้างโมเดลที่ใหญ่ที่สุด แต่คือประเทศที่ทำให้ AI เชื่อมกับระบบ ข้อมูล และบริการจริงได้ดีที่สุด” ดร. มนธ์สินี กล่าว

ทั้งนี้ การพัฒนา AI ในระดับประเทศยังต้องดำเนินควบคู่กับการกำกับดูแลด้านข้อมูล ความปลอดภัย และความเป็นส่วนตัว เพื่อให้การใช้งาน AI สามารถสร้างความเชื่อมั่นและขยายผลได้อย่างยั่งยืน

ศึกษาดูงานนวัตกรรมดิจิทัล ณ สิงคโปร์ แลกเปลี่ยนแนวคิดองค์กรยุคใหม่ เน้นการใช้ AI ขับเคลื่อนธุรกิจ ตอกย้ำยุทธศาสตร์ AI Transformation

สิงคโปร์ – 15 มีนาคม 2567 – ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้บริหารภาครัฐ (Public Sector Lead) ของ Google Cloud จัดกิจกรรมแบ่งปันองค์ความรู้และประสบการณ์นวัตกรรมให้คณะผู้บริหารระดับสูงจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (UTCC) ณ สำนักงานใหญ่ Google ประเทศสิงคโปร์ เพื่อเปิดประสบการณ์เรียนรู้จากสถานที่จริง (Live Experience) และสร้างวิสัยทัศน์การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีระดับโลกในบริบทประเทศไทย

กิจกรรมเริ่มด้วยการบรรยายพิเศษโดย ดร. มนธ์สินี เกี่ยวกับแนวโน้มเทคโนโลยีโลกและบทบาทของ AI Transformation ผ่าน Google Cloud Platform (GCP) โดยยกตัวอย่างการใช้งานจริง ทั้งด้านสาธารณสุข (ARDA) ที่ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการวินิจฉัย และโครงการอนุรักษ์แนวปะการังที่ใช้ AI จัดการและระบุตำแหน่งดาวมงกุฎหนาม (COTS) เพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศ

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายจากทีมผู้เชี่ยวชาญ Google Southeast Asia ครอบคลุม Digital Workforce, AI และ Machine Learning โดยเน้นการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Generative AI และการใช้ LLMs เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ การวางโครงสร้าง Smart Analytics ด้วย BigQuery เพื่อการวิเคราะห์ขั้นสูงและ Hyper-Personalization รวมถึงการยกระดับการทำงานผ่าน Google Workspace และ Duet AI

นอกจากนี้ คณะผู้บริหารยังได้เยี่ยมชม Google Singapore HQ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมองค์กรสายเทคและ Engineering Culture พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองกับวิศวกรระดับโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่ให้พร้อมรับมือโลกยุค AI

ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พื้นที่บางบาล จ.อยุธยา พบขายราคาสูงผิดปกติ เร่งตรวจสอบต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง

ค้าภายใน สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง บก.ปคบ. ล่อซื้อปุ๋ยตามร้องเรียน พบขายราคาสูง เร่งตรวจต้นทุน–ขยายผลถึงต้นทาง ป้องกันฉวยโอกาสซ้ำเติมเกษตรกร - เพิ่มช่องทางร้องเรียนผ่าน Line @Mr.DIT 

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีกรมการค้าภายในได้รับเรื่องร้องเรียนจากเกษตรกรเกี่ยวกับการจำหน่ายปุ๋ยเคมีในราคาสูงผิดปกติในพื้นที่อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กรมการค้าภายในได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยทันที เพื่อป้องกันการเอาเปรียบเกษตรกรซึ่งกำลังเผชิญภาระต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น

การลงพื้นที่ครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สายตรวจกรมการค้าภายใน สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ตำรวจสอบสวนกลาง ดำเนินการล่อซื้อปุ๋ยเคมีตามข้อร้องเรียนเพื่อเก็บพยานหลักฐาน โดยผลการตรวจสอบพบการจำหน่ายปุ๋ยยูเรีย สูตร 46-0-0 ในราคากระสอบละ 1,190 บาท ซึ่งมีราคาสูง เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าตรวจสอบเอกสารการจำหน่ายและข้อมูลทางการค้าที่เกี่ยวข้องทันที

นายวิทยากรกล่าวว่า พนักงานเจ้าหน้าที่จะเรียกเอกสารหลักฐานการจัดซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายย้อนหลัง อาทิ ใบกำกับภาษี หลักฐานการรับสินค้า และข้อมูลต้นทุนทั้งหมด เพื่อนำมาตรวจสอบโครงสร้างราคาว่ามีความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริงหรือไม่ หากพบว่าต้นทุนไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น แต่ผู้ประกอบการมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ถือเป็นการฉวยโอกาสทางการค้า และเป็นการซ้ำเติมพี่น้องเกษตรกรที่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเป็นปัจจัยการผลิตหลัก 

การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 29 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดห้ามมิให้ผู้ประกอบธุรกิจดำเนินการใด ๆ โดยจงใจทำให้ราคาสินค้าต่ำเกินสมควร หรือสูงเกินสมควร หรือก่อให้เกิดความปั่นป่วนซึ่งราคาสินค้าหรือบริการ โดยหากตรวจพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมายจนถึงที่สุด

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลการตรวจสอบไปยังร้านค้าส่ง รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในห่วงโซ่การกระจายสินค้า เพื่อตรวจสอบที่มาของราคาและป้องกันการกำหนดราคาที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หากพบว่ามีการร่วมกันกำหนดราคาหรือมีพฤติการณ์เอาเปรียบผู้ซื้อ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดทุกราย

อธิบดีกรมการค้าภายในย้ำว่า กรมการค้าภายในจะไม่ปล่อยให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูกที่เกษตรกรมีความจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก การจำหน่ายสินค้าในราคาที่ไม่เป็นธรรมย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และต้นทุนของเกษตรกร รวมถึงอาจกระทบต่อเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรในภาพรวมของประเทศ กรมฯ จะเดินหน้าติดตามสถานการณ์ราคาสินค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางการค้าและลดภาระต้นทุนให้แก่พี่น้องเกษตรกร โดยขอความร่วมมือประชาชนร่วมเป็นเครือข่ายเฝ้าระวัง หากพบการจำหน่ายสินค้าในราคาสูงผิดปกติหรือมีพฤติการณ์ฉวยโอกาส สามารถแจ้งเบาะแสผ่านสายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือผ่านแอปพลิเคชัน Mr.DIT เมนู “รับเรื่องร้องเรียน” ซึ่งประชาชนสามารถรายงานข้อมูล แนบภาพถ่าย และคลิปวิดีโอประกอบการร้องเรียน เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เผยยุทธศาสตร์นวัตกรรม AI และการวางระบบคลาวด์เพื่ออนาคตสาธารณสุขไทย ในงาน RWE Health

กรุงเทพมหานคร (20 พฤศจิกายน 2566) – ในงานสัมมนาด้านสุขภาพระดับสูง "Keep it Real with Real-World Evidence (RWE)" ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับโลก ได้นำเสนอแผนแม่บทการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัล ด้วยประสบการณ์บริหารกว่า 20 ปีในบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ ดร. มนธ์สินี ได้ชี้ให้เห็นว่าการผสานสถาปัตยกรรม Cloud-native และ AI คือกุญแจสำคัญในการพลิกโฉมการบริการสาธารณสุขของไทย

ดร. มนธ์สินี เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบคลาวด์ที่ทันสมัยประกอบด้วย 3 เสาหลักสำคัญ:

  • โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น: ใช้เทคโนโลยี Microservices เพื่อให้ระบบสาธารณสุขทำงานได้ต่อเนื่อง 99.99% แม้ในช่วงที่มีความต้องการใช้งานสูงระดับประเทศ.
  • ข้อมูลอัจฉริยะ (Data Intelligence): วางระบบคลังข้อมูลกลางเพื่อเปลี่ยนข้อมูลที่ซับซ้อนให้เป็นข้อมูลเชิงลึกที่ใช้งานได้จริง.
  • การมีส่วนร่วมผ่าน AI (Engagement): ใช้ระบบตอบโต้อัจฉริยะเพื่อมอบบริการที่รวดเร็วและตรงใจประชาชนแบบเรียลไทม์.

ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม: การขยายผล AI ใน 13 เขตสุขภาพ ประเด็นที่น่าสนใจคือความสำเร็จของการนำอัลกอริทึม Deep Learning มาใช้คัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบอัตโนมัติ ซึ่งช่วยดูแลผู้ป่วยไปแล้วกว่า 30,000 ราย ใน 13 เขตสุขภาพทั่วไทย โดยโครงการนี้ถือเป็นต้นแบบของระบบ "Data-driven Care" ที่มีประสิทธิภาพสูง.

นอกจากนี้ ดร. มนธ์สินี ยังคาดการณ์ถึงการมาถึงของ Multimodal LLMs ที่จะช่วยให้ AI สามารถวิเคราะห์ทั้งภาพถ่ายทางการแพทย์ 3 มิติ และประวัติการรักษาที่ซับซ้อนได้พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัยโรค

"คุณค่าที่แท้จริงของ AI ในภาครัฐ คือการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความเข้าใจที่ยึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง เพื่อช่วยชีวิตและยกระดับคุณภาพการรักษาให้ประชาชนทุกคน" ดร. มนธ์สินี กล่าวสรุป

เกี่ยวกับ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัลระดับประเทศ 

เปิดเบื้องหลังความสำเร็จระดับโลก หลังคว้ารางวัลใหญ่ที่ Brussels ตอกย้ำศักยภาพนวัตกรรมไทย สู่เวทีนานาชาติ

เบื้องหลังการพัฒนา Tourism Intelligence Platform ที่ใช้ AI และ Data Hub เชื่อมระบบท่องเที่ยวไทยสู่ Digital Tourism Ecosystem โดยทีมเทคโนโลยีที่มี ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ร่วมวางยุทธศาสตร์

ในยุคที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลกกำลังก้าวเข้าสู่การขับเคลื่อนด้วย Data, Artificial Intelligence (AI) และ Digital Infrastructure แนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “จุดหมายปลายทาง” อีกต่อไป แต่กำลังพัฒนาไปสู่ระบบนิเวศดิจิทัลที่สามารถเชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

หนึ่งในโครงการสำคัญของประเทศไทยที่สะท้อนแนวโน้มดังกล่าวคือ TATai – AI-Powered Tourism Intelligence Platform ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อยกระดับการใช้ข้อมูลและ AI ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

โครงการนี้ได้รับการยอมรับในระดับสากล หลังคว้ารางวัล Innovative Tourism Initiative จากเวที World Tourism Awards 2025 ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม

เบื้องหลังแนวคิดและการวางยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีของโครงการนี้ มีผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ดิจิทัลแถวหน้าของไทยร่วมผลักดัน หนึ่งในนั้นคือ ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ทำหน้าที่ AI Advocate และนำทีมพัฒนาและวางแผนระบบ ที่เน้นการใช้ AI, Data Platform และ Digital Infrastructure เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

จาก Travel Assistant สู่ Tourism Intelligence Platform

TATai ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงแชทบอทสำหรับตอบคำถามนักท่องเที่ยว แต่เป็นแพลตฟอร์มที่ใช้ AI เพื่อสร้าง Tourism Intelligence

หัวใจของระบบคือ Unified Tourism Data Hub ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้านการท่องเที่ยวที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เช่น สถานที่ท่องเที่ยว ประสบการณ์ รีวิว การเดินทาง และพฤติกรรมนักท่องเที่ยว

โครงสร้างพื้นฐานนี้ช่วยให้ AI สามารถสร้างบริการใหม่ เช่น

  • การวางแผนการเดินทางแบบ Personalized Itinerary

  • คำแนะนำด้านการท่องเที่ยวตามบริบทของผู้ใช้

  • การช่วยวางแผนการเดินทางแบบ Real-time ตามงบประมาณ เวลา และความสนใจ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Tourism Information Platform ไปสู่ Tourism Intelligence Platform

ดร. มนธ์สินี อธิบายว่า

“การใช้ AI ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงเรื่องของ chatbot หรือ automation แต่คือการสร้างระบบ Tourism Intelligence ที่ช่วยให้ข้อมูล การเดินทาง และประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชื่อมต่อกันอย่างชาญฉลาด”

สู่ Digital Tourism Ecosystem ของประเทศไทย

ตั้งแต่เริ่มต้น โครงการ TATai ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของ Digital Tourism Ecosystem ที่สามารถเชื่อมโยงภาครัฐ ภาคเอกชน และแพลตฟอร์มดิจิทัลระดับโลกเข้าด้วยกัน

หนึ่งในแผนพัฒนาที่สำคัญคือการเชื่อมต่อข้อมูลการท่องเที่ยวไทยกับแพลตฟอร์มระดับโลก เช่น Google Maps และระบบรีวิว เพื่อให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยสามารถถูกค้นพบได้ง่ายขึ้นในระดับสากล

ในระยะยาว ยังมีแผนพัฒนา Multilingual AI Model ที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวจากหลากหลายประเทศ และสนับสนุนการวางแผนการเดินทางข้ามประเทศ (Cross-border Tourism)

Humanizing AI ผ่าน “Mr. ท้าทาย”

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของแพลตฟอร์มคือ Humanizing AI โดยมีการออกแบบ Digital Persona ที่เรียกว่า “Mr. ท้าทายi” เพื่อทำให้ AI กลายเป็นผู้ช่วยด้านการท่องเที่ยวที่เข้าใจและสื่อสารกับนักเดินทางได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

แนวคิดนี้ช่วยให้เทคโนโลยีที่ซับซ้อนสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานได้ง่ายขึ้น พร้อมเพิ่มการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว

AI เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทย

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญของ TATai คือการใช้ AI เพื่อสนับสนุน Inclusive Tourism Growth

ระบบสามารถแนะนำแหล่งท่องเที่ยวท้องถิ่น ธุรกิจ SME และการท่องเที่ยวโดยชุมชน เพื่อช่วยกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ

ดร. มนธ์สินี ระบุว่า

“AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการช่วยให้การท่องเที่ยวเติบโตอย่างสมดุล ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นให้กับนักเดินทาง แต่ยังช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนมีโอกาสเข้าถึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น”

ความสำเร็จของ TATai บนเวที World Tourism Awards สะท้อนให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

โครงการนี้จึงไม่เพียงเป็นนวัตกรรมด้านเทคโนโลยี แต่ยังเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการสร้าง AI-Driven Tourism Ecosystem ที่เชื่อมโยงนักท่องเที่ยว ธุรกิจ และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างชาญฉลาด

สำหรับดร. มนธ์สินี โครงการนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลก

“อนาคตของการท่องเที่ยวจะไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่จะขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เชื่อมโยงทุกองค์ประกอบของการเดินทางเข้าด้วยกัน”

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมของรางวัล WTA:
https://thailand.prd.go.th/en/content/category/detail/id/2078/iid/434292

พัฒนา Chatbot อัจฉริยะร่วมกับ Google Cloud ยกระดับทักษะแรงงานสู่ยุคดิจิทัล เชื่อมโอกาสงานกับเทคโนโลยี AI มุ่งพลิกโฉมตลาดงานไทยสู่สากล

กรุงเทพมหานคร (18 เมษายน 2567) - ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์เทคโนโลยีและ AI Advocate ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันก้าวสำคัญของกระทรวงแรงงาน ในการนำเทคโนโลยี AI ระดับโลกมาเพิ่มประสิทธิภาพการจัดหางานให้แก่แรงงานไทย ในโอกาสที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับคณะผู้บริหารจากองค์กรเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เพื่อหารือแนวทางการพัฒนาแพลตฟอร์มแรงงานยุคใหม่

​ในการหารือครั้งนี้ ดร. มนธ์สินี ได้ให้มุมมองเชิงยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี Cloud-Native และ AI Chatbot มาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงทักษะแรงงานไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดงานโลก ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงแรงงานที่ต้องการยกระดับศูนย์ไอทีให้เป็นศูนย์กลางข้อมูลแรงงานที่ทันสมัยที่สุด

​ดร. มนธ์สินี กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า "การนำ AI ของ Google มาพัฒนาเป็นระบบ Chatbot สำหรับการหาเอกสารหรือตำแหน่งงาน ไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มความสะดวก แต่คือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับแรงงานไทยในการเข้าถึงฐานข้อมูลงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ การออกแบบระบบที่ชาญฉลาดจะช่วยวิเคราะห์ Skill Gap และแนะนำแนวทางการพัฒนาทักษะได้อย่างแม่นยำ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ"

​โครงการดังกล่าวถือเป็นความร่วมมือเชิงรุกระหว่างภาครัฐและยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีระดับโลก โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัล (Digital Ecosystem) ของกระทรวงแรงงานให้มีความยืดหยุ่น ปลอดภัย และสามารถรองรับการขยายตัวของตลาดแรงงานในอนาคตได้อย่างยั่งยืน

ดูข่าวเพิ่มเติมจากกระทรวงแรงงาน

ทลายกำแพงข้อมูลสู่ Analytics Hub ประเทศ ชูโมเดล Cross-data เชื่อมฐานข้อมูลรัฐ บูรณาการข้อมูลจากฐานราก ดร.มนธ์สินี ชี้เริ่มที่กรมการปกครอง

(กรุงเทพฯ – 11 พฤศจิกายน 2566): กระทรวงมหาดไทย ประกาศยกระดับการบริหารงานภาครัฐสู่รุ่งอรุณแห่งยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ มุ่งปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลผ่านการสร้าง "ฐานข้อมูลประชาชนกลาง" (Central Citizen Database) เพื่อเชื่อมโยงโครงข่ายข้อมูลจากทุกกรมและทุกกองงานภายใต้สังกัดมหาดไทยให้เป็นหนึ่งเดียว เสริมประสิทธิภาพการบริการประชาชนและการตัดสินใจเชิงนโยบายด้วยข้อมูลที่แม่นยำและเรียลไทม์

ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ AI Advocate ได้นำเสนอวิสัยทัศน์การเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยชี้ให้เห็นว่ากุญแจสำคัญคือการสร้าง "Analytics Hub" ที่ทรงพลัง ซึ่งสามารถวิเคราะห์ข้อมูลแบบ Cross-data ระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

"หัวใจสำคัญคือการทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos) เพื่อให้ข้อมูลจากทุกภาคส่วนของมหาดไทยไหลเวียนและบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ" ดร. มนธ์สินี กล่าวเสริม "โดยเราเลือกปักหมุดเริ่มต้นที่ กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานยุทธศาสตร์ที่มีฐานข้อมูลรากฐานและโครงข่ายการเชื่อมโยงกับหน่วยงานอื่นที่แข็งแกร่งอยู่แล้ว การใช้จุดแข็งนี้เป็นศูนย์กลางจะช่วยเร่งการขยายผลไปสู่การเป็น Analytics Hub ระดับชาติที่รวดเร็วและมีเสถียรภาพสูงสุด"

แผนงานดังกล่าวนอกจากจะช่วยให้มหาดไทยสามารถวิเคราะห์แนวโน้มและพฤติกรรมประชาชนในเชิงลึก (Predictive Analytics) เพื่อการจัดสรรทรัพยากรที่ตรงจุดแล้ว ยังมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน ถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาข้อมูล (Data-Driven Government) อย่างแท้จริง ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรม ดร. มนธ์สินี จึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 3 เสาหลัก เพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัลที่มีกรมการปกครองเป็นแกนกลาง ดังนี้:

  • ทลายกำแพงข้อมูล (Breaking Data Silos): มุ่งสร้าง Single Source of Truth ผ่านการยกระดับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรสู่ระบบ Cloud-native เพื่อการบูรณาการข้อมูลข้ามหน่วยงานที่ไร้รอยต่อ
  • ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cyber Resilience): ยกระดับความเชื่อมั่นด้วยสถาปัตยกรรม Zero Trust และระบบ AI ตรวจจับความผิดปกติเพื่อคุ้มครองตัวตนดิจิทัลของประชาชน
  • บริการสาธารณะอัจฉริยะ (AI-Powered Public Services): เปลี่ยนบทบาทรัฐจาก "ตั้งรับ" เป็น "เชิงรุก" ด้วย Analytics Hub ที่วิเคราะห์ข้อมูลข้ามมิติเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนในทุกมิติ

ชู AI ยกระดับท่องเที่ยวดิจิทัลไทย ใช้ระบบคลาวด์มาตรฐานสากล วางแผนทริปครบในแอปเดียว ดร.มนธ์สินี ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรม

กรุงเทพมหานคร – 24 กุมภาพันธ์ 2569 – มาสเตอร์การ์ด และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดตัวแอปพลิเคชัน "Amazing Thailand" โฉมใหม่อย่างเป็นทางการ ณ Dusit Central Park โดยมีหัวใจหลักคือการผสาน Mastercard Integration Layer เพื่อมอบสิทธิประโยชน์ระดับโลกให้กับผู้ถือบัตรมาสเตอร์การ์ดทั่วโลกที่เดินทางมาเยือนประเทศไทย โดยผู้ที่สนใจสามารถศึกษา รายละเอียดเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่าง ททท. และ มาสเตอร์การ์ด เพิ่มเติมได้จากบทความอย่างเป็นทางการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

วิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

ผู้บริหารระดับสูงจาก ททท. และ มาสเตอร์การ์ด ร่วมกันแสดงวิสัยทัศน์ถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบเฉพาะบุคคล (Hyper-Personalization) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน

ยกระดับเทคโนโลยีสู่มาตรฐาน Cloud-Native

ผู้อยู่เบื้องหลังการวางกลยุทธ์ทางเทคนิคในครั้งนี้คือ ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ ในฐานะ AI Advocate ของคณะทำงานแผนแม่บทดิจิทัล ททท. และ ที่ปรึกษากรรมการ บริษัท พรีดิคทีฟ จำกัด (Predictive Co., Ltd.) โดย ดร. มนธ์สินี ได้ผลักดันการทำ App Modernization ให้เป็นระบบ Cloud-native อย่างเต็มรูปแบบ ประกอบด้วย:

- ระบบสถาปัตยกรรม Microservices: ใช้เทคโนโลยี Containerization เพื่อให้ระบบรองรับการขยายตัวอัตโนมัติ (Auto-scaling) และมีความเสถียรสูงสุด (High Availability)

 - โครงสร้าง API-First: เชื่อมต่อข้อมูลกับคลังข้อมูลกลาง (Centralized Data Warehouse) ได้อย่างไร้รอยต่อและปลอดภัยตามมาตรฐานสากล

- การวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง: ติดตั้ง Google Analytics 4 (GA4) เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการใช้งาน (Customer Journey) ของนักท่องเที่ยวอย่างละเอียด

 - นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ TAT-AI: บูรณาการ TAT-AI Widget เพื่อเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการตอบโต้ข้อมูลกับนักท่องเที่ยวต่างชาติแบบเรียลไทม์

นอกจากนี้ สื่อเศรษฐกิจของประเทศได้รายงานข่าวเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวเพิ่มเติม ถึงผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจดิจิทัลในภาพรวม

‘ดร.เจษฎ์’ ฝาก ‘นายกฯ หนู’ แก้เกมส์ รุก ‘ฮุน มาเนต’ ดึง ฝรั่งเศส อเมริกา วุ่นวายไทย พร้อมปลุกใจ "ไทย สามัคคี รักชาติ"

(19 ก.พ. 69) จากกรณี "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้สัมภาษณ์พิเศษกับสำนักข่าวรอยเตอร์ส ระบุว่า จะเชิญ คณะกรรมการสันติภาพ โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย พร้อมเรียกร้องไทยอนุญาตให้คณะกรรมการกำหนดเขตแดนร่วมเริ่มทำงานในพื้นที่พิพาทชายแดนนั้น 

ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ได้ลงพื้นที่ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็น 1 ในพื้นที่พิพาท ที่ไทยยึดคืนได้จากการปะทะ พร้อมให้สัมภาษณ์ทางถึงกรณีดังกล่าว โดยชี้ให้เห็นว่า ขณะที่นักการเมืองไทยกำลังแย่งชิงอำนาจ แต่ศัตรูข้างบ้านกำลังเดินเกมรุกคืบ เตรียมผนึกมหาอำนาจบีบไทยให้จนมุม พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย!


ซึ่ง รศ.ดร.เจษฎ์ ระบุว่า ต้องเตือนให้คนไทย ให้ "ตาสว่าง" กับแผนการของ "ฮุน มาเนต" นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่กำลังรุกคืบอย่างเป็นระบบ ที่มีแผนฮุบผลประโยชน์อ่าวไทย จากการอ้างอิงคำกล่าวของกษัตริย์นโรดม สีหมุนี ที่ระบุว่าหากไทยสร้างกำแพง กัมพูชาก็ต้องได้ "ส่วนแบ่งน้ำมันในอ่าวไทย" รวมถึงใช้ "ทรัมป์" เป็นโล่ ซึ่งกัมพูชาเลือกข้างสหรัฐฯ อย่างชัดเจนผ่าน Board of Peace เพื่อดึงมหาอำนาจมาเป็นพวก และเตรียมใช้ยุโรป (โดยเฉพาะฝรั่งเศส) เข้ามากดดันไทยให้คืนพื้นที่ทับซ้อน 

"กัมพูชามีแนวโน้มในการที่จะเดินหน้าเรียกร้องให้มีการคืนพื้นที่จากทางประเทศไทย ดังที่คุณฮุน มาเนต ได้บอกเอาไว้ เดินหน้าต่อจาก Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ไปยุโรป ไปคุยกับประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างความได้เปรียบ ในขณะที่กษัตริย์กัมพูชา สมเด็จนโรดม สีหมุนี ก็ได้กล่าวอ้างว่า ถ้าหากประเทศไทยจะสร้างกำแพงขึ้นมา ก็ต้องขอแบ่งน้ำมันที่อยู่ในอ่าวไทยเช่นกัน

การรุกคืบเหล่านี้ ทั้งจากสถาบันกษัตริย์ของกัมพูชา และจากองคาพยพในการบริหารจัดการแผ่นดินโดยคุณฮุน มาเนต ถ้าหากว่าเรายังไม่นึกคิดว่าภัยข้างบ้านเป็นสิ่งที่อันตรายมาก เรายังคงทะเลาะกันในบ้าน ยังคงหาจุดลงตัวเพื่อเดินหน้าต่อไปไม่ได้ การที่คุณฮุน มาเนต ไปประชุม Board of Peace หรือคณะกรรมการสันติภาพ ก็ต้องร่วมกันกับคุณโดนัลด์ ทรัมป์ เท่ากับว่ากัมพูชาเลือกทางฝั่งของสหรัฐอเมริกาไปเกินครึ่งตัวแล้ว" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว

ทั้งนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังได้กล่าวถึงกรณีที่ชาวกัมพูชาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่อธิปไตยไทยมานานกว่า 30-40 ปี โดยที่รัฐบาลยุคก่อน ๆ เพิกเฉย ด้วยว่า การได้สัมผัสพื้นที่จริง การได้เห็นว่ากัมพูชาได้มาแฝงตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ 30-40 ปีแล้ว โดยรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มาไม่ได้แก้ปัญหาใด ไม่ได้พยายามจะดำเนินการเพื่อที่จะรักษาอธิปไตยอย่างมั่นคง แม้รัฐบาลที่มีคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีจะดำเนินการค่อนข้างจะแข็งขัน และแสดงศักยภาพในการปกป้องอธิปไตยในระดับสูง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเหตุว่าภัยยังไม่หมด และเรื่องราวยังไม่จบ

การรุกคืบของกัมพูชาจะก้าวเข้ามาได้ทุกเมื่อ โดยใช้กำลังทางกายภาพ และใช้ความสัมพันธ์ที่จะมีต่อสหรัฐอเมริกาในอนาคตเข้ามาบีบคั้นเรา ส่วนประเทศมหาอำนาจอื่น ที่เราบอกว่าเป็นมหามิตร เช่น จีน เช่น รัสเซีย หรือประเทศอื่นใดในยุโรป จะช่วยเหลือเราหรือไม่ ยิ่งในยุโรปก็ยังมีประเทศอย่างฝรั่งเศสที่น่าจะพร้อมในการจะร่วมมือกับกัมพูชา และไม่รู้จะสานสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาอย่างไร ในการรุกคืบมาย่ำยีไทย

นอกจากนี้ รศ.ดร.เจษฎ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายเตือนสติคนไทย ด้วยว่า ภัยข้างบ้านอันตรายกว่าที่คิด หากไทยยังไม่เลิกทะเลาะกันเอง และยังจัดการ "ไส้ศึก" ภายในไม่ได้ เราอาจสูญเสียอธิปไตยอย่างถาวร

"พี่น้องทั้งหลายต้องตระหนักแล้วครับว่า เราต้องช่วยกันในการรักษาอธิปไตยให้มากกว่านี้ เราต้องช่วยกันผลักภัยร้ายออกจากบ้านเมือง และช่วยกันแก้ปัญหาภายในประเทศ ถ้าวันนี้ยังมีการบ่อนทำลายอยู่ เราต้องรีบจัดการ เราไม่มีเวลาที่จะแตกความสามัคคีกันแล้ว เพราะว่าภัยภายนอกมันหนักหนากว่าภัยภายในยิ่งนัก แต่สิ่งที่จะทำให้เราพ่ายแพ้ คือการจัดการกับภัยภายในไม่ได้ ความสามัคคีกันเหมือนที่เป็นมาในอดีต ดังนั้นในตอนนี้ เราต้องรู้แล้วล่ะครับว่า มันมีคนอยู่สองจำพวก จำพวกกำลังจะสร้างชาติ กับจำพวกกำลังจะทำลายชาติ เราต้องร่วมกันเป็นประเภทแรก บ้านเมืองเราถึงจะรอดครับ"

ครอบครัว “ประดิษฐ์พร” ครอบครัวการเมือง

ไม่ใช่แค่ ‘อ้อย-สมชาติ ประดิษฐ์พร’ ที่คลุกคลีอยู่กับการเมือง แต่ ‘วสุ ประดิษฐ์พร’ ภรรยาของสมชาติ ก็เป็นนักการเมือง เป็นนักการเมืองระดับท้องถิ่น โดยได้รับเลือกตั้งจากประชาชนในเขตเทศบาลเมืองท่าข้าม อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ให้เป็นนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองท่าข้ามในการเลือกตั้งเมื่อต้นปี 2568 ที่ผ่านมา

วสุได้รับการเลือกตั้ง พร้อมๆกับคนอื่นๆ อันเป็นการจัดการเลือกตั้งผู้บริหารเทศบาลและสมาชิกสภาเทศบาลพร้อมกับเทศบาลทั่วประเทศเมื่อ วันที่ 11 พฤษภาคม 2568 (2025) 
 
วาระการดำรงตำแหน่ง
ตามระบบการเลือกตั้งเทศบาลของไทย นายกเทศมนตรีที่ได้รับเลือกตั้งจะมี วาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี (ตามพระราชบัญญัติเทศบาล) จึงหมายความว่าได้รับเลือกตั้งพฤษภาคม 2568 (2025) วาระสิ้นสุดโดยทั่วไปประมาณ พฤษภาคม 2572 (2029)

กล่าวถึงวสุ ประดิษฐ์พรชื่อเสียงไม่ใช่จะเพิ่งปรากฏตอนสมัครเป็นผู้สมัครลง นายกเทศมนตรีเมืองท่าข้าม ใน การเลือกตั้งเทศบาลเมืองท่าข้าม รอบปี 2568 (2025) และ ได้รับชัยชนะคู่แข่งจากผู้ดำรงตำแหน่งเดิม (อดีตนายกฯ) ซึ่งสะท้อนว่ามีฐานเสียงและความเชื่อมั่นจากประชาชนในพื้นที่พอสมควร จากการเป็น “รองนายกเทศมนตรี” มาก่อน การมีประสบการณ์บริหารเทศบาลและคุ้นเคยกับงานท้องถิ่นอยู่ก่อน จึงเป็นที่รู้จักมักคุ้น มีผลงานหรือภาพลักษณ์ของเขาดีและเลือกให้เป็น “นายกเทศมนตรี” เพราะมีผลงานหรือความเชื่อว่าทำงานได้ต่อเนื่อง   

ในสังคมคนเมืองคนดีสุราษฎร์ธานี รับรู้กันว่า วสุก็ไม่ธรรมดา เพราะเป็นภรรยาของบ้านใหญ่ “อ้อย-สส.สมชาติ ประดิษฐ์พร” นั้นเอง สมชาติ ประดิษฐพร ว่าที่ ส.ส.เขต 4 สุราษฎร์ธานี (พุนพิน ตาขุน) หนึ่งเดียวของพรรคประชาธิปัตย์ ผู้คร่ำsวอดในแวดวงการเมืองมาอย่างยาวนาน เป็นอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งปี 62 มาเพลี่ยงพล้ำให้กระแสลุงตู่ฟีเวอร์ พ่ายให้กับพันธ์ศักดิ์ บุญแทน จากค่ายรวมไทยสร้างชาติ

อ้อย-สมชาติ ลงเลือกตั้งปี 69 นี้ เจอคู่แข่งเก่า ส.ส.ตุด พันธ์ศักดิ์ บุญแทน ที่ย้ายค่ายไปสังกัดสีน้ำเงิน ภูมิใจไทย อ้อย-สมชาติกลับมาชนะใจคนเขต 4 ได้อีกครั้ง คะแนนรวม 40,000 กว่าคะแนน

กล่าวถึงสมชาติ การกลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกครั้งจึงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสมชาติ เพราะเขาเติบโตมาจากการเมือง จากสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี 3 สมัย (2534–2542, 2543–2554, 2555–2561) และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2540–2543) และได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี (2552–2561) ก่อนได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ปี 62 และกลับมายืดอกได้อีกครั้งในปี 69 พร้อมเพื่อ ส.ส.เขตอีก 9 คน

จากข้อมูลที่กล่าวมาจะพบว่า “ครอบครัวประดิษฐ์พร” คือครอบครัวการเมืองจริง ทั้งสามีและภรรยาต่างเป็นนักการเมืองที่เติบโตมาจากการเมืองท้องถิ่น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top