Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ใครมีสิทธิ์ถูกเรียก ‘กำลังพลสำรอง’ หากเกิดสภาวะสงคราม

สถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา กลับมาปะทุอีกครั้ง แน่นอนว่ากำลังพลในสมภูมิรบย่อมมีความสำคัญที่สุด และหากเกิดภาวะสงครามเต็มรูปแบบ อาจจะต้องเสริมกำลังด้วยการเรียกกำลังพลสำรอง หรับชายไทย ที่เข้าข่ายมีสิทธิ์ถูกเรียกตัวเข้าเป็น "กำลังพลสำรอง" มีกลุ่มใดบ้างไปเช็กกันเลย

“กีฬาแหลมทอง” เมื่อปี 1959 ถึง SEA Games 2025 เดินหน้าสู่เวทียุทธศาสตร์กีฬา ภายใต้สโลแกน “Ever Forward”

(10 ธ.ค. 68) ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ที่กรุงเทพฯและชลบุรี โดยถือเป็นครั้งที่ 7 ที่ไทยรับบทเจ้าภาพมากที่สุดในอาเซียน สะท้อนบทบาทสำคัญในวงการกีฬาระดับภูมิภาค

ประเทศไทยเดินหน้ารับบทเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งแรกเมื่อปี 1959 ในชื่อ "กีฬาแหลมทอง" ที่สนามกีฬาแห่งชาติ แม้เป็นครั้งแรกแต่ไทยคว้าเหรียญทองรวมอันดับ 1 ของตารางและได้รับคำชื่นชมว่าการจัดงานสำเร็จ รูปแบบนี้เป็นต้นแบบที่เติบโตมาเป็น SEA Games ปัจจุบัน

ยุคสงครามเย็น ไทยเป็นเจ้าภาพปี 1967 และ 1975 ในฐานะเวทีเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างประเทศแม้เผชิญความท้าทายด้านการเมือง ในปี 1985 ไทยรับไม้เจ้าภาพ SEA Games ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยเพิ่มชนิดกีฬาและจำนวนประเทศสมาชิกมากขึ้น

ไม่เพียงแค่กรุงเทพฯ ไทยยังส่งเสริมกีฬาโดยจัดครั้งแรกในเมืองเชียงใหม่ปี 1995 แล้วขยับไปที่นครราชสีมาในปี 2007 ซึ่งสร้างมิติใหม่ของกีฬา เริ่มมาตรฐานโมเดิร์น และกีฬาผูกกับการพัฒนาเมืองและเศรษฐกิจท้องถิ่น

สำหรับ SEA Games 2025 พบว่ามี 11 ชาติร่วมมากกว่า 9,000 คนแข่ง 574 เหรียญใน 50 ชนิดกีฬา รัฐบาลไทยต้องการยกระดับมาตรฐานให้ใกล้เคียงเอเชียนเกมส์และโอลิมปิก โดยใช้สโลแกน "Ever Forward" สื่อถึงการเดินหน้าของกีฬาไทยและอาเซียนอย่างยั่งยืน
 

วิเคราะห์การจัดทัพ "พรรครักชาติ" ภายใต้การนำของ ‘ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์’ สัญญาณถึงการแตกตัวครั้งใหญ่ ขั้วอนุรักษ์นิยมวางหมาก สู้ศึกเลือกตั้ง

จับตา 'พรรครักชาติ' ของ 'ชัยวุฒิ' กับกลยุทธ์ 'อินฟลูเอนเซอร์-ปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1' สัญญาณชัดการแตกตัวของขั้ว พปชร. และการจัดทัพใหม่ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม เพื่อวางหมากยึดพื้นที่คะแนนเสียงในเมือง

การก่อตั้งพรรคใหม่: การปรับภูมิทัศน์ของกลุ่มอนุรักษ์นิยม

การประกาศเปิดตัว "พรรครักชาติ" อย่างเป็นทางการในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 โดยมี นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ อดีตแกนนำคนสำคัญและรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรคและลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ด้วยตนเองนั้น ถือเป็น สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดของการจัดทัพทางการเมืองครั้งใหม่ ในฝั่งของกลุ่มอนุรักษ์นิยมและขั้วอำนาจเก่า

เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงการแยกตัวของบุคคล แต่เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง ภาวะความไม่ลงรอยและทางตันในการบริหารจัดการอำนาจ ภายในพรรค พปชร. หรือกลุ่มการเมืองเดียวกัน ที่อาจมีมุมมองที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางการนำพรรคและโอกาสในการช่วงชิงอำนาจในการเลือกตั้งครั้งถัดไป การที่นายชัยวุฒิ ซึ่งถือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญทั้งในมิติของการสื่อสารและการประสานงานอำนาจ ตัดสินใจออกมาตั้งพรรคใหม่ด้วยตนเอง บ่งชี้ว่าทางเดินในโครงสร้างเดิมอาจไม่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเมืองสูงสุดของเขาอีกต่อไป

ยุทธศาสตร์ "อินฟลูเอนเซอร์" กับการเข้าถึงฐานเสียงใหม่

สิ่งที่ทำให้ "พรรครักชาติ" แตกต่างอย่างชัดเจนคือ ยุทธศาสตร์การดึงดูดบุคคลที่มีชื่อเสียงและมีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การวางตัวนายทัศนัย ทองมี ผู้ประกาศข่าวเป็นรองหัวหน้าพรรค และนายฐิติพันธุ์ เกยานนท์ เป็นเลขาธิการพรรค ไปจนถึงการรวมกลุ่มคนดังในวงการบันเทิงและความงาม เช่น นัท นิสามณี และ ชุติกาญจน์ สุวรรณโคตร

การใช้กลยุทธ์นี้มีความหมายในเชิงการตลาดการเมืองสูง:

1.  ขยายการเข้าถึงอย่างรวดเร็ว (Mass Reach): อินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีฐานผู้ติดตามจำนวนมหาศาลบนแพลตฟอร์มดิจิทัล ซึ่งช่วยให้พรรคสามารถสร้างการรับรู้และส่งสารทางการเมืองไปถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่และคนชั้นกลางในเมืองได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องพึ่งพากลไกการเมืองแบบเดิม
2.  การลดกำแพงการเมือง: การนำบุคคลที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์ทางการเมืองจ๋าเข้ามาเป็นแกนนำ ช่วยลดทัศนคติเชิงลบและความรู้สึกแปลกแยกของคนรุ่นใหม่ที่มีต่อการเมืองแบบเก่า ทำให้พรรครักชาติสามารถปรากฏตัวในฐานะ "พรรคทางเลือกที่มีสีสัน"
3.  การหาเสียงต้นทุนต่ำ: การใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีทักษะในการสร้างคอนเทนต์และการสื่อสารแบบใหม่ ทำให้การหาเสียงมีประสิทธิภาพและต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อดั้งเดิมหรือการจัดเวทีปราศรัยขนาดใหญ่

นัยยะต่อสมการทางการเมือง: การแย่งชิงฐานคะแนน

การถือกำเนิดของพรรครักชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคพลังประชารัฐโดยตรงเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพรวมของกลุ่มอนุรักษ์นิยมทั้งหมด:

- แย่งชิงฐานเสียง พปชร./รทสช.: พรรครักชาติจะกลายเป็นคู่แข่งโดยตรงในการแย่งชิงคะแนนเสียงจากกลุ่มที่เคยสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐหรือรวมไทยสร้างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งในเขตเมืองและกลุ่มคนชั้นกลางที่มีทัศนคติอนุรักษ์นิยมปานกลางถึงอ่อน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่พรรคเดิมเริ่มอ่อนแรงลง

- การกระจายคะแนนเสียง (Fragmentation): การแตกตัวของพรรคในขั้วเดียวกันนี้จะทำให้คะแนนเสียงถูกแบ่งออกไปหลายพรรคมากขึ้น ซึ่งอาจทำให้เกิดสถานการณ์ที่ ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด (Hung Parliament) และส่งผลให้การจัดตั้งรัฐบาลผสมในอนาคตมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น

- การทดสอบอำนาจของนายชัยวุฒิ: การลงสมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ถือเป็นการรับประกันที่นั่งในสภาของนายชัยวุฒิเอง และเป็นการประกาศความเชื่อมั่นในตัวเองอย่างชัดเจนว่าสามารถนำพาพรรคใหม่เข้าสภาได้สำเร็จ

ความท้าทายที่พรรครักชาติและกลุ่มอนุรักษ์นิยมต้องเผชิญ

แม้จะมีกลยุทธ์ที่น่าสนใจ แต่พรรครักชาติก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ:

1.  ความคงเส้นคงวาของอุดมการณ์: พรรคจะต้องแสดงให้เห็นถึงความชัดเจนของ อุดมการณ์หลัก ว่าแตกต่างจากพรรคในขั้วอำนาจเก่าอย่างไร และจะบริหารจัดการความคาดหวังของเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ที่เข้ามาร่วมงานอย่างไร

2.  การสร้างเครือข่ายระดับพื้นที่: แม้จะมีพลังในโลกออนไลน์ แต่พรรคการเมืองจะประสบความสำเร็จได้ต้องมี เครือข่าย ส.ส.เขต ที่แข็งแกร่ง ซึ่งพรรคใหม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากรในการสร้างความเชื่อมั่นในระดับพื้นที่

3.  การสร้างความน่าเชื่อถือ: นายชัยวุฒิและคณะกรรมการบริหารพรรคต้องพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่าพรรคนี้เป็นมากกว่าการรวมตัวกันของผู้มีชื่อเสียง แต่มี นโยบายที่จับต้องได้ และสามารถแก้ปัญหาของประเทศได้อย่างแท้จริง

การปรากฏตัวของพรรครักชาติจึงถือเป็น จิ๊กซอว์ตัวใหม่ ที่ถูกนำมาใส่ในสมการการเมืองไทย ซึ่งไม่เพียงแต่จะเพิ่มความซับซ้อนของการแข่งขัน แต่ยังเป็นภาพสะท้อนของการปรับตัวของขั้วอนุรักษ์นิยมที่พยายามจะหาช่องทางใหม่เพื่อรักษาอิทธิพลทางการเมืองในยุคดิจิทัลไว้ให้ได้

พัฒนานวัตกรรมปลูกผักบนเรือ ด้วยระบบหมุนเวียนลดใช้พลังงานไฟฟ้า ยกระดับคุณภาพชีวิตคนงานไกลฝั่ง ต่อยอดป้อนเกาะแล้ง-หนาวจัด และขาดน้ำ

(10 ธ.ค. 68) คนทำงานกลางทะเลลึกในเขตห่างไกลอย่างขั้วโลก ที่เคยแทบไม่ได้แตะผักสด อาจมีชีวิตง่ายขึ้น เมื่อจีนเปิดตัว “ฟาร์มอัจฉริยะบนเรือ” รุ่นใหม่ในงาน Marintec China 2025 ที่นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งระบบนี้ออกแบบโดยบริษัท China State Shipbuilding Corporation Limited (CSSC) ให้สามารถปลูกผัก ผลไม้ และเห็ดกินได้บนเรือได้ตลอดทั้งปี

หยาง เหวินอู่ (Yang Wenwu) ประธานบริษัท CSSC International Engineering ระบุว่า ไฮไลต์ของฟาร์มนี้คือระบบ ผัก–เห็ด สดที่ร่วมกันในห้องปิด เห็ดจะปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ขณะที่ผักใช้แก๊สนี้ไปสังเคราะห์แสง กลายเป็นวงจรแก๊สที่มีประสิทธิภาพ ช่วยลดการเปิด–ปิดระบบปรับอากาศและลดผลกระทบจากอุณหภูมิภายนอกที่ต่างกันมาก จึงประหยัดพลังงานกว่าระบบปลูกผักทั่วไปอย่างชัดเจน

ฟาร์มบนเรือดังกล่าวใช้วิธีปลูกแบบปลอดสารเคมี สามารถปลูกเห็ด ผัก และผลไม้ได้มากกว่า 120 ชนิด พร้อมออกแบบโครงสร้างและวัสดุให้ทนต่อสภาพแวดล้อมสุดโหดบนทะเล ทั้งไอเค็ม การกัดกร่อน และแรงสั่นสะเทือนจากคลื่นกับเครื่องยนต์ ด้านตัวเลขประสิทธิภาพ หยาง เหวินอู่เผยว่า ขณะที่ระบบปลูกผักทั่วไปทั่วโลกใช้ไฟเฉลี่ยราว 10 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อผัก 1 กิโลกรัม ระบบของจีนใช้ไฟต่ำกว่า 6 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อกิโลกรัม

ด้านนักพัฒนามองว่า นวัตกรรมนี้จะช่วยให้แรงงานนอกฝั่งและพื้นที่กันดาร ไม่ต้องรอเรือส่งเสบียงเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน ลดความเสี่ยงต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจจากการขาดผักสดในระยะยาว และยังสามารถต่อยอดใช้กับเกาะที่ขาดแคลนน้ำ พื้นที่แห้งแล้งลึกเข้าไปในแผ่นดิน หรือชุมชนที่เข้าถึงทรัพยากรอาหารสดได้ยาก ให้มี “ฟาร์มสดเคลื่อนที่” เป็นแหล่งผักปลอดภัยของตัวเองได้ในอนาคต


ที่มา : Xinhua
 

เป็น “วันรัฐธรรมนูญ” วันสำคัญของระบบการปกครอง เส้นทางคู่ขนานของรัฐธรรมนูญไทย และสิทธิมนุษยชนโลก

(10 ธ.ค. 68) วันที่ 10 ธันวาคม คือวันสำคัญระดับชาติและสากล ที่มีความหมายคู่ขนานกันในประเทศและเวทีโลก สำหรับประเทศไทยคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ซึ่งระบุแนวทางการปกครองภายใต้กฎหมายสูงสุด ส่วนในระดับนานาชาติคือ "วันสิทธิมนุษยชนสากล" ที่เน้นย้ำถึงศักดิ์ศรีและสิทธิที่เท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคน

วันที่ 10 ธันวาคม 2475 ประวัติศาสตร์ไทยเปลี่ยนผ่านเมื่อพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของไทย ซึ่งกำหนดให้อำนาจอธิปไตยอยู่ที่ปวงชนชาวสยาม และวางกรอบอำนาจบริหารนิติบัญญัติและตุลาการ นับเป็นกุญแจสำคัญที่แสดงถึงอิสรภาพทางประชาธิปไตยและสิทธิพื้นฐานของประชาชน

ในขณะที่ระดับโลก วันที่เดียวกันนี้สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรอง "ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน" เมื่อปี 2488 ซึ่งยืนยันว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมและศักดิ์ศรีไม่อาจถูกละเมิดโดยรัฐหรือผู้มีอำนาจ และได้ประกาศ 10 ธันวาคม เป็นวันสิทธิมนุษยชนสากลเพื่อรณรงค์ความตระหนัก

เทศกาลวันรัฐธรรมนูญในไทยเคยจัดอย่างยิ่งใหญ่เชื่อมกับประชาธิปไตย แต่ปัจจุบันหลายคนมองเป็นแค่วันหยุดปลายปี ขณะที่คำถามคาใจคือ "วันรัฐธรรมนูญ" ยังคงสะท้อนความหมายของ "สิทธิและอำนาจของประชาชน" มากน้อยแค่ไหน นำไปสู่การทบทวนว่า กฎหมายสูงสุดและสิทธิมนุษยชนสมควรมีบทบาทอย่างไรในชีวิตประจำวันของคนไทยและสังคมโลก

สุดท้าย วันที่ 10 ธันวาคม จึงไม่ใช่แค่วันหยุด แต่เป็นวันที่เตือนใจเราให้เห็นความสำคัญของการมีส่วนร่วม "ใช้" และ "ปกป้อง" สิทธิของตนในสังคม เพื่อให้รัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชนกลายเป็นกุญแจปกป้องศักดิ์ศรีมนุษย์ทั้งในระดับชาติและระดับโลกอย่างแท้จริง

ใช้ความอดทนอดกลั้น พบกันครึ่งทาง ป้องกันไม่ให้สถานการณ์ บริเวณชายแดนบานปลาย

(9 ธ.ค. 68) กัว เจียคุน (Guo Jiakun) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน กล่าวว่าจีนเรียกร้องกัมพูชาและไทยใช้ความยับยั้งชั่งใจและป้องกันไม่ให้สถานการณ์บริเวณชายแดนทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

กัวกล่าวถ้อยคำข้างต้นหลังจากเกิดความขัดแย้งบริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทยในช่วงไม่นานนี้ โดยกัวสำทับว่าจีนในฐานะมิตรและเพื่อนบ้านที่ใกล้ชิดของทั้งกัมพูชาและไทยนั้นหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถพบกันครึ่งทาง

ทั้งนี้ กัวเสริมว่าจีนจะยังคงดำเนินบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในวิถีทางของจีนเพื่อช่วยบรรเทาความตึงเครียดและสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น

 

'ไทย-กัมพูชา' ส่องชัด ๆ อีกครั้ง ใครพร้อมรบมากกว่ากัน

ส่องแสนยานุภาพขุมกำลังรบไทย-กัมพูชา ท่ามกลางการสู้รบที่กลับมาปะทุอีกครั้ง งบประมาณ อาวุธ เทคโนโลยีปัจจุบันเป็นอย่างไร ไปดูกัน
 

‘อ.อุ๋ย’ กระตุก ‘นายกหนู’ ยกเลิก MOU 43-44 ตอนนี้ เชื่อพลิกเกมโลก!! สร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชา

(9 ธ.ค. 68) นายประพฤติ ฉัตรประภาชัย หรืออาจารย์อุ๋ย นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศและอดีตผู้สมัคร สส. กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเห็นว่า 

“ในสถานการณ์ที่ไฟสงครามระหว่างไทยและกัมพูชาปะทุขึ้น เช่นนี้ การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ทางกฎหมายระหว่างประเทศผมถือว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบสูงสุดให้กับไทย

เมื่อวิเคราะห์เชิงกฎหมายและยุทธศาสตร์แล้ว บันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก และ MOU ปี 2544 ว่าด้วยความร่วมมือในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล ต่างก็เป็น “พันธกรณีที่เกิดจากความร่วมมือยามปกติ” 

ดังนั้น การที่ไทยและกัมพูชาเข้าสู่สถานะ คู่สงคราม (Belligerent) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์พื้นฐานอย่างรุนแรง (Fundamental Change of Circumstances - Rebus Sic Stantibus) ซึ่งเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับในกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ และได้รับกระบวนการประมวล (codified) อยู่ในอนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา 1969 (Vienna Convention on the Law of Treaties - VCLT) มาตรา 62 ซึ่งให้อํานาจคู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถยกเลิกข้อตกลงทั้งหมดได้โดยฝ่ายเดียว 

ซึ่งเมื่อไทยยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับแล้ว จะทําให้ไทยมีความได้เปรียบ ดังนี้

1. ปลดภาระทางกฎหมาย: การยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับในช่วงสงคราม จะทำให้ไทยหลุดพ้นจากพันธกรณีในการเจรจาหรือความร่วมมือใดๆตามที่ระบุไว้ MOU 43 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จะปลดล็อกไทยจากกรอบการเจรจาปักปันเขตแดนทางบก ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางการเมืองหรือการทหารโดยฝ่ายกัมพูชา

2. กุมอำนาจอธิปไตยเหนือทรัพยากรทางทะเล โดยการ ยกเลิก MOU 44 ที่เป็นเสมือน “กุญแจสำคัญ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล จะทำให้ไทยสามารถอ้างสิทธิในการสำรวจและพัฒนาทรัพยากรเหล่านั้นได้โดยไม่ติดกรอบของการที่ต้องแบ่งปันหรือร่วมมือกับคู่สงคราม ซึ่งถือเป็นการ แสดงอำนาจอธิปไตยของไทยอย่าง ชัดเจนในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ

3. สร้างแรงกดดันระหว่างประเทศ: การใช้สิทธิยกเลิกสนธิสัญญาตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองไว้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่หนักแน่นว่าไทยจริงจังในการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาติ และทำให้กัมพูชาเสียเปรียบทันทีที่ต้องพิจารณาสถานะทางกฎหมายที่สั่นคลอนของความตกลงเหล่านั้นต่อหน้าประชาคมโลก 

สรุปแล้ว หากรัฐบาลไทยกล้าใช้กลไกทางกฎหมายระหว่างประเทศโดยตัดสินใจยกเลิก MOU 43 และ 44 ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่การถอนตัวธรรมดา แต่คือการปรับกระบวนทัพทางกฎหมาย เพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์เหนือคู่สงครามในเวทีโลกอย่างเด็ดขาด! ด้วยความปรารถนาดี
 

ชาวบ้าน รายงานจากบังเกอร์ ‘ช่องบก - ช่องอานม้า’ เดือดสุดใน 2 วัน เผย กัมพูชา ระดมโดรนพลีชีพทิ้งบอมบ์ ก่อน F-16 บินทิ้งไข่สนั่นชายแดน

(9 ธ.ค. 68) สถานการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้ามืดที่ผ่านมา โดยประชาชนรายหนึ่ง ในพื้นที่ช่องบก - ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานสถานการณ์จากบังเกอร์หลบภัยทุกระยะ โดยระบุว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 10.30 น. ทางฝ่ายกัมพูชา ได้ระดมส่งโดรนพลีชีพเข้ามาทิ้งระเบิดอย่างหนัก จนกล่าวได้ว่าดุเดือดสุดในรอบ 2 วัน

ก่อนที่ในเวลาต่อมา ทางกองทัพอากาศของไทย จะส่ง F-16 เข้าปฏิบัติการทางอากาศ ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II ต่อเป้าหมายคลังเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักของกองทัพกัมพูชา จนเกิดการระเบิดดังต่อเนื่องอย่างรุนแรงสนั่นพื้นที่ชายแดน


 

แสดงให้เห็น "กัมพูชา" สร้างภาพเป็นเหยื่อ-ถูกรุกราน ย้ำชัดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ที่รัฐสภา นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.การต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 ธ.ค.ที่ผ่านมา ได้ชี้แจงกับคณะทูตตานุทูต สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ เพื่อชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์นี้ไทยไม่ได้เป็นผู้ก่อ และมีความจำเป็นต้องปกป้องอธิปไตยไทย และทำทุกทางที่จะยุติภัยคุกคามจากกัมพูชา และพยายามให้เห็นว่าวิธีการของกัมพูชาตลอดมาคือปฏิเสธ เบี่ยงเบน พยายามสร้างเรื่องราวต่างๆ ขึ้นมาโดยไม่ตรงกับความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ทุ่นระเบิด รวมทั้งเรื่องก่อนหน้านั้น ซึ่งคิดว่าประชาคมโลกคงเห็นแล้วว่าวิธีการของกัมพูชา โดยเฉพาะที่ตนไปประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ที่เจนีวา เกี่ยวกับการห้ามใช้ทุ่นระเบิด ไทยนำหลักฐานไปแสดงรวมถึงเหตุการณ์ล่าสุดที่มีทหารไทยทั้งเสียชีวิตและรับบาดเจ็บก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าเป็นทุ่นระเบิดใหม่ ซึ่งไม่ใช่หลักฐานของไทยเพียงฝ่ายเดียว มีการยืนยันจากคณะผู้สังเกตการณ์จากอาเซียนด้วย เมื่อเรานำคลิปไปแสดง กัมพูชาคงเดือดร้อน เพราะสิ่งที่ฝ่ายไทยพูดมีหลักฐาน

"ผมคิดว่าที่เราชี้แจงมา ก็มาถูกทาง เพราะเหตุการณ์นี้ต้องให้ประชาคมโลกเข้าใจ เพราะบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการสร้างสถานการณ์ สร้างภาพว่าเป็นฝ่ายถูกรุกราน เป็นเหยื่อ จากประเทศเพื่อนบ้านที่ใหญ่กว่า ความจริงไม่ใช่ เพราะประเทศเล็กก็สามารถยั่วยุ รุกรานได้ จากเหตุการณ์ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของเขา" รมว.ต่างประเทศ กล่าว

นายสีหศักดิ์ กล่าวต่อว่า เมื่อได้สื่อสารให้ประชาคมโลกรับทราบแล้ว อีกส่วนหนึ่งฝ่ายไทยต้องทำหนังสือออกไป เชื่อว่าต่างชาติน่าจะเข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไทยไม่ได้เป็นฝ่ายก่อ แต่ถึงอย่างไรต่างชาติคงอยากให้ไทยกับกัมพูชาพูดคุยกัน แต่สำหรับประเทศไทยประตูเจรจายังไม่พร้อม เพราะไทยไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้น กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายรู้สึกว่าอยากเป็นฝ่ายเจรจา

เมื่อถามว่า ล่าสุดทางสหประชาชาติ (UN) เรียกร้องให้สองประเทศเจรจาให้ชัดเจน นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ปัญหาคือจะเจรจาเรื่องอะไร ถ้ากัมพูชายังไม่พร้อมที่จะเจรจา ก็จะกลับไปสู่เรื่องเดิมอีก คือตกลงกันแล้วก็ไม่ปฏิบัติตามที่ตกลง ดังนั้น ก็ขอให้ฝ่ายกัมพูชาพร้อมจริงๆ ขณะนี้เราก็ต้องดำเนินการทางการทหารไปก่อนจนถึงจุดที่เขาพร้อมจริงๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top