Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ไทยพร้อมเต็มร้อย ดึง “แบมแบม” ขึ้นเวทีพิธีเปิด โชว์ศักยภาพบันเทิง–กีฬาในช็อตเดียว นำทัพเปิดซีเกมส์ครั้งที่ 33

(7 ธ.ค. 68) มหกรรมกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 33 เตรียมเปิดอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินไทย ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ณ สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีซูเปอร์สตาร์ระดับโลกสัญชาติไทย ‘แบมแบม กันต์พิมุกต์ ภูวกุล’ ขึ้นแสดงบนเวทีพิธีเปิดร่วมกับศิลปินไทยคนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นพลังเชียร์ทั่วประเทศและภูมิภาคอาเซียน

รัฐบาลไทยยืนยันความพร้อมเต็ม 100% สำหรับการเป็นเจ้าภาพซีเกมส์ครั้งนี้ โดยจะมีนักกีฬาจาก 11 ชาติในอาเซียนเข้าร่วมแข่งขันในกว่า 50 ชนิดกีฬา ชิงเหรียญทองมากกว่า 500 เหรียญ โดยกิจกรรมหลักกระจายอยู่ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดชลบุรี การถ่ายทอดสดจะให้สถานีโทรทัศน์ NBT เป็นแม่ข่ายควบคู่กับช่องทางออนไลน์ เพื่อเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

‘แบมแบม’ จะเป็นหัวใจของโชว์พิเศษในพิธีเปิด ตอกย้ำบทบาทจากการเป็นพรีเซ็นเตอร์เชียร์ไทยสู่ศิลปินบนเวทีใหญ่ พร้อมคำสัญญาว่าจะมี "บิ๊กเซอร์ไพรส์" สร้างความประทับใจให้แฟนกีฬาทั้งที่สนามและหน้าจอ เขายังสะท้อนความรักบ้านเกิดผ่านเพลงและโปรเจ็กต์ "Hometown" โดยกล่าวว่า "ไปในนามแบมแบม ไปในนามคนไทยครับ"

การกีฬาแห่งประเทศไทยเปิดให้ประชาชนสามารถจองบัตรเข้าชมพิธีเปิดฟรี เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในฐานะเจ้าภาพร่วมของคนไทยทั่วประเทศ แม้การแข่งขันจะจัดในบางจังหวัดก็ตาม ภาพรวมของซีเกมส์ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีการแข่งขันกีฬาเท่านั้น แต่เป็นโอกาสแสดงศักยภาพทางซอฟต์พาวเวอร์ของไทยที่ผสมผสานกีฬาและวัฒนธรรม สร้างภาพจำใหม่ในสายตาอาเซียนและโลก

ในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 แสงไฟและเสียงเพลงของ ‘แบมแบม’ บนเวทีราชมังคลากีฬาสถาน จะไม่ใช่แค่สัญญาณการเปิดการแข่งขัน แต่ยังเป็นประกาศว่าประเทศไทย...ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าภาพที่ใช้กีฬาและวัฒนธรรมเป็นสะพานสู่ความยิ่งใหญ่ในเวทีโลก

หน้าตาทัพไทยยุคใหม่ ได้รับเกียรติ ควงคู่ถือธงไตรรงค์ นำทัพไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 สะท้อนพลังนักกีฬาเจนใหม่ของวงการกีฬาไทย

“กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” คู่ฮีโร่โอลิมปิก รับหน้าที่ถือธงไตรรงค์ นำทัพนักกีฬาไทยพิธีเปิดซีเกมส์ 33 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 เดินหน้าเข้าสู่โค้งสุดท้ายของการเตรียมความพร้อมทุกด้าน ล่าสุดมีการยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วว่า เกียรติสูงสุดในพิธีเปิด นั่นคือการถือธงชาติไทยนำหน้าขบวนนักกีฬา จะเป็นของสองฮีโร่โอลิมปิก “วิว” กุลวุฒิ วิทิตศานต์ และ “บี” จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง

โดย “บิ๊กต้อม” ธนา ไชยประสิทธิ์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าคณะนักกีฬาไทย เปิดเผยว่า คณะทำงานได้หารือร่วมกับสมาคมกีฬาที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ ก่อนมีมติเอกฉันท์ให้ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ นักแบดมินตันชายเดี่ยว เจ้าของเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ทำหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายชาย และ จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักมวยสากลสมัครเล่นหญิง เจ้าของเหรียญทองแดงโอลิมปิก 2024 รับหน้าที่ผู้ถือธงชาติไทยฝ่ายหญิง ในพิธีเปิดซีเกมส์ วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน

ธนา ระบุว่า ทั้งสองคนเป็นนักกีฬาที่สร้างผลงานยอดเยี่ยมในระดับโลก มีความประพฤติดี และได้รับการยอมรับในฐานะแรงบันดาลใจให้กับเยาวชนไทย จึงเห็นว่า “เหมาะสมทุกด้าน” สำหรับการเป็นตัวแทนถือธงไตรรงค์ นำหน้าทัพนักกีฬาชาติไทยเข้าสู่สนามในมหกรรมกีฬาครั้งสำคัญบนแผ่นดินบ้านเกิดสำหรับ กุลวุฒิ วิทิตศานต์ ถือเป็นดาวเด่นของวงการแบดมินตันโลกยุคปัจจุบัน เคยสร้างประวัติศาสตร์คว้าแชมป์โลกประเภทชายเดี่ยวให้ทีมชาติไทยเป็นคนแรก ก่อนต่อยอดผลงานกวาดแชมป์ระดับเวิลด์ทัวร์หลายรายการ และก้าวขึ้นสู่ระดับท็อปของโลก จนคว้าเหรียญเงินโอลิมปิก ปารีส 2024 ในประเภทชายเดี่ยว สร้างความภาคภูมิใจให้แฟนกีฬาชาวไทยทั่วประเทศ

ด้าน จันทร์แจ่ม สุวรรณเพ็ง นักชกจากจังหวัดหนองคาย เป็นกำปั้นหญิงที่สร้างผลงานต่อเนื่องในเวทีนานาชาติ ทั้งรายการชิงแชมป์เอเชียและชิงแชมป์โลก ก่อนจะคว้าเหรียญทองแดงในโอลิมปิก ปารีส 2024 รุ่น 66 กิโลกรัมหญิง กลายเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของกีฬามวยสากลหญิงไทย พร้อมดันให้ชื่อของจันทร์แจ่มขึ้นมาเป็นขวัญใจคนรุ่นใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว

นอกจากคู่ธงชาติแล้ว พิธีเปิดซีเกมส์ครั้งนี้ยังมีการวางตัวนักกีฬาคนสำคัญร่วมทำหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติไทย ซึ่งจะทำหน้าที่เกี่ยวกับการถือธงหรือคำปฏิญาณในสนาม ขณะที่ “หยู” บัลลังก์ ทับทิมแดง นักเทควันโดแชมป์โลก และ “ธัญญ่า” ธันยพร พฤกษากร นักยิงปืนมากประสบการณ์ จะร่วมกล่าวคำปฏิญาณในนามนักกีฬาไทย แสดงเจตจำนงแข่งขันด้วยน้ำใจนักกีฬาและเคารพกติกา

การได้รับเลือกให้ถือธงชาติในพิธีเปิด ถือเป็นเกียรติสูงสุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักกีฬา เพราะหมายถึงการได้รับความไว้วางใจให้เป็น “ใบหน้า” ของทัพนักกีฬาทั้งประเทศ สำหรับครั้งนี้ การที่ “กุลวุฒิ–จันทร์แจ่ม” ได้รับเกียรติดังกล่าว จึงไม่ใช่แค่ภาพสวยงามในพิธีการเท่านั้น หากยังสะท้อนว่า ทั้งสองคนได้ก้าวขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ในวงการกีฬาไทย 

IQ สูงสูด!! เปิดค่าเฉลี่ย IQ ประจำปี 2025

ส่อง IQ กลุ่มประเทศอาเซียน!! สิงคโปร์ ยังยืนหนึ่ง พร้อมครองอันดับ 5 ของโลก ส่วนไทย อันดับ 2 ของอาเซียน และอันดับ 15 ของโลก ส่วนประเทศอื่นๆ อยู่อันดับใด ไปดูกันเลย

 

วันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรรราชธิดา

(7 ธ.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ประสูติเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2521 พระองค์เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นนายทหารราชองครักษ์พิเศษและเสนาธิการกรมทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

พระองค์ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจมากมาย ทั้งในด้านสาธารณกุศลผ่านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และด้านกฎหมายที่ทรงมีความเชี่ยวชาญ ด้วยพระกรุณาที่ทรงเสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา เมื่อครั้งทรงศึกษา ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทรงเข้าร่วมงานฟุตบอลประเพณีและเป็นผู้เชิญธรรมจักรสัญลักษณ์ประจำมหาวิทยาลัย รวมถึงทรงทำงานที่คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทยประจำองค์การสหประชาชาติ

‘มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย’ ก่อตั้งขึ้นในช่วงอุทกภัยปี พ.ศ. 2538 ซึ่งพระองค์ทรงลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบและทำให้เหตุการณ์สงบขึ้น อีกทั้งทรงก่อตั้ง ‘โครงการกำลังใจ ในพระดำริ’ เพื่อช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงและเด็กในทัณฑสถาน โดยทรงนำเสนอร่างข้อกำหนดต่อองค์การสหประชาชาติในชื่อ “Enhancing Life for Female Inmates: ELFI”

นอกจากนี้ พระองค์ยังเป็นประธาน ‘มูลนิธิ ณภาฯ ในพระดำริ’ ซึ่งมุ่งให้โอกาสและพัฒนาชีวิตผู้ด้อยโอกาสในสังคม รวมถึงอดีตผู้ต้องขัง เพื่อสนับสนุนให้พวกเขากลับสู่สังคมอย่างปกติสุข พระองค์ยังทรงจัดตั้งมูลนิธิอื่น ๆ เช่น มูลนิธิกุมาร โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเครือข่ายคนรักน้องหมา

พระกรณียกิจและพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สะท้อนความตั้งใจที่จะช่วยเหลือสังคมไทยในหลายมิติ ทั้งการกุศล พัฒนาคุณภาพชีวิต และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในระดับนานาชาติ ด้วยคำว่า "เสด็จแทนพระองค์อย่างเสมอมา" แสดงถึงความมุ่งมั่นที่ทรงมีต่อภารกิจรับใช้ประชาชนและพระมหากษัตริย์อย่างยิ่งใหญ่

ชี้ความเสี่ยงสูง–ไม่เคยมีมาก่อน ยอมรับไม่พอใจ ‘อียู’ ไร้น้ำใจตอบแทน พร้อมเสนอออกเงินกู้แทนแผนเดิม หวั่นกระทบความเชื่อมั่น ‘ยูโรโซน’

(6 ธ.ค. 68) เบลเยียมออกมาคัดค้านข้อเสนอของคณะกรรมาธิการยุโรปที่ต้องการนำทรัพย์สินของรัสเซียมาใช้สนับสนุนยูเครน โดยรัฐมนตรีต่างประเทศ มักซิม เพรวอต (Maxime Prevot) ระบุว่าทางเลือกนี้มีความเสี่ยงสูงมากและไม่เคยมีประเทศใดดำเนินการมาก่อน ทำให้เบลเยียมไม่อาจเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

เพรวอต กล่าวว่าเบลเยียมถูกขอให้แสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการใช้ทรัพย์สินรัสเซีย แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือหรือการสนับสนุนในระดับเดียวกันจากประเทศสมาชิกอื่นของสหภาพยุโรป เขาย้ำว่าปัญหานี้หาทางออกที่มั่นคงไม่ได้มานานหลายเดือนแล้ว สะท้อนว่าแนวทางที่เสนอมีจุดอ่อนอย่างมาก

เบลเยียมจึงยังคงผลักดันทางเลือกอื่น โดยเสนอให้สหภาพยุโรปออกเงินกู้จากตลาดทุนแทนการนำทรัพย์สินรัสเซียที่ถูกอายัดไปใช้ ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปประเมินว่าทรัพย์สินรัสเซียที่เกี่ยวข้องมีมูลค่าราว 140,000 ล้านยูโร ซึ่งถูกแช่แข็งหลังการเริ่มปฏิบัติการทหารในยูเครนปี 2022

ขณะนี้ กว่า 200,000 ล้านยูโรของทรัพย์สินรัสเซียถูกเก็บไว้ในบัญชีต่าง ๆ ของยุโรป โดยส่วนใหญ่อยู่ที่สถาบันการเงิน Euroclear ในเบลเยียม ด้านประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ระบุว่าหากยุโรปริบทรัพย์สินเหล่านี้จะถือเป็นการ “ขโมยทรัพย์สิน” และจะทำลายความเชื่อมั่นในยูโรโซนอย่างรุนแรง


ที่มา : Sputnik

 

‘อนุทิน’ เผยสัมพันธ์ ไทย–จีน คู่มิตรถาวร ชื่นชมการต้อนรับพระมหากษัตริย์สมพระเกียรติ ย้ำความร่วมมือก้าวหน้าในทุกด้าน หวังผลักดันเศรษฐกิจและความมั่นคงร่วมอาเซียน

(6 ธ.ค. 68) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวว่ามิตรภาพอันยืนยาว การสนับสนุนซึ่งกันและกัน และสันถวไมตรีอันดีระหว่างไทยกับจีนจะขยับขยายกว้างไกลกว่าช่วงเวลา 50 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูต

นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวว่าการเสด็จเยือนจีนของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวระหว่างวันที่ 13-17 พ.ย. ตอกย้ำความไว้วางใจอันลึกซึ้งและมิตรภาพอันยืนยงระหว่างสองประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์ พร้อมเสริมว่าเขาได้เห็นพิธีต้อนรับพระมหากษัตริย์ไทยในระดับสูงเป็นพิเศษ ซึ่งสะท้อนนัยสำคัญอันประเมินค่าไม่ได้ต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

พร้อมกล่าวอีกว่าประมุขของรัฐทั้งสองปฏิบัติต่อกันดุจมิตรสหายที่คบหากันมานาน ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุฉันทามติสำคัญเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคี ขณะที่ความร่วมมือทวิภาคีในภาคส่วนต่างๆ กำลังก้าวหน้า ทั้งการเกษตร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน และการศึกษา โดยเฉพาะความก้าวหน้าของการพัฒนาทางดิจิทัล ความร่วมมือทางโลจิสติกส์ และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค

และชี้ว่าจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของไทยในอาเซียนช่วยให้ไทยมีบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการส่งเสริมการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคควบคู่กับจีน นอกจากนี้การสนับสนุนจากจีนต่อการพัฒนาทางรถไฟความเร็วสูงของไทยแสดงให้เห็นความลึกซึ้งของความร่วมมือด้านการเชื่อมต่อ และจะช่วยทั้งสองฝ่ายยกระดับห่วงโซ่มูลค่าทางอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค 

อนุทินกล่าวว่าไทยกำลังเตรียมพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขงครั้งถัดไป และบรรดาประเทศสมาชิกยังคงทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในอุตสาหกรรม พลังงาน และการเกษตร ซึ่งมีส่วนส่งเสริมสำคัญต่อความมั่นคงทางอาหารในภูมิภาค 

สำหรับความร่วมมือด้านความมั่นคง อนุทินเน้นย้ำความมุ่งมั่นของไทยในการทำงานร่วมกับประเทศอื่นๆ เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์และอาชญากรรมข้ามชาติ และยืนยันว่าไทยจะไม่เป็นสวรรค์อันปลอดภัยของการก่ออาชญากรรม ทั้งนี้ อนุทินแสดงความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือไทย-จีนในอนาคตจะยังคงเติบโตและแข็งแกร่งต่อไป


ที่มา : Xinhua 
 

ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป คือความหวังสุดท้าย ดึง 'เงินทุนข้ามชาติ' แสนล้าน! ชี้สิทธิประโยชน์ภาษีต้องจูงใจพอ ก่อนเงินจะไหลไปสิงคโปร์-อินโดฯ แทน

ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัป พ.ศ. ... ที่กำลังถูกผลักดันอยู่ในขณะนี้ ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการยกเครื่อง ระบบนิเวศสตาร์ตอัป (Startup Ecosystem) ของประเทศไทย และเป็นความพยายามครั้งใหญ่ของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านประเทศจากเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิม ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย นวัตกรรม (Innovation) และ เทคโนโลยีเชิงลึก (Deep Tech) . หากกฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้ จะส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อมิติทางธุรกิจในประเทศไทย 

 1. มิติการดึงดูดการลงทุนและเงินทุน (Investment & Funding)
ร่างกฎหมายนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยขาดแคลนเงินทุนและการเติบโตในระดับยูนิคอร์น (Unicorn)

 มาตรการภาษีเพื่อดึงดูด Venture Capital (VC): มาตรการสำคัญคือการให้ สิทธิประโยชน์ทางภาษี แก่บริษัทร่วมลงทุน (VC) และนักลงทุนรายบุคคล (Angel Investors) ที่เข้าลงทุนในสตาร์ตอัปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการยกเว้นหรือลดหย่อนภาษีเงินได้จากการขายหุ้น (Capital Gains Tax) การลดภาระภาษีนี้จะจูงใจให้ เงินทุนต่างชาติ และ เงินทุนส่วนตัวในประเทศ กล้าที่จะเข้าลงทุนในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงอย่างสตาร์ตอัปมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่ม สภาพคล่องทางการเงิน ให้กับบริษัทเทคโนโลยีไทย

 การตั้งกองทุนส่งเสริมสตาร์ตอัป: กฎหมายอาจนำไปสู่การจัดตั้งกองทุนส่งเสริมโดยรัฐหรือรัฐร่วมทุน (Fund of Funds) เพื่อเข้าลงทุนร่วมกับ VC ในภาคเอกชน  เพื่อลดความเสี่ยงของผู้ลงทุนเอกชนและกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น HealthTech, FinTech และ AgriTech
 

 2. มิติกฎระเบียบและการปลดล็อกทางธุรกิจ (Regulation & Ease of Doing Business)
อุปสรรคสำคัญที่ทำให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตช้าคือ กฎหมายและกฎระเบียบที่ล้าสมัย (Regulatory Sandbox) ที่ไม่เอื้อต่อการทดลองนวัตกรรมใหม่ ๆ

 การจัดตั้ง 'คณะกรรมการสตาร์ตอัปแห่งชาติ': คณะกรรมการนี้จะมีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและสำคัญที่สุดคือการ อำนวยความสะดวก และ ปลดล็อกกฎหมาย (Regulatory Guillotine) ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเทคโนโลยี

 Sandbox เฉพาะทาง: อาจมีการกำหนดให้มีพื้นที่ทดลองทางธุรกิจ (Regulatory Sandbox) เฉพาะสำหรับสตาร์ตอัปในอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวสูง เช่น FinTech หรือ InsurTech ทำให้สตาร์ตอัปสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วภายใต้การกำกับดูแลที่ผ่อนปรน ก่อนที่จะนำออกสู่ตลาดจริง ซึ่งช่วยลดเวลาและความเสี่ยงในการเข้าสู่ตลาด

 การจ้างงานผู้มีความสามารถ (Talent Mobility): กฎหมายอาจอำนวยความสะดวกในการดึงดูดและจ้างงาน ผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติ (Foreign Talents) โดยเฉพาะในสาขาเทคโนโลยีหายาก โดยอาจผ่อนปรนเงื่อนไขด้าน Work Permit และ Visa เพื่อทำให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกในการดึงตัวบุคลากรได้

 3. มิติการแข่งขันในอุตสาหกรรมดั้งเดิม (Traditional Industries)
การเติบโตของสตาร์ตอัปจะส่งผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยมีทั้งโอกาสและความท้าทาย

 การถูก Disrupt (Disruption Risk): สตาร์ตอัปนำเสนอโซลูชันที่ถูกกว่า เร็วกว่า และตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่กว่า ทำให้บริษัทขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่จะถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดอย่างรวดเร็ว หากไม่ปรับตัว ตัวอย่างเช่น ธุรกิจค้าปลีกดั้งเดิมที่ต้องเผชิญกับ E-commerce หรือธนาคารที่ต้องเผชิญกับ FinTech

 โอกาสในการร่วมมือ (Corporate Venture Capital - CVC): ในทางกลับกัน บริษัทขนาดใหญ่มีโอกาสใช้กฎหมายนี้เป็นกลไกในการ ปรับตัวและสร้างนวัตกรรม โดยการตั้ง Corporate Venture Capital (CVC) เพื่อลงทุนหรือเข้าซื้อสตาร์ตอัปที่มีนวัตกรรม . การร่วมมือนี้ช่วยให้บริษัทขนาดใหญ่ได้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน (Operational Efficiency) และขยายธุรกิจสู่ตลาดใหม่ได้อย่างรวดเร็ว

 มาตรฐานแรงงานและผลตอบแทน: การเติบโตของสตาร์ตอัปจะผลักดันให้เกิดมาตรฐานใหม่ในการจ้างงาน โดยเฉพาะเรื่องของ Stock Options หรือสิทธิในการซื้อหุ้นของบริษัทในราคาพิเศษ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจูงใจบุคลากรคุณภาพสูงในโลกเทคโนโลยี ทำให้บริษัทดั้งเดิมต้องพิจารณารูปแบบผลตอบแทนที่ยืดหยุ่นและน่าสนใจมากขึ้นเพื่อรักษาบุคลากรของตนเอง

 4. มิติการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ (Government Procurement)
ร่าง พ.ร.บ. อาจรวมถึงมาตรการที่ส่งเสริมให้ ภาครัฐเป็นลูกค้ากลุ่มแรก (First Customer) ของสตาร์ตอัป ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

 การจัดซื้อแบบ Fast Track: อาจมีการกำหนดสัดส่วนหรือกลไกพิเศษเพื่อให้หน่วยงานภาครัฐสามารถจัดซื้อผลิตภัณฑ์หรือบริการจากสตาร์ตอัปได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีข้อกำหนดที่ยืดหยุ่นกว่าการจัดซื้อจัดจ้างทั่วไป . การที่รัฐเป็นลูกค้าจะช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Traction) และ รายได้เริ่มต้น (Initial Revenue) ให้กับสตาร์ตอัป ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตในระยะแรก

ดังนั้น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมธุรกิจสตาร์ตอัปจึงเป็นมากกว่ากฎหมาย แต่เป็น เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะ: (1) ตัวเร่งการลงทุน ผ่านมาตรการภาษี (2) ตัวลดอุปสรรคทางกฎหมาย ผ่านการจัดตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ (3) ตัวกระตุ้นการแข่งขันและนวัตกรรม ในอุตสาหกรรมดั้งเดิม และ (4) ผู้สร้างโอกาสใหม่ ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ หากกฎหมายนี้ถูกออกแบบและบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางสตาร์ตอัปในภูมิภาค (Regional Startup Hub) ได้อย่างแท้จริง

 

“รถถัง” ขึ้นแท่นนักมวยไทยค่าตัวโหด ฟันค่าตัวพุ่งแตะ 20 ล้าน ศึกรีแมตช์ “ทาเครุ” บนเวที ONE 175

(6 ธ.ค. 68) ศึก ONE 175 นำแฟนหมัดมวยทั่วเอเชียสู่การลุ้นไฟต์รีแมตช์ระหว่าง ‘รถถัง จิตรเมืองนนท์’ ยอดมวยไทยและ ‘ทาเครุ เซกาวา’ ซูเปอร์สตาร์คิกบ็อกซิ่งญี่ปุ่น พร้อมกระแสข่าวค่าตัวสูงที่สุดในชีวิตของ ‘รถถัง’ ทะลุหลัก 20 ล้านบาท

เส้นทางของ ‘รถถัง’ เริ่มจากเด็กเดินสายเวทีภูธรสู้ชีวิตจนกลายเป็นนักมวยระดับโลกใน ONE Championship ด้วยสไตล์ดุดันและมูลค่าทางการตลาดสูง ทำให้เขากลายเป็นนักสู้ค่าตัวหลักสิบล้านบาทต่อไฟต์อย่างเต็มภาคภูมิ

การน็อก ‘ทาเครุ’ ในบ้านญี่ปุ่นครั้งแรกสร้างชื่อเสียงของ ‘รถถัง’ อย่างรวดเร็ว พร้อมค่าตัวกว่า 16.7 ล้านบาทที่ถือเป็นสถิติส่วนตัวสูงสุด ก่อนมาถึงไฟต์ล้างตาที่แฟนมวยทั่วโลกจับตาในวันนี้ ‘ค่าตัว’ ที่เพิ่มขึ้นสะท้อนการเติบโตของตลาดนักมวยไทยบนเวทีโลกและการยกระดับวงการมวยไทยอย่างชัดเจน

ไฟต์ล้างตานี้ไม่ใช่แค่เรื่องผลแพ้ชนะ แต่คือการพิสูจน์มาตรฐานและหัวใจนักสู้ของ ‘รถถัง’ ขณะที่การทุบสถิติค่าตัวแสดงถึงศักยภาพตลาดมวยไทยในระดับสากล ที่แฟนมวยทั่วโลกพร้อมสนับสนุนและต้อนรับนักมวยไทยสู่ยุคใหม่อย่างเต็มตัว

‘รถถัง’ เป็นตัวแทนของมวยไทยยุคใหม่ที่สามารถสร้างรายได้สูงและขยายฐานแฟนได้ทั้งในและต่างประเทศ ไฟต์นี้จึงเป็นบทพิสูจน์และสัญญาณบวกของวงการมวยไทยที่สามารถสู้ได้ในเวทีโลก และค่าตัวระดับนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่สำหรับนักมวยไทยในอนาคต

 

 

เมื่อบารมี 'ติโต้' และคอมมิวนิสต์สิ้นสุด ความขัดแย้งเชื้อชาติ-ศาสนา คืบคลาน สุดท้ายกลายเป็นสงครามกลางเมือง จบด้วยโศกนาฏกรรม - แตกเป็น 8 ประเทศ

ยูโกสลาเวีย หรือ Yugoslavia เป็นชื่อของอดีตประเทศแถบคาบสมุทรบอลข่านในทวีปยุโรป ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความหมายของคำว่า “ยูโกสลาเวีย” คือ "ดินแดนของชาวสลาฟตอนใต้" สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย รวมตัวกันระหว่างปี ปี 1943-1992 โดยมีชื่อก่อนหน้านี้ว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยยูโกสลาเวีย,สหพันธ์สาธารณรัฐประชาชนยูโกสลาเวีย ตามลำดับ ประกอบด้วย  สหพันธ์สาธารณรัฐยูโกสลาเวีย (เซอร์เบียในปัจจุบัน) ,สโลวีเนีย, โครเอเชีย, บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา และ มาซิโดเนีย โดย ยูโกสลาเวีย เป็นประเทศที่เกิดจากการรวมตัวของ 6 ชนชาติในดินแดนสลาฟใต้ ซึ่งประกอบด้วย : ชาวโครเอเชีย, ชาวมาซิโดเนีย, มอนเตเนโกร, ชาวบอสเนีย, ชาวเซิร์บ และ ชาวสโลวีน และ ยูโกสลาเวีย ใช้เป็นชื่อประเทศอย่างเป็นทางการระหว่า ปี 1945 จนถึง ปี 1992

ในปี 1944 ยอซีป บรอซ ติโต้ ผู้ซึ่งเป็นผู้นำขบวนการกองโจรชาวยูโกสลาฟต่อต้านนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง นักปฏิวัติลัทธิคอมมิวนิสต์ และรัฐบุรุษชาวยูโกสลาฟ ได้เข้ายึดยูโกสลาเวียแล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีจัดการเปลี่ยนชื่อประเทศเป็น “สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย” ติโต้เป็นนายกรัฐมนตรี (1944–1963) และประธานาธิบดี (ต่อมาเป็นประธานาธิบดีตลอดชีพ) แห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวีย (SFRY) จนถึงแก่อสัญกรรมในปี 1980 

ติโต้ถือเป็นบุรุษเหล็กสามารถทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันได้เหนียวแน่น ซึ่งประกอบไปด้วย 6 สาธารณรัฐ ได้แก่ โครเอเชีย สโลวีเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโกร มาซิโดเนีย บอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนา (ซึ่งต่อมาก็แยกตัวออกเป็นคนละประเทศ) นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีอีก 2 มณฑลอิสระคือ โคโซโวและวอยวอดีนา ได้สร้างลัทธิบูชาบุคคลที่ทรงอำนาจอย่างมากรอบ ๆ ตัวเขา ติโต้สามารถควบคุมความตึงเครียดของกลุ่มชาติพันธุ์โดยมอบหมายอำนาจให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้แก่แต่ละสาธารณรัฐ รัฐธรรมนูญยูโกสลาเวียในปี1974 กำหนดให้สหพันธ์สาธารณรัฐสังคมนิยมยูโกสลาเวียเป็น "สหพันธ์สาธารณรัฐแห่งชาติและเชื้อชาติที่เสมอภาค โดยอยู่ร่วมกันอย่างอิสระบนหลักการภราดรภาพและเอกภาพในการบรรลุผลประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงและร่วมกัน" แต่ละสาธารณรัฐยังได้รับสิทธิ์ในการตัดสินใจด้วยตนเองและทำการแยกตัวออก ถ้าหากทำผ่านช่องทางกฎหมาย ผลสุดท้าย, โคโซโวและวอยวอดีนา ทั้งสองมณฑลที่มีอำนาจการเลือกตั้งของเซอร์เบียต่างได้รับเอกราชเพิ่มขึ้นอย่างมาก รวมทั้งอำนาจโดยพฤตินัยในรัฐสภาเซอร์เบีย สิบปีภายหลังจากการถึงแก่อสัญกรรม ลัทธิคอมมิวนิสต์ล่มสลายในยุโรปตะวันออกและประเทศยูโกสลาเวียได้เข้าสู่สงครามกลางเมือง

ปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นเรื่องของเชื้อชาติ ศาสนา ประวัติศาสตร์ เช่น สโลวีเนียและโครเอเชียตั้งอยู่ทางตะวันตกและทางเหนือ เคยอยู่ในอาณัติของอาณาจักรโรมันก่อนจะสืบทอดมาถึงจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี วัฒนธรรมส่วนใหญ่จึงค่อนไปทางยุโรป เป็นศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนรัฐอื่น ๆ ตั้งอยู่ทางใต้เคยอยู่ใต้การปกครองของอาณาจักร Byzantineและจักรวรรดิ Ottoman พื้นฐานของวัฒนธรรมเป็นแบบมุสลิม บ้างก็ไปข้างศาสนาคริสต์นิกาย Orthodox  นี่เป็นการพูดถึงพื้นฐานอย่างกว้าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ลึก ๆ ตลอดเวลาแม้จะรวมตัวเป็นประเทศเดียวกัน ติโต้ซึ่งเป็นทั้งคอมมิวนิสต์และจอมเผด็จการสามารถสร้างเอกภาพของความแตกต่างหลากหลายในแต่ละสาธารณรัฐให้รวมตัวเป็นประเทศหนึ่งเดียวได้ ผู้นิยมซึ่งชมชอบความสามารถของติโต้เกี่ยวกับเรื่องนี้สรุปว่า เอกภาพทั้งหมดที่ทำให้ยูโกสลาเวียรวมตัวกันอยู่ได้นานมาจากเหตุปัจจัยดังนี้

 1. บารมีส่วนตัวของติโต้ รวมทั้งการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดและเข้มแข็งในแบบเผด็จการ องค์ประกอบเหล่านี้จึงสามารถกดอำนาจอื่น ๆ ไว้ได้
 2. ติโต้เป็นกึ่งคอมมิวนิสต์และกึ่งเผด็จการ ด้วยเขาเข้าใจดีว่า การใช้อุดมการณ์สังคมนิยมเป็นลัทธิและระบอบในการครอบงำการปกครองประเทศ เพราะการหล่อหลอมโดยหลักการสังคมนิยมนั่นเองอาจเป็นอีกปัจจัยที่สามารถกดและทำให้แต่ละสาธารณรัฐไม่อาจเปลี่ยนไปเป็นอื่นหรือแยกตัวออกไปมีเอกราชเอง
 3. การปกครองของติโต้ผูกขาดอำนาจ ด้วยการประกาศใช้รัฐธรรมนูญให้ติโต้เป็นผู้นำตลอดกาล ด้วยเงื่อนไขนี้จึงเท่ากับเป็นการควบคุมอำนาจเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จยากที่จะต่อต้านขัดขืน
 4. อิทธิพลของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น ซึ่งมีส่วนช่วยเหลือและสนับสนุน

จนกระทั่งปี 1980 เมื่อติโต้ถึงแก่อสัญกรรม ทันใดนั้นปัญหาต่าง ๆ ที่สะสมตัวมานานทั้งด้านวัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ ก็ถึงจุดที่ระเบิดออก เริ่มจากปี 1989 เมื่อ Slobodan Milosevic ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี อีก 2 ปีถัดมาโครเอเชียและสโลวีเนียก็ประกาศเอกราช ในช่วงที่มีการล่มสลายของระบอบคอมมิวนิสต์ ถัดไปอีกปีบอสเนีย-เฮอร์เซโกวีนาก็แยกตัวเป็นเอกราชอีก จากนั้นในแต่ละรัฐก็เกิดความวุ่นวายสับสน บางแห่งมีการสู้รบเข่นฆ่ากันเองบาดเจ็บล้มตายมหาศาล ทุกวันนี้ยูโกสลาเวียถูกแยกออกเป็น 8 ประเทศ อำนาจที่ถูกผูกขาดโดยติโต้เป็นศูนย์กลาง เมื่อติโต้ตายไปพร้อมกับการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งยึดโยงอยู่ด้วยศรัทธาในตัวบุคคล ทุกสิ่งทุกอย่างในอดีตจึงล่มสลายไป มีความเป็นไปได้ว่า ทั้งหมดของปัญหาของการแตกสลายของยูโกสลาเวียนั้นเกิดจากการยุแหย่จากประเทศที่ไม่มีอาณาเขตที่ติดกับทะเลจึงพยายามทำให้ยูโกสลาเวียแยกตัวออกจากกัน เพื่อที่จะได้ช่องทางออกทะเลได้ 

คู่ขัดแย้งในสงครามกลางเมืองยูโกสลาเวียทุกฝ่ายต่างก็ก่ออาชญากรรมสงครามทั้งหมดทุกฝ่าย สงครามกลางเมืองในอดีตยูโกสลาเวียทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก และผู้อพยพอีกมหาศาล หลังจากเหตุการณ์ที่ยาวนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวของแผนสันติภาพที่นำโดยสหภาพยุโรป การเจรจาหยุดยิงจบลงด้วยข้อตกลงสันติภาพเดย์ตัน (The Dayton Peace Accords) ณ ฐานทัพอากาศ Wright-Patterson เมือง Dayton มลรัฐ Ohio สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 1995 โดยคู่สงครามตกลงที่จะทำสัญญาสันติภาพ และเป็นรัฐอธิปไตยเดียวที่เรียกว่า “บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา” ประกอบด้วยสองส่วนคือ Republika Srpska ที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวเซิร์บ และบอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวบอสเนียและ โครเอเชีย ผลจากข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดการยุติการเผชิญหน้ากันด้วยกำลังติดอาวุธ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนาขยับย้ายจากระยะหลังความขัดแย้งในช่วงแรกผ่านกระบวนการสร้างชาติใหม่ และการรวมกลุ่มด้วยแนวทางการแบ่งปันอำนาจแบบสมานฉันท์ 

ข้อตกลงสันติภาพเดย์ตันทำให้เกิดกองกำลัง IFOR (The Implementation Force) ขึ้น โดย กองกำลัง IFOR นำโดย NATO และกำลังผสมนานาชาติประกอบด้วย กองกำลังจาก 32 ประเทศ และมีกำลังทหาร 54,000 นายในประเทศ (BiH) และกำลังทหารที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดประมาณ 80,000 นาย (ด้วยการสนับสนุนและกองกำลังสำรองที่ประจำการใน โครเอเชีย ฮังการี เยอรมนี และอิตาลี และบนเรือรบในทะเลเอเดรียติก) ในช่วงเริ่มต้นของ IFOR กำลังพลส่วนใหญ่ประกอบด้วยหน่วยงานที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของ UNPROFOR แต่ยังคงอยู่ในตำแหน่งและเปลี่ยนเครื่องหมายของสหประชาชาติด้วยเครื่องหมาย IFOR แทน โดย IFOR เปลี่ยนกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ UNPROFOR ซึ่งเข้ามาในปี 1992 และมีการหารือเกี่ยวกับการถ่ายโอนอำนาจในมติคณะมนตรีความมั่นคง 1031 กำลังทหาร NATO เกือบ 60,000 นาย นอกเหนือจากกองกำลังจากประเทศนอก NATO ถูกส่งไปยังบอสเนีย ตามปฏิบัติการ Decisive Endeavour (SACEUR OPLAN 40105) เริ่มตั้งแต่ 6 ธันวาคม 1995 โดยเป็นส่วนประกอบย่อยของปฏิบัติการ Joint Endeavour 

ประเทศสมาชิก NATO ที่สนับสนุนกำลังทหารในกองกำลัง IFOR ได้แก่ เบลเยียม แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ โปรตุเกส สเปน ตุรกี สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร ประเทศนอก NATO ที่สนับสนุนกองกำลังทหาร ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย บังกลาเทศ สาธารณรัฐเช็ก อียิปต์ เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฮังการี ลัตเวีย ลิทัวเนีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย สวีเดน รัสเซีย และยูเครน เมื่อ 20 ธันวาคม 1996 งานของกองกำลัง IFOR ถูกแทนที่โดยกองกำลัง SFOR ปี 1999 NATO เริ่มปฏิบัติการทิ้งระเบิดในเซอร์เบียโดยไม่เลือกเป้าหมาย ใช้เครื่องบินรบมากกว่า 1,000 ลำ มีเรือรบและเรือดำน้ำอีกหลายสิบลำร่วมยิงจรวดร่อน เพื่อกดดันให้เซอร์เบียถอนทหารออกจากโคโซโว โดย NATO ทิ้งระเบิดไม่จำกัดเพียงแต่เป้าหมายทางทหารเท่านั้น แต่ย่านที่อยู่อาศัยของพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล สำนักข่าว ฯลฯ ถูก NATO ทิ้งระเบิดหมด โดยสถานทูตจีนก็โดนลูกหลงด้วย ปฏิบัติการดำเนินไป 78 วัน สุดท้ายเซอร์เบียจึงยอมถอนทหารออกจากโคโซโว NATO ส่งกองกำลังทหารเข้าไปในโคโซโวในชื่อว่า KFOR (Kosovo Force) ซึ่งยังคงประจำการอยู่จนทุกวันนี้

ยูโกสลาเวียเมื่อล่มสลายแล้ว แยกออกเป็นประเทศต่าง ๆ ดังนี้
1. บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา
2. โครเอเชีย
3. นอร์ทมาซิโดเนีย
4. มอนเตเนโกร
5. เซอร์เบีย
6. สโลวีเนีย

มีหนังสือที่อยากแนะนำให้อ่านคือ "ติโต" ซึ่งพระราชนิพนธ์แปล ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงแปลจากเรื่อง Tito ของ Phyllis Auty เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อให้ข้าราชบริพารได้ทราบถึงบุคคลที่น่าสนใจคนหนึ่งของโลก "ติโต" เป็นผู้ทำให้ประเทศ "ยูโกสลาเวีย" ซึ่งประกอบด้วยชนชาติที่แตกต่างกันทั้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ให้กลับมารวมกันเป็นฝึกแผ่นในยามวิกฤต สามารถรักษาความสมบูรณ์ และเพิ่มพูนความเจริญของประเทศตลอดชีวิตของเขา เมื่อ "ติโต" สิ้นชีวิตไปตามอายุขัย เมื่ออายุได้ 88 ปี ในปี 2000 ประเทศยูโกสลาเวีย ก็ค่อย ๆ สลายจนกระทั่งมีสภาพแตกแยกอันยากที่จะแก้ไขดังที่ได้เห็นในปัจจุบัน หลากหลายเรื่องราวอันน่าสนใจของเขาได้สร้างความเปลี่ยนแปลงและปรากฎการณ์อันเหลือเชื่อมากมายในช่วงเวลาที่เขายังมีชีวิตอยู่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top