Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

เดวิด เผยโพสต์สรุปปีไร้ บรู๊กลิน โพสต์อัลบั้มภาพปี 2025 ไม่มีลูกชายคนโต แฟนคลับสงสัยตั้งใจเมินหรือเลือกภาพ ล่าสุดเดวิดลงสตอรี่ภาพอบอุ่นคืนความสัมพันธ์

(5 ม.ค. 69) เดวิด เบ็คแฮม กลายเป็นประเด็นอีกครั้งหลังโพสต์อัลบั้มภาพสรุปเหตุการณ์สำคัญในปี 2025 ลงบนอินสตาแกรม แต่ไร้เงาของลูกชายคนโต 'บรู๊กลิน เบ็คแฮม' ซึ่งทำให้แฟนๆ และสื่อจับตาเป็นสัญญาณความตึงเครียดในครอบครัว

อัลบั้มโพสต์แบบคารูเซลรวบรวมประมาณ 20 ภาพที่แสดงโมเมนต์สำคัญของปีของเดวิด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลากับภรรยาคือ 'วิคตอเรีย เบ็คแฮม' และลูกๆ อีก 3 คน 'โรเมโอ' 'ครูซ' และ 'ฮาร์เปอร์' รวมถึงวันครบรอบอายุ 50 ปีและภาพเกียรติยศด้านงาน

อย่างไรก็ตาม 'บรู๊กลิน' ไม่มีภาพอยู่ในอัลบั้มแม้แต่ภาพเดียว ซึ่งปกติครอบครัวเบ็คแฮมมักจะมีรูปภาพครอบครัวร่วมกันในโอกาสสำคัญอยู่เสมอ ทำให้แฟนคลับเกิดความสงสัยและวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตัดออกแบบจงใจหรือเพียงแค่คัดเลือกรูปภาพ

หลังจากกระแสวิจารณ์เดือดเด้อนี้ เดวิดได้โพสต์ภาพขาวดำเก่าร่วมกับ 'บรู๊กลิน' ใน Instagram Stories พร้อมข้อความอบอุ่นสื่อถึงความรักและความเป็นครอบครัว สื่อมองว่าเป็นสัญญาณว่าความสัมพันธ์ยังไม่ขาดสะบั้น

ก่อนหน้านี้ข่าวลือความตึงเครียดในครอบครัวเบ็คแฮมถูกพูดถึงมากขึ้นตั้งแต่ 'บรู๊กลิน' แต่งงานกับ 'นิโคลา เพลต์ซ' ในปี 2022 และมีรายงานข่าวปัญหาในความสัมพันธ์ครอบครัว ถึงแม้บางส่วนจะถูกปฏิเสธจากทางครอบครัว แต่กระแสดราม่ายังคงอยู่

คนแซะ “มีทหารไว้ทำไม” ยังไม่สำนึกจริง ชี้ อยู่ร่วมชาติกันลำบาก บ้านเมืองเจริญยากถ้าไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

ภายหลังจากที่ นาย วิโรจน์  ลักขณาอดิศร ผู้สมัครสส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 99 พรรคประชาชน ได้ออกมา ชวน เจ้ากรมข่าวทหารบก ปฏิรูปกองทัพด้วยกัน ล่าสุด  รศ.ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ กล่าวถึงกรณีนี้โดยระบุว่า วันนี้มีผู้ตั้งคำถามถึงความจำเป็นของทหารว่า “มีทหารไว้ทำไม” แล้วกลับมาบอกว่า วันนี้รู้แล้วว่ามีทหารไว้ทำไมนั้น ยังไม่จริง เพราะพฤติกรรม และคำพูดยังคงเสียดสี ทิ่มแทง เย้ยหยัน ไม่ได้ให้ความเคารพหรือสำนึกในบุญคุณ ยังไม่รู้ว่ามีทหารไว้ทำไมอย่างแท้จริง

รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าวว่า เมื่อทหารออกมาพูด ชี้แจง หรือขอความเห็นใจ กลับถูกนำไปบิดเบือน เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ซึ่งตนเองมองว่าหากยังไม่รู้สำนึก หรือไม่สำเหนียกในบุญคุณของทหาร การจะอาศัยอยู่ร่วมชาติกันคงเป็นเรื่องลำบาก และจะกระทบต่อการรักษาบูรณภาพและอธิปไตยของอาณาจักร

"ขอให้คิดให้จงหนัก หากยังไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงทำตัวแบบนี้ บ้านเมืองเราวัฒนาสถาพรยากแน่ ถ้าพวกท่านไม่ช่วยกัน" รศ.ดร.เจษฎ์ กล่าว
 

เลือกตั้ง’69 EP#1 เมื่อ...สังคมในอุดมคติ (Utopia) ไม่มีอยู่จริง

สืบเนื่องจากวันที่จาก 12 ธันวาคม 2568 พระราชกฤษฎียุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 มีผลบังคับใช้ หลังจากที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเกล้าฯ พระราชกฤษฎีดังกล่าวให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งทำให้คณะกรรมการการเลือกตั้งต้องจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปขึ้น กองบรรณาธิการ The States Times จึงขอเสนอชุดบทความเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับท่านผู้อ่านในด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข อันจะเป็นการช่วยกันทำให้การเมืองไทยมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งจะนำความเจริญวัฒนาสถาพรมาสู่ประเทศชาติบ้านเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

หลังจากการยุบสภาก็ทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งก็เริ่มคึกคักทันที แต่ละพรรคการเมืองต่างเสนอนโยบายอันเป็นการขายฝันมากมายหลายอย่าง บ้างก็ทำได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วทำได้ยากหรือไม่มีทางทำได้เลย ดังเช่นพรรคการเมืองซึ่งสามารถได้ใจคนรุ่นใหม่ด้วยการขายฝันถึงการสร้างสังคมอุดมคติ (Utopia) ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม่เคยเกิดขึ้นบนที่แห่งใดบนโลกใบนี้เลย และไม่มีวันที่จะเกิดขึ้นได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย 
.
สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) คือ สังคมที่มีความดีงาม ความยุติธรรม และความสุขสมบูรณ์ ซึ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น มนุษย์มีความสุข มีความยุติธรรม และไม่มีความขัดแย้ง "Utopia" เป็นคำที่มาจากความคิดของ Sir Thomas More ผู้ประพันธ์หนังสือชื่อเดียวกันในปี 1516 ซึ่งบรรยายถึงเกาะในจินตนาการที่มีระบบสังคมดีเลิศ โดยคำว่า "Utopia" มาจากภาษากรีก ou-topos (ดินแดนที่ไม่มีอยู่จริง) ผสมกับ eu-topos (ดินแดนที่ดี) ซึ่งสะท้อนถึงความฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบแต่เป็นไปไม่ได้จริง และตรงข้ามกับ สังคมเลวร้าย (Dystopia) 

แต่อันที่จริงแล้วหนังสือ Utopia ของ Sir Thomas More  เป็นเพียงแค่การเสียดสีสังคมโดยตั้งใจที่จะเปิดเผยเกี่ยวกับอังกฤษในสมัยนั้นกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับสังคมในอุดมคติ ทำให้แนวคิดเรื่องสังคมในอุดมคติเป็นเพียงแนวคิดหรือทิศทางมากกว่าจะเป็นเป้าหมายปลายทางได้ ด้วยเหตุที่ ความต้องการ ค่านิยม และพลวัตอำนาจของมนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่า "สมบูรณ์แบบ" อาจก่อให้เกิดความไม่ยุติธรรมหรือความไม่พอใจในคนอีกกลุ่มหนึ่งได้ เพราะทุกความพยายามที่จะสร้างระบบที่สมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ย่อมต้องเผชิญกับข้อจำกัด ความขาดแคลน หรือผลกระทบที่ไม่คาดคิด

เพราะสังคมในอุดมคติคือ ภาพฝันถึงสังคมที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ผู้คนใฝ่ฝันถึง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ สันติสุข, ความอุดมสมบูรณ์, ความยุติธรรม, ความเท่าเทียม, และผู้คนมีจิตใจดีงามพร้อมช่วยเหลือแบ่งปัน โดยไม่มีความขัดแย้ง, ความรุนแรง, การกดขี่ หรือความโลภ ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ปลอดภัย และมีอิสระในการทำสิ่งที่รักโดยไม่หวังผลตอบแทน โดยมีลักษณะสำคัญคือ: 
- สันติภาพและความสามัคคี: ไม่มีสงคราม, อาชญากรรม, การเบียดเบียน, และผู้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข 
- ความอุดมสมบูรณ์: ทรัพยากรมีเพียงพอสำหรับทุกคน พืชพรรณธัญญาหารอุดมสมบูรณ์ สามารถเก็บกินได้อย่างเสรี
- ความเท่าเทียมและความยุติธรรม: ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ไม่มีชนชั้นหรือการกดขี่ 
- จิตใจที่ดี: ผู้คนมีเมตตาพร้อมให้และแบ่งปัน ทำงานด้วยความสุขโดยไม่หวังผลตอบแทน 
- ความปลอดภัยและความมั่นคง: ไร้ความวิตกกังวลและภัยคุกคาม
- การพัฒนาที่เป็นไปตามธรรมชาติ: เป็นสังคมที่ปราศจากอคติและการตัดสินผู้อื่น.

ด้วยเหตุนี้ สังคมในอุดมคติจึงเป็นไปได้เพียงเป็นเครื่องมือวิพากษ์วิจารณ์แต่ไม่ใช่แบบแผน โดยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยในการจินตนาการได้ว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้น ได้อย่างไร เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งที่ผิดพลาดในปัจจุบัน และกำหนดอุดมคติที่เป็นเพียงแนวทางในการพัฒนา แม้ว่าอุดมคติเหล่านั้นจะไม่สามารถบรรลุได้อย่างสมบูรณ์ก็ตาม ดังนั้น สังคมในอุดมคติที่สมบูรณ์แบบ (Utopia) จึงไม่มีอยู่จริง มีเพียงแต่การแสวงหาสังคมที่ดีกว่าเท่านั้นที่มีอยู่จริง สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมไทยในอุดมคติมักถูกอนุมานว่า เป็นสังคมที่สงบ เรียบร้อย มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อ และเคารพกันตามลำดับอาวุโส ซึ่งสะท้อนคุณค่าดั้งเดิมที่งดงาม แต่ในความเป็นจริงแล้ว “อุดมคติ” เหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกลบปัญหาเชิงโครงสร้างของสังคมมากกว่าการแก้ไขอย่างแท้จริง 

สำหรับบ้านเราแล้ว สังคมในอุดมคติเป็นเพียงเรื่องของ “โลกสวย” เท่านั้นเอง ด้วยเพราะ สิ่งที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ที่จะสามารถทำได้นั้นเป็นเพียงแต่การทำให้สังคมดีขึ้น หรือทำให้สัคมดีกว่าเดิมที่เป็นอยู่ แต่ไม่มีทางและไม่มีวันที่จะทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมในอุดมคติได้ ตราบเท่าที่คนเรายังมี ความรัก ความโลภ ความโกรธ และความหลง อันเป็นสภาวะพื้นฐานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นอยู่ในทุกสังคม และในมุมมองทางพุทธศาสนาได้ถือว่าเป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง พรรคการเมืองที่อ้างว่าหากได้รับการเลือกตั้งแล้วสามารถนำพาประเทศชาติไปสู่สังคมในอุดมคติได้นั้น จึงเป็นพรรคการเมืองที่หลอกลวงพี่น้องประชาชนคนไทยอย่างแท้จริง
 

อาจารย์อุ๋ย ถอดบทเรียน 5 ประการ ที่ไทยต้องตระหนัก ! กรณี ทรัมป์-เวเนฯ สะท้อนโลกแข็งกร้าว ไม่ปราณีรัฐอ่อนแอ ไทยต้องเลิกคิดแบบโลกสวย ! 

โดย ประพฤติ ฉัตรประภาชัย (อาจารย์อุ๋ย) ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์, น.บ. (ธรรมศาสตร์), ศศ.บ. (รัฐศาสตร์), เนติบัณฑิตไทย, LLM. (Cornell), M.L.I. (Wisconsin-Madison) สหรัฐอเมริกา ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นแบบให้เปล่า (Monbukagakusho) ศึกษาวิจัยด้านกฎหมายที่ Kyushu University ประเทศญี่ปุ่น  

อดีตอาจารย์ประจำ แผนกบัณฑิตศึกษา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ, อดีตอนุกรรมการด้านกฎหมาย กสทช., อดีตที่ปรึกษา สนง. คกก. กฤษฎีกา ด้านกฎหมายอาเซียน, อดีตผู้แทนนครรัฐวาติกัน ร่วมประชุมคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (UN ESCAP), อดีตอนุกรรมาธิการวิสามัญด้านกฎหมายพิจารณาร่าง พรบ. อากาศสะอาด, อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการศึกษามาตรการปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรม e-commerce ในประเทศไทย ในกรรมาธิการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร, อดีตที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ในคณะกรรมาธิการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารและการโทรคมนาคม วุฒิสภา, ที่ปรึกษากฎหมาย ราชวิทยาลัยจักษุแพทย์ แพทยสภา ฯลฯ

เมื่อมหาอำนาจพร้อมข้ามเส้นกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐที่อ่อนแอไม่อาจใช้ “อธิปไตย” เป็นเกราะป้องกันได้อีกต่อไป !

กรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้อำนาจพิเศษสั่งกองกำลังเฉพาะกิจบุกจับกุมตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร แห่งเวเนซุเอลา โอยอ้างข้อกล่าวหาเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังไม่มีคำพิพากษาหรือพยานหลักฐานยุติชัดเจน แม้รู้กันดีว่าเจตนาที่แท้จริงของสหรัฐในปฏิบัติการครั้งนี้คือการเข้าควบคุมทรัพยากรน้ำมันและบั่นทอนอิทธิพลของมหาอำนาจอีกขั้วหนึ่ง รวมทั้งรักษาไว้ซึ่งดุลยภาพของเปโตรดอลลาร์ แต่ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอย่างไร ปฏิบัติการครั้งนี้คือสัญญาณเตือนดังลั่นว่า โลกการเมืองระหว่างประเทศไม่เคยเป็นสนามคุณธรรม หากแต่เป็นสนามอำนาจ และกฎหมายมักถูกใช้เป็นเครื่องมือของผู้แข็งแกร่ง และไม่ได้ถูกใช้เป็นโล่ป้องกันของผู้ที่เชื่อฟังกฎหมาย 

ประเทศไทยต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา อย่างน้อย 5 ประการ 

1. อธิปไตยไม่ใช่ของศักดิ์สิทธิ์ หากรัฐล้มเหลวในการปกครองตนเอง 
แม้กฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 2(4) จะห้ามการใช้กำลังและการแทรกแซง แต่ในความเป็นจริง หากรัฐถูกมองเป็นแหล่งอาชญากรรมข้ามชาติ หรือหลักนิติรัฐ นิติธรรมอ่อนแอ อธิปไตยจะถูกทำให้ “จาง” ลงทันที ไทยจึงต้องจัดการยาเสพติด แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การทุจริตคอร์รัปชัน และอาชญากรรมข้ามชาติให้เด็ดขาด มิฉะนั้นคำว่าอธิปไตยจะกลายเป็นข้ออ้างที่ไร้น้ำหนัก 

2. ความล้มเหลวในการบังคับใช้กฎหมาย คือช่องให้ต่างชาติอ้างความชอบธรรม 
หลัก due diligence ในกฎหมายจารีตประเพณีกำหนดชัดว่า รัฐต้องไม่ปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เป็นฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่น หากรัฐเพิกเฉย รัฐอื่นอาจอ้างสิทธิในการจัดการภัยนั้นเอง ไทยจึงต้องทำให้โลกเห็นว่า เราคุมบ้านตัวเองอยู่ด้วยการบังคับใช้กฎหมายภายใต้หลักนิติรัฐ นิติธรรม ในขณะที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประธานาธิบดีมาดูโร่ปกครองประชาชนด้วยอำนาจเผด็จการ ใช้กำลังจัดการปราบปรามผู้ต่าง จึงสบช่องให้สหรัฐอเมริกาใช้อำนาจเข้าแทรกแซง

3. ไทยต้องศึกษาและ “กล้าใช้” หลักป้องกันตัวล่วงหน้า (Anticipatory Self-Defense) อย่างรัดกุม 
มหาอำนาจไม่รอให้กระสุนลูกแรกถูกยิงก่อน โดยอ้างสิทธิป้องกันตนเองล่วงหน้า ตามคดี Caroline ซึ่งถูกใช้จริงแล้วในโลกปัจจุบัน ไทยต้องเลิกยืนเป็นผู้สังเกต และเตรียมกรอบการใช้หลักนี้อย่างเข้มงวด เพื่อใช้ทั้งปกป้องตนเองและตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ไม่ใช่ปล่อยให้มหาอำนาจหรือประเทศอื่นผูกขาดการตีความแต่ฝ่ายเดียว 

4. การทูตแบบสุภาพบุรุษไร้เขี้ยวเล็บ ไม่ช่วยให้ใครรอด 
กรณีเวเนซุเอลาชี้ให้เห็นว่า หากรัฐไม่สร้างคุณค่าเชิงยุทธศาสตร์ให้ประชาคมโลกเห็น การอ้างกฎหมายเพียงอย่างเดียวก็จะไม่มีใครฟัง ไทยต้องเพิ่มอำนาจต่อรองทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง และบทบาทในภูมิภาค เพื่อให้การกดดันไทยมีต้นทุนสูง กล่าวคือ ถ้าประเทศไหนต้องการกดดดันไทยในเรื่องต่าง ๆ ต้องคิดหนักหน่อย 

5. กฎหมายโลกไม่มีตำรวจโลก ประเทศต้องพึ่งพาตนเอง ถึงจะอยู่รอด 
ประชาคมระหว่างประเทศไม่มีผู้พิทักษ์ความยุติธรรมถาวร หลัก self-help หรือการพึ่งตนเอง คือความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธ โดยไทยต้องรักษาขีดความสามารถทางทหาร ข่าวกรอง และไซเบอร์ เพื่อให้การละเมิดอธิปไตยของไทย ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย 

สรุปแล้ว บทเรียนจากกรณีทรัมป์-เวเนซุเอลา คือ โลกไม่ได้ลงโทษรัฐที่ใช้กำลัง แต่ลงโทษรัฐที่อ่อนแอ ไทยต้องเลิกหวังพึ่งกฎหมายอย่างเดียว และเริ่มใช้กฎหมาย การทูต และอำนาจ ควบคู่กันอย่างรู้เท่าทัน หากยังคิดแบบโลกสวย วันหนึ่งเราอาจเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง ด้วยความปรารถนาดี  
 

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร' .

‘หวังอี้’ ลั่น จีนไม่ยอมรับประเทศที่ทำตัวเป็น 'ผู้พิพากษาโลก' หลังสหรัฐฯ บุกจับ 'มาดูโร'

ปักกิ่ง, 5 ม.ค. (ซินหัว) -- เมื่อวันอาทิตย์ (4 ม.ค.) หวังอี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีนและกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน แสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ในเวเนซุเอลาว่า จีนคัดค้านการใช้กำลังหรือข่มขู่ด้วยกำลัง รวมถึงการกำหนดความต้องการของประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง

หวังแสดงความคิดเห็นระหว่างเข้าร่วมการเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐมนตรีต่างประเทศจีน-ปากีสถาน รอบที่ 7 ร่วมกับโมฮัมหมัด อิสฮัก ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของปากีสถาน ณ กรุงปักกิ่ง

หวังกล่าวว่าสถานการณ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันมีความผันผวนและซับซ้อนมากขึ้น โดยการกลั่นแกล้งเพียงฝ่ายเดียวกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่วนสถานการณ์ในเวเนซุเอลาที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันนั้นดึงดูดความสนใจจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างมาก

หวังกล่าวว่าจีนไม่เคยเชื่อว่าประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถสวมบทบาทตำรวจโลกได้ และไม่เคยเห็นด้วยกับการที่ประเทศใดประเทศหนึ่งอ้างตนเป็นผู้พิพากษาระหว่างประเทศ โดยอธิปไตยและความมั่นคงของทุกประเทศควรได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเต็มที่

หวังกล่าวว่าจีนยินดีทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศ รวมถึงปากีสถาน เพื่อยึดถือกฎบัตรแห่งสหประชาชาติ รักษาศีลธรรมสากล ยึดมั่นความเสมอภาคทางอธิปไตยของทุกประเทศ ร่วมคุ้มครองสันติภาพและการพัฒนาของโลก และส่งเสริมการสร้างประชาคมมนุษยชาติที่มีอนาคตร่วมกัน
 

'จตุพร' นำทัพโอกาสใหม่ บุกร้อยเอ็ด ชู 'นิษา สุทธิกานต์' สู้ศึกเขต 4 เบอร์ 2 ประกาศใช้โมเดล 'บริหารนำการเมือง' มุ่งแก้ปัญหาปากท้องประชาชน

‘จตุพร บุรุษพัฒน์’ ชี้ทางออกจากการเมืองแบบเดิม “บริหารต้องนำการเมือง” บุกร้อยเอ็ดชูคนรุ่นใหม่ ‘นิษา สุทธิกานต์’ แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 ร้อยเอ็ด – นายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ อดีตรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์และนักบริหารระดับสูง นำทัพเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ ณ อ.เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด ประกาศนำโมเดล “บริหารนำการเมือง” มาใช้พัฒนาพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือท่ามกลางเวทีปราศรัยที่มีประชาชนจากอำเภอเสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง โพนทอง และธวัชบุรี กว่า 3,000 คน พร้อมเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ “นิษา” นางสาวสุทธิกานต์ สิทธิ์ประภากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลูกสาวนายเจริญ สิทธิ์ประภากูล รองนายก อบจ.ร้อยเอ็ด เป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง เป็นตัวแทนพรรคลงสู้ศึกเลือกตั้งพื้นที่  ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2 ชี้มีประสบการณ์ ความรู้ และหัวใจที่ตั้งใจเข้ามาทำงานการเมืองเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ภายใต้สโลแกน “ปลดล็อกคนอีสาน สร้างโอกาสใหม่” 

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ระบุว่า พรรคโอกาสใหม่ถูกตั้งขึ้นเพื่อนำประสบการณ์จากการเป็นนักบริหารระดับสูงมาปรับใช้ โดยยึดหลัก “บริหารนำการเมือง” คือเน้นการทำงานจริงที่หวังผลลัพธ์ ไม่ใช่เพียงการสัญญาทั่วไป พรรคจึงคัดสรรคนรุ่นใหม่อย่าง “นิษา” สุทธิกานต์ ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2   ที่มีทั้งพลังและประสบการณ์งานนโยบาย เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนพื้นที่เสลภูมิและใกล้เคียง ชี้เป็นเขตที่มีศักยภาพแต่ขาดการบริหารจัดการน้ำและเศรษฐกิจที่ตรงจุด โดยนโยบายของพรรคโอกาสใหม่ ภายใต้สโลแกน “มีเราไม่มีมืด” เน้นไปที่นโยบายที่จับต้องได้และแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เพื่อแช่แข็งหนี้ แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ น้ำถึงนา ประปาถึงบ้าน 

โดยนายประภาส ยงคะวิสัย แม่ทัพอีสาน ยืนยันกระแสตอบรับในพื้นที่ร้อยเอ็ดเขต 4 เบอร์ 2  ดีเยี่ยม ประชาชนขานรับแนวทางคนรุ่นใหม่ที่ใช้การบริหารเป็นตัวนำ พร้อมใจเลือก พรรคโอกาสใหม่ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้การเมืองไทย

 “พรรคโอกาสใหม่พร้อมเปิดกว้างเพื่อเป็นพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ เปลี่ยนชีวิตพี่น้องประชาชนให้ดีขึ้นจริง” นายจตุพรกล่าว พร้อมย้ำว่าการที่พรรคส่งคนรุ่นใหม่ที่คือภาพสะท้อนของความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนโอกาสใหม่ให้เป็นโอกาสของคนไทยทุกคน
 

'อภิสิทธิ์' วอนทุกพรรคเลิกปั่นใช้เป็นจุดขาย ย้ำ ความมั่บคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว

‘อภิสิทธิ์’วอนทุกพรรคหยุดใช้ชาตินิยม-ปมชายแดน สร้างคะแนนนิยมหาเสียงเลือกตั้ง ย้ำ ความมั่นคงของชาติต้องเป็นหนึ่งเดียว ลั่นความเสียสละของทหารต้องไม่สูญเปล่า

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นต่อกรณีขณะนี้มีการใช้ กระแสชาตินิยม และปัญหาชายแดนไทย -กัมพูชามาเป็นจุดขายในการหาเสียง โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในประเด็นปัญหาชายแดนนั้น ทุกพรรคการเมืองควรเป็นหนึ่งเดียวกัน และไม่ควรนำเรื่องความมั่นคงมาสร้างความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

“ประชาชนคนไทยพึงพอใจที่กองทัพปฏิบัติหน้าที่ได้ดี และขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กองทัพทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จากนี้ไปจะเป็นงานของรัฐบาล ที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่ ทุกคนเสียสละกันมานั้นไม่สูญเปล่า ไม่ถอยหลังกลับไปสู่ที่เดิม จึงอยากให้ทุกพรรคการเมืองเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่นำมาแบ่งแยกแข่งขันกันเลย” 

ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ในอนาคตหากชนะการเลือกตั้ง จะจับมือกับพรรคการเมืองไหนได้บ้าง โดยระบุว่า “หากเลือกเรามากที่สุด ก็จะเลือกพรรคที่ดีที่สุดมาร่วมรัฐบาลกับเรา”

เวเนซุเอลา ประณามสหรัฐฯ "ไม่มีใครสนับสนุน" การโจมตีเวเนซุเอลา วเนซุเอลาเผยรวมพลังนานาชาติประณาม รัสเซียเรียกร้องปล่อยตัวมาดูโรทันที สหรัฐฯ ถูกวิจารณ์ปฏิบัติการผิดกฎหมาย

(5 ม.ค. 69) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา 'อีวาน กิล' กล่าวกับสปุตนิกว่าไม่มีใครสนับสนุนการโจมตีเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ และถูกประณามจากประชาคมระหว่างประเทศอย่างกว้างขวาง กิลเผยว่าได้รับถ้อยคำจากรัฐมนตรีต่างประเทศหลายประเทศที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและสนับสนุนหลักนิติธรรม

"เราได้เห็นการระดมเคลื่อนไหวของประชาชนในระดับนานาชาติอย่างน่าประทับใจ" กิลกล่าว พร้อมว่าได้รับโทรศัพท์จากกลุ่มเคลื่อนไหวทั่วโลกที่แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ 'โดนัลด์ ทรัมป์' ประกาศว่าทำการโจมตีเวเนซุเอลา "ครั้งใหญ่" และอ้างว่าจับกุมประธานาธิบดี 'นิโกลัส มาดูโร' และภรรยา ขณะที่สื่อรายงานเกิดระเบิดในกรุงคารากัสและยืนยันว่าหน่วยเดลตาฟอร์ซปฏิบัติการ

ทางการเวเนซุเอลาปฏิเสธไม่ทราบที่อยู่ของ 'มาดูโร' และเรียกร้องให้ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ รัสเซียแสดงความ "ตื่นตระหนกอย่างยิ่ง" ต่อรายงานนี้และเรียกร้องให้ปล่อยตัว 'มาดูโร' และภรรยา พร้อมเตือนไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคลุกลามอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

นิยามใหม่ "วัยชรา" เริ่มต้นที่ 80 ปี ผลวิจัยชี้คนยุคนี้สุขภาพดีและกระฉับกระเฉง ก้าวข้ามเกณฑ์เกษียณเดิมที่ 60 ปี ส่วนใหญ่แข็งแรงทั้งกายและใจจนลืมคำว่าเกษียณ

เมื่อ...วัยชราเริ่มต้นที่ 80

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุหลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:
- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

สมัยก่อนวัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า ชรา แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น 

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลงเป็นเรื่องปกติ จึงจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก ความสามารถในการคิดและการรับรู้ของคนเราหลังจากอายุ 50 ปีนั้นได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้ทำ โดยมีแนวทาง 7 ประการเพื่อให้คงไว้ซึ่งชีวิตที่อ่อนเยาว์ในวัยชราได้แก่
1. การดูแลสมรรถภาพทางกาย โดยเฉพาะการทำงานและโครงสร้างของสมองซึ่งได้รับอิทธิพลจากกิจกรรมต่าง ๆ
2. การกระตุ้นทางจิตใจมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้คนสามารถลดภาวะสมองเสื่อมได้ด้วยการฝึกฝนทางจิตใจ ด้วยทัศนคติเชิงบวก การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น
3. การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก "ยิ่งเราเรียนรู้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเรียนรู้ได้มากขึ้นเท่านั้น เพราะสามารถส่งผลกระทบทางสรีรวิทยาอย่างลึกซึ้งต่อสมองได้"
4. ความเครียดสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานส่งผลเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความจำของมนุษย์
5. การมีชีวิตที่ยังคงมีการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมช่วยได้มาก "คนที่รักษาปฏิสัมพันธ์ทางสังคมไว้มาก จะรักษาความเฉียบคมทางจิตใจได้นานกว่า"
6. การรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่อุดมไปด้วยผลไม้ ผัก และปลา มีผลอย่างมากต่อการชะลอความเสื่อมถอยของความรู้ความเข้าใจในวัยชรา
7. มีการคิดถึงคนรุ่นใหม่ในอนาคตด้วย

สำหรับบ้านเราแล้ว สถานการณ์ที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมีสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับวัยแรงงานและเด็ก จนส่งผลต่อเศรษฐกิจ สังคม และระบบสวัสดิการโดยรวม ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และกำลังมุ่งสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged society) อันเนื่องมาจาก อัตราการเกิดลดลง อายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น การย้ายถิ่นของแรงงาน ฯลฯ ซึ่งส่งผลกระทบที่สำคัญคือ 
- วัยแรงงานลดลง ผลิตภาพ และการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวลง
- ความต้องการดูแลโรคเรื้อรังและการดูแลระยะยาวเพิ่ม
- ภาระบำนาญและงบประมาณรัฐสูงขึ้น
- โดยที่ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวขนาดเล็กลง ผู้สูงอายุจึงต้องอยู่ตามลำพังมากขึ้น

ดังนั้นสังคมไทยโดยรวมในทุกภาคส่วนจึงต้องมีแนวทางในการรองรับดังนี้:
- การส่งเสริม การทำงานของผู้สูงอายุ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต
- การพัฒนา ระบบดูแลระยะยาว (LTC) เทคโนโลยีด้านการส่งเสริมและการดูแลสุขภาพ
- ปรับ นโยบายแรงงาน การออม และสนับสนุนให้มีลูกเพิ่มขึ้น
- การออกแบบเมืองและบริการที่มีสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับผู้สูงอายุ (Age-friendly)

ผู้เขียนเองมีอายุครบ 60 ปีในปีที่ผ่านมา แต่มีความตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะไม่หยุดทำงาน จนกว่าร่างกายจะไม่ไหวจริง ๆ เพราะพบว่าผู้ที่เกษียณแล้วการหยุดทำงานส่วนมากนั้นกลับมีปัญหาด้านสุขภาพ และอาจทำให้อายุขันสั้นลง ดังนั้นการทำงานของผู้สูงอายุเท่าที่ทำได้และทำไหว จึงถือว่าเป็น “ยาอายุวัฒนะ” อีกขนานหนึ่งเช่นกัน

“เมย์ รัชนก” เปิดภาพเหรียญซีเกมส์ 2025 สภาพเปลี่ยนเร็ว ผ่านแค่ 2 สัปดาห์แต่ผิวทองมีรอย ชวนสงสัยเป็นปัญหาบางล็อตหรือการเก็บรักษา โซเชียลแห่ตั้งคำถามคุณภาพเหรียญ

(5 ม.ค. 69) 'เมย์' รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันทีมชาติไทย โพสต์ภาพเหรียญทองซีเกมส์ 2025 ที่เธอได้รับในมหกรรมซีเกมส์ครั้งที่ 33 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ แต่พบสภาพเหรียญมีรอยด่างและสีทองเริ่มลอก แม้จะผ่านการแข่งขันเพียง 2 สัปดาห์เท่านั้น

'เมย์' เขียนแคปชั่นเล่นๆ ว่า "อ้าวววววว!! อย่าบอกนะว่าข้างในคือ ช็อกโกแลต เหมือนตอนเด็กๆ" โพสต์นี้จึงถูกแชร์และส่งผลให้แฟนกีฬาแสดงความเห็นและเรียกร้องให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงคุณภาพเหรียญรางวัล

ประเด็นที่เพิ่มความสนใจ คือ 'เมย์' คว้าเหรียญทองจาก 2 รายการคือ ทีมหญิง และหญิงเดี่ยว แต่ไม่ระบุชัดว่าเหรียญที่เสียหายเป็นของรายการใด ขณะที่ข้อมูลทางการประกาศว่าเหรียญผลิตด้วยวัสดุแข็งแรงและชุบสีที่ไม่หลุดลอก

จนทำให้เกิดคำถามว่า รอยด่างและลอกเป็นผลจากการใช้งาน หรือมีปัญหาในกระบวนการผลิต ขณะเดียวกันยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากฝ่ายจัดหรือผู้ผลิตเหรียญ

การดูแลเหรียญควรเช็ดด้วยผ้าไมโครไฟเบอร์ หลีกเลี่ยงความชื้นและการเสียดสี เพื่อรักษาคุณภาพเหรียญให้คงสภาพดี และยังรอคำอธิบายอย่างเป็นทางการจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top