Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

“กองทัพไทยชี้ปฏิบัติการทางอากาศ มุ่งเป้าเฉพาะกำลังทหารกัมพูชา”

กองทัพบก​ แถลง​ สรุป​ ทหารเสียชีวิตเพิ่ม​รวม​ 2 นาย เจ็บ​ 8 นาย​ เฝ้าระวังสนาม​บิน​ ใช้ F-16 เร่งทำลายฐานยิงอาวุธไกล​ -​ ตึกกาสิโน​ กัมพูชา ลดความเสี่ยง​ ยังไม่ชัดมีBM 21 กี่พื้นที่​ เผย​ ผบ.ทบ.กำชับ​ ความปลอดภัยประชาชน​ -​ กำลังพล​
 
8 ธ.ค.2568-ที่กองบัญชาการกองทัพบก พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงสถานการณ์​ชายแดน​ไทย-​ กัมพูชาว่า​ การใช้อาวุธตอบโต้ยังคงเป็นไปตามแผนการเผชิญเหตุเฉพาะพื้นที่ตามกฎการใช้กำลัง และมุ่งโจมตีพื้นที่เป้าหมาย​ ที่มีเจตนาคุกคามหรือกระทำต่อฝ่ายไทย​ นอกจากนี้ยังพบว่ากัมพูชามีการเตรียมความพร้อมของกำลังพลยุทโธปกรณ์และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมไปถึงมีแนวโน้มว่ากัมพูชามีการระบุพิกัดการใช้อาวุธระยะไกลในเขตพื้นที่ตอนใน​ ครอบคลุมพื้นที่ใกล้สนามบินบุรีรัมย์ และบริเวณพื้นที่ใกล้โรงพยาบาล​ ในอำเภอปราสาทซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนถึง 30 กิโลเมตร

สำหรับบรรยากาศและท่าทีของกัมพูชาก่อนหน้านี้​ มักจะละเมิดข้อตกลงหยุดยิง และแอบใช้ทุ่นระเบิด ในพื้นที่ปฏิบัติงานของฝ่ายไทย รวมถึงการปรับปรุงเส้นทางของฝ่ายไทย ทั้งนี้เป็นเครื่องบ่งชี้วัดทางกัมพูชาอาจจะต้องการให้กำลังพลทหารฝ่ายไทย ได้รับผลกระทบจากทุ่นระเบิดเหล่านั้น
 
ขณะที่การปฏิบัติที่สำคัญในห้วงเย็นวานนี้ ทางกองทัพภาคที่ 2 คำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชน มีการเร่งอพยพซึ่งการดำเนินการเป็นการปฏิบัติในพื้นที่ส่วนหลัง ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้มีการประสานกับฝ่ายปกครองและฝ่ายท้องถิ่นรวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการที่จะดำเนินการอพยพซึ่งปัจจุบันมีความสมบูรณ์แล้ว

ขณะที่เหตุการณ์ในช่วงกลางดึกวานนี้จนกระทั่ง​วันนี้ มีการยิงและเกิดการปะทะในหลายพื้นที่​ จนกระทั่งรุ่งเช้า​ และเริ่มมีการปะทะหนักขึ้นตั้งแต่เวลา 05.00 น. โดยทางฝ่ายกัมพูชามีการใช้ปืนเล็ก ปืนใหญ่​ อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆเข้ามา​จนเป็นเหตุให้กำลังพลได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต​ในพื้นที่ช่องบก​ อ.น้ำยืน​ จ.อุบล​ราชธานี​ และยังพบหลักฐานว่าทางฝ่ายกัมพูชา ได้เปิดพื้นที่การปะทะเพิ่มเช่น ช่องอานม้า​ ปราสาทคนา​ ​​ ปราสาทตาควาย​ และปราสาทตาเมือนธม​ จ.สุรินทร์​ และห้วยตะมาเรีย​ จ.ศรีสะเกษ​ โดยฝ่ายไทยตอบโต้​ตามแผนเผชิญเหตุเน้นเป้าหมายทางทหารเป็นหลัก เช่นฐานทหาร​ ที่ตั้งอาวุธจริงสนับสนุน​ พร้อมประสานขอรับการสนับสนุนการใช้อากาศยานของกองทัพอากาศ ในการปล่อยอาวุธ เพื่อยับยั้งการโจมตีของทหารกัมพูชา​ ซึ่งถือเป็นความจำเป็นในการป้องกันตนเองหลังพบว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่อฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง

“ขอเน้นย้ำว่าการใช้กำลังทางอากาศของฝ่ายไทยเป็นการปฏิบัติต่อเป้าหมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาเท่านั้น​ กำจัดวงและขอบเขตความเสียหาย​ พร้อมยับยั้งการโจมตีอาวุธยิงสนับสนุนของกัมพูชาที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตแก่กำลังพลของฝ่ายไทย สำหรับการโจมตีการปล่อยอาวุธจากอากาศยานเป็นการโจมตีที่ค่อนข้างมีความแม่นยำสูง บริเวณแนวปะทะไม่กระทบต่อพลเรือน​ และที่สำคัญฝ่ายไทยจำเป็นจะต้องสกัดกั่นอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา​ ที่กำลังคุกคามคนไทย​ เนื่องจากการปะทะครั้งที่ผ่านมาเคยยิงใส่ในพื้นที่เป้าหมายทางพลเรือนของฝ่ายไทย​ ทำให้ประชาชนและที่อยู่อาศัยมีความเสียหาย เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนมาก”

ถามว่า กรณีที่​ F- 16โจมตีพื้นที่กาสิโน​ เป็นที่ตั้งของอาวุธ​ชนิดใด​ โฆษกกองทัพบกระบุว่า​ เป็นทั้งสถานที่บังคับการและศูนย์การบังคับบัญชา​ของอากาศยานไร้คนขับ(โดรน)​ พร้อมย้ำว่า​ เป็นที่ตั้งของทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ

พลตรีวินธัย​ กล่าวถึงยอดผู้เสียชีวิตในเบื้องต้นขอยืนยันมีข้อมูล​อย่างเป็นทางการเสียชีวิต​ 1 นาย และไม่เป็นทางการอีก1 นาย ขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บขณะนี้มีจำนวน 8 นาย

ส่วนจะมีการขยายแนวไปที่กองทัพภาคที่ 1 หรือไม่​พลตรีวิธัย​ ปัจจุบันเป็นการตอบโต้เผชิญเหตุตามสถานการณ์มีเพียงข้อมูลตามที่ได้รายงานไปให้ทราบเท่านั้น

เมื่อถามว่าพลเอกพนา​ แคล้ว​ปลอด​ทุกข์​ ผู้บัญชาการทหารบก​ หรือ​ ผบ. ทบ. ได้สั่งการกำชับอะไรหรือไม่​ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ สถานการณ์พื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชาตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา​ ไม่ได้อยู่ในขั้นที่ไว้วางใจดังนั้นผบ.ทบ.ได้สั่งการให้หน่วยนั้นมีการเตรียมความพร้อม​ไว้ล่วงหน้าแล้ว​ พร้อมเตรียมการทางยุทธวิธีที่จะตอบโต้ภัยคุกคามที่ทางกัมพูชาทำ​ โดยเฉพาะการใช้อาวุธ รวมทั้งเป็นห่วงในเรื่องการบาดเจ็บและสูญเสียของกำลังพลฝ่ายไทย และคำนึงสูงสุดถึงการที่จะส่งผลกระทบต่อการบาดเจ็บและสูญเสียของประชาชน จนเป็นที่มาให้ทำลายเป้าหมายที่สำคัญสุดสุดคือต้องทำลายระบบอาวุธยิงสนับสนุนของฝ่ายกัมพูชา เพราะสิ่งนั้นไม่เพียงแต่กระทบต่อกำลังพลผู้ปฏิบัติหน้าที่ของทหาร แต่มีโอกาสสูงที่จะกระทบต่อประชาชนของไทย

ถามถึงการป้องกันสถานที่สำคัญ​ เช่นสนามบิน​ โรงพยาบาล​ คลังอาวุธของไทย มีความพร้อมเพียงใด​ พลตรีวินธัย​ ยอมรับว่ามีการเตรียมการไว้ เครื่องมือแอนตี้โดรนสามารถสกัดกั้นได้อยู่อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่สำคัญจริงๆในทางทหาร มีการเตรียมการอยู่ในระบบปกติของราชการอยู่แล้ว

ส่วนประเมินความเสี่ยงของสนามบินอย่างไร พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ หลักการใช้อาวุธจะต้องจำกัดขอบเขตในพื้นที่ชายแดน หากเกินพื้นที่ชายแดนสังคมโลกยอมรับไม่ได้ และเคยมีเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้มาแล้ว เพราะฉะนั้นส่วนใหญ่ในพื้นที่สนามบินค่อนข้างมีความห่างไกลพื้นที่การรบพอสมควร แต่ตามมาตรการทางทหารไม่ได้ประมาทมีมาตรการที่จะดูแลและป้องกันอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าสถานการณ์ย้อนกลับไปเหมือนการสู้รบครั้งแรก​ เมื่อ 24-28 กรกฎาคม​ 2568​ใช่หรือไม่ พลตรีวินธัย​ กล่าวว่า​ ตอนนี้ตอบยาก การใช้กำลังของฝ่ายไทยยังเป็นไปตามการเผชิญเหตุ ยังอยู่ในกรอบและกติกาที่เป็นสากล การตอบโต้เป็นไปตามเหตุและผลอยู่ในระดับที่เหมาะสม

สำหรับการดูแลพื้นที่สวนหลังหรือการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่เพิ่มเติมนั้นพลตรีวิธัยระบุว่า หน่วยทหารและฝ่ายปกครองได้ทำอย่างสมบูรณ์แล้วก่อนหน้านี้ ในช่วงเวลาฉะนั้นจะเห็นว่าในช่วงเย็นช่วงค่ำเมื่อวานนี้ สามารถอพยพได้เป็นไปตามเป้าหมาย​ และข้อกังวลในเรื่องนั้นจะน้อยกว่าคราวที่แล้ว

พลตรีวิน​ธัย​ กล่าวว่า​ การยิงBM 21 นั้น ในเชิงรุกจะต้องทำลายที่ตั้งยิงเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด ส่วนมาตรการเชิงรับจะใช้วิธีการอพยพคน พยายามที่จะทำให้ผลกระทบที่เกิดจากการใช้อาวุธนั้น​ ไม่เกิดกับความบาดเจ็บและความสูญเสียของประชาชน​ สำหรับเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมามีการยิง BM 21 ตกในพื้นที่เกษตรกรรม​ ไม่มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย แต่ต้องติดตามเป็นระยะ เนื่องจากมีการใช้อาวุธประเภทจรวด​กี่จุดกี่พื้นที่​
 

‘เขื่อนฮัตจี’ โครงการเขื่อนพลังงานน้ำ กั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตไฟฟ้า ในเมือง ‘เมียง จี งู’ รัฐกะเหรี่ยง เมียนมา ผลประโยชน์หรือสิ่งแวดล้อม??

ช่วงนี้เราจะกลับมาได้ยินข่าวเรื่องสารพิษตกค้างที่แม่น้ำกกกันมากขึ้นเพราะเข้าหน้าแล้งแล้ว  ว่าไปก็ทำให้คิดถึงเขื่อนฮัตจีที่เป็นโครงการกั้นแม่น้ำสาละวิน เอาเป็นว่าวันนี้เอย่าจะมาเล่าเรื่องเขื่อนฮัตจีนี้ให้ทราบกันดีกว่าคะ

เขื่อนฮัตจี บริเวณโครงการเขื่อนพลังงานน้ำกั้นแม่น้ำสาละวินสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ตั้งอยู่ที่เมือง Myaing Gyi Ngu ใน Hlaing Bwe Township ในรัฐกะเหรี่ยงใกล้ชายแดนไทย โดยมีการลงนามข้อตกลง (MOU) ระหว่างบริษัท Sinohydro, การไฟฟ้าฝ่ายผลิตของไทย หรือ EGAT และฝั่งเอกชนของเมียนมา ตั้งแต่ปี 2006 เพื่อพัฒนาร่วมโครงการเขื่อนฮัตจี

แต่ทว่า ณ วันนี้ในปี 2025 เขื่อนฮัตจีก็ยังเป็นแค่แผนอยู่  ยังไม่มีการสร้างจริง  โดยถ้าใครตามข่าวในสื่อจะเห็นว่าเรื่องราวที่ลงสื่อคือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  แต่ทว่าความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลักแต่เป็นทรัพยากรที่มีในบริเวณนั้น
.
มีรายงานการทำเหมืองและกิจกรรมขุดแร่ในลุ่มน้ำสาละวินและพื้นที่ใกล้เคียงกับเส้นทางที่จะเชื่อมไปยังพื้นที่ก่อสร้าง เขื่อนฮัตจี โดยรายงานหลายฉบับชี้ว่ามีเหมืองทอง เหมืองแรร์เอิร์ธ และกิจกรรมตัดไม้ที่บริหารจัดการโดยกองกำลังกะเหรี่ยงในพื้นที่

มีรายงานว่าหลายเหมืองเป็นของทุนจีนที่เข้ามาสัมปทานในพื้นที่โดยรายงานจาก NGO อ้างว่าเข้ามาติดต่อกับรัฐบาลทหารเมียนมา แต่จากข้อมูลที่ได้มาพบว่าไม่ได้มีทุนใดๆเข้ามาสนับสนุนการทำเหมืองในเขตกะเหรี่ยงนอกจาก KNU เป็นผู้บริหารจัดการเองทั้งหมด ส่วนรายงานจาก NGO ที่อ้างว่าเป็นทุนจีนนั่นนี่ ตามที่เอย่าได้ข้อมูลคือกลุ่มทุนจีนมีการทำเหมืองจริง แต่เป็นนอกเขตกะเหรี่ยง โดยพอสืบค้นข้อมูลผู้ทำข้อมูลเข้าไปลึกๆส่วนใหญ่คนทำวิจัยคือกลุ่มกะเหรี่ยงที่รับทุนตะวันตกมาทำเอกสารอ้างอิง ซึ่งนี่ก็ไม่น่าแปลกอะไรเพราะที่ผ่านมาในประวัติศาสตร์พม่าก็เป็นฝ่ายผิด เป็นตัวร้ายในเรื่องราวของกะเหรี่ยงมาตลอด

สุดท้ายมีข่าวว่าฝั่งเมียนมาจะปัดฝุ่นโครงการเขื่อนฮัตจีอีกรอบ แต่รอบนี้ไม่ได้สร้างเพื่อเอาพลังงานเหมือนแต่ก่อน แต่รอบนี้สร้างเพื่อบริหารจัดการน้ำสำหรับป้องกันอุทกภัยที่จะเกิดขึ้นจากมวลน้ำในแม่น้ำสาละวินนั่นเอง  จากนี้คงต้องดูว่าการปัดฝุ่นครั้งนี้จะได้สร้างเขื่อนฮัตจีไหม หรือสุดท้ายเขื่อนฮัตจีนั้นไม่มีวันจะเป็นจริงเพราะผลประโยชน์มหาศาลที่ทับซ้อนอยู่นั่นเอง


เรื่อง : AYA IRRAWADEE

“ชอยกู” นำทีมคณะใหญ่เยือนเวียดนาม–ลาว หารือผู้นำการเมือง–กองทัพระดับสูง สัปดาห์หน้า พร้อมเยี่ยมอนุสรณ์วีรชน ‘นักบินโซเวียต’ ต่อยอดสัมพันธ์มั่นคงยาวนานหลายทศวรรษ

(8 ธ.ค. 68) เซอร์เกย์ ชอยกู (Sergei Shoigu) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งรัสเซีย เตรียมนำคณะผู้แทนหลายหน่วยงานเดินทางเยือนเวียดนามและลาวในสัปดาห์หน้า โดยถือเป็นการเยือนเชิงปฏิบัติการ เพื่อพบหารือกับผู้นำการเมืองและผู้นำกองทัพระดับสูงของทั้งสองประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แถลงการณ์จากสภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่า ระหว่างการเดินทางครั้งนี้ โชย์กูมีโปรแกรมเข้าพบผู้นำด้านความมั่นคง หัวหน้าหน่วยงานด้านการบังคับใช้กฎหมาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านกองทัพ เพื่อพูดคุยประเด็นความร่วมมือด้านความมั่นคง กลาโหม และกฎหมาย รวมถึงการปรับตัวต่อสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ในกำหนดการยังรวมถึงการเดินทางไปวางพวงมาลาและเยี่ยมชมอนุสรณ์สถานรำลึกวีรชนและนักบินโซเวียต ตลอดจนการเยี่ยมชมบางส่วนของโรงงานและสถานที่สำคัญในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของคู่เจรจา ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมและความร่วมมือทางทหารที่สืบเนื่องยาวนาน

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เคยกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับลาวที่ยืนยาวมาถึง 65 ปี ยังพัฒนาไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้สถานการณ์โลกจะเปลี่ยนแปลงมากก็ตาม โดยเขายังชื่นชมรัฐบาลลาวที่ช่วยรักษาและให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ร่วมระหว่างสองประเทศ เพราะมองว่าสิ่งนี้คือพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือในอนาคต


ที่มา : Sputnik

‘กองสลาก’ พับแผน "สลากเพื่อการออม" หลังกฤษฎีกา ปัดตกซื้อหวยไม่ถูกได้เงินคืน ชี้เกินอำนาจหน้าที่ สนง.สลากฯ ย้ำชัด ไม่มีหน้าที่ส่งเสริมการออม

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการสลากกินแบ่งรัฐบาล เปิดเผยถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับนโยบายส่งเสริมการออม ผ่านการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบ 6 หลักในรูปแบบดิจิทัล (L6) ที่มีแนวคิดคืนเงิน (Cash Back) ให้กับผู้ที่ไม่ถูกรางวัลเพื่อนำไปเป็นเงินออม ว่า โครงการดังกล่าว ยังไม่สามารถดำเนินการได้ หลังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา วินิจฉัยข้อกฎหมายว่าเป็นการดำเนินงานที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล

"กฤษฎีกาตีความแล้วว่า ทำไม่ได้ เป็นเรื่องที่เกินอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสลากฯ ซึ่งถูกจัดตั้งมาเพื่อดำเนินกิจการสลาก ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมการออมโดยตรง" นายลวรณกล่าว

พร้อมยืนยันว่า กระทรวงการคลัง ยังมีช่องทางหรือโครงการในการส่งเสริมการออมในรูปแบบอื่น ๆ ที่เดินหน้าได้ตามปกติ เช่น สลากกองทุนการออมแห่งชาติ (สลาก กอช.) ซึ่งขณะนี้เตรียมเปิดจำหน่ายในเดือน ม.ค.69 รวมถึงมาตรการส่งเสริมการออมใหม่อีก 4-5 แนวทาง ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งคาดว่าจะเป็นอีกทางเลือกที่มีประโยชน์ต่อประชาชน
 

ทัพเทคบอลไทยกวาด 2 แชมป์โลกกลางโรมาเนีย คว้า 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง เตรียมลุยต่อในซีเกมส์ที่ชลบุรี

(8 ธ.ค. 68) ทัพเทคบอลทีมชาติไทย สร้างชื่อเสียงระดับโลกอีกครั้งที่โรมาเนีย คว้าถึง 2 แชมป์โลก ในการแข่งขันเทคบอลชิงแชมป์โลก 2025 ที่เมืองโอดอร์เฮอู เซกุยเอสค์ ประเทศโรมาเนีย พร้อมกับเก็บเหรียญรวมสูงสุด 5 เหรียญ ได้แก่ 2 ทอง 2 เงิน 1 ทองแดง ลั่นสถานะมหาอำนาจเทคบอลโลก

การแข่งขันครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 3–7 ธันวาคม 2568 มี 5 ประเภทแข่งขันหลัก ทั้งเดี่ยวและคู่ชาย-หญิงและคู่ผสม ท่ามกลางการเชียร์จากแฟนกีฬาหลายชาติ ทั้งนี้ ทีมชาติไทยในฐานะแชมป์เก่าจากปี 2024 ที่เวียดนาม มีเป้าหมายป้องกันแชมป์และยืนยันความแข็งแกร่งบนเวทีโลกอีกครั้ง

'หยก' จุฑาทิพย์ กันทะธง มือ 1 โลกประเภทเดี่ยวหญิง โชว์ฟอร์มสุดยอดคว้าแชมป์โลก 2 ประเภท ทั้งเดี่ยวหญิง และคู่หญิงกับ 'นิด' สุภาวดี วงศ์คำจันทร์ คู่มือ 1 ของโลก โดยเฉพาะในรอบชิงชนะเลิศเดี่ยวหญิง เธอเอาชนะมือ 2 โลกเจ้าภาพโรมาเนียได้ด้วยสกอร์ 2-1 เซต เผยว่า "นี่คือชัยชนะที่ยืนยันว่าอันดับ 1 โลกของฉันไม่ได้มาเพราะกระแส แต่ด้วยฝีมือและความสม่ำเสมอ"

นอกจากนี้ ทีมไทยยังคว้าเหรียญเงินจากประเภทคู่ชายและคู่ผสม และเหรียญทองแดงจากเดี่ยวชาย แสดงให้เห็นศักยภาพและความลึกของทีม ขณะเดียวกันเตรียมลุยต่อในซีเกมส์ 2025 ที่ชลบุรีเกือบครบชุด พร้อมเป้าหมาย "ต่อยอดจากเวทีโลกสู่เวทีภูมิภาค"

เทคบอลกีฬาใหม่ที่ผสมผสานทักษะฟุตบอลและตะกร้อบนโต๊ะโค้ง ชี้เป็นสนามใหม่ที่ไทยรับมือได้ดีและอาจเป็นแหล่งเหรียญทองสำคัญของประเทศในอนาคต

หยุดป่วนซ้อมรบทางทหาร ยันจีนซ้อมรบตามปกติไม่ได้หาเรื่อง ลั่นไม่รับคำประท้วงจากญี่ปุ่น เตือนอย่าปล่อยข่าวบิดเบือนความจริง

(8 ธ.ค. 68) กระทรวงการต่างประเทศจีนออกมาเตือนญี่ปุ่นอย่างแข็งกร้าว ให้ “ยุติทันที” กับการเคลื่อนไหวที่เป็นอันตรายและรบกวนการฝึกซ้อมทางทหารตามปกติของจีน พร้อมตำหนิโตเกียวว่ากำลังกุข่าวและเล่นการเมือง หลังรัฐมนตรีกลาโหมญี่ปุ่น ชินจิโร โคอิซูมิ แถลงข่าวด่วนในช่วงเช้ามืด อ้างกรณีเรดาร์ของจีนส่องใส่เครื่องบินญี่ปุ่น

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า ข้อเท็จจริงชัดเจนอยู่แล้ว สิ่งที่เป็น “ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางทะเลและทางอากาศที่ใหญ่ที่สุด” ไม่ใช่การฝึกของกองทัพจีน แต่คือการที่เครื่องบินรบญี่ปุ่นบินสอดแนมประชิด และเข้ามารบกวนการปฏิบัติการตามปกติของจีนถี่ครั้ง จีนจึงไม่อาจยอมรับคำประท้วงจากรัฐบาลญี่ปุ่นได้

ทางการจีนเผยด้วยว่า ได้ปฏิเสธ “การประท้วง” ของญี่ปุ่นทันทีที่เกิดเหตุ ทั้งในจุดปฏิบัติการภาคสนาม รวมถึงได้ยื่นหนังสือ “คัดค้านกลับ” อย่างเป็นทางการทั้งที่กรุงปักกิ่งและกรุงโตเกียว เพื่อย้ำจุดยืนว่าจีนกำลังทำภารกิจทางทหารตามสิทธิและกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มสร้างความตึงเครียด

นอกจากนี้ จีนยังกล่าวว่าญี่ปุ่นว่ากำลัง “ปั่นกระแส” เรื่องที่เรียกว่า “การส่องเรดาร์ใส่เครื่องบินญี่ปุ่น” เพื่อบิดเบือนข้อเท็จจริง ทำให้สถานการณ์ดูรุนแรงเกินจริง และหวังใช้ประเด็นนี้สร้างความหวาดระแวงต่อจีนในสายตาประชาคมโลก พร้อมย้ำว่าจีนคัดค้านการใส่ร้ายและการเล่นการเมืองในทุกมิติ และเรียกร้องให้ญี่ปุ่นกลับมาดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบต่อเสถียรภาพในภูมิภาค


ที่มา : Xinhua

ปั้นวงจรเทคโนโลยีครบเครื่อง หนุนเศรษฐกิจรัสเซียปี 2030 มูลค่ากว่า 128,000 ล้านดอลลาร์ ขึ้นเกมใหม่บนเวทีโลก

(07 ธ.ค. 68) มอสโก (Sputnik) องค์การพลังงานนิวเคลียร์แห่งรัฐรัสเซีย 'รอสอะตอม' เตรียมผลักดันการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจของประเทศอย่างน้อย 128,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ผ่านการพัฒนาวงจรเทคโนโลยีครบวงจร ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านคอมพิวติ้งและการพัฒนาอัลกอริทึม

อเล็กเซย์ ลีคาเชฟ ผู้อำนวยการใหญ่ของ 'รอสอะตอม' กล่าวในงานสัมมนานานาชาติของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ที่กรุงเวียนนา ระหว่างวันที่ 3-4 ธันวาคม ว่า "เรากำลังสร้างวงจรเทคโนโลยีที่สมบูรณ์ ตั้งแต่การผลิตพลังงานไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลคอมพิวเตอร์ การพัฒนาอัลกอริทึม และการต่อยอดสู่ผลลัพธ์เชิงปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งหมดนี้จะช่วยขับเคลื่อนสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการทำให้ AI สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจของประเทศเราได้อย่างน้อย 110,000 ล้านยูโรภายในปี 2030"

ลีคาเชฟชี้ว่า การผสานความเชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์เข้ากับเทคโนโลยี AI จะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในภาคพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบริหารจัดการประเด็นด้านจริยธรรม กฎหมาย และสังคม โดยเฉพาะความเสี่ยงของ AI ในภาคพลังงานนิวเคลียร์ ท่ามกลางการพัฒนาระบบอัจฉริยะที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

งานสัมมนาของ IAEA ครั้งนี้มีบริษัทกว่า 260 แห่งเข้าร่วม รวมถึงผู้แทนจาก 'รอสอะตอม' ของรัสเซียด้วย ถือเป็นเวทีสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ในด้านพลังงานนิวเคลียร์และเศรษฐกิจระดับโลก


ที่มา : Sputnik

 

ผู้โดยสารใช้บริการทะลุล้านครั้ง ขนส่งสินค้าต่อเนื่องเกิน 72 ล้านตัน เชื่อมคุนหมิง–เวียงจันทน์–ไทยคล่องตัว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค

(7 ธ.ค. 68) บริษัท การรถไฟแห่งประเทศจีน จำกัด ระบบควบคุมทางรถไฟจีน-ลาวรับรองการเดินทางของวิสัยทัศน์มากกว่า 62.5 ล้านครั้งและประสิทธิภาพของตัน 72.5 ล้านตันมากกว่าเปิดทำการเมื่อสี่อย่างเป็นทางการซึ่งจะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของภูมิภาค

ทางรถไฟจีน-ลาวของระบบ 1,035 กรณีมาจากเมืองคุนหมิงเคาน์ตี้อวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางเส้นทางไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ของลาวได้ด้วยการยกระดับและมังสวิรัติของระบบขับเคลื่อนของภูมิภาคช่วยให้เกิดการโลจิสติกส์ในระบบขับเคลื่อน 50 บนเส้นทางจากคุนหมิงสู่ไทยโดยผ่านลาวและวิเคราะห์ข้อมูลภายในลาวอีกครั้ง 40

สำหรับทางรถไฟจีน-ลาว เริ่มดำเนินการเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2564 เพื่อตอบสนองความต้องการการเดินทางข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้น บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศระหว่างคุนหมิงและเวียงจันทน์จึงเริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2566


ที่มา : Xinhua 

‘หอการค้า’ มองเศรษฐกิจไทยปลายปี ชี้ "คนละครึ่งพลัส" ดันความเชื่อมั่นผู้บริโภค แต่ถูกทอนด้วยน้ำท่วมใต้ 20,000 ล้าน เชื่อ! ภาคใต้ฟื้นได้ใน 3 เดือน หากรัฐเร่งเยียวยา

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (Consumer Confidence Index: CCI) เดือนพฤศจิกายน 2568 ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 มาอยู่ที่ระดับ 53.2 จากเดือนตุลาคมที่ 51.9 ดูเหมือนจะเป็นสัญญาณบวกที่น่ายินดี แต่เมื่อวิเคราะห์ลงลึก จะพบว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินบนเส้นทางที่ไม่แน่นอน มีแรงผลักดันจากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาล แต่ก็มีแรงฉุดรั้งจากปัญหาภัยพิบัติและความเสี่ยงภายนอกที่ท้าทายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

"คนละครึ่งพลัส": แรงกระตุ้นชั่วคราวหรือทางออกจริง?

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า การปรับตัวดีขึ้นของความเชื่อมั่นผู้บริโภคมาจากมาตรการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ครอบคลุมประชาชน 20 ล้านคน ด้วยเม็ดเงินรวมกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท โดยมีเงินไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจริงราว 40,000 ล้านบาท

มาตรการนี้ออกแบบมาเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ ลดรายจ่ายของประชาชน และกระจายรายได้สู่ร้านค้าท้องถิ่น โดยเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2568 ผลที่เกิดขึ้นเห็นได้ชัดเจนในการจับจ่ายใช้สอยที่เพิ่มขึ้น ดัชนีค่าครองชีพปรับตัวดีขึ้น 4-5 จุด สะท้อนถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญคือ เป็นแรงกระตุ้นระยะสั้นที่ไม่ได้แก้ไขปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อมาตรการสิ้นสุดลง หากไม่มีแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐานอื่น เช่น การเพิ่มขึ้นของรายได้จริงหรือการลงทุนภาคเอกชน เศรษฐกิจอาจกลับมาชะลอตัวอีกครั้ง

ที่น่าสนใจคือ แม้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะดีขึ้น แต่เมื่อดูตัวเลขย่อยจะพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมยังอยู่ที่ระดับ 46.8 ซึ่งต่ำกว่า 50 แสดงว่าประชาชนยังมองภาพรวมเศรษฐกิจแบบไม่มั่นใจ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานอยู่ที่ระดับ 50.9 ใกล้เคียงกับจุดสมดุล แสดงว่าตลาดแรงงานยังไม่แข็งแกร่ง มีเพียงดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตที่อยู่ที่ระดับ 61.9 ที่สูงกว่าจุดกลางอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความหวังที่ว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะส่งผลดีในระยะต่อไป

น้ำท่วมใต้: ปัจจัยลบที่ "ทอนแรง" การฟื้นตัว

ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกำลังส่งผลบวก เหตุการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนกลับกลายเป็นปัจจัยลบสำคัญที่ฉุดรั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นประเมินว่าสูงถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งเท่ากับเป็นการดึงเงินออกจากระบบจำนวนมาก ทำให้ผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทำงานได้ไม่เต็มศักยภาพ

เมื่อเปรียบเทียบตัวเลข เงิน 40,000 ล้านบาทที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจากมาตรการคนละครึ่งพลัสถูกทอนไปเกือบครึ่งหนึ่งจากความเสียหายในภาคใต้ นี่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่รุนแรงของภัยพิบัติต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

ที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อแยกดัชนีความเชื่อมั่นตามภูมิภาค พบว่ามีเพียงภาคใต้เท่านั้นที่ตัวเลขความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจปัจจุบัน อนาคต และรายได้ติดลบเฉลี่ย 2% สวนทางกับภูมิภาคอื่นๆ ที่ดัชนียังเป็นบวกทั้งในปัจจุบันประมาณ 1.5% และในอนาคตเกือบ 2% ตัวเลขนี้สะท้อนว่าปัญหาน้ำท่วมเป็นปัจจัยหลักที่กดทับการมองภาพเศรษฐกิจของประชาชนในพื้นที่

อย่างไรก็ตาม นายธนวรรธน์มองในแง่บวกว่า หากรัฐบาลสามารถเร่งเยียวยาผลกระทบในภาคใต้ได้ทัน จะช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดว่าภาคใต้จะเริ่มฟื้นตัวภายใน 3 เดือน หากไม่มีเหตุลบซ้ำเติม ประเด็นสำคัญคือความรวดเร็วและประสิทธิภาพของมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าภาคใต้จะสามารถฟื้นตัวได้ตามกรอบเวลาที่คาดหวังหรือไม่

ความเชื่อมั่นหอการค้า: สัญญาณเตือนจากภาคธุรกิจ

สิ่งที่น่ากังวลอีกประการหนึ่งคือ ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกมาอยู่ที่ระดับ 44.0 ซึ่งต่ำกว่า 50 อย่างมีนัยสำคัญ นายธนวรรธน์มองว่า หากไม่มีปัญหาน้ำท่วมใต้ ความเชื่อมั่นหอการค้าน่าจะยังคงขยายตัวต่อเนื่อง

การที่ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลงขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเพิ่มขึ้นนั้น สะท้อนถึงมุมมองที่แตกต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ผู้บริโภครู้สึกดีขึ้นจากมาตรการช่วยเหลือระยะสั้น แต่ภาคธุรกิจมองเห็นความเสี่ยงและความท้าทายในระยะยาวมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากน้ำท่วม ความไม่แน่นอนจากสงครามการค้าระหว่างประเทศ และปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา
สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาความเชื่อมั่นในแต่ละภูมิภาคไม่เหมือนกัน แต่ก็มีผลกระทบไปยังภาคอื่นด้วย เช่น ภาคกลางก็ได้รับรู้และรับผลกระทบจากสถานการณ์ในภาคใต้ นี่แสดงถึงการเชื่อมโยงของระบบเศรษฐกิจที่ปัญหาในพื้นที่หนึ่งสามารถส่งผลกระทบไปยังพื้นที่อื่นได้

เงินเฟ้อติดลบ 8 เดือน: ดีหรือน่ากังวล?

ประเด็นที่ควรให้ความสนใจคือ สถานการณ์เงินเฟ้อซึ่งติดลบต่อเนื่อง 8 เดือน อยู่ที่ราว -0.5% ในระยะสั้น สถานการณ์นี้ทำให้ผู้บริโภคมองว่าค่าครองชีพไม่แพง และเมื่อรวมกับมาตรการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ทำให้กำลังซื้อของประชาชนดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อติดลบเป็นเวลานานอาจเป็นสัญญาณของปัญหาเชิงโครงสร้างที่ร้ายแรงกว่า คือ การขาดอุปสงค์ในระบบเศรษฐกิจ (Deflation) ซึ่งอาจนำไปสู่วงจรอุบาทว์ของการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาสินค้าลดลง ผู้บริโภคและธุรกิจมีแนวโน้มที่จะเลื่อนการซื้อและการลงทุนออกไปเพราะคาดว่าราคาจะถูกลงไปอีก ส่งผลให้อุปสงค์ลดลงมากขึ้น ราคาตกลงอีก และเศรษฐกิจซบเซามากขึ้นเรื่อยๆ

ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องจับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด และอาจต้องพิจารณาใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังคงติดลบต่อเนื่อง

ความเสี่ยงภายนอก: สงครามการค้าและปัญหาชายแดน

นอกจากปัญหาภายในประเทศแล้ว เศรษฐกิจไทยยังเผชิญกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกสองประการสำคัญ คือ สงครามการค้าระหว่างประเทศและปัญหาความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

สงครามการค้าระหว่างมหาอำนาจเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ นายธนวรรธน์ระบุว่า ภาคการส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนระยะสั้น แต่ปีหน้าอาจต้องจับตาความเสี่ยง

ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาก็เป็นอีกปัจจัยที่กดดันความเชื่อมั่น แม้จะไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง แต่ก็สร้างความไม่แน่นอนและอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวและการค้าชายแดนในระยะยาว

โอกาสในช่วงปลายปี: การท่องเที่ยวและการบริโภค

แม้จะมีปัจจัยลบหลายประการ แต่นายธนวรรธน์ยังมองเห็นโอกาสในช่วงปลายปีและต้นปีหน้า โดยเฉพาะการท่องเที่ยวซึ่งอาจได้รับประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจเปลี่ยนปลายทางมาไทยมากขึ้น หลังแนวโน้มเดินทางไปญี่ปุ่นลดลง

นอกจากนี้ นายธนวรรธน์ยังมองว่า ช่วงนี้ถือเป็น "จังหวะเหมาะ" สำหรับการซื้อบ้าน ซื้อรถ และการท่องเที่ยว เนื่องจากดัชนีปัจจัยบวกทยอยฟื้นตัว โดยคาดว่าช่วงปีใหม่จะมีการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นอย่างคึกคัก หากไม่มีปัจจัยลบใหม่เข้ามากระทบเพิ่มเติม

มาตรการต่อเนื่อง: กุญแจสู่การฟื้นตัวที่ยั่งยืน

นายธนวรรธน์เน้นย้ำว่า มาตรการกระตุ้นในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นคนละครึ่งเฟสใหม่หรือการเยียวยาภาคใต้ จะเป็นปัจจัยสำคัญหนุนเศรษฐกิจให้ขับเคลื่อนไปได้ นี่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจะต้องมีความต่อเนื่องในการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่สามารถหยุดได้หลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุดลง

อย่างไรก็ตาม การพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากภาครัฐอย่างต่อเนื่องก็มีข้อจำกัด คือ ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น และความไม่ยั่งยืนในระยะยาว ในระยะยาว ประเทศต้องสร้างแรงขับเคลื่อนจากปัจจัยพื้นฐาน เช่น การเพิ่มผลิตภาพ การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม และการพัฒนาทักษะแรงงาน

บทสรุป: เดินหน้าอย่างระมัดระวังบนเส้นทางไซต์เวย์

คำกล่าวของนายธนวรรธน์ที่ว่า "เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางแบบ 'ไซต์เวย์' แต่มีโอกาสค่อยๆ ฟื้นตัว" สรุปสถานการณ์ได้อย่างตรงประเด็น เศรษฐกิจไทยไม่ได้กำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่ได้ตกต่ำลงอย่างรุนแรง มันอยู่ในสภาวะ "คาราคาซัง" ที่เคลื่อนไหวไปข้างๆ โดยมีปัจจัยบวกและลบสลับกันไป

มาตรการคนละครึ่งพลัสสร้างแรงกระตุ้นระยะสั้นที่เห็นผลชัดเจน แต่ถูกทอนลงด้วยน้ำท่วมใต้ที่สร้างความเสียหายมหาศาล ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น แต่ความเชื่อมั่นภาคธุรกิจกลับลดลง การส่งออกยังแข็งแกร่ง แต่มีความเสี่ยงจากสงครามการค้า

ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยในช่วงต่อไปจะขึ้นอยู่กับความสามารถของรัฐบาลในการ:
1. เร่งเยียวยาผู้ประสบภัยในภาคใต้ให้ฟื้นตัวภายใน 3 เดือนตามเป้าหมาย
2. ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องหลังจากคนละครึ่งพลัสสิ้นสุด
3. บริหารจัดการความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสงครามการค้าและปัญหาชายแดน
4. สร้างรากฐานเศรษฐกิจระยะยาวที่ไม่ต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นจากรัฐอย่างต่อเนื่อง

หากทำได้สำเร็จ เศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวและเคลื่อนจากทิศทาง "ไซต์เวย์" สู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนได้ในที่สุด แต่หากล้มเหลว เศรษฐกิจอาจตกลงสู่ภาวะถดถอยที่รุนแรงกว่าที่คาดการณ์
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top