Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ผู้ว่าฯ กฟผ. แถลงทิศทางการทำงาน ขับเคลื่อน กฟผ. สู่ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย มุ่งเน้นพลังงานสะอาด ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่ออนาคตพลังงานไทยที่มั่นคง-ยั่งยืน

(4 ธ.ค. 68) นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ร่วมพูดคุยกับสื่อมวลชนถึงทิศทางการดำเนินงานของ กฟผ. และแนวทางการบริหารงานหลังเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ อาคาร 50 ปี กฟผ. สำนักงานใหญ่ จ.นนทบุรี

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. เปิดเผยว่าทิศทางพลังงานโลกที่มีความต้องการพลังงานหมุนเวียนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการขยับเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยเร็วขึ้นเป็นปี ค.ศ. 2050 ทำให้ กฟผ. ต้องปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงไปสู่การดูแลความมั่นคงระบบไฟฟ้าไทยและผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีอัจฉริยะ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเร่งผลักดันโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่เขื่อนภูมิพล จ.ตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี รวมกำลังผลิต 1,638 เมกะวัตต์

ภายใต้ทิศทางดังกล่าว กฟผ. ได้กำหนดกรอบการขับเคลื่อนองค์กร “SENSE” เป็นเข็มทิศในการดำเนินงาน ประกอบด้วย

S - Safety Operation ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยในการผลิตและส่งไฟฟ้า ลดความสูญเสียของทั้งบุคลากรและชุมชน 

E - Energy Security ดูแลความมั่นคงของระบบไฟฟ้าให้เพียงพอ เชื่อถือได้ และรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ 

N - Naturality มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนและเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด 

S - Social Responsibility ดำเนินธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

E - Economic Energy บริหารจัดการต้นทุนพลังงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ กฟผ. ได้มองหาพลังงานคาร์บอนต่ำใหม่ที่ยั่งยืน อาทิ การนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนร้อยละ 5 โดย กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ในการปรับปรุงระบบเชื้อเพลิงผสมไฮโดรเจนของโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม กฟผ. รวมทั้ง 16 โรงไฟฟ้า ได้แก่ โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ โรงไฟฟ้าพระนครใต้ โรงไฟฟ้าวังน้อย โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าน้ำพอง และโรงไฟฟ้าจะนะ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการรายงานผลการศึกษาข้อจำกัดของโรงไฟฟ้าต่อคณะกรรมการ กฟผ. ศึกษาและพัฒนาการผลิตเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและแอมโมเนียบนพื้นที่ศักยภาพ กฟผ. เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันโรงไฟฟ้า SMR ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เป็นพลังงานสะอาด และมีต้นทุนที่แข่งขันได้ สอดรับกับความต้องการของนักลงทุนโดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์

กฟผ. ยังเร่งพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย (Grid Modernization) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นระบบไฟฟ้า รองรับความผันผวนจากการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ โดย กฟผ. มีแผนพัฒนาโครงการจำนวน 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนวชิราลงกรณ เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนกะทูน พัฒนาแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานซึ่งสามารถจ่ายไฟเข้าระบบไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว พัฒนาศูนย์การพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Forecast Center) ผสานข้อมูลพยากรณ์ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการพยากรณ์ รวมถึงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าเพื่อรองรับพลังงานทดแทน การเชื่อมโยงกับโรงไฟฟ้าเอกชน และการขยายตัวของอุตสาหกรรมดิจิทัลในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

ด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กฟผ. เดินหน้าจัดหาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ราคาถูกด้วยสัญญาระยะยาว พร้อมยืดอายุโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนต่ำ อาทิ โรงไฟฟ้าแม่เมาะ โรงไฟฟ้าน้ำพอง ซึ่งจะทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดต่ำลงและแข่งขันได้ พร้อมแสวงหาโอกาสต่อยอดธุรกิจ LNG ซึ่งล่าสุดบริษัท พีอี แอลเอ็นจี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง กฟผ. กับบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับอนุมัติให้ดำเนินการติดตั้งอุปกรณ์ Topside สูบถ่าย LNG จากเรือขนส่งเข้าสู่สถานี LNG ณ ท่าเทียบเรือที่ 2 ของสถานีแอลเอ็นจี มาบตาพุด แห่งที่ 2 จ.ระยอง เพื่อให้สถานีสามารถรักษาความต่อเนื่องของการรับเรือและจ่ายก๊าซธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศในระยะยาวอีกด้วย

นายนรินทร์ เผ่าวณิช กล่าวต่อไปว่า ผมมุ่งบริหาร กฟผ. ให้เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ (A) ขับเคลื่อนดำเนินงานด้วยความรวดเร็วโดยยึดหลักธรรมภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ สนับสนุนบุคลากรเรียนรู้ทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบการบริหารองค์กรอย่างยั่งยืน หรือ GRC (Governance - Risk Management - Compliance) โดย กฟผ. ถือเป็นรัฐวิสาหกิจแห่งแรกของประเทศไทยที่ออกพันธบัตรส่งเสริมความยั่งยืน (SLB) วงเงิน 2,000 ล้านบาท เป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเชื่อมโยงกับการกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่จะลดอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อการผลิตไฟฟ้า 1 หน่วย ในอัตราขั้นต่ำร้อยละ 20 ภายในปี พ.ศ. 2571 ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของ กฟผ. ในการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศสู่ Net Zero

ส่วนการดูแลสังคม ชุมชน กฟผ. ยังคงเดินหน้าสร้างการยอมรับและความร่วมมือกับพันธมิตรทุกระดับ มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าในการพัฒนาธุรกิจใหม่ร่วมกับชุมชนด้วยการยกระดับจาก CSR สู่ CSV เติบโตด้วยกันอย่างยั่งยืน

นายนรินทร์กล่าวทิ้งท้ายว่า กฟผ. จะไม่เป็นเพียง "ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคง" แต่จะเป็น "ผู้นำการเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยด้วยพลังงานสะอาดเทคโนโลยีอัจฉริยะ และการบริหารแบบมืออาชีพ" เพื่ออนาคตที่มั่นคง ยั่งยืนของประเทศ และคนไทยทุกคน
 

สถานทูตไทยเปิดทางช่วย 'ผีน้อย' กลับบ้าน หลังเกาหลีใต้ยกเว้นค่าปรับถึง 28 ก.พ. ปีหน้า ย้ำให้รีบรายงานตัวเลี่ยงผลกระทบทางกฎหมาย ก่อนรัฐบาลเกาหลีใต้ใช้มาตรการเข้มข้น

สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโซล โพสต์ผ่านข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ‘주한태국대사관 สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล Royal Thai Embassy, Seoul’  แนะนำให้คนไทยที่พำนักในเกาหลีใต้โดยผิดกฎหมาย เข้าร่วมโครงการรายงานตัวกลับประเทศโดยสมัครใจ หลังรัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกเว้นโทษปรับให้ถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

สถานทูตฯ ระบุว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สาธารณรัฐเกาหลี เปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่อยู่แบบผิดกฎหมายรายงานตัวกลับประเทศโดยสมัครใจและได้รับการยกเว้นค่าปรับ โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2568 จนถึง 28 กุมภาพันธ์ 2569

สถานทูตฯ จึงขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวไทยที่อยู่ในสาธารณรัฐเกาหลีโดยผิดกฎหมาย ใช้โอกาสอันสำคัญนี้ในการรายงานตัวและเดินทางกลับประเทศไทยภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงโทษปรับและผลกระทบทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ สถานทูตฯ ระบุว่า พร้อมให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่ในการจัดทำเอกสารเดินทาง (พาสขาว) สำหรับผู้ที่ไม่มีหนังสือเดินทางหรือจำเป็นต้องออกเอกสารใหม่

สถานทูตฯ ย้ำว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพี่น้องชาวไทยจะให้ความร่วมมือและใช้ประโยชน์จากมาตรการ ผ่อนผันครั้งนี้ เพื่อให้สามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้อย่างราบรื่นและปลอดภัย


 

ท่วมระดับไหน ได้ค่าเสียหายเท่าใด?

รู้ไว้ก่อนไปแจ้งเคลม!! สมาคมประกันวินาศภัยไทย ออกกฎเกณฑ์น้ำท่วมรถยนต์ ทั้ง 3 แบบ สันดาป, ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า ท่วมระดับไหน เคลมได้เท่าใด ไปดูกัน

 

You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป

‘อนุทิน’ ลั่น "You know me little go รู้จักผมน้อยไป" หลังมีภาพร่วมเฟรม ‘เบน สมิธ’ เชื่อเป็นมูลเหตุให้โดนออกจาก มท. สมัยรัฐบาลที่แล้ว บอกรู้หมดใครเป็นคนปล่อยภาพ แจงเคยเจอกัน 5-6 ครั้ง เป็นเพื่อนของเพื่อนแต่ไม่สนิท

เมื่อเวลา 10.40 น.วันที่ 4 ธ.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีภาพหลุดร่วมเฟรมกับนายเบนจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ ว่า ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าภาพถ่ายเมื่อไหร่ ที่สำคัญที่สุดคือเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตนไปแถลงข่าวมาแล้วเรื่องสแกมเมอร์ สื่อก็ถามว่าใครมีเส้น ใครมีสาย ตนก็พูดชัดเจนว่า หากไปถึงใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด

เมื่อถามว่า รู้จักกับนายเบน สมิธ เป็นการส่วนตัวหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า รู้จักแต่ไม่สนิท พร้อมย้อนถามสื่อว่า “ปีนั้นปีอะไร นั่นแหละแค่เจอครั้งแรก”

เมื่อถามต่อว่า เป็นเกมการเมืองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า แล้วแต่จะคิด โดยปกติ ตนไม่ได้ติดต่อมีธุรกิจมีธุรกรรมอะไรด้วยอยู่แล้ว พร้อมย้อนถามสื่ออีกว่า “จำไม่ได้หรือว่าทำไมเขาถึงไม่ได้สัญชาติ”

เมื่อถามย้ำว่า การโพสต์ภาพครั้งนี้ ถือเป็นการโจมตีรัฐบาลหรือไม่ที่ไม่ให้สัญชาติไทย นายกฯ กล่าวว่า เขาว่าเป็นมูลเหตุ พร้อมหัวเราะ

เมื่อถามต่อว่า เป็นมูลเหตุที่ทำให้โดนปลดจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทย(ในรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร) ใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ใช่ หนึ่งในข้อหาหนึ่ง ที่ผมโดนออกจาก รมว.มหาดไทย แต่ไม่ใช่การปลดออกจากรัฐบาล แต่ให้ไปเป็นรมว.สาธารณสุขแทน แต่ผมไม่เอา และขอถอนตัวออกจากรัฐบาล ต้องพูดกันให้แฟร์ๆ”
พร้อมกล่าวย้ำว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้โดนปลดจากรัฐบาลสมัยที่แล้ว ขอให้สื่อนำเสนอให้ชัดเจน เพียงแต่ได้รับการขอให้ออกจากตำแหน่ง รมว.มหาดไทยไปเป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งพรรคภูมิใจไทยก็ปฏิเสธ

เมื่อถามอีกว่า เป็นเกมการเมืองพากันดึงให้ลงเหวกันทั้งหมดหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เราต้องคิดวิเคราะห์ และแยกเรื่องให้ถูก

เมื่อถามย้ำว่า รู้หรือไม่ว่าใครเป็นคนปล่อยภาพ นายกฯ กล่าวว่า “รู้หมดแหละ นักข่าวก็รู้ ใครก็รู้ทั้งนั้น”

เมื่อถามถึง เรื่องการขยายผลแล้วออกหมายจับสแกมเมอร์ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องหมายจับต้องไปถามตำรวจ แต่ในแนวทางการสืบสวน เส้นเงินถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ตนถึงบอกว่าปิดชื่อ ถือพฤติกรรม

เมื่อถามด้วยว่า ตอนที่นายเบน สมิธ มานั้น ได้มาทำธุรกิจอะไร นายกฯ กล่าวว่า ตอนที่ตนคุยกับเขา ก็เป็นความสัมพันธ์ที่รู้จักกันในฐานะเพื่อนของเพื่อนหากถามว่ารู้จักหรือไม่ ตนรู้จัก เจอกันตามงานก็ทักทาย

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า เจอกันกี่ครั้ง นายกฯ หัวเราะ พร้อมตอบว่า “โห ถามอะไรกันขนาดนั้น”

เมื่อถามด้วยว่า เคยเจอนายเบน สมิธกี่ครั้ง นายกฯ ถามกลับว่า “เจอกี่ครั้งหมายความว่าอย่างไร เขาก็มีแวดวงมีอะไรอยู่ เจอในงานประมาณ 5-6 ครั้ง”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า นายเบน สมิธ รู้จักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราดีใช่หรือไม่ นายกฯ หัวเราะ ก่อนบอกต่อว่า “พวกคุณก็เห็นรูปแล้ว จะมาเอาเรื่องอะไรจากรูปที่ถ่าย 7 ปีที่แล้ว”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำอีกว่า นี่อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลไม่กล้าปราบปรามพวกของนายเบน สมิธ อย่างจริงจังใช่หรือไม่ นายกฯ ตอบกลับว่า “ผมหรือไม่กล้าแตะ You know me little go รู้หรือเปล่าแปลว่าอะไร คุณรู้จักผมน้อยไป” ก่อนเดินเข้าประชุมทันที

‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ เลขาฯ กบข. นั่ง ‘ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน’ คนใหม่ เตรียมเสนอ รมว.คลัง เห็นชอบ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

บอร์ดสรรหาฯ เคาะ ‘ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์’ นั่ง ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ คาดเริ่มปฏิบัติงาน ม.ค. 2569

(4 พ.ย. 68) รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า คณะกรรมการสรรหาผู้อำนวยการธนาคารออมสิน ได้เห็นชอบ นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่

สำหรับขั้นตอนต่อไปคณะกรรมการสรรหาฯ จะเสนอรายชื่อให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก่อนจะออกเป็นประกาศอย่างเป็นทางการ และคาดว่าจะเริ่มปฏิบัติงานได้ในเดือน ม.ค. 2569

ทั้งนี้ก่อนที่ได้รับคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน คนที่ 18 ทรงพล ได้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) คนที่ 7 ด้วยประสบการณ์การบริหารการเงิน การคลัง และการลงทุน มีวิสัยทัศน์ที่ตรงกับภารกิจของ กบข.
.
ประวัติการศึกษา
.
ทรงพล จบการศึกษาจาก วิทยาศาสตรบัณฑิต (B.S.) (Finance), University of Findlay, the United States of America และ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) (Finance), Case Western Reserve University, the United States of America

นอกจากนี้ยังผ่านการอบรมหลักสูตร เช่น หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังระดับสูง รุ่นที่ 3 กรมบัญชีกลาง

หลักสูตร Director Certification Program (DCP) รุ่นที่ 231/2016 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

และหลักสูตร Corporate Governance for Capital Market Intermediaries (CGI) รุ่นที่ 7/2015 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย

สำหรับเส้นทางการทำงาน ทรงพล มีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งสำคัญ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน อาทิ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กรรมการบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนกรุงไทย จำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยจำกัด (มหาชน) รองกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กรรมการบริษัทเมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน)

 

กัมพูชา ไฟเขียวทดลอง ‘ฟรีวีซ่า’ อนุญาตพลเมืองจีนพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปีหน้า 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หวังดึงนักท่องเที่ยว - นักธุรกิจ - นักลงทุนจากจีน

นักธุรกิจจีนเฮ กัมพูชาไฟเขียวทดลองฟรีวีซ่าแก่พลเมืองจีน อนุญาตพำนักในประเทศ 14 วัน เริ่มกลางปี 2026

(4 ธ.ค. 68) สำนักข่าวซินหัว รายงานว่า จดหมายทางการที่ลงนามโดยฮิง โถรักสี เลขาธิการคณะรัฐมนตรีกัมพูชา ฉบับวันอังคาร (2 ธ.ค.) ระบุว่ากัมพูชาจะทดลองนโยบายยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนระหว่างวันที่ 15 มิ.ย.-15 ต.ค. 2026 หลังจากรัฐบาลเห็นชอบในหลักการทดลองยกเว้นวีซ่าแก่พลเมืองจีนที่เดินทางมาจากจีนและอนุญาตให้พำนักอยู่ในกัมพูชา 14 วัน

รายงานระบุว่านักเดินทางจากจีนสามารถเดินทางเยือนกัมพูชาแบบไม่จำกัดจำนวนครั้งในช่วงทดลองนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีระยะเวลา 4 เดือน โดยไม่จำเป็นต้องยื่นขอวีซ่าหรือชำระค่าธรรมเนียมใดๆ เพียงแค่กรอกแบบฟอร์มแจ้งการเดินทางถึงฉบับอิเล็กทรอนิกส์ (E-arrival card)
.
นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชายังจะเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อลดทอนและเพิ่มความคล่องตัวของกระบวนการยื่นขอวีซ่าของนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาที่ต้องการเดินทางเยือนจีน เพื่อบรรลุการดำเนินนโยบายยกเว้นวีซ่าซึ่งกันและกันตามหลักการต่างตอบแทนในอนาคต

ธอร์น ซีนาน ประธานสมาคมการท่องเที่ยวเอเชียแปซิฟิกประจำกัมพูชา ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวซินหัวในวันพุธ (3 ธ.ค.) ว่าการทดลองนโยบายนี้ถือเป็นข่าวดีที่รอมานานและจะสร้างผลลัพธ์อันน่าพึงพอใจ เนื่องจากจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ และนักลงทุนจากจีนเข้าสู่กัมพูชามากขึ้น

อนึ่ง จีนเป็นแหล่งนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติขนาดใหญ่ที่สุดอันดับ 3 ของกัมพูชา รองจากไทยและเวียดนาม โดยกระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชาระบุว่ามีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเยือนกัมพูชาในช่วงเดือนมกราคม-ตุลาคม 2025 ราว 1 ล้านคน

‘นายกฯ ญี่ปุ่น’ เบรกความตึงเครียดกับจีน ย้ำจุดยืน "ไต้หวัน" ไม่เปลี่ยนแปลง ตามปฏิญญาร่วมปี 1972 หลังคำพูดแข็งกร้าวก่อนหน้านี้ส่งกระทบหนัก

โตเกียว – หลังความสัมพันธ์กับจีนเข้าสู่ภาวะผันผวนหลายสัปดาห์ เนื่องจากการแสดงความคิดเห็นที่แข็งกร้าวเรื่องช่องแคบไต้หวัน ในที่สุด นางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ได้พยายามลดระดับความตึงเครียดกับรัฐบาลปักกิ่ง โดยย้ำถึงจุดยืนดั้งเดิมของญี่ปุ่นต่อประเด็นไต้หวัน

ในการตอบคำถามของสมาชิกสภาเมื่อวันพุธที่ผ่านมา นางทาคาอิจิกล่าวต่อรัฐสภาญี่ปุ่นว่า จุดยืนของรัฐบาลโตเกียวต่อเกาะไต้หวันยังคงไม่เปลี่ยนแปลง และอ้างอิงถึงข้อตกลงร่วมปี 1972 ซึ่งนำไปสู่การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างปักกิ่งและโตเกียว

“จุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นเกี่ยวกับไต้หวันยังคงเป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมญี่ปุ่น-จีน ปี 1972 และจุดยืนนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง” นางทาคาอิจิกล่าว

ตามแถลงการณ์ร่วมปี 1972 นั้น รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนยืนยันว่าไต้หวันเป็นส่วนที่แบ่งแยกไม่ได้ของอาณาเขตของจีน และรัฐบาลญี่ปุ่น "เข้าใจและเคารพจุดยืนนี้อย่างเต็มที่" แถลงการณ์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเอกสารทางกฎหมายที่ปักกิ่งมักใช้อ้างถึงเพื่อสนับสนุนว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน

การแสดงความคิดเห็นล่าสุดของนางทาคาอิจิมีขึ้นเกือบหนึ่งเดือนหลังจากที่เธอกล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายนว่า การโจมตีไต้หวันโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (PLA) อาจถือเป็น "สถานการณ์ที่คุกคามต่อการอยู่รอดของชาติ" ซึ่งอาจเปิดทางให้โตเกียวเข้าสู่ปฏิบัติการทางทหารได้

คำกล่าวในเดือนพฤศจิกายนดังกล่าวเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนที่สุดของนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นต่อกรณีไต้หวัน และเป็นการเบี่ยงเบนจากนโยบาย "ความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์" ที่ญี่ปุ่นยึดถือมายาวนาน แม้ภายหลังเธอระบุว่าความเห็นดังกล่าวเป็นเพียง "สมมติฐาน"

คำกล่าวที่แข็งกร้าวดังกล่าวส่งผลให้ความสัมพันธ์กับจีนดิ่งลงอย่างรวดเร็ว ปักกิ่งได้ระงับการนำเข้าอาหารทะเลญี่ปุ่น งดการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและวัฒนธรรม รวมถึงแนะนำพลเมืองไม่ให้เดินทางหรือศึกษาในญี่ปุ่น

คำพูดล่าสุดของนางทาคาอิจิในวันพุธนี้ยังสอดคล้องกับแถลงการณ์ของ นายโทชิมิตสึ โมเตกิ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่ระบุว่าจุดยืนพื้นฐานของรัฐบาลญี่ปุ่นคือ "เป็นไปตามที่ระบุไว้ในแถลงการณ์ร่วมปี 1972 อย่างแท้จริง ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านั้น"

บอกไม่เคยกันออกจากโต๊ะคุยยูเครน ชี้ ‘อียู’ อยู่ข้างสงครามไม่มีวาระเพื่อสันติ กำลังขวางความพยายามของ ‘สหรัฐ–ทรัมป์’ หลังตั้งเงื่อนไขที่รู้ว่าเครมลินไม่มีวันเซ็น

(4 ธ.ค. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ให้สัมภาษณ์สื่อในมอสโก โดยระบุว่ายุโรป “ไม่ได้ถูกกันออกจากกระบวนการยุติความขัดแย้งในยูเครน แต่เป็นฝ่ายเดินออกไปเอง” พร้อมวิจารณ์ว่ารัฐยุโรปจำนวนมากรับเอาแนวคิด “ต้องทำให้รัสเซียพ่ายแพ้เชิงยุทธศาสตร์” มาเป็นกรอบคิดหลัก แล้วก็ยัง “หลงอยู่ในมายาคติ” นี้จนถึงทุกวันนี้

ปูตินกล่าวต่อว่า เมื่อยุโรปไม่ชอบผลลัพธ์ในตอนนี้ ก็หันไปขัดขวางความพยายามของรัฐบาลสหรัฐฯ และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันการเจรจาสันติภาพ พร้อมระบุว่ายุโรป “ไม่มีวาระเพื่อสันติภาพ เป็นฝ่ายของสงคราม” แม้จะเสนอปรับแก้ข้อเสนอของทรัมป์ แต่ก็เป็นการเปลี่ยนให้เงื่อนไข “รับไม่ได้สำหรับรัสเซีย” เพื่อใช้เป็นข้ออ้างโยนความผิดว่าเป็นฝ่ายมอสโกที่ทำให้กระบวนการสันติภาพล้มเหลว 

อย่างไรก็ตาม ปูตินยังทิ้งท้ายว่ารัสเซียพร้อมเปิดให้ยุโรปกลับมาที่โต๊ะเจรจา หากยอมรับข้อเท็จจริงในสนามรบ

ในอีกประเด็น ปูตินย้ำว่ารัสเซีย “ไม่ต้องการทำสงครามกับยุโรป” และเคยพูดเรื่องนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยืนยันว่าหากยุโรปเป็นฝ่ายเปิดฉากเผชิญหน้าทางทหาร รัสเซีย “เราก็พร้อมทันที” โดยไม่ควรมีข้อสงสัยใด ๆ เขาเตือนว่า หากสถานการณ์บานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ “อาจถึงจุดที่เราไม่เหลือคู่เจรจาให้พูดคุยด้วยอีกต่อไป” 


ที่มา : Sputnik 

 

อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตจริงของ “นานา ไรบีนา” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม แบรนด์เสื้อผ้า ไปจนถึงอีเวนต์และกีฬา YBL Thailand: อีกหนึ่งสนามธุรกิจ–สนามชีวิตของ

ในวันที่คนส่วนใหญ่รู้จัก “นานา ไรบีนา” ในหลายบทบาท ทั้งพิธีกร ดีเจ นักแข่งรถ คุณแม่แก๊งส์ “เด็กเท่” หรือภรรยาของแร็ปเปอร์ชื่อดัง “เวย์ ไทเทเนียม” อีกมุมหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ คือบทบาท “นักธุรกิจ” ที่สร้างอาณาจักรหลายเสาหลัก ทั้งร้านตัดผม Never Say Cutz, แบรนด์เสื้อผ้าเด็ก DekTay, โปรเจกต์แฟชั่น–แอคเซสซอรี่ ไปจนถึงธุรกิจอีเวนต์และกีฬาอย่าง YBL Thailand 

สำหรับ The States Times วันนี้ เราชวนมาดูให้ชัดว่า YBL Thailand คืออะไร ทำเงิน–เผาเงินแบบไหน และสะท้อน “ดีเอ็นเอธุรกิจ” ของนานาอย่างไร 
--------------------------------------------------
 YBL Thailand คืออะไร? มากกว่าลีกบาสฯ เด็ก
 --------------------------------------------------
.
YBL Thailand หรือ Youth Ballers League Thailand คือ “ลีกบาสเกตบอลเยาวชนแบบผสมลีก” ที่ออกแบบให้เด็กไทยได้เล่นบาสอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่รุ่นอายุประมาณ U10–U12 ด้วยกติกาที่อ้างอิงจาก NBA Junior และการเก็บสถิติแบบละเอียด ไม่ต่างจากลีกอาชีพย่อส่วนสำหรับเด็ก ๆ 

ลีกนี้ดำเนินการโดยทีมของ “Daboyway – เวย์ ปริญญา” และ “นานา ไรบีนา” ในฐานะผู้อำนวยการร่วมของ YBL Thailand เชื่อมโลกฮิปฮอป–บันเทิง เข้ากับโลกกีฬาและเยาวชนอย่างเต็มตัว 

สิ่งที่ทำให้ YBL ต่างจากทัวร์นาเมนต์เยาวชนทั่วไป คือ 
 - มีระบบ Draft คัดเลือกตัวเด็กเข้าแต่ละทีม เหมือนลีกอาชีพ 
 - เน้นการสร้างประสบการณ์แบบ “ลีกจริง” ทั้งเพลงเปิดตัว, โลโก้ทีม, ชุดแข่ง, สถิติ และคอนเทนต์ออนไลน์ 
 - สร้าง “ความเป็นแบรนด์” ให้กับแชมป์ ผ่านรายละเอียดอย่างแหวนแชมป์ YBL ที่หลายสื่อเคยหยิบไปเล่าเรื่องดีไซน์และความหมาย

ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้เป็นแค่ “รายการแข่งบาสฯ เด็ก” แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มกีฬา + คอนเทนต์ + ไลฟ์สไตล์ ในเวลาเดียวกัน 
--------------------------------------------------
 อีกหนึ่ง “เสา” ในพอร์ตธุรกิจของนานา
 --------------------------------------------------
สื่อหลายแห่งที่เปิดพอร์ตธุรกิจของ “นานา–เวย์” จะจัด YBL Thailand ไว้ในหมวด “ธุรกิจอีเวนต์และกีฬา” เคียงข้างกับการจัดคอนเสิร์ตและอีเวนต์บันเทิงขนาดใหญ่ เช่น LAND OF MUSIC เป็นต้น 
หากมองเชิงโครงสร้าง YBL เป็นธุรกิจที่มีองค์ประกอบครบถ้วนแบบ Startup ด้านกีฬา–เอนเตอร์เทนเมนต์ คือ 
 1. มี Community ชัดเจน – ฐานเยาวชน นักกีฬา ผู้ปกครอง และแฟนกีฬา 
 2. มีคอนเทนต์ต่อเนื่อง – การแข่งขันเป็นซีซัน, ตัดไฮไลต์, ทำไลฟ์, ทำคลิปสถิติ 
 3. มีสินค้า–แบรนด์ต่อยอด – เสื้อแข่ง, เมอร์ชันไดซ์, เสื้อผ้าเด็กสายสตรีท, ดีลพาร์ตเนอร์ (เช่น แบรนด์ที่ตามไปเปิดบูธข้างสนาม, แบรนด์เสื้อผ้า Dektay ฯลฯ) 
 4. มีภาพลักษณ์ “ให้โอกาสเด็ก” – ซึ่งตีคู่ไปกับการเป็นคุณแม่และสายสปอร์ตของนานาโดยตรง 

พอเอามารวมกับธุรกิจเดิมอย่าง DekTay, Never Say Cutz, โปรเจกต์แว่น และล่าสุดแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลัง YBL Energy ที่เตรียมบุกตลาด จะเห็นว่า นานากำลังสร้าง “จักรวาล YBL” ที่เชื่อม 3 โลกเข้าหากันคือ 
Street Culture – Youth Sport – Family Lifestyle 
--------------------------------------------------
 โมเดลรายได้: จากสนามแข่ง สู่สปอนเซอร์ และประสบการณ์ระดับโลก
 --------------------------------------------------

แม้จะไม่มีตัวเลขทางการเปิดเผยละเอียดทั้งหมด แต่จากการเคลื่อนไหวของ YBL Thailand พอจะอ่านโมเดลรายได้–รายจ่ายได้คร่าว ๆ ดังนี้ 
1. รายได้จากการจัดลีก 
 - ค่าสมัครทีม/นักกีฬา 
 - รายได้จากการขายบัตร (ถ้ามีรูปแบบอีเวนต์ใหญ่) 
 - ค่าบริการต่าง ๆ ในวันแข่ง (บูธอาหาร เครื่องดื่ม แบรนด์สินค้า) 
2. รายได้จากแบรนด์และสปอนเซอร์ 
 ดีลกับแบรนด์กีฬาระดับโลก เช่นการร่วมกิจกรรมกับ CURRY Brand และ Under Armour ที่พานักกีฬาบาสเยาวชนจากทีม YBL Thailand ไปสัมผัส Curry Camp Asia ใกล้ชิดระดับขอบสนาม ถือเป็นตัวอย่างของการจับมือพาร์ตเนอร์เพื่อต่อยอดทั้งภาพลักษณ์และโอกาสในอนาคต 
ดีลแบบนี้ไม่ใช่แค่รายได้สปอนเซอร์ แต่เพิ่ม “เครดิต” ให้กับลีกเยาวชนไทยว่าเชื่อมถึงระดับเอเชีย–ระดับโลกได้จริง 
3. รายได้จากคอนเทนต์และเมอร์ชันไดซ์ 
 - การถ่ายทอดสด, ไลฟ์สตรีม, การขายคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มต่าง ๆ 
 - เมอร์ชันไดซ์ เช่น เสื้อแข่ง, เสื้อยืด, หมวก, แบรนด์ร่วมกับ DekTay ฯลฯ 
ทั้งหมดนี้ทำให้ YBL ไม่ได้พึ่งแค่ “ค่าสมัครแข่ง” แต่ยืนอยู่บนโมเดล Sport x Entertainment x Commerce อย่างเต็มตัว 
--------------------------------------------------
 ความฝัน vs ความจริง: ลีกเด็กที่ขาดทุน 2 ปี
 --------------------------------------------------

ในด้านธุรกิจ YBL ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป มีการเปิดเผยหลังจบ Season 3 ว่า YBL Thailand ขาดทุนต่อเนื่อง 2 ปี และต้องประกาศปรับโครงสร้างการบริหารใหม่ เพื่อให้ลีกเดินหน้าต่อในระยะยาว 

นี่คือภาพตรงไปตรงมาแบบที่หลายคนในวงการกีฬาเยาวชนรู้ดีว่า 
 - การทำลีกคุณภาพสูง ใช้ต้นทุนมหาศาล ทั้งสนาม ทีมงาน โปรดักชัน และการจัดการ 
 - ในช่วงแรก รายได้จากสปอนเซอร์และค่าสมัคร มักไล่ตามค่าใช้จ่ายไม่ทัน 
 - สิ่งที่เจ้าของลีกได้ “กลับมา” จึงไม่ได้เป็นแค่เงิน แต่คือแบรนด์–เครดิต–และทุนทางสังคม (Social Capital) 
.
สำหรับนานา–เวย์ การยอมรับว่าขาดทุน และยังยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนเยาวชนต่อไป คือการส่งสัญญาณว่า พวกเขามอง YBL ไม่ใช่แค่ “ธุรกิจเงินสด” แต่เป็นแพลตฟอร์มระยะยาว 
--------------------------------------------------
 เมื่อเจ้าของลีกกลายเป็นข่าว: ความเสี่ยงแบบคนดังทำธุรกิจ
 --------------------------------------------------

ในช่วงปลายปีนี้ ชื่อของ “นานา ไรบีนา” ถูกพาดหัวข่าวใหญ่จากกรณีถูกออกหมายจับคดีฉ้อโกงและเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน โดยก่อนถูกจับไม่กี่ชั่วโมง เธอโพสต์ร่ายยาวถึงเด็ก ๆ ในลีก YBL และประกาศ “ขอถอยออกมาจัดการและแก้ไขเรื่องส่วนตัว” 

กรณีนี้สะท้อน “ด้านมืดของการทำธุรกิจในนามคนดัง” อย่างชัดเจน คือ 
 - แบรนด์ = คน : เมื่อคนเป็นแบรนด์หลัก ทุกความเคลื่อนไหวส่วนตัว ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของธุรกิจโดยตรง 
 - ธุรกิจดี แต่เจ้าของมีปัญหา : ลีก YBL ในฐานะแพลตฟอร์มเยาวชน–กีฬา ยังได้รับการยอมรับจากผู้ปกครองและเด็กจำนวนมาก แต่ความเสี่ยงกลับมาจากฝั่งการเงิน/ส่วนตัวของเจ้าของ 
 - การแยกโครงสร้างธุรกิจ : นี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ YBL ต้องรีบปรับโครงสร้างบริหาร เพื่อให้ลีกสามารถเดินหน้าต่อได้ แม้เจ้าของเดิมต้องถอยไปจัดการปัญหาส่วนตัว 

สำหรับสังคมไทยที่กำลังจับตาเคสนี้ บทเรียนที่ควรเก็บไม่ใช่แค่ “ดราม่าดารา” แต่คือคำถามสำคัญว่า 
เราจะสร้างระบบธุรกิจ–กีฬาเยาวชนที่ “พึ่งพาคนดังให้น้อยลง แต่พึ่งพาระบบให้มากขึ้น” ได้อย่างไร? 
--------------------------------------------------
 บทเรียนจาก YBL: ทำธุรกิจที่ “กำไร” เกินตัวเลขในงบการเงิน
 --------------------------------------------------

ถ้าแยก YBL Thailand ออกจากดราม่ารอบตัวเจ้าของ แล้วมองในฐานะ “เคสธุรกิจ” เราเห็นบทเรียนหลายอย่างที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการไทย 
1. เริ่มจาก Passion แต่ต้องจบด้วย System 
    - YBL เริ่มจากความรักในกีฬาและลูก ๆ ของตัวเอง แต่การจะโตต่อ ต้องมีระบบบริหาร สายป่าน และโครงสร้างการเงินที่โปร่งใส–ตรวจสอบได้ 
2. กีฬาเยาวชน = ธุรกิจระยะยาว 
    - รายได้ไม่ระเบิดในปีสองปีแรก แต่สร้างทุนทางสังคมและแบรนด์ในระยะยาว โดยเฉพาะถ้าเชื่อมต่อกับแบรนด์ใหญ่ ระดับภูมิภาค–โลก ได้แบบที่ YBL ทำร่วมกับ CURRY Brand / Under Armour 
3. คนดังทำธุรกิจ ต้องแยก “บุคคล” ออกจาก “องค์กร” ให้ชัด 
    - ยิ่งแบรนด์ผูกกับตัวบุคคลมากเท่าไร ความเสี่ยงจากปัญหาส่วนตัวก็ยิ่งสูงเท่านั้น 
    - โครงสร้างบริษัทที่ชัด การมีบอร์ด/ผู้ร่วมบริหารที่เข้มแข็ง อาจช่วยปกป้องธุรกิจและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เมื่อเจ้าของต้องถอยออกไปจัดการเรื่องส่วนตัว 
4. กำไรแบบ Non-financial 
    - การเห็นเด็ก ๆ ได้สนาม, ได้เพื่อน, ได้โอกาสเดินทาง, ได้เจอไอดอลระดับโลก — ทั้งหมดนี้คือ “กำไรทางสังคม” ที่สะท้อนผ่านชื่อ YBL อยู่แล้ว 
    - ถ้าปรับโครงสร้างการเงิน–การบริหารให้ยืนระยะได้ กำไรทางตัวเลขจะตามมาในที่สุด 
--------------------------------------------------
 สรุป: YBL Thailand อีกหนึ่งเสาที่พิสูจน์ว่า “นานา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา
 --------------------------------------------------

YBL Thailand ทำให้เห็นชัดว่า “นานา ไรบีนา” ไม่ได้เป็นแค่ดารา–อินฟลูเอนเซอร์ แต่เป็นผู้เล่นตัวจริงในธุรกิจที่เชื่อมบันเทิง กีฬา และเยาวชนเข้าด้วยกัน

แม้วันนี้เธอจะต้องถอยหลังจากลีกชั่วคราวเพื่อจัดการปัญหาส่วนตัว แต่สิ่งที่ YBL สร้างไว้ — เด็ก ๆ ที่รักบาสเกตบอลมากขึ้น, ครอบครัวที่ได้มานั่งเชียร์กันข้างสนาม, และมาตรฐานใหม่ของลีกเยาวชนไทย — คือ “ร่องรอยธุรกิจ” ที่ไม่มีใครลบได้ง่าย ๆ 

คำถามต่อไปไม่ใช่แค่ว่า “นานาจะกลับมาอย่างไร” 
แต่คือ “สังคมไทยจะช่วยกันทำให้แพลตฟอร์มอย่าง YBL เดินหน้าต่ออย่างยั่งยืนได้อย่างไร” 
และนี่คืออีกหนึ่งหน้าของอาณาจักรธุรกิจในชื่อ YBL Thailand ที่ต้องจดไว้ในแฟ้ม “นักธุรกิจนานา ไรบีนา” ของ The States Times

 

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟ ให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท

'พีระพันธุ์' จี้ กกพ.เร่งเก็บ 'เงินชอร์ตฟอล' จาก ปตท. ชดเชยลดค่าไฟให้เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ย้ำค่าไฟถูกกว่านี้แน่ หากรัฐจริงใจช่วยประชาชน  แนะตรวจสอบบิลค่าไฟให้ตรงตามอัตราจริง

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับงวดเดือนมกราคม–เมษายน 2569 อยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาทว่า  หากต้องการจะช่วยแบ่งเบาภาระประชาชนจริง ๆ แล้ว ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้มากกว่านี้ และควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.71 บาท

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ตนได้ย้ำมาตลอดว่า ในปี 2569 ค่าไฟฟ้าควรอยู่ที่ประมาณหน่วยละ 3.70 บาท สาเหตุที่ควรเป็นเช่นนั้น เพราะภาครัฐมีแหล่งเงินที่สามารถนำมาช่วยลดภาระค่าไฟของพี่น้องประชาชนได้ นั่นคือ “เงินชอร์ตฟอล” (Short Fall) ซึ่งอธิบายง่าย ๆ ก็คือ เงินที่ ปตท.ขายก๊าซเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้าสูงกว่าราคาที่กำหนดไว้ในสัญญา จึงต้องมีการคืนเงินส่วนเกินนี้ให้ กกพ. เพื่อนำมาลดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชน

นายพีระพันธุ์ กล่าวต่อไปว่า ก่อนที่ตนจะพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตนได้สำรวจพบเงินในส่วนนี้ที่มีมูลค่าประมาณ 12,000–13,000 ล้านบาท ซึ่งทาง กกพ. และ ปตท. ต่างยอมรับยอดเงินนี้แล้ว เหลือเพียงแต่ให้ กกพ. ออกคำสั่งเรียกให้ ปตท. จ่ายเงินในส่วนนี้เท่านั้น เพื่อนำไปลดค่าไฟให้ประชาชน หากสามารถเรียกคืนเงินจำนวนนี้จาก ปตท. มาได้ ก็จะช่วยลดค่าไฟของประชาชนลงได้อีกประมาณ 17 สตางค์  จากหน่วยละ 3.88 บาท เหลือหน่วยละ 3.71 บาท ตามเป้าหมายที่ตนเคยบอกไว้

สำหรับรอบนี้ที่ กกพ.ประกาศลดค่าไฟลงมาอยู่ที่หน่วยละ 3.88 บาท นายพีระพันธุ์ อธิบายว่า มาจากผลลัพธ์ของราคาก๊าซที่ถูกลง 6 สตางค์ และยังไม่ได้มีการนำ ‘เงินชอร์ตฟอล’ มาช่วยลดต้นทุนค่าไฟแต่อย่างใด

"ผมเสนอให้ กกพ. มีคำสั่งเรียกเงินส่วนนี้จาก ปตท. เพื่อนำมาสร้างประโยชน์ ลดค่าไฟให้ประชาชน ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ก่อนที่ผมจะพ้นจากตำแหน่ง" นายพีระพันธุ์ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ กกพ. และกระทรวงพลังงาน ต้องเร่งดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ก็คือ การตรวจสอบว่าการคิดค่าไฟฟ้ากับประชาชนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ในส่วนที่เป็นที่พักอาศัยจะต้องอยู่ที่อัตราหน่วยละ 3.94 บาท สำหรับงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2568 และหน่วยละ 3.88 บาท สำหรับงวดเดือนมกราคม-เมษายน 2569 อย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นราคาหรืออัตราเฉลี่ยตามมติของ กพช. เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ตนจึงขอให้ประชาชนตรวจสอบบิลค่าไฟฟ้าจาก กฟน. สำหรับกรุงเทพมหานคร และจาก กฟภ. สำหรับจังหวัดในส่วนภูมิภาคว่ามีการเรียกเก็บถูกต้องตามอัตราดังกล่าวหรือไม่  ซึ่งในเรื่องนี้ตนจะติดตามความคืบหน้าต่อไป
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top