Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

กลับมาทวงบัลลังก์ เฉือนเดือดก่อนปิดขาด พลิกแซงชนะศุภนิดาถึง 2-0 เกม ผงาดเหรียญทองซีเกมส์ครั้งแรก

(15 ธ.ค. 68) การแข่งขันแบดมินตันในซีเกมส์ 2025 รอบสุดท้ายที่ยิมเนเซียม 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ได้บทสรุปในประเภทหญิงเดี่ยวเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 โดย "เมย์" รัชนก อินทนนท์ มืออันดับ 8 โลก ชนะ "เม" ศุภนิดา เกตุทอง มืออันดับ 12 โลก 2-0 เกม 21-19 และ 21-7 คว้าเหรียญทองได้เป็นครั้งแรกในชีวิต

เกมแรกเริ่มด้วยการที่ศุภนิดานำห่าง 11-2 แต่รัชนกงัดเกมเก๋า ไล่ตามเก็บแต้มก่อนจะแซงขึ้นนำในช่วงท้ายเกมด้วยความนิ่งและความมั่นใจ ขณะที่เกมที่สองเธอสามารถคุมจังหวะเกมได้ดีและชนะขาด 21-7 ปิดเกม 2-0 อย่างเหนือชั้น

หลังชนะการแข่งขัน รัชนกโพสต์ใน X ว่า "นี่คือการปลดล็อกครั้งสำคัญ" และนับเป็นเหรียญทองประเภทบุคคลซีเกมส์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์อาชีพ เธอเคยได้เหรียญเงินและทองแดงในซีเกมส์ก่อนหน้านี้

นอกจากนี้ ทัพแบดมินตันไทยยังสามารถกวาดเหรียญทองรวม 3 เหรียญ จากทีมหญิง คู่ผสม และหญิงเดี่ยว รวมถึงเหรียญเงิน 2 เหรียญ และเหรียญทองแดง 1 เหรียญ ซึ่งเป็นความสำเร็จยิ่งใหญ่ของเจ้าภาพ ซีเกมส์ 2025

พิธีมอบเหรียญจัดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศแสดงความยินดีจากผู้ใหญ่ในวงการกีฬาและแฟนกีฬาไทย ถือเป็นการปิดฉากผลงานแบดมินตันที่สวยงามในซีเกมส์ครั้งนี้

 

‘สุริยะใส’ ชี้ ไทยกล้าพูด “ไม่” กับสหรัฐฯ ส่งสัญญาณจุดเปลี่ยนภูมิรัฐศาสตร์ไทย ท่าทีแข็งกร้าวคือการยกระดับสถานะ จากประเทศผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง

‘สุริยะใส’ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำไทยที่ไม่ยอมอ่อนข้อด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ มองเป็นการขยับสถานะประเทศจากผู้ตามสู่รัฐที่มีอำนาจต่อรอง ย้ำโลกหลายขั้วต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติ ไม่ใช่การเดินตามมหาอำนาจ

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 - รศ.ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊กว่า เมื่อไทยกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจ: จุดเปลี่ยนของภูมิรัฐศาสตร์ไทยในโลกหลายขั้ว

ท่าทีแข็งกร้าวของผู้นำการเมืองไทยในครั้งนี้ โดยเฉพาะการไม่ยอมคลี่คลายเงื่อนไขด้านความมั่นคงตามแรงกดดันจากสหรัฐฯ คือการท้าทายสมมติฐานเดิมที่สังคมไทยจำนวนไม่น้อยคุ้นชิน นั่นคือไทยควร “เดินตาม” มหาอำนาจตะวันตกเพื่อแลกกับความมั่นคง ความคิดแบบ pro-US ที่เชื่อว่าการยืนข้างสหรัฐฯ โดยอัตโนมัติคือคำตอบ อาจไม่สอดคล้องกับโลก geopolitics ที่กำลังแตกตัวเป็นหลายขั้ว และแข่งขันกันอย่างซับซ้อนมากขึ้น

ในโลกปัจจุบัน ความสัมพันธ์กับมหาอำนาจไม่ใช่เรื่องของความจงรักภักดี แต่คือเรื่องของอำนาจต่อรองและผลประโยชน์แห่งรัฐ การที่ไทยยืนยันจะไม่หยุดยิงจนกว่าจะมั่นใจในความปลอดภัยของตนเอง จึงเป็นการประกาศอย่างชัดว่าไทยไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกลดทอนเป็นเพียงเครื่องมือในยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของใครก็ตาม ไม่ว่าสหรัฐฯ จะนิยามสถานการณ์นั้นว่าอย่างไร

สาย pro-US มักมองว่าความแข็งกร้าวเช่นนี้จะทำให้ไทย “เสียเพื่อน” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ ประเทศที่ไม่มีจุดยืนชัดเจนต่างหากที่ไม่มีใครให้ความสำคัญ มหาอำนาจไม่ได้เคารพรัฐที่เชื่อฟังเสมอไป หากแต่เคารพรัฐที่รู้ว่าตนเองต้องการอะไร และพร้อมปกป้องเส้นแดงของตนเองอย่างมีเหตุผล ความแข็งกร้าวครั้งนี้จึงไม่ได้ลดคุณค่าของพันธมิตร แต่กลับยกระดับสถานะของไทยจากผู้ตามไปสู่ผู้ที่ต้องถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจ

ที่สำคัญ สงครามยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินกันด้วยกระสุนเพียงอย่างเดียว แต่ตัดสินกันด้วยการกำหนดกรอบความชอบธรรม หากไทยยอมอ่อนข้อภายใต้แรงกดดันจากสหรัฐฯ ในจังหวะที่ภัยคุกคามยังไม่หมดไป นั่นจะกลายเป็นบรรทัดฐานว่าไทยพร้อมปรับความมั่นคงของตนเพื่อรักษาภาพลักษณ์ในสายตาพันธมิตร ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในระยะยาวสำหรับรัฐขนาดกลางอย่างไทย

ท้ายที่สุด การที่ผู้นำการเมืองไทยกล้าแสดงความแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ อย่างเป็นรูปธรรม อาจทำให้สาย pro-US ไม่สบายใจในวันนี้ แต่ในโลกที่ geopolitics กำลังรุนแรงขึ้น การยืนหยัดเช่นนี้คือการวางตำแหน่งใหม่ของไทยในฐานะรัฐที่มี strategic autonomy ไม่ตกเป็นเครื่องมือของขั้วใดขั้วหนึ่ง และไม่ยอมให้ความมั่นคงของชาติถูกต่อรองแทน 

หากไทยจะอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรีในสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ การกล้าพูด “ไม่” กับมหาอำนาจในจังหวะที่เหมาะสม อาจไม่ใช่ความเสี่ยง แต่คือความจำเป็น...
 

กำหนดให้เป็น “วันชาสากล” ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา สหภาพแรงงานเรียกร้องความเป็นธรรม ชาไม่ใช่สินค้าแต่คือชีวิตชาวไร

(15 ธ.ค. 68) 15 ธันวาคมของทุกปี ถูกกำหนดให้เป็น "วันชาสากล" ฉบับดั้งเดิมของประเทศผู้ปลูกชาและแรงงานไร่ชา เพื่อสื่อสารถึงคุณค่าและความสำคัญของใบชาในมิติประวัติศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ จากภูเขาไร่ชา สู่ถ้วยชาในมือผู้บริโภคทั่วโลก

จุดเริ่มต้นของวันชานี้มาจากกลุ่มสหภาพแรงงานชาในเอเชียใต้และแอฟริกา ที่ร่วมกันเรียกร้องความเป็นธรรมทางราคาชาและสวัสดิการแรงงานไร่ชา ผ่านเวที World Social Forum และจัดกิจกรรม International Tea Day ครั้งแรกในปี 2005 ที่อินเดีย พร้อมด้วยประเทศผู้ปลูกชาอื่นๆ ที่สานต่อความสำคัญของวันชานี้ ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่เพื่อให้คนทั่วโลกตั้งคำถามว่า "ชาแก้วนี้...แฟร์กับคนต้นทางแล้วหรือยัง?"

ถึงแม้สหประชาชาติจะรับรองวันชานานาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 21 พฤษภาคม เน้นเรื่องลดความยากจนและพัฒนาอย่างยั่งยืน แต่วันที่ 15 ธันวาคมยังคงเป็นวันสำคัญที่เชื่อมโยงกับแรงงานและเกษตรกรที่เป็นหัวใจของอุตสาหกรรมชาทั่วโลก

ใบชา หรือ Camellia sinensis ที่มีประวัติยาวนานหลายพันปี เป็นทั้งเครื่องดื่มและยาที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมสมองให้โฟกัส โดยชาแต่ละชนิดมีวิธีการแปรรูปแตกต่างกัน เช่น ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ที่ต่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

15 ธันวาคม จึงเป็นวันที่สะท้อนความหมายลึกซึ้งและเชื่อมโยงการดื่มชากับประวัติศาสตร์ ความเป็นธรรม และสุขภาพ ที่ต้องการให้ผู้บริโภคใส่ใจทั้งรสชาติและผู้ปลูกชาอย่างแท้จริง

 

THE STATES TIMES จัดงานใหญ่เมื่อครั้งครบรอบ 4 ปี ดึงบิ๊กเนมร่วมเสวนา "Thailand Outlook" ตอกย้ำการยอมรับสู่สื่อที่มีอิทธิพลทางความคิด

ย้อนกลับไปเมื่อในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2567 THE STATES TIMES ได้จัดงานเสวนาครั้งสำคัญในโอกาสครบรอบ 4 ปี ภายใต้ชื่อ "Thailand Outlook: From Global Disruption to Thailand Transformations" งานดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการเฉลิมฉลองเท่านั้น แต่เป็นการยกระดับสำนักข่าวให้เป็น ผู้จัดเวทีแห่งชาติ (National Convener) ที่สามารถรวบรวมบุคคลสำคัญระดับประเทศ ทั้งผู้นำทางการเมือง ผู้บริหารระดับสูง และนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและกำหนดทิศทางของประเทศ

การจัดงานเสวนาขนาดใหญ่และมีการเชิญบุคคลระดับรองนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (ตำแหน่งในขณะนั้น) รวมทั้งผู้นำภาคธุรกิจเข้าร่วมปาฐกถา ถือเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ชัดเจนถึง สถานะทางการเมืองและเศรษฐกิจ ของสำนักข่าว การจัดงานนี้แสดงให้เห็นว่า THE STATES TIMES ได้รับการยอมรับจากชนชั้นนำว่าเป็นสื่อที่มีความน่าเชื่อถือและมีบทบาทสำคัญในการสร้างสรรค์และเผยแพร่ความคิดเห็นที่ส่งผลต่อการตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศ

ในมิติของแบรนด์ งาน "Thailand Outlook" เป็นการรวมพลังของเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและพันธมิตรที่สำนักข่าวได้สร้างสมมาตลอด 4 ปี การดึงดูดสปอนเซอร์และผู้เข้าร่วมงานระดับสูงบ่งบอกถึง มูลค่าทางการตลาด (Market Value) ที่สูงของ THE STATES TIMES ซึ่งกลายเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับการสื่อสารทางการตลาดเชิงความคิด (Thought Leadership Marketing) การมีส่วนร่วมกับงานนี้ช่วยให้แบรนด์ต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงตนเองเข้ากับประเด็นเชิงยุทธศาสตร์และภาพลักษณ์ขององค์กรที่มีความรู้ความเข้าใจในทิศทางของประเทศ

ความสำเร็จของการจัดงานครบรอบ 4 ปีนี้เป็นบทสรุปของการเดินทางที่ยาวนาน ตั้งแต่การเริ่มต้นจากการเป็นสื่อออนไลน์เล็ก ๆ จนกระทั่งกลายมาเป็นสำนักข่าวที่มีความสามารถในการสร้างวาระแห่งชาติ (Agenda Setting) และได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วนในสังคม การจัดงานนี้จึงเป็นหมุดหมายที่ตอกย้ำว่า THE STATES TIMES ได้เปลี่ยนสถานะอย่างสมบูรณ์จาก "สื่อทางเลือก" สู่ "สื่อกระแสหลักที่มีอิทธิพลทางความคิด" ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยในยุคดิจิทัลต่อไป
 

ลมกรดวัย 19 ทำโลกตะลึง “บิว ภูริพล” กด 9.94 วิ. World Athletics ถูกบันทึกเป็นท็อป 5 U20 โลก ยกระดับกรีฑาไทยสู่เวทีโลก

(14 ธ.ค. 68) 19 ปี "บิว" ภูริพล บุญสอน นักวิ่งทีมชาติไทย สร้างประวัติการณ์วิ่ง 100 เมตรชายได้ต่ำกว่า 10 วินาทีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยทำเวลา 9.94 วินาทีในรอบรองชนะเลิศ ซีเกมส์ 2025 ที่สนามศุภชลาศัย พร้อมคว้าเหรียญทองด้วยเวลา 9.99 วินาทีในรอบชิงฯ

"บิว" ได้รับการบันทึกโดย "World Athletics" ว่าเป็นนักวิ่งวัยไม่เกิน 20 ปีที่เร็วที่สุดอันดับ 5 ของโลกในระยะ 100 เมตร ซึ่งพัฒนาไปสู่มาตรฐานใหม่ของกรีฑาไทย โดยเวลาที่ทำได้ดีกว่าสถิติเดิมของซีเกมส์ซึ่งอยู่ที่ 10.17 วินาทีมาตั้งแต่ปี 2009 และยังเป็นเหรียญทอง 100 เมตรชายซีเกมส์ครั้งที่สองของเขาด้วย

"นี่ไม่ใช่แค่เหรียญทอง" บิวกล่าวผ่านสนามว่า "ความกดดันถูกปลดปล่อย" พร้อมทั้งเวลานี้ยังจัดอยู่ในกลุ่มเวลาที่ดีที่สุดของเอเชีย รองจากนักวิ่งชั้นนำอย่างซู ปิงเทียน และเฟมี โอกูโนเด

การทำลายกำแพง 10 วินาทีของ "บิว" สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับกรีฑาไทย จากการเป็นผู้ลุ้นเหรียญในอาเซียน สู่การมีนักวิ่งที่ถูกยอมรับในระดับโลก ทั้งยังส่งสัญญาณว่าการสนับสนุนจากแฟนกีฬาและบรรยากาศในสนามเป็นแรงผลักดันสำคัญ

การจับตาต่อไปคือความสม่ำเสมอของฝีเท้า "บิว" ในระดับนานาชาติ ที่จะเป็นบทพิสูจน์ว่าเขาจะก้าวขึ้นเป็นดาวรุ่งที่สำคัญของวงการกรีฑาโลกหรือไม่ แต่ที่แน่ชัดคือประเทศไทยมีนักวิ่ง 100 เมตร ต่ำกว่า 10 วินาที ตัวจริงแล้วในประวัติศาสตร์ใหม่ของวงการกีฬาไทย

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

โพลชี้ "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" พุ่งอันดับ 1 สะท้อนคนไทยไม่ปิดประตู พร้อมเปิดช่องว่างให้พรรคเล็กชิงใจคนไทย แต่ต้อง “จริงใจ ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม"

ผลโพลหลายชุดในช่วงปลายปี 2568 สะท้อนภาพที่น่าสนใจ คนจำนวนมากยังคง "ไม่เลือกใคร" โดยเฉพาะในภาคกลางที่มีผู้ตอบว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" สูงถึง 35.65% ขณะที่ภาคตะวันออกพุ่งถึง 39.75% ตัวเลขนี้สื่อความหมายสำคัญว่า สนามเลือกตั้งไม่ได้ถูกล็อกด้วย "ขั้วใหญ่" อย่างที่หลายคนคิด แต่กำลังเปิดช่องให้พรรคเล็กที่มีจุดยืนชัดเจนขึ้นมาเป็นตัวเลือกของคนที่เบื่อหน่ายการเมืองแบบเดิม ๆ

พรรคเล็กที่มีโอกาสชิงเสียง "ยังไม่เลือก"

พรรคไทยสร้างไทย วางแบรนด์ชัดเจนด้วยธง "การเมืองสุจริต" โดยชูประเด็นการต่อต้านคอร์รัปชันและกรอบคิดเรื่อง State Capture (การถูกยึดครองโดยกลุ่มทุน) จุดแข็งของพรรคคือการเอาความเบื่อหน่ายจากระบบเดิมมาแปลงเป็น "การเมืองที่ตรวจสอบได้" ซึ่งตรงกับความต้องการของคนที่ไม่เชื่อว่าจะมีนักการเมืองไม่โกงจริง

พรรคไทยก้าวใหม่ เปิดตัวด้วยแกนคิดที่ว่า "การศึกษาคือปากท้องและอนาคต" และชูนโยบายเรือธง "ธนู 4 ดอก" พรรคพยายามวางตัวเป็นพรรคมืออาชีพที่เน้นความรู้ ซึ่งเข้าถึงชนชั้นกลางและคนเมืองที่เบื่อการเมืองแบบทะเลาะกัน แต่ยังอยากเห็นการปฏิรูปที่จับต้องได้

พรรคไทยภักดี ชู "การเมืองสีขาว" พร้อมสร้างกองทัพผู้สมัครเพื่อแสดงความพร้อมลงสนามจริง จุดแข็งคือภาพจำที่ชัดในฐานะสายต่อต้านการเมืองโกงและต้องการยกเครื่องระบบ พร้อมทั้งสร้างโครงข่ายผู้สมัครให้เห็นเป็นรูปธรรม

พรรคเศรษฐกิจ เริ่มโผล่ในโพลบางชุด สร้างบทสนทนาว่าเป็นปรากฏการณ์พรรคเล็ก ด้วยการเล่นธีมเอาจริงเอาจังเรื่องการปราบคอร์รัปชันแบบชัดเจน ซึ่งอาจโดนใจคนที่สิ้นหวังกับระบบเดิม แม้จะเป็นดาบสองคมที่ต้องอธิบายให้สังคมเชื่อว่าทำได้จริงและไม่ละเมิดหลักนิติรัฐ

พรรครักชาติ เปิดตัวด้วยการชูภาพ "ไม่พึ่งกลุ่มทุน" และใช้สโลแกนแนวปลุกอารมณ์รักชาติที่สื่อสารได้เร็ว จุดแข็งคือความใหม่และเรื่องเล่าที่เหมาะกับการชิงกลุ่มคนที่เบื่อหน้าเดิมแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ทำไมกลุ่ม "ยังไม่เลือกใคร" คือโอกาสของพรรคเล็ก

ตัวเลข 35-40% ในบางภูมิภาคไม่ใช่คนที่ไม่สนใจการเมือง แต่มักเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพรรคใหญ่แก้ปัญหาได้จริง เบื่อหน่ายกับดีล การแตกหัก และการย้ายขั้ว รวมทั้งอยากได้ "ความชัดเจน" มากกว่า "การตลาดการเมือง"

สูตรสำเร็จสำหรับพรรคเล็ก

พรรคเล็กที่มีโอกาสชนะใจกลุ่มนี้ไม่ใช่พรรคที่เสียงดังที่สุด แต่คือพรรคที่ทำสามข้อนี้ได้

หนึ่ง ชัดเรื่องเดียวให้สุด เลือก 1-2 ประเด็นหลัก แล้วสื่อสารซ้ำจนคนจำได้และเชื่อว่าจริงใจ

สอง ประกาศเงื่อนไขร่วมรัฐบาลล่วงหน้า เพื่อกันภาพ "พรรคทางผ่านในดีล" และแสดงให้เห็นว่ามีหลักการไม่เอาเปรียบ

สาม ทำให้คนเชื่อว่า "ไม่โกง ไม่หลอก ไม่เล่นเกมเดิม" ด้วยทีมงานและผลงานที่ตรวจสอบได้จริง

โพลที่แสดงว่า "ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้" ขึ้นอันดับ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าคนไทยยังเปิดใจรอทางเลือกใหม่ หากพรรคเล็กอยากชนะพื้นที่นี้ ต้องเลิกคิดว่า "เราเล็กเลยทำอะไรไม่ได้" แต่ต้องคิดใหม่ว่า "เราเล็ก เลยต้องชัด และต้องจริง"

การขาย "ความหวังแบบไม่ขายฝัน" และการทำให้คนเชื่อว่า "คุณต่างจากเกมเดิมจริงๆ" คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนช่องว่างจากโพลให้กลายเป็นคะแนนเสียงจริงในวันเลือกตั้ง เพราะในที่สุดแล้ว คนไทยไม่ได้ไม่อยากเลือก แต่กำลังรอคนที่เหมาะสมให้เลือก

ย้อนรอยวิกฤตการเมืองไทยในอดีต เมื่อ "ยุบสภา" ถูกเสนอเป็นทางออก แต่ผู้มีอำนาจไม่ยอมกดปุ่ม บางครั้งจบด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ

ในระบอบรัฐสภา "การยุบสภา" คือปุ่มรีเซ็ตความชอบธรรมที่ตรงที่สุด โดยคืนอำนาจตัดสินใจให้ประชาชนอย่างรวดเร็ว เพื่อลดแรงปะทะบนถนนและตัดข้อครหาเรื่องรัฐบาลที่หมดสภาพทางการเมือง แต่ประวัติศาสตร์การเมืองไทยหลายช่วงสะท้อนภาพซ้ำๆ เมื่อวิกฤตปะทุและเสียงเรียกร้องให้ยุบสภาดังกระหึ่ม รัฐบาลจำนวนไม่น้อย "ไม่ยอมยุบ" แล้วประเทศจบที่ทางออกอื่น ไม่ว่าจะเป็นศาล รัฐประหาร การปราบปราม หรือการเปลี่ยนขั้วในสภา ซึ่งมักทิ้งบาดแผลยาวกว่า

พฤษภาทมิฬ 2535: เลือดออกก่อนยอมยุบ

วิกฤตปี 2535 เกิดจากการเมืองหลังเลือกตั้งที่นำไปสู่การตั้งนายกรัฐมนตรีที่สังคมจำนวนมากมองว่าขาดความชอบธรรม จนเกิดการชุมนุมใหญ่และการสลายการชุมนุมอย่างรุนแรงในเดือนพฤษภาคม สิ่งที่น่าสังเกตคือ "ทางออกแบบยุบสภา" ไม่ได้ถูกกดตั้งแต่แรก ความขัดแย้งลากไปจนเกิดความสูญเสีย ก่อนจะไปจบที่การตั้งรัฐบาลรักษาการและการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในเวลาต่อมา

บทเรียนชัดเจน เมื่อรัฐเลือก "ดื้อ" แทน "คืนอำนาจประชาชน" ต้นทุนที่จ่ายมักเป็นเลือด และสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการกลับไปหา "ความชอบธรรมจากการเลือกตั้ง" อยู่ดี

วิกฤต 2551: ศาลตัดสินแทนประชาชน

ปี 2551 การเมืองร้อนแรงจากแรงกดดันบนถนนและความขัดแย้งในสภา ข้อเสนอให้ยุบสภามีอยู่ในพื้นที่สาธารณะ แต่ประเทศไม่ได้เดินไปตามเส้นทาง "เลือกตั้งใหม่ให้ประชาชนตัดสิน" ปลายทางของวิกฤตกลับไปจบที่กลไกอื่น เช่น กระบวนการทางศาลและการยุบพรรค พร้อมการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ผ่านสมการเสียงในสภา ซึ่งแม้ถูกกฎหมาย แต่ทำให้ข้อถกเถียงเรื่องความชอบธรรมไม่หายไป เพียงเปลี่ยนรูปและสะสมแรงปะทุรอบใหม่

เม.ย.-พ.ค. 2553: ปฏิเสธยุบสภา จบด้วยเลือด

วิกฤตปี 2553 เป็นภาพชัดของการยื่น "ทางออกยุบสภา" แล้วไม่ถูกยอมรับ ความขัดแย้งยกระดับและจบลงด้วยการใช้กำลัง พร้อมความสูญเสียจำนวนมาก และรอยแผลทางสังคมที่ยืดเยื้อ การไม่ยุบสภาอาจทำให้รัฐบาล "อยู่ต่อ" ได้ในเชิงเวลา แต่ทำให้ประเทศ "จ่ายแพงกว่า" ทั้งต่อชีวิตคน ความไว้วางใจ และความชอบธรรมของสถาบันการเมือง

ม็อบเยาวชน 2563-2564: คุมด้วยกฎหมายและคดี

การชุมนุมระลอกปี 2563 เริ่มด้วยข้อเรียกร้องที่ชัด รวมถึง "ยุบสภา" เพื่อเปิดทางให้ระบบการเมืองรีเซ็ตผ่านการเลือกตั้ง แต่รัฐเลือกเดินเกมประคองอำนาจและคุมสถานการณ์ด้วยการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีเป็นหลัก ผลที่ตามมาคือ ทั้งรัฐและผู้ชุมนุมถูกดึงเข้าสู่สงครามความชอบธรรมระยะยาว รัฐอาจชนะพื้นที่บางวัน แต่เสียความไว้วางใจทีละนิด

เคสปี 2568: วนกลับมาที่ยุบสภาอยู่ดี

ภาพที่ชวนคิดคือ เมื่อการเมืองเข้าสู่จุดที่แรงกดดันสูง การยืนยัน "ไม่ลาออก ไม่ยุบสภา" อาจช่วยยื้อเวลา แต่หากแก่นปัญหาคือฉันทามติในสภาแตกและความชอบธรรมถูกท้าทายหนัก การเมืองมักวนกลับมาหาทางเลือกเดิม คือการคืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การ "ไม่ยุบ" อาจยื้อได้ แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหา หากเงื่อนไขของวิกฤตยังอยู่เหมือนเดิม

ไม่ยุบสภา = เปลี่ยนสนามรบ ไม่ได้หนีปัญหา

ประวัติศาสตร์ไทยบอกเราอย่างเจ็บปวดว่า เมื่อวิกฤตสุกงอมและมีข้อเสนอ "ยุบสภา" เป็นทางออก แต่รัฐเลือก "ไม่ยุบ" ปัญหาไม่ได้หายไป มันแค่ย้ายสนามจากถนนไปศาล จากศาลไปสมการอำนาจ จากสภาไปความรุนแรง หรือท้ายที่สุดก็วนกลับมาที่การยุบสภาในวันที่ต้นทุนแพงกว่าเดิม

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ยุบหรือไม่ยุบ" อย่างเดียว แต่คือ ยุบเมื่อไหร่จึงจะลดต้นทุนประเทศ และยื้อเมื่อไหร่จึงกลายเป็นการผลักประเทศไปสู่ทางตันที่แพงกว่า

บทเรียนซ้ำๆ ของไทยคือ การไม่ยุบสภาไม่ได้ทำให้ปัญหาหายไป แต่มักทำให้ "ต้นทุนประเทศ" แพงขึ้น ทั้งในรูปของชีวิตคน ความเชื่อมั่นทางการเมือง และความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมที่สะสมไปอีกนาน การเลือกทางออกที่เหมาะสมและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำการเมืองควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ไม่ใช่เพื่อการอยู่รอดทางการเมืองของตนเอง แต่เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนอย่างแท้จริง

สหรัฐฯ ควรรีบฟื้นสัมพันธ์กับรัสเซีย เพราะมีความสำคัญเชิงภูมิรัฐศาสตร์ คาดเห็นการเจรจาแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้น หวังร่วมมือเศรษฐกิจ ‘สหรัฐฯ–รัสเซีย’ ในอนาคต

(14 ธ.ค. 68) จอร์จ ปาปาโดปูลอส อดีตที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศของโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าสหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับรัสเซีย โดยชี้ว่ารัสเซียเป็นผู้เล่นสำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก และการเจรจาระหว่างสองประเทศจะมีความจำเป็นมากขึ้นในอนาคตเช่นเดียวกับที่สหรัฐฯ เคยผ่อนคลายท่าทีต่อซีเรีย

เขากล่าวว่า แนวโน้มการพบปะพูดคุยแบบตัวต่อตัวระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซียจะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ทั้งสองฝ่ายต้องร่วมกันจัดการเพื่อรักษาเสถียรภาพระหว่างประเทศ| ชีวประวัติและข้อเท็จจริง

รายงานระบุว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้พบกับสตีฟ วิตคอฟ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ และจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ โดยใช้เวลาหารือนานกว่า 5 ชั่วโมง ครอบคลุมข้อเสนอแผนสันติภาพยูเครน และโอกาสความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนาคตของทั้งสองประเทศ


ที่มา : Sputnik

IMF ปรับคาดการณ์การเติบโต ของ “เศรษฐกิจจีน” ขึ้น 5% ในปี 2025 สูงกว่าประมาณการเดิม 0.2 จุดเปอร์เซ็นต์ แสดงถึงความยืดหยุ่นโดดเด่น และนโยบายหนุน

(14 ธ.ค. 68) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจจีนในปี 2568 เป็น 5% เมื่อเทียบปีต่อปี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการคาดการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 0.2 จุด หลังจากคณะผู้แทนกองทุนฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีนเพื่อการปรึกษาหารือตามมาตรา 4 ประจำปี 2568

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า คณะผู้แทนกองทุนฯ นำโดยโซนาลี เชน-จันดรา หัวหน้าคณะ ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งและนครเซี่ยงไฮ้ระหว่างวันที่ 1-10 ธ.ค. และจัดการหารือเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเสี่ยง และพันธกิจทางนโยบาย ร่วมกับคณะเจ้าหน้าที่อาวุโสของรัฐบาลจีน ธนาคารประชาชนจีน ตัวแทนภาคเอกชน และนักวิชาการ

เชน-จันดรากล่าวว่า เศรษฐกิจจีนแสดงความยืดหยุ่นอย่างน่าทึ่ง แม้เผชิญภาวะผันผวนหลายครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการปรับตัวเลขคาดการณ์ประจำปี 2568 สะท้อนผลลัพธ์จากมาตรการกระตุ้นเชิงนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยคณะผู้แทนกองทุนฯ ยังปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ของจีนในปี 2569 เป็น 4.5% ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3 จุด

คณะผู้แทนกองทุนฯ ระบุว่า จีนได้กระตุ้นการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วยการบริโภค มีการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัว การผ่อนปรนทางการเงิน และการดำเนินการแบบมุ่งเป้าเพื่อสนับสนุนการบริโภคและภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยชุดนโยบายที่เข้มข้นยิ่งขึ้นจะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของจีน

ทั้งนี้ จีนตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตราว 5% ในปี 2568 โดยเศรษฐกิจจีนในช่วงสามไตรมาสแรก (มกราคม-กันยายน) ของปี 2568 ขยายตัว 5.2% เมื่อเทียบปีต่อปี


ที่มา : Xinhua

 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top