Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

“บิ๊กต้อม” รับ “ซีเกมส์ 2025” เจอ 5 ปัญหารุมเร้า สั่งเร่งแก้ไขด่วน ย้ำหลังพิธีเปิด ทุกอย่างต้องเข้าที่ เพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

(9 ธ.ค. 68) ซีเกมส์สรุปยอดนักกีฬาและเจ้าหน้าที่ร่วม 10,000 คน แต่เจอปัญหาและอุปสรรคมากมาย หัวหน้านักกีฬาถึงกับอึ้ง สั่งประสานงานเร่งแก้ไขอย่างพัลวัน ทั้งเรื่องที่พัก , การขนส่ง และ อาหาร  ย้ำหลังพิธีเปิดการแข่งขันทุกอย่างต้องเข้าสู่ระบบเพื่อให้เกิดปัญหาน้อยที่สุด

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมของการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 หลังจากที่ได้มีการเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาครบทั้ง 11 ชาติ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 9 ธันวาคม “บิ๊กต้อม” นายธนา ไชยประสิทธิ์ หัวหน้าคณะนักกีฬาชุดซีเกมส์ พร้อมด้วย ดร.สุพิตร สมาหิโต และ นายวิสุทธิ์ ตั้งวาริธร รองหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย ได้ร่วมกันประชุมหัวหน้านักกีฬาทั้ง 11 ชาติ ขาดเพียงผู้แทนจาก ติมอร์เลสเต้ เพียงชาติเดียวที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยการประชุมมีการกำหนดแบบวันเว้นวัน เพื่อเป็นการรับทราบแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

โดยนายธนา ไชยประสิทธิ์ เปิดเผยว่า ยอดนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 มีจำนวนร่วม 10,000 คน แต่สิ่งที่ได้รับทราบคือหลายชาติได้แจ้งถึงปัญหาจำนวนมาก

ปัญหาแรก การเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณถภูมิ ต้องรอรถที่ไปรับนักกีฬานาน 5-6 ชั่วโมง ทำให้เสียเวลาในการเข้าร่วมพิธีเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสา

ปัญหาที่สอง เรื่องอาหารกลางวัน ทางเจ้าภาพได้จัดเป็น ลั้นช์ บ๊อก (อาหารกล่อง) แต่ได้สั่งแก้ไขเป็น บุฟเฟ่ต์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ปัญหาที่สาม ปัญหาเรื่องรถรับ-ส่ง นักกีฬาไปซ้อมที่สนามยังไม่เพียงพอ ทำให้เสียเวลาในการฝึกซ้อมและวางแผนในแต่ละวัน

ปัญหาที่สี่ เรื่องอาหาร ฮาลาล ฟู๊ด (สำหรับนักกีฬาจากประเทศอิสลาม) บรูไน, มาเลเซีย,ติมอร์ฯ , อินโดฯ ขอความร่วมมือให้ทางโรงแรมจัดอาหาร ฮาลาล อย่างร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบางมื้อเป็นอาหารรวมทำให้ลำบากต่อการรับประทาน 

ปัญหาสุดท้าย เรื่องที่พักของนักกีฬาแต่ละชาติ ได้มีการสื่อสารกันอย่างผิดพลาด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายธนา ไชยประสิทธิ์ ได้รับปัญหาทั้งหมดมาดำเนินการ และ รายงานตรงไปยัง นายปรีชา ลาลุน กับ นายแพทย์ มีชัย อินวู๊ด รองผู้ว่าการ การกีฬาแห่งประเทศไทย ได้รับทราบ พร้อมเร่งแก้ไขให้อย่างเร่งด่วน 

นอกจากนี้ยังได้รับปากอีกด้วยว่า หลังจากพิธีเปิดการแข่งขันวันที่ 9 ธันวาคม จบสิ้นลง เริ่มแข่งขันชิงเหรียญทองอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 10 ธันวาคม จะส่งเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในแต่ละส่วนเดินทางไปดูแลนักกีฬาอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น อย่างเร่งด่วน

รัสเซีย GDP ชะลอตัวตามที่คาดไว้ คุมอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 6% ย้ำเป็นไปตามเป้าของรัฐบาล เตรียมปูทางให้กลับมามั่นคงกว่าเดิม

(9 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของรัสเซียในปีนี้เข้าสู่ช่วงชะลอตัวตามที่ประเมินไว้ โดยสอดคล้องกับแนวโน้มเงินเฟ้อที่ลดลง พร้อมประเมินว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ตลอดปีจะขยายตัวได้ราว 1% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ใกล้เคียงหรือไม่เกิน 6% ซึ่งถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล

ปูตินกล่าวในที่ประชุมสภาว่าด้วยการพัฒนายุทธศาสตร์และโครงการระดับชาติว่า ขณะนี้รัสเซียมีเงื่อนไขและโอกาสที่จะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังคงรักษาระดับการว่างงานให้อยู่ในระดับต่ำ พร้อมสั่งการให้เร่งเดินหน้าแผนปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจโดยทันที เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงทั้งในและนอกประเทศ

ทั้งนี้ ผู้นำรัสเซียยอมรับด้วยว่า ความท้าทายจากปัจจัยภายนอกยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรของประเทศ โดยเฉพาะเรื่องอัตราการเกิดและแนวโน้มจำนวนประชากรในระยะยาว พร้อมย้ำว่าเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัสเซียคือการ “รักษาและเพิ่มจำนวนประชากร” ซึ่งรัฐบาลจะต้องวางนโยบายด้านสังคม เศรษฐกิจ และครอบครัวให้สอดรับกับโจทย์นี้อย่างจริงจัง


ที่มา : Sputnik

เจาะมาตรการออมของ รมว.คลัง เปิดลดหย่อน 8 แสน/พันธบัตร 'ออม พลัส' กับคำถาม? เอื้อคน 'มีเงินเหลือบริหารภาษี' หรือตอบโจทย์ 'คนส่วนใหญ่ที่ไม่มีจะออม'

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างจริงจัง แต่ในขณะที่รัฐบาลพูดถึง “การออมภาคประชาชน” อยู่บ่อยครั้ง คำถามสำคัญคือ มาตรการที่ออกมาจริง ๆ ช่วยให้ “คนส่วนใหญ่” มีโอกาสออมเพิ่มขึ้น หรือเป็นเพียงเครื่องมือให้ “คนที่มีเงินเหลือ” จัดพอร์ตการลงทุนกับระบบภาษีได้คุ้มค่ามากขึ้นเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ครั้งที่ 7/2568 ว่าที่ประชุมได้หารือ 3 มาตรการการออมภายใต้เสาหลักที่ 5 “เพิ่มการออมภาคประชาชน” ในนโยบาย “Quick Big Win” โดยมีเป้าหมายเพื่อเตรียมคนไทยรับมือสังคมสูงวัย เพิ่มแหล่งระดมเงินออม และจูงใจให้เงินไหลเข้าตลาดทุนและระบบการเงินมากขึ้น

ฟังเผิน ๆ ดูเหมือนเป็นแพ็กเกจที่ดีต่อระบบเศรษฐกิจระยะยาว แต่ถ้ามองลึกลงไปว่า “ใครได้ ใครเสีย” จะพบว่า 3 มาตรการนี้เอื้อคนกลุ่มไหน และละเลยคนกลุ่มไหนไปบ้าง

มาตรการที่ 1: เพิ่มวงเงินลดหย่อนกองทุนรวม 800,000 บาท – เครื่องมือชั้นดีของคนมีภาษีจ่าย

มาตรการแรกคือการเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษีสำหรับการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวม ภายใต้วงเงินสูงสุด 800,000 บาทต่อปี และถือเป็นมาตรการถาวร ไม่ต้องมาลุ้นปรับใหม่ทุกปี ที่สำคัญคือมีการปรับสูตรการลดหย่อนให้แตกต่างกันตามระดับรายได้

– ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 1.3 เท่าของเงินที่ลงทุน  
– ผู้มีรายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี ลดหย่อนได้ 0.7 เท่า  
– ทุกคนยังอยู่ภายใต้เพดานวงเงินสูงสุด 800,000 บาทเท่ากัน

ในมุมหนึ่ง การออกแบบสูตร 1.3 เท่า และ 0.7 เท่า ทำให้ระบบภาษีมีความ “ก้าวหน้า” มากกว่าระบบเดิมที่ทุกคนลดหย่อนได้เท่ากันหมด ช่วยเพิ่มแรงจูงใจให้กลุ่มชนชั้นกลางที่เริ่มออมผ่านกองทุน และลดประโยชน์ภาษีของคนรายได้สูงลงบางส่วน

แต่เมื่อดูตามความเป็นจริง คนที่จะใช้สิทธิได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือต้องเป็นคนที่ “มีเงินเหลือพอจะลงทุนปีละหลักแสน” และ “มีฐานภาษีให้ลดหย่อน” อยู่แล้ว คนที่รายได้ต่ำจนแทบไม่ต้องเสียภาษี ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวงเงินลดหย่อนที่สูงขึ้นเลย แม้จะมีสูตร 1.3 เท่าให้ก็ตาม

อีกด้านหนึ่ง มาตรการนี้ยังเป็นการส่งสัญญาณหนุนตลาดทุนและอุตสาหกรรมกองทุนรวมอย่างชัดเจน เพราะการออมที่ได้สิทธิประโยชน์ถูกจำกัดอยู่ในกรอบ “กองทุนรวม” เป็นหลัก ขณะที่การออมรูปแบบอื่น เช่น การฝากเงิน การออมผ่านสหกรณ์ หรือการนำเงินไปลงทุนต่อยอดธุรกิจของตัวเอง กลับไม่ได้รับสิทธิในระดับเดียวกัน

แม้ในเชิงโครงสร้างแล้ว รัฐอาจมองว่าการผลักเงินเข้าตลาดทุนจะช่วยสร้างฐานทุนให้เอกชนและเศรษฐกิจระยะยาว แต่มิติด้าน “ความเป็นธรรม” ก็ยังชวนตั้งคำถามว่า การยอมเสียรายได้ภาษีจำนวนไม่น้อยให้กลุ่มคนที่มีเงินพอจะลงทุนหลักแสนต่อปี เป็นการใช้ทรัพยากรภาครัฐเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจริง ๆ หรือเพียงทำให้คนที่มีฐานะอยู่แล้วจัดการภาษีได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

มาตรการที่ 2: พันธบัตร “ออม พลัส” ขายทุกเดือน – ทางเลือกออมที่มั่นคง แต่ยังไม่ใช่คำตอบของคนไม่มีเงินเหลือ

มาตรการที่สองคือการออกพันธบัตร “ออม พลัส” ให้ประชาชนซื้อได้ทุกเดือน จุดขายคือเป็นพันธบัตรรัฐบาลที่มีความมั่นคง ขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท ทำให้ “ดูเหมือน” คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย
.
หากดูในเชิงหลักการ ถือว่าเป็นแนวคิดที่ดี เพราะการมีช่องทางออมที่เสี่ยงต่ำและดอกเบี้ยชัดเจนอย่างพันธบัตร เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเก็บเงินไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่ดอกเบี้ยต่ำมาก หรือเอาเงินไปเสี่ยงกับการลงทุนที่ตัวเองไม่เข้าใจ

การเปิดขายทุกเดือนก็ช่วยให้ไม่ต้องแห่จองเฉพาะบางช่วง และทำให้เกิดภาพของ “การออมอย่างสม่ำเสมอ” ได้ ถ้ารัฐออกแบบระบบให้คนสามารถหักเงินซื้อพันธบัตรอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนหรือระบบพร้อมเพย์ ก็มีโอกาสกลายเป็นเครื่องมือสร้างวินัยการออมในระยะยาวได้จริง

แต่ในอีกมุมหนึ่ง ต้องไม่ลืมว่าคนที่จะซื้อพันธบัตรได้ คือคนที่ “มีเงินเหลือ” หลังจากจ่ายค่าครองชีพและหนี้สินแล้วเท่านั้น ในสภาวะที่ค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนไทยติดอันดับต้น ๆ ของโลก ประชาชนจำนวนมากยังอยู่ในโหมด “เอาตัวให้รอดปลายเดือน” ไม่ใช่โหมด “เลือกว่าจะออมผ่านอะไรดี”

ดังนั้น พันธบัตร “ออม พลัส” เป็นเครื่องมือออมที่ดีสำหรับคนที่มีกำลังอยู่แล้ว แต่ยังห่างไกลจากการเป็น “ตัวเปลี่ยนเกม” ให้คนส่วนใหญ่ในประเทศเริ่มออมได้จริง

มาตรการที่ 3: ยกเว้นอากรให้ประกันวินาศภัยรายย่อย – กระตุ้นให้ซื้อประกัน หรือโยนความเสี่ยงให้ประชาชน?

มาตรการที่สามคือการยกเว้นอากรให้กับผู้ซื้อประกันวินาศภัยรายย่อย ทั้งประกันน้ำท่วม ประกันท่องเที่ยว และประกันขนาดเล็กต่าง ๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้คนกล้าซื้อประกันมากขึ้น ท่ามกลางความเสี่ยงที่สูงขึ้นในโลกปัจจุบัน

การทำให้เบี้ยประกันถูกลงบางส่วนย่อมมีผลดีต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้ที่ตั้งใจจะซื้ออยู่แล้ว เช่น คนที่เดินทางบ่อย หรืออยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม ถ้าราคาเบี้ยถูกลงก็อาจตัดสินใจง่ายขึ้น และในระยะยาวอาจช่วยลดภาระงบเยียวยาของรัฐ เพราะภาระบางส่วนถูกโอนให้ระบบประกันภัยรับไปแทน

แต่อีกด้านหนึ่งก็มีคำถามสำคัญว่า “รายได้อากรที่รัฐยอมเสียไป ตกอยู่ในมือใครมากกว่ากัน” หากเบี้ยประกันไม่ได้ถูกปรับลดลงจริงในสัดส่วนที่สะท้อนอากรที่ยกเว้น บริษัทประกันอาจเป็นผู้ได้ margin เพิ่มมากกว่าผู้บริโภค ขณะที่ภาครัฐเก็บรายได้น้อยลง

ยิ่งไปกว่านั้น หากการเติบโตของ Micro Insurance ไม่ถูกกำกับดูแลอย่างดี ก็เสี่ยงจะเกิดปัญหาการขายแบบ “ยัดเยียด” ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น ผูกกับซิมมือถือ สินเชื่อ หรือบริการอื่น ๆ ทำให้ประชาชนจำนวนหนึ่งจ่ายเบี้ยประกันไปทุกเดือน แต่ไม่เคยเข้าใจเงื่อนไขและสิทธิจริง ๆ

ที่สำคัญ มาตรการด้านประกันภัยไม่สามารถทดแทนการแก้โครงสร้างความเสี่ยงได้ เช่น การจัดการระบบระบายน้ำ การผังเมือง หรือมาตรฐานความปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว หากปล่อยให้โครงสร้างยังเปราะบาง แล้วบอกให้ประชาชน “ไปซื้อประกันเอาเอง” ก็เท่ากับเป็นการผลักภาระความเสี่ยงจากรัฐมาสู่ประชาชนมากขึ้น

ภาพรวม: มาตรการออมที่ดีต่อระบบการเงิน แต่ยังไปไม่ถึงคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อมองภาพรวม ทั้ง 3 มาตรการออมที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ในฐานะรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ มีจุดร่วมสำคัญคือ

– สนับสนุนให้เงินไหลเข้าสู่ “ระบบการเงินที่เป็นทางการ” มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกองทุนรวม พันธบัตรรัฐบาล หรือบริษัทประกัน  
– ใช้ “แรงจูงใจทางภาษีและอากร” เป็นตัวดึงให้ประชาชนที่มีกำลังซื้อเข้ามาใช้ผลิตภัณฑ์ทางการเงินเหล่านี้  
– ช่วยสร้างภาพว่ารัฐบาลกำลังวางรากฐานการออมระยะยาว รับมือสังคมสูงวัย

อย่างไรก็ตาม หากมองจากมุมของ “ประชาชนส่วนใหญ่” ที่กำลังเผชิญปัญหารายได้ไม่พอค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือนสูง และสภาพคล่องตึงตัว มาตรการเหล่านี้ยังห่างไกลจากการเป็นคำตอบจริง ๆ เพราะเป็นมาตรการสำหรับคนที่ “ผ่านด่านเอาตัวรอด” มาแล้ว และกำลังมองหาวิธีบริหารเงินออมและภาษี มากกว่าจะช่วยให้คนที่ “ยังไม่มีจะออม” มีโอกาสเริ่มต้นได้

ถ้ารัฐบาลต้องการพูดเรื่อง “เพิ่มการออมภาคประชาชน” อย่างจริงใจและจริงจัง มาตรการจูงใจให้คนมีเงินเหลือออมผ่านกองทุน พันธบัตร และประกันภัย ควรเดินคู่ไปกับมาตรการที่ทำให้คนส่วนใหญ่มี “ศักยภาพในการออม” เพิ่มขึ้น เช่น

– ยกระดับรายได้แรงงานและผู้ประกอบการรายย่อย  
– จัดการปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้นอกระบบอย่างเป็นระบบ  
– ลดภาระค่าครองชีพบางด้านที่รัฐควรจัดการได้  
– ออกแบบโครงการออมร่วมภาครัฐ–เอกชน ที่มีการ “สมทบ” ให้กับผู้มีรายได้น้อย ไม่ใช่ให้แข่งขันกันออมเฉพาะคนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว

ในวันที่เศรษฐกิจยังเปราะบาง การพูดถึง “การออม” โดยไม่แตะปัญหา “ไม่มีจะออม” อาจกลายเป็นนโยบายที่ฟังดูดีบนกระดาษ แต่ไม่สัมผัสชีวิตจริงของผู้คนส่วนใหญ่ในประเทศเท่าที่ควร
 

จีนส่งสัญญาณพร้อมรับการลงทุน ร่วมผลักดันรถยนต์ EV และรถอัจฉริยะ หวัง EU ถอยคนละก้าว หันคุยปมภาษี ลดศึกการค้าระหว่างสองทวีป

(9 ธ.ค. 68) จีนส่งสัญญาณพร้อมต้อนรับการลงทุนจากค่ายรถยุโรปต่อเนื่อง และชวนจับมือผลักดันอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ยุครถไฟฟ้าและรถอัจฉริยะ หลัง หลิง จี (Ling Ji) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จีน ระบุระหว่างการประชุมทางวิดีโอกับฮิลด์การ์ด มึลเลอร์ (Hildegard Muller) ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมนี และโอลา แคลเลเนียส (Ola Källenius) ประธานสมาคมผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปและซีอีโอกลุ่มเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes Benz)

หลิง จี ชี้ว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนและยุโรปเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้ง จึงหวังให้สมาคมยานยนต์ของเยอรมนีและยุโรปใช้บทบาทของตัวเอง ผลักดันให้คณะกรรมาธิการยุโรปหันมาร่วมมือกับจีน เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมให้กับคดีสอบสวนอุดหนุนรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนของสหภาพยุโรปโดยเร็ว เพื่อลดแรงเสียดทานด้านการค้า

ด้านมึลเลอร์ ระบุว่า ความร่วมมือด้านรถยนต์ระหว่างเยอรมนีกับจีนให้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมมานาน หลายค่ายรถเยอรมันยังคงเดินหน้าลงทุนเพิ่มในจีน และขยายความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับพันธมิตรจีนต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าทางสมาคมไม่เห็นด้วยกับการที่อียู (EU) จะเก็บภาษีตอบโต้การอุดหนุน (countervailing duties) ต่อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน

ขณะเดียวกัน แคลเลเนียสเผยว่า บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ยุโรปรวมถึงเมอร์เซเดส-เบนซ์ ต่างเร่งเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการวิจัยในจีนมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้ฝังตัวอยู่ในห่วงโซ่การผลิตและซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนอย่างแน่นแฟ้น และมองว่าจีนยังเป็นฐานสำคัญสำหรับยุทธศาสตร์รถไฟฟ้าของยุโรป

นอกจากนี้ ซีอีโอเมอร์เซเดส-เบนซ์ ย้ำถึงความหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะใช้ท่าทีที่เป็นรูปธรรมและยึดผลประโยชน์ร่วมกันเป็นหลัก เพื่อหาทางออกในคดีสอบสวนอุดหนุนรถอีวี และเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและห่วงโซ่อุปทานต่อไป แทนที่จะปล่อยให้มาตรการภาษีกลายเป็นชนวนให้ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างจีนกับยุโรปรุนแรงขึ้น


ที่มา : Xinhua

เตรียมเปิดตัว "พรรครักชาติ" 10 ธ.ค. ประกาศนั่งหัวหน้าพรรค-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พร้อมดึงทัพอินฟลูเอนเซอร์ – คนดัง วางเกมสู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

ใกล้วันยุบสภา สมรภูมิการเมืองเริ่มคึกคักอีกครั้ง ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DES) และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เตรียมแถลงข่าวเปิดตัวพรรคการเมืองใหม่ในชื่อ "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการ ในวันพุธที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 เวลา 13.00 น. ณ บริเวณลานด้านหน้า ทิม ฮอร์ตันส์ สามย่าน มิตรทาวน์ ซึ่งเป็นทำเลที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่และประชาชนทั่วไปพลุกพล่าน

 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการกลับเข้าสู่สนามการเมืองในฐานะผู้นำพรรคอย่างเต็มตัวของนายชัยวุฒิ หลังจากที่เคยเป็นแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีในโควตาของพรรคพลังประชารัฐ โดยมีรายงานยืนยันว่า นายชัยวุฒิจะดำรงตำแหน่ง หัวหน้าพรรครักชาติ และจะลงสมัครรับเลือกตั้งในตำแหน่ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ (ปาร์ตี้ลิสต์) ลำดับที่ 1 ซึ่งสะท้อนความมั่นใจในการนำทัพพรรคใหม่เข้าสู่การเลือกตั้ง

 

กลยุทธ์ดึงคนดัง-อินฟลูเอนเซอร์

 

ความน่าสนใจของการเปิดตัวพรรครักชาติในครั้งนี้ อยู่ที่กลยุทธ์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงจากหลากหลายวงการ ทั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงบันเทิง สื่อสารมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) เข้าร่วมทีมอย่างคึกคัก ซึ่งบ่งชี้ถึงความพยายามในการสร้างความเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่และใช้ศักยภาพของสื่อสังคมออนไลน์ในการขับเคลื่อนงานการเมือง

รายชื่อบุคคลสำคัญที่เตรียมเข้าร่วมงานและรับตำแหน่งในพรรค อาทิ:

 

นายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ (ลูกกอล์ฟ) เตรียมเข้าดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรค

นายทัศนัย ทองมี (กอล์ฟ) ผู้ประกาศข่าว จะเข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค

น.ส.ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร (ขิง) Miss Fabulous Thailand 2022 และอดีตผู้ประกวดมิสยูนิเวอร์ส

นายฐิติพัฒณ์ จันทร์แก้ว (โฟล์ค) นักแสดง

นัท นิสามณี บิวตี้บล็อกเกอร์ชื่อดังและเจ้าของเพจ "สะบัดแปรง" ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผู้ติดตามจำนวนมาก จะมาร่วมสร้างสีสันในงานเปิดตัว

 

การผนึกกำลังระหว่างนักการเมืองผู้มีประสบการณ์อย่างนายชัยวุฒิ กับเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่มีฐานเสียงบนโลกออนไลน์ แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่พรรครักชาติพยายามจะก้าวข้ามวิธีการหาเสียงแบบดั้งเดิม โดยเน้นการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมกับประชาชนผ่านช่องทางดิจิทัลและบุคคลที่มีอิทธิพลต่อความคิดของคนรุ่นใหม่ในสังคม

 

การเปิดตัวพรรคในครั้งนี้ จึงเป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาในวงการการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางตำแหน่งของพรรคที่จะเข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งครั้งถัดไป ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของขั้วอำนาจและสมการการเมืองหลังการเลือกตั้งในอนาคต

รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่คนใหม่ นักปกครองที่ทำงานใกล้ชิดวิถีชีวิตคนกระบี่ ผสานงานความมั่นคง การศึกษา สังคม สิ่งแวดล้อม ขับเคลื่อนกระบี่สู่เมืองท่องเที่ยวปลอดภัย เป็นมิตรกับชุมชน

ช่วงปลายปี 2568 กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้ง-โยกย้ายรองผู้ว่าราชการจังหวัดรวม 40 ตำแหน่ง เพื่อ “จัดทัพใหม่” ให้การบริหารงานจังหวัดสอดรับโจทย์พัฒนาเชิงรุกมากขึ้น หนึ่งในรายชื่อที่น่าจับตามอง คือ นายนิรันดร์ ปราบอักษร ปลัดจังหวัดกระบี่ ที่ได้รับโอนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ มีผลตั้งแต่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป ถือเป็นการขยับขึ้นสู่บทบาทบริหารระดับจังหวัดของข้าราชการสายปกครองที่เติบโตบนเส้นทางราชการในจังหวัดกระบี่ต่อเนื่องหลายปี

เส้นทางราชการของนายนิรันดร์สะท้อนภาพ “นักปกครองสายพื้นที่” ชัดเจน เขาเคยดำรงตำแหน่งนายอำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่ปี 2561 ก่อนจะเลื่อนมาดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่ ดูแลงานความมั่นคงและความเป็นระเบียบเรียบร้อยในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวหลักของจังหวัด จากนั้นจึงขยับขึ้นเป็นปลัดจังหวัดกระบี่ ทำหน้าที่ประสานและขับเคลื่อนงานร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ในระดับจังหวัด ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดในปัจจุบัน

ในด้านผลงาน นายนิรันดร์ผ่านการทำงานที่สัมผัสประชาชนหลากหลายมิติ ตั้งแต่สมัยเป็นนายอำเภอเขาพนม เขามีบทบาทร่วมผลักดัน “โครงการธนาคารแห่งความสุข (The Happiness Bank)” ของเทศบาลตำบลเขาพนม ซึ่งเป็นกลไกเชื่อมภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและเปิดโอกาสให้คนในชุมชน “ฝากความดี-ส่งต่อความสุข” สู่กันและกัน

ต่อมาช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายอำเภอเมืองกระบี่และปลัดจังหวัด เขามักได้รับมอบหมายให้กำกับแผนปฏิบัติการด้านความปลอดภัย เช่น การปล่อยแถวจัดระเบียบสังคมช่วงเทศกาลลอยกระทง การปราบปรามยาเสพติด และการบังคับใช้กฎหมายกับสถานบริการและกิจกรรมเสี่ยงต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลกอย่างกระบี่
.
ในช่วงดำรงตำแหน่งปลัดจังหวัด นายนิรันดร์ยังทำหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดในภารกิจสำคัญหลายด้าน ทั้งการเป็นประธานจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับจังหวัด สนับสนุนเวทีแสดงศักยภาพเยาวชนและ Soft Power ด้านการศึกษาในพื้นที่
.
การกล่าวสุนทรพจน์ในพิธีรำลึกครบรอบ 20 ปีเหตุการณ์สึนามิ ที่ตอกย้ำบทเรียนเรื่องการเตรียมพร้อมรับภัยพิบัติและการดูแลจิตใจผู้สูญเสียในพื้นที่ชายฝั่งอันดามัน ตลอดจนการเข้ารับหนังสือร้องเรียนจากเครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้านการระเบิดภูเขาทำเหมืองแร่ในจังหวัดกระบี่ สะท้อนบทบาท “ตัวกลาง” ที่ต้องฟังเสียงชุมชน ควบคู่กับการเดินหน้านโยบายของรัฐอย่างระมัดระวังและรอบด้าน

การได้รับแต่งตั้งเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ของนายนิรันดร์ จึงถูกคาดหวังว่า จะช่วยต่อยอดยุทธศาสตร์ “เมืองท่องเที่ยวทะเลระดับโลก” สู่การพัฒนาที่สมดุลมากขึ้น เส้นทางราชการที่เติบโตในพื้นที่เดียวกัน ทำให้เขารู้จักภูมิประเทศ เครือข่ายผู้นำท้องถิ่น และข้อจำกัดของชุมชนทั้งฝั่งเมืองและชนบทอย่างลึกซึ้ง เมื่อผนวกกับประสบการณ์ดูแลงานความมั่นคง ความปลอดภัย การจัดการภัยพิบัติ และการสื่อสารกับภาคประชาสังคม ย่อมเป็นทุนสำคัญในการขับเคลื่อนกระบี่ให้เติบโตบนฐานการท่องเที่ยวคุณภาพ มีความปลอดภัย เคารพสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในจังหวัด

 

เจรจา ‘ไดกิ้น’ สำเร็จ โบนัส 7 เดือน เงิน 15,000 บาท เปลี่ยนทองเป็นเงิน 50,000 บาท พนักงานกลับเข้างานตามปกติ

(9 ธ.ค. 68) นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์ถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12ชม.โดยมีการเจรจาตั้งแต่วันจันทร์ที่ 8 ธันวาคม 2568 เวลา 13.00 น. - วันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 00.30 น.ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน 

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ อุ่นคำ สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดชลบุรี นายดุสิต สุขไสย ผอ.กลุ่มงานประนอมข้อพิพาทแรงงานและข้อขัดแย้ง นายชุมพล ไพโรจน์สมบัติ นักวิชาการแรงงานชำนาญการพิเศษ สำนักแรงงานสัมพันธ์ และทีมงาน ร่วมเจรจา ณ ห้องลานนา โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพ สุวรรณภูมิ จากการเจรจาอย่างต่อเนื่อง ในที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ โดยมีข้อตกลงเกี่ยวกับสภาพการจ้าง มีสาระสำคัญ สรุปได้ ดังนี้

1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไป 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
.
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในวันอังคารที่ 9 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป 

นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
 

ไม่มีเดือนปกติ รวมคำทำนายหมอดูไทย ในอีก 12 เดือน ข้างหน้า ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปีม้าไฟ 2569 “ไม่มีเดือนปกติ” – รวมคำทำนายหมอดูไทย 12 เดือน ประเทศไทยเข้าโหมดวิกฤตสลับโอกาส

ปี 2569 กำลังถูกพูดถึงว่าเป็น “ปีม้าไฟ” ปีแห่งการเปลี่ยนผ่าน และการพลิกชะตาแบบแรง ๆ

หมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนักในไทย ทั้งสายดวงเมืองและดวงส่วนตัว ต่างออกมาให้คำทำนายล่วงหน้า

ตั้งแต่เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ไปจนถึงภัยธรรมชาติและดวงชีวิตรายบุคคล

เมื่อรวบรวมคำทำนายจากทั้ง อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ผู้เปิดไพ่ยิปซีดวงเมืองปีม้าไฟ,

หมอช้าง ทศพร ศรีตุลา ที่ผูกดวง 12 ราศีแบบละเอียดตลอดปี,

หมอปลาย พรายกระซิบ และซินแสภาณุวัฒน์ ที่เตือนแรงเรื่องภัยธรรมชาติ–โรคใหม่,

รวมถึงโหรฟองสนาน จามรจันทร์ ที่อ่านดวงเมืองและดวงบุคคลสำคัญทางการเมือง

จะเห็น “ธีมร่วม” ว่า ปี 2569 ไม่ใช่ปีเบา ๆ แต่เป็นปีที่มีทั้งโอกาสและแรงสั่นสะเทือนสลับกันไปตลอด 12 เดือน

【ดวงเมืองปีม้าไฟเด็กครองเมือง – อาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม, ไทยรัฐออนไลน์】

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – ซินแสภาณุวัฒน์, หมอปลาย พรายกระซิบ (สัมภาษณ์ในรายการออนไลน์)】

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ฟองสนาน จามรจันทร์, ไทยโพสต์】

บทความนี้ไม่ใช่การฟันธงว่า “ต้องเกิดจริง” แต่ชวนผู้อ่าน The States Times มาดู “ปฏิทินคำทำนาย” ปี 2569

แบบไล่เดือน ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคม ว่าตามสายตาหมอดูไทยแล้ว ปีม้าไฟนี้หน้าตาเป็นอย่างไร

พร้อมทั้งชวนคิดต่อว่า ถ้าคำทำนายเป็นเพียง “สัญญาณ” เราจะเตรียมตัวอย่างไรให้รอด ไม่ว่าจะเชื่อมากหรือน้อยก็ตาม

---------------------------------

มกราคม: เริ่มปีด้วยแผลเก่าของดวงเมือง – แต่บางราศีกลับเป็น “นาทีทอง”

---------------------------------

ดวงเมืองจากอาจารย์มงคล รอดเที่ยงธรรม ระบุว่าเดือนมกราคมของปี 2569 อยู่ในอิทธิพลของ “ไพ่ 3 ดาบ”

เป็นสัญลักษณ์ของบาดแผล ความผิดหวัง และเรื่องที่ยังคาใจจากปีเก่า

จึงถูกเตือนให้ “อดทน” และระวังทั้งเรื่องฟืนไฟ แผ่นดินไหว และปัญหาน้ำฝน–น้ำท่วมที่ยังไม่คลี่คลายหมดไปในทันที

พร้อมทั้งชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างการจัดการน้ำและที่อยู่อาศัย เพราะ “แก้ฟ้าไม่ได้ ต้องแก้ที่คน”

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ในอีกมุมหนึ่ง หมอช้าง ทศพร กลับมองว่า เดือนมกราคมคือ “จุดเริ่มต้นที่ปังมาก” ของหลายราศี เช่น

– ราศีเมษ: การงานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น มีโอกาสเริ่มเส้นทางใหม่ ถ้าลงมือช่วงต้นปีจะเห็นผลชัดเจน

– ราศีธนู: ม.ค.–มิ.ย. คือครึ่งปีทอง โดยเฉพาะเดือนมกราคมที่ถูกย้ำว่าควรลุยงาน–ดีลใหญ่ให้เต็มที่

เพราะทั้งงานและเงินมีพลังสนับสนุนสูงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ภาพรวมเดือนแรกของปีจึงออกมาแบบ “สองหน้า” ดวงเมืองยังแบกแผลเก่า แต่ดวงส่วนบุคคลของบางกลุ่ม

กลับได้จังหวะเริ่มต้นใหม่ ถ้ามองเชิงสัญลักษณ์ ก็คือปีที่เริ่มต้นท่ามกลางความไม่แน่นอน

แต่โอกาสก็มีให้กับคนที่เตรียมตัวพร้อมและกล้าลงมือก่อน

---------------------------------

กุมภาพันธ์: เศรษฐกิจ–อสังหาฯ เริ่มขยับ และจังหวะดีของการเจรจา

---------------------------------

จากการเปิดไพ่ของอาจารย์มงคล ไพ่ “7 เหรียญ” ถูกตีความว่าเป็นจุดเริ่มของการเก็บเกี่ยวผล

โดยเฉพาะตั้งแต่ “เดือนกุมภาพันธ์ขึ้นไป” ค้าขาย การซื้อขายที่ดิน บ้าน คอนโด

รวมถึงตลาดมือสองและการซ่อมแซม–รีโนเวต มีแนวโน้มคึกคักขึ้น

คนไทยถูกมองว่าจะ “ขยันมากขึ้น” และเริ่มใช้บทเรียนจากปีแย่ ๆ มาปรับวิธีหาเงิน

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ฝั่งดวงส่วนตัว หมอช้างระบุว่า

– ราศีเมษ: ยังอยู่ในช่วง “นาทีทอง” ยาวจากมกราคมถึงกุมภาพันธ์ งาน–โชคลาภเด่น

– ราศีพฤษภ: เดือนมีนาคมคือจุดพีค แต่จังหวะดีเริ่มก่อตัวตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้การพูด การเจรจา

– ราศีมิถุน: ช่วงม.ค.–พ.ค. ถือว่าดีทั้งหมด แต่กุมภาพันธ์ถูกระบุว่าเป็นเดือนที่ “พีคสุด”

ทั้งการเริ่มงานใหม่และโอกาสสำคัญในชีวิต

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ขณะเดียวกัน โหรฟองสนาน จามรจันทร์ ยังระบุว่า ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป

คือจุดเริ่มเกณฑ์สำคัญในชีวิตของบุคคลการเมืองหลายคน

ทั้งในแง่ “เสียไปแล้วได้กลับ” หรือ “ได้แล้วรักษาไว้ไม่ง่าย”

สะท้อนภาพว่าโหรสายการเมืองมองกลางไตรมาสแรกของปี 69

เป็นจุดเริ่มเกมใหม่บนเวทีอำนาจ

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มีนาคม: พลังมวลชน–คลื่นคนรุ่นใหม่เริ่มชัด และจังหวะเด่นของพฤษภ–มิถุน

---------------------------------

อาจารย์มงคลตีความไพ่ “10 ถ้วย” ว่าเป็นพลังของกลุ่มคน การรวมตัวของมวลชน และพลังใหม่ ๆ

ที่จะปรากฏชัดขึ้นในช่วง “มีนาคมถึงมิถุนายน” โดยเชื่อมโยงกับภาพ “เด็กครองเมือง”

และการสิ้นสุดวาสนาของผู้ใหญ่บางกลุ่ม

เป็นช่วงที่พลังของคนรุ่นใหม่ กลุ่มอาชีพใหม่ หรือขบวนการบางอย่างจะชัดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านดวงส่วนบุคคล

– ราศีพฤษภ: หมอช้างระบุชัดว่า “เดือนมีนาคม” คือจังหวะดวงดีมากเป็นพิเศษ

โดยเฉพาะงานขาย เจรจา นายหน้า หรือการสอบสัมภาษณ์

– ราศีกุมภ์: ถูกเตือนให้ระวังการเดินทางและอุบัติเหตุในเดือนมีนาคม แม้ดวงภาพรวมจะเป็นปีแห่งการเริ่มต้นสิ่งใหม่ก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

เดือนมีนาคมจึงเป็นเดือนที่ดวงเมืองพูดถึง “พลังมวลชน”

ขณะที่ดวงส่วนบุคคล บางราศีได้ใช้ “ปาก–การสื่อสาร” เป็นอาวุธสำคัญ

ใครที่อยู่ในอาชีพที่ต้องเจรจาต่อรอง ช่วงนี้คือเดือนที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

---------------------------------

เมษายน: เดือนดาวแรงเรื่องสุขภาพ–อุบัติเหตุของหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างเตือนชัดเจนว่า “เดือนเมษายน” เป็นเดือนที่ต้องระวังสุขภาพและอุบัติเหตุเป็นพิเศษสำหรับบางราศี เช่น

– ราศีกันย์: มีเกณฑ์เจ็บป่วย อุบัติเหตุ หรือการผ่าตัดในเดือนเมษายน แม้ภาพรวมทั้งปีจะเป็นปีที่งาน–ธุรกิจคึกคัก

– ราศีมีน: ถูกเตือนเรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุในเมษายนเช่นกัน

แม้จะมีจังหวะการเงินดีมากในเดือนพฤษภาคมต่อเนื่อง

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งโหรสายดวงเมือง ฟองสนานยังเขียนถึงเกณฑ์ “เสียแล้วไม่ได้คืน”

ของนักการเมืองบางคนในช่วง 2 เมษายน–12 พฤษภาคม 2569

สะท้อนว่าเมษายนไม่ใช่เดือนสบาย ๆ บนเวทีอำนาจ

แต่เป็นช่วงที่หลายคนอาจต้องแลกอะไรบางอย่างอย่างถาวร

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมษายนจึงเป็นเดือนที่ควร “เพลาเกมเสี่ยง” ลงบ้าง

ใครคิดจะลงทุนหรือเดินทางแบบลุยสุดตัวอาจต้องถามตัวเองอีกครั้ง

ว่าเวลานี้เหมาะกับการเร่งเครื่อง หรือเหมาะกับการเช็กสภาพรถ–สภาพร่างกายก่อนจะลุยต่อกันแน่

---------------------------------

พฤษภาคม: การเงินเริ่มขยับ – ทั้งดวงเมืองและดวงส่วนบุคคล

---------------------------------

จากคำทำนายดวงเมืองของอาจารย์มงคล การค้าขายและอสังหาฯที่เริ่มฟื้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์

จะทยอยส่งผลชัดขึ้นในไตรมาสสองของปี

คนไทยถูกมองว่าจะ “กลับมาขยัน” มองหาโอกาสต่อยอดรายได้จากสิ่งที่มี

และหันมาใส่ใจความมั่นคงระยะยาวมากขึ้น

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ด้านหมอช้าง

– ราศีเมษ: ดาวการเงินส่งผลจริง ๆ ตั้งแต่ช่วง “ประมาณเดือนพฤษภาคม” เป็นต้นไป

ต้นปีต้องวางแผนดี ๆ แล้วจะได้ใช้ผลในช่วงนี้

– ราศีมีน: เดือนพฤษภาคมถูกระบุว่าเป็นจังหวะการเงินแข็งแรง มีโอกาสทั้งรายได้ประจำและรายได้พิเศษ

รวมถึงลุ้นโชคลาภเล็ก ๆ เข้ามาพร้อมกัน

– หลายราศีถูกย้ำว่ากลางปีคือช่วง “เงินเริ่มฟื้น” จากการลุยงานมาตั้งแต่ต้นปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในเวทีการเมือง โหรฟองสนานยังชี้จังหวะ 31 พฤษภาคม–กลางมิถุนายน

เป็นช่วง “ลุ้นตำแหน่งสำคัญ” ของนักการเมืองบางคน

สะท้อนว่าเกมอำนาจมีโอกาสขยับแรงในช่วงนี้

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

---------------------------------

มิถุนายน: เดือนจุดเปลี่ยน – ทั้งงาน การเงิน และตำแหน่ง

---------------------------------

มิถุนายนถูกย้ำหลายครั้งในคำทำนาย

– ราศีตุลย์: หมอช้างบอกว่า “เดือนมิถุนายน” คือจุดเปลี่ยนสำคัญของปี

เหมาะกับการเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ หรือการขยับงานสำคัญที่รอจังหวะอยู่

– ราศีพิจิก: ถูกเตือนว่ามิถุนายนเป็น “เดือนแรง” เรื่องสุขภาพและอุบัติเหตุ ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้ภาพรวมจะเป็นปีแห่งการก้าวหน้าทางการงานและการเงินก็ตาม

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในฝั่งดวงการเมือง ฟองสนานก็ชี้ว่าช่วงปลายพฤษภาคมถึงกลางมิถุนายน

คือหน้าต่างเวลาที่หลายคนอาจ “ได้ตำแหน่ง–ได้โอกาส”

หรืออย่างน้อยก็มีข่าวความเคลื่อนไหวใหญ่ในชีวิต

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

มิถุนายนจึงถูกมองว่าเป็นเดือน “เปลี่ยนเฟส” ของปี 2569

ทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างอำนาจ

---------------------------------

กรกฎาคม: เดือนพีกของงาน–ธุรกิจหลายราศี

---------------------------------

หมอช้างให้ความสำคัญกับ “เดือนกรกฎาคม” ในฐานะเดือนพีกของบางราศี เช่น

– ราศีกรกฎ: ปีที่ “พลิกจากร้ายเป็นดี” อย่างชัดเจน และกรกฎาคมถูกย้ำว่าเป็นช่วงที่ไม่มีดาวร้าย

งานก้าวหน้า การเงินฟื้น ครอบครัวคลี่คลาย

– ราศีกันย์: แม้ทั้งปีต้องเจองานหนักและบททดสอบจากดาวเสาร์

แต่กรกฎาคมคือช่วงที่มีตัวช่วย–ผู้สนับสนุนชัดเจน ธุรกิจคึกคัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

สำหรับดวงเมือง แม้จะไม่ได้มีการล็อกเดือนกรกฎาคมแบบเฉพาะเจาะจง

แต่หากมองจากจังหวะที่พลังมวลชนเริ่มชัดขึ้นตั้งแต่มีนาคม–มิถุนายน

กรกฎาคมอาจกลายเป็นเดือนที่เราเริ่มเห็น “ผลจากแรงสั่นสะเทือน”

ทั้งฝั่งเศรษฐกิจและการเมืองเริ่มหาจุดทรงตัวชั่วคราว

---------------------------------

สิงหาคม: เดือนอันตรายของสิงห์ – เดือนเงินก้อนของบางราศี

---------------------------------

สิงหาคมคือเดือนที่หมอช้างเตือนแรงที่สุดเดือนหนึ่ง

– ราศีสิงห์: ถูกระบุให้ “รีบเริ่ม–รีบจบ” สิ่งสำคัญให้ทันก่อนเดือนมิถุนายน

เพราะ “เดือนสิงหาคม” คือเดือนอันตราย มีหลายปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์

ทั้งสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ทำให้ดวงดาวแรงเป็นพิเศษ

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ในอีกด้านหนึ่ง

– ราศีพิจิก: สิงหาคมคือเดือนที่ “เส้นทางโรยด้วยกลีบกุหลาบ” โดยเฉพาะด้านการเงิน เห็นเงินก้อน ชัดเจน

– ราศีมังกร: สิงหาคมก็ถูกมองว่าเป็นเดือนลงตัวทั้งงาน เงิน และความรัก

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

ด้านคำทำนายดวงเมือง สายหมอปลาย–ยมทูตคำทำนาย เตือนภาพใหญ่ของปี 2569

ทั้งเรื่อง “มวลน้ำยักษ์ใหญ่ น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่ที่เกี่ยวข้องกับห้องทดลอง”

แม้จะไม่ระบุเดือนชัดเจน แต่เมื่อเชื่อมกับฤดูฝนและช่วงดวงดาวแรงในครึ่งปีหลัง

สิงหาคมจึงกลายเป็นเดือนที่หลายคนจับตาเป็นพิเศษ

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ยมทูตคำทำนาย (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

---------------------------------

กันยายน: เดือนพักหายใจ – ทบทวนสิ่งที่เกิดใน 8 เดือนแรก

---------------------------------

คำทำนายที่พูดถึง “กันยายน 2569” โดยตรงมีไม่มากเมื่อเทียบกับเดือนอื่น

ส่วนใหญ่เป็นการลากยาวจากจังหวะครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม หากดูจากรูปแบบทั้งปีที่ต้นปี–กลางปีเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง

และครึ่งปีหลังกดดันเรื่องภัยธรรมชาติ–การเมือง–เศรษฐกิจ

กันยายนอาจถูกมองว่าเป็นเดือน “พักหายใจเชิงยุทธศาสตร์”

– คนทำธุรกิจอาจใช้เวลานี้สำรวจว่า สิ่งที่ลงทุนตั้งแต่ต้นปีเริ่มให้ผลอย่างไร

– คนทำงานประจำหลายราศี เพิ่งผ่านทั้งเดือนดีและเดือนอันตรายอย่างเมษายน–สิงหาคมมา

กันยายนจึงเหมาะกับการจัดระบบชีวิตมากกว่าลุยอะไรใหม่สุดตัว

ในแง่ดวงชะตา เราแทบไม่เห็นหมอดูคนไหน “ฟันธงหายนะ” ในเดือนนี้

ซึ่งก็อาจเป็นข่าวดีเล็ก ๆ ของปีม้าไฟ

---------------------------------

ตุลาคม: โอกาสใหม่–เกณฑ์ช่วยของบางคน

---------------------------------

โหรฟองสนาน ระบุว่า สำหรับบางบุคคลสำคัญทางการเมือง

“20 ตุลาคม–สิ้นปี 2569” เป็นช่วงที่หัวหน้าเทวดาประจำตัว “อำนวยโชคชัย”

ช่วยคานเกณฑ์ลบ โดยเฉพาะผู้ที่เจอแรงปะทะหนักมากมาตั้งแต่ปีก่อน

สะท้อนภาพว่าไตรมาสสุดท้ายของปี มีพื้นที่ให้ “ตั้งหลักใหม่” อยู่บ้างสำหรับบางคน

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

ในเชิงดวงส่วนบุคคล ช่วงปลายปีมักถูกพูดถึงในเชิง “เก็บเกี่ยว”

มากกว่าการเริ่มต้นใหม่ ใครที่ลุยงานมาตลอดปี

ตุลาคมจึงอาจกลายเป็นเดือนที่เห็นภาพชัดขึ้นว่า ปีม้าไฟให้บทเรียนอะไรกับเราไปแล้วบ้าง

---------------------------------

พฤศจิกายน: เกณฑ์ดวงแรง–คดีความ–ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

---------------------------------

ในคำทำนายของฟองสนาน หลายคนถูกชี้ว่า

“ตั้งแต่ 22 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป”

จะเข้าสู่เกณฑ์ดวงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ ทั้งในเรื่องคดีความ การเสียของรัก หรือแรงปะทะทางการเมือง

บางคนถูกระบุว่าเกณฑ์ลบจะลากยาวออกไปถึงปีถัดไปด้วย

【ดวงชะตาเมืองรัตนโกสินทร์ ปี 2569 – ไทยโพสต์】

เมื่อเชื่อมกับคำเตือนของหมอปลายและซินแสภาณุวัฒน์เรื่อง

“น้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินไหว และโรคใหม่” ในปีม้าไฟ

แม้จะไม่ระบุเดือนชัด แต่หลายสำนักก็เห็นตรงกันว่า

“ปลายปี” คือช่วงที่ทั้งดวงดาวและสถานการณ์โลกมีความผันผวนสูง

【ผ่าดวงเมืองปี 2569 – หมอปลาย, ซินแสภาณุวัฒน์ (สัมภาษณ์ออนไลน์)】

พฤศจิกายนจึงเป็นเดือนที่ควรระวังทั้งระดับ “บน–ล่าง”

ตั้งแต่เกมการเมือง ไปจนถึงชีวิตประจำวันของคนตัวเล็ก ๆ ที่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อม

---------------------------------

ธันวาคม: สรุปบทเรียนปีม้าไฟ – คลื่นลูกใหม่กับการรีเซ็ตอนาคต

---------------------------------

แม้หลายคำทำนายจะชี้ว่า ปี 2569 เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง

แต่ดวงเมืองของอาจารย์มงคลก็ยังทิ้งภาพในเชิงบวกไว้ว่า

นี่คือปีที่ “เด็กครองเมือง” คนรุ่นใหม่–คนอายุน้อย

และคนที่พร้อมปรับตัวจะได้ขึ้นมาเป็นกำลังหลัก

เศรษฐกิจมีโอกาสฟื้นตัวจากความขยันและการเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต

【ดวงเมืองปี 2569 – ไทยรัฐออนไลน์】

ทางฝั่งดวงส่วนบุคคล หมอช้างเองก็มีมุมว่า ปี 2569 เป็นปีที่ “ดาวใหญ่มีพลังมากที่สุดในรอบ 12 ปี”

ซึ่งแปลว่าหลายราศีจะมีโอกาสสำคัญในชีวิต ถ้าใช้จังหวะให้ถูก

และถึงแม้บางช่วงจะเจอดาวแรง–เดือนอันตราย แต่ถ้าผ่านไปได้

ท้ายที่สุดก็อาจได้เซอร์ไพรส์ดี ๆ ส่งท้ายปี

【หมอช้าง เปิดดวงปี 69 – ข่าวสดออนไลน์】

---------------------------------

สรุป: อ่านดวงไม่ใช่เพื่อกลัว แต่เพื่อเตรียมตัว

---------------------------------

เมื่อเอาคำทำนายจากหมอดูไทยหลายสำนักมาวางเรียงกันเป็น “ปฏิทินปี 2569”

สิ่งที่เห็นชัดคือ ปีม้าไฟไม่ได้มีแค่ภาพมืดมิดหรือดีสุดขั้วด้านเดียว

แต่เต็มไปด้วย “จังหวะ” ที่สลับกันระหว่างโอกาสและความเสี่ยง

– ต้นปี: แบกแผลเก่าจากปี 2568 แต่เปิดพื้นที่ให้เริ่มต้นใหม่

– กลางปี: คือจุดเปลี่ยนทั้งด้านเศรษฐกิจ งาน และอำนาจ

– ปลายปี: เต็มไปด้วยเกณฑ์แรง ทั้งคดีความ ความขัดแย้ง และภัยธรรมชาติ

แต่ก็มี “หน้าต่างแห่งโอกาส” ให้คนที่พร้อมจะรีเซ็ตตัวเอง

ในฐานะสื่อ เราไม่อาจยืนยันว่าคำทำนายเหล่านี้จะเกิดขึ้นจริงตามตัวอักษรหรือไม่

แต่ในฐานะ “สัญญาณ” มันสะท้อนอย่างน้อย 3 อย่างของสังคมไทยวันนี้คือ

1) คนไทยรู้สึกว่ากำลังอยู่ในยุคเปลี่ยนผ่านใหญ่

2) ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจ การเมือง และภูมิอากาศ กลายเป็นเรื่องที่คนธรรมดาพูดถึงในชีวิตประจำวัน

3) คนจำนวนไม่น้อยยังมองหา “ที่พึ่งทางใจ” เพื่อจะไม่รู้สึกว่าตัวเองเผชิญอนาคตอย่างลำพัง

สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเราจะเชื่อหมอดูมากน้อยแค่ไหน

การอ่านดวงปี 2569 อาจไม่ใช่เรื่องของ “ถูก–ผิด”

แต่น่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคำถามกับตัวเองว่า

ถ้าปีหน้าเป็นปีม้าไฟจริง ๆ เราจะเลือก “ขี่ม้า” ไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง

หรือยอมปล่อยให้ไฟเผาเราทั้งที่ยังไม่ทันได้เตรียมตัวเลยด้วยซ้ำ

*หมายเหตุ: เนื้อหาในบทความนี้เป็นการรวบรวม–สังเคราะห์คำทำนายจากหมอดูและโหราศาสตร์หลายสำนัก

ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณ และไม่ควรนำไปใช้แทนข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ เศรษฐกิจ การแพทย์ หรือการตัดสินใจเชิงนโยบาย*

“วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล” โลกไม่ทน “การโกงเป็นเรื่องปกติ” สหประชาชาติย้ำเตือน ให้ตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต

(9 ธ.ค. 68) วันที่ 9 ธันวาคมของทุกปี คือ "วันต่อต้านคอร์รัปชันสากล" ที่สหประชาชาติย้ำเตือนให้โลกตระหนักถึงภัยร้ายของการทุจริต ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่กระทบต่อการพัฒนา สิทธิมนุษยชน และอนาคตของประชาชนทุกประเทศและคนรุ่นต่อไป

หัวใจของวันต่อต้านคอร์รัปชันสากลคือ "อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต" หรือ UNCAC สนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่ครอบคลุมตั้งแต่การรับ–ให้สินบน การยักยอก การฟอกเงิน ถึงการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม โดยบังคับให้ประเทศภาคีต้องป้องกัน ปราบปราม ร่วมมือข้ามชาติ และดึงทรัพย์สินที่ถูกยักยอกกลับคืนสู่ประชาชน

วันที่ 9 ธันวาคมในปี 2003 คือวันเปิดไฟสู่การต่อสู้กับคอร์รัปชัน เมื่อสมัชชาใหญ่สหประชาชาติรับรอง UNCAC อย่างเป็นทางการ และกำหนดให้วันดังกล่าวเป็นวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล "9 ธันวาคมจึงไม่ใช่แค่วันสัญลักษณ์ แต่เป็นวันที่โลกถูกตั้งคำถามว่า เรากำลังทำอะไรจริงเพื่อหยุดการโกงหรือไม่?"

ผลกระทบของคอร์รัปชันไม่ใช่แค่ความเสียหายทางเศรษฐกิจ แต่ลามไปถึงสิทธิมนุษยชนและโอกาสที่ถูกพรากไป เช่น เด็กที่พลาดโอกาสทางการศึกษา โรงพยาบาลที่ขาดยา หรือโครงการพัฒนาที่ด้อยคุณภาพ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและเป็นกลุ่มเจ้าของโลกยุคดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีตั้งคำถามอำนาจและผลักดันความโปร่งใส

ในปี 2024–2025 ธีมของแคมเปญสหประชาชาติคือ "Uniting with Youth Against Corruption: Shaping Tomorrow's Integrity" ซึ่งชูบทบาทคนรุ่นใหม่ไม่ใช่แค่เหยื่อ แต่เป็นกำลังหลักสำคัญในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ ท้าทายการโกงตั้งแต่ระดับชีวิตประจำวัน พร้อมทั้งแต่ละประเทศเน้นกิจกรรมสร้างความตื่นตัวเพื่อการต่อต้านการทุจริตไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่วันในปฏิทิน

ในฐานะคนธรรมดา สิ่งที่ทำได้คือ ไม่เข้าร่วมระบบเส้นสาย ฝากสินบน หรือจ่ายใต้โต๊ะ ควรถาม ตรวจสอบ และใช้สิทธิในการร้องเรียน เพื่อรักษาความซื่อสัตย์และต่อต้านวัฒนธรรมการโกงที่เริ่มจากจุดเล็ก ๆ ภายในสังคมและองค์กรของตนเอง "คอร์รัปชันไม่ใช่ปัญหาของคนใหญ่โตเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสังคมยอมรับการโกงเล็กน้อยจนกลายเป็นเรื่องปกติ"

สินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ผสมผสานระหว่างขนแกะ-เส้นฝ้ายย้อมสีธรรมชาติ ทอขึ้นรูปประณีตสวยงาม ด้วยวิธีโบราณ “กี่เอว” เป็นผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน

องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน แนะนำและพาไปชมผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งถือว่าเป็น หนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม คือ “ผ้าทอขนแกะ” ผ้าทอจากการผสมผสานระหว่างขนแกะกับเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน 

นางสายันห์ เสือจันทร์ ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อม ตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน พาไปชมหนึ่งในของดีที่ตำบลห้วยห้อม ซึ่งเป็นสินค้า OTOP ชื่อดังของจังหวัดแม่ฮ่องสอน นั่นก็คือ “ผ้าทอขนแกะ “

ผ้าทอขนแกะ บ้านห้วยห้อม เป็นผ้าทอที่มีความงดงาม จากการผสมผสานระหว่างขนแกะและเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน เหมาะสำหรับใช้เป็นเครื่องนุ่งห่มในฤดูหนาว และยังสามารถใช้ประโยชน์ในงานต่าง ๆ ได้อีกหลากหลายตามแต่วัตถุประสงค์ของผู้ใช้ ผ้าทอขนแกะถือเป็นผ้าทอที่มีการประยุกต์จากภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวปกากะญอ

ซึ่งนางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะบ้านห้วยห้อม ในนฐานะเป็นผู้ริเริ่มนำสตรีของหมู่บ้านมาช่วยกันทอผ้าจากขนแกะเพื่อจำหน่าย ซึ่งแม้จะเป็นเพียงอาชีพเสริม แต่กลับสามารถสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านเป็นอย่างดี และความต้องการของตลาดยังสูง เนื่องจากเป็นงานที่ประณีตสวยงามและใช้การทำมือในทุกขั้นตอน

การทอผ้าขนแกะ ที่บ้านห้วยห้อม เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2500 โดยกลุ่มมิชชันนารีที่มาเผยแผ่ศาสนาคริสต์ ได้นำความรู้เกี่ยวกับการใช้ขนแกะมาทำเป็นเส้นด้ายสำหรับทอผ้า สอนให้กับชาวบ้าน ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จพระราชดำเนินที่บ้านห้วยห้อม และได้พระราชทานแกะพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ให้กับชาวบ้านได้เลี้ยง เพื่อใช้ขนแกะนำมาเป็นผ้าทอ หลังจากนั้นชาวบ้านจึงขยายพันธุ์แกะเพื่อเลี้ยงในชุมชน พร้อมทั้งจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขนแกะขึ้น ซึ่งในช่วงเดือนพฤษภาคมของทุกปีจะมีการตัดขนแกะ โดยแกะ 1 ตัว ตัดขนได้ประมาณ 2-3 กิโลกรัม ส่วนขนแกะอีกส่วนหนึ่งจะซื้อจากที่โครงการหลวง ในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

หลังจากที่ได้ขนแกะมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การนำขนแกะไปแช่กับผงซักฟอก แล้วล้างทำความสะอาด แล้วนำไปต้มกับน้ำเดือดเพื่อให้ไขมันที่ติดขนแกะออก จากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง แล้วนำขนแกะที่แห้งมาสางยีด้วยหวีที่นำเข้ามาจากนิวซีแลนด์ ให้เป็นขนปุยนุ่มเหมือนสำลี ต่อจากนั้นนำไปทำเป็นเส้นด้ายขนแกะ พร้อมที่จะเอาเส้นด้ายไปทอ ซึ่งคุณสมบัติของขนแกะที่ได้มีคุณภาพดี 100% นอกจากการทอด้ายขนแกะแล้ว ยังมีการนำด้ายขนแกะมาทอผสมผสานกับฝ้ายท้องถิ่นที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยผ่านกระบวนการทอแบบโบราณ ด้วยการใช้ด้ายผูกกับไม้และผูกกับเอว หรือที่เรียกว่า กี่เอว จึงทำให้ผ้าทอที่ได้มีความนุ่ม มีลวดลายสวยงาม

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากผ้าทอ เช่น ผ้าพันคอ ผ้าคลุมไหล่ ผ้าคลุมโต๊ะ ผ้าคลุมเตียง พรม เสื้อ และถุงย่าม ราคาของผลิตภัณฑ์ที่ทอออกมาเป็นชิ้นงานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่ 450 บาท ไปจนถึง 7,500 บาท โดยเฉพาะผ้าคลุมเตียงและผ้าคลุมไหล่ที่ต้องสั่งเป็นพิเศษตามขนาดและสีที่ลูกค้าต้องการ

สนใจผ้าทอขนแกะ ติดต่อสอบถามได้ที่นางมะลิวัลย์ นักรบไพร ประธานกลุ่มทอผ้าขนแกะ โทร.089 555 3900 หรือ โทร.095 448 2350 หรือติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลห้วยห้อมโทร. 08-6420-4897 facebook : อบต.ห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top