Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

THE STATES TIMES จับมือ SPUTNIK ลงนามความร่วมมือสื่อหลักจากรัสเซีย เพิ่มความหลากหลายข่าวสารระหว่างไทย-รัสเซีย หนึ่งในความเคลื่อนไหวที่สำคัญในรอบ 5 ปี

ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ของสำนักข่าว THE STATES TIMES มีหนึ่งความเคลื่อนไหวที่สำคัญได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ร่วมกับสำนักข่าว SPUTNIK ประเทศรัสเซีย เพื่อแลกเปลี่ยนทรัพยากรและข้อมูลข่าวสารระหว่างกัน มุ่งเสริมสร้างความหลากหลายในการนำเสนอข่าวระหว่างประเทศของทั้งสองสำนักข่าว

เพิ่มช่องทางข่าวสารรัสเซียสู่ไทย

สำหรับความร่วมมือที่เกิดขึ้นของ 2 สำนักข่าวในครั้งนั้น ทาง ณัฐภูมิ รัฐชยากร กรรมการผู้จัดการ นิวสเปคทีฟ กรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ THE STATES TIMES  มองว่า ปัจจุบันข่าวสารจากประเทศรัสเซียในประเทศไทยยังขาดความหลากหลายในการนำเสนอ การลงนาม MOU ดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนชาวไทยสามารถรับข่าวสารจากรัสเซียได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ขณะเดียวกัน ทางสำนักข่าว SPUTNIK ยังได้นำเสนอข่าวสารจากประเทศไทยมากขึ้นจะช่วยสร้างความเข้าใจในประเทศไทยให้แก่ชาวรัสเซีย และนำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างไทยและรัสเซียในด้านต่างๆ ในอนาคต อาทิ การลงทุนและการท่องเที่ยวอีกเช่นกัน

ทั้งนี้ Vasily Pushkov ผู้อำนวยการด้านความร่วมมือระหว่างประเทศของสำนักข่าว SPUTNIK ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันข่าวสารของประเทศไทยที่เผยแพร่ในรัสเซียมีจำนวนไม่มากนัก ซึ่งสวนทางกับจำนวนผู้คนที่สนใจ โดยเฉพาะจากการที่มีชาวรัสเซียจำนวนมากเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทย

แม้ว่าสำนักข่าว SPUTNIK จะมีผู้สื่อข่าวประจำที่ประเทศไทย 1 ตำแหน่งแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ การลงนามบันทึกความเข้าใจครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อกระจายข่าวสารของประเทศไทยในรัสเซียให้กว้างขวางขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยให้ประเทศไทยสามารถสื่อสารเรื่องราวของรัสเซียได้มากยิ่งขึ้น

แน่นอนว่า ความร่วมมือกันของ 2 สำนักข่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างสะพานเชื่อมโยงด้านสื่อมวลชนระหว่างไทยและรัสเซีย เพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างสองประเทศและเปิดโอกาสความร่วมมือในหลากหลายมิติในอนาคต และนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ THE STATES TIMES ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
 

วันลงนามหลักการร่วมยุทธ ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น ในสงครามมหาเอเชียบูรพา เปิดเกมสงครามโลกครั้งที่ 2 เปลี่ยนประวัติศาสตร์ชาติ

(14 ธ.ค.68) เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2484 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยเมื่อ 'จอมพล ป. พิบูลสงคราม' นายกรัฐมนตรี ลงนามใน "หลักการร่วมยุทธระหว่างไทยกับญี่ปุ่น" ที่ผูกมิตรภาพทางทหารอย่างเป็นทางการหลังจากญี่ปุ่นบุกไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2484 จากการยอมให้เดินทัพผ่าน รัฐบาลไทยตัดสินใจร่วมรบเคียงข้างญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2

เอกสารหลักการร่วมยุทธเจาะลึกภารกิจไทยในสงคราม เช่น การร่วมปฏิบัติในพม่า รักษาแนวชายแดน และสนับสนุนเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญ พร้อมกันนี้แบ่งเขตยุทธการโดยญี่ปุ่นรับบทใต้ไทยทำหน้าที่เหนือ นอกจากนี้กองทัพอากาศและเรือไทยได้รับบทบาทเฉพาะที่ส่งเสริมการรบในภูมิภาค

ข้อตกลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่การร่วมมือทางเทคนิค แต่คือจุดเปลี่ยนที่ไทยกลายเป็นพันธมิตรเต็มตัว จากนั้นในปี 2485 ไทยประกาศสงครามกับอังกฤษและสหรัฐ แม้ความสัมพันธ์หลังสงครามจะมีปัญหา แต่รัฐบาลไทยผ่านขบวนการเสรีไทยเพื่อพิสูจน์ว่าการร่วมมือเป็นผลจากแรงกดดัน

การตัดสินใจที่เกิดขึ้นในวันที่ 14 ธันวาคมนี้ ทิศทางประเทศไทยเปลี่ยนจากผู้ถูกบุกสู่ผู้ร่วมรบเต็มตัวในสงครามโลกครั้งที่ 2 และนำไปสู่คำถามทางประวัติศาสตร์ที่ถกเถียงในปัจจุบันว่าไทยเลือกเองหรือถูกบังคับในการร่วมมือครั้งนี้

สมาคมประกันวินาศภัยไทย จัดทำมาตรฐานกลางการซ่อมรถยนต์ เพิ่มความชัดเจนค่าขาดประโยชน์ สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

สมาคมประกันวินาศภัยไทยจัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 โดยมีบริษัทประกันวินาศภัยเข้าร่วมลงนามจำนวน 32 บริษัท ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมประกันภัยไทยในการสร้างมาตรฐานกลางด้านการซ่อมรถยนต์

สร้างเกณฑ์กลางลดข้อพิพาท

ดร.สมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ สมาคมประกันวินาศภัยไทย ได้จัดทำกรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ให้เป็น "เกณฑ์กลาง" ที่สามารถนำไปใช้ได้ในทุกบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถให้มีความชัดเจนและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งอุตสาหกรรม

การกำหนดเกณฑ์นี้คำนึงถึงความเป็นธรรมต่อผู้เอาประกันภัย และสะท้อนความเป็นจริงของกระบวนการซ่อมรถยนต์ในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดข้อพิพาทและลดจำนวนเรื่องร้องเรียนด้านค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทประกันภัยสามารถประเมินจำนวนวันที่เหมาะสมได้อย่างเป็นระบบ และช่วยให้ผู้เอาประกันภัยได้รับการชดเชยที่สะท้อนงานซ่อมจริง ลดข้อโต้แย้งและเพิ่มความพึงพอใจต่อการให้บริการ

3 องค์ประกอบหลักของเกณฑ์มาตรฐาน

เกณฑ์การจัดซ่อมรถยนต์ที่สมาคมฯ จัดทำขึ้นมีหลักการสำคัญคือ การประเมินเวลาอย่างเป็นธรรม สะท้อนงานซ่อมที่แท้จริง และยึดข้อมูลเชิงเทคนิคของอู่ซ่อมรถมาตรฐานทั่วประเทศ โดยพิจารณาจาก 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่

หนึ่ง พิจารณาตามลักษณะงานซ่อม
สอง จำนวนชิ้นงาน
สาม จำนวนวันซ่อมตามจริง

การกำหนดกรอบระยะเวลาในการจัดซ่อมนี้ช่วยให้บริษัทประกันภัยมีแนวทางที่ชัดเจน เที่ยงตรง และสะท้อนสภาพการซ่อมจริงมากที่สุด ในการพิจารณาการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถได้อย่างเป็นธรรม

กระบวนการจัดทำที่รอบคอบ

การจัดทำ "กรอบระยะเวลาการจัดซ่อมรถยนต์ระหว่างบริษัทประกันวินาศภัย เพื่อการชดใช้ค่าขาดประโยชน์จากการใช้รถ" คณะกรรมการประกันภัยยานยนต์ได้มีการประชุมหารือร่วมกับบริษัทสมาชิกที่ประกอบธุรกิจประกันภัยรถยนต์อย่างต่อเนื่อง และแลกเปลี่ยนข้อมูลด้านงานซ่อมจริงของอู่ทั่วประเทศ พร้อมรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะจากทุกบริษัท เพื่อให้เกณฑ์เวลาที่กำหนดสามารถสะท้อนสภาพปัญหาและข้อเท็จจริงได้ครบถ้วนที่สุด

ก้าวสำคัญของอุตสาหกรรม

การลงนามร่วมของบริษัทประกันวินาศภัยในครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมประกันวินาศภัยไทย ที่สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันของทุกบริษัทในการพัฒนามาตรฐานการซ่อมรถยนต์ให้ชัดเจน เป็นธรรม และนำไปใช้ได้จริงในทางปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการร้องเรียน เสริมประสิทธิภาพการจ่ายค่าสินไหมทดแทน และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนผู้ใช้รถทั่วประเทศ

32 บริษัทร่วมลงนาม

บริษัทประกันวินาศภัยที่รับประกันภัยรถยนต์เข้าร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงฯ จำนวน 32 บริษัท ประกอบด้วยผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ ประกอบด้วย 

1. บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
2. บริษัท กรุงไทยพานิชประกันภัย จำกัด (มหาชน)
3. บริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
4. บริษัท จรัญประกันภัย จำกัด (มหาชน)
5. บริษัท เจมาร์ท ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
6. บริษัท ชับบ์สามัคคีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
7. บริษัท ซมโปะ ประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
8. บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
9. บริษัท ทูนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
10. บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด (มหาชน)
11. บริษัท ไทยพัฒนาประกันภัย จำกัด (มหาชน)
12. บริษัท ไทยไพบูลย์ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
13. บริษัท ไทยเศรษฐกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
14. บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด (มหาชน)
15. บริษัท นวกิจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
16. บริษัท นิวอินเดีย แอสชัวรันซ์ จำกัด (สาขาประเทศไทย)
17. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน)
18. บริษัท ฟอลคอนประกันภัย จำกัด (มหาชน)
19. บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประเทศไทย
20. บริษัท มิตรแท้ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
21. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)
22. บริษัท รู้ใจประกันภัย จำกัด (มหาชน)
23. บริษัท สตาร์ อินเตอร์เนชั่นแนล อินชัวรันซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
24. บริษัท สหมงคลประกันภัย จำกัด (มหาชน)
25. บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
26. บริษัท อินชัวร์เวิร์ส จำกัด (มหาชน)
27. บริษัท เออร์โกประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
28. บริษัท เอไอจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
29. บริษัท แอกซ่าประกันภัย จำกัด (มหาชน)
30. บริษัท แอลเอ็มจีประกันภัย จำกัด (มหาชน)
31. บริษัท ไอแคร์ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)
32. บริษัท ไอโออิ กรุงเทพ ประกันภัย จำกัด (มหาชน)

THE STATES TIMES ทะลวงข้อจำกัด ปี 65 ผนึกกำลัง LINE TODAY สร้างการเข้าถึงผู้อ่านในวงกว้างทั่วประเทศ ยกระดับสู่สำนักข่าวที่มีอิทธิพลทางความคิด

ในปี พ.ศ. 2565 THE STATES TIMES ได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การขยายช่องทางการเผยแพร่ที่สำคัญที่สุด โดยการผนึกกำลังกับ LINE TODAY และการขยายการเข้าถึงบนแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์หลัก ๆ การเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นการปลดล็อกข้อจำกัดในการเข้าถึง "Mass Audience" ของสำนักข่าวที่เน้นเนื้อหาเชิงลึก ซึ่งโดยทั่วไปมักจะมีกลุ่มผู้อ่านจำกัดอยู่ในวงของชนชั้นนำหรือผู้ที่สนใจประเด็นหนัก ๆ เท่านั้น

LINE TODAY เป็นแพลตฟอร์มข่าวสารที่ได้รับความนิยมสูงสุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ด้วยฐานผู้ใช้งานรายวันที่กว้างขวาง การที่ THE STATES TIMES ได้รับเลือกให้เป็นพาร์ทเนอร์ในการเผยแพร่เนื้อหาบนแพลตฟอร์มนี้ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับในคุณภาพของคอนเทนต์และความน่าเชื่อถือของสำนักข่าว การเข้าถึงผ่าน LINE TODAY ทำให้บทความและบทวิเคราะห์ของ THE STATES TIMES สามารถเข้าถึงสายตาของคนไทยหลายล้านคนในแต่ละวัน ซึ่งเป็นการเพิ่ม อัตราการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness) และขยายอิทธิพลทางความคิดไปสู่กลุ่มผู้บริโภคข่าวสารทั่วไป

ในเชิงกลยุทธ์ การขยายช่องทางนี้คือการใช้ประโยชน์จาก "เครือข่ายกระจายสินค้าดิจิทัล" ที่มีประสิทธิภาพสูง ทำให้สำนักข่าวไม่ต้องลงทุนมหาศาลในการสร้างฐานผู้ใช้งานของตนเองทั้งหมด แต่ใช้พลังของการเข้าถึงของแพลตฟอร์มภายนอก การขยายตัวบนแพลตฟอร์มที่หลากหลาย (Multichannel) ไม่ว่าจะเป็น YouTube ที่เน้นวิดีโอเชิงลึก, Facebook ที่เน้นการมีส่วนร่วม, และ LINE TODAY ที่เน้นการนำเสนอข่าวสารทันเหตุการณ์ ทำให้ THE STATES TIMES สามารถตอบสนองพฤติกรรมการบริโภคสื่อที่แตกต่างกันของผู้อ่านทุกกลุ่ม

ผลลัพธ์ของการขยายช่องทางในปี 2565 คือการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจำนวนผู้ติดตามและการมีส่วนร่วมกับเนื้อหา การเป็นที่รู้จักในวงกว้างทำให้สำนักข่าวสามารถดึงดูดผู้ลงโฆษณาและพันธมิตรทางการตลาดที่มีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งนำมาสู่การสร้าง รายได้ที่มั่นคง เพื่อหล่อเลี้ยงการผลิตคอนเทนต์คุณภาพต่อไป การผนึกกำลังกับแพลตฟอร์มหลักจึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เปลี่ยน THE STATES TIMES จาก "สื่อออนไลน์เฉพาะกลุ่ม" ไปสู่ สำนักข่าวที่มีอิทธิพลทางความความที่กว้างขึ้น ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

THE STATES TIMES ปักหมุด "New Gen News Agency" ชี้ขาดความสำเร็จด้วยการเป็นสื่อ ที่ "สร้างความเข้าใจ - เข้าถึง" คนรุ่นใหม่

ในปี พ.ศ. 2564 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินงานเต็มรูปแบบ THE STATES TIMES ได้ประกาศกำหนดตำแหน่งทางการตลาดและทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้อย่างชัดเจนว่า เป็น "New Gen News Agency" หรือสำนักข่าวสำหรับคนรุ่นใหม่ การกำหนดทิศทางนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การใช้คำศัพท์ที่ทันสมัย แต่เป็นการตอบสนองต่อช่องว่างสำคัญที่เกิดขึ้นในภูมิทัศน์สื่อสารมวลชนของไทย

ตลาดสื่อไทยในช่วงปี 2564 เผชิญกับความท้าทายในการเข้าถึงและสร้างความผูกพันกับกลุ่มผู้อ่านอายุระหว่าง 18-35 ปี (Millennials และ Gen Z) สื่อดั้งเดิมมักจะมีเนื้อหาที่หนักและเข้าถึงยากเกินไป ขณะที่สื่อออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมักจะเน้นความบันเทิงหรือการนำเสนอข่าวที่หวือหวาเพื่อเรียกยอดคลิกโดยขาดความลึกซึ้ง "New Gen News Agency" จึงถูกกำหนดขึ้นเพื่อเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง ความลึกซึ้งของการวิเคราะห์ กับ ความรวดเร็วและความเข้าใจง่ายของคอนเทนต์ดิจิทัล

ยุทธศาสตร์นี้เน้นการนำประเด็นที่ซับซ้อนและสำคัญ เช่น ภูมิรัฐศาสตร์, เศรษฐศาสตร์มหภาค, และเทคโนโลยี เข้ามานำเสนอในรูปแบบที่สามารถสร้าง "ความสนใจ" และ "ความเข้าใจ" ให้กับคนรุ่นใหม่ได้ โดยใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา การออกแบบกราฟิกที่ดึงดูด และการนำเสนอผ่านวิดีโอที่มีคุณภาพสูง การที่สำนักข่าวฯ เน้นย้ำถึงการใช้รูปแบบสื่อที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการบริโภคของคนกลุ่มนี้ ทำให้สามารถสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) ได้อย่างรวดเร็ว

ผลลัพธ์ของการกำหนดตำแหน่งที่ชัดเจนนี้ คือการที่ THE STATES TIMES สามารถขยายฐานผู้ติดตามบนแพลตฟอร์มอย่าง YouTube และ LINE TODAY ได้อย่างก้าวกระโดดในปี 2564 กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่คนรุ่นใหม่ใช้ในการทำความเข้าใจประเด็นทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ การมุ่งเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อและมีอิทธิพลทางความคิดในอนาคต ทำให้สำนักข่าวมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในสายตาของพันธมิตรทางธุรกิจและนักโฆษณา การเป็น "New Gen News Agency" จึงเป็นแกนหลักที่กำหนดรูปแบบการนำเสนอ การเลือกประเด็น และการเติบโตอย่างต่อเนื่องของสำนักข่าวฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จบจนครบรอบ 5 ปีในวันที่ 12 ธันวาคม ที่ผ่านมา และพร้อมก้าวข้ามสู่ปีที่ 6 อย่างมั่นคง
 

เจาะกลยุทธ์ยุบสภา ‘สเปน’ ปี 2023 "แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่" ใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมือง แต่ถูกมองใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือ

สเปนยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่น: กล้าเดิมพันกับประชาชนหรือหนีความรับผิดชอบ?

ในปี 2023 ผู้นำสเปนตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งทั่วไปอย่างฉับพลันหลังพรรคของตนแพ้อย่างหนักในการเลือกตั้งท้องถิ่นและระดับภูมิภาค กลยุทธ์ "ช็อกแอนด์ออว์" นี้กลายเป็นบทเรียนสำคัญว่าการยุบสภาสามารถใช้เป็นเครื่องมือเปลี่ยนกระดานการเมืองได้จริง แต่ก็เสี่ยงถูกมองว่าเป็นการใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือรีเซ็ตกระแส

สูตรสเปน: แพ้สนามเล็ก ลากไปตัดสินสนามใหญ่

แก่นของกลยุทธ์นี้อยู่ที่การ "ควบคุมเรื่องเล่า" (narrative control) แทนที่ข่าวจะเป็น "รัฐบาลแพ้การเลือกตั้ง" กลับกลายเป็น "ให้ประชาชนตัดสินอนาคตประเทศ" การขยับเร็วทำให้ทุกฝ่ายต้องปรับตัวและเล่นตามเกมใหม่ทันที โดยไม่มีเวลาสร้างโมเมนตัมต่อต้าน

การประกาศเลือกตั้งอย่างกะทันหันสร้างความตื่นตัวและดึงความสนใจของสาธารณะมาที่วาระใหม่ แทนที่จะปล่อยให้ความล้มเหลวจากการเลือกตั้งท้องถิ่นครอบงำวาทกรรมการเมืองต่อไปเรื่อย ๆ

ผลข้างเคียงที่มักถูกมองข้าม

การยุบสภาแบบฉับพลันไม่ได้กระทบเฉพาะฝ่ายค้าน แต่ยังกระทบพรรคร่วมและกลไกในฝ่ายรัฐบาลเองด้วย ทั้งการจัดทัพผู้สมัคร การเจรจาดีลกับพันธมิตร และการเตรียมความพร้อมหาเสียง บางครั้งการ "สับคันเร่ง" เร็วเกินไปอาจทำให้ทีมของตัวเองยังไม่พร้อม ส่งผลให้เสียเปรียบในการแข่งขัน

บทเรียนสำหรับไทย

กรณีสเปนสอนให้เห็นว่า การยุบสภาสามารถเป็นเครื่องมือพลิกกระแสได้จริง แต่สังคมจะถามกลับทันทีว่า "ยุบเพราะประเทศต้องไปต่อ หรือยุบเพราะผู้นำต้องรอด?"

นอกจากนี้ยังมีคำถามสำคัญว่า หากผลการเลือกตั้งออกมาไม่ชัดเจน ได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยอีกครั้ง ประเทศจะจัดการกับสถานการณ์นั้นอย่างไร นี่คือกับดักเดียวกับหลายประเทศ ยุบสภาเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่กลับได้คำตอบที่ซับซ้อนและยากต่อการจัดการมากกว่าเดิม

ความเสี่ยงของการพลิกโต๊ะ

การยุบสภาหลังแพ้เลือกตั้งท้องถิ่นคือการเดิมพันใหญ่ที่ต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์การสื่อสารที่แข็งแกร่งและความเชื่อมั่นว่าประชาชนจะตีความการกระทำนี้ในแง่บวก หากสังคมไม่ซื้อ "เรื่องเล่า" ที่รัฐบาลพยายามสร้าง การยุบสภาก็จะถูกมองว่าเป็นการหนีความรับผิดชอบและใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือทางการเมือง

การยุบสภาแบบสเปนคือการ "สับคันเร่ง" เพื่อเปลี่ยนเกมและควบคุมวาทกรรม แต่หากประชาชนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลหรือไม่เชื่อในความจริงใจ มันก็จะกลายเป็น "สับคันเร่งลงเหว" ทันที ความสำเร็จหรือล้มเหลวของกลยุทธ์นี้ขึ้นอยู่กับว่าผู้นำสามารถโน้มน้าวประชาชนได้หรือไม่ว่า การยุบสภาครั้งนี้เพื่อประเทศอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเพื่อเอาชนะในเกมการเมือง
 

เทควันโดทีมชาติไทย สร้างผลงานยอดเยี่ยม "หยู" บัลลังก์ ทับทิมแดง สมราคาแชมป์โลก ปิดเกม 2-0 ยก ชนะขาดทั้งรอบรองฯ–ชิงฯ คว้าทองซีเกมส์สมัยแรก รุ่น 68 กก.ตามเป้า

(13 ธ.ค. 68) "บัลลังก์" ทับทิมแดง แชมป์โลกเทควันโดคนล่าสุด นำทีมเทควันโดไทย โชว์ฟอร์มร้อนแรง คว้าเหรียญทองประเภทต่อสู้รุ่น 68 กก.ชาย ได้เป็นสมัยแรก ในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ พร้อมนำทีมคว้าอีก 3 เหรียญทองในวันเดียวกัน

การแข่งขันวันที่ 3 มีการชิงชัยประเภทต่อสู้ 5 เหรียญทอง โดยรุ่น 68 กก.ชายที่ "บัลลังก์" ลงสนามสามารถชนะทั้งรอบรองชนะเลิศและรอบชิงชนะเลิศด้วยสกอร์ขาดลอย 2-0 ยกทั้งสองรอบ ส่งผลให้เขาเป็นแชมป์ซีเกมส์ครั้งแรกตามเป้าหมาย "บัลลังก์" บอกว่า "ผมตั้งใจแชมป์นี้มานาน และจะรักษาผลงานนี้ต่อไป"

นอกจาก "บัลลังก์" ทีมไทยยังได้อีก 2 เหรียญทองจากรุ่น 58 กก.ชาย "ฟาอีส" สิรวิชญ์ มะหะหมัด และรุ่น 80 กก.ชาย "แตงโม" ธนาธร แซ่โจ ซึ่งทั้งคู่แสดงความแข็งแกร่งคว้าชัยในรอบชิง

ฝั่งทีมเทควันโดหญิงได้รับเหรียญเงินจาก "กีต้าร์" กมลชนก สีเคน ในรุ่น 49 กก.หญิง และเหรียญทองแดงจาก "ลูกแก้ว" กัญจ์ณาลักษณ์ ชื่นชูกลิ่น รุ่น 73 กก.หญิง สรุปวันเดียว ทีมไทยได้ 3 ทอง 1 เงิน 1 ทองแดง ยอดรวม 2 วันกวาดไปแล้ว 6 เหรียญทอง

ผลงานนี้แสดงถึงความแข็งแรงของทีมเทควันโดไทยในเวทีซีเกมส์ โดยเฉพาะการที่แชมป์โลก "บัลลังก์" เป็นหัวหอกนำทีมที่ทำผลงานทะยานขึ้นจนเป็นความหวังหลักของชาติในปีนี้
 

เติบโตสูงถึง 65% ในปีล่าสุด ประกาศเร่งขยายความร่วมมือทุกมิติ ดันเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความมั่นคง หวังยกระดับบทบาทร่วมในภูมิภาค

(13 ธ.ค. 68) รัสเซียเผยตัวเลขการค้ากับลาวในปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นถึง 65% โดยนายเซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) ประธานสภาความมั่นคงรัสเซีย ระบุว่าทั้งสองประเทศยังมีศักยภาพขยายตัวได้อีกมาก และรัสเซียพร้อมเดินหน้าทำงานอย่างเข้มข้นเพื่อผลักดันการค้าให้เติบโตต่อไป ในการพบกับนายกรัฐมนตรีลาว นายสอนไซ สีพันดอน ณ กรุงเวียงจันทน์

ระหว่างการเยือน ลาวและรัสเซียได้หารือความร่วมมือหลายด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิทยาศาสตร์ โดยเป็นไปตามแนวทางที่ผู้นำสูงสุดของทั้งสองประเทศได้ตกลงไว้ โดยชอยกูยังขอบคุณรัฐบาลและประชาชนลาวที่รักษาและสืบทอดความทรงจำเกี่ยวกับความช่วยเหลือของสหภาพโซเวียตในอดีต

ด้านนายกรัฐมนตรีลาวได้ฝากคำทักทายอย่างอบอุ่นถึงนายกรัฐมนตรีรัสเซีย มิคาอิล มิชูสติน (Mikhail Mishustin) พร้อมย้ำว่าลาวพร้อมสานต่อความร่วมมือกับรัสเซียในทุกมิติ เพื่อผลักดันการพัฒนาและสร้างเสถียรภาพร่วมกันในภูมิภาค


ที่มา : Sputnik
 

ดรามาเสียงเพี้ยนพิธีเปิดซีเกมส์ “แบมแบม” สวนแรง “พี่วี” ไม่ต้องพิสูจน์! อย่าตัดสินศิลปินด้วยเสียงถ่ายทอด เสียงเพี้ยนไม่ใช่คดีแต่การโยนบาปให้ศิลปิน “นี่แหละปัญหา”

เมื่อวันที่ (12 ธ.ค. 68) ดรามาเสียงเพี้ยนจากการแสดงเพลง "1%" ของ 'วี วิโอเลต' ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ราชมังคลากีฬาสถาน กลายเป็นประเด็นร้อนบนโซเชียลหลังเสียงร้องไม่ตรงตามที่คนดูคาดหวังในถ่ายทอดสด เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568

'วี วิโอเลต' ชี้แจงว่าถูกบรีฟให้ลิปซิงก์ 100% เนื่องจากเหตุผลทางเทคนิค แต่ไมค์กลับถูกเปิดในขณะถ่ายทอดสด ส่งผลให้เสียงที่คนดูได้รับไม่สมบูรณ์ ขณะที่ 'F.HERO' เสริมว่าได้รับบรีฟให้ปิดไมค์เนื่องจากเป็นการแสดงลิปซิงก์ ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนจากการประสานงานกับทีมถ่ายทอด

ต้นสังกัด Universal Music Thailand ออกแถลงการณ์ยอมรับว่าเป็นความผิดพลาดในการประสานงาน ทำให้การแสดงไม่เป็นไปตามแผนที่ตกลงไว้ และแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ดรามานี้ได้รับความสนใจจาก 'แบมแบม กันต์พิมุกต์' ที่เข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจ 'วี' ว่า "พี่วีไม่ต้องพิสูจน์เลยครับ คนทั้งโลกรับรู้ถึงความสามารถของพี่มาตั้งนานแล้วครับ" คำพูดนี้ช่วยเบรกกระแสดรามาและเน้นย้ำว่าความสามารถศิลปินไม่ควรถูกตัดสินจากความผิดพลาดทางเทคนิคเพียงครั้งเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้สะท้อนความสำคัญของการประสานงานและระบบเสียงในการถ่ายทอดสดงานระดับชาติ แม้ศิลปินจะไม่ได้ผิด แต่เสียงที่ออกอาจสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงทันที


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top