Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

จับตาชายแดนไทย-กัมพูชา หลังเลือกตั้งจบแต่ความเจ็บปวดยังไม่จาง เมื่อนักการเมืองได้แต้ม แต่คนชายแดนได้ 'ระเบิด' และ 'บ้านแตก'

ปลุกชาตินิยมเอาคะแนน แต่ชายแดนเอาชีวิต: ไทย-กัมพูชาอย่าให้การเมืองลากประเทศไปติดกับดัก

ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาไม่ใช่ดราม่าในโซเชียลอีกต่อไป เพราะหลังการปะทะหนักในเดือนธันวาคม 2568 แม้จะมีการหยุดยิง แต่ยังมีคนจำนวนมากต้องอยู่ในศูนย์พักพิง บ้านและที่ดินจำนวนมากเข้าไม่ถึง และยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้าง

ความจริงในพื้นที่ที่ถูกกลบด้วยวาทกรรม
• มีผู้พลัดถิ่นฝั่งกัมพูชาหลายพันคนยังไม่สามารถกลับบ้านได้ เพราะพื้นที่ถูกกั้น/เข้าไม่ถึง
• เหตุปะทะทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และทิ้งปัญหาระเบิดตกค้างที่กระทบโรงเรียน วัด โรงพยาบาล และเส้นทางทำมาหากิน
• ความเสียหายยังลามถึงพื้นที่มรดกโลก เช่นบริเวณปราสาทพระวิหารที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะ

เมื่อ "ชาตินิยม" กลายเป็นเครื่องมือหาเสียง
• กระแสชาตินิยมสามารถดึงคะแนนได้เร็วกว่าเรื่องปากท้อง และทำให้การเมืองหลบคำถามยาก ๆ เรื่องเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น
• เมื่อการเมืองแข่งกัน "แข็ง" ประชาชนในพื้นที่กลับเป็นคนที่จ่ายราคา ทั้งความปลอดภัย รายได้ และอนาคตของลูกหลาน
• งานวิเคราะห์ชี้ว่าชาตินิยมของทั้งสองฝ่ายถูกจัดวางต่างกัน แต่ต่างก็ถูกใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองในแบบของตน

ข้อพิพาทเก่า แต่บทเรียนใหม่: ยิ่งซับซ้อน ยิ่งต้องใช้สติ
• กรณีปราสาทพระวิหารเคยไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มีคำพิพากษาสำคัญในอดีต และมีคำวินิจฉัยเรื่องการตีความเพิ่มเติมในเวลาต่อมา
• ข้อพิพาทแนวชายแดนจึงไม่ใช่เรื่องที่จะตัดสินด้วยอารมณ์แบบ "บุก/ไม่บุก" แต่ต้องวางบนข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน

ทางออกที่ "รักชาติจริง" ต้องกล้าทำ
• ลดความร้อนแรงของวาทกรรม: เลิกขายคะแนนด้วยการปลุกอารมณ์จนความเสี่ยงบานปลาย
• ย้ำหลักความปลอดภัยประชาชน: เร่งกวาดล้างทุ่นระเบิด/วัตถุระเบิดตกค้าง เปิดทางให้คนกลับบ้านและกลับไปทำมาหากิน
• ใช้การทูตและกลไกเจรจาในพื้นที่: ทำมาตรการร่วม ลดโอกาสปะทะซ้ำ และสร้างกติกาในพื้นที่ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้

หมดเวลาวิ่งรถเถื่อน!! ETDA - ขนส่งฯ ขีดเส้น รถรับส่งผ่านแอปฯ ไม่จดป้ายเหลือง เสี่ยงถูกระงับบัญชี แพลตฟอร์มเสี่ยงถูกถอนใบอนุญาต หากไม่คัดกรองคนขับตามเส้นตาย 31 มี.ค. 69

ETDA ผนึก กรมขนส่งฯ ขีดเส้นตาย รถรับส่งผ่านแอปฯ รีบลงทะเบียนก่อนปิดระบบ 28 ก.พ. 69 พร้อมประกาศดีเดย์ 31 มี.ค. บังคับใช้กฎหมายเต็มรูปแบบ

สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ออกประกาศเตือนด่วนถึงผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเรียกรถ (Ride Sharing) และพาร์ตเนอร์ผู้ขับขี่รถทุกคน โดยเน้นย้ำความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการขยายเวลาบังคับใช้ประกาศ Ride Sharing Platform ว่า "ไม่ใช่การยกเว้นโทษทางกฎหมาย" ให้แก่ผู้ขับขี่ แต่เป็นการผ่อนปรนขั้นตอนทางธุรการสำหรับแพลตฟอร์มเท่านั้น พร้อมเปิดไทม์ไลน์สำคัญที่ผู้เกี่ยวข้องต้องรีบดำเนินการก่อนจะถูกตัดสิทธิ์และดำเนินคดี

โดยมีรายละเอียดไทม์ไลน์และข้อปฏิบัติสำคัญ 3 ระยะ ดังนี้:
1. ระยะเร่งด่วน: รีบลงทะเบียนก่อนระบบปิด (วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ 2569)
กรมการขนส่งทางบกแจ้งเตือนผู้ขับรถให้รีบเข้าลงทะเบียนในระบบ Driver Verify ของ ETDA ภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เท่านั้น เพื่อนำใบรับรองไปใช้ประกอบการจดทะเบียนรถสาธารณะ (รย.17 หรือ รย.18) ให้รวดเร็วขึ้น
• คำเตือนสำคัญ: การมี "ใบรับรองจาก Driver Verify" ไม่ถือว่าเป็นการยกเว้นโทษ หากนำรถไปวิ่งรับผู้โดยสารโดยที่ยังจดทะเบียนไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย
• สิ่งที่ต้องทำ: ผู้ขับขี่ต้องเผื่อเวลาในการดำเนินการ เพราะขั้นตอนการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเพื่อทำใบขับขี่สาธารณะใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ (ระหว่างรอผลสอบประวัติ สามารถใช้หนังสือรับรองการผ่านอบรมมายื่นจดทะเบียน รย.18 ก่อนได้)
• หากพ้นกำหนด 28 ก.พ.: ระบบ Driver Verify จะปิดลง ผู้ที่ยังไม่จดทะเบียนรถสาธารณะจะไม่สามารถให้บริการได้ และถือว่ามีความผิดทันทีหากฝ่าฝืน

2. ระยะกวาดล้าง: แพลตฟอร์มต้องคัดกรอง (1 – 30 มีนาคม 2569)
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเตรียมความพร้อมก่อนประกาศใหญ่มีผลบังคับใช้
• หน้าที่แพลตฟอร์ม: ต้องนำรถที่ไม่ได้จดทะเบียนถูกต้อง และคนขับที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ "ออกจากระบบ" ทันที
• มาตรการจับกุม: หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบผู้ขับขี่ที่ใช้รถผิดประเภทหรือไม่มีใบขับขี่สาธารณะ กรมการขนส่งทางบกจะแจ้งไปยังแพลตฟอร์มต้นสังกัดเพื่อ "ระงับการให้บริการทันที" รวมถึงแจ้งแพลตฟอร์มอื่น ๆ ให้ระงับสิทธิ์ผู้ขับรายนั้นด้วย จนกว่าจะดำเนินการจดทะเบียนให้ถูกต้อง

3. ระยะบังคับใช้จริง: ดีเดย์จับ-ปรับ-ปิดแพลตฟอร์ม (31 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป)
เมื่อประกาศ คธอ. เรื่อง Ride Sharing Platform มีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบ จะมีบทลงโทษที่รุนแรงขึ้นสำหรับทั้งสองฝ่าย:
• สำหรับแพลตฟอร์ม: หากปล่อยให้มีรถผิดประเภท รถป้ายต่างจังหวัดมาวิ่งข้ามเขต หรือคนขับไม่มีใบขับขี่สาธารณะให้บริการในระบบ จะถูก "สั่งห้ามประกอบธุรกิจ" หากไม่แก้ไขใน 90 วัน จะถูกถอนการรับแจ้งและดำเนินคดี
• สำหรับผู้ขับรถ: หากทำผิดกฎหมายจะโดนโทษหนัก
o ใช้รถยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 21 ประกอบมาตรา 60)
o ใช้รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลรับจ้าง: ปรับไม่เกิน 2,000 บาท (ผิด พ.ร.บ.รถยนต์ มาตรา 23/1 ประกอบมาตรา 62/1)
o ไม่มีใบขับขี่สาธารณะ: จำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ ETDA และ กรมการขนส่งทางบก จึงขอให้ผู้ขับขี่วางแผนดำเนินการจดทะเบียน รย.17 หรือ รย.18 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ เพื่อความถูกต้องตามกฎหมายและสามารถประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืน

 

“ครม.ดรีมทีม” หลังเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 สูตรสมานฉันท์ที่วางคน “ตรงงาน” มาก่อน “ตรงขั้ว” โดย กองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

 

หมายเหตุความชัดเจน: บทความนี้จัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.ดรีมทีม” ตามรายชื่อที่ได้รับ (ไม่ใช่ประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ)

หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเทศไทยจะเดินต่อได้ไกลแค่ไหน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครชนะ” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่า รัฐบาลชุดใหม่จะจัดทีมบริหารประเทศได้มีเสถียรภาพ มีประสิทธิภาพ และประสานพลังให้เดินไปในทิศเดียวกันได้หรือไม่

ในมุมของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้มีจุดเด่นที่การตั้ง “แกนยุทธศาสตร์” ก่อน แล้วค่อยให้กระทรวงเดินตามแกน ผ่าน 3 หลักการสำคัญดังนี้

• สมานฉันท์ + ความสามารถ

• ประเทศไทยต้องไปต่อ

• การเมืองประสาน + คิดเดินหน้า

1) นายกฯ อนุทิน: คุมทีมผสมให้เดินไปทางเดียวกัน

การวาง “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีในฉากทัศน์นี้ สะท้อนแนวคิดใช้ผู้นำที่มีประสบการณ์การบริหารและการเมือง โดยภารกิจหลักไม่ใช่เพียงสั่งการ แต่คือ “ประสาน” ให้ทีมที่หลากหลายสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้จริง ลดแรงเสียดทานในรัฐบาลผสม และรักษาความต่อเนื่องเชิงนโยบายในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประเทศ.

2) 5 รองนายกฯ = 5 แกนยุทธศาสตร์คุมเกมรัฐบาล

หัวใจของโครงสร้างนี้คือการตั้งรองนายกฯ แบบมีโจทย์ชัดเจนรอบด้าน เพื่อให้ “นโยบายข้ามกระทรวง” วิ่งได้จริง ไม่สะดุดที่เส้นแบ่งอำนาจ.

• สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ (โครงสร้างพื้นฐาน): เหมาะกับการเร่งสปีดโปรเจกต์ใหญ่ที่ต้องเอาอยู่ทั้งระบบ ตั้งแต่คมนาคม โลจิสติกส์ ไปจนถึงการเชื่อมเศรษฐกิจภูมิภาค.

• ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (ดิจิทัล): โจทย์ดิจิทัลยุคใหม่ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่คือการเปลี่ยนผ่านระบบรัฐให้บริการประชาชนเร็วขึ้น โปร่งใสขึ้น และลดต้นทุนประเทศ.

• เจษฎ์ โทณะวณิก (กฎหมายและลิขสิทธิ์ทางปัญญา): ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์และ AI ต้องมีกติกาทันสมัยด้าน IP และกฎหมายเศรษฐกิจใหม่ วางคนสายกฎหมายเชิงระบบช่วยลดรอยรั่วเชิงนิติกรรมของรัฐ.

• กรณ์ จาติกะวณิช (เศรษฐกิจ): ช่วยคุมภาพใหญ่เรื่องวินัยการคลัง ความเชื่อมั่น และการสื่อสารกับตลาด—โดยเฉพาะช่วงที่ประเทศต้องการ “ความนิ่ง” ทางนโยบาย.

• พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ (ความมั่นคง): ความมั่นคงยุคใหม่คือชายแดน ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ และการบริหารวิกฤตให้สัมพันธ์กับการต่างประเทศและเศรษฐกิจ.

3) กระทรวงเศรษฐกิจ: ผสม “เทคโนแครต + นักการเมืองทำงาน” ให้เกิดผลลัพธ์

ทีมเศรษฐกิจในฉากทัศน์นี้โดดเด่นที่การผสม “สายมหภาค/นโยบาย” กับ “สายภาคสนาม/การเมือง” เพื่อให้การตัดสินใจเร็วขึ้น แต่ยังอยู่ในกรอบความยั่งยืน และสื่อสารกับภาคธุรกิจได้ตรงภาษา.

• การคลัง: กอบศักดิ์ ภูตระกูล (รมช. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี, รมช. ศิริกัญญา ตันสกุล): เป็นภาพทีมการคลังที่มีทั้งมุมมองการเงิน–นโยบาย–การเมือง ช่วยให้แพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไม่หลุดกรอบความรับผิดชอบทางการคลัง.

• พาณิชย์: ศุภจี สุธรรมพันธุ์: การให้ผู้บริหารเอกชนคุมพาณิชย์คือสัญญาณว่า “แข่งขันได้จริง” จะสำคัญกว่าการบริหารแบบเดิม และช่วยเชื่อมรัฐกับเอกชนได้เร็ว.

• คมนาคม: สามารถ ราชพลสิทธิ์: คมนาคมคือเส้นเลือดของเศรษฐกิจ การวางคนที่เข้าใจงานระบบและการประสานหลายหน่วยงานช่วยลดคอขวดด้านโลจิสติกส์.

• อุตสาหกรรม: เอกนัฏ พร้อมพันธุ์: อุตสาหกรรมยุคใหม่ต้องชนะด้วยมาตรฐาน ความปลอดภัย และห่วงโซ่อุปทาน วางคนที่ผลักงานเชิงระบบได้ช่วยยกระดับภาคผลิต.

• พลังงาน: พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค: พลังงานเป็นตัวแปรต้นทุนประเทศ ทั้งค่าไฟและความมั่นคงทางพลังงาน บทบาทนี้ต้องคุมโครงสร้างและกติกาให้สมดุล.

• เกษตรฯ: ธรรมนัส พรหมเผ่า: กระทรวงฐานรากที่ต้องทำถึงพื้นที่—ทั้งการจัดการน้ำ การตลาด และการประกันรายได้ ต้องอาศัยคนที่เอางานภาคสนามอยู่.

• แรงงาน: พงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ: แรงงานคือการจ้างงาน ค่าจ้าง ทักษะ และสวัสดิการ บทบาทนี้ต้องเชื่อมเอกชน-ลูกจ้าง-รัฐ ให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้.

4) ความมั่นคง–ยุติธรรม–ต่างประเทศ: ทำให้รัฐ “แข็งแรง” และ “น่าเชื่อถือ”

• กลาโหม: พลเอกบุญสิน พาดกลาง: ช่วยยึดภาพความมั่นคงและการบริหารกำลังพล โดยเฉพาะมิติภาคสนามและการจัดการสถานการณ์ชายแดน.

• ยุติธรรม: ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล: หากรัฐบาลตั้งใจยกระดับกระบวนการยุติธรรม การวางคนที่ยืนบนมาตรฐานและความเป็นธรรมช่วยคืนความเชื่อมั่นของสังคม.

• การต่างประเทศ: สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว: ยุคที่ไทยต้องกลับเข้าจอเรดาร์โลก การทูตต้องคมและต่อเนื่อง เพื่อดึงโอกาสเศรษฐกิจและความร่วมมือกลับเข้าประเทศ.

• มหาดไทย: ไชยชนก ชิดชอบ (รมช. สุชาติ ชมกลิ่น, รมช. วราวุธ ศิลปอาชา): มหาดไทยเป็นกลไกบริหารพื้นที่ วาระสำคัญคือบริการประชาชน ลดความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ และทำให้รัฐ “ถึงมือประชาชน” มากขึ้น.

5) คุณภาพชีวิต: สาธารณสุข–การศึกษา–สังคม–วัฒนธรรม–สิ่งแวดล้อม ต้องทำจริง วัดผลได้

การเมืองจะลดความขัดแย้งได้ยั่งยืน ต้องทำให้ประชาชนเห็นผลลัพธ์ในชีวิตจริง—สุขภาพ การศึกษา โอกาส และสภาพแวดล้อม.

• สาธารณสุข: ศ.นพ. อภิชาติ อัศวมงคลกุล: การให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์คุมระบบสุขภาพ เป็นสัญญาณว่ามาตรฐานวิชาชีพจะนำหน้าการเมืองในระบบบริการ.

• ศึกษาธิการ: สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์: หากจะยกระดับทักษะคนไทย ต้องเริ่มจากระบบโรงเรียน ครู และหลักสูตรให้ตอบโจทย์เศรษฐกิจใหม่อย่างเป็นระบบ.

• การอุดมศึกษาฯ: ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์: มหาวิทยาลัยต้องผลิตคนให้สอดคล้องตลาดแรงงานและนวัตกรรม บทบาทนี้ต้องเร่งเชื่อมงานวิจัยกับเศรษฐกิจจริง.

• พัฒนาสังคมฯ: ศุภมาศ อิสรภักดี: การคุ้มครองคนเปราะบางและลดความเหลื่อมล้ำเป็นงานแกนของรัฐสวัสดิการยุคใหม่ ต้องทำให้ถึงมือและวัดผลได้.

• วัฒนธรรม: ซาบีดา ไทยเศรษฐ์: วัฒนธรรมยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ต้องเชื่อมกับซอฟต์พาวเวอร์และรายได้ชุมชน ให้ “ความเป็นไทย” กลายเป็นมูลค่าเพิ่ม.

• ทรัพยากรธรรมชาติฯ: วีระศักดิ์ โควสุรัตน์: สิ่งแวดล้อมคือโจทย์เมือง PM2.5 และท่องเที่ยวยั่งยืน ต้องขับเคลื่อนเชิงระบบร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน.

• ท่องเที่ยวและกีฬา: ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์: ท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์ฟื้นเศรษฐกิจ ต้องเร่งยกระดับคุณภาพและความปลอดภัย พร้อมกระจายรายได้สู่เมืองรอง

• ดิจิทัลฯ: การดี เลียวไพโรจน์: ถ้ากระทรวงดีอีขยับจาก “งานกำกับ” สู่ “งานยกระดับรัฐดิจิทัล” ประเทศจะได้ประโยชน์เชิงระบบ ทั้งบริการรัฐและเศรษฐกิจดิจิทัล

6) ทีมที่ปรึกษาและโฆษก: เติมสมอง–ความน่าเชื่อถือ–การสื่อสาร

ฉากทัศน์นี้ยังเพิ่ม “ทีมที่ปรึกษานายก” เพื่อเติมมุมมองเชิงยุทธศาสตร์จากผู้มีประสบการณ์หลากมิติ และ “ทีมโฆษกรัฐบาล” เพื่อทำให้การสื่อสารของรัฐชัดขึ้น ลดความสับสนของสังคม.

ทีมที่ปรึกษานายก (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (เศรษฐกิจ)

• นพ.ยง ภู่วรวรรณ (สาธารณสุข)

• วิกรม กรมดิษฐ์ (อุตสาหกรรม)

• จรีพร จารุกรสกุล (การลงทุน)

• เศรษฐา ทวีสิน (การค้าต่างประเทศ)

• สมคิด จิรานันตรัตน์ (โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล)

• คณิศ แสงสุพรรณ (การลงทุนอุตสาหกรรมขนาดใหญ่)

ทีมโฆษกรัฐบาล (ตามรายชื่อที่เสนอ):

• ไตรศุลี ไตรสรณกุล

• ศึกษิษฎ์ ศรีจอมขวัญ

• จูรี นุ่มแก้ว

บทสรุปของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES

กองบรรณาธิการฯ เห็นว่า “ครม.ดรีมทีม” ชุดนี้ถูกออกแบบเพื่อแก้ 3 จุดอ่อนเรื้อรังของการเมืองไทยพร้อมกัน ได้แก่ (1) รัฐบาลผสมเดินคนละทิศ → เปลี่ยนเป็นรัฐบาลผสมที่มีแกนยุทธศาสตร์ชัด (2) กระทรวงทำงานเป็นเกาะ → เปลี่ยนเป็นระบบส่งไม้ต่อกัน (3) นโยบายสวยแต่ทำไม่ถึง → เปลี่ยนเป็นนโยบายที่มีทั้งคนทำงานและคนคุมกติกา.

อย่างไรก็ตาม รายชื่อที่ดีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่ประชาชนต้องการคือผลลัพธ์—ค่าครองชีพที่ลดลง งานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น บริการรัฐที่เร็วขึ้น ความปลอดภัยที่มั่นใจได้ และความเชื่อมั่นของโลกที่กลับมาอยู่ข้างประเทศไทย

หมายเหตุ: บทความนี้เป็น ความเห็นของกองบรรณาธิการ THE STATES TIMES เท่านั้นและจัดทำในกรอบ “ฉากทัศน์/โผ ครม.” ตามรายชื่อที่ได้รับ ไม่ใช่การประกาศแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

ถอดรหัสทำไมต้องเล่นสถาบันใหญ่ จากโจมตี ‘ทหารมีไว้ทำไม’ เป็นประกันสังคม ยุทธศาสตร์หาเสียงพรรคส้มที่ทำซ้ำ หวังสร้างแต้มต่อโกยคะแนนเสียงยุคโซเชียล

จาก “ทหารมีไว้ทำไม” ถึง “ประกันสังคม” ถอดรหัสยุทธศาสตร์หาเสียงของพรรคส้ม: ทำไมต้องทำแบบนี้

การหาเสียงของพรรคสาย “ส้ม” รอบก่อน–รอบนี้ มีแพตเทิร์นคล้ายกันชัดเจน: เลือกหยิบ “สถาบัน/ระบบใหญ่” ที่คนรู้สึกว่าแตะต้องยาก แล้วเปลี่ยนให้เป็น “คำถามสาธารณะ” ที่คนธรรมดาพูดคุยและตัดสินได้ในชีวิตประจำวัน

รอบก่อน คำถามคือ “ทหารมีไว้ทำไม” ที่พาเกมการเมืองไปสู่การถกเถียงเรื่องงบประมาณ–บทบาท–ความคุ้มค่า และความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจรัฐกับประชาชน ส่วนรอบนี้ เป้าหมายคือ “ประกันสังคม” ซึ่งเกี่ยวพันกับคนทำงานโดยตรง เพราะเงินถูกหักจริงทุกเดือน และกองทุนมีขนาดใหญ่ระดับประเทศ

คำถามสำคัญคือ: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้? คำตอบคือ นี่คือ “วิธีสร้างสนามเลือกตั้ง” ให้เป็นเรื่อง ความโปร่งใส–ความคุ้มค่า–อำนาจตรวจสอบ มากกว่าเรื่องตัวบุคคล

1) หลักการเดียวกัน: ทำเรื่อง “ใหญ่และกลัวแตะ” ให้กลายเป็น “เรื่องที่คนธรรมดามีสิทธิถาม”
วาทกรรมแบบ “ทหารมีไว้ทำไม” เป็นคำถามชนิดที่บีบให้ระบบต้องอธิบายตัวเอง (explain-or-lose) เพราะตั้งต้นจากความรู้สึกของประชาชนว่า “งบสูง อำนาจสูง แต่ผลลัพธ์จับต้องยาก”
เมื่อย้ายสนามมาที่ “ประกันสังคม” หลักการสื่อสารยิ่งแรงขึ้น เพราะความรู้สึกของคนทำงานคือ เงินเป็นของเราโดยตรง แต่ข้อมูลการใช้เงินและกระบวนการตัดสินใจอยู่ไกลมือ

2) เลือกประเด็นที่ “ชนะใจคนทำงาน” ได้จริง: กระทบกระเป๋า และกระทบศักดิ์ศรี
เรื่องกองทัพเป็นสนามที่อ่อนไหวสูงเพราะพัวพันกับความมั่นคงและอารมณ์ร่วมเชิงชาติ แต่ “ประกันสังคม” เป็นเรื่องปากท้องและความเป็นธรรม จึงทำให้การสื่อสารเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า
เมื่อเกิดประเด็นที่สื่อสารได้สั้นๆ (เช่น ความเหมาะสมของการใช้งบ โครงการจัดซื้อจัดจ้าง หรือความล่าช้าในการบริการ) มันจะกลายเป็น “หลักฐานเชิงอารมณ์” ที่ทำให้คนรู้สึกว่าเงินก้อนใหญ่ควรถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น

3) กองทุนใหญ่ + โครงสร้างกำกับถูกตั้งคำถาม = เชื้อไฟชั้นดีของการเมืองตรวจสอบ
ประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่หน่วยบริการ แต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์สาธารณะก้อนใหญ่ และเมื่อโครงสร้างกำกับ หรือกติกาการมีส่วนร่วมถูกตั้งคำถาม ก็ยิ่งต่อยอด narrative ได้ว่า “เงินของแรงงาน แต่แรงงานกำกับได้ไม่เต็มที่”
ในเชิงยุทธศาสตร์ พรรคส้มได้เรื่องเล่าครบชุดในสนามเดียว: เงินของแรงงาน + ต้องตรวจสอบได้ + ต้องมีธรรมาภิบาล และนี่เป็นพื้นที่ที่พรรคสื่อสารได้ถนัด เพราะเป็นการเมืองแบบโครงสร้าง–กติกา–ตรวจสอบ ไม่ใช่แค่แจกอย่างเดียว

4) เป้าหมายลึกๆ: แย่งนิยาม “ความดี/ความรักชาติ” ให้กลับมาเป็นเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่า
รอบก่อน คำพูดแรงๆ เกี่ยวกับทหารถูกอีกฝ่ายตีความว่า “ไม่เคารพ/ไม่เข้าใจความมั่นคง” จนเกิดแรงตีกลับ และทำให้พรรคต้องถอยเชิงถ้อยคำ
รอบนี้ การย้ายสมรภูมิไปที่ประกันสังคม คือการพาเกมกลับมาอยู่ในพื้นที่ที่ได้เปรียบกว่า: พูดเรื่องธรรมาภิบาลแล้วคนจำนวนมากรู้สึกว่า “ใช่”, โจมตีเรื่องความคุ้มค่าแล้วฝ่ายตั้งรับตอบยาก, และใช้บทบาทฝ่ายค้านตรวจสอบได้อย่างชอบธรรม

5) ความเสี่ยงแบบเดิม: วาทกรรมแรง = ถูกตีว่าเหมารวม/ทำลายความเชื่อมั่นระบบ
บทเรียนจาก “ทหารมีไว้ทำไม” คือ วาทกรรมที่แรงเกินไปมักถูกตีความว่า “ดูถูกทั้งระบบ” แทนที่จะวิจารณ์เฉพาะกลไกที่มีปัญหา
กับประกันสังคมก็เช่นกัน หากสื่อสารแรงแต่ไม่ทำการบ้าน อาจถูกสวนกลับว่า หยิบเคสเดียวมาปั่น ไม่เข้าใจกฎหมาย/โครงสร้างงบ หรือทำลายความเชื่อมั่นระบบสวัสดิการโดยไม่จำเป็น
แต่ถ้าทำการบ้านแน่นและเสนอทางออกควบคู่ (เช่น เปิดข้อมูลเชิงรุก, KPI บริการ, แดชบอร์ดกองทุนที่อ่านง่าย) เกมนี้จะกลายเป็นแต้มบวกมากกว่าดราม่า

บทสรุป: ทำไมพรรคส้มต้องทำแบบนี้?
เพราะนี่คือสูตรการเมืองที่ทำให้ “แตกต่าง” และ “คุมวาระ” ได้พร้อมกัน:
1) เลือกสถาบันใหญ่ที่คนรู้สึกว่าแตะยาก
2) แปลงให้เป็นคำถามที่คนธรรมดาถามได้
3) ผูกกับเงิน–ความคุ้มค่า–ความโปร่งใส
4) ทำให้การเลือกตั้งกลายเป็นเรื่อง “ระบบ” ไม่ใช่แค่ “ตัวคน”

รอบก่อน เขาใช้ “ทหาร” เป็นภาพแทนอำนาจรัฐที่ประชาชนอยากตรวจสอบ รอบนี้ เขาใช้ “ประกันสังคม” เป็นภาพแทน รัฐราชการ–กองทุนใหญ่–ความโปร่งใส และนี่คือเหตุผลว่าทำไมพรรคส้ม “ต้องทำแบบนี้” ในเกมเลือกตั้งยุคโซเชียล

 

ชวนมาเที่ยว ชิม ช้อป ของดีสมุทรสาคร!

ชวนมาเที่ยว ชิม ช้อป ของดีสมุทรสาคร!

มหกรรมสินค้าเกษตรคุณภาพและของดีจังหวัดสมุทรสาครของเกษตรกร องค์กรเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเครือข่าย

ยกทัพความสด ความอร่อย มาให้เลือกช้อปแบบจุใจ 

สมุทรสาคร Farm & Flavor Fair

พร้อมชมนิทรรศการพิเศษ

“ของดี 3 อำเภอ The Best of Samut Sakhon”

3 อำเภอ 3 อัตลักษณ์

ที่สุดแห่งรสชาติและเสน่ห์ของสมุทรสาคร 

 

30 มกราคม – 3 กุมภาพันธ์ 2569

10.00 – 21.00 น.

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลานกิจกรรม ชั้น 1

 

กิจกรรมไฮไลต์ ห้ามพลาด!

 

Flash Sale & The Forest of TRY

ช้อปนาทีทอง + สนุกกับการทายน้ำหนักสินค้าเด่น

13.00 – 13.30 น. / 19.00 – 19.30 น.

 

ช้อปเพลิน ลุ้นโชค สมุทรสาคร

ซื้อครบ 300 บาทขึ้นไป / ร้าน ลุ้นของรางวัลทันที

ร่วมสนุกได้ทั้งวัน 11.00 – 20.00 น.

 

แชะ & แชร์ – แชร์ความสุขสมุทรสาคร

ถ่ายภาพในงาน โพสต์ลงโซเชียล

ติดแฮชแท็ก

#เกษตรสมุทรสาคร

#สมุทรสาครFarmAndFlavorFair2025

รับของรางวัลจากผู้ประกอบการ (มีจำนวนจำกัด)

 

กิจกรรมพิเศษ

เสาร์ที่ 31 ม.ค. เวลา 15.00 น.

กินให้สุด สนุกกับของเด่นสมุทรสาคร

 

อาทิตย์ที่ 1 ก.พ. เวลา 15.00 น.

Cooking Show

“ครัวรสดี วิถีสมุทรสาคร จัดจ้านทุกคำ”

โดย เชฟจ้อน นฤพนธ์ กรประเสริฐ

 

เพลิดเพลินกับดนตรีสดตลอดงาน

มาเดิน มาเลือก มาอุดหนุน

เพราะทุกการซื้อของคุณ คือพลังใจให้เกษตรกรและชุมชนสมุทรสาคร

 

แล้วพบกันในงาน สมุทรสาคร Farm & Flavor Fair 

เมื่อสหรัฐฯท้าทายรัสเซีย: กรณีการยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เรือน้ำมันธงรัสเซีย อ้างเป็นเครือข่าย 'กองเรือเงา' ในขบวนการขนส่งน้ำมันเถื่อนเวเนซูเอลา หลังปฏิบัติการเด็ดหัวผู้นำเวเนซเอลาเพียง 4 วัน

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2026 ที่ผ่านมามีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อหน่วยยามฝั่งและกองทัพเรือสหรัฐฯ ปฏิบัติการขึ้นควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันชื่อ "มาริเนร่า” Marinera ซึ่งติดธงรัสเซีย หลังจากติดตามและไล่ล่าเรือลำดังกล่าวเป็นเวลานานกว่าสองสัปดาห์ ตั้งแต่บริเวณทะเลแคริบเบียนไล่ขึ้นไปจนถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ การยึดเรือครั้งนี้ดำเนินการตามคำสั่งศาลของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเรือลำดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการขนส่งน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตร โดยเฉพาะน้ำมันจากเวเนซุเอลา และเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่าย “กองเรือเงา” ที่ใช้หลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ เหตุการณ์เกิดขึ้นโดยไม่มีการปะทะทางทหารแต่ได้สร้างความตึงเครียดทางการเมืองอย่างรุนแรง เมื่อรัสเซียออกมาประณามว่าการกระทำของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยของรัฐ

เรือบรรทุกน้ำมัน Marinera เป็นเรือที่ติดธงรัสเซีย (และเคยเปลี่ยนชื่อ–เปลี่ยนธงมาก่อน) โดยมีชื่อเดิมว่า Bella 1 โดยทะเบียนเรือเดินทะเลของรัสเซียแสดงให้เห็นว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำนี้ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "มาริเนร่า” (Marinera) และแล่นภายใต้ธงรัสเซีย โดยระบุเมืองท่าหลักคือเมืองโซชิ (Sochi) ทางตอนใต้ของรัสเซียในทะเลดำเรือลำนี้ถูกทางการสหรัฐฯ ระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งน้ำมันที่เรียกว่า “กองเรือเงา (shadow fleet)” ซึ่งถูกใช้เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลำเลียงน้ำมันจากเวเนซุเอลาและแหล่งที่ถูกคว่ำบาตรอื่น ๆ เช่นอิหร่าน เรือ Marinera ถูกติดตามโดยหน่วยงานสหรัฐฯ เป็นเวลาหลายสัปดาห์ เนื่องจากมีพฤติกรรมต้องสงสัย เช่น การปิดหรือบิดเบือนสัญญาณติดตามตำแหน่ง (AIS) และการเปลี่ยนข้อมูลการจดทะเบียนเรือ สหรัฐฯ อ้างว่าเรือลำนี้มีสถานะทางกฎหมายคลุมเครือถึงขั้นอาจเข้าข่าย “เรือไร้สัญชาติ” จึงใช้เป็นเหตุผลทางกฎหมายในการเข้าควบคุมและยึดเรือกลางทะเล ซึ่งต่อมานำไปสู่ข้อพิพาทรุนแรงกับรัสเซียในประเด็นกฎหมายทางทะเลและอธิปไตยรัฐ นอกจากนี้กองบัญชาการภาคใต้ของสหรัฐฯ (US Southern Command) ได้ระบุว่า กระทรวงกลาโหมและกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเข้าควบคุมเรือบรรทุกน้ำมันลำที่ 2 คือ “เอ็ม/ที โซเฟีย” (M/T Sophia) เรือไร้สัญชาติและถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรด้วยข้อกล่าวล่าวหาดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย ระหว่างลอยลำอยู่ในทะเลแคริบเบียน

กรณีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับการบุกจับตัวประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลาโดยมีไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญสรุปได้ดังนี้
10 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ เริ่มยึดเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน เป็นหนึ่งในปฏิบัติการของ Operation Southern Spear เพื่อคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของเวเนซุเอลาและพันธมิตร
17 ธันวาคม 2025 สหรัฐฯ ประกาศ ปิดล้อมทางทะเล (blockade) ต่อเรือบรรทุกน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเวเนซุเอลาที่ฝ่าฝืนมาตรการคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการ

ปลายเดือน ธันวาคม 2025 เรือ Bella 1 ซึ่งถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีว่าเป็นเรือที่ผิดกฎหมาย เปลี่ยนชื่อเป็น Marinera และเปลี่ยนธงเป็นรัสเซียเพื่อหลบเลี่ยงการจับกุมของสหรัฐฯ ขณะที่พยายามลำเลียงน้ำมันเข้าเวเนซุเอลา
3 มกราคม 2026 หน่วยปฏิบัติการพิเศษของสหรัฐฯ บุกจับตัว นิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา พร้อมภริยาในกรุงการากัส หลังปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ ซึ่งมีรายงานว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิตในฝั่งเวเนซุเอลาและคิวบาในเหตุการณ์นี้ด้วย

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2025 – ต้นเดือนมกราคม 2026 สหรัฐฯ ติดตามเรือ Marinera มาอย่างต่อเนื่อง ในช่วงนี้ Coast Guard พยายามหลายครั้งที่จะขึ้นเรือ แต่ถูกเรือหลบหนีและเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือจนกระทั่งเรือแล่นไปถึงมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือระหว่างไอซ์แลนด์กับยุโรป
6 มกราคม 2026 มีรายงานว่า หน่วยงานของสหรัฐฯ ได้ติดตาม Marinera อยู่ห่างประมาณ 500 ไมล์จากชายฝั่งไอร์แลนด์ หลังจากล่องเรือผ่านทะเลแคริบเบียนและพยายามหลบเลี่ยงการสกัดของสหรัฐฯ
7 มกราคม 2026 สหรัฐฯ ยึดเรือรัสเซีย Marinera ใน มหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ หลังจากไล่ล่ามานานกว่า 2 สัปดาห์ โดยที่เรือรัสเซียและเรือดำน้ำถูกกล่าวว่าปรากฏตัวใกล้เคียงขณะปฏิบัติการ  ในวันเดียวกันนี้ สหรัฐฯ ยังได้ยึดอีกลำหนึ่งคือ M/T Sophia ในทะเลแคริบเบียน ขณะที่นโยบาย blockade น้ำมันเวเนซุเอลาของสหรัฐฯ มีความเข้มข้นขึ้น

พีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความบน X ระบุว่า การปิดล้อมน้ำมันเวเนซุเอลาที่ผิดกฎหมาย และถูกคว่ำบาตร ยังคงมีผลบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทุกที่ทั่วโลก ในขณะที่ทำเนียบขาวอธิบายว่าเรือบรรทุกน้ำมันลำดังกล่าวเป็นเรือในกองเรือเงาของเวเนซุเอลา ซึ่งถือว่าเป็นเรือไร้สัญชาติหลังจากใช้ธงปลอมและมีคำสั่งศาลบังคับคดีอยู่ ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า เวเนซุเอลาที่มีปริมาณน้ำมันสำรองมากที่สุดในโลกจะส่งมอบน้ำมันสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,800 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐฯ

รัฐบาลรัสเซียออกมาตำหนิการกระทำของสหรัฐฯ โดยอ้างว่าเป็น การละเมิดกฎหมายทางทะเลระหว่างประเทศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล พ.ศ. 2525 (UN Convention on the Law of the Sea) ซึ่งระบุว่า “ไม่มีรัฐใดมีสิทธินำกำลังใช้กับเรือที่อยู่ภายใต้การขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องของรัฐอื่นในน่านน้ำสากล” นั่นคือรัสเซียมองว่าการกระทำของสหรัฐฯ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิดอธิปไตยทางทะเล แม้เป็นเรือที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดมาตรการคว่ำบาตรก็ตาม ทั้งนี้กระทรวงต่างประเทศและกระทรวงคมนาคมรัสเซียได้เน้นย้ำว่า สหรัฐฯ ควรจัดการกับลูกเรือชาวรัสเซียอย่างเหมาะสม โดยดำเนินการตามสิทธิพื้นฐานและไม่ขัดขวางการรีบส่งกลับพวกเขาไปยังประเทศบ้านเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตอบโต้เชิงกฎหมายและมนุษยธรรม เพื่อไม่ให้เหตุการณ์นี้ถูกตีความว่าเป็นการปฏิบัติต่อชาวรัสเซียอย่างไม่เป็นธรรม รัสเซียระบุว่าเรือ Marinera ได้รับใบอนุญาตชั่วคราวในการเดินเรือภายใต้ธงรัสเซียตามกฎหมายภายในของตนเองและ “ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ” เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 ซึ่งพยายามชี้ให้เห็นว่าการยึดเรือนั้นขัดกับพันธกรณีระหว่างประเทศเกี่ยวกับความปลอดภัยและสิทธิของเรือที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง แม้ว่าข้อความตอบโต้จากปูตินหรือทำเนียบเครมลินโดยตรงจะยังไม่ถูกเผยแพร่เป็นคำพูดของปูตินเองในช่วงวันหยุดปีใหม่ แต่การตอบโต้ของรัฐบาลรัสเซียผ่านสื่อและหน่วยงานทางการทูตสะท้อนนโยบายของผู้นำรัสเซียในการ ปกป้องสิทธิของชาติและแสดงท่าทีคัดค้านการขยายบทบาทของสหรัฐฯ ในพื้นที่ที่ถือว่ารัสเซียมีผลประโยชน์ทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับพันธมิตรอย่างเวเนซุเอลาและวิกฤติการณ์คว่ำบาตรเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง โดยคำประณามนี้ยังช่วยเสริมโทนการตอบโต้อย่างแข็งกร้าวต่อสหรัฐฯ ในเวทีระหว่างประเทศด้วย ขณะที่จีนซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของเวเนซุเอลาในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาประณามการกระทำของสหรัฐฯ และกล่าวหาว่าสหรัฐฯ กำลังคุกคามความมั่นคงทางพลังงานของโลก
.
ปฏิบัติการยึดเรือ Marinera ที่เกิดขึ้นโดยมีการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียในบริเวณใกล้เคียงนั้นนับว่ามีนัยสำคัญทั้งทางทหารและการเมืองระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ในเชิงยุทธศาสตร์การปรากฏตัวของกำลังทางทะเลรัสเซียสะท้อนถึงความพยายามในการแสดงตัวตนและปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ แม้จะไม่ได้เข้าปะทะโดยตรงกับกองกำลังสหรัฐฯ ก็ตาม ขณะเดียวกันการดำเนินการยึดเรือภายใต้สถานการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรแม้ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงด้านความมั่นคงสูง ในเชิงการเมืองเหตุการณ์นี้จึงไม่ใช่เพียงการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลหรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่เป็นการเผชิญหน้าทางสัญลักษณ์ระหว่างมหาอำนาจที่ต่างฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงแต่ยังคงแข่งขันกันผ่านการแสดงกำลังและการตีความกฎหมายระหว่างประเทศ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวสามารถประเมินได้ว่าโอกาสที่เหตุการณ์ยึดเรือ Marinera จะยกระดับไปสู่ความรุนแรงทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียมีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์ที่ตระหนักถึงต้นทุนของการเผชิญหน้าโดยตรงและมีประสบการณ์ในการควบคุมการยกระดับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม การที่ปฏิบัติการเกิดขึ้นท่ามกลางการปรากฏตัวของเรือรบและเรือดำน้ำรัสเซียได้เพิ่มความเสี่ยงในเชิงอุบัติเหตุและการตีความผิดพลาด แม้ทั้งสองฝ่ายจะหลีกเลี่ยงการปะทะ แต่ความตึงเครียดทางทหารและการเมืองก็ถูกดันขึ้นไปอยู่ในระดับที่เปราะบางมากขึ้น แนวโน้มที่น่าจะเกิดขึ้นไม่ใช่สงครามหากแต่เป็น ความรุนแรงเชิงโครงสร้างและการเผชิญหน้าแฝง ผ่านการคว่ำบาตรที่เข้มข้นขึ้น การตอบโต้ทางกฎหมายและเศรษฐกิจ รวมถึงการทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่ของการเมืองอำนาจมากยิ่งขึ้น เหตุการณ์นี้จึงถูกมองว่าเป็นแบบอย่างของการเมืองโลกยุคใหม่ ที่รัฐมหาอำนาจเลือกใช้กฎหมาย การทหารเชิงสัญลักษณ์ และเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือร่วมกันในการแข่งขัน โดยยังคงหลีกเลี่ยงเส้นแดงของการใช้กำลังโดยตรง

บทสรุป กรณีสหรัฐฯ ยึดเรือบรรทุกน้ำมัน Marinera สะท้อนการเมืองอำนาจยุคใหม่ที่การคว่ำบาตร เศรษฐกิจ กฎหมาย และกำลังทางทหารถูกผสานเข้าด้วยกันเป็นเครื่องมือเดียว แม้เหตุการณ์นี้ไม่นำไปสู่การปะทะทางทหารโดยตรงระหว่างสหรัฐฯ กับรัสเซียแต่ได้เพิ่มความตึงเครียดเชิงโครงสร้างและทำให้ทะเลหลวงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
 

อโมริม ขอพักยาว ไม่รับงานคุมทีมทั้งฤดูกาลนี้ หลังถูก ‘แมนยู’ ปลดฟ้าผ่า รอคืนสนามฤดูกาลหน้า

(6 ม.ค. 69) รูเบน อโมริม กุนซือชาวโปรตุเกสวัย 40 ปี ตัดสินใจไม่รับคุมทีมใดๆ ตลอดช่วงที่เหลือของฤดูกาลนี้ หลังถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดปลดจากตำแหน่งแบบกะทันหันเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่นอังกฤษ

แม้จะมีความสนใจจากทีมในตะวันออกกลางและบราซิล แต่ ‘รูดี้ กาเล็ตติ’ นักข่าวสายตลาดนักเตะ ระบุว่า อโมริมเลือกพักฟื้นสภาพจิตใจและใช้เวลากับครอบครัวก่อนจะกลับมารับงานอีกครั้งในฤดูกาลหน้า พร้อมกล่าวว่า "เขาต้องการเวลาเพื่อฟื้นฟูและคิดทบทวนก่อนเริ่มใหม่"

ก่อนหน้านี้ แมนฯ ยูไนเต็ดตัดสินใจปลดอโมริมหลังผลงานไม่เป็นไปตามคาดและบรรยากาศในทีมสั่นคลอน โดยมีรายงานว่าเกิดความตึงเครียดเรื่องอำนาจการทำทีมและนโยบายเสริมทัพ อโมริมเคยย้ำว่าเข้ามาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมไม่ใช่แค่โค้ชที่ทำตามคำสั่ง

สำหรับอนาคต ดาร์เรน เฟล็ตเชอร์ได้รับบทกุนซือขัดตาทัพ ขณะที่สโมสรเริ่มมองหาเฮดโค้ชคนใหม่ หวังฟื้นฟูฟอร์มและสถานะบนตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนี้
 

เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ

วันนี้จับมาดูโร พรุ่งนี้จับใคร? เมกาข้ามเส้นอธิปไตย—สัญญาณ ‘สงครามโลกครั้งที่ 3’ แบบไม่ต้องประกาศ
เมื่อ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ ถูกยกระดับเป็นปฏิบัติการข้ามแดน โลกกำลังเข้าสู่สนามรบใหม่: อำนาจ + กฎหมาย + ข่าวสาร

ต้นเดือนมกราคม 2026 โลกสะดุ้งพร้อมกัน เมื่อสื่อสากลหลายสำนักรายงานว่า สหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการในกรุงการากัส และควบคุมตัวนิโกลัส มาดูโร พร้อมซิเลีย ฟลอเรส ก่อนนำตัวขึ้นศาลรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ท่ามกลางข้อถกเถียงที่ใหญ่กว่า ‘คดี’ นั่นคือ ‘กติกาโลก’ ว่ายังมีอยู่จริงแค่ไหน และใครเป็นคนถือดินสอเขียนกติกา

นี่ไม่ใช่ข่าวคดี—แต่นี่คือข่าวกติกาโลก
การนำตัวผู้นำประเทศไปอยู่ในเขตอำนาจศาลของอีกประเทศ ไม่ได้เป็นแค่การเอาผิดทางอาญา แต่มันคือการยกระดับการต่อสู้ให้กลายเป็นสงครามเชิงระบบ (system war) ที่เดิมพันอยู่ที่ความชอบธรรม การยอมรับของนานาชาติ และความเชื่อของผู้คนต่อคำว่า ‘อธิปไตย’

ในโลกยุคเก่า สงครามคือการยึดพื้นที่ แต่ในโลกยุคใหม่ สงครามคือการยึด ‘สถานะ’ วันนี้คุณเป็นผู้นำประเทศ พรุ่งนี้คุณกลายเป็นผู้ต้องหาในศาลต่างชาติ—และโลกทั้งใบถูกบังคับให้เลือกว่าจะเชื่อใคร.

สงครามโลกครั้งที่ 3 เวอร์ชันศตวรรษที่ 21: ไม่ต้องยิงกันมาก แต่บังคับให้ทั้งโลกเลือกข้าง
เคสเวเนซุเอลาครั้งนี้สะท้อนลายเซ็นของสงครามยุคใหม่ 3 ชั้นซ้อนกัน:
• ชั้นที่ 1: Lawfare (สงครามผ่านกฎหมาย) — ใช้ข้อกล่าวหาและกระบวนการยุติธรรมเป็นอาวุธทางการเมือง เพื่อดึงคู่ขัดแย้งเข้าสนามที่ตนถนัด
• ชั้นที่ 2: Deterrence (การขู่เพื่อยับยั้ง) — แสดงให้เห็นว่า ‘ไปถึงตัวได้’ และ ‘เอาตัวออกมาได้’ เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามลังเล
• ชั้นที่ 3: Narrative war (สงครามเรื่องเล่า) — ใครเล่าเรื่องได้เหนือกว่า จะได้ครองความชอบธรรม: ‘จับผู้ร้าย’ หรือ ‘ลักพาตัวผู้นำ’ คือคนละจักรวาล

ทำไมเหตุการณ์นี้อันตรายกว่าที่คิด
ความเสี่ยงไม่ใช่แค่การตอบโต้ระหว่างสองประเทศ แต่คือการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ประเทศอื่นอาจเลียนแบบ และทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่ทุกฝ่ายตีความกฎหมายระหว่างประเทศคนละชุด—จนคำว่า ‘กติกากลาง’ กลายเป็นของหายาก.
เมื่อบรรทัดฐานถูกขยับ ความขัดแย้งก็มีโอกาสลุกลามเป็นการตอบโต้แบบลูกโซ่: การคว่ำบาตร การตัดระบบการเงิน สงครามข่าวปลอม ปฏิบัติการไซเบอร์ การใช้กลุ่มตัวแทน (proxy) และสุดท้ายคือความเสี่ยงต่อการปะทะโดยตรง.

บทเรียนสำหรับไทย: ประเทศเล็กต้องอ่านเกมใหญ่ให้ขาด
1) กระจายความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์: พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ต้องไม่ผูกกับเส้นทางเดียวหรือฝ่ายเดียว
2) เสริมภูมิคุ้มกันข้อมูล: สงครามยุคนี้ชนะด้วยความเชื่อ—รัฐและสังคมต้องรู้เท่าทันข่าวลวงและปฏิบัติการข้อมูล
3) ยกระดับความมั่นคงไซเบอร์: เป้าหมายอันดับต้น ๆ ของสงครามระบบคือโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
4) การทูตต้องไวและแม่น: ในโลกที่ถูกบีบให้เลือกข้าง ประเทศเล็กต้องยืนบนผลประโยชน์ชาติอย่างเยือกเย็น

สงครามโลกครั้งที่ 3 อาจเริ่มขึ้นแล้ว—เมื่อกติกาถูกฉีก โดยไม่ต้องมีคำประกาศ
หาก ‘สงครามโลก’ ในอดีตวัดกันที่จำนวนรถถัง วันนี้อาจวัดกันที่จำนวนประเทศที่ถูกบีบให้เลือกข้าง และจำนวนระบบที่ถูกทำให้ล่มหรือไม่น่าเชื่อถือ เคสเวเนซุเอลาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของมาดูโร แต่คือคำเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่เส้นแดงถูกข้ามได้ง่ายขึ้น และผลกระทบจะย้อนมาถึงทุกประเทศ—ไม่ว่าคุณจะอยู่ไกลแค่ไหนก็ตาม

อ้างอิง (ข่าวต่างประเทศ)
1. Associated Press (AP News), 5 Jan 2026: Maduro appeared in Manhattan federal court and pleaded not guilty after being captured in Caracas.
2. Reuters, 3–5 Jan 2026: Reports and legal explainer on the capture and the debate over international law/sovereignty.
3. Financial Times, 5 Jan 2026: Maduro said he was ‘kidnapped’ and denied charges.
4. The Guardian, 5 Jan 2026: Courtroom scene and political fallout coverage
 

เมื่อ Gen Y ทำป้ายบอกทาง ชาวเน็ตโพสต์คลิปป้ายข้างทาง พบข้อความอ่านแล้วถึงกับ “อมยิ้ม”

(5 ม.ค. 69 ) ผู้ใช้ Tiktok ชื่อบัญชี ‘noorungkra รุ้งกินน้ำเกิดทางทิศเหนือ’ โพสต์คลิปที่มีป้ายข้อความข้างทางที่กำลังก่อสร้างถนน โดยตั้งชื่อคลิปว่า “เมื่อให้ Gen Y มาทำป้ายบอกทาง”พร้อมข้อความว่า เมื่อเส้นสุพรรณบุรี-บางบัวทองทำถนน ไอ้เราก็นั่งอ่านป้ายเพลินๆ เสียดายถ่ายตอนช่วงแรกไม่ทัน 

พร้อมกับถ่ายภาพป้ายที่มีข้อความต่าง ๆ อาทิ
- ครึ่งทางแล้วนะ เห็นไหมไม่ไกล
- อีก 8 กม. พ้นหน้างานก่อสร้าง ไปกันต่อ
- ทางชีวิตยังต้องซ่อม ถนนเช่นกัน ไปกันต่อ...(โถ มาway เปรียบเปรยสะและ ไปกันต่อ)
- อีก 6 กม. พ้นหน้าก่อสร้าง อีกอึดใจเดียว (ฮีบไว้ๆ อีกอึดใจว่าซ่าน)
- เสาร์-อาทิตย์ รถติดเยอะ ฝากบอกเพื่อนด้วยนะจ๊ะ (เค้าฝากให้ชั้นมาบอกพวกแกอ่ะ)
- อีก 4 กม. พ้นหน้างานก่อสร้างแล้วนะจ๊ะ (นะจ๊ะ.....สะด้วย แหมมมม)
- อีก 2 กม. พ้นหน้างานก่อสร้าง ใกล้แล้วที่รัก (เอ้าโสดอยู่ดีๆ มีคนเรียกที่รักเฉยยย)
- เดินทางโดยสวัสดิภาพ ด้วยความปรารถนาดีจาก แขวงทางหลวงสุพรรณบุรีที่ 1 (ว๊า หมดสะแระ ขับขี่ด้วยความปลอดภัยทุกท่านนะคะ)

และยังระบุข้อความในคลิปด้วยว่า ถนนซ่อม รถติด ขับตามกันมา เห็นป้ายพวกนี้มันน่ารักจัง 

ทั้งนี้ คลิปดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของหน่วยงานรัฐที่ต้องการลดความตึงเครียดให้กับผู้ที่ใช้รถใช้ถนนที่ต้องเจอกับสภาพรถติดจากเหตุซ่อมถนน รวมถึงผู้นำคลิปมาเผยแพร่ที่มีอารมณ์ขัน สามารถนำป้ายข้างทางมาร้อยเรียงทำให้บรรยากาศมีความผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

‘เนเน่ รัดเกล้า’ ร่อนจดหมายเปิดผนึกถึง ‘อ.อัจฉราวดี’ ย้ำจุดยืนประชาธิปัตย์ ยุค ‘อภิสิทธิ์’ ยึดหลักการ-จริยธรรมเหนือการเมือง วอนกลุ่มคนรักชาติไม่แตกแยก ก้าวข้ามความขัดแย้งด้วยความจริง

(5 ม.ค. 69) นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี หรือ "เนเน่" รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเพื่อสื่อสารถึง อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล และผู้ติดตาม โดยมีเนื้อหาสำคัญในการชี้แจงประเด็นที่อาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อพรรคประชาธิปัตย์และอดีตผู้นำพรรค พร้อมเน้นย้ำถึงอุดมการณ์ทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนความสุจริต ว่า 

ด้วยความเคารพ ต่อ อ.อัจฉราวดี วงศ์สกล... หวังว่าท่าน (และผู้ติดตามของท่าน) จะมาอ่านบทความนี้ของเนเน่ (และอ่านจนจบ)

เนเน่ไม่ได้รู้จักอาจารย์เป็นการส่วนตัว และไม่เคยติดตามงานเขียนของอาจารย์มาก่อน แต่ขอขอบคุณจากใจต่อความศรัทธาที่อาจารย์เคยมีให้พรรคประชาธิปัตย์  ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และท่านชวน หลีกภัย รวมถึงความห่วงใยต่อประเทศชาติ บ้านเมือง และสถาบันหลักของชาติ ซึ่งในจุดนี้ เนเน่เชื่อว่าเรามีเจตนาร่วมกัน

ประเด็นที่หนึ่ง มีหลักการหรือไม่ เด็ดขาดหรือไม่... การทำงานการเมือง คือการทำหน้าที่รับใช้ประชาชน และเป็นธรรมดาที่ไม่มีผลงานใดจะถูกใจคนทั้งประเทศได้ ความเห็นต่าง การชอบหรือไม่ชอบพรรคการเมืองหรือนักการเมืองคนใด การวิพากษ์วิจารณ์ เป็นเรื่องของนานาจิตตังค์ ทำงานการเมืองต้องยอมรับและเข้าใจได้ ...ตราบใดที่การวิพากษ์วิจารณ์นั้นอยู่บนฐานของข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นจริง

ประเด็นที่สอง บทความของอาจารย์มีการกล่าวถึงเรื่อง MOU 43 ในลักษณะที่อาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำในอดีตคลาดเคลื่อนได้ หากไม่ได้ติดตามรายละเอียดของเรื่องนี้อย่างรอบด้าน เพราะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ มีความละเอียดอ่อน และอาจถูกตีความผิดได้ง่าย

เนเน่ขอเรียนตรงไปตรงมาว่า ตัวเองไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคง แต่ได้พยายามศึกษาข้อมูลด้วยความห่วงใยต่อประเทศชาติและสถาบันหลักของชาติไม่ต่างจากอาจารย์ ยิ่งศึกษา ยิ่งเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ควรถูกหยิบมาใช้สร้างความแตกแยกในกลุ่มคนที่รักชาติและยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน เพราะอาจเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนโดยไม่ตั้งใจ

หากอาจารย์มีเวลา เนเน่อยากขอเชิญชวนให้อาจารย์ลองศึกษาข้อมูลในมิติอื่นเพิ่มเติม หรือรับชมคลิปสั้นจากเวทีดีเบตของช่อง 3 ที่เนเน่ได้อธิบายประเด็นนี้ไว้ เพื่อประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบยิ่งขึ้น
https://youtu.be/x5Xv1ZFks3E?si=JgaIT9zMM9BHZCVn

สังคมไทยต้องการสื่อสารในประเด็นที่อ่อนไหวต่อความมั่นคงของชาติ ให้ตั้งอยู่บนข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรม เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด โดยเฉพาะในหมู่ผู้ที่มีหัวใจเดียวกัน นั่นคือหวังดีต่อบ้านเมือง ...หากขาดความระมัดระวังแล้ว จะกลายเป็นการหวังดีประสงค์ร้ายได้ค่ะ ไม่ว่าอาจารย์จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

ประเด็นที่สาม ด้วยความเคารพในเจตนาดีและความห่วงใยประเทศของอาจารย์อย่างแท้จริง สำหรับแนวคิดเรื่องการโหวตเชิงยุทธศาสตร์ไปยังพรรคอื่น เนเน่ขอยืนยันว่าเป็นสิทธิ์โดยสมบูรณ์ของอาจารย์ และไม่ได้ติดใจในความเห็นนั้น

ในวันนี้ ผู้ชายที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศชัดว่ากลับมาเพื่อกู้ศรัทธาให้กับประเทศไทยและการเมืองไทย ยึดมั่นการเมืองสุจริต เลือกคนที่ทำงานเป็น มีหลักการ ไม่สร้างความขัดแย้ง และไม่ป้ายสีผู้ที่ยืนอยู่บนหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ (ภายใต้การนำของท่านอภิสิทธิ์) ยืนยันมาโดยตลอดว่า พร้อมร่วมงานกับทุกพรรคการเมืองที่เคารพ "เส้นแบ่งทางจริยธรรม" ที่ชัดเจน นั่นคือ...
- ไม่ร่วมกับพรรคที่ถูกตั้งคำถามเรื่องทุนสีเทา
- ไม่ร่วมกับพรรคที่มีนโยบายสร้างความแตกแยกให้กับสังคม

ประชาชนคนไทยถวิลหานักการเมืองที่ใสสะอาด มีจุดยืน มีความเด็ดขาด มีหลักการ มาโดยตลอดแล้ว ...ความจริงว่า วันนี้มีนักการเมืองแบบนั้นอยู่ตรงหน้า - หรือไม่มี - คงต้องแล้วแต่ทุกท่านพิจารณาตัดสินใจกันเองค่ะ

สจฺจํ เว อมตา วาจา... ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย
คุณค่าของความซื่อสัตย์ สัจจะ และความจริงที่ไม่มีวันเสื่อมคลาย
...ไม่ว่าท่านจะเห็น หรือไม่เห็น ก็ตาม...

สุดท้ายนี้ เนเน่เชื่อว่า ความรักชาติไม่จำเป็นต้องคิดเหมือนกันทุกเรื่อง แต่ความรักชาติที่แท้จริง ควรตั้งอยู่บนความเข้าใจ ความสุจริต และการเคารพกัน แม้จะมีความเห็นต่าง

ประเทศจะเข้มแข็งได้ ไม่ใช่จากการชักนำ คนที่คิดดีออกจากกัน แต่จากการร่วมกันปกป้องสิ่งสำคัญของชาติ ด้วยสติและเหตุผล... ขออาจารย์ (และผู้ติดตามของอาจารย์) โปรดจงพิจารณาพินิจวิเคราะห์ให้ดีค่ะ

ด้วยความเคารพและความหวังดีค่ะ
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top