Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

รัสเซียจับมือจีน ผุดโปรเจกต์ 'โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์' แก้โจทย์พลังงานนอกโลกงัดข้อสหรัฐฯ หวังทวงคืนมหาอำนาจองกาศยุคใหม่

รัสเซียประกาศแผนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์

เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ค.ศ. 2025 หน่วยงานอวกาศของรัฐ สหพันธรัฐรัสเซีย Roscosmos «Роскосмос» ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในปี ค.ศ. 2036 เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับการสำรวจและการดำเนินงานระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์ แผนดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อรองรับโครงการความร่วมมือกับจีนภายใต้ชื่อ International Lunar Research Station (ILRS) «Международная научная лунная станция» ซึ่งมีเป้าหมายจัดตั้งฐานวิจัยนานาชาติถาวรบนดวงจันทร์ที่ริเริ่มโดยจีนและรัสเซีย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานถาวรสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ การทดลองเทคโนโลยีอวกาศขั้นสูง และการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ระยะยาวบนพื้นผิวดวงจันทร์

โครงการ ILRS ถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มความร่วมมือแบบเปิดสำหรับประเทศและองค์กรต่าง ๆ ที่สนใจเข้าร่วม โดยเน้นหลักการไม่ผูกขาด ไม่ขึ้นกับชาติใดชาติหนึ่ง และไม่อยู่ภายใต้กรอบโครงการของสหรัฐฯ เช่น Artemis Accords ในเชิงเทคนิค ILRS จะประกอบด้วยระบบสถานีวิจัยบนพื้นผิวดวงจันทร์ ระบบยานสำรวจอัตโนมัติ เครือข่ายสื่อสาร โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และในระยะต่อไปอาจรองรับการปฏิบัติงานของมนุษย์ โครงการนี้ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นของดวงจันทร์

(In-Situ Resource Utilization: ISRU) เช่น น้ำแข็งหรือแร่ธาตุ เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของฐานวิจัยในระยะยาว ในมิติทางภูมิรัฐศาสตร์อวกาศ ILRS สะท้อนความพยายามของจีนและรัสเซียในการสร้าง “ขั้วความร่วมมือทางอวกาศ” ทางเลือก นอกเหนือจากระเบียบอวกาศที่นำโดยสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันตก

โครงการนี้จึงไม่ใช่เพียงความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ในการกำหนดกติกา บทบาท และอิทธิพลในยุคของการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่ ซึ่งดวงจันทร์กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของมนุษยชาติในศตวรรษที่ 21

โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่จ่ายพลังงานอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบสื่อสาร ยานสำรวจ โครงสร้างพื้นฐาน และกิจกรรมวิจัยที่ไม่สามารถพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอดเวลา เนื่องจากข้อจำกัดของสภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ ทั้งกลางคืนที่ยาวนานและอุณหภูมิที่ผันผวนสูง การประกาศแผนดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของรัสเซียในการฟื้นบทบาทความเป็นมหาอำนาจด้านอวกาศ ควบคู่ไปกับการสร้างแนวร่วมทางเทคโนโลยีกับจีน เพื่อตอบรับการแข่งขันอวกาศยุคใหม่ที่กำลังทวีความเข้มข้นระหว่างมหาอำนาจโลก

จากคำแถลงของ Roscosmos โครงการดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจอวกาศยุคใหม่ เนื่องจากพลังงานจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำหน้าที่เป็นแหล่งพลังงานหลักในการขับเคลื่อนยานสำรวจ ระบบกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือวิทยาศาสตร์ขั้นสูง ระบบสื่อสาร รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดของสถานีวิจัยบนดวงจันทร์ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน ทั้งนี้ดวงจันทร์มีรอบกลางคืนที่ยาวนานเป้นระยะเวลาหลายวันของโลก ทำให้การพึ่งพาพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอและมีความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของภารกิจ การนำพลังงานนิวเคลียร์มาใช้จึงถูกมองว่าเป็นทางออกเชิงเทคโนโลยีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการดำเนินงานระยะยาว การตั้งฐานวิจัยถาวร และการขยายกิจกรรมมนุษย์บนพื้นผิวดวงจันทร์ในอนาคต

แม้ Roscosmos จะยังไม่ได้ระบุรายละเอียดเชิงเทคนิคอย่างชัดเจนว่าระบบพลังงานดังกล่าวเป็น “นิวเคลียร์” ในรูปแบบใด แต่การที่โครงการนี้ดำเนินการร่วมกับ Rosatom (Государственная корпорация по атомной энергии «Росатом») ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของรัสเซีย และ สถาบัน Kurchatov Национальный исследовательский центр «Курчатовский Институт» อันเป็นศูนย์วิจัยพลังงานนิวเคลียร์ชั้นนำของประเทศ ย่อมสะท้อนอย่างมีนัยสำคัญว่าแหล่งพลังงานหลักของโครงการมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นระบบนิวเคลียร์ การมีส่วนร่วมของหน่วยงานทั้งสองซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และเทคโนโลยีพลังงานขั้นสูง บ่งชี้ว่าโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงสัญลักษณ์

แต่เป็นแผนงานที่ตั้งอยู่บนศักยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญมาอย่างยาวนาน

โดยรัสเซียได้วางตำแหน่งโครงการโรงไฟฟ้าบนดวงจันทร์นี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การฟื้นบทบาทของประเทศในเวทีอวกาศโลก ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ในปี ค.ศ. 2023 ซึ่งยานอวกาศประสบอุบัติเหตุพุ่งชนพื้นผิวดวงจันทร์และไม่สามารถลงจอดได้ตามแผน เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของโครงการอวกาศรัสเซียในระดับนานาชาติ การประกาศแผนโครงการขนาดใหญ่และมีความทะเยอทะยานอย่างการสร้างแหล่งพลังงานถาวรบนดวงจันทร์ จึงไม่เพียงเป็นการแก้ไขความเสียหายเชิงสัญลักษณ์ แต่ยังสะท้อนความตั้งใจของรัสเซียในการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยี สร้างความต่อเนื่องของภารกิจอวกาศระยะยาว และยืนยันบทบาทของตนในฐานะหนึ่งในมหาอำนาจด้านอวกาศ ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นกับสหรัฐฯ และจีนในยุคของ “การแข่งขันอวกาศระลอกใหม่”

การประกาศแผนดังกล่าวยังเกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศระดับโลกที่ทวีความเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสหรัฐอเมริกา จีน อินเดีย และรัสเซียต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อรองรับทั้งการสำรวจเชิงวิทยาศาสตร์และการตั้งถิ่นฐานระยะยาวนอกโลก อวกาศจึงไม่ใช่เพียงพื้นที่แห่งการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์อีกต่อไป หากแต่กลายเป็นมิติใหม่ของการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์และอำนาจระหว่างมหาอำนาจ ในบริบทนี้สหรัฐฯ ผ่านองค์การ NASA ก็ได้เดินหน้าโครงการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กบนดวงจันทร์ภายในปี 2030 เพื่อเป็นแหล่งพลังงานถาวรสำหรับโครงการ Artemis ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการใช้พลังงานนิวเคลียร์ในอวกาศกำลังกลายเป็นมาตรฐานสำคัญของการสำรวจและตั้งฐานถาวรบนดวงจันทร์ และเป็นตัวชี้วัดศักยภาพทางเทคโนโลยีของประเทศมหาอำนาจในยุคการแข่งขันอวกาศระลอกใหม่

นักวิเคราะห์ทั้งในรัสเซียและต่างประเทศเห็นพ้องกันว่า โครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านพลังงานหรือเทคโนโลยีอวกาศเท่านั้น หากแต่เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อวกาศโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคของการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจอย่างเต็มรูปแบบ โครงการดังกล่าวเกี่ยวข้องโดยตรงกับการแสดงศักยภาพทางเทคโนโลยี ความสามารถในการดำเนินการวิจัยระยะยาวนอกโลก และการกำหนดบทบาทเชิงอำนาจในอวกาศซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของศตวรรษที่ 21 นักวิเคราะห์บางส่วนถึงกับมองว่าโครงการนี้อาจกลายเป็น “New Sputnik moment” ซึ่งมีนัยเชิงสัญลักษณ์ว่ารัสเซียและจีนกำลังผนึกกำลังกันท้าทายความเป็นผู้นำด้านอวกาศของสหรัฐฯ และประเทศตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะการตอบโต้เชิงภูมิรัฐศาสตร์ต่อโครงการ Artemis ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ที่มุ่งสร้างการตั้งถิ่นฐานบนดวงจันทร์อย่างยั่งยืนภายใต้กรอบกติกาที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

ในมุมมองของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและอวกาศฝั่งตะวันตก การนำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นไปใช้บนดวงจันทร์ถูกมองว่าเป็นทางออกทางวิศวกรรมที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปฏิบัติการระยะยาว เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนของดวงจันทร์ที่อาจยาวนานเป็นเวลาหลายวันของโลก โครงการพลังงานนิวเคลียร์อวกาศของ NASA เองก็สะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจน โดยตั้งเป้าติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์บนดวงจันทร์ภายในช่วงต้นทศวรรษ 2030 เพื่อสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ระบบที่อยู่อาศัยของนักบินอวกาศ ระบบสื่อสารระยะไกล และการพัฒนาเทคโนโลยีการใช้ทรัพยากรในสถานที่จริงซึ่งรวมถึงการขุดแร่และการผลิตพลังงานในอนาคต

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์บางรายเตือนว่า การผลักดันโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บนดวงจันทร์ให้เกิดขึ้นจริงยังต้องเผชิญกับอุปสรรคทางเทคนิคและการเงินในระดับสูง ตั้งแต่การพัฒนาเตาปฏิกรณ์ที่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยในสภาพแวดล้อมที่ปราศจากชั้นบรรยากาศ การรับมือกับความผันผวนของอุณหภูมิที่รุนแรงระหว่างกลางวันและกลางคืนของดวงจันทร์ ไปจนถึงปัญหาการจัดการและระบายความร้อนในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศช่วยถ่ายเทความร้อน ซึ่งแตกต่างจากเงื่อนไขบนโลกอย่างสิ้นเชิง ความท้าทายเหล่านี้ไม่เพียงเพิ่มต้นทุนทางการเงินอย่างมหาศาล แต่ยังทำให้โครงการต้องอาศัยการวิจัยและการทดสอบระยะยาวก่อนจะสามารถนำไปใช้จริงได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากมุมมองของรัสเซียเองการประกาศแผนใช้พลังงานนิวเคลียร์บนดวงจันทร์สะท้อนความพยายามในการยืนหยัดและฟื้นบทบาทของตนบนเวทีอวกาศโลกอีกครั้ง ภายหลังความล้มเหลวของภารกิจ Luna-25 ซึ่งตอกย้ำข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีและงบประมาณเมื่อเทียบกับสหรัฐฯ และจีน การผลักดันโครงการพลังงานนิวเคลียร์จันทราจึงถูกมองว่าเป็นการแสดงศักยภาพในด้านที่รัสเซียมีความเชี่ยวชาญเชิงโครงสร้างมาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกัน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กรอบ International Lunar Research Station (ILRS) ยังช่วยเสริมภาพลักษณ์ของรัสเซียในฐานะผู้เล่นสำคัญที่ยังคงมีบทบาทในความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ และเปิดพื้นที่ทางการทูตอวกาศ (space diplomacy) ทางเลือกนอกเหนือจากกรอบที่ตะวันตกเป็นผู้กำหนด

สรุปคือ แม้โครงการนี้จะมีศักยภาพสูงและถูกยกย่องว่าเป็นก้าวสำคัญของการสำรวจดวงจันทร์ในระยะยาว แต่แรงกดดันทางเทคนิค การจัดสรรงบประมาณ และการแข่งขันกับโครงการอื่นของโลก ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักวิเคราะห์ทั้งรัสเซียและตะวันตกต่างจับตามองอย่างใกล้ชิด


ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กฤษฎา พรหมเวค

คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

 

ย้ำจุดยืนความถูกต้องมาก่อนความได้เปรียบ ยัน "ปชป." ปักหมุดจริยธรรมการเมือง ลั่นชัดเจน ไม่ร่วม "กล้าธรรม"

(24 ธ.ค.2568) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า จากกรณีที่สังคมให้ความสนใจต่อเวทีดีเบตของไทยรัฐเมื่อวานโดยเฉพาะประเด็นเรื่อง ความชัดเจนในการจัดตั้งรัฐบาล ว่าพรรคใดสามารถร่วมได้ และพรรคใดไม่สามารถร่วมได้จึงขอใช้พื้นที่นี้อธิบายเจตนาและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์อย่างตรงไปตรงมา

ขอท้าวความไปถึงจุดเริ่มต้นของการกลับมาอีกครั้งของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เป้าหมายสำคัญของการกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อตำแหน่งหรืออำนาจ แต่เพื่อกอบกู้ความศรัทธาของพี่น้องประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์และทำให้พรรคกลับมาเป็นทางเลือกที่ดีอีกครั้งท่ามกลางสภาพการเมืองที่ประชาชนจำนวนมากรู้สึกอึดอัดและหมดหวัง

สิ่งที่เป็นที่ประจักษ์เกี่ยวกับคุณอภิสิทธิ์มาโดยตลอดคือการยึดมั่นในสัจจะวาจา หลักการ ความซื่อสัตย์และมาตรฐานด้านจริยธรรมซึ่งเป็นคุณค่าที่คณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ให้ความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเราเชื่อว่าการเมืองที่ดีต้องเริ่มจากความถูกต้องก่อนความได้เปรียบ

ด้วยเหตุนี้การประกาศจุดยืนในเวทีดีเบตว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถร่วมรัฐบาลกับพรรคกล้าธรรมได้จึงเป็นการแสดงความชัดเจนต่อประชาชนไม่ใช่การเมืองแบบกั๊ก หรือการพูดเผื่อทางถอย

และขอเรียนให้เข้าใจตรงกันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ประกาศตัวว่าจะเป็นฝ่ายค้านแต่เป็นการประกาศเงื่อนไขอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้ประชาชน “เลือกอย่างชัดเจน” ว่าต้องการการเมืองที่ยืนอยู่บนหลักจริยธรรมแบบใด

คำถามสำคัญที่อยากชวนคิดร่วมกันคือประชาชนต้องการนักการเมืองที่พูดคลุมเครือเพื่อรักษาพื้นที่ทางการเมืองหรือผู้นำที่กล้าแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนแม้จะไม่ถูกใจทุกคน

เพราะการเมืองที่ดีควรตั้งอยู่บนความชัดเจน ความรับผิดชอบและการเปิดพื้นที่ให้ถกเถียงกันอย่างมีเหตุผล มากกว่าการหลบเลี่ยงเพื่อประโยชน์ระยะสั้น

พรรคประชาธิปัตย์ เลือกยืนบนหลักการและขอให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าการเมืองแบบใด คือการเมืองที่ประเทศควรเดินไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
 

จีนเร่งเครื่อง!! เริ่มระบบศุลกากรพิเศษ “ไห่หนาน” ศูนย์กลางการค้าเสรีโลก ดันท่าเรือการค้าเสรีขั้นสูง เชื่อมเสรีภาพทางการค้ากับกฎระเบียบเข้ม

(20 ธ.ค. 68) จีนเริ่มดำเนินงานศุลกากรแบบพิเศษทั่วเกาะในท่าเรือการค้าเสรีไห่หนาน ซึ่งเป็นท่าเรือการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกตามขนาดพื้นที่ ส่งเสริมให้สินค้าต่างประเทศเข้าสู่เกาะนี้ได้อย่างเสรีและมีกฎหมายภาษีที่เอื้อต่อธุรกิจมากขึ้น

ระบบศุลกากรใหม่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 30,000 ตารางกิโลเมตร เพิ่มการเข้าถึงและลดความซับซ้อนของภาษี ทั้งนี้ อัตราภาษีศุลกากรเป็นศูนย์ขยายครอบคลุมสินค้ามากกว่า 6,600 รายการ เพิ่มจาก 1,900 รายการในอดีต ทำให้พื้นที่นี้เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างการค้าเสรีและความควบคุมศุลกากรเข้มงวดมากขึ้น

'ฉือฝูหลิน' ประธานสถาบันการปฏิรูปและการพัฒนาแห่งประเทศจีน ระบุว่า "การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนถึงความพยายามของจีนในการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน" พร้อมเสริมว่าไห่หนานจะกลายเป็นท่าเรือการค้าเสรีระดับสูงภายในกลางศตวรรษนี้

การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นในปีที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีของจีนและเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ขยายการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ รวมถึงสร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้จีนบรรลุเป้าหมายความทันสมัยแบบสังคมนิยมภายในปี 2035


ที่มา : Xinhua

ชู ‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ 3 บิ๊กเทคโนแครต เปลี่ยนภาพพรรคการเมืองสู่ "ทีมบริหารมือโปร" อุดช่องโหว่ด้านต่างประเทศ – ระบบเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นทั้งในไทยและเวทีโลก

‘ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์’ ไพ่เด็ดภูมิใจไทย สูตรทีมเทคโนแครตที่ตั้งใจส่งสัญญาณถึงคนทั้งประเทศ

ถ้าการเลือกตั้งคือเกม “ความเชื่อมั่น” ไม่ใช่แค่เกม “กระแส” การขยับของภูมิใจไทยรอบนี้ชัดเจนมาก—พรรคกำลังพยายามติดอาวุธใหม่ให้ตัวเอง ด้วยการดึง “คนทำงานสายบริหาร–เศรษฐกิจ–การทูต” ขึ้นมาเป็นหน้าเป็นตา และถูกพูดถึงในฐานะทีมแกนหลัก/ตัวเลือกสำคัญของพรรค

ชื่อที่ถูกพูดถึงบ่อยในกลุ่ม “สายบริหารประเทศ” คือ ศุภจี สุธรรมพันธุ์, เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์ของพรรคที่ต้องการเปลี่ยนภาพจำจาก “ทีมการเมือง” ไปเป็น “ทีมบริหาร” อย่างมีนัยสำคัญ

1) ศุภจี สุธรรมพันธุ์: ไพ่ “มือบริหาร–นักพลิกฟื้น” ที่พรรคอยากให้คนจำ

ชื่อของ “ศุภจี” ถูกเล่าในฐานะผู้บริหารมืออาชีพที่คุ้นกับการวัดผลและการบริหารองค์กรแบบ KPI พรรคได้ประโยชน์จากภาพจำนี้ เพราะมันพูดกับคนชั้นกลางและภาคธุรกิจได้ตรงภาษา: ทำงานเป็นระบบ วัดผลได้ และเน้นผลลัพธ์มากกว่าคำขวัญ

อย่างไรก็ดี โจทย์สำคัญไม่ใช่แค่โปรไฟล์สวย แต่คือการแปลง “ความเก่งเชิงองค์กร” ให้กลายเป็นนโยบายที่จับต้องได้และลงพื้นที่ได้จริง—ไม่ใช่เก่งเฉพาะบนสไลด์หรือในห้องประชุม

2) เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ: ไพ่ “เศรษฐกิจ–การคลัง” เพื่อคุมความกังวลของตลาด

เอกนิติมักถูกมองเป็นตัวแทนสายเศรษฐกิจ/การคลัง ที่ช่วยเพิ่มน้ำหนักความน่าเชื่อถือในประเด็นปากท้อง โดยเฉพาะช่วงที่ประชาชนและตลาดกังวลเรื่องค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน สภาพคล่อง SMEs และความเชื่อมั่นนักลงทุนหลังการเลือกตั้ง

พูดตรง ๆ นี่คือ “ไพ่ลดความกลัว” เพราะอย่างน้อยทำให้เห็นว่าพรรคพยายามมีแกนคิดด้านเศรษฐกิจ ที่เป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการขายฝันหรือสัญญาสวยหรู

3) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ไพ่ “ต่างประเทศ–เวทีโลก” เพื่อปิดช่องโหว่ที่การเมืองไทยมักโดนถาม

การมีชื่อ “สีหศักดิ์” ในทีม ทำให้สูตรของพรรคชัดขึ้นว่า เศรษฐกิจในประเทศต้องเดินพร้อมการต่างประเทศ ทั้งการค้า การลงทุน และภูมิรัฐศาสตร์

นี่คือหมากที่ช่วย “อัปเกรดภาพลักษณ์” ให้พรรคดูพร้อมต่อการเจรจาในโลกจริง เพราะความท้าทายยุคใหม่ไม่ใช่แค่บริหารภายใน แต่คือการวางตำแหน่งประเทศในเวทีระหว่างประเทศด้วย

เกมที่ภูมิใจไทยกำลังเล่น: “เลือกตั้ง = เลือกทีมบริหาร”

สรุปให้ชัด—พรรคกำลังพยายามทำให้การเลือกตั้งรอบหน้าเป็นเรื่อง “เลือกทีม” มากกว่า “เลือกขั้ว” และสามชื่อนี้คือหน้าปกของแนวคิดนั้น

แต่การเล่นเกมแบบ “ทีมเทคโนแครต” มีทั้งโอกาสและความเสี่ยง หากสื่อสารไม่ดี ประชาชนอาจมองว่าเป็นการดึงคนเก่งมาเป็นฉากหน้า แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะทำให้ชีวิตคนส่วนใหญ่ดีขึ้นอย่างไร

ความเสี่ยงที่พรรคต้องตอบให้ได้ (แบบไม่อ้อมค้อม)

• ถ้าเน้นภาพ “เทคโนแครต” มากไป คนจะถามทันทีว่า แล้วประชาชนฐานรากได้อะไร?

• ถ้าเน้น “โปรไฟล์” มากไป คนจะย้อนว่า ประเทศไม่ได้ขาดคนเก่ง—ประเทศขาดระบบที่ทำให้คนเก่งทำงานได้

• การเลือกตั้งไม่ใช่การสัมภาษณ์งาน ถ้านโยบายไม่กลายเป็นเรื่องใกล้ตัว คนก็ไม่ซื้อ

ศุภจี–เอกนิติ–สีหศักดิ์ อาจเป็น “ไพ่เด็ด” ที่ช่วยให้ภูมิใจไทยดูเป็นพรรคมือบริหารขึ้นจริง แต่ไพ่เด็ดจะชนะเกมได้ ก็ต่อเมื่อพรรคตอบให้ได้ว่า

กูรูการตลาดติงรีแบรนด์ 'พลังประชารัฐ' ชี้ โลโก้ล่าสุด หวังใช้สีส้มเชื่อมสัมพันธ์ทุกฝ่าย แต่ใช้ฟอนต์ล้าสมัยระดับ Word จุฬาฯ ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกทั้งดูเก่าและเชย

‘ดร.ณัฐพงษ์’ เจ้าของช่อง Spark Update วิพากษ์ฟอนต์โลโก้ใหม่ พปชร. สุดล้าสมัย! ชี้การเติมสีส้มเป็นกลยุทธ์การเมืองก้าวข้ามความขัดแย้ง แต่ในมุมการตลาดถือว่าสอบตกเพราะภาพลักษณ์ที่ดูเก่าและเชย

ดร.ณัฐพงษ์ รอบคอบ เจ้าของช่อง Spark Update กล่าวถึงการรีแบรนด์พรรคพลังประชารัฐ ว่า คนที่เรียนการตลาดมาจะรู้ว่า การรีแบรนดิ้งนั้นเป็นเรื่องใหญ่มาก ทั้งนี้ อยากจะกล่าวถึงการรีแบรนดิ้งพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งได้ทำการเปลี่ยนโลโก้พรรคมาแล้ว 4 ครั้ง นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรค โดยครั้งนั้นเปิดตัวพรรคด้วยการรวบรวมกลุ่มเทคโนแครต รวมบุคคลในแวดวงต่างๆ มาอยู่ในพรรค จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะตัวโลโก้พรรคที่เปลี่ยนจากรูปแบบวงกลมและใช้สี 3 สี คือ น้ำเงิน ขาว แดง เปลี่ยนมาเป็นแบบกังหันลมและเปลี่ยนสีเป็นน้ำเงิน เขียว แดง และล่าสุดได้เปลี่ยนอีกครั้งโดยได้เติมสีส้มเข้าไปด้วย

ดร.ณัฐพงษ์ ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าไปสังเกต ข้อมือของท่านหัวหน้าพรรค จะเห็นว่าเป็นเครื่องรางของขลังจากฮ่องกง เพราะฉะนั้น โลโก้ใหม่ให้จึงให้อารมณ์เหมือนกังหันลม เพียงแต่มีสีสันมองเหมือนจานสีวาดภาพ ส่วนการเติมสีส้มลงไปด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นการก้าวข้ามความขัดแย้ง จึงนำเอามารวมกัน รวมแล้วตอนนี้มีเกือบทุกสีที่เป็นสัญลักษณ์ของพรรคการเมือง

นอกจากนี้ ในส่วนของฟอนต์หรือชื่อพรรคในโลโก้นั้น ต้องบอกว่า เป็นการใช้ฟอนต์ที่ล้าสมัยอย่างมาก เปรียบเทียบเหมือนเลือกจาก Microsoft Word แต่ไม่ใช่แค่เวิร์ดธรรมดา แต่ย้อนไปถึง เวิร์ดจุฬา ไม่ใช่เวิร์ด 98 ซึ่งเรียกได้ว่าเก่าและเชยมาก

 

‘เชอรี่-ชยาภา’ น้องสาว ‘ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์’ วอนหยุดใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวในอดีตที่จบลงแล้วโดยสมบูรณ์ ไปดิสเครดิตพี่ชาย

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 น.ส.ชยาภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ว่าที่ผู้สมัครแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “Shirley Chayapa” ระบุว่า ตามที่มีการนำความสัมพันธ์ส่วนตัวของดิฉัน ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตและได้สิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ไปนานกว่า 5 ปีแล้วเนื่องจากทัศนคติไม่ตรงกัน มาเชื่อมโยงและใช้เป็นประเด็นโจมตีเพื่อดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน พี่ชายของดิฉัน เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมอย่างมาก

ดิฉันขอยืนยันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีของดิฉันว่าครอบครัวของดิฉัน ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆทางการเมืองระหว่างสองประเทศแต่อย่างใด และยิ่งไม่เคยได้รับประโยชน์ไม่ว่าจะรูปแบบใดจากการแต่งงานในอดีตเลย พวกเราเป็นคนไทยที่รักชาติ อย่างไรก็ตามดิฉันไม่สามารถกลับไปแก้ไขอดีตได้ ดิฉันจึงอยากวอนขอความกรุณาท่านงดเว้นการเผยแพร่ หรือบิดเบือนข้อมูลใดๆที่ไม่เป็นความจริง และขอให้การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ความสุจริต และความเคารพต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

อย่าเอาความบอบช้ำของผู้หญิงคนหนึ่งในอดีต มาใช้โจมตีในทางการเมืองเลย แค่ความรู้สึกเสียใจจากเหตุการณ์ดังกล่าว ที่เคยคิดผิดในอดีตไป ก็แย่พอแล้ว และขอให้พี่น้องประชาชนคนไทยโปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าว อย่าได้หลงเชื่อผู้ไม่หวังดี ที่ต้องการหาประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว เพื่อโจมตีและดิสเครดิตทางการเมืองของ อ.เชน ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจมากค่ะ

นำเวิร์กช็อปว่าที่ผู้สมัครสส. รวมไทยสร้างชาติ ย้ำจุดยืน "เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ" ปิดฉากรบสยบเขมร ปราบทุจริต-สแกมเมอร์ ผลักดันลดค่าไฟ-น้ำมัน เสริมเศรษฐกิจฐานราก

‘พีระพันธุ์’ นำเวิร์กช็อปติวเข้มว่าที่ผู้สมัคร สส. รทสช.ทั่วประเทศ ย้ำจุดยืน ‘เด็ดขาดแก้วิกฤต พลิกโฉมประเทศ’

เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ที่โรงแรม เลอ มอนเต้ เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา พรรครวมไทยสร้างชาติ นำโดย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรค จัดกิจกรรมอบรมสัมมนาว่าที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรครวมไทยสร้างชาติบางส่วนจากทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมและเสริมศักยภาพของผู้สมัครฯ ในการลงสนามสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

นายพีระพันธุ์ กล่าวถึงจุดยืนของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมีแกนสำคัญที่สุดคือการยึดมั่นใน ‘ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์’ และไม่ว่านโยบายของพรรคจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ประเทศเพียงใด อุดมการณ์ในการปกป้องสถาบันหลักจะยังคงสอดแทรกอยู่ในทุกภารกิจเสมอ และอีกหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรคคือแนวคิด ‘สู้ให้ทุกปัญหา พึ่งพาได้ทุกเรื่อง’ เพราะสิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการมีคนที่พร้อมแก้ไขปัญหาและพยายามเข้าไปช่วยเหลืออย่างจริงจัง และพรรคต้องการคนที่เข้ามาทำงาน ไม่ใช่มาเล่นการเมือง

หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดเผยแนวนโยบายของพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้ว่า พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติด้วยความ “เด็ดขาด” เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับ “พลิกโฉม” ประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตความมั่นคงด้านอธิปไตย ปัญหาทุจริตงบประมาณ ทุนเทา สแกมเมอร์ ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปัญหาราคาพลังงาน ปัญหาภาคเกษตร และปัญหาคุณภาพชีวิตของประชาชน

“ วิกฤตเกิดจากปัญหาที่ไม่มีใครแก้ วันนี้ประเทศไทยเผชิญกับปัญหาหลายอย่างที่กลายเป็นวิกฤต โดยเฉพาะความมั่นคงชายแดน ถ้าเราไม่ทุบโต๊ะเด็ดขาด ไม่มีวันจบ ไม่เสริมกำลังกองทัพไม่จบ นโยบายเราคือยกเลิก MOU 43-44 ร้อยเปอร์เซ็นต์ทันที เราจำเป็นต้องมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการจัดการกับการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ และพวกสแกมเมอร์ โดยเสนอบทลงโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิต เราจะค้ำจุนเศรษฐกิจฐานรากให้แข็งแกร่ง และเดินหน้ารื้อโครงสร้างระบบพลังงานต่อไป ทั้งไฟฟ้าและน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าพลังงานของประชาชน เราพร้อมสร้างสังคมที่มีคุณภาพสำหรับคนทุกวัย และเตรียมผลักดันภาคเกษตรกรรมของไทยให้เป็นธุรกิจการเกษตรที่สามารถสร้างรายได้สู่กระเป๋าเกษตรกรอย่างยั่งยืน” นายพีระพันธุ์กล่าว

ด้านนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวสรุปประเด็นทางด้านเศรษฐกิจที่เป็นแนวนโยบายของพรรคว่า ประเทศไทยถูกแช่แข็งมากว่า 20 ปี เนื่องจากไม่มีธุรกิจใหม่ที่เป็น New S-Curve อาทิ อุตสาหกรรมผลิตเซมิคอนดัคเตอร์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการเกษตรแบบโอลีโอเคมี ฯลฯ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องอาศัยการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต้องเกิดจากการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานที่ยังคงผูกขาดอยู่กับนายทุน รวมถึงการชูนโยบายลบประวัติเครดิตบูโรที่สร้างปัญหาการแช่แข็งผู้มีรายได้น้อยไว้ 3 ปี ทำให้ไม่สามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อนำมาประกอบธุรกิจดำรงชีพได้ต่อไป

ขณะที่นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้กล่าวถึงภาพรวมในการยกระดับภาคเกษตรกรรมซึ่งเป็นอีกนโยบายเรือธงของพรรคว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะลดต้นทุนของเกษตรกรด้วยการเร่งแก้ปัญหาพลังงาน ชูนโยบายโซลาร์เสรีควบคู่กับการดูแลปัจจัยการผลิตทั้งที่ดิน ปุ๋ย และการจัดการน้ำ อีกทั้งแก้ปัญหาราคาผลผลิตผ่านการปฏิรูปสหกรณ์การเกษตร สร้างกลไกตลาดที่สมดุล ซึ่งรัฐต้องมีบทบาทเป็นคนกลาง ทั้งการสนับสนุนเครื่องจักรในการทำการเกษตร และรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยตรง เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ทำให้เกษตรกรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน

สำหรับกิจกรรมช่วงบ่ายเป็นการทำเวิร์กช็อปยกระดับทักษะการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์และเทคนิคการนำเสนอนโยบายเด่นในแต่ละพื้นที่ เพื่อสร้างมาตรฐานการสื่อสารที่เป็นเอกภาพทั่วประเทศ และในวันพรุ่งนี้ (19 ธ.ค. 68) จะเป็นการให้ความรู้ด้านกฎหมายการเงินที่ใช้ในการเลือกตั้ง เพื่อเน้นย้ำความถูกต้องโปร่งใสตามระเบียบ กกต. พร้อมปิดท้ายด้วยการติวเข้มเทคนิคการหาเสียงเชิงรุก เตรียมความพร้อมในการลงพื้นที่เพื่อ “สู้ให้ทุกปัญหา” เป็นที่ “พึ่งพาได้ทุกเรื่อง” ของพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

‘บิ๊กเล็ก’ ซัด กัมพูชา ดีแต่พูด อยากหยุดยิง แต่ยังยิงไม่หยุด ย้ำต้องทำให้สิ้นความเป็นปฏิปักษ์ ลั่นไทยไม่ไล่ยิงถึงพนมเปญ รับรอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลไทย-กัมพูชาใกล้เคียงกัน

วันที่ 18 ธ.ค. 2568 พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม พร้อมด้วย เรือโทหญิง ปรียาดา บัวสมบุญ ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ ร่วมแถลงถึงการสกัดกั้นการลำเลียงน้ำมัน-ยุทธปัจจัยทางทะเลไปยังประเทศกัมพูชา หลังมีรายงานว่าอาจมีการเล่นแร่แปรธาตุ โดยการนำเรือไทยไปรับน้ำมันประเทศที่ 3 หรือการถ่ายน้ำมันในน่านน้ำสากล

โดยระบุว่า เราต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เรามุ่งไปที่เรือไทย ไม่ว่าจะเป็นเรือไทยที่ชักธงชาติไทย หรือเรือไทยที่ชักธงสัญชาติใดก็ตาม ซึ่งอาศัยความร่วมมือหน่วยงานต่างๆ ที่มีความชำนาญ

เช่น กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กระทรวงพลังงาน ซึ่งมีการพูดคุยกันในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) โดยกระทรวงกลาโหม ไม่ได้ดำเนินการตามลำพัง

เมื่อถามว่ามีกระแสข่าวว่าพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ไม่ใช่เป้าหมาย เราจะยึดคืน 100% ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ทุกเป้าหมาย 7 จังหวัด ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ด้านใดด้านหนึ่ง แต่เราตอบโต้ป้องกันตัวเองอย่างได้สัดส่วน

เมื่อถามย้ำว่าพื้นที่ ทภ.1 จ.สระแก้ว ที่เราอาจเสียเปรียบด้านภูมิประเทศ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ต้องเสริมยุทโธปกรณ์เพิ่มเติม เช่น ยานเกราะ ซึ่งได้พูดคุยกับแม่ทัพภาคที่ 1 โดยการยึดที่หมายได้ ไม่ใช่ว่าต้องนำกำลังไปวางไว้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ภาษาทหารเรียกว่าการคุ้มครองด้วยการยิง ซึ่งเมื่อเรายึดก็ยิง จนกว่ากัมพูชาจะสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์อย่างชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าวันเดียว แล้วเราหยุดเลย

เมื่อถามถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 มีการปรับรูปแบบให้เข้ากับสถานการณ์ เช่นการจัดหายุทโธปกรณ์ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เนื่องจากปีงบประมาณเปลี่ยนแปลงไปแล้ว ภายหลังรัฐบาลยุบสภา ทำให้ปฏิทินงบประมาณเลื่อนออกไปอีก แต่ให้เตรียมการตั้งแต่บัดนี้

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากระทรวงกลาโหมเราทำตามสภาพแวดล้อมในอดีต ที่ความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านนั้นดี การจัดหายุทโธปกรณ์เพื่อป้องกันเท่านั้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป กัมพูชามีท่าทีเปลี่ยนไป เราก็ต้องปรับการทำงบประมาณ

พล.อ.ณัฐพล กล่าวอีกว่า การจัดหายุทโธปกรณ์ที่ได้พูดคุยกับ ผบ.ทหารสูงสุด และ ผบ.เหล่าทัพ สองสิ่งที่อยากให้มอง คือ สรุปบทเรียนที่ผ่านมา และอนาคตจะต้องทำอย่างไร จัดลำดับความเร่งด่วนในการจัดหายุทโธปกรณ์ในงบประมาณปี 2570

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า การที่งบประมาณเลื่อนไปอาจกระทบบ้าง จะทำให้ช้าลง แต่เราต้องใช้โอกาสตรงนี้จัดทำให้รอบคอบ จัดลำดับความเร่งด่วนให้ดี

เมื่อถามว่าในฐานะที่เป็นอดีตทหารและเป็นรุ่นพี่ ได้พูดคุยกับ ผบ.เหล่าทัพ และน้องๆ ในกองทัพ อย่างไรบ้าง พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า เวลาลงพื้นที่ก็ขอให้ไม่ต้องจัดการต้อนรับ ขอให้ทำงานตามปกติ แต่ขอเวลามานั่งคุยกันแบบพี่น้อง ว่าพื้นที่ขาดสิ่งใดบ้าง แต่ถ้าเหลือก็ไม่ต้องบอก กระทรวงกลาโหมก็ยินดีสนับสนุน ซึ่งทางรัฐบาลให้นโยบายว่าพร้อมสนับสนุนเต็มที่

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า มั่นใจใน ผบ.เหล่าทัพ ซึ่งสถานการณ์คืบหน้าตามลำดับ ภารกิจที่เราคุยกันก็เกือบ 100% แล้ว เราจะหยุดยิงเมื่อฝ่ายกัมพูชาสิ้นสุดเป็นปฏิปักษ์ชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

“ในภาพที่ออกมาจากสื่อที่รัฐบาลกัมพูชาพูดว่า พร้อมเจรจา อยากหยุดยิง แต่หน้าแนวยังระดมยิงกับเราทุกวัน ก็ต้องมีการหยุดยิงชัดเจนก่อน ถ้ากัมพูชาอยากหยุดยิง ก็หยุดเลย เราไม่มีไปรุกราน ซึ่งเราป้องกันตัวเองเท่านั้น ได้สัดส่วนและจำเป็น”

“ถ้าเขาอยากหยุดยิงก็หยุด แล้วถอนกำลังที่เผชิญหน้าออกไป เราไม่มีการไล่ยิงตามยิงถึงพนมเปญอยู่แล้ว ถ้าเขาอยากหยุดยิง ก็ต้องทำให้เราเห็นก่อน ไม่ใช่ดีแต่พูด และไม่ทำ ที่เคยพูดอย่างเสมอ รัฐบาลกัมพูชาพูดอยู่เสมอ แต่แนวหน้าไม่ทำตาม”

“เราก็อยากที่จะยุติ แต่เขายังมีความเป็นปฏิปักษ์ เราก็ต้องป้องกันตัวเอง ซึ่งเราห่วงกำลังพล และประชาชนที่ต้องไปอยู่ศูนย์พักพิง”

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า หลังตนลงพื้นที่ จ.สระแก้ว ก็สงสาร ทุกคนก็น้ำตาซึม ได้ให้กำลังใจ ฝากทางผู้ว่าฯ ดูแล และเราจะพยายามดำเนินการให้ใช้เวลาไม่นานนัก ตนไม่อยากไปบอกว่าต้องกี่วัน ก็จะเป็นการกำหนดกฎเกณฑ์กองทัพ

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ตนเชื่อมั่นใน ผบ.ทหารสูงสุด ผบ.เหล่าทัพ เมื่อภารกิจเรียบร้อย เราก็จบภารกิจ ไม่ยืดเยื้อ เพราะการสูญเสียกำลังพลทำให้สะเทือนใจผู้บังคับบัญชา อะไรที่สามารถยุติสถานการณ์ได้ เราก็ยินดี

เมื่อถามว่าทางกระทรวงกลาโหมได้เตรียมข้อมูลให้รัฐบาล เพื่อเจรจากับทูตพิเศษกิจการเอเชีย กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่มี เป็นข้อมูลปกติ เราพร้อมตอบทุกเรื่องอยู่แล้ว ไม่ต้องเตรียมอะไรเป็นพิเศษ

เมื่อถามว่าการสิ้นสุดการเป็นปฏิปักษ์ของกัมพูชานั้นเป็นอย่างไร พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ก็จะมีคณะผู้บัญชาการทางทหารประเมิน ตนฟังความเห็นจากกองทัพ ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องเวลาอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องท่าที การวางกำลัง กัมพูชา ต้องหยุดยิงชัดเจน เปิดเผย ต่อเนื่อง

รมว.กลาโหม กล่าวต่อว่า ในฐานะผู้บังคับบัญชาได้ไปตรวจเยี่ยม และให้กำลังใจทหาร รวมถึงประชาชนในพื้นที่ชายแดนเท่าที่จะทำได้ และไม่กระทบต่อการทำงานของกำลังพลที่อยู่แนวหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2

รมว.กลาโหม กล่าวอีกว่า ส่วนการไปลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 ก็ไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจแนวหลัง และพูดคุยกับผู้บังคับบัญชา ที่กองกำลังบูรพา

รับรบ กัมพูชา รอบนี้สูญเสียหนัก เหตุกำลังพลใกล้เคียงกัน
รมว.กลาโหม ระบุถึงกรณีการกู้ร่างทหารที่เสียชีวิตจากเหตุปะทะ พื้นที่เนิน 350 ปราสาทตาควายว่า กองทัพต้องการได้ร่างทหารกลับคืนมาโดยเร็ว แต่จะไปเร่งรัดไม่ได้ เพราะต้องใช้ความระมัดระวัง

“ยอมรับว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นภาพที่คาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้น เพราะเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไปว่าหากเกิดการสู้รบในรอบนี้สถานการณ์จะหนักกว่าที่ผ่านมา ถ้าเป็นการรบที่เร็วและได้เปรียบ หมายความว่าฝ่ายไทยจะต้องมีกำลังมาก”

“แต่ครั้งนี้กำลังทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาใกล้เคียงกัน ทำให้การรบยืดเยื้อและสูญเสียมาก ในฐานะที่เคยเป็นเจ้ากรมยุทธการมาก่อนจึงเข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสามารถจินตนาการภาพออกว่าเมื่อเกิดการรบขึ้นเมื่อไร สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการสูญเสีย”

พล.อ.ณัฐพล กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาจึงพยายามแสดงท่าทีให้เกิดการเจรจา แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ตอบรับ แต่เมื่อสถานการณ์มาถึงวันนี้ก็ต้องเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อให้กัมพูชาสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์หรือที่กองทัพบกใช้คำว่าให้ กัมพูชา สิ้นสุดสภาพทางทหาร
 

‘ดูไบ’ โชว์ "Tetris" ยักษ์จากโดรน 2,800 ตัว เปลี่ยนทะเลทรายเป็นหน้าจอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมเทคโนโลยีระบบป้องกันการชนสุดแม่นยำ รากฐานการกู้ภัยและขนส่งสินค้าทางอากาศยุคใหม่

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ท้องฟ้าเหนือทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของมหานครดูไบไม่ได้ถูกประดับประดาด้วยเพียงหมู่ดาวตามธรรมชาติ แต่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงสีจากนวัตกรรมที่ล้ำสมัยที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ กับการจัดแสดง "Tetris Drone Show" ที่เปลี่ยนโดรนกว่า 2,800 ตัว ให้กลายเป็นเกมตัวต่อในตำนานที่ขยับได้จริงและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ชม

เบื้องหลังนวัตกรรม: ฝูงบินโดรนอัจฉริยะ 2,800 ตัว

การจัดแสดงครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการแปรอักษรหรือรูปภาพนิ่ง แต่เป็นการใช้เทคโนโลยี Swarm Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์แบบฝูงบิน) ขั้นสูง เพื่อควบคุมโดรนจำนวนมหาศาลให้ทำงานประสานกันอย่างไร้รอยต่อ
• เทคโนโลยี RGB Precision: โดรนแต่ละตัวติดตั้งไฟ LED คุณภาพสูงที่สามารถเปลี่ยนสีได้มากกว่า 16 ล้านเฉดสี ทำให้บล็อก Tetris แต่ละชิ้นมีความคมชัดและสดใสเหมือนมองจากหน้าจอคอมพิวเตอร์
• การควบคุมแบบ Real-time: สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดคือการจัดแสดงนี้ "เล่นได้จริง" โดยมีนักเล่นเกมมือโปรควบคุมผ่านจอยสติ๊กจากภาคพื้นดิน สัญญาณถูกส่งผ่านเครือข่าย 6G ทดลอง เพื่อลดความหน่วง (Latency) ให้เกือบเป็นศูนย์ ทำให้โดรนขยับตามการสั่งการได้ทันที
• ระบบป้องกันการชน (Collision Avoidance): ด้วยระยะห่างระหว่างโดรนเพียงไม่กี่เซนติเมตร ระบบอัลกอริทึมต้องประมวลผลตำแหน่งนับหมื่นครั้งต่อวินาที เพื่อให้บล็อกที่ "ตกลงมา" สามารถจัดเรียงแถวได้อย่างแม่นยำ

มากกว่าแค่ความบันเทิง: สัญญาณแห่งอนาคต

การโชว์ Tetris ในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการอวดความรวยหรือความสวยงาม แต่ดูไบกำลังส่งสัญญาณถึงศักยภาพของเทคโนโลยีโดรนในอนาคต:
1. การสื่อสารแบบฝูงบินขนาดใหญ่: การควบคุมโดรนพร้อมกันเกือบ 3,000 ตัว โดยไม่เกิดความผิดพลาด เป็นรากฐานสำคัญของการใช้โดรนในการกู้ภัย การขนส่งสินค้าในเมือง (Urban Air Mobility) และการสอดแนมทางทหาร
2. Smart City Hub: ดูไบตอกย้ำภาพลักษณ์การเป็น "สนามทดลองของโลก" (The World's Sandbox) ที่พร้อมเปิดรับเทคโนโลยีที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้นจริง
3. นวัตกรรมสีเขียว: โชว์โดรนนี้เป็นการตอกย้ำการใช้ความบันเทิงที่ยั่งยืน แทนการใช้พลุไฟที่สร้างมลพิษทางอากาศและเสียง

ภาพของบล็อก Tetris สีสันสดใสที่ค่อยๆ หล่นลงมาจากฟากฟ้าและถูกจัดเรียงจนหายไปในอากาศเหนือน่านฟ้าดูไบ เป็นข้อพิสูจน์ว่าเส้นแบ่งระหว่าง โลกดิจิทัล (Digital World) และ โลกทางกายภาพ (Physical World) กำลังจางลงเรื่อย ๆ นวัตกรรมโดรนในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือถ่ายภาพหรือของเล่นอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการใช้ชีวิตและการสื่อสารของเราในทศวรรษหน้า

กนง. หั่น GDP ปี 69 เหลือ 1.5% เงินบาทพุ่งแตะ 31 บาท แข็งค่าเร็ว 8% ตั้งแต่ต้นปี สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่โตต่ำ ถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนร่วมมือก่อนเกิดวิกฤตรุนแรง

สถานการณ์ค่าเงินบาทในช่วงปลายปี 2568 กำลังเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงที่สุดในรอบหลายปี จนส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงผู้ประกอบการส่งออกรายใหญ่

 สถิติเงินบาท: จากต้นปี 2568 ถึงปัจจุบัน

หากย้อนกลับไปดูข้อมูลตั้งแต่ต้นปี เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 8 - 9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ "ผิดปกติ" และรวดเร็วกว่าประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาค

 ต้นปี (มกราคม 2568): เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ประมาณ 34.30 - 34.50 บาท/ดอลลาร์
 ปัจจุบัน (ธันวาคม 2568): เงินบาทพุ่งมาแตะระดับ 31.49 - 31.70 บาท/ดอลลาร์ (ข้อมูล ณ 18 ธ.ค. 2568)

 วิเคราะห์ปัจจัย: ทำไมเงินบาทถึงแข็งค่าแรงขนาดนี้?

ปัจจัยที่ขับเคลื่อนค่าเงินบาทไม่ได้มาจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "พายุ" หลายลูกที่มาบรรจบกัน:

1. นโยบายสหรัฐฯ และการอ่อนค่าของดอลลาร์: ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอตัวและการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ทำให้เม็ดเงินไหลออกจากดอลลาร์เข้าสู่ตลาดเกิดใหม่

2. ราคาทองคำในตลาดโลก: เงินบาทมีความสัมพันธ์สูงกับราคาทองคำ เมื่อทองคำราคาสูงขึ้น ผู้ส่งออกทองคำจะนำเงินดอลลาร์มาแลกเป็นบาทจำนวนมาก ทำให้ความต้องการเงินบาทพุ่งสูงขึ้น

3. ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย: แม้ไทยจะมีการปรับลดดอกเบี้ยไปบ้าง แต่อัตราดอกเบี้ยหลังหักเงินเฟ้อ (Real Interest Rate) ของไทยยังคงจูงใจนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาช้อนซื้อสินทรัพย์ไทย (Fund Flow)

4. นโยบายการค้าโลก: ความไม่แน่นอนจากมาตรการกำแพงภาษีของสหรัฐฯ ทำให้เกิดการเร่งส่งออกและนำเงินกลับประเทศในบางช่วงเวลา

มิติผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย: ใครได้ ใครเสีย?

เมื่อเงินบาทแข็งค่า ภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คงหนีไม่พ้น ภาคการส่งออก เพราะจะทำให้ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ แข่งขันยาก และรายได้ในรูปเงินบาทลดลงทันที ตามมาด้วยภาคการท่องเที่ยว เพราะ นักท่องเที่ยวรู้สึกว่าของแพงขึ้น การใช้จ่ายต่อหัวลดลง แรงจูงใจในการมาไทยต่ำกว่าคู่แข่ง และเกษตรกร ก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน จากสินค้าเกษตรราคาตกต่ำลงเนื่องจากอิงราคาตลาดโลกในสกุลเงินดอลลาร์ 

ขณะที่ภาคส่วนที่จะได้รับอานิสงส์จากเงินบาทแข็งค่า คือ ผู้นำเข้าสินค้า/เครื่องจักร ซึ่งมีต้นทุนนำเข้าลดลง โดยเฉพาะน้ำมันและวัตถุดิบจากต่างประเทศ รวมถึงหนี้ต่างประเทศ ที่มีภาระหนี้ในรูปเงินดอลลาร์ลดลงเมื่อแปลงเป็นเงินบาท 

ทางออกและการแก้ปัญหา: รัฐและเอกชนต้องทำอย่างไร?

การแก้ปัญหาค่าเงินไม่ใช่เรื่องที่ทำได้เพียงชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยมาตรการที่สอดประสานกัน:

1. มาตรการทางการเงิน (ธปท.):
 การลดดอกเบี้ยนโยบาย: ล่าสุด กนง. มีมติลดดอกเบี้ยลงเหลือ 1.25% (17 ธ.ค. 68) เพื่อลดแรงดึงดูดเงินทุนไหลเข้า
 การคุมเข้มธุรกรรมทองคำ: ตรวจสอบเอกสารการซื้อขายดอลลาร์ของธุรกิจทองคำอย่างเข้มงวดเพื่อลดการเก็งกำไร

2. การผ่อนคลายกฎเกณฑ์เงินทุนไหลออก:
 อนุญาตให้ผู้ประกอบการถือครองเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้นโดยไม่ต้องรีบนำกลับ (Repatriation) เพื่อสร้างสมดุลความต้องการเงินตรา

3. บทบาทของภาคเอกชน:
 การประกันความเสี่ยง (Hedging): ผู้ส่งออกต้องใช้เครื่องมือทางการเงินป้องกันความผันผวนของค่าเงิน
 การเพิ่มมูลค่าสินค้า: เลิกเน้นแข่งที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างความต่างเพื่อลดผลกระทบจากค่าเงิน

ดังนั้น เงินบาทที่แข็งค่าในระดับ 31 บาทกว่าๆ นี้ ถือเป็นโจทย์หินที่รัฐบาลและธปท. ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด เพราะหากปล่อยให้แข็งค่าลากยาว อาจส่งผลให้ภาคการผลิตและ SMEs ไทยเข้าสู่ภาวะ "เงินฝืด" และขาดสภาพคล่องอย่างรุนแรงในอนาคต และล่าสุดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2569 ลงเหลือเพียง 1.5% เนื่องจากกังวลว่าบาทที่แข็งค่าเกินปัจจัยพื้นฐานจะฉุดรั้งกำลังซื้อและการจ้างงาน

เงินบาทที่แข็งค่า 8% ในช่วงต้นปี 2568 เป็นปรากฏการณ์ที่ "สวนทางพื้นฐานเศรษฐกิจ" ของไทย ซึ่งเติบโตต่ำและเผชิญความท้าทายหลายด้าน การแข็งค่าที่เร็วและแรงเกินไปนี้ไม่ใช่ข่าวดี แต่กลับเป็นภัยคุกคามต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคส่งออกที่เป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจไทย

ธนาคารกลางและรัฐบาลจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและรวดเร็ว ใช้ทั้งเครื่องมือทางการเงินและการคลังควบคู่กัน เพื่อจัดการกับสถานการณ์ที่ซับซ้อนนี้ พร้อมทั้งเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อลดความเปราะบางต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในระยะยาว

สำหรับภาคธุรกิจ การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนของค่าเงินผ่านการป้องกันความเสี่ยงและการกระจายตลาดเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ภาครัฐต้องสร้างความเชื่อมั่นและชี้แจงนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อลดความกังวลของนักลงทุนและภาคธุรกิจ

ในท้ายที่สุด ความสามารถในการจัดการกับวิกฤตเงินบาทแข็งค่าครั้งนี้จะเป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารเศรษฐกิจของไทยในยุคที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top