Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

‘ชายผ้าถุงแม่’ จากความเชื่อพื้นบ้านไทย สู่เครื่องยึดเหนี่ยวในสมรภูมิสู้รบจริง สะท้อนวัฒนธรรมความกตัญญูผ่านเศษผ้าผืนเล็ก เปี่ยมด้วยพลังเมตตาเพิ่มความอุ่นใจยามเผชิญวิกฤต

ความเชื่อเรื่อง "ชายผ้าถุงแม่" เป็นหนึ่งในคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านของคนไทยที่ยังคงมีอยู่ในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์เสี่ยงหรือภารกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง

ความหมายและที่มา

"ชายผ้าถุงแม่" หมายถึง เศษผ้าหรือชายผ้าที่ตัดมาจากผ้าถุงของแม่ ซึ่งบุคคลนำติดตัวไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ใส่ไว้ในกระเป๋า เย็บไว้ในหมวก เสื้อ หรือพกเป็นผืนเล็กๆ

ความเชื่อนี้มองว่าชายผ้าถุงแม่เป็น "ของมงคลจากแม่" ที่แทนความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิด ทำหน้าที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจ ให้รู้สึกอุ่นใจและมั่นคงเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงภัย

เหตุผลที่เชื่อว่าช่วยคุ้มครอง

คนไทยเชื่อว่า "ของจากแม่" มีพลังแห่งเมตตาและความบริสุทธิ์ใจ จึงช่วยให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตราย นอกจากนี้ ชายผ้าถุงแม่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู การพกติดตัวช่วยเตือนใจให้ทำดี มีสติ และยับยั้งชั่งใจในการตัดสินใจ

อีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ ผลทางจิตวิทยา การมีชายผ้าถุงแม่ติดตัวช่วยลดความกลัวและความกังวล ทำให้ใจนิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการตัดสินใจในภาวะกดดัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญความเสี่ยงสูง

โอกาสที่นิยมพก

ผู้คนมักจะพกชายผ้าถุงแม่ในโอกาสต่างๆ เช่น:

หนึ่ง เมื่อต้องไปพื้นที่เสี่ยงหรือปฏิบัติภารกิจอันตราย อาทิ การออกรบ ปฏิบัติการสนาม งานอาชีพเสี่ยง หรือการเดินทางไกล

สอง ช่วงเจ็บป่วยหรือเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอน เพื่อเสริมกำลังใจให้ตัวเองและครอบครัว

สาม บางคนพกร่วมกับของมงคลอื่นๆ เช่น พระเครื่อง เครื่องราง หรือผ้ายันต์ ตามความศรัทธาส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ควรทราบคือ การพกชายผ้าถุงแม่ไม่ใช่ข้อบังคับของกองทัพหรือศาสนา และไม่ใช่ทุกคนจะพก ขึ้นอยู่กับความเชื่อและความศรัทธาส่วนบุคคล

ความเชื่อนี้เป็นคติความเชื่อแบบพุทธ-พื้นบ้านมากกว่าหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือผลต่อ "ขวัญกำลังใจ" และสภาพจิตใจของผู้พก มากกว่าการป้องกันอันตรายทางกายภาพโดยตรง

สังคมควรมองด้วยความเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น และหลีกเลี่ยงการนำไปล้อเลียนหรือเหยียดหยาม เพราะความเชื่อแต่ละอย่างล้วนมีความหมายและคุณค่าทางจิตใจต่อผู้ที่ยึดถือ

ประวัติความเป็นมาของความเชื่อ

เมื่อพูดถึงต้นกำเนิดของความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่ ยังไม่มีเอกสารประวัติศาสตร์แบบเป็นทางการที่ระบุชัดเจนว่าเริ่มต้นในสมัยใดหรือรัชกาลใด เนื่องจากเป็นความเชื่อที่ถ่ายทอดกันปากต่อปากมากกว่าเป็นธรรมเนียมที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระบบ

มักมีการอธิบายกันว่าเป็นคติของคนไทยสมัยโบราณที่ใช้ของจากพ่อแม่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและคุ้มครองภัย ซึ่งสะท้อนถึงวัฒนธรรมความกตัญญูกตเวทีและความผูกพันระหว่างแม่ลูกในสังคมไทย

ในสื่อออนไลน์ พบการกล่าวถึงและอธิบายความเชื่อนี้อย่างน้อยตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2553 (2010) และถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 2560-2568 โดยเฉพาะในบริบทของทหารและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยง

ความเชื่อเรื่องชายผ้าถุงแม่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและความเชื่อพื้นบ้านไทยที่สะท้อนถึงความผูกพันระหว่างแม่ลูก และคุณค่าของความกตัญญู แม้ว่าจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ถึงพลังคุ้มครองทางกายภาพ แต่คุณค่าทางจิตใจที่ให้กำลังใจ ความมั่นใจ และความสงบในยามเผชิญภัยนั้นเป็นสิ่งที่จับต้องได้จริง

ความเชื่อนี้ยังคงมีบทบาทในสังคมไทยปัจจุบัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่ต้องเผชิญความเสี่ยงในการทำงานหรือชีวิต และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความรัก ความห่วงใย และคำอวยพรจากผู้ให้กำเนิดที่อยู่เคียงข้างเสมอ ไม่ว่าจะอยู่ห่างไกลเพียงใด ดังที่เห็นทหารแนวหน้าที่กำลังสู้รบอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่มีทหารจำนวนไม่น้อยยังคงนำชายผ้าถุงของแม่ เพื่อเป็นเครื่องรางยึดเหนี่ยวจิตใจในศึกสงครามครั้งนี้

ดังนั้น การเข้าใจและเคารพต่อความเชื่อของผู้อื่น รวมทั้งการไม่นำไปล้อเลียนหรือดูหมิ่น เป็นส่วนสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายทางความคิดและความเชื่อ

เทียบไหวพริบตอบคำถาม ‘ยศชนัน’ เทียบ ‘พิธา’ ยังต้องเร่งเครื่องทักษะการโต้ตอบฉับพลัน ย้ำผู้นำต้องแยก "สิ่งที่อยากพูด" กับ "สิ่งที่ต้องตอบ" เพื่อคุมเกมการเมือง

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ระบุว่า... 2 วันนี้ ดู การสัมภาษณ์ คุณยศนันท์ เยอะ คือ ส่วนหนึ่งดูเพราะตั้งใจ อีกส่วนหนึ่งมัน feed มาเอง เพราะน่าจะเริ่ม campaign ด้วย

สิ่งที่เห็นได้ชัด ของท่าน อจ. คือ ยังใหม่เรื่องการตอบคำถาม พอควร 

เราเรียก ไหวพริบ การโต้ตอบและการตอบ ฉับพลัน ก็ได้ 

อดเทียบกับคุณพิธาไม่ได้ เพราะโดย ภายนอก charisma คล้ายๆ กัน 

ของคุณยศนันท์ ปราศรัย ก็ใช้ได้ แต่ไม่หวือหวามากนัก ลากลงเรื่องที่ถนัด จะพูดได้ พอมาให้สัมภาษณ์ เจอคำถาม ฉุกเฉิน ใช้เวลาตอบสนองนาน ต้องคิด แบะ หลายครั้งตอบไม่ตรงและตอบลากไปเรื่อง ที่ท่านปราศรัยและมีข้อมูลในความถนัดตัวเอง แปลว่า ความกว้างของ ข้อมูล knowledge based ที่ท่านอาจจะมี ยังดึงมา ตอบและเชื่อมโยง ไม่ทัน 

เรื่อง “ไหวพริบการตอบ” เป็นทักษะที่ฝึกได้ ไม่ใช่พรสวรรค์ล้วน

การตอบคำถามฉับพลัน (on-the-spot response) ที่เห็นว่ามีช่องว่าง ต่างจากการปราศรัยอย่างมีนัยสำคัญ

ปราศรัย = prepared narrative, emotional arc, คุมเวที

สัมภาษณ์ = adversarial, time-pressure, framing battle

คนที่ “ใหม่สนามสัมภาษณ์” มักจะ
ใช้เวลาประมวลผลนาน
ดึงเรื่องที่ถนัดมาคุมเกม (defensive pivot)
ตอบ “ไม่ตรงคำถามแต่ตรงตัวตน” ยังได้ 

ไม่ใช่ข้อเสียเชิงคุณภาพ แต่เป็น “ช่องว่างเชิงทักษะ

แต่ ไม่ใช่ข้อเสียอะไร เพราะ เพิ่งเริ่ม อยู่ ๆ ถูกระดม ด้วยนักข่าวที่มีทักษะการถาม แบบเจาะประเด็นสูง แรกๆ ก็จะเสียทรงนิดหน่อย น่าจะใช้เวลาไม่มาก ต้องรอดู  แต่ท่านก็ตอบตรงไปตรงมาดี 

เมื่อเทียบกับคุณพิธา ไหวพริบการตอบ คุณพิธาดีกว่า 

ลักษณะเด่นที่พิธามี

response latency ต่ำ (คิด–ตอบเร็ว)
structure ชัด (1–2–3)
framing นำคำถาม ไม่ไหลตามนักข่าว
แยก “สิ่งที่อยากพูด” กับ “สิ่งที่ต้องตอบ” ได้

ทั้งหมดนี้คือ skillset ของ political communication มากกว่า 

ที่เห็นความต่างชัด ไม่ใช่เพราะฉลาดกว่า
แต่เพราะ ระบบการคิดกับการสื่อสารถูกฝึกมาเฉพาะทาง

ส่วน ภจท. ตอนนี้ กลายร่าง จะเป็น เพื่อไทย บวก บ้านใหญ่ ที่อื่น อยู่แล้ว ไป ๆ มาๆ เลือก ภจท. ได้เพื่อไทยเดิม 

ซึ่งในเชิงผู้เลือกตั้ง
คนที่อยากได้ทางเลือกใหม่จริง ๆ จะเริ่มรู้สึกว่ามันไม่ใช่ new option แล้ว

ดร. เอ้ ดูเงียบ ๆ  อยู่ตรงไหนหว่า 
พอดี อยากดู คนเก่งๆ มีความรู้ มาถกขายนโยบายกัน 

เชียร์ใคร ไม่เชียร์ใคร เรา ก็ลองสังเกต วิเคราะห์ กันนิดก็ดี 2-3 ปีเลือก ตั้งที 

- อจ สุรัตน์ 
ปล วิพากษ์ ตามความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้อ้างอะไรทั้งนั้น
 

ขุมกำลังแข็งแกร่ง!! เทียบแสนยานุภาพด้านอากาศยานระหว่างไทย-กัมพูชา

ขุมกำลังแข็งแกร่ง!! เทียบแสนยานุภาพด้านอากาศยานระหว่างไทย-กัมพูชา ศักยภาพกองทัพอากศไทยเหนือกว่าอยู่เท่าใดไปส่องกันเลย
 

มูลนิธิเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ส่งมอบความห่วงใยผู้ประสบภัย ‘วีระศักดิ์‘ นำทีมอัญเชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ชุด ผนึกเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชน-จิตอาสาลงพื้นที่ ตอกย้ำภารกิจบรรเทาทุกข์ยากลำบากของประชาชน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทาน 12,600 ถุง มอบแก่ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดสตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)

เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568 ณ อาคารศูนย์ราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ กรรมการและเลขาธิการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบถุงยังชีพพระราชทานแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี นายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายมูฮัมมัด ศานติภิมุข รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา นายกฤษณนันท์ กำไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ว่าที่ร้อยตรี จิรัสย์ ศิริวัลลภ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และนายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา 
พร้อมด้วยตัวแทนสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ (สนจ.) ตัวแทนเครือข่ายเตือนภัยพิบัติชุมชนเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ชายแดนใต้ ข้าราชการ จิตอาสา ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เข้าร่วมในพิธีฯ

เชิญถุงยังชีพพระราชทานถวายแด่คณะสงฆ์ จำนวน 630 ถุง และเชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่เลขาธิการ ศอ.บต. , ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล , รองผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา, รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส , รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เพื่อเป็นตัวแทนในการนำไปมอบให้กับผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งสิ้น 11,970 ถุง

วิเคราะห์ 3 วิกฤตซ้อน: โหมดเลือกตั้ง-ศึกชายแดน-ภัยพิบัติ ถึงเวลาที่ประชาชนต้องเลือกผู้นำจาก "ระบบบริหาร" ที่ยึดโยงข้อมูลและวินัย สร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้คนไทยทุก พาประเทศหลุดพ้นวงจรเดิม ไม่ใช่แค่แข่งกันพูดมันบนเวที

ประเทศไทยเหมือนคนที่เก่ง “ดับไฟ” แต่ไม่เคยยอม “เปลี่ยนสายไฟ” เกิดวิกฤต ทุกคนวิ่งช่วยกัน แถลงการณ์มา งบฉุกเฉินมา แต่พอไฟมอด เราก็กลับไปใช้ระบบเดิม แล้วรอไฟรอบใหม่
รอบนี้มันมาเป็นแพ็กเกจ 3 เด้ง:

• การเมืองเข้าสู่โหมดเลือกตั้งเร็ว
• ความตึงเครียดชายแดนและต้นทุนต่อเศรษฐกิจชายแดน
• ภัยพิบัติ/น้ำท่วมที่ฉุดรายได้เมืองท่องเที่ยวและฐานราก
คำถามคือ…เราจะเอาตัวรอดรอบนี้ แล้วกลับไปลูปเดิมอีกไหม?

1) ลูปการเมือง: เปลี่ยนรัฐบาล = เปลี่ยนการบ้านเป็นศูนย์
ทุกครั้งที่การเมืองเปลี่ยน สิ่งแรกที่หายไม่ใช่ “ปัญหา” แต่คือ “ความต่อเนื่องของการแก้ปัญหา” โครงการเดิมถูกพัก แผนเดิมถูกลืม คนทำงานระดับปฏิบัติถูกสั่งรีเซ็ต ประเทศเสียเวลาซ้ำซากกับคำเดิม ๆ อย่าง “จะศึกษา…จะตั้งคณะกรรมการ…จะบูรณาการ” แต่คำที่ไม่ค่อยเห็นคือ “นี่คือ KPI และนี่คือเส้นตาย”

2) ลูปความมั่นคง: เวลาศึกมา เราพูดเรื่องรักชาติ แต่ไม่พูดเรื่องต้นทุน
เวลาสถานการณ์ตึงเครียด สังคมพร้อมสนับสนุนการปกป้องประเทศ แต่สิ่งที่ต้องถามพร้อมกันคือ “ต้นทุน” และ “แผนจบ” เพราะถ้ารัฐทำได้แค่สื่อสารให้ฮึกเหิม แต่ทำไม่ได้เรื่องหยุดความสูญเสียและเยียวยาเศรษฐกิจ นั่นไม่ใช่ชัยชนะ—มันคือการยืดความเจ็บ

3) ลูปภัยพิบัติ: น้ำท่วมมาที เรารอ “หลังน้ำลด” ทุกที
น้ำท่วมไม่ได้แค่ทำให้บ้านเสียหาย แต่มันทำให้ “รายได้” ของคนจำนวนมากหายเป็นเดือน และทุกปีคำถามเดิมก็กลับมา: ระบบระบายน้ำ/ผังเมืองแก้ถึงไหน งบป้องกันอยู่ตรงไหนก่อนน้ำมา ทำไมเราต้องเริ่มจากบริจาคและถุงยังชีพก่อนเสมอ

4) ถ้าจะ “หลุดลูป” ต้องยอมทำ 3 เรื่องที่เจ็บ แต่จำเป็น
3 เรื่องที่ต้องทำให้ได้ ไม่งั้นก็กลับลูปเดิม:
1. ทำรัฐแบบวัดผลจริง: โครงการใหญ่ต้องมีตัวชี้วัดที่ประชาชนตรวจได้ ไม่ใช่ KPI สวยในเอกสาร
2. ยกเครื่องการจัดการภัยพิบัติ: จากช่วงหลังเกิดเหตุ เป็นลดความเสี่ยงล่วงหน้า (งบ ผังเมือง โครงสร้างพื้นฐาน ระบบเตือนภัย)
3. ทำเศรษฐกิจฐานรากให้มี “buffer”: กลไกเยียวยาเร็วและเงินสดสำรอง เพราะท่องเที่ยว/บริการพังที คนตัวเล็กไม่มีพื้นที่หายใจ

บทสรุป
ไทยไม่ได้แพ้เพราะไม่มีคนเก่ง ไทยแพ้เพราะไม่ยอมสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ความเก่งทำงานต่อเนื่องได้ ไม่ว่ารัฐบาลจะเปลี่ยนกี่ครั้ง ถ้าการเลือกตั้งรอบหน้าจะมีความหมาย คำถามที่ควรถามทุกพรรคไม่ใช่ “ใครพูดมันกว่า” แต่คือ “คุณจะทำให้ประเทศหลุดลูปเดิม ด้วยระบบอะไร—และประชาชนตรวจสอบได้ยังไง”
 

เปิดตัว Smart Solar Energy ติดตั้งโซลาร์กว่า 1 แสน ตร.ม. ในคลังสินค้าทุกแห่ง ชูจุดแข็งลดต้นทุนผู้เช่า 30% - เพิ่มรายได้ 15% หนุนไทยมุ่งสู่ Net Zero ปี 2050

SCX Corporation บริษัทในเครือ SC Asset เดินหน้าขยายพอร์ต Engine 2 ต่อยอดธุรกิจโลจิสติกส์และพลังงานสะอาด ภายใต้แนวคิด “The Way Forward” ยกระดับศักยภาพสู่การพัฒนา Green Industrial Property ทั้งเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และสร้างรายได้ประจำ เปิดตัวโซลูชัน “Smart Solar Energy Solutions” เดินเครื่องติดตั้งโซลาร์รวมกว่า 100,000 ตร.ม.ในคลังสินค้า SCX Logistics ทุกแห่ง ลดต้นทุนผู้เช่า-เพิ่มรายได้ธุรกิจ-ลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน สนับสนุนไทยสู่ Net Zero ชูจุดแข็งดึงผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานสะอาด “Vasticity Assets” เสริมการให้บริการแก่ลูกค้าในโครงการ เริ่มนำร่องแห่งแรก SCX Logistics บางนา กม.20

นายรชฎ นันทขว้าง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีเอ็กซ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ SCX Corporation เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมเดินหน้าต่อยอดธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ หรือ Engine 2 ของเครือเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น (SC Asset) ภายใต้วิสัยทัศน์ The Way Forward พัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ นำโซลูชันการให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์ เข้ามาเสริมแกร่งคลังสินค้า เพื่อให้เกิด “Smart Solar Energy Solutions” สร้าง Green Industrial Property ที่ช่วยลูกค้าลดต้นทุนพลังงาน พร้อมทั้งสอดคล้องกับมาตรฐานด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมสมัยใหม่

“ลูกค้าโลจิสติกส์ยุคนี้ไม่ได้มองหาเพียงคลังสินค้าและโรงงานอีกต่อไป แต่ต้องการโครงการที่ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอำนวยความสะดวก และต้นทุนพลังงานที่สามารถบริหารจัดการได้ โดยเฉพาะความต้องการพลังงานสีเขียวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การพัฒนาโซลูชั่น Solar Smart Warehouse จึงเป็นการวางยุทธศาสตร์ด้านพลังงานให้คลังสินค้าของ SCX Corporation เติบโตไปพร้อมกับมาตรฐาน ESG ของลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ” นายรชฎ กล่าว

สำหรับโซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะดำเนินการติดตั้ง Solar Rooftopในโครงการ SCX Logistics ทุกแห่ง คิดเป็นพื้นที่รวมกว่า 100,000 ตร.ม. สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากกว่า 20 เมกะวัตต์ชั่วโมง (MWh) หรือเทียบเท่าการผลิตไฟฟ้า 29,200,000 กิโลวัตต์ชั่วโมง (kWh) ต่อปี รวมถึงการติดตั้งระบบที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ประมาณ 20-30% ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 14,600 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) ต่อปี หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 1.62 ล้านต้น 

นายรชฎ กล่าวเพิ่มเติมว่า โซลูชัน Smart Solar Energy Solutions จะช่วยให้การดำเนินธุรกิจของ SCX Corporation เป็นไปอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างคุณค่าใน 3 มิติ ได้แก่ 1.People ช่วยให้ผู้เช่าอาคารเข้าถึงพลังงานสะอาดโดยไม่ต้องลงทุนเอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ของบริษัทข้ามชาติที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 2.Planet ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ สนับสนุนทิศทางประเทศที่เลื่อนเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) เร็วขึ้น เป็นปี 2050 พร้อมทั้งเสริมเป้าหมาย Green Logistics และ Green Industry ของกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรม และ 3.Profit ช่วยสร้างรายได้ใหม่ให้แก่บริษัทจากการขายพลังงานแสงอาทิตย์ภายใต้ Power Purchase Agreement (PPA) คิดเป็นประมาณ 10-15% จากรายได้ค่าเช่าอาคาร พร้อมทั้งตอกย้ำภาพของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงการ Green Industrial Property ของไทย โดยบริษัทได้ร่วมมือกับ Vasticity Assets ในฐานะ Strategic Partner ที่มีประสบการณ์ด้านพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี ESCO (Energy Service Company) มานานกว่า 10 ปี ให้เข้ามาช่วยดูแลการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย

นายธนวัฒน์ วงศ์นภาจันทร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาสทิซิตี้ แอสเซท จำกัด หรือ Vasticity Assets กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาพลังงานสะอาดมาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันพลังงานแสงอาทิตย์อาจยังถูกมองว่าเป็น “ทางเลือก” แต่บริษัทมองเห็นชัดเจนว่า พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบพลังงานในอนาคต ความร่วมมือกับ SCX ซึ่งมีวิสัยทัศน์ตรงกันในการผลักดัน Smart Solar Energy Solutions สู่ภาคธุรกิจการผลิตและโลจิสติกส์ จะช่วยวางรากฐานด้านพลังงานที่ยั่งยืน และตอบโจทย์ผู้เช่าได้อย่างแท้จริง ต่อยอดสู่การสร้าง Green Ecosystem ที่แข็งแรงขึ้น พร้อมช่วยสนับสนุนความยั่งยืนทั้งเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับประเทศ

ทั้งนี้ Vasticity Assets จะเข้ามาช่วยเสริมแกร่งกระบวนการด้านวิศวกรรม การติดตั้ง รวมถึงระบบบริหารจัดการพลังงานแบบครบวงจร เพื่อให้ระบบสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามเป้าหมายและรองรับการขยายขนาดการใช้งานไปยังทุกอาคารของ SCX Logistics ในอนาคต เบื้องต้น มีแผนติดตั้ง Solar Rooftop ในโครงการนำร่องแห่งแรกที่ SCX Logistics บางนา กม.20 เฟสแรก ประมาณ 20,000 ตร.ม.ในปี 2026 ก่อนจะขยายการติดตั้งทั้งโครงการภายในปี 2027 และจะไปยังโครงการของ SCX Logistics ทุกแห่งต่อไป คาดว่าจะติดตั้งจนครบทุกแห่ง ภายในปี 2028
 

PwC ไทยใช้ AI สูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก ชี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงาน-รายได้ สร้างความมั่นคงในอาชีพท่ามกลางวิกฤต ศก. แนะนายจ้างไทยกระจายโอกาสเรียนรู้ AI

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 – PwC ประเทศไทย เผยผลสำรวจล่าสุดในปี 2568 ชี้ให้เห็นว่าแรงงานไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านการเงินที่ทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม การนำ AI เข้ามาใช้ในที่ทำงานกำลังสร้างความหวังและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนทำงานไทย พร้อมแนะนายจ้างยกระดับทักษะพนักงานอย่างต่อเนื่องและทั่วถึงเพื่อสร้างแรงงานที่มีความพร้อมสำหรับอนาคต

รายงานผลสำรวจความหวังและความกังวลของกำลังแรงงานไทย ประจำปี 2568 (Thailand Hopes & Fears Survey 2025) ของ PwC พบว่า แรงงานไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ความกังวลจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังถูกท้าทายด้วยศักยภาพของเทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยเกือบครึ่ง (48%) ของผู้ตอบแบบสอบถามยอมรับว่ากำลังเผชิญความเครียดด้านการเงิน เพิ่มขึ้นจาก 43% ในปี 2567 โดย 11% มีปัญหาในการชำระค่าใช้จ่าย และ 37% เหลือเงินหลังค่าใช้จ่ายที่จำเป็นน้อยหรือแทบไม่มีเลย แม้ 51% ได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น และ 20% ได้เลื่อนตำแหน่งในปีที่ผ่านมา แต่มีเพียง 27% ที่วางแผนจะขอขึ้นเงินเดือน และ 25% ตั้งใจจะขอเลื่อนตำแหน่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า

อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence: AI) กำลังเป็นความหวังใหม่สำหรับพนักงานชาวไทยท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงถาโถม โดย 72% ของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่าตนใช้ AI ในที่ทำงานตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 54%

นอกจากนี้ การใช้งานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง (generative AI: GenAI) ในชีวิตประจำวันก็เพิ่มขึ้นเป็น 24% จาก 17% ในปีก่อน โดย 90% ของแรงงานไทยที่ใช้ AI เป็นประจำทุกวัน ระบุว่ามีประสิทธิภาพการทำงานดีขึ้น 58% รู้สึกมั่นคงในงานที่ทำมากขึ้น และ 49% มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่าผู้ที่ใช้ AI เป็นครั้งคราว

นาง เซีย พาตอน หุ้นส่วนสายงานปรึกษา บริษัท PwC ประเทศไทย กล่าวว่า:

“GenAI ช่วยให้แรงงานไทยสามารถประหยัดเวลาในการทำงานประจำ แต่คุณค่าที่แท้จริงอยู่ที่การนำเวลานั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เมื่อองค์กรกำหนดแนวทางที่ชัดเจนในการนำ GenAI มาใช้ ปรับบทบาทและเส้นทางความก้าวหน้าในสายงาน รวมทั้งส่งเสริมความสามารถในการปรับตัว เราก็จะเห็นประสิทธิภาพโดยรวมของแรงงานที่ดีขึ้น โอกาสในการเติบโตในสายอาชีพที่เพิ่มขึ้น และแรงกดดันทางการเงินที่ลดลง โดยการใช้งาน GenAI อย่างมีความรับผิดชอบจะช่วยให้พนักงานได้โฟกัสกับงานที่มีความหมายมากขึ้น และสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้ทั้งต่อบุคคลและองค์กร”

ความเชื่อมั่น: รากฐานของความก้าวหน้า
ทั้งนี้ ความไว้วางใจ (trust) ในผู้นำองค์กรถือเป็นจุดแข็งสำคัญของผลสำรวจของประเทศไทย โดย 67% ของแรงงานแสดงความเชื่อมั่นในผู้จัดการของตน และ 68% เชื่อมั่นในผู้บริหารระดับสูง สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ 58% และ 51% ตามลำดับ

นอกจากนี้ 66% ของแรงงานยังรู้สึกสบายใจที่จะพูดคุยอย่างเปิดเผยกับผู้จัดการของตน เมื่อ AI ถูกนำมาใช้ในการปฏิบัติงานประจำวันมากขึ้น ผู้นำองค์กรที่มีความรับผิดชอบและธรรมาภิบาลจะมีความสำคัญต่อการรักษาความไว้วางใจนี้

“ความเชื่อมั่นในตัวผู้บริหารของพนักงานชาวไทย น่าจะมีรากฐานมาจากวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับการเคารพผู้อาวุโส โดยเน้นลำดับชั้น ความปรองดอง และความเมตตาเป็นหลัก” นาง เซีย กล่าว

“รากฐานนี้สร้างข้อได้เปรียบที่โดดเด่นให้แก่องค์กรไทย แต่ในขณะเดียวกันควรต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการปรับวิธีการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยการนำ GenAI มาใช้อย่างมีความรับผิดชอบ จะช่วยลดกำแพงที่เป็นลำดับชั้นในองค์กร ส่งเสริมความร่วมมือ และสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อองค์กรมีผู้นำที่น่าเชื่อถือร่วมกับการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างเหมาะสม ความเข้มแข็งและความเชื่อมั่นก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น” เธอกล่าว

การยกระดับทักษะ: สร้างกำลังแรงงานที่พร้อมสำหรับอนาคต
องค์กรในประเทศไทยกำลังลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดย 74% ของแรงงานรู้สึกว่าตนเองสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลการเรียนรู้และการพัฒนาที่ต้องการได้อย่างเพียงพอ เทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 59%

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการพัฒนาทักษะยังไม่ทั่วถึงในทุกระดับ โดย 67% ของพนักงานที่ไม่ใช่ระดับผู้จัดการรู้สึกว่าได้รับการสนับสนุน ในขณะที่ผู้จัดการอยู่ที่ 79% และผู้บริหารระดับสูงอยู่ที่ 87%
.
“การเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ที่โดดเด่นของไทยช่วยส่งเสริมยุทธศาสตร์การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ” นาง เซีย กล่าว
.
“การปิดช่องว่างในการเข้าถึงการเรียนรู้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับทรัพยากรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องแก้ไขปัญหาอื่นด้วย เช่น การกระจายข้อมูลที่ไม่ทั่วถึง ความลังเลทางวัฒนธรรมในการแสวงหาความกระจ่าง และข้อจำกัดด้านเวลา รูปแบบ และภาษา ดังนั้น องค์กรควรพยายามลดอุปสรรคในการขออนุญาตและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบริบทไทย เพื่อให้พนักงานทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม” เธอกล่าว

'จิรัฏฐ์' ยัน ใบ สด.43 ไม่ใช่เอกสารปลอม เหตุรับจากมือสัสดี-ลายเซ็นเดียวกับต้นขั้วกองทัพ เชื่อถูกกลั่นแกล้งและทำเป้นกระบวนการ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568  นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ อดีต สส.ฉะเชิงเทรา พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมได้ประกันตัวออกมาตอนบ่าย 3 ครับ พึ่งเห็นพาดหัวที่อาจทำให้เข้าใจผิด

โดยเฉพาะเรื่องปลอมเอกสาร 
วันนี้ศาลตัดสินว่าผมไม่ได้ปลอมเอกสารครับ

โดยสรุปคำพิพากษาเท่าที่จำได้ ดังนี้
1.ยกฟ้องข้อหาปลอมแปลงเอกสาร
2.ผิดข้อหาใช้เอกสารปลอม “การกระทำของจำเลยกระทบต่อความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศชาติ
และประชาชน”สั่งลงโทษ จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา 

ยังมีข้อเท็จจริง และข้อต่อสู้จำนวนมากที่ศาลยังไม่ได้หยิบยกขึ้นมาพูด เช่น
-โจทก์ฟ้อง โดยที่ยังไม่ได้เห็นใบสด43 ของผมเลย
-ผมนำเอกสารไปใช้แสดงเพราะเชื่อว่าไม่ใช่เอกสารปลอมแน่นอน ในเมื่อได้รับมาจากมือสัสดี ในสถานที่และในเวลาราชการ  ซึ่งตลอด 13 ปีถึงปัจจุบัน ผมไม่เคยถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดีในข้อหาไม่ไปรายงานตัว หรือข้อหาหนีทหารเลย (หากเอกสารฉบับนี้ปลอม ผมต้องมีความผิดตามข้อหาดังกล่าวในปีถัดไป ไปแล้ว) อีกทั้งลายเซ็นเจ้าหน้าที่ในใบสด43 ของผม ก็เป็นลายเซ็นเดียวกันกับในเอกสารต้นขั้วที่กองทัพนำมาแสดงเอง เอกสารฉบับนี้จึงเป็นของจริงสำหรับผมอย่างไม่ต้องสงสัย
-ในเมื่อยกฟ้องและผมไม่ได้ปลอมเอกสาร  ดังนั้นเอกสารฉบับนี้ก็ควรเป็นของจริง
-โจทย์ไม่ได้พิสูจน์ว่าเอกสารของผมเป็นของปลอมอย่างไร และใครเป็นคนปลอม
-โจทย์เพียงชี้แจงกระบวนการออกใบสด43 และสรุปว่านอกเหนือจากนี้ถือว่าปลอมหมด โดยไม่ฟังข้อเท็จจริงอื่นเลย
-ศาลอ้างว่าผมเป็นกมธ.ทหารย่อมรู้กฎหมาย และรู้ว่าเอกสารฉบับนี้ปลอม ซึ่งกมธ.ทหารไม่ใช่เจ้าหน้าที่ทหารที่ทำงานอยู่ในกับระเบียบ และกระบวนการของทหารครับ
-ในเมื่อผมไม่ได้ปลอมขึ้นมา และผมก็ไม่ใช่สัสดี ผมจะแยกแยะของปลอมกับจริงได้อย่างไร 
-ผมไม่มีเหตุจำเป็นต้องนำเอกสารราชการปลอมที่ไม่ได้มีผลทางกฎหมายอะไรอีกแล้ว ไปใช้หาประโยชน์อื่นใด
-การใช้เอกสารที่ไม่มีผลทางกฎหมายใด ๆ แล้ว ถูกต้องโทษจำคุกถึง 2 ปี ไม่รอลงอาญา ผมคิดว่าโทษรุนแรงเกินไปไม่ได้สัดส่วน

//ข้อสังเกตเพิ่มเติมในชั้นไต่สวน//
-หลักฐานเอกสารที่กองทัพใช้ ส่วนใหญ่เป็นเอกสารที่ถูกทำลายแล้ว (มีการเจาะรูขนาดใหญ่กลางเอกสาร)
-ภาพที่กองทัพนำมาใช้เป็นหลักฐานเป็นภาพจาก tiktok ของนายทันกวิน ที่อัดคลิปโจมตีผมจำนวนมาก และเจ้าตัวก็มาคัดค้านการประกันตัวผมทุกครั้ง ทุกคดี
-ประวัติอาชญากรรมในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีที่แล้วของผม ซึ่งโจทย์นำมาเป็นหลักฐาน มีข้อความระบุว่า”เป็นมติให้เก็บไว้ใช้เพื่อประโยชน์ในราชการ” ลงวันที่ก่อนผมถูกฟ้องร้อง 8 เดือน  และในเวลาไล่เลี่ยกันก็มีการขอคัดสำเนาคำพิพากษาในคดีไม่ไปรายงานตัวเมื่อ 13 ปีก่อนที่ศาลฉะเชิงเทราโดยปลัดอำเภอ และสารวัตร สภอ.บางปะกง โดยไม่ทราบจุดประสงค์
-นายทหารพระธรรมนูญช่วยราชการยศพันโทที่ได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีผม ใช้หลักฐานกล่าวหาจากภาพของรายการ politic ในขณะที่ผมให้สัมภาษณ์ ซึ่งจะมีบางช่วงบางตอนที่ผมได้หยิบเอกสารดังกล่าวออกจากกระเป๋าเสื้อและกำไว้ในมือ ซึ่งนายทหารยศพันโทท่านนี้ ซูมเข้าไปยังร่องนิ้วของผมขณะถือเอกสารและอ้างว่าเห็นเป็นเลขลำดับที่เอกสาร ซึ่งไม่ตรงกับต้นขั้วที่ชื่อนวรินทร์ จึงฟันธงว่าเป็นของปลอม
-ผมพยายามไล่ดูคลิปแบบ frame by frame อย่างน้อย 3 รอบแล้ว ก็ยังไม่เห็นตัวเลขที่ว่าแบบชัดๆ
-สิ่งที่ชัดที่สุด คือนายทหารยศพันโทท่านนี้มีความมุ่งมั่นและความพยายามมากเพื่อจะหาหลักฐานมาเอาผิดผมให้จงได้

จากข้อสังเกตเพิ่มเติมที่ว่ามา ผมรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งจากรัฐไทย(หลายหน่วยงาน) ที่ทำเรื่องนี้กันอย่างเป็นขบวนการ และมีแบบแผน โดยมีฝ่ายความมั่นคงเป็นหัวเรือใหญ่

วันนี้ผมรู้ตัวแล้วว่าได้ทำอะไรผิดพลาดไปในอดีต ซึ่งผมก็ได้รับโทษไปเรียบร้อยแล้ว จากการถูกสังคมตั้งถาม และบางคนก็นำมาใช้ด่าทอด้วยถ้อยคำหยาบคาย แต่นั่นเป็นความจริงที่ผมปฏิเสธไม่ได้ ต้องน้อมรับและอดทนต่อไป
แต่กับคดีนี้ที่ชัดเจนว่าเป็นคดีการเมือง ทั้งกระบวนการฟ้องร้อง รวมถึงคำตัดสินที่ออกมา ผมจึงต้องสู้ต่อเพื่อขอความเป็นธรรมในชั้นอุทธรณ์ครับ
 

ศึกชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะโหมดเลือกตั้งเร็ว เตือนรัฐบาลศึกชายแดนไม่ใช่แค่ความมั่นคง แต่คือเส้นเลือดเศรษฐกิจคนตัวเล็กที่ถูกตัดขาด หากศึกยังยืดเยื้อ...คนจนจะยิ่งเจ็บนาน

ชายแดนไทย-กัมพูชากำลังเดือดจริง ไม่ใช่แค่ดราม่าในโซเชียล ขณะที่ประเทศก็เดินสู่โหมดเลือกตั้งเร็วตามไทม์ไลน์ที่ประกาศออกมาในช่วงเวลาใกล้กัน ภาพรวมนี้ชวนให้ถามแบบตรง ๆ ว่า: เรากำลังเข้าสู่การเลือกตั้งที่ “ธงชาติ” อาจดังกลบ “ปากท้อง” หรือเปล่า?

1) ชายแดนเดือด = คะแนนนิยมพุ่ง? มันไม่ฟรี
ในทางการเมือง ภาวะศึกมักทำให้เกิดเอฟเฟกต์รวมศูนย์อารมณ์ชาติ คนยอมพักเรื่องเศรษฐกิจและความผิดพลาดไว้ก่อน ขอแค่ “ปกป้องประเทศ” แล้วค่อยว่ากัน แต่การปล่อยให้ไฟชายแดนลุกแล้วหวังเอาคะแนน ไม่ใช่เกมคอนเทนต์ มันคือเกมต้นทุนจริง
ต้นทุนที่ประชาชนและเศรษฐกิจต้องจ่าย เช่น:
• การอพยพ/ความไม่ปลอดภัยของชุมชนชายแดน กลายเป็นภาระรัฐและบาดแผลระยะยาว
• ด่านปิด-คนติดค้าง-การเดินทางสะดุด ภาพเศรษฐกิจชายแดนชะงักแบบทันที
• มาตรการตอบโต้ทางเศรษฐกิจหรือการคุมเข้มที่ยืดเยื้อ อาจลากต้นทุนให้ยาวกว่าที่คิด

2) ด่านปิด ไม่ใช่แค่คนเที่ยวหาย แต่คือ “เงินสดเมืองชายแดน” หาย
ด่านชายแดนไม่ใช่แค่ประตูท่องเที่ยว แต่มันคือเส้นเลือดเศรษฐกิจของคนตัวเล็กจำนวนมาก ร้านค้า รถตู้ โรงแรม แรงงาน บริการรายวัน พอสะดุดพร้อมกัน รายได้หายเหมือนโดนตัดน้ำตัดไฟ
และอย่าลืมว่า “ปากท้อง” ไทยตอนนี้ไม่ได้แข็งแรงอยู่แล้ว ภาคท่องเที่ยวและค้าชายแดนมีความเปราะบางสูง—โดนช็อกทีเดียวก็สะเทือนเป็นทอด ๆ

3) เลือกตั้งเร็ว + ศึกชายแดน = สูตรคลาสสิกของ “พูดเรื่องใหญ่ให้ลืมเรื่องจริง”
พอประเทศอยู่ในโหมดเลือกตั้ง ประเด็นที่ชนะใจง่ายที่สุดคือ “ความมั่นคง” แต่ประเด็นที่แก้ยากที่สุดคือ “ปากท้อง” เพราะต้องมีนโยบายที่ทำจริงและโดนตรวจสอบจริง สิ่งที่น่ากลัวคือ เราจะได้การเมืองที่แข่งกันพูดว่า “ใครรักชาติมากกว่า” แทนที่จะแข่งกันตอบคำถามที่ประชาชนต้องการคำตอบที่สุด

คำถามที่ต้องตอบให้ได้:
1. จะทำให้สถานการณ์หยุดยั้งและไม่ลุกลามอย่างไร?
2. จะปกป้องพลเรือนและคนทำมาหากินชายแดนอย่างไร?
3. จะเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน/ท่องเที่ยวที่เสียหายอย่างไร?
4. จะสื่อสารความจริงต่อสังคมแบบไม่ปั่นและไม่ขายอารมณ์อย่างไร?

4) ข้อเรียกร้องแบบตรง ๆ : “รักชาติ” ต้องมาพร้อม 3 อย่าง
ถ้านี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อจริง มาตรฐานขั้นต่ำที่สังคมควรเรียกร้องคือ:
• ความจริงที่ตรวจสอบได้: สถานการณ์ ผลกระทบ มาตรการ ต้องชัด ไม่ใช่ข้อมูลแบบเลือกพูด
• แผนคุ้มครองพลเรือนและเศรษฐกิจชายแดน: ทำให้คนอยู่ได้ ไม่ใช่แค่ให้คนอดทน
• กรอบเจรจาและแผนจบ: หยุดความสูญเสียให้เร็วที่สุด เพราะศึกยืดเยื้อไม่ทำให้คนจนชนะ มีแต่ทำให้คนจนเจ็บนาน

บทสรุป
ธงชาติสำคัญ แต่ปากท้องก็ต้องอยู่รอด ชาติที่ชนะจริงคือชาติที่หยุดไฟให้เร็วที่สุด พร้อมเยียวยาคนตัวเล็กให้ทัน ไม่ใช่ชาติที่ชนะการโต้เถียงในหน้าฟีด
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top