Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

วอน ‘ไทย–กัมพูชา’ ยุติสู้รบ ปกป้องพลเรือน กลับสู่เส้นทางการทูต เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความอดกลั้น มาเลย์พร้อมเป็นตัวกลางฟื้นสันติภาพ

(8 ธ.ค. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว แสดงความกังวลต่อเหตุปะทะด้วยอาวุธระลอกใหม่ ระหว่างกองกำลังไทยและกัมพูชาบริเวณชายแดน พร้อมแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ โดยระบุว่าเหตุสู้รบที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง อาจบั่นทอนความพยายามรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองฝ่าย

อันวาร์ย้ำว่า ไทยและกัมพูชาเป็นทั้งพันธมิตรใกล้ชิดของมาเลเซีย และเป็นสมาชิกสำคัญของอาเซียน จึงขอเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศใช้ความยับยั้งชั่งใจอย่างเต็มที่ เปิดช่องทางการสื่อสารให้กว้าง และใช้กลไกที่มีอยู่ในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมยืนยันว่า มาเลเซียพร้อมสนับสนุนทุกขั้นตอนที่ช่วยฟื้นฟูความสงบ และป้องกันไม่ให้เกิดเหตุรุนแรงซ้ำอีก

ผู้นำมาเลเซียระบุอีกว่า อาเซียนไม่สามารถปล่อยให้ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อ กลายเป็นวัฏจักรของการเผชิญหน้าได้ สิ่งเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการยุติการสู้รบ การปกป้องพลเรือน และการกลับสู่เส้นทางการทูต ที่ยึดตามกฎหมายระหว่างประเทศและจิตวิญญาณแห่งมิตรภาพซึ่งอาเซียนยึดถือร่วมกัน

สำหรับอันวาร์เอง ถือเป็นหนึ่งในผู้นำที่มีบทบาทสำคัญบนโต๊ะเจรจา ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและจีน ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ยระหว่างไทยและกัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ จนสามารถผลักดันให้เกิดข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสองประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทำให้ท่าทีล่าสุดของเขา ถูกจับตาว่าอาจนำไปสู่ความพยายามฟื้นกระบวนการสันติภาพรอบใหม่ในภูมิภาคอีกครั้ง

 

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอน เหตุเปิดเผยงบปี 2566 เป็นเท็จ เตรียมเปิดให้ซื้อขาย 7 วัน 18-26 ธ.ค. ก่อนเพิกถอนออกจากตลาด 27 ธ.ค.นี้

ตลาดหลักทรัพย์ฯ สั่งเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นบริษัทจดทะเบียน หลังตรวจพบการเปิดเผยข้อมูลงบการเงินและแบบ 56-1 เป็นเท็จ เปิดทางผู้ลงทุนซื้อขายชั่วคราว 7 วันทำการก่อนเพิกถอนถาวร ด้วยบัญชี Cash Balance พร้อมเตือนใช้ความระมัดระวังสูง

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลาดหลักทรัพย์ฯ) เพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) (JKN) จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน เนื่องจากบริษัทเปิดเผยข้อมูลอันเป็นเท็จในงบการเงินประจำปี 2566 และแบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (แบบ 56-1 One Report) ที่มีงบการเงินเท็จ ซึ่งเข้าข่ายเป็นกรณีอันอาจมีผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิประโยชน์ของผู้ถือหุ้น หรือการตัดสินใจลงทุน หรือการเปลี่ยนแปลงในราคาของหลักทรัพย์ อันเป็นเหตุเพิกถอนตามข้อ 7(3) ของข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ฯ เรื่อง การเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2564

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดให้ซื้อขายหลักทรัพย์ของ JKN เป็นเวลา 7 วันทำการก่อนวันที่มีผลเป็นการเพิกถอนหลักทรัพย์ คือ ระหว่างวันที่ 18-26 ธันวาคม 2568 ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังนี้

ให้หลักทรัพย์ JKN ซื้อด้วยบัญชี Cash Balance กล่าวคือ ผู้ซื้อต้องชำระเงินทั้งจำนวนก่อนการซื้อหลักทรัพย์

ขึ้นเครื่องหมาย NC กำกับตลอดระยะเวลาที่เปิดให้มีการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อเตือนผู้ลงทุนให้ใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์

ไม่กำหนดราคาซื้อขายสูงสุดและต่ำสุด (Ceiling & Floor), Dynamic Price Band และ Auto Pause สำหรับการซื้อขายหลักทรัพย์ JKN ในวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันแรกที่มีการซื้อขาย ต่อเนื่องไปจนกว่าหลักทรัพย์ JKN จะมีการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะไม่นำหลักทรัพย์ JKN มารวมในการคำนวณดัชนีราคาหุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET Index)

และเมื่อครบระยะเวลาดังกล่าว ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิกถอนหลักทรัพย์ JKN จากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนใช้ความระมัดระวังในการซื้อขายหลักทรัพย์ เนื่องจากงบการเงินประจำปี 2566 และแบบ 56-1 One Report ที่บริษัทได้เผยแพร่ผ่านระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเป็นข้อมูลเท็จ และยังมิได้นำส่งงบการเงินฉบับดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สั่งแก้ไข และงบการเงินประจำปี 2567 จนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิกถอนหลักทรัพย์ JKN แล้ว ผู้ถือหุ้นและผู้ลงทุนสามารถติดตามการเปิดเผยข้อมูลฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน และแบบ 56-1 One Report ของบริษัทได้ที่เว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ล.ต. ที่ www.sec.or.th
 

‘รศ.ดร.อักษรศรี’ จี้รัฐบาลไทยถ้า ‘ทรัมป์’ โทรมาอย่ารีบยอม แนะเดินเกมยื้อเวลาเตือนอย่าซ้ำรอยรัฐบาลชุดก่อน

(8 ธ.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่ร้อนแรงขึ้น โดยระบุว่า หาก “ทรัมป์” โทรมาจุ้นให้เร่งคลี่คลายปัญหา รัฐบาลไทยควร “เดินเกมดึงเรื่อง ยื้อเวลาให้นานที่สุด อย่าหมอบเร็วอย่างไร้กระบวนท่าเหมือนรัฐบาลชุดก่อน” 

ขณะที่สำนักข่าว CNN รายงานว่า กองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเมื่อเช้าวันที่ 8 ธ.ค. 2568 เพื่อตอบโต้การยิงจากฝั่งกัมพูชา ทำให้ความเชื่อมั่นต่อ “ข้อตกลงสันติภาพทรัมป์” ที่เพิ่งลงนามไม่กี่สัปดาห์ก่อน ถูกสั่นคลอนอย่างหนัก

รายงานจาก CNN ระบุว่า การปะทะเริ่มตั้งแต่เช้ามืด ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างว่าอีกฝั่งเป็นผู้เปิดฉากก่อน ฝ่ายไทยชี้แจงว่าตรวจพบการเคลื่อนย้ายอาวุธหนักและมาร์กจุดยิงภายในดินแดนกัมพูชาที่มีแนวโน้มยิงเข้าเขตไทย จึงใช้ปฏิบัติการทางอากาศโจมตีคลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางลำเลียงที่มองว่าเป็นภัยคุกคามโดยตรง 

ด้านโฆษกกองทัพไทยย้ำว่าปฏิบัติการมุ่งเป้าเฉพาะเป้าหมายทางทหารเพื่อป้องกันอธิปไตยและลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชน ขณะที่กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์โต้ทันที ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด และยืนยันว่ากัมพูชายึดแนวทางสันติและปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ
 

บุกยึดพื้นที่ให้จบ เจรจาทีหลัง พร้อมเตรียมยุทธการทางทะเล ขวางกัมพูชาขยับ "หลักเขต 73" ฮุบทรัพยากรไทย

(8 ธ.ค. 2568) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ แถลงการณ์แสดงจุดยืนชัดเจนสนับสนุนการปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ พร้อมเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองเพื่อยุติวิกฤตชาติด้วยความเด็ดขาด

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า สิ่งที่กัมพูชาต้องการมากที่สุดนอกจากช่องอานม้า ช่องบก ก็คือทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานใต้ท้องทะเลในอ่าวไทย เพราะฉะนั้นหลักหมุดเขตแดนที่สำคัญที่สุด ก็คือ หลักเขตที่ 73

"เราจะเห็นว่าเขาพยายามเปลี่ยนแปลงหลักเขต 73 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งเส้นเขตแดนในทะเลหลายวิธีการ หลังสุดที่เขาทำตั้งแต่ปี 2540 คือการถมทะเล อ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของการบังคลื่น แต่ว่ามันมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่า อะไรที่ติดตรึงกับแผ่นดินยื่นไปในทะเลจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดิน ผมมั่นใจและเชื่อว่านี่คือยุทธวิธีที่เขาต้องการจะเปลี่ยนหมุด 73 จากปัจจุบันไปอยู่ที่ไปปลายของเขื่อนกันคลื่น ซึ่งจะเป็นจุดที่ทำให้เกิดปัญหาการอ้างสิทธิ์ในทะเลในอนาคต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมเป็นห่วงและกองทัพไทย รัฐบาลไทยต้องเตรียมการคือวันนี้ต้องเตรียมการกองทัพเรือให้พร้อมครับ ถ้าเราไม่เตรียมกองทัพเรือให้พร้อม เราไม่ป้องกันหลัก 73 และเส้นเขตแดนในทะเลให้พร้อม เราจะเกิดปัญหาตรงนั้น ขึ้นมาอีกปัญหานึงครับ และนั่นคือเป้าหมายสำคัญของกัมพูชา"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ เสนอแนะว่า สิ่งที่ต้องทำในวันนี้ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำประเทศต้องเป็นผู้สั่งการด้วยตัวเองอย่างเด็ดขาด ไม่ใช่ให้กองทัพดำเนินการลำพังเพียงฝ่ายเดียว

"จากการปะทะครั้งนี้ เราต้องได้อยู่ในจุดที่ได้เปรียบ 1. ต้องให้กองทัพเดินหน้าเต็มที่ 2. ถ้าสามารถเข้าไปยึดดินแดนของเขาได้ ยึดเลยครับ เราไม่ได้ตั้งใจจะยึดเพื่อเอาเป็นของเรา แต่ยึดเพื่อให้ได้เปรียบทางการทหารและการเจรจาว่า ถ้าคุณไม่ทำความตกลงกับเรา เราก็ยึดอยู่แบบนั้น กี่สิบปีแล้วครับที่เขายึดแผ่นดินไทยมา แล้วทำไมเราจะยึดชั่วคราวเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมให้กับประเทศไทยและคนไทยและกองทัพไทยทหารไทยที่ต้องสูญเสียชีวิต สูญเสียร่างกายไม่ได้ครับ สิ่งที่เราต้องทำวันนี้คือเราต้องหายุทธวิธี ยุทธการที่เราจะต้องได้เปรียบในการเจรจาต่อรอง เขาทำแบบไหน ทำแบบเดียวกันครับ ท่านนายกรัฐมนตรี ต้องเป็นแม่ทัพใหญ่เองครับ ต้องเป็นคนสั่งการที่ผมพูดทั้งหมดวันนี้ด้วยตัวท่านเอง"นายพีระพันธุ์กล่าว

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า พรรครวมไทยสร้างชาติสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อปฏิบัติการทางการทหารทุกรูปแบบของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยและดินแดนของประเทศ และขอเป็นกำลังใจให้แก่กองทัพอากาศและผู้ปฏิบัติหน้าที่ทุกท่านในการปกป้องอธิปไตยของชาติในครั้งนี้

"ปัญหาเหล่านี้ ผมอยากให้จบลงได้สักที ทหารไทยและประชาชนคนไทยต้องสังเวยชีวิต ร่างกาย และอนาคตของตนเอง รวมถึงครอบครัว ต่อการโจมตีของประเทศกัมพูชาหลายครั้ง แต่มันไม่จบ เพราะไม่มีความเด็ดขาดในการแก้ไขปัญหา จากปัญหาเริ่มต้นเล็ก ๆ กลายเป็นวิกฤตประเทศ"

นายพีระพันธุ์ ยืนยันว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะยึดมั่นในอธิปไตยของชาติ และดำเนินการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชา ด้วยยุทธวิธีที่เด็ดขาดและหลากหลาย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาล กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม เปิดปฏิบัติการทางด้านข่าวสารและสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้มากกว่านี้

"เราจะไม่อนุญาตให้ปัญหานี้เกิดขึ้นต่อไปอีก เราต้องยุติปัญหานี้เพื่อคนไทย ประเทศไทย และอนาคตของลูกหลานไทยอย่างแท้จริงตลอดไป"

 

 

ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน

สถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (8 ธันวาคม 2568) โดยพบว่ากำลังทหารกัมพูชามีการเสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และอาวุธยิงสนับสนุนเพิ่มเติม รวมถึงมีแนวโน้มว่าฝ่ายกัมพูชาระบุพิกัดใช้อาวุธระยะไกลลึกเข้ามาในเขตไทย

ส่งผลให้กำลังพลไทยมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่ช่องบก โดยยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตทางการ 1 ราย และมีข้อมูลไม่เป็นทางการอีก 1 รายซึ่งอยู่ระหว่างตรวจสอบ เบื้องต้นความเสียหายจากการยิงช่วงเช้าอยู่ในพื้นที่การเกษตร ยังไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บในกลุ่มประชาชน โดยกองทัพจะทยอยให้ข้อมูลผู้บาดเจ็บ-ผู้เสียชีวิต และการดูแลในศูนย์อพยพเป็นระยะ

ล่าสุดสำนักสาธารณสุข จังหวัดอุบลราชธานี ได้ออกประกาศ ขอเชิญร่วมบริจาคโลหิต เพื่อสำรองใช้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน #รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ใน 10 โรงพยาบาล ได้แก่

1. ภาคบริการโลหิตแห่งชาติที่ 7 จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 เปิดบริการทุกวัน 08.30 -19.30 น. เสาร์ อาทิตย์ 09.00-19.30 น.

2. รพ.สรรพสิทธิประสงค์ ณ งานธนาคารเลือด ชั้น 2 อาคารผ่าตัดและพยาธิวิทยา วันจันทร์ - วันศุกร์ เวลา 09.00-19.00 น. วันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์ 09.00-18.00 น.

3. รพ.๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ จ.อุบลราชธานี ณ ห้องบริจาคโลหิตประตู 3 ชั้น 1 ตึก 9 ชั้น ทุกวันเวลา 08.00-20.00 น.

4. รพ.วารินชำราบ ณ ห้องบริจาคโลหิต อาคารบำบัด ตึก 3 ชั้น 2 วันจันทร์ - ศุกร์ เวลา 08.15-15.30 น.

5. รพ.สมเด็จพระยุพราชเดชอุดม ณ ห้องบริจาคเลือด งานเทคนิคการแพทย์ อาคาร 4 ชั้น 2 เปิดให้บริการทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.00-16.00 น.

6. รพ.ตระการพืชผล ณ ห้องคัดกรองผู้บริจาคโลหิต กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกอุบัติเหตุ ชั้น 2 เปิด จันทร์ - ศุกร์ (วันทำการ) เวลา 08.00-16.00 น.

7. รพ.พิบูลมังสาหาร ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 1 เปิดบริการทุกวันราชการ 08.30-15.30 น.

8. รพ.เขมราฐ ณ กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ ตึกผู้ป่วยนอก เปิดบริการ ทุกวันราชการ เวลา 08.30-15.30 น.

9. รพ.บุณฑริก ณ ตึก 5 ชั้น 2 เปิดบริการจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-15.30 น.

10. รพ.ค่ายสรรพสิทธิประสงค์ ณ ห้องบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เปิดบริการ จันทร์-ศุกร์ (วันทำการ) เช้า 09.00-11.00 น. บ่าย 13.00-15.30 น.

นอกจากนี้ ยังมี โรงพยาบาลศรีสะเกษ ขอรับบริจาคโลหิตจำนวนมากเพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ธนาคารเลือด อาคาร 10 ชั้น 2 โรงพยาบาลศรีสะเกษเวลาทำการ: วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-20.00 น. (ไม่หยุดพัก) และวันหยุด เวลา 09.00-15.30 น. (หยุดพักเที่ยง 12.00-13.00 น.)
.
โรงพยาบาลสุรินทร์ ขอรับบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานที่: บริจาคโลหิตได้ทุกวันที่คลังเลือด อาคารพยาธิ ชั้น 2 เวลาทำการ: เวลา 08.30-18.00 น. 

โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ขอเชิญชวนทุกท่านร่วมบริจาคโลหิตเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ สถานที่รับบริจาค 2 จุด ได้แก่ ศูนย์รับบริจาคโลหิต ชั้น 2 อาคารจอดรถ และแผนกคลังเลือด ชั้น 5 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ เวลาทำการ: ทั้งสองจุดเปิดรับทุกวันจันทร์-อาทิตย์ เวลา 08.00-20.00 น. มีสถานที่จอดรถสำหรับผู้บริจาคโลหิตที่อาคารจอดรถ ชั้น 2 และบริเวณด้านหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติฯ ชั้น 5
 

'อนุทิน' เผชิญสงครามสองแนวรบ อุทกภัยใต้ทำลายภาพลักษณ์ ผนวกกับแรงกดดันงบประมาณเยียวยา ท้าทายความอยู่รอดของรัฐบาลเสียงข้างน้อย

อุทกภัยครั้งใหญ่ที่ถล่มภาคใต้ในปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะพื้นที่หาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง ไม่ได้เป็นเพียงภัยพิบัติทางธรรมชาติธรรมดา แต่กลายเป็น "วิกฤตการเมือง-เศรษฐกิจ" ที่ซ้ำเติมรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดอยู่แล้ว ภาระคู่จากการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยและการเผชิญหน้ากับภัยพิบัติครั้งใหญ่ทำให้รัฐบาลต้องสู้กับสงครามสองแนวรบพร้อมกัน ทั้งการรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและการจัดการวิกฤตเศรษฐกิจ-สังคมจากอุทกภัย

ความเสียหายที่หนักกว่าที่คิด: แรงกดดันทางการคลังที่ไม่คาดคิด

การประเมินเบื้องต้นจากหน่วยงานต่างๆ ระบุว่า ความเสียหายจากอุทกภัยภาคใต้อยู่ที่ประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งความเสียหายทางการเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน ที่อยู่อาศัย และภาคธุรกิจ สำหรับภาคเกษตรเพียงอย่างเดียว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประเมินความเสียหายเกิน 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะสวนยางพาราและสวนผลไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของภาคใต้

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมผลกระทบทางอ้อม เช่น การหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยว และต้นทุนทางสังคมจากการสูญเสียชีวิตและความเจ็บป่วย หากรวมทั้งหมด ผลกระทบทางเศรษฐกิจอาจสูงถึง 40,000-50,000 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นคือ รัฐบาลต้องเร่งอัดฉีดงบประมาณเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน การช่วยเหลือเบื้องต้นครัวเรือนละ 9,000 บาทสำหรับผู้ประสบภัยหลายแสนครัวเรือนต้องใช้งบประมาณหลายพันล้านบาท การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ถนน สะพาน ระบบไฟฟ้า และระบบน้ำประปาอาจต้องใช้งบอีก 10,000-15,000 ล้านบาท

ปัญหาคือ งบประมาณเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในแผนการใช้จ่ายประจำปี รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนงบประมาณ การกู้เงินเพิ่มเติม หรือการใช้เงินสำรองฉุกเฉิน ทั้งหมดนี้จะส่งผลกระทบต่อวินัยการคลังและอาจเพิ่มภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว

เสถียรภาพการคลัง: ความกังวลที่เพิ่มขึ้น

ก่อนเกิดอุทกภัย รัฐบาลอนุทินกำลังเผชิญกับความท้าทายทางการคลังอยู่แล้วจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ โครงการ "คนละครึ่งพลัส" ที่ใช้งบประมาณกว่า 60,000-70,000 ล้านบาท และมาตรการอื่นๆ ที่ออกมาเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำให้การขาดดุลงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น

หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 60-61% ของ GDP ใกล้เคียงกับเพดานที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 70% การที่ต้องกู้เงินเพิ่มเติมหลักหมื่นล้านบาทเพื่อรับมือกับอุทกภัยจะทำให้อัตราส่วนนี้เพิ่มสูงขึ้นอีก

นักวิเคราะห์เศรษฐกิจหลายรายแสดงความกังวลว่า หากรัฐบาลไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายและหารายได้เพิ่มเติมได้ ความยั่งยืนทางการคลังอาจเป็นปัญหาในระยะยาว สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออาจปรับลดมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการกู้ยืมและความเชื่อมั่นของนักลงทุน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย การผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณเพิ่มเติมหรือการกู้เงินผ่านสภาผู้แทนราษฎรจะยากลำบากมาก รัฐบาลต้องต่อรองกับฝ่ายค้านและพรรคร่วมที่ไม่มั่นคง ซึ่งอาจนำไปสู่การล่าช้าในการช่วยเหลือหรือต้องยอมรับเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวย

การบริหารจัดการวิกฤต: ทดสอบความสามารถจริง

นอกจากเรื่องเงินแล้ว ความสามารถในการบริหารจัดการวิกฤตของรัฐบาลก็ถูกจับจ้องอย่างใกล้ชิด ประชาชนและฝ่ายค้านกำลังประเมินว่า รัฐบาลอนุทินมีความพร้อมและประสิทธิภาพในการจัดการภัยพิบัติมากน้อยแค่ไหน

ในช่วงแรกของอุทกภัย มีคำวิจารณ์ว่า การเตือนภัยล่วงหน้าและการอพยพประชาชนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร การประสานงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ ยังมีปัญหา และการกระจายความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ห่างไกลล่าช้า

แม้ว่าในภายหลังรัฐบาลจะพยายามแก้ไขและเร่งการช่วยเหลือ แต่ความประทับใจแรกที่ไม่ดีก็สร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์แล้ว นี่คือโอกาสที่ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย จะใช้โจมตีความสามารถในการบริหารประเทศของรัฐบาล

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยปรับลดลงครั้งแรกในหลายเดือน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากปัญหาน้ำท่วมใต้ นี่สะท้อนให้เห็นว่า ภาคธุรกิจเริ่มสูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤต

ผลกระทบทางการเมือง: เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลที่อ่อนแอ

อุทกภัยกลายเป็นอาวุธทางการเมืองที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล การที่พรรคเพื่อไทยและฝ่ายค้านอื่นๆ กำลังเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นการจัดการอุทกภัยจะเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญที่ใช้วิพากษ์วิจารณ์

ฝ่ายค้านจะตั้งคำถามว่า ทำไมรัฐบาลไม่สามารถป้องกันหรือลดผลกระทบได้ แม้จะรู้ล่วงหน้าว่าจะมีฝนตกหนัก ทำไมการอพยพและช่วยเหลือช้า ทำไมไม่มีแผนรองรับที่ชัดเจน และที่สำคัญ รัฐบาลจะหาเงินมาช่วยเหลือและฟื้นฟูได้อย่างไร โดยไม่ทำให้การคลังแย่ลง

สำหรับประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ความไม่พอใจต่อการช่วยเหลือที่ล่าช้าหรือไม่เพียงพออาจแปลงเป็นคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า ภาคใต้ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของหลายพรรคการเมือง การสูญเสียความเชื่อมั่นในพื้นที่นี้อาจส่งผลกระทบต่อสมดุลอำนาจทางการเมืองในอนาคต

แนวทางฝ่าวิกฤต: ต้องการมากกว่าเงิน

เพื่อให้รอดพ้นวิกฤตนี้ รัฐบาลอนุทินต้องดำเนินการหลายด้านพร้อมกัน หนึ่ง เร่งความช่วยเหลือเยียวยาให้ถึงผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึงและรวดเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและลดความทุกข์ของประชาชน

สอง จัดหางบประมาณอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยอาจต้องจัดลำดับความสำคัญของโครงการอื่นๆ และหาแหล่งเงินที่ไม่กระทบเสถียรภาพการคลังมากเกินไป การเจรจากับฝ่ายค้านเพื่อผ่านงบประมาณเพิ่มเติมอย่างสร้างสรรค์เป็นสิ่งจำเป็น

สาม สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพเกี่ยวกับแผนการฟื้นฟูระยะยาวและมาตรการป้องกันในอนาคต เพื่อสร้างความมั่นใจว่ารัฐบาลมีวิสัยทัศน์และความสามารถในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

สี่ เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสในการแสดงความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง หากรัฐบาลสามารถจัดการวิกฤตนี้ได้ดี อาจฟื้นฟูความเชื่อมั่นที่สูญเสียไปได้บ้าง

อุทกภัยภาคใต้เป็นมากกว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติ มันคือจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่อาจกำหนดชะตากรรมของรัฐบาลอนุทิน การจัดการที่ล้มเหลวจะเป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอาจเป็นตะปูตัวสุดท้ายที่ตอกโลงศพทางการเมือง

ในทางกลับกัน หากรัฐบาลสามารถจัดการได้ดี รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ อาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ฟื้นฟูความเชื่อมั่นและสร้างความชอบธรรมใหม่ให้กับรัฐบาลที่กำลังโซเซ

เวลาไม่เป็นฝ่ายรัฐบาล น้ำลดแล้ว แต่ภูเขาของปัญหายังคงตระหง่านอยู่ ทั้งการฟื้นฟู การเยียวยา และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ทุกการตัดสินใจ ทุกการกระทำในช่วงนี้จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดและจะส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่คือช่วงเวลาที่รัฐบาลอนุทินไม่มีสิทธิ์ผิดพลาด เพราะความผิดพลาดครั้งต่อไปอาจเป็นครั้งสุดท้าย
 

“ลิซ่า” โพสต์รูปคู่ “กงยู” ครั้งแรก เฟรมเดียวฟาดทุกไทม์ไลน์ โมเมนต์ในฝันแฟนเกิร์ลทั่วโลก แฟน ๆ แห่แซวฝันสำเร็จแล้วแม่!

(8 ธ.ค. 68) ลิซ่า ลลิษา มโนบาล หรือ 'ลิซ่า BLACKPINK' โพสต์ภาพคู่กับพระเอกเกาหลีชื่อดัง 'กงยู' ลงอินสตาแกรมครั้งแรกจากงานเปิดตัวพื้นที่ใหม่ Louis Vuitton ที่ Shinsegae กรุงโซล เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2025 ก่อนภาพโพสต์ลงวันที่ 5 ธันวาคมตามเวลาท้องถิ่น

ภาพนี้กลายเป็นโมเมนต์ที่แฟนคลับทั่วโลกตื่นเต้นอย่างมาก เพราะลิซ่าเคยบอกไว้ว่าฝันอยากถ่ายรูปคู่กับ 'กงยู' สักครั้งในชีวิต งานนี้จึงเป็นเหมือนความฝันที่เป็นจริงท่ามกลางงานใหญ่ของแบรนด์ LV The Place Seoul ซึ่งรวมดาวดังระดับเอเชียทั้ง 'กงยู', 'จอนจีฮยอน', 'ชินมินอา', 'จองโฮยอน', 'J-Hope (BTS)' และ 'Felix (Stray Kids)'

ลิซ่าเคยบอกในรายการ 'Knowing Brothers' ว่า “'กงยู' คือสเปกเลย” และเมื่อสื่อถามฝั่งพระเอกชื่อดัง เขาก็ตอบอย่างเขิน ๆ พร้อมส่งลายเซ็นพร้อมข้อความขอบคุณลิซ่า “ขอบคุณที่ติดตามผลงานผมด้วยความรักแบบนั้น” สร้างความฟินให้แฟน ๆ อย่างมาก

เซ็ตภาพที่ลิซ่าโพสต์มีทั้งหมด 11 รูป ไฮไลต์คือภาพคู่กับ 'กงยู' ที่ใส่ชุดสูทโทนเข้มเรียบง่าย ดูอบอุ่น ในขณะที่ลิซ่าใส่ชุดโทนพาสเทลซีทรูจากคอลเลกชัน Spring/Summer 2026 ที่สื่อมองว่าเป็น 'Louis Vuitton Doll' ลุคสำคัญของงาน

แฮชแท็ก #LisaGongYoo ขึ้นเทรนด์หลายแพลตฟอร์ม ทั้งนี้เพราะทั้ง 'ลิซ่า' และ 'กงยู' ต่างเป็นแอมบาสเดอร์ Louis Vuitton ฝ่ายหญิงและชาย โมเมนต์นี้จึงไม่ใช่แค่ช่วงเวลาฟิน แต่ยังสะท้อนพลังซอฟต์พาวเวอร์เอเชีย และแรงบันดาลใจว่า "การเป็นแฟนเกิร์ล/แฟนบอยไม่ใช่เรื่องไร้สาระ" อย่างที่ 'ลิซ่า' กล่าวไว้ว่า "ถ้าเราตั้งใจทำความฝันของเรา สักวันหนึ่งอาจยืนระดับเดียวกับไอดอลได้"

อิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี มากด้วยประสบการณ์งานด้านการปกครอง กำลังสำคัญขับเคลื่อนชลบุรีให้เติบโตมั่นคง

ในรอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา มีการปรับทีมผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัดหลายพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สอดคล้องกับโจทย์การพัฒนาประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง 

หนึ่งในรายชื่อที่ถูกจับตามอง คือ “อิสรา เจริญชาศรี” ข้าราชการสายปกครองที่เติบโตมาจากทั้งระดับอำเภอ ส่วนกลาง และกรมการปกครอง ซึ่งได้รับการย้ายมาดำรงตำแหน่ง “รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี” ตามคำสั่งกระทรวงมหาดไทย ที่ 3513/2568 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป 

การมารับตำแหน่งครั้งนี้ไม่เพียงเติมเต็มทีมบริหารจังหวัดชลบุรีเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความเชื่อมั่นของส่วนกลางต่อบทบาทของชลบุรีในฐานะจังหวัดเศรษฐกิจและเมืองท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ

ในเชิงภูมิหลังส่วนตัว อิสราเป็น “ชาวจังหวัดชลบุรีโดยกำเนิด” เติบโตจากเมืองที่มีทั้งเศรษฐกิจดั้งเดิม การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ก่อนจะไปต่อยอดองค์ความรู้ในต่างประเทศ เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขา Conflict Development and Security (MA) จาก University of Leeds ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นสาขาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การจัดการความขัดแย้ง และความมั่นคงเชิงสังคม ฐานวิชาการด้านนี้ทำให้เขามองเห็นทั้งภาพเชิงนโยบาย โครงสร้างปัญหา และพลวัตของผู้คนในพื้นที่ที่หลากหลายไปพร้อมกัน

เส้นทางในราชการของนายอิสราเดินอยู่บนสายงานมหาดไทยมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากบทบาทปลัดอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท และปลัดอำเภอเมืองชลบุรี ที่ทำให้ได้เรียนรู้การบริหารงานปกครองใกล้ชิดประชาชนในระดับอำเภอ จากนั้นก้าวสู่ตำแหน่งเลขานุการผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี (ในสมัยนายเสนีย์ จิตตเกษม) และเลขานุการรองปลัดกระทรวงมหาดไทย (นายประชา เตรัตน์) ก่อนขึ้นมาทำงานเชิงยุทธศาสตร์ในส่วนกลาง ในตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มงานการเมือง สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงมหาดไทย รวมถึงตำแหน่งนายอำเภอราชสาส์น จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นด่านหน้าสำคัญของงานปกครองท้องที่

ในระดับกรมการปกครอง อิสรา ยังผ่านงานบริหารที่มีความซับซ้อนหลากหลาย ทั้งในตำแหน่งผู้อำนวยการกองการสื่อสาร ผู้อำนวยการกองการเจ้าหน้าที่ และผู้อำนวยการสำนักอำนวยการกองอาสารักษาดินแดน ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการบริหารบุคลากร การสื่อสารภายในองค์กร และการสนับสนุนกำลังภาคประชาชนในนาม “อาสารักษาดินแดน” ทั่วประเทศ 

บทบาทเหล่านี้ทำให้เขาคุ้นเคยกับการทำงานเชิงระบบ การวางกลไกสนับสนุนหน่วยงานในพื้นที่ และการประสานพลังระหว่างราชการกับประชาชนในสถานการณ์ที่หลากหลาย อีกทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในมิติความมั่นคงควบคู่ไปกับการบริการประชาชน

เมื่อมองจากประสบการณ์ทั้งหมดมาถึงวันนี้ การที่ชลบุรีได้รองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งเป็นทั้ง “ลูกหลานชลบุรี” และ “ข้าราชการมหาดไทยสายปฏิบัติ-สายยุทธศาสตร์” ในคนเดียวกัน ย่อมน่าจับตาในแง่แนวทางการพัฒนาจังหวัด 

ในด้านหนึ่ง เขามีพื้นฐานเข้มแข็งด้านการบริหารความมั่นคงและความสงบเรียบร้อย ซึ่งจำเป็นต่อจังหวัดที่เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองอุตสาหกรรม และส่วนหนึ่งของพื้นที่ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคตะวันออก 

ขณะเดียวกัน ประสบการณ์ในงานบุคลากร การสื่อสาร และการทำงานร่วมกับกำลังภาคประชาชน น่าจะช่วยให้เขาออกแบบกลไกการทำงานที่เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมมากขึ้น หากเขาสามารถดึงบทเรียนจากทั้งระดับอำเภอ ระดับกรม และระดับจังหวัดมาร้อยรวมกันได้อย่างลงตัว ก็มีโอกาสที่ชลบุรีจะเดินหน้าไปในทิศทางที่ “เติบโต มั่นคง และไม่ทิ้งคนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง”
 

รีแบรนด์ ‘X’ ปั้นเป็นซูเปอร์แอปแบบ WeChat จีน รวมโซเชียลมีเดีย และระบบจ่ายเงินไว้ในที่เดียว เล็งให้เอ็กซ์เป็นศูนย์กลางชีวิตดิจิทัล และการเงินของโลกตะวันตก

(8 ธ.ค. 68) อีลอน มัสก์ เจ้าของแพลตฟอร์มเอ็กซ์ (X) เผยวิสัยทัศน์ล่าสุดว่า เขาต้องการเปลี่ยนเอ็กซ์ให้กลายเป็น “WeChat++” หรือซูเปอร์แอปเวอร์ชันอัปเกรด ที่รวมทั้งโซเชียลมีเดียและบริการการเงินไว้ในที่เดียว คล้ายกับแอป WeChat ของบริษัทยักษ์ใหญ่เทนเซนต์ (Tencent) ของจีน 

มัสก์ยก WeChat เป็นต้นแบบว่าเป็นแอปที่ “คนจีนใช้แทบทั้งชีวิตในแอปเดียว” ตั้งแต่คุยกัน โพสต์คอนเทนต์ ไปจนถึงโอน–จ่ายเงิน พร้อมชี้ว่า “นอกจีนยังไม่มีอะไรแบบ WeChat” โดย WeChat หรือชื่อท้องถิ่นว่า Weixin รวมทุกอย่างทั้งโซเชียล คอนเทนต์ ระบบจ่ายเงิน และมินิโปรแกรมจากผู้ให้บริการภายนอก ในขณะที่ Weixin อยู่ภายใต้ระบบเซ็นเซอร์เข้มงวดของจีน ส่วนเอ็กซ์ก็ถูกบล็อกไม่ให้ใช้งานในประเทศ

เขาย้ำว่าความคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิด เพราะตั้งแต่รีแบรนด์ Twitter เป็น X ในเดือน ก.ค. 2023 มัสก์ก็พูดต่อเนื่องว่าอยากพัฒนาให้เอ็กซ์มีบทบาทใกล้เคียงกับ WeChat มากขึ้น และเชื่อมโยงกลับไปถึง “แผนดั้งเดิมของ X.com” ที่เขาฝันไว้ให้เป็นศูนย์กลางธุรกรรมการเงิน สำหรับการโอนและชำระเงินในโลกออนไลน์

ด้านบริการการเงิน เอ็กซ์เริ่มเดินเกมจริงจังมากขึ้นเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ด้วยการจับมือกับ Visa เปิดตัวฟีเจอร์ด้านการเงินชื่อ X Money (คาดว่าจะเปิดใช้เต็มรูปแบบปลายปีนี้) เพื่อให้ผู้ใช้โอนเงินระหว่างกันผ่านบัตรเดบิต และโอนเข้าบัญชีธนาคารได้โดยตรง นอกเหนือจากฟังก์ชันโซเชียลเดิมที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม

พร้อมกันนั้น เอ็กซ์ยังทยอยเพิ่มความสามารถด้านคอลเสียงและวิดีโอ โดยมัสก์เชื่อว่าอนาคต “การโต้ตอบส่วนใหญ่จะกลายเป็นวิดีโอเรียลไทม์ร่วมกับเอไอ” ขณะที่ข้อความตัวหนังสือจะมีสัดส่วนลดลง เขาเผยว่าตอนนี้เอ็กซ์มีผู้ใช้งานต่อเดือนราว 600 ล้านบัญชี ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “คนที่อ่านตัวหนังสือ” จึงยังมีพื้นที่ให้ขยายฐานผู้ใช้กลุ่มใหม่ๆ ผ่านวิดีโอและบริการเสริมแบบซูเปอร์แอปที่เขากำลังเดินหน้าอยู่ในตอนนี้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top