Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ฝนถล่มหนักอีกระลอก 11–16 ธ.ค. ไม่รุนแรงเท่าเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา แต่เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก คลื่นลมแรงบริเวณ ‘อ่าวไทย–อันดามัน’

(11 ธ.ค. 68) กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนภาคใต้เผชิญฝนตกหนักหลายพื้นที่ในช่วงวันที่ 11–16 ธันวาคม 2568 จากหย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ตอนล่างเคลื่อนผ่านปลายแหลมญวนสู่อ่าวไทย แม้ปริมาณฝนจะไม่รุนแรงเท่าเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่ยังคาดว่าฝนอาจสะสม 125–250 มิลลิเมตร เสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขาและลุ่มต่ำ

ช่วงวันที่ 11–13 ธันวาคม ภาคใต้จะมีฝนตกหนักในหลายจังหวัด อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และสตูล ขณะที่ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อาจเจอฝนหนักมาก ต่อเนื่องถึงวันที่ 14–16 ธันวาคม โดยมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดแรงขึ้น ส่งผลให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างสูง 2–3 เมตร 

กรมอุตุฯ ขอให้ชาวประมงเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรือเล็กบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรงดออกจากฝั่ง ขณะที่ทะเลอันดามันห่างฝั่งจะมีคลื่นสูงกว่า 2 เมตร ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงควรติดตามประกาศเตือนภัยอย่างใกล้ชิด เนื่องจากพื้นดินในหลายจังหวัดยังอุ้มน้ำจากฝนหนักรอบก่อน ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำหลากรวดเร็ว

ส่วนประเทศไทยตอนบนจะมีสภาพอากาศแปรปรวนในช่วง 11–13 ธันวาคม มีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบางแห่ง ก่อนอุณหภูมิจะลดลง 2–4 องศา เนื่องจากมวลอากาศเย็นจากจีนแผ่ลงปกคลุมทั่วประเทศ กรมอุตุฯ แนะนำให้ประชาชนดูแลสุขภาพ และให้เกษตรกรเตรียมป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


ที่มา : กรมอุตุนิยมวิทยา
 

ถอดรหัส 10 กลุ่มทุนไทยบุกโลก สกัด 5 บทเรียนสำคัญที่นำไปใช้ได้ทันที เน้นซื้อ 'แพลตฟอร์ม-จุดแข็ง' และใช้ 'การร่วมทุน' เป็นทางลัด SME ไทยสู่ตลาดต่างประเทศ

เวลาเราได้ยินคำว่า “FDI ของไทยในต่างประเทศ” คนส่วนใหญ่จะนึกถึงตัวเลขระดับหมื่นล้านดอลลาร์ ดูไกลตัว เหมือนเป็นเรื่องของ “บิ๊กคอร์ป” เท่านั้น แต่ถ้ามองดี ๆ โมเดลของทุนไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ วันนี้คือคู่มือขยายธุรกิจที่ SME ไทยเอามาปรับใช้ได้จริง

TST BIZ ชวนดู 10 กลุ่มทุนไทยที่ถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ของการลงทุนไทยในต่างประเทศ แล้วสกัดออกมาเป็นแนวคิด–สูตรเล่นเกมต่างประเทศสำหรับคนทำธุรกิจทุกขนาด

1. ภาพรวม: 10 กลุ่มทุนไทยที่บุกต่างประเทศหนักสุด

รายชื่อด้านล่างไม่ได้เรียงตามตัวเลขเป๊ะ ๆ แบบ ranking ราชการ แต่คือกลุ่มที่มี footprint ต่างประเทศขนาดใหญ่ ได้รับการพูดถึงซ้ำ ๆ ทั้งจากนักวิชาการ สื่อเศรษฐกิจ และรายงานต่างประเทศว่าเป็นตัวเต็ง FDI ไทย
• PTT Group
• Indorama Ventures (IVL)
• Banpu / Banpu Power
• SCG (Siam Cement Group)
• CP Group / CPF / CP All
• ThaiBev
• Central Group / Central Retail (CRC)
• Minor International (MINT)
• Amata Corporation
• Gulf Energy, B.Grimm Power
• Thai Union Group (TU)

ลองจัดกลุ่มแบบ “ภาษาคนทำธุรกิจ” จะได้ประมาณนี้:
• สายทรัพยากร–พลังงาน–โรงไฟฟ้า: PTT, Banpu, Gulf, B.Grimm
• สายโรงงาน–อุตสาหกรรมโลก: IVL, SCG, TU
• สายกิน–อยู่–ช้อป–ไลฟ์สไตล์: CP, ThaiBev, Central, MINT
• สายที่ดิน–นิคม–เมืองอุตสาหกรรม: Amata

จากตรงนี้ เราไม่ได้จะไปท่องว่าใครลงทุนกี่พันล้าน แต่จะถามว่า “เขาเล่นเกมยังไง” แล้ว SME/ผู้ประกอบการไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้าง

2. โมเดล PTT – Banpu – Gulf – B.Grimm: ไปกับ “ของที่เราเก่งเป็นทุนเดิม”

ธุรกิจพลังงาน–ทรัพยากรของไทยไม่ได้เริ่มจากศูนย์ ในประเทศเรามีประสบการณ์เรื่อง
• การสำรวจ–ผลิต–ค้าส่งพลังงาน
• การบริหารโรงไฟฟ้า
• การบริหารโครงการขนาดใหญ่ (Mega project)

เวลาออกนอกบ้าน เขาไม่ได้เปลี่ยนตัวเองไปทำอย่างอื่น แต่ใช้ “ของที่ตัวเองเก่งอยู่แล้ว” ไปต่อยอดในประเทศอื่น

บทเรียนสำหรับ SME / เจ้าของธุรกิจ
• เวลาอยากไปต่างประเทศ อย่าเริ่มจากคำถามว่า “ไปประเทศไหนดี” แต่ให้เริ่มด้วยคำถามว่า “เราเก่งเรื่องอะไร ที่คนประเทศอื่นอาจยังทำได้ไม่ดีเท่าเรา?”
• ถ้าคุณเก่งด้านไหนอยู่แล้ว เช่น ระบบแฟรนไชส์ ร้านอาหาร โลจิสติกส์ เทคโนโลยี ให้ใช้จุดแข็งนั้นเป็น “ตั๋วเข้า” ไปต่างประเทศ มากกว่าพยายามฝืนไปทำธุรกิจใหม่ที่ไม่ใช่ core competency ของตัวเอง

3. โมเดล IVL – SCG – TU: จาก “ผู้เล่นในประเทศ” → “โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานระดับโลก”

Indorama Ventures (IVL) คือกรณีศึกษาเบสิกของคนชอบอ่านเรื่อง Globalization:
• เริ่มจากการเป็นผู้ผลิตเส้นใย–เม็ดพลาสติก
• แล้วค่อย ๆ ซื้อกิจการ–ตั้งโรงงานในยุโรป อเมริกา เอเชีย
• จนวันนี้กลายเป็นผู้เล่นระดับโลกในตลาด PET/เส้นใย

SCG ก็คล้ายกันในอาเซียน: ซีเมนต์–ปิโตรเคมี–บรรจุภัณฑ์ Thai Union (TU) ก็ใช้โมเดลคล้าย ๆ กันในตลาดอาหารทะเลและแบรนด์อาหารพร้อมทาน

สิ่งที่เขาทำไม่ใช่แค่ “ไปเปิดโรงงานนอกประเทศ” แต่คือการสร้าง “ตำแหน่งในห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global value chain)”
บทเรียนสำหรับผู้ประกอบการ
• ถ้าคุณทำธุรกิจ B2B / โรงงาน / ซัพพลาย ให้ถามตัวเองว่า ในห่วงโซ่ของลูกค้าระดับภูมิภาค/โลก เราไปนั่งตรงจุดไหนได้บ้าง?
• การไปต่างประเทศสำหรับโรงงานขนาดกลาง ไม่จำเป็นต้องไปตั้งโรงงานเองเสมอไป เข้าเป็นซัพพลายเออร์ให้โรงงาน/แบรนด์ต่างชาติในไทย → ต่อสายไปโรงงานต่างประเทศของเขา หรือร่วมทุน/ถือหุ้นเล็ก ๆ ในโรงงานต่างประเทศ เพื่อได้ทั้งตลาดและเทคโนโลยี

พูดง่าย ๆ คือ “อย่าคิดว่า FDI = ต้องไปสร้างโรงงานเอง 100% เสมอ” บางครั้งการถือหุ้นบางส่วนในห่วงโซ่ที่ใช้คุณค่าของเรา ก็เป็น FDI ในเชิงกลยุทธ์เหมือนกัน

4. โมเดล CP – ThaiBev – Central – MINT: ซื้อ “แพลตฟอร์ม” แทนเริ่มใหม่ทั้งหมด

กลุ่มนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นกลุ่มที่ SME ไทยมองแล้วแอบอินได้ง่ายที่สุด
• CP: ใช้ทั้งการตั้งกิจการเอง และซื้อกิจการ/ร่วมทุนด้านอาหาร–ค้าปลีกในจีน เวียดนาม ฯลฯ
• ThaiBev: ดีลซื้อ Sabeco ในเวียดนาม กลายเป็นทางลัดเข้าตลาดเบียร์–เครื่องดื่มเวียดนาม
• Central/CRC: ซื้อห้าง–ดีพาร์ตเมนต์สโตร์ในยุโรป และขยายค้าปลีกในเวียดนาม
• MINT: ซื้อเชนโรงแรม NH ในยุโรป + ขยายแบรนด์ Anantara, Avani ไปหลายประเทศ

จุดร่วมชัด ๆ คือ เขาไม่ได้เริ่มจาก “ศูนย์” ในประเทศปลายทาง แต่ซื้อ “แพลตฟอร์มที่มีคน ลูกค้า ระบบ ทีมงานอยู่แล้ว” แล้วค่อยเอาจุดแข็งของไทยไปเติมเข้าไป

บทเรียนสำหรับ SME / นักธุรกิจ
• เวลาอยากบุกประเทศใหม่ ลองถามว่า มีธุรกิจท้องถิ่นไหนที่เราพอจะร่วมทุน/ซื้อสัดส่วนเล็ก ๆ ได้ไหม?
• มีแฟรนไชส์–เชนท้องถิ่น ที่มองหา “พาร์ตเนอร์ทุน–ระบบ” จากไทยไหม?

บ่อยครั้งการซื้อ 30–40% ในกิจการที่เขา “อยู่เป็น” อยู่แล้ว อาจได้ผลดีกว่าการลากทีมตัวเองทั้งกองไปเริ่มใหม่แบบไม่รู้ตลาด

สำหรับคนที่เงินยังไม่ถึง M&A ใหญ่ ๆ โมเดลที่ทำได้คือ
• เริ่มจาก JV (ร่วมทุน)
• หรือขยายสาขาต่างประเทศผ่าน Master Franchise Partner
• หรือจับมือคนท้องถิ่นที่แข็งแรงเรื่อง “ตลาด–คน” แล้วเรานำ “ระบบ–สินค้า–แบรนด์” เข้าไป

1. 5. โมเดล Amata: ขาย “โครงสร้างพื้นฐานให้คนอื่นไปโตต่อ”

Amata ไม่ได้ไปเปิดโรงงานทำสินค้าเอง แต่ไปทำ “นิคมอุตสาหกรรม–เมืองอุตสาหกรรม” ในเวียดนาม ฯลฯ

พูดง่าย ๆ คือ เขาไม่ได้ไปแข่งกับทุกคน แต่ไปสร้าง “สนาม” ให้คนอื่นมาแข่งอีกที

คนทำธุรกิจไทยที่มีที่ดิน–โลจิสติกส์–อินฟราฯ เป็นฐาน สามารถคิดแนวนี้ได้เหมือนกัน

บทเรียนสำหรับธุรกิจอสังหาฯ–โลจิสติกส์–โครงสร้างพื้นฐาน
• ถ้าเราไม่ได้เก่งทำสินค้า แต่เก่ง “จัดพื้นที่–จัดระบบ–ดูแลโครงการ” ลองมองตลาดต่างประเทศว่า เราทำ Hub, Depot, ศูนย์กระจายสินค้า, Co-warehouse, Mini-Industrial Estate ให้ผู้เล่นอื่นไหม
• ในยุค E-commerce ข้ามประเทศ พื้นที่โกดัง–ศูนย์กระจายการส่ง–บริการ fulfillment ข้ามแดน คืออีกหนึ่ง FDI ที่ไปได้ไกลกว่าการขายที่ดินเฉย ๆ

6. เจาะ 5 บทเรียน FDI จากทุนใหญ่ ที่ SME ไทยเอาไปใช้ได้เลย

6.1 เริ่มจาก “จุดแข็ง” ไม่ใช่ “จุดไกล”
ถามตัวเองให้จบก่อนว่า เราชนะคนอื่นเรื่องอะไร แล้วค่อยถามว่า “ไปประเทศไหนจะใช้จุดแข็งนี้ได้มากที่สุด” ไม่ใช่กลับกัน

6.2 ไปแบบ “เป็นระบบ” ไม่ใช่ไปเดี่ยว ๆ
เกือบทุกทุนใหญ่จะมี 3 องค์ประกอบเสมอเวลาไปนอกบ้าน:
• สินค้า/บริการที่พิสูจน์แล้ว
• ระบบการบริหาร–คน–เทคโนโลยี
• พันธมิตรในประเทศปลายทาง (JV / Local Partner / ทีมท้องถิ่นที่แข็งแรง)

SME ที่จะไปต่างประเทศ ลองเช็คตัวเองว่ามีครบ 3 อย่างนี้หรือยัง ถ้ายังไม่มี ให้หา Partner ก่อน ขยายคนทีหลัง

6.3 ใช้ “การร่วมทุน–ซื้อหุ้นบางส่วน” แทนเปิดเองทุกอย่าง
ทุนใหญ่สอนเราว่า การไปต่างประเทศมีหลายทางเลือก:
• Greenfield: ตั้งบริษัท–โรงงานเอง
• M&A: ซื้อกิจการทั้งก้อน
• Partial stake: ซื้อหุ้นบางส่วน, JV, ถือ 25–40% แล้วร่วมบริหาร

SME ไม่จำเป็นต้องกระโดดไปเปิดบริษัทเองทันที บางครั้งแค่ถือ 20–30% ในธุรกิจท้องถิ่นที่เข้ากับเรา ก็ถือว่าเป็น FDI ที่ฉลาดแล้ว

6.4 เริ่มที่ภูมิภาค–เพื่อนบ้านก่อน แล้วค่อยไปตลาดไกล

10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยแทบทั้งหมดเริ่มจาก CLMV (กัมพูชา–ลาว–เมียนมา–เวียดนาม) และอาเซียนรอบตัว ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยุโรป–อเมริกา–ญี่ปุ่น

เหตุผลเรียบง่าย:
• เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคง่ายกว่า
• โครงสร้างต้นทุน–รายได้ใกล้เคียงกัน
• ช่องว่างฝีมือ–ระบบของไทยยังมีโอกาส “ชนะ” ได้ชัด
• ภาษา/วัฒนธรรม/เครือญาติ–การค้า เชื่อมกันมานาน

6.5 มอง FDI เป็น “แผนธุรกิจระยะยาว” ไม่ใช่ดีลสวย ๆ ชั่วคราว

ทุกเคสที่ยกมา มี common theme อย่างหนึ่ง: เขาไม่ได้ทำดีลใหญ่เพื่อออกข่าวปีเดียว แล้วจบ แต่คือการวางเส้นทางรายได้–กำไร–การเติบโต 10–20 ปีข้างหน้า

สำหรับ SME แปลว่าเวลาเราจะไปต่างประเทศสักประเทศหนึ่ง ลองถามตัวเองว่า
• ภายใน 3–5 ปี ถ้าแผนนี้สำเร็จ รายได้จากนอกประเทศจะคิดเป็นกี่ % ของธุรกิจเรา
• และเราพร้อมจะ “เรียนรู้–ล้มเหลวเล็ก ๆ – ปรับตัว” ในประเทศนั้นกี่ปี

ถ้าเรารับไม่ไหวกับเกมยาว 3–5 ปี อาจต้องกลับไปเริ่มที่โมเดลเบากว่า เช่น ขายของผ่านตัวแทน / ออนไลน์ / cross-border ก่อนจะไปถึงระดับ FDI เต็มรูปแบบ

7. สรุป: FDI ไม่ใช่เรื่องของ “ยักษ์ใหญ่เท่านั้น”

สิ่งที่ 10 กลุ่มทุนใหญ่ของไทยกำลังทำวันนี้ ไม่ใช่แค่เอาเงินไทยไปต่างประเทศ แต่คือการวางตัวเองในห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก

สำหรับคนทำธุรกิจไทยทุกระดับ นี่ไม่ใช่แค่ “ข่าวของคนอื่น”
• ถ้าคุณคือซัพพลายเออร์ → คุณอาจไปโตกับเขาในห่วงโซ่ต่างประเทศ
• ถ้าคุณคือแบรนด์–ร้าน–ระบบบริหาร → คุณอาจหาพาร์ตเนอร์ต่างประเทศแบบที่เขาทำ
• ถ้าคุณคือนักพัฒนาอสังหาฯ–อินฟราฯ–โลจิสติกส์ → คุณอาจขาย “สนาม” ให้ธุรกิจอื่นไปเติบโตต่อ

FDI ของทุนใหญ่จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขในรายงาน แต่เป็น “เข็มทิศ” ว่าทุนไทยทั้งประเทศกำลังหันไปทางไหน และ SME/ผู้ประกอบการไทยจะ “เกาะขบวน–วิ่งนำ–หรือยืนดูอยู่ข้างทาง” ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของเราเอง

กองกำลังบูรพา บุกจับ “เจ๊ลัด” เมียเก่า “กำนันลี” ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา ในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึก

(11 ธ.ค. 68) กองกำลังบูรพาเข้าควบคุมตัว “เจ๊ลัด” หรือ นางทองลัด กันหา อายุ 63 ปี อดีตภรรยากำนันลี ผู้มีอิทธิพลชาวกัมพูชา หลังพบพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นไส้ศึกส่งข้อมูลทหารไทยให้ฝั่งกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดโทรศัพท์และอุปกรณ์สื่อสารทั้งหมดเพื่อตรวจสอบเส้นทางการติดต่อ ขณะเดียวกัน หน่วยความมั่นคงยังตรวจพบการเคลื่อนไหวของเครือข่ายสอดแนมในหลายจังหวัดช่วง 8–9 ธันวาคม ทั้งในอุบลราชธานีและสุรินทร์ พร้อมควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยหลายราย

ข้อมูลเบื้องต้นระบุว่ากลุ่มผู้ต้องสงสัยมีพฤติกรรมผิดสังเกต เช่น เดินทางโดยไม่มีจุดหมายชัดเจน ถือครองโทรศัพท์หลายเครื่อง หรือพกสิ่งของจากกัมพูชาโดยไม่อธิบายที่มา คาดว่าบางรายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งพิกัดทหารไทยหรือเส้นทางลำเลียงกำลัง ส่งผลให้จังหวัดสระแก้วเริ่มบังคับใช้เคอร์ฟิวตั้งแต่ค่ำวันที่ 10 ธันวาคม เพื่อสกัดการแทรกซึมของสายลับและแรงงานแฝงตัว

ด้าน กอ.รมน. เปิดเผยว่า การสอดแนมช่วงนี้มีรูปแบบเด่น 3 ลักษณะ คือ ผู้ที่เข้ามาสำรวจใกล้ฐานทหาร บุคคลที่ถือครองอุปกรณ์สื่อสารจำนวนมากเพื่อแบ่งข้อมูลส่งต่อ และแรงงานต่างด้าวที่ไม่มีเส้นทางเดินทางชัดเจน ซึ่งบางรายยอมรับว่ามีผู้ว่าจ้างให้สำรวจพื้นที่เป้าหมาย โดยทุกกรณีถูกนำเข้าสู่กระบวนการสอบสวนด้านความมั่นคงแล้ว

พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกอ.รมน. สั่งยกระดับการข่าวชายแดนไทย–กัมพูชา โดยให้หน่วยลาดตระเวนในสระแก้ว บุรีรัมย์ และสุรินทร์เฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนแจ้งเบาะแสหากพบบุคคลหรือยานพาหนะต้องสงสัย ผ่านสายด่วน 1374 เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลลับทางทหารถูกส่งออกไปยังฝ่ายตรงข้าม

ลูกชาย 'เปิ้ล นาคร' ลุยงานระดับชาติ พิธีเปิดซีเกมส์ 2025 กลางราชมังคลาฯ โชว์เจ็ตสกีสะท้อนพลังน้ำในอาเซียน ย้ำดีกรีแชมป์เยาวชนระดับโลก!

11 ธ.ค. 68) น้องออก้า – นครา ศิลาชัย ลูกชาย 'เปิ้ล นาคร' โชว์เจ็ตสกีสุดเท่ในพิธีเปิดซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ท่ามกลางเสียงปรบมือและคำชมจากคนดูในสนามและชาวเน็ต

สองพ่อ-ลูก ผ่านเวทีระดับชาติครั้งนี้ด้วยความภาคภูมิใจ 'เปิ้ล นาคร' โพสต์ในเฟซบุ๊กถึงโมเมนต์ที่รอลูกขึ้นแสดง พร้อมชื่นชมว่าลูกชาย "เก่งมากลูก" แม้จะพลาดนิดหน่อยแต่ทำดีที่สุดแล้ว และมองว่าการแสดงครั้งนี้คือโอกาสในการพิสูจน์ศักยภาพกีฬาเจ็ตสกีไทยให้ทั่วโลกเห็น

การแสดงเจ็ตสกีนี้สื่อถึง "ท้องทะเลและพลังของสายน้ำ" ในชุด "We are on – Connected by the SEA" ซึ่งสะท้อนภาพรวมการเชื่อมโยงผู้คนอาเซียนผ่านทะเลและกีฬา น้องออก้า วัย 14 ปีคือแชมป์เจ็ตสกีเยาวชนระดับโลก ผู้เป็นคลื่นลูกใหม่ของวงการที่หลายคนจับตามอง

กระแสตอบรับดีกว่าแค่ลูกดารา เพราะเขาเป็นนักกีฬาที่ผ่านเวทีโลกจริง ๆ เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของกีฬาไทยที่ไม่ใช่แค่ฟุตบอลหรือมวย แต่มีกีฬาเจ็ตสกีที่น่าจับตามองในระดับเอเชีย

เส้นทางของน้องออก้าไม่ได้มาเพียงโชว์ความเท่บนเวทีใหญ่ แต่เป็นการสะท้อนครอบครัวนักกีฬาที่ส่งต่อความฝันและแพสชันระหว่างรุ่น และมุมมองใหม่ ๆ ของกีฬาที่ถูกเล่าผ่านเวทีซีเกมส์ในบ้านตัวเองครั้งนี้อย่างทรงพลัง

เชื่อมไทย - คาซัคสถาน เปิดเส้นทางบินตรงใหม่ “ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ” 2 เที่ยวบิน/สัปดาห์ หนุนการค้าและการท่องเที่ยว 2 ประเทศ

Scat Airlines ขยายปีกสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้! เปิดเที่ยวบินตรง "ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ" เชื่อมไทย - คาซัคสถาน ความถี่สัปดาห์ละ 2 เที่ยวบิน ตอบรับดีมานด์นักท่องเที่ยวคาซัคสถาน หนุนการค้าของ 2 ประเทศ

(11 ธ.ค. 68) บริษัท สแคท แอร์ไลน์ส (Scat Airlines) สายการบินสัญชาติคาซัคสถาน ได้ประกาศเปิดเส้นทางบินตรงใหม่เชื่อมระหว่าง ชิมเคนต์ (Shymkent) ประเทศคาซัคสถาน และ กรุงเทพมหานคร อย่างเป็นทางการ โดยมีกำหนดให้บริการสัปดาห์ละ 1 เที่ยวบิน การเปิดเส้นทางบินครั้งนี้ถือเป็นการขยายเครือข่ายครั้งสำคัญของสายการบินฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นสัญญาณบวกต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย

เที่ยวบินตรงเส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ นี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวจากคาซัคสถานสามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศไทยได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากเมืองชิมเคนต์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศที่มีศักยภาพในการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อสูง การเชื่อมโยงโดยตรงนี้จะเข้ามาตอบรับความต้องการของกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวคาซัคสถานที่นิยมเดินทางมาพักผ่อนในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวของประเทศแถบเอเชียกลาง

การตัดสินใจเปิดเส้นทางบินใหม่นี้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ไม่มีข้อจำกัดด้านวีซ่า หรือมีการผ่อนปรนวีซ่าชั่วคราว การเพิ่มจำนวนเที่ยวบินจากประเทศคาซัคสถานไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไทยมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองประเทศด้วย

ทั้งนี้ กรุงเทพฯ นับเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากชาวคาซัคสถาน การเปิดเส้นทางบินตรงจะช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนในการเดินทางลงได้อย่างมาก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของไทยในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค

เส้นทางใหม่นี้จะให้บริการด้วยเครื่องบิน โบอิ้ง 737-800 จำนวน 2 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ตามตารางบินดังนี้:
• เที่ยวบิน DV469 ออกเดินทางจากชิมเคนต์ (CIT) เวลา 19:50 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 04:00 (+1) (ให้บริการวันอาทิตย์ และวันพุธ)
• เที่ยวบิน DV470 ออกเดินทางจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (BKK)  เวลา 05:20 ถึงชิมเคนต์ (CIT)  เวลา 09:30 (ให้บริการวันจันทร์ และวันพฤหัสบดี)

เส้นทาง ชิมเคนต์ – กรุงเทพฯ คาดว่าจะสามารถรองรับนักเดินทางได้หลายพันคนต่อปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และบริการที่เกี่ยวข้องในประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ นับเป็นอีกก้าวของไทยในการเสริมสร้างบทบาทเป็น Hub การบินในเอเชียอย่างต่อเนื่อง
 

"ไม่มีเดือนปกติ" รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 ไม่มีเดือนปกติ หมอดู–โหราศาสตร์ไทย มองปีหน้าเป็นช่วง ‘วิกฤตสลับโอกาส’ 12 เดือนติด  ใครคิดว่าปีนี้หนักแล้ว… ลองเปิดปฏิทินดวงปีหน้า แล้วถามตัวเองว่า  เราจะ ‘เตรียมตัวรอด’ หรือ ‘รอให้ดวงเล่นงาน’ กันแน่?
 

ทหารผู้กล้า สละชีพเพื่อแผ่นดิน

ขอแสดงความเสียใจ และร่วมสดุดีวีรกรรมเหล่าทหารกล้าที่พลีชีพรักษาอธิปไตยไทย ความเสียสละของทุกท่านจะอยู่ในหัวใจคนไทยตลอดไป

จากมาตรการห้ามจับปลา ในแม่น้ำแยงซี 10 ปี เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ พร้อมหาทางออกให้ชาวประมงกว่าแสนราย มีงานรองรับ และได้รับบำนาญทั้งหมด

(11 ธ.ค. 68) รัฐบาลจีนเผยความคืบหน้าสำคัญของมาตรการห้ามจับปลาในแม่น้ำแยงซีเป็นเวลา 10 ปี ซึ่งมีผลมาตั้งแต่ปี 2021 เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศทางน้ำและคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพ โดยกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทระบุว่าจีนสามารถผลักดันมาตรการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการอนุรักษ์และการดูแลชีวิตชาวประมงที่ต้องยุติอาชีพด้านประมง

ภาครัฐร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้จัดมาตรการช่วยเหลือด้านอาชีพและสวัสดิการ ส่งผลให้ชาวประมง 142,000 คนกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รับการจ้างงานใหม่ครบถ้วน และชาวประมงที่มีคุณสมบัติ 220,000 คน ได้รับการขึ้นทะเบียนเข้าร่วมกองทุนประกันบำนาญแล้วทั้งหมด

ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ แม่น้ำแยงซีมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างชัดเจน โดยในปี 2025 มีการปล่อยปลาสเตอร์เจียนจีนกว่า 970,000 ตัว และกว่า 60% ได้ว่ายออกสู่ทะเลผ่านปากแม่น้ำแยงซี สะท้อนการฟื้นคืนถิ่นอาศัยที่สมบูรณ์ขึ้นตามธรรมชาติ

นอกจากนี้ จีนยังเดินหน้าฟื้นฟูถิ่นอาศัยสำคัญ จัดการพื้นที่อนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างเข้มงวด และดำเนินการเพาะพันธุ์–ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการประกาศห้ามจับปลาในพื้นที่อนุรักษ์ 332 แห่งเมื่อปี 2020 ก่อนขยายสู่มาตรการห้ามจับปลาตลอดลำน้ำสายหลักและสาขาสำคัญซึ่งมีผลบังคับใช้เต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2021


ที่มา : Xinhua
 

ยังไม่ติดต่อมา พร้อมอธิบายเหตุการณ์อย่างละเอียดให้เข้าใจ ย้ำไทยจุดยืนเดิม รับคุย ‘อันวาร์’ แล้ว

(11 ธ.ค. 2568) ที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศว่าจะโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีไทยและนายกฯกัมพูชา ในวันเดียวกันนี้ ขณะนี้ได้รับสัญญาณแจ้งมาแล้วหรือยัง ว่า ยัง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่ไม่เป็นปกติแต่อย่างใด เพราะผู้นำของแต่ละประเทศก็ต้องมีการสื่อสารกันตลอดเวลาอยู่แล้ว และทุกคนก็ต้องพยายามที่จะช่วยกัน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหา

เมื่อถามว่า ดูเหมือนประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้ความมั่นใจกับสื่อทั่วโลก ว่าวันนี้จะได้ข้อยุติจากการคุยกับผู้นำทั้งสองประเทศ นายกฯ กล่าวว่า เป็นอย่างที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา ถ้า นายโดนัลด์ ทรัมป์ โทรศัพท์มาหาประเทศไทย ในฐานะที่ตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล ตนก็จะอธิบายและชี้แจงให้ท่านทราบถึงเหตุการณ์และพัฒนาการของสถานการณ์ ซึ่งท่านก็คงต้องได้รับฟังอย่างละเอียดจากตน ถ้าท่านจะติดต่อเข้ามา พร้อมเชื่อว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ คงมีการชี้แจงข้อมูลในระดับทางการทูตอยู่แล้ว

เมื่อถามต่อว่า ไทยจะยืนยันในจุดยืน ไม่คล้อยตามใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องยืนยันว่าเราต้องรักษาอธิปไตย รักษาประชาชน และบูรณภาพแห่งดินแดนของเรา รวมถึงรักษาศักดิ์ศรีของคนไทย

เมื่อถามอีกว่า จะมีเงื่อนไขอะไร ที่ไทยวางไว้ในการกลับไปสู่โต๊ะเจรจาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตอนนี้ไม่มีใครต้องการที่จะมีความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน แต่ประเทศไทยเรามีความมั่นใจเป็นอย่างมากว่าเราเป็นฝ่ายถูกรุกราน เพราะฉะนั้นเรามีความจำเป็นที่จะต้องรักษาเอกราช และอธิปไตยของประเทศ ทั้งนี้ ตนได้พูดคุยและได้อธิบายเหตุการณ์ให้ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ฟังแล้ว
 

ภายในปี 2026–2027 หลัง ‘ซูบียันโต’ เข้าพบผู้นำรัสเซีย ที่กรุงมอสโก เพื่อกระชับความร่วมมือ ทั้งเรื่องพลังงาน–เกษตร–ความมั่นคง

(11 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดีปราโบโว ซูบียันโต ของอินโดนีเซีย ให้เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตาในปี 2026–2027 โดยทั้งสองผู้นำพบปะกันที่กรุงมอสโก ซึ่งผู้นำรัสเซียกล่าวขอบคุณและยืนยันว่าจะเดินทางไปเยือนด้วยความยินดี พร้อมแสดงความเสียใจต่อเหตุอุทกภัยครั้งใหญ่ในอินโดนีเซีย

การหารือครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องระหว่างรัสเซียและอินโดนีเซีย โดยปูตินระบุว่าทั้งสองประเทศมีแผนพัฒนาความสัมพันธ์ในหลายด้าน รวมถึงพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งรัสเซียพร้อมสนับสนุนหากอินโดนีเซียเห็นว่าเหมาะสม

ในด้านเกษตรกรรม ปูตินเผยว่าจะหารือประเด็นการส่งออกข้าวสาลีให้จาการ์ตาเพิ่มเติม แม้ปัจจุบันรัสเซียมีดุลเกินดุลทางการค้าในภาคเกษตรกับอินโดนีเซียอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าทั้งสองฝ่ายสามารถขยายความร่วมมือด้านเกษตรได้อีกมากในอนาคต

ขณะเดียวกัน ความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมป้องกันประเทศยังคงแข็งแกร่ง โดยรัสเซียมองว่าอินโดนีเซียเป็นพันธมิตรสำคัญและมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ทั้งนี้ ประธานาธิบดีซูบียันโตระบุว่าการเยือนรัสเซียครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อหารือเชิงลึกและแสดงความขอบคุณต่อความสัมพันธ์ทวิภาคีที่กำลังเติบโตอย่างชัดเจนระหว่างสองประเทศ


ที่มา : Sputnik
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top