Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

กราดยิง “บอนไดบีช” กลางพิธีฮานุกกาห์ ผู้คนแตกตื่นหนีตายริมชายหาด ตำรวจนิวเซาท์เวลส์ยืนยันผู้เสียชีวิตรวมมือปืน 1 ราย หน่วยงานเร่งสืบสวนแรงจูงใจ

(15 ธ.ค. 68) รัสเซียติดตามสถานการณ์ยิงกราดในซิดนีย์ ออสเตรเลีย หลังเหตุรุนแรงที่ชายหาดบอนไดบีชเมื่อวันอาทิตย์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 คน รวมผู้ยิง 1 ราย และผู้บาดเจ็บอีกกว่า 20 คน

มาเรีย ซาคาโรวา โฆษกกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ระบุในสปุตนิกว่า "เรากำลังติดตามข่าวที่น่าสยดสยองจากออสเตรเลีย การยิงผู้บริสุทธิ์ในช่วงวันหยุดทางศาสนาเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายอย่างยิ่ง" พร้อมบอกว่า สถานเอกอัครราชทูตรัสเซียในแคนเบอร์ราและกงสุลใหญ่ในซิดนีย์ยังคงประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อตรวจสอบว่ามีพลเมืองรัสเซียได้รับผลกระทบหรือไม่

รายงานจากตำรวจรัฐนิวเซาท์เวลส์ ระบุว่ามือปืนหลายคนเปิดฉากยิงในเขตบอนไดบีชขณะชุมชนยิวฉลองเทศกาลฮานุกกาห์ มีผู้เสียชีวิต 12 ราย รวมมือปืน 1 ราย และผู้ได้รับบาดเจ็บ 29 ราย นอกจากนี้ยังมีตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อชาวยิวกำลังทำพิธีจุดเทียนฮานุกกาห์ในชุมชน

เหตุการณ์ยิงกราดครั้งนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยถือเป็นหนึ่งในโศกนาฏกรรมที่สะเทือนขวัญในออสเตรเลีย ขณะที่รัฐบาลและหน่วยงานหลายประเทศเฝ้าติดตามผลกระทบ และให้ความช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบทันที


ที่มา : Sputnik

‘ดร.อักษรศรี’ มองปมพบอาวุธจีนพื้นที่สู้รบ ชี้ Poly Technologies ไม่มีอิสระเลือกลูกค้าเอง ต้องผ่านการคัดกรองจากรัฐและกองทัพจีน ทุกดีลสะท้อนการคำนวณ 'อำนาจและอิทธิพล'

(15 ธ.ค. 68) รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีกองทัพไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถียุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีนจากทหารกัมพูชาบนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมากเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลสาธารณะที่ยืนยันได้ว่า Poly Technologies เป็นผู้จัดส่งอาวุธให้กัมพูชาโดยตรง การยืนยันผู้จัดส่งอาวุธ ต้องอาศัยหลักฐานเอกสารไม่ใช่เพียงการพบการใช้งานอาวุธในพื้นที่ และจำเป็นต้องรอคำชี้แจงจากทางการจีน 

โดยระบุว่า ถามมาตอบไป  Poly Technologies บริษัทส่งออกอาวุธของจีนมีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธมากเพียงใด ?

 ภูมิหลัง 
Poly Technologies ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1984 เป็นบริษัทในเครือ China Poly Group Corporation ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน 

บริษัทมีบทบาทหลักในการส่งออกอาวุธ ยุทโธปกรณ์ รวมถึงการให้บริการฝึกอบรม การซ่อมบำรุง และการสนับสนุนด้านโลจิสติกส์ ในระบบการเมืองของจีน การส่งออกอาวุธถือเป็นกิจกรรมเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐ ไม่ใช่กิจกรรมตลาดเสรี

Key Message  
Poly Technologies มีความเป็นอิสระในการตัดสินใจขายอาวุธหรือไม่ หรือจำเป็นต้องผ่านกลไกรัฐและกองทัพ PLA

คำตอบ
Poly Technologies ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ในการตัดสินใจขายอาวุธ แต่มีอิสระเชิงพาณิชย์และเทคนิคภายใต้กรอบนโยบายของรัฐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) 

การขายอาวุธของบริษัทจึงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน มากกว่าการดำเนินธุรกิจเพื่อกำไรสูงสุด

โครงสร้างการตัดสินใจ

1) ระดับพรรคและรัฐ
การกำหนดกรอบนโยบายการขายอาวุธอยู่ภายใต้คณะกรรมาธิการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และคณะกรรมาธิการการทหารกลาง (CMC) ซึ่งกำหนดว่า จีนจะขายอาวุธให้ประเทศใด ในระดับใด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การต่างประเทศหรือไม่

2) ระดับกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน PLA ทำหน้าที่คัดกรองด้านความมั่นคง กำหนดการลดสเปกอาวุธเพื่อการส่งออก และควบคุมการถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยมีอำนาจยับยั้งดีลที่กระทบความมั่นคงของจีน

3) ระดับกลไกรัฐบาลพลเรือน
หน่วยงานด้านการค้าและการควบคุมการส่งออกของจีนดูแลเรื่องกฎหมาย ภาพลักษณ์ระหว่างประเทศ และความเสี่ยงจากการคว่ำบาตร

4) ระดับองค์กร: บทบาทของ Poly Technologies
บริษัทมีอิสระในการเจรจาราคา การจัดแพ็กเกจ การบริหารสัญญา และบริการหลังการขาย แต่ไม่มีอิสระในการเลือกประเทศลูกค้าเอง

ดังนั้น นัยเชิงนโยบาย  การเจรจากับ Poly Technologies จึงอาจจะถูกมองว่าเป็นการเจรจากับรัฐจีน และการซื้อหรือรับอาวุธจากบริษัทจีนมักมาพร้อมความผูกพันทางการเมืองและความมั่นคงระยะยาว เช่น  ประเทศผู้รับอาวุธอาจเกิดการพึ่งพามาตรฐาน อะไหล่ และการฝึกจากจีน

Poly Technologies ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ปฏิบัติการเชิงพาณิชย์ภายใต้คำสั่งเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐและกองทัพจีน การตัดสินใจขายอาวุธจึงไม่ใช่ผลจากตลาดเสรี แต่เป็นผลจากการคำนวณด้านอำนาจ อิทธิพล และยุทธศาสตร์ความมั่นคงของจีน

 สรุป Poly Technologies
- ไม่มีอิสระเชิงยุทธศาสตร์ 
- มีอิสระเชิงพาณิชย์ ภายใต้กรอบรัฐ
- มีบทบาทด้านต่างประเทศ ถือเป็นเครื่องมือของรัฐโดยตรง
- การขายอาวุธของจีนสะท้อนการคำนวณเชิงภูมิรัฐศาสตร์มากกว่ากลไกตลาด

'ชัยวุฒิ' ซัด! พรรคประชาชนมุ่งแต่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่สนใจอธิปไตยปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

วันที่ 14 ธันวาคม นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าวกรณีที่ผู้นำพรรคประชาชนทั้งอดีตและปัจจุบัน แถลงข่าวขอโทษประชาชนที่ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ว่า ตนรู้สึกขัดใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ขณะนี้ประชาชนไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่กำลังเผชิญกับความเดือดร้อน และความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ประชาชนเป็นห่วงเรื่องสงคราม และความมั่นคงของประเทศ

นายชัยวุฒิกล่าวว่า ขอเรียกร้องให้พรรคประชาชน รวมถึงเครือข่าย NGO ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกา ออกมามีบทบาทในการช่วยสื่อสาร และทำความเข้าใจกับสหรัฐ ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะปัจจุบันสหรัฐอาจยังไม่เข้าใจปัญหาความขัดแย้งทั้งหมด ว่ากัมพูชาไม่ได้มีความจริงใจที่จะยุติความขัดแย้ง มีการบุกรุกอธิปไตยของประเทศไทย โจมตีทหารไทยก่อน และมีการวางทุ่นระเบิด จนทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศ

"พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ในการปกป้องและรักษาอธิปไตยของไทย จึงเรียกร้องให้พรรคประชาชนแสดงบทบาทตามหน้าที่ เพื่อยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์และความมั่นคงของประเทศในสถานการณ์เช่นนี้ วันนี้มีพี่น้องประชาชนเสียใจ ที่พรรคประชาชนไม่ทำหน้าที่ ไม่ปกป้องรักษาอธิปไตยของไทย"

วิเคราะห์ทางตันความขัดแย้งไทย-กัมพูชา แนะรัฐบาลต้องกำหนดเป้าหมายชัด ทำลายขีดความสามารถศัตรู ก่อนขึ้นโต๊ะเจรจาพร้อมสร้างกำแพงถาวร

หลายคนบอกว่า รบแล้วก็จบที่โต๊ะเจรจาอยู่ดี

จริงครับ…

แต่ในมุมมองของผม ก็อยากจะบอกว่า ขึ้นโต๊ะเจรจากับกัมพูชาในระบอบฮุนเซน และกรอบการเจรจาปัจจุบัน ก็จบที่สนามรบอยู่ดี 

นี่คือข้อเท็จจริง หลักฐานเป็นที่ประจักษ์ คนไทยทุกคนรู้อยู่แล้ว

คำถามคือจะเลือกแบบไหน

“เจรจาไปเพื่อรบ” หรือ “รบไปเพื่อเจรจา”? 

1. เจรจาไปเพื่อรบ - ใช้ความคลุมเครือสร้างเงื่อนไขหลีกเลี่ยงความรุนแรง พึ่งพากลไกกรอบเจรจาที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งได้จริง แต่คงสภาพความสงบเอาไว้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าจะได้ข้อสรุปจริง ๆ เมื่อไร 

แต่สุดท้ายจะสงบจริงหรือไม่ ? จะต้องเสียอีกกี่ขา ? จะต้องอยู่แบบระแวงว่าจะโดนใช้ลูกไม้นอกเกมนอกกติกามาตอดเอาพื้นที่เหมือนที่เป็นอยู่เรื่อย ๆ แบบที่ผ่านมา ถ้าเช่นนั้น สุดท้ายก็จะจบที่กลับมาปะทะรอบ 3 - 4 - 5 - 6 หรืออีกกี่รอบ

อย่าลืมว่า “สันติภาพ” ที่เกิดขึ้นหลังการปะทะครั้งแรก ในดีลที่ทรัมป์-อันวาร์ ร่วมกันผลักดันนั้น คนไทยทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่ามันยังไม่จบ สุดท้ายก็จะมีปะทะรอบ 2 ตัวผม มันคือ “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” ที่ชัดเจนมาก

ผมมีโอกาสคุยกับผู้ใหญ่บางท่าน และคนวงในหลายคน ทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่ายังไงก็มีรอบ 2 แน่ ซึ่งก็เป็นไปตามนั้นเลยครับ

ช่วงสงบก่อนหน้านี้มันก็แค่การพักรบช่วงหน้าฝนเท่านั้น (ฝนตกเยอะ ทำให้ปฏิบัติการทางยุทธวิธีลำบาก) ใช่หรือเปล่า ? 

2. รบไปเพื่อเจรจา - การสร้างความได้เปรียบ โชว์เขี้ยวเล็บของเรา และทำลายขีดความสามารถของศัตรู ทำให้ศัตรูยำเกรง เพื่อบีบให้ศัตรูเข้าสู่การเจรจาบนเงื่อนไขของเรา ในเกมของเรา บนโต๊ะเจรจาที่เรากำหนด ทำให้เราได้ประโยชน์สูงสุด ปัจจุบันท่าทีของรัฐบาลและคนไทยส่วนใหญ่ดูจะเอาด้วยกับแนวทางนี้

ปัญหาคือ… รบกันในยุคนี้มันมีข้อจำกัดเยอะ ต้องมีความชอบธรรมในสายตาประชาคมโลก และต้องทำอย่างได้สัดส่วน จะจัดหนักกันให้ตายอย่างไร ก็ต้องจำกัดวง ทำให้ไปถล่มเขาอย่างเบ็ดเสร็จได้ยาก สุดท้ายถึงจุดหนึ่งก็ต้องยุติ และกลับมาบนโต๊ะเจรจาอยู่ดี

อีกข้อหนึ่งของการรบแบบยืดเยื้อ คือความเสี่ยงที่การรบจะถูกดึงให้เป็นเกม geopolitics ของมหาอำนาจ กลายเป็นเรื่องใหญ่ ขยายวงกว้าง actors เยอะ ทำให้ควบคุมได้ยาก 

แล้ว “ทำให้มันจบ ๆ” คือให้มัน “จบ” แบบไหนกันแน่ ข้อนี้เป็นสิ่งที่ผมมองว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้อธิบายอย่างเป็นรูปธรรม และจำเป็นต้อง clarify กับประชาชนและประชาคมโลกให้ได้ ว่าเราต้องการ “ปิดจ๊อบ” แบบไหน

แน่นอนว่าทางการทหาร คือทำลายขีดความสามารถของกองทัพกัมพูชาให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคาม (ซึ่งจริง ๆ อาจต้องลงรายละเอียดให้ชัดเจนมากกว่านี้ ว่าแค่ไหนถึงเรียกว่าสิ้นสภาพ เพื่อให้สิ้นข้อถกเถียง)

แต่ถ้าหากถามผมในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ติดตามสถานการณ์มาพอสมควร และเรียนเรื่องนโยบายสาธารณะมาบ้าง แม้อาจจะไม่ครบถ้วนในทุกมิติ เพราะมีรายละเอียดมากจริง ๆ ผมอยากให้จบแบบไหน ?

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายของผมคือ #ให้มันจบที่กำแพง 

ก็คือ - รบไปเพื่อเจรจา - เจรจาไปเพื่อสร้างกำแพง - ให้กำแพงเป็นผู้ผดุงความสงบ ลดภาระของทหารในการลาดตระเวน และขวางกั้นไม่ให้กองกำลังก่อการร้ายข้ามเข้ามาวางระเบิดในประเทศไทย หยุดการวนลูป “การเจรจาเพื่อรอวันรบ” และสร้างสันติภาพที่ยั่งยืน ชัดเจน เป็นรูปธรรมจับต้องได้

จะเป็นกำแพง รั้ว หรือรั้วไฟฟ้า มีกล้องวงจรปิด ทหารเฝ้ายาม หรือรูปแบบไหนอย่างไร ก็ต้องประเมินโดยดูจากงบประมาณ และขีดความสามารถในการบริหารจัดการของฝ่ายไทยอีกที

โดยก่อนสร้างกำแพง ก็ให้จัดหนักต่อไปอีกสักพัก ให้บรรลุเป้าหมายด้านการทหาร 2 ข้อ

1. ให้สิ้นสภาพเป็นภัยคุกคามในระดับที่กองทัพแพลนไว้ ซึ่งผมเชื่อว่าใกล้แล้ว

2. ยึดพื้นที่ของเรากลับคืนมาตามแนวเส้นปฏิบัติการ แต่ไม่ต้องถึงขั้นเล็งเป้าพนมเปญ หรือเดินทัพรุกเข้าไปในแดนของศัตรู

เมื่อบรรลุ 2 ข้อ ค่อยขึ้นโต๊ะเจรจา เป้าหมายของการเจรจาคือตกลงให้จัดทำหลักเขตแดนใหม่ ภายใต้กรอบการเจรจาที่เราไม่เสียเปรียบ และเริ่มการสร้างกำแพงภายในระยะเวลาที่เรากำหนด โดยไม่ปล่อยให้เขาเตะถ่วง โดยหลักการในการเจรจาของฝ่ายไทยให้ยึดตามเส้นปฏิบัติการที่เรายึดคืนมาได้จากการรบปกป้องอธิปไตยของชาติ ใจผมน่ะอยากให้ไม่ต้องอ้างอิงแผนที่ไหน หรือ MOU ใด ๆ ทั้งสิ้น หรือถ้าจะอ้างก็ต้องอ้างทุกฉบับมาประกอบกัน ส่วนเขาจะเสนออะไรมา ก็อาจประนีประนอมได้บ้าง ดูตามความเหมาะสม แต่ต้องระมัดระวังให้มาก 

หลังจากเริ่มแผนการสร้างกำแพงแล้ว ให้เดินหน้ายกเลิก MOU 44 ต่อ เป็นการส่งสัญญาณให้ชัดเจน ว่าโดยหลักการแล้วทรัพยากรใต้อ่าวไทยตามแนวเส้นไหล่ทวีป 2516 นั้นเป็นของไทย 100 % และจะไม่มีการแบ่งให้กับประเทศที่ลากเส้นไหล่ทวีปละเมิดอำนาจอธิปไตยและสิทธิอธิปไตยของเราเมื่อปี 2515 โดยไม่มีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ โดยเฉพาะเมื่อประเทศนั้นเป็นประเทศที่เคยโจมตีเราก่อน จะให้เขาได้รับส่วนแบ่งทรัพยากรเหล่านี้กลับไปฟื้นฟูขีดความสามารถทางการทหารและกลับมาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวต่อเราอีกไม่ได้

ปล. การเลือกตั้งใกล้เข้ามาแล้ว ผมว่าอยากฟังนโยบายที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้จากพรรคการเมืองต่าง ๆ ขอแบบมีรายละเอียด อย่าเพียงอย่าแค่ใช้คำสวย ๆ และนามธรรมเกินไป

หนุนปิดอ่าวไทยสกัดส่งน้ำมัน จี้ ‘ตัดไฟ-ตัดเน็ต’ ขั้นเด็ดขาด เตือน ‘ช่วยข้าศึก’ โทษอาญาร้ายแรง ย้ำชัด ต้องมีบทลงโทษอย่างชัดเจน

(15 ธ.ค. 68) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยสนับสนุนให้รัฐบาลใช้มาตรการ "ตัดช่องทางลำเลียงยุทธปัจจัย" เข้าสู่กัมพูชาอย่างเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์ยืนยันว่า ตนเห็นด้วยกับมาตรการล่าสุดของกองทัพที่สั่งให้ปิดอ่าวไทยและช่องทางอื่นๆ เพื่อสกัดการลำเลียงยุทธปัจจัยโดยเฉพาะน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตนเสนอมาอย่างต่อเนื่องและได้ตอบคำถามในโซเชียลมีเดียก่อนหน้านี้ว่า จำเป็นต้องตัดช่องทางการลำเลียงน้ำมันและยุทธปัจจัยต่าง ๆ เข้าสู่ประเทศกัมพูชาให้หมด  

นายพีระพันธุ์ ระบุว่า นอกจากน้ำมันแล้ว ยังมีประเด็นสำคัญอีกเรื่อง คือ เรื่องไฟฟ้า โดยคณะรัฐมนตรีชุดก่อนได้มีมติให้ยุติการขายและส่งไฟฟ้าไปยังกัมพูชาแล้ว และได้ย้ำให้ตรวจสอบว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคได้ดำเนินการแล้วหรือไม่ ขณะเดียวกัน เรื่องสัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ต้องเข้มงวดไม่แพ้กัน ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่ามีการลักลอบส่งสัญญานอินเตอร์เน็ตหรือไม่ และการบังคับใช้กฎหมายจะต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด มีบทลงโทษที่ชัดเจน

นายพีระพันธุ์ย้ำว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องมีการตรวจสอบและกวดขันอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในประเด็นการช่วยเหลือฝ่ายตรงข้าม "เราต้องถือว่า การส่งยุทธปัจจัยนับเป็นการช่วยเหลือข้าศึกศัตรูของประเทศ ถือเป็นความผิดร้ายแรงตามกฎหมายอาญา"

ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ พระองค์ทรงโพสต์รูปคู่ “แบมแบม” หลังเสด็จร่วมงานอีสปอร์ต สร้างความประทับใจแฟนคลับ

(15 ธ.ค. 68) ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ทรงโพสต์รูปพระองค์คู่กับศิลปินหนุ่มชื่อดัง 'แบมแบม GOT7' ผ่านอินสตาแกรมส่วนพระองค์ @nichax หลังเสด็จร่วมงาน PUBG United Festival 2025 ที่จัดขึ้น ณ รอยัล พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน ระหว่างวันที่ 12–14 ธันวาคม 2568

ในโพสต์ดังกล่าวพระองค์ทรงโพสท่าหัวใจที่แก้มและมินิฮาร์ตกับแบมแบม พร้อมเลือกใช้เพลง "WONDERING" ของแบมแบมประกอบ นอกจากนี้ยังทรงแทรกข้อความแคปชั่นว่า "PUBG United Festival 2025 #BamBam #ESport #ToBeNumberOne #Paragon #เพราะเราเป็นกำลังใจให้กัน #ไม่ว่างไม่ใช่ไม่สวย" ซึ่งสร้างความประทับใจแก่แฟนคลับและชาวเน็ตจนกลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์

การเสด็จร่วมงานครั้งนี้สะท้อนการสนับสนุนกิจกรรมเยาวชนที่สอดคล้องกับแนวทางโครงการ 'To Be Number One' ที่พระองค์ทรงยึดมั่นและส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง โดย PUBG United Festival 2025 ถือเป็นงานใหญ่ของวงการอีสปอร์ตที่รวมการแข่งขัน PUBG Global Championship และ PUBG Mobile Global Championship ภายใต้เทศกาลเดียวกัน

แฟน ๆ ต่างกล่าวชื่นชมความน่ารักและเป็นกันเองของทูลกระหม่อมหญิงและ 'แบมแบม' ผ่านโพสต์ที่เผยแพร่ออกไป ซึ่งสร้างบรรยากาศอบอุ่นและกระตุ้นความสนใจต่อกิจกรรมอีสปอร์ตในประเทศไทยอย่างมาก

ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตคนใหม่ สั่งสมประสบการณ์เมืองท่องเที่ยว-ชายฝั่งทั่วภาคใต้ พร้อมผสานหน่วยงาน-ประชาชน เพื่อยกระดับภูเก็ต เสริมเมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกให้อยู่ดี-ปลอดภัย

การโยกย้ายแต่งตั้งรองผู้ว่าราชการจังหวัดล็อตปลายปี 2568 ภายใต้คำสั่งกระทรวงมหาดไทย ทำให้ทีมบริหารจังหวัดสำคัญหลายแห่งขยับปรับตำแหน่งใหม่ หนึ่งในนั้นคือจังหวัดภูเก็ต ที่มีชื่อของนายธีระพงศ์ ช่วยชู ปลัดจังหวัดภูเก็ต ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ในวันแรกของการปฏิบัติหน้าที่ เขาได้เข้าสักการะพระพุทธธำรงมิ่งเมืองและศาลตายาย ณ ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต (หลังใหม่) เพื่อความเป็นสิริมงคล ก่อนเข้าห้องทำงานรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่ามกลางการต้อนรับจากข้าราชการและเจ้าหน้าที่จังหวัดภูเก็ตอย่างเป็นทางการ

นายธีระพงศ์ ช่วยชู เป็นคนตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เติบโตจากเมืองชายฝั่งภาคใต้ ก่อนก้าวเข้าสู่เส้นทางราชการในสายงานปกครอง เขาสั่งสมประสบการณ์จากพื้นที่หลากหลาย ทั้งในฐานะนายอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จากนั้นจึงก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัดภูเก็ต ก่อนจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดในที่สุด เส้นทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเขาคุ้นเคยทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะชื่อดัง เมืองชายฝั่งที่เผชิญภัยธรรมชาติ และเมืองศูนย์กลางท่องเที่ยวทางทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ตเป็นอย่างดี 

ในช่วงที่ปฏิบัติหน้าที่นายอำเภอเกาะสมุย มีการรายงานข่าวว่าเขามีบทบาทสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและการจัดการโควิด-19 ให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว จนเกาะสมุยกลับมามีนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อย้ายมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอปากพนัง เขาเดินหน้าทำงานเชิงรุกทั้งด้านการแก้ปัญหาชุมชนและการดูแลทรัพยากรชายฝั่ง ที่เด่นชัดคือการสั่งรื้อถอนเครื่องมือประมงผิดกฎหมายประเภท “ไซตัวหนอน” หรือ “ไอ้โง่” กลางทะเล 155 ตัว เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลและส่งเรื่องให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ถือเป็นภาพของผู้นำท้องถิ่นที่ให้ความสำคัญกับทั้งปากท้องชาวประมงและการอนุรักษ์ทะเลควบคู่กันไป 
.
เมื่อย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต เขาต้องเผชิญโจทย์ใหม่ในเมืองท่องเที่ยวกลางคืนอย่างหาดป่าตอง ทั้งในมิติการกระตุ้นเศรษฐกิจและการดูแลความเรียบร้อย อำเภอกะทู้ได้จัดเวทีประชาพิจารณ์และรับฟังความคิดเห็นเรื่องการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงในพื้นที่หาดป่าตองถึงตี 4 โดยมีนายธีระพงศ์เป็นประธาน และมีการวางมาตรการควบคู่ ทั้งการจัดโซนนิ่งสถานบันเทิง การเน้นตรวจบัตรประชาชนตัวจริงและแอปพลิเคชันยืนยันตัวตน การใช้กล้องและระบบเทคโนโลยีช่วยดูแลความปลอดภัย ตลอดจนการประเมินผลด้านสิ่งแวดล้อมและขยะจากการท่องเที่ยวในพื้นที่ เพื่อให้เมืองท่องเที่ยวเติบโตบนฐานความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ 

บทบาทในฐานะปลัดจังหวัดภูเก็ต ยังสะท้อนมุมมองการพัฒนาที่เชื่อมโยง “ท่องเที่ยว-สิ่งแวดล้อม-สุขภาพประชาชน” เขาเป็นประธานเปิดการประชุมและเปิดตัวโครงการจัดการขยะอาหาร (Food Waste) ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “ลด Food Waste @Phuket กินเกลี้ยง เลี่ยงโลกร้อน” ที่มุ่งจัดการปริมาณขยะจากเศษอาหารในเมืองท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก และส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการลดก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังเป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เร่งรัดมาตรการยุติปัญหาเอดส์ ระดับจังหวัดภูเก็ต (Provincial Model)” ซึ่งเชื่อมหน่วยงานสาธารณสุข ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนงานด้านสุขภาพในจังหวัดอย่างบูรณาการ 

การก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตของนายธีระพงศ์ ช่วยชู จึงไม่ใช่เพียงการเลื่อนตำแหน่งในสายราชการ แต่คือการดึง “คนทำงานภาคสนาม” ที่เข้าใจทั้งเมืองท่องเที่ยวเกาะสมุย เมืองชายฝั่งปากพนัง และเมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างภูเก็ต ให้มาดูแลภาพใหญ่ของจังหวัดอย่างมียุทธศาสตร์ ประสบการณ์ด้านการบริหารเมืองท่องเที่ยว การจัดการภัยพิบัติและทรัพยากรทะเล การควบคุมกิจการสถานบันเทิง และการผลักดันโครงการด้านสิ่งแวดล้อม-สุขภาพ ทำให้คาดหวังได้ว่าเขาจะช่วยขับเคลื่อนภูเก็ตบนสมดุลของเศรษฐกิจการท่องเที่ยว คุณภาพชีวิตคนเมือง ความปลอดภัย และสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน โดยมีฐานคิดมาจากการเห็นทั้ง “หน้างานจริง” และ “ภาพรวมระดับจังหวัด” ในเวลาเดียวกัน

 

‘ชูวิทย์’ โต้ ‘ธนาธร’ หาก ‘พิธา’ เป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะยิ่งบานปลาย ไทยคงเสียดินแดนให้กัมพูชา

เมื่อวันที่14 ธันวาคม 2568) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตหัวหน้าพรรครักประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ...

“หากพิธาเป็นนายกฯ วันนั้น สถานการณ์ชายแดนจะไม่มาถึงจุดนี้”
 

นี่คือสิ่งที่คุณธนาธรเข้าใจผิดอย่างมาก

หากคุณพิธาเป็นนายกฯ ในวันนั้น

นอกจากสงครามจะยังเกิดเหมือนเดิมแล้ว สถานการณ์จะบานปลายยิ่งกว่าเก่า

ไทยจะเสียดินแดนให้กับ “จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน”

ทำไมผมกล่าวเช่นนั้น ลองฟังเหตุผล

เทียบกันระหว่าง พิธา กับ ฮุนเซน ปอนด์ต่อปอนด์ เหมือนเอามวยรุ่นไลท์เวท ไปขึ้นเวทีชกกับรุ่นเฮฟวีเวท

ไม่ใช่คุณพิธาไม่เก่ง แต่องค์ความรู้ ประสบการณ์ห่างชั้นมาก

จิ้งจอกเฒ่าฮุนเซน อยู่ในสนามรบตั้งแต่คุณพิธายังไม่ได้ตั้งไข่

ฮุนเซนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศตั้งแต่อายุ 27 ปี

ไม่ยึดถืออุดมการณ์สุดโต่งแบบคุณธนาธร คุณพิธา คุณเท้ง แห่งพรรคประชาชน

ฮุนเซนเติบโตเป็นนักการเมืองสายปฏิบัติ ยอมเจรจาปรับตัวต่อรอง

เป็นนักรบจนเสียตาไป 1 ข้าง ผ่านประสบการณ์หลากหลายเจียนอยู่เจียนตาย

จนต้องไปพึ่งเวียดนามเพื่อให้ได้ชัยชนะ

ฮุนเซนเป็น “สายปฏิบัติ“ ไม่ใช่ “สายอุดมคติ” อย่างพรรคประชาชน

พรรคประชาชนเป็นการเมืองแบบที่ไม่ปรับตัว ยึดถือความคิดตัวเอง ตรงๆ ทื่อๆ ไม่รู้จักชั้นเชิงการเมือง

เล่นเกมการเมืองในประเทศที่ไม่มีใครเล่นด้วย แต่เป็นเกมที่ต้องเล่น ทำให้พรรคประชาชนโดดเดี่ยวไม่มีใครเอาด้วย

พรรคประชาชนต้องรู้จักระบบการเมืองไทยให้ดี และต้องใช้เวลาในการเปลี่ยนแปลง

ไม่สามารถพลิกฟ้าด้วยฝ่ามือ

แม้เข้าใจแนวทางอุดมการณ์ของพรรค แต่เมื่อเกมการเมืองมีคู่แข่งขันที่พลิกแพลงมาก มีประสบการณ์ เจนจัดกับระบบ

การที่พรรคประชาชนจะยึดถือความตรงไปตรงมา เป็นสิ่งดีที่จะใช้กับประชาชน

แต่กับระบบการเมืองไม่สามารถตอบโจทย์ได้

หากขาดความแหลมคม เล่ห์เหลี่ยมที่จำเป็นต้องใช้ในการเจรจาต่อรอง

ยิ่งเป็นช่วงสงครามถูกรุกรานอธิปไตย ต้องแสดงท่าทีแข็งกร้าว

ปกป้องดินแดน ยึดพื้นที่ให้ได้มาก การเจรจาถึงจะได้เปรียบ

ไม่ได้หิวสงคราม เพราะไทยไม่ได้ก่อ แต่เหตุมาจากฮุนเซนเสียผลประโยชน์ในเรื่อง “สแกมเมอร์”

มันไม่ใช่การค้าที่ตรงไปตรงมา จะได้ “วินวินกันทั้งสองฝ่าย“

แต่ต้อง “เราวินเพื่อสั่งสอนจิ้งจอกเฒ่าสารพัดพิษฮุนเซนรู้ว่าไทยทันเกมของฮุนเซน“

การเป็นผู้นำประเทศได้จึงต้องมากประสบการณ์ รู้จักทั้งบุ๋นและบู๊ รู้จักระบบ รู้จักใช้คนเข้ากับสถานการณ์

ยังมีเหตุผลอื่นๆ อีกมาก ที่หากคุณพิธาเป็นนายกฯ สถานการณ์จะไม่ใช่ที่คุณธนาธรบอกว่า

“จะไม่มาถึงจุดนี้เด็ดขาด”

แต่กลับจะเลยจุดออกทะเลไปไกล เพราะความด้อยประสบการณ์ทางการเมือง

แม้แต่เวทีในประเทศยังยอมถูกหลอก

หากเป็นเวทีระหว่างประเทศแม้จะพูดภาษาอังกฤษเก่ง

แต่ในเวทีโลกภาษาไม่ได้เกี่ยวข้อง มันอยู่ที่กึ๋น หรือประสบการณ์มากกว่า

นี่คือสิ่งที่คุณพิธา หรือพรรคประชาชนไม่มีเอาเสียเลย

หากจะเรียกว่าเป็น “ละอ่อนทางการเมือง“ ก็ว่าได้

จากการพลาดแล้วพลาดอีกตั้งแต่ต้นจัดตั้งรัฐบาลยันยุบสภา

ต้องตอบว่าเพราะอะไรที่พรรคประชาชน ที่ได้คะแนนเสียงมากสุดเป็นอันดับหนึ่ง ถึงไม่ได้เป็นแกนนำรัฐบาล กลับถูกเบี้ยวแล้วเบี้ยวอีก

แม้โอกาสมาอยู่ต่อหน้า แต่ด้วยความซื่อไปเชื่อใจคุณอนุทินที่มีคนกำกับการแสดงบงการอยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญคือความดื้อรั้น มั่นใจในตัวเอง ที่มีมากเกินไปจนไม่ฟังใคร

ตามสไตล์คนรุ่นใหม่ไฟแรงอย่างพรรคประชาชนของคุณธนาธร จะทำให้พังตั้งแต่ต้นยันจบ

คุณธนาธรคงจำในสิ่งที่พูดเองเมื่อไม่นานนี้กรณี “เขากระโดง” และ “ฮั้ว ส.ว.” ได้ดี

หรือกระทั่งตอนโหวตให้คุณอนุทินเป็นนายกฯ แล้วหวังจะให้พรรคภูมิใจไทยแก้รัฐธรรมนูญให้ภายใน 4 เดือน

แล้วป่านนี้มันได้เป็นอย่างที่คุณธนาธรพูดเอาไว้ไหม?

ทั้งที่ใครต่อใครก็เตือนไว้ว่า ไม่มีใครทำการเมืองแบบนี้

แต่คุณวิโรจน์ยืนยันเองว่า “ทำการเมืองแบบซื่อ ๆ ตรงไปตรงมา”

แล้วคุณอนุทินเขาตรงๆ ซื่อ ๆ กับพรรคประชาชนหรือไม่?

อย่างน้อยประสบการณ์อย่างนี้ ได้สอนอะไรให้พรรคประชาชนได้บ้าง

ผมมิได้มีเจตนาจะดูถูก ลิดรอนสิทธิ ความคิด ความเชื่อมั่น ของพรรคประชาชนแต่อย่างใด

เพียงแต่ความคิดของผู้นำจิตวิญญาณอย่างคุณธนาธร มิได้มีผลดีใดๆ กับประเทศชาติ ประชาชน

จึงจำเป็นต้องกระตุกไม่ให้เสียนิสัย

แม้อุตส่าห์จัดอีเว้นท์ขอโทษประชาชนที่ทำผิดพลาด

แต่ยังวาดฝันขอได้เกิน 250 ส.ส. เป็นพรรคเดี่ยวเพื่อจัดตั้งรัฐบาลอีก

คิดแบบนี้นี่ไงถึงต้องทำความเข้าใจกันใหม่ว่า

“ไม่ใช่ขอโทษ แต่กลับขอโอกาสเพิ่มมากขึ้นอีก”

ที่ขอโทษก็ไม่ทราบว่าขอโทษที่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ

หรือขอโทษที่ไปหลงเชื่อคารมคมหอกของพรรคภูมิใจไทย?

เมื่อทำพลาด ประชาชนให้ส้มไปมากในคราวเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เกินที่พรรคประชาชนจะคาดหวัง

ยังเขวี้ยงส้มตกพื้น

แล้วครั้งนี้จะยังมาขอส้มเพิ่มมากกว่าเดิมอีก

ผู้ใหญ่จะเรียกเด็กอย่างนี้ว่า “เด็กเสียนิสัย” ครับ

 

โดรน FPV สู่สมรภูมิไทย-กัมพูชา! 'โดรนกามิกาเซ่' ถูกใช้โจมตีทหารไทย เลียนแบบโมเดลยูเครนใช้ต่อกรรัสเซีย กับคำถามใครถ่ายทอดให้ในเวลาอันสั้น?

ชำแหละ เทคนิคโดรนกามิกาเซ่ เขมรเรียนมาจากใคร

กลับมาสู่สงครามไทย-กัมพูชาที่เปิดฉากขึ้นอีกครั้ง  ในครั้งนี้เราจะเห็นได้ว่านอกจากเครื่องยิงจรวดที่ฝั่งกัมพูชาขนมาใช้แล้วยังมีโดรนกามิกาเซ่ หรือ ในวงการเรียกกันว่า โดรนมุมมองบุคคลที่ 1 หรือ โดรน FPV ที่ย่อมาจาก First-Person View Drone นั่นเอง 

ประวัติของโดรน FPV นั้นเกิดมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกองทัพเรือสหรัฐอเมริกาใช้อากาศยานไร้คนขับแบบพุ่งชนที่ใช้ระบบภาพและควบคุมระยะไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์ โดยใช้อากาศยานนี้พุ่งชนเป้าหมาย หน่วยที่ใช้คือ หน่วย Special Task Air Group One (STAG-1) ของกองทัพเรือสหรัฐ ซึ่งได้ปฏิบัติภารกิจด้วย TDR-1 จากฐานบินที่ Banika Field และพื้นที่ Russell Islands ในหมู่เกาะโซโลมอน  และจากเกาะกรีน  เพื่อโจมตีเป้าหมายของญี่ปุ่นในช่วง เดือนกันยายน–ตุลาคม 1944  ซึ่งนี่เองเป็นเครื่องต้นแบบและถูกพัฒนามาเป็นโดรน FPV ในที่สุด 

ส่วนในปัจจุบันสงครามที่มีการใช้โดรน FPV คือสงครามยูเครน-รัสเซียนั่นเอง  แต่การใช้โดรนของทั้งสองฝ่ายมีความแตกต่างกัน โดยเอย่าจะอธิบายว่า ฝ่ายรัสเซียเลือกใช้โดรนโจมตีป้อมค่ายเพื่อเปิดแนวรบให้ทหารราบหรือใช้ป้องกันแนวตั้งรับเพื่อจำกัดขอบเขตการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม ในขณะที่ฝ่ายยูเครนมีการใช้โดรน FPV มากกว่าในการสอดแนมและโจมตีเป็นหลัก โดยจะเน้นโจมตีไปยังโจมตียานพาหนะและอุปกรณ์ฝ่ายรัสเซีย 

หันกลับมาดูสงครามไทย-กัมพูชาบ้าง  ปัจจุบันไม่มีหลักฐานยืนยันว่ากองทัพไทยได้นำโดรน FPV แบบพุ่งชนไปใช้โจมตีฝ่ายกัมพูชา ในสถานการณ์ปะทะชายแดนซึ่งต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่มีหลักฐานว่ามีการใช้โดรน FPV ซึ่งใช้โจมตีแบบเดียวกับโมเดลของกองกำลังยูเครนใช้ในการปะทะกับฝ่ายรัสเซียและโดรน FPV นี่เองที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เหล่าทหารกล้าของไทย  คำถามคือใครเป็นคนถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ให้แก่ กัมพูชาในระยะเวลาอันสั้นแบบนี้

อีกเรื่องคืออยู่ดีๆไทยก็ไปยึดอาวุธที่มาจากจีนได้แบบเหมือนทิ้งให้เรายึดแบบง่ายๆ คำถามคือ ถ้าฐานนั้นมีอาวุธรุ่นล่าสุดขนาดนี้ทำไมกองทัพกัมพูชาไม่ใช้ตอบโต้กับไทย แต่กับทิ้งฐานพร้อมอาวุธเหล่านี้ให้ไทยยึดเอาง่ายๆ  กูรูสงครามที่เอย่าไปพบมีความเห็นน่าสนใจว่า

1. กองทัพกัมพูชาได้อาวุธนี้จากฝ่ายไหน ถ้าได้จากจีนจริง  จีนต้องถ่ายทอดเทคโนโลยีการใช้งานให้ ไม่ใช่ซื้อมาทิ้งแบบนี้

2. ข่าวนี้ออกมาเพื่อเบี่ยงประเด็นเรื่องคนขับโดรนที่โดนระบุว่าเป็นพวกหัวทองขับโดรนจู่โจม ซึ่งสาวไปสาวมาจะพบว่าเป็นพวกหัวทองเดียวกันกับที่สอนกองทัพกะเหรี่ยงใช้โดรนจู่โจมกองทัพเมียนมาจนแตกพ่าย

3. การป้ายสีครั้งนี้เพื่อพยายามจะดิสเครดิตจีนในสายตาของฝ่ายไทยหรือเปล่า แต่คงลืมไปว่ามีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่มองออกถึงการจัดฉากครั้งนี้ว่าอาวุธมันใหม่เสียจนเหมือนเอามาตั้งไว้เพื่อให้จับมากกว่าเอามาใช้งานเพราะอาวุธที่จับได้ทั้งหมดไม่มีการใช้งานแต่อย่างใด

สุดท้ายคงต้องถามกองทัพไทยว่ามองออกหรือยังว่าใครคือ "มหามิตร" หรือ "หมามิตร"


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top