Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

แพ็กเกจใหญ่ที่ไม่เคยบอกคุณ รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน พร้อมคำสวยๆ ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว” แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%

Quick Big Win ที่ไม่เคยบอกคุณ: รัฐทุ่ม 2.67 แสนล้าน…แต่แตะได้แค่ SMEs ไม่ถึง 10%
รัฐบาลเคาะมาตรการ “Quick Big Win เพื่อ SMEs ไทย” พร้อมคำสวย ๆ ว่า  
> “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”

ตั้งเป้าทุ่มวงเงินสินเชื่อและค้ำประกันผ่านสถาบันการเงินของรัฐ 7 แห่ง รวม **267,000 ล้านบาท**  
ประกาศชัดว่าจะช่วยเติมสภาพคล่องให้ SMEs ฟื้นตัว ดันเศรษฐกิจปี 2569 ให้โตขึ้น แถมยังช่วยเยียวยาภาคใต้ที่เจออุทกภัยซ้ำเติม

บนกระดาษ มาตรการนี้ดู “ใหญ่และเร็ว”  
แต่เมื่อมองลึกลงไป จะพบความจริงอีกด้านว่า **นี่คือแพ็กเกจที่ช่วยได้จริงแค่ SMEs ส่วนน้อย**  
และแทบไม่แตะ “ตัวเล็ก–ตัวนอกระบบ–ตัวสะบักสะบอม” ที่กำลังจะล้มเป็นโดมิโนอยู่แล้ว

2.67 แสนล้าน vs 107,000 ราย: ตัวเลขที่บอกเองว่า “ช่วยไม่กว้าง”
ในรายละเอียดของมาตรการ รัฐบาลประเมินเองว่า  
- จะทำให้ **SMEs เข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ราว 270,000 ล้านบาท**  
- และคาดว่าจะช่วยผู้ประกอบการได้ **ประมาณ 107,000 ราย**
ลองเทียบกับความจริงง่าย ๆ:  
- ประเทศไทยมี SMEs **หลักแสนถึงหลักล้านราย** (แล้วแต่จะนับเฉพาะที่อยู่ในระบบหรือรวมกึ่งไม่เป็นทางการ)  
- ตัวเลข 107,000 ราย หมายความว่า **มาตรการนี้แตะได้เพียงส่วนเล็ก ๆ ของภูเขา SMEs ทั้งลูก**
ถามตรง ๆ ว่า “Quick Big Win” ของใคร?  
คำตอบคือ: ของ **SMEs กลุ่มที่เข้าเงื่อนไขของระบบเครดิตธนาคาร** เท่านั้น  
ไม่ใช่ “SMEs ทั้งประเทศ” อย่างที่วาทกรรมทางการเมืองพยายามขาย

ช่วย “คนที่ยังยืนได้” มากกว่าชุบชีวิต “คนที่กำลังจะล้ม”
ถ้าไล่ดูโครงการย่อยแต่ละตัว จะเห็น Pattern เดียวกันชัดมาก:
- ต้องเป็นผู้ประกอบการที่ **เข้าถึงธนาคารได้อยู่แล้ว**  
- ต้องมี **เอกสาร / งบการเงิน / ภาษี / เครดิต** พอให้แบงก์เอาไปวิเคราะห์ได้  
- หลายโครงการเน้น **คนในซัพพลายเชนของรัฐ หรือบริษัทใหญ่**  
- บางส่วนเน้นธุรกิจที่ “พร้อมลงทุนต่อ” เช่น ท่องเที่ยว, Transformation, Reinvent Thailand

แปลไทยเป็นไทยก็คือ  
> **ถ้าคุณเป็น SMEs ที่ยังไม่เจ๊ง ยังเดินได้ แต่อึดอัดเรื่องดอกเบี้ย–สภาพคล่อง**  
> คุณมีสิทธิ์ได้ออกซิเจนชุดนี้

แต่ถ้าคุณคือกลุ่มนี้:  
- รายได้ผันผวนหนัก แทบไม่มีงบการเงินเป็นเรื่องเป็นราว  
- เคยเป็นหนี้เสีย หรือมีประวัติเคยค้าง  
- พึ่งหนี้นอกระบบ / พึ่งเจ้าหนี้ค้าส่ง มากกว่าพึ่งธนาคาร
คุณเกือบจะ **ถูกทิ้งไว้นอกสนาม** โดยอัตโนมัติ  
เพราะต่อให้รัฐการันตี หรือมี บสย. ค้ำประกัน แบงก์ก็ยังดู “ความเสี่ยง” เป็นหลัก  
และความเสี่ยงของ SMEs กลุ่มนี้ “แดง” ตั้งแต่บรรทัดแรกของรายงานเครดิตแล้ว

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ไม่มีเงินกู้” แต่คือ “ระบบไม่รับ”
รัฐบาลพูดเองว่า **มากกว่าครึ่งของ SMEs ยังเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนในระบบ**  
แล้วคำตอบคือ… อัดสินเชื่อเพิ่ม 2.67 แสนล้าน ผ่าน “ระบบเดิม” นี่แหละ

คำถามคือ ถ้า “ระบบเดิม” ไม่เคยรับเขาอยู่แล้ว  
วันนี้เติมเงินเข้าระบบอีกกี่แสนล้าน คนกลุ่มนั้นก็ยังถูกกันอยู่ข้างนอกเหมือนเดิม
ความจริงที่ต้องพูดให้ชัดคือ  
> ปัญหาของ SMEs ไทยตอนนี้ **ไม่ใช่แค่ “ไม่มีวงเงินกู้”**  
> แต่คือ **“ไม่มีคุณสมบัติในสายตาแบงก์”**

ซึ่งเกิดจากหลายอย่างสะสมกันมานาน:
- ทำธุรกิจแบบกึ่งนอกระบบ ไม่มีงบ ไม่มีบัญชี ไม่มีเครดิต  
- รายได้ไม่สม่ำเสมอ หลังโควิดโดนดอกเบี้ย–ต้นทุน–ยอดขายบีบพร้อมกัน  
- พึ่งหนี้นอกระบบมานาน แบงก์ไม่เห็นประวัติจริงของการจ่ายเงิน  
- ขาดทักษะจัดการตัวเลข / ขาดคนทำบัญชี / ขาดการวางระบบบริหารเงิน
มาตรการ Quick Big Win ไม่ได้แตะ “โครงสร้างจริง” เหล่านี้เลย  
มันแค่เอาเงินก้อนใหญ่ไปวางในระบบเดิม แล้วหวังว่า “ใครปีนถึงก็หยิบเอาไปใช้เอง”

Quick จริงไหม? Big แค่ไหน? Win ของใคร?
รัฐบาลขาย Narrative ว่า “กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว”  
แต่ถ้าดูในทางปฏิบัติ ต้องผ่านหลายด่านมาก:
- แบงก์รัฐต้องออกระเบียบ–คู่มือผลิตภัณฑ์ใหม่  
- ระบบ IT, การเทรนพนักงานสาขา, การสื่อสารลูกค้า  
- และด่านใหญ่ที่สุด: **ใจของสถาบันการเงิน** ว่าพร้อมเสี่ยงแค่ไหน
ในช่วงที่เศรษฐกิจเปราะบาง สินเชื่อหดตัวต่อเนื่อง แบงก์ไทยระวังตัวมากกับลูกค้ารายเล็ก  
เพราะหนี้เสีย SMEs ไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ ในงบดุลของธนาคาร

ดังนั้น “Quick” ในสายตารัฐบาล  
อาจกลายเป็น **“ช้าแบบเดิม”** ในสายตา SMEs  
และ “Big” ที่เขียนในข่าว  
อาจเป็นแค่ **“ใหญ่บนกระดาษ แตะไม่ถึงในชีวิตจริง”**

เมื่อ “กระจายตัว” กลายเป็น “กระจายไม่ถึง”
รัฐบาลบอกว่าเป้าคือ **ช่วย SMEs 107,000 ราย**  
ฟังดูเหมือนเยอะ แต่เมื่อวางทับกับโครงสร้างจริงของ SMEs ไทย ตัวเลขนี้ฟ้องเองว่า:
- ส่วนที่จะได้ประโยชน์จริงคือ  
- ธุรกิจที่อยู่ในสายตารัฐ–แบงก์อยู่แล้ว  
- คู่ค้าภาครัฐในระบบ e-GP และ PromptBiz  
- ผู้ประกอบการที่พร้อมลงทุนปรับตัว (ดิจิทัล, ท่องเที่ยว, Reinvent ฯลฯ)
- ส่วนที่จะ “แทบไม่ได้แตะ” คือ  
- ร้านเล็ก ๆ หน้า neighborhood, ร้านอาหารครอบครัว, ร้านโชห่วย, ร้านซ่อม, ร้านบริการที่อยู่ในกึ่งนอกระบบ  
- ผู้ประกอบการที่หนี้ล้นมือ แต่ยังไม่รู้จะจัดการอย่างไร  
- คนที่กำลัง “กลัวจะปิดกิจการ” มากกว่าจะ “กล้าขยายกิจการ”

สุดท้ายคำว่า “กระจายตัว” เลยกลายเป็นแค่  
> **กระจายไปหากลุ่มที่ระบบเลือกแล้วว่า “สมควรได้รับเงินกู้”**  
ไม่ใช่ “กระจายไปช่วยคนที่กำลังจมน้ำมากที่สุด”

ถ้ารัฐอยากช่วย SMEs ส่วนใหญ่จริง ๆ ต้องทำมากกว่าปล่อยกู้
ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านี้  
> **เงินกู้ 2.67 แสนล้าน = เครื่องมือช่วย SMEs “ชั้นบน” ของพีระมิด**  
> แต่ “ฐาน” ของพีระมิดยังแทบไม่ได้อะไร
สิ่งที่ควรเดินคู่กัน ถ้ารัฐบาลจริงใจจะช่วย SMEs ส่วนใหญ่ ไม่ใช่แค่สร้างภาพ “Quick Big Win” คือ:
1. **มาตรการฟื้นฟูหนี้เชิงรุก (ไม่ใช่แค่รีไฟแนนซ์เฉพาะราย)**  
   - กลไกรวมศูนย์ช่วยเจรจาหนี้ให้ SMEs รายย่อย  
   - แพ็กเกจ “หนี้เก่า–แผนธุรกิจใหม่” ที่แบงก์และรัฐแชร์ความเสี่ยงร่วมกัน  
   - ให้โอกาสคนที่เคยล้มกลับเข้าสู่ระบบได้ ไม่ใช่ติด “ตราบาปเครดิต” ไปตลอดชีวิตธุรกิจ
2. **ทุนกึ่งให้เปล่า / Matching Grant สำหรับการปรับตัว**  
   - SMEs ที่อยากลงทุนเรื่องดิจิทัล, AI, ระบบบัญชี, ระบบโลจิสติกส์ ฯลฯ  
   - รัฐไม่ควรให้แต่ “หนี้” แต่ควรใส่ “ทุนร่วม” เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านเกิดจริง
3. **ศูนย์ช่วย SMEs รายเล็กแบบ One Stop**  
   - จัดการทั้งเรื่องบัญชี, ภาษี, การเงิน, การตลาด, การเข้าถึงแพลตฟอร์ม e-commerce  
   - เปลี่ยนจาก “คุณต้องพร้อมก่อนแล้วค่อยมากู้” เป็น “เดี๋ยวเราช่วยให้พร้อม แล้วค่อยเชื่อมไปหาเงินทุน”
4. **ยอมรับความจริงเรื่องหนี้นอกระบบ และดึงเข้ามาอยู่ในเกม**  
   - SMEs จำนวนมากไม่มีเครดิตในสายตาแบงก์ แต่มี “ประวัติการจ่ายดอกหนี้นอกระบบ” หนักมหาศาล  
   - ถ้าไม่มีเครื่องมือแปลงข้อมูลพวกนี้ให้กลายเป็น “เครดิตเชิงบวก” ในระบบการเงิน  
     คนกลุ่มนี้ก็จะติดอยู่ในหลุมเดิมไม่รู้จบ

สรุป: Quick Big Win หรือ Quick Big PR?
ในมุมการเมืองและการสื่อสาร มาตรการนี้คือ **“ชัยชนะเชิงภาพลักษณ์”**  
รัฐบาลได้จังหวะประกาศตัวเลขใหญ่ ๆ วงเงินอลังการ รายชื่อโครงการยาวเหยียด  
พูดได้เต็มปากว่า “เราไม่ทอดทิ้ง SMEs”
แต่ถ้ามองจากพื้นร้านอาหารเล็ก ๆ, โรงงาน 20–30 คน, ร้านบริการรายย่อย,  
คำถามยังคงเดิมว่า

> **“แล้วฉันล่ะ ได้อะไรจาก Quick Big Win นอกจากข่าวดีบนหน้าจอ?”**
คำตอบที่ซื่อตรงที่สุดในตอนนี้คือ:
- ถ้าคุณยังเดินได้ ยังมีเอกสารครบ ยังมีเครดิตพอไหว คุณมีสิทธิ์ได้ “ออกซิเจนเพิ่ม”  
- แต่ถ้าคุณคือ SMEs ส่วนใหญ่ที่เปราะบางที่สุด  
  **Quick Big Win อาจเป็นแค่ Quick Big PR**  
  ที่เดินผ่านหน้าร้านคุณไป… โดยไม่ได้แวะเข้า
และนี่คือความจริงที่มาตรการนี้ “ไม่เคยบอกคุณ” ตั้งแต่ต้น

‘ม้า อรนภา’ ผ่าดราม่า 5 ปี ลั่นไม่ขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน บอกกาลเวลาพิสูจน์แล้วใครของจริง

(3 ธ.ค. 68) ‘ม้า’ อรนภา กฤษฎี อดีตพิธีกร นางแบบ นักแสดงชื่อดัง วัย 71 ปี เปิดใจในรายการแฉ เล่าชีวิตหลังมรสุมดรามาเมื่อ 5 ปีก่อน จากกรณีโพสต์ด่าเด็กที่เห็นต่างทางการเมืองจนถูกถอดจากงานหน้าจอแทบทั้งหมด เจ้าตัวยืนยันไม่เคยคิด “ก้มหัวขอโทษเพื่อให้มีที่ยืน” เพราะมองว่าตัวเองไม่ได้ทำผิดอะไร 

ทุกวันนี้ “ม้า อรนภา” นิยามอาชีพหลักตัวเองว่าเป็น “แม่ค้าห่อหมก” ขายตามตลาดนัดในห้าง ขายดีจนหมดทุกวัน บอกว่ารายได้จากการขายห่อหมกและช่องทางออนไลน์ “พอ ๆ กับตอนอยู่ในวงการ” ไม่ได้ใช้เงินเก่า พร้อมเล่ากิจวัตรว่าเริ่มวันด้วยการเล่นโยคะ แล้วค่อยไปช่วยแม่ทำห่อหมกที่บ้าน และพอได้พักจากงานวงการช่วงแรก ๆ ก็ทำให้รู้ว่าชีวิตนอกสตูดิโอก็มีความสุขได้

ส่วนเรื่องดรามาในอดีต “ม้า อรนภา” ยังยืนยันชัดว่าไม่เคยคิดจะออกมาขอโทษ เพราะเชื่อว่าคนที่ควรขอโทษคือฝ่ายที่ทำผิด ไม่ใช่ตัวเอง พร้อมบอกว่า และวันนี้กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่าใครคือของจริง พร้อมเผยว่ามีเด็ก ๆ ที่เคยด่าในโซเชียลส่งข้อความมาขอโทษ ยอมรับว่าถูกชักจูงและกดดันจากสังคมในช่วงนั้น

ในมุมมองต่อชีวิต ม้า อรนภา บอกว่าไม่เคยมองตัวเองว่าตกอับ แต่ใช้โอกาสเริ่มต้นใหม่ในวัยเกิน 70 อย่างมีสติ ทั้งปรับมายด์เซ็ต ไลฟ์ขายของ ลองผิดลองถูกจนธุรกิจลงตัว พร้อมย้ำว่าความแข็งแรงของร่างกายซื้อไม่ได้ ทุกวันนี้ซิตอัปวันละ 600 ครั้ง กินอาหารง่าย ๆ อย่างถั่ว กุ้งแห้ง แอปเปิ้ล และไม่อินการช้อปแบรนด์เนมเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว สิ่งที่ให้ค่าที่สุดตอนนี้คือ “สุขภาพดี มีงานทำ มีเงินเก็บ และใช้ชีวิตแบบไม่ประมาท”

ไฟไหม้คร่าชีวิตนับร้อยสะเทือนฮ่องกง สั่งตั้ง คกก.อิสระตรวจทุกจุด ลั่นรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือ สร้างบ้านใหม่ และเยียวยาผู้เสียชีวิต

(3 ธ.ค. 68)  ซินหัว 2 ธ.ค. จอห์น ลี ผู้บริหารสูงสุดเขตบริหารพิเศษฮ่องกงของจีน เผยว่ารัฐบาลฮ่องกงจะจัดตั้งคณะกรรมการอิสระที่มีผู้พิพากษาเป็นประธาน เพื่อดำเนินการสืบสวนเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี้โดยละเอียด และรับรองว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องรับผิดชอบ

ลีกล่าวว่าเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารพักอาศัยคร่าชีวิตผู้คนไป 151 ราย บาดเจ็บอีก 79 ราย และกำลังติดตามกรณีผู้ที่ยังสูญหายอีกราว 30 ราย โดยหน่วยปฏิบัติการเฉพาะกิจสามหน่วยที่จัดตั้งก่อนหน้านี้กำลังสืบสวนทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบคนใดลอยนวล

ลีย้ำว่ารัฐบาลฮ่องกงกำลังดำเนินหลายมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบ อาทิ การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว การจัดให้ประชาชนราว 2,500 คนเข้าพักในที่พักชั่วคราวและโรงแรม

ลีชี้ว่าการปฏิรูปเชิงระบบเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในหลายส่วน พร้อมทั้งระบุว่าจะมีการจัดตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุไฟไหม้ และรัฐบาลฮ่องกงจะจัดเตรียมข้อมูลที่จำเป็นทั้งหมดและการสนับสนุนอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการสืบสวน และคณะกรรมการจะส่งคำแนะนำและรายงานให้กับเขา

ลีย้ำว่าจะไม่ยุติปฏิบัติการกู้ภัยและจะไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ รัฐบาลฮ่องกงจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวเหล่านี้ในการสร้างบ้านใหม่ และทยอยฟื้นฟูการดำเนินงานตามปกติของสังคม

ทั้งนี้ ลีกล่าวว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ (LegCo) ที่กำหนดไว้ในวันที่ 7 ธ.ค. นี้จะดำเนินการต่อไปตามแผนที่วางไว้

ถือเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อให้คนตระหนักถึงศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ของคนพิการ เปลี่ยนมุมมองจากสงสารเป็นสิทธิ

(3 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 3 ธันวาคมของทุกปี สหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อสะท้อนสถานภาพและสิทธิของคนพิการในสังคมทั่วโลก ปัจจุบันมีคนพิการประมาณ 16% ของประชากรโลก หรือราว 1,300 ล้านคน ที่ยังถูกมองว่าเป็นภาระมากกว่าผู้มีสิทธิเท่าเทียม

สหประชาชาติเพิ่งดำเนินมาตรการด้านสิทธิคนพิการตั้งแต่ปี ค.ศ. 1982 ผ่าน "แผนปฏิบัติการโลก" เพื่อป้องกัน ฟื้นฟู และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการในสังคมอย่างเต็มที่ และในปี ค.ศ. 1992 ได้กำหนดวันที่ 3 ธันวาคมเป็น "วันคนพิการสากล" เพื่อเตือนใจโลกไม่ให้ลืมกลุ่มคนนี้

ธีมหลักในปัจจุบันคือการเปลี่ยนมุมมองของคนพิการจาก "ความสงสาร" สู่ "สิทธิ" และการขยายบทบาทความเป็นผู้นำของคนพิการในองค์กรและตลาดแรงงาน เพื่อให้พวกเขาเป็นพลเมืองเต็มตัวที่มีส่วนร่วมและนำสังคมได้

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิคนพิการ เช่น พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และระบบโควตาจ้างงาน แต่ความท้าทายยังมีมากในเรื่องอาคาร สาธารณูปโภค และระบบขนส่งที่ยังไม่รองรับความต้องการอย่างแท้จริง

วันคนพิการสากลไม่ใช่แค่วันแห่งงานพิธีการ แต่เป็นวันที่ต้องทบทวนว่า สังคมได้ก้าวสู่การลงมือจริงเพื่อให้คนเปราะบางที่สุดมีชีวิตที่มีศักดิ์ศรีหรือยัง "สังคมที่ดี...จะวัดกันที่คนเปราะบางที่สุดยังสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีแค่ไหน"
 

ผู้ประสบอุทกภัยใน จ.สงขลา ต่อเนื่อง มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ 200 ถัง ให้ รพ.สงขลานครินทร์ และ รพ.หาดใหญ่ มอบเครื่องฉีดน้ำ 30 เครื่อง ให้กองทัพเรือ

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. สนับสนุนการช่วยเหลือ ผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่และพื้นที่อื่น ๆ ในจังหวัดสงขลาอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มอบถังออกซิเจนทางการแพทย์ขนาด 0.5 คิว จำนวน 200 ถัง ให้แก่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ และโรงพยาบาลหาดใหญ่ โดยประสานความร่วมมือกับกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ในการลำเลียงถังออกซิเจนเข้าไปในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมการรักษาพยาบาลผู้ป่วยที่ต้องการอุปกรณ์ช่วยชีวิต นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องฉีดน้ำแรงดันสูง จำนวน 30 เครื่อง ให้กับกองทัพเรือ เพื่อสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูที่อยู่อาศัยให้กับผู้ประสบภัย

ในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย ปตท.สผ. ได้ร่วมบรรเทาความเดือนร้อนให้กับผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน โดยสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภคต่าง ๆ เพื่อการยังชีพ เช่น อาหารแห้ง น้ำดื่ม และเครื่องใช้อื่น ๆ ลำเลียงไปกับเรือหลวงจักรีนฤเบศร รวมถึงสนับสนุนชุดเครื่องนอน ผ้าห่ม และเสื้อผ้า ให้แก่ศูนย์พักพิง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นอกจากนี้ ในด้านการปฏิบัติงานเชิงเทคนิค ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ เออาร์วี ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ส่งโดรนเพื่อการขนส่ง และโดรนเพื่อการสำรวจและเฝ้าระวัง พร้อมทั้งทีมผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสนับสนุนภารกิจของศูนย์บรรเทาสาธารณภัย มณฑลทหารบกที่ 42 ให้สามารถเข้าถึงพื้นที่ที่ประสบปัญหาที่ยากต่อการเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ปตท.สผ. ยังคงทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือ ฟื้นฟู และส่งกำลังใจ โดยมุ่งหวังให้ผู้ประสบอุทกภัยสามารถฟื้นตัวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

มหาวิทยาลัยท็อปแดนมังกร เปิดหลักสูตร ปัญญาประดิษฐ์ทำงานร่วมกับร่างกายจริง เร่งป้อนคนเก่งสู่อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ AI จับมือ Huawei–BYD–UBTech รองรับเด็กจบใหม่

(2 ธ.ค. 68) จีนเปิดหลักสูตรระดับปริญญาตรีด้าน “Embodied Intelligence” หรือปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับร่างกายจริงในมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติด้านหุ่นยนต์และ AI และหนุนเป้าหมายของปักกิ่งที่อยากขึ้นนำสหรัฐฯ ในสนามเทคโนโลยีอนาคต

กระทรวงศึกษาธิการจีนเผยว่า มหาวิทยาลัยชั้นนำอย่าง มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง (Shanghai Jiao Tong University) และ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง (Zhejiang University) อยู่ในกลุ่ม 7 สถาบันแรกที่ยื่นขอเปิดสาขาใหม่ด้าน Embodied Intelligence ตามกรอบ “จัดการพิเศษให้กับสาขาขาดแคลนเร่งด่วน” ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้เป็นหนึ่งในหัวใจของยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระยะยาว 

มหาวิทยาลัยเซียงไฮ้ เจียงตง ระบุว่า หลักสูตร AI และวิศวกรรมแบบเดิมยังไม่เชื่อมโยงข้ามสาขามากพอ จึงต้องออกแบบหลักสูตรใหม่ที่ผสมทั้ง AI วิศวกรรมกลไก ระบบควบคุม และการออกแบบหุ่นยนต์ โดยมี ศาสตราจารย์หลู่ เซ่ออู่ (Cewu Lu) ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ชื่อดัง เป็นหัวหน้าภาค

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังจับมือกับบริษัทยักษ์ใหญ่เป็น “ว่าที่นายจ้าง” ของบัณฑิตกลุ่มนี้ เช่น มหาวิทยาลัยซีอาน เจียวทง (Xi’an Jiaotong University) คาดว่าจากบัณฑิต 30 คน จะมีราว 5 คนได้งานกับ Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคม, BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และ UBTech Robotics บริษัทหุ่นยนต์ชื่อดัง รวมแล้ว 7 สถาบันจะรับนักศึกษารุ่นแรกประมาณ 330 คน โดย สถาบันเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Institute of Technology) รับมากสุดที่ 120 คน

ด้านตลาดงานก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน รายงานของบริษัทจัดหางาน Liepin ระบุว่า จำนวนตำแหน่งงานใหม่สาย Embodied Intelligence ในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 73% สูงกว่าตลาดงานสาย AI โดยรวมที่โต 55% เท่านั้น ขณะที่เงินเดือนเฉลี่ยของตำแหน่งงานด้าน Embodied Intelligence อยู่ที่ราว 333,400 หยวนต่อปี (ราว 1.5 ล้านบาท) สูงกว่างานสาย AI ทั่วไปที่เฉลี่ย 290,900 หยวนต่อปีอย่างชัดเจน

สำหรับ Embodied Intelligence ถือเป็นแขนงหนึ่งของ AI ที่เน้นให้ “สมองกล” ทำงานร่วมกับร่างกายจริงและเรียนรู้จากการโต้ตอบกับโลกจริง โดยกระแสหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์และสตาร์ตอัปหุ่นยนต์ในจีนกำลังมาแรง แต่ก็เจอปัญหาขาดแคลนบุคลากรคุณภาพสูง หลายบริษัท เช่น Deep Robotics เคยยอมรับว่าการขาดคนเก่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ ทำให้การสร้าง “ท่อส่งคน” ผ่านหลักสูตรใหม่ในมหาวิทยาลัยจีนกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทั้งภาครัฐและสถาบันการศึกษา

ขั้นต้นฯ ฤดูการผลิตปี 68/69 ราคาเดียวทั่วประเทศ ที่ 890 บาท/ตัน วางมาตรการจูงใจชาวไร่ตัดอ้อยสด-ลดเผา ตามข้อสั่งการ “รมว.ธนกร”

เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 68 นายใบน้อย สุวรรณชาตรี เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 9/2568 ซึ่งมีนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน มีมติเห็นชอบราคาอ้อยขั้นต้น ฤดูการผลิตปี 2568/2569 ราคาเดียวทั่วประเทศ ในอัตรา 890 บาทต่อตัน ที่ระดับความหวาน 10 ซี.ซี.เอส. พร้อมกำหนดอัตราขึ้นลงของราคาอ้อยที่ 53.40 บาทต่อ 1 หน่วย ซี.ซี.เอส. และผลตอบแทนการผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายอยู่ที่ 381.43 บาทต่อตัน ทั้งนี้ ได้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นหรือประชาพิจารณ์จากเกษตรกรชาวไร่อ้อย โรงงานน้ำตาล และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 เรียบร้อยแล้ว โดยจะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบเร็ว ๆ นี้ ก่อนที่จะประกาศกำหนดในราชกิจจานุเบกษาต่อไป
.
การพิจารณาการกำหนดราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 เป็นวาระประชุมสืบเนื่องมาจากการประชุมคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 โดยผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้หารือกันอย่างเข้มข้นถึงการกำหนดราคาว่าจะมีราคาเดียวทั่วประเทศเหมือนเดิม หรือจะมี 2 ราคาเพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลที่สูง (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) ได้รับราคาอ้อยมากกว่าประมาณ 50 บาทต่อตัน โดยมากกว่าชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 2 4 5 และ 7 ซึ่งมีค่า yield น้ำตาลต่ำกว่า (ในฤดูการผลิตปี 2567/68) จากการหารือในที่ประชุมทั้ง 2 ครั้ง ผู้แทนชาวไร่อ้อยและผู้แทนโรงงานน้ำตาลได้ตกลงที่จะให้มีราคาอ้อยขั้นต้นฯ ปี 2568/69 ราคาเดียวทั่วประเทศเช่นเดิม นอกจากนี้ โรงงานน้ำตาลส่วนใหญ่ได้มีเจตนารมณ์ยินดีจ่ายเงินเพิ่มในอัตรา 40 บาทต่อตัน ให้กับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานน้ำตาลในเขตคำนวณราคาอ้อยที่ 1 3 6 และ 9 เพื่อให้ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยคุณภาพดี มีค่า yield น้ำตาลสูง ได้มีเงินทุนไปหมุนเวียนในการประกอบอาชีพก่อน

นายใบน้อย กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้เตรียมมาตรการเพื่อช่วยเหลือและดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวไร่อ้อย ตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม (นายธนกร วังบุญคงชนะ) เนื่องจากในปีนี้ชาวไร่อ้อยมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ประกอบกับนโยบายการไม่เผาอ้อยของภาครัฐมีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นตาม “มาตรการแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและลดปัญหาฝุ่นมลพิษ PM 2.5 ฤดูการผลิตปี 2568/2569” ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากบอร์ด กอน. เรียบร้อยแล้ว ได้แก่ กำหนดให้โรงงานน้ำตาลรับอ้อยเผาเข้าหีบได้ไม่เกิน 20% ต่อวัน และให้โรงงานหยุดรับอ้อยเข้าหีบตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 4 มกราคม 2569 และรับเฉพาะอ้อยสดเข้าหีบตั้งแต่เริ่มต้นหีบอ้อยจนถึงวันเด็ก (วันที่ 10 มกราคม 2569) 

นอกจากนี้ ในฤดูการผลิตปี 2568/69 สอน. ได้วางแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลที่ทำดี ประกอบด้วย โครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิต 2568/2569 โดยสนับสนุนให้แก่ชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดสะอาด 100% โครงการสนับสนุนเครื่องสาง-ตัด-กวาด-อัด-สับคลุก เพื่อการตัดอ้อยสดและโมเดลธุรกิจใหม่-คนละครึ่ง Farmer Plus โดยให้โรงงานรวมกลุ่มชาวไร่อ้อยมากกว่า 4,515 กลุ่ม ตามเงื่อนไขโดยมีจำนวนเกษตรกรชาวไร่อ้อยรวมกลุ่มกว่า 60,000 ราย และภาครัฐสนับสนุนจัดหาอุปกรณ์ “เครื่องสางใบอ้อย ตัดอ้อยพ่วงข้าง เครื่องกวาดใบอ้อย เครื่องอัดใบ และผานสับคลุกใบอ้อย” ในอัตราครึ่งหนึ่งของราคาซื้อตามนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาล มาตรการจูงใจเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาอ้อยและฝุ่นละออง PM 2.5 ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่กระทรวงอุตสาหกรรมได้สนับสนุนจูงใจให้ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด 100% อยู่แล้ว การลดหย่อนภาษีให้แก่โรงงานน้ำตาลที่รับอ้อยเผาตามเกณฑ์ที่กำหนด และขอลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการโรงไฟฟ้าชีวมวลที่รับซื้อใบและยอดอ้อยเป็นเชื้อเพลิง โครงการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พิจารณาสนับสนุนการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการนำเข้ารถตัดอ้อยแบบปลอดอากร เพื่อให้โรงงานน้ำตาลและเกษตรกรชาวไร่อ้อยสามารถนำเข้ารถตัดอ้อยใหม่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาใช้งาน

“สอน. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาล ภายใต้แนวคิด ทำดี ต้องได้ดี และมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ประกอบอาชีพและดำเนินธุรกิจที่เป็นมิตรกับชุมชน และหวังว่ามาตรการหรือแนวทางต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ จะสามารถสร้างแรงจูงใจให้ชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลร่วมมือร่วมใจกันทำสถิติอ้อยเผาได้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา (ต่ำกว่า 14%) ” นายใบน้อย กล่าวปิดท้าย

ลั่นรัฐบาลล้มเหลวปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ ไล่ ‘นายกแป้น’ ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป

(2 ธ.ค. 68) โลกออนไลน์เผยแพร่คลิปวิดีโอขณะนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ร่วมประชุมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย และทีมบริหารจังหวัดสงขลา เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมหาดใหญ่ โดยนายชาดาเล่าว่าลงพื้นที่ไปดูหน้างานพบว่า “น้ำไม่มี ไฟไม่มี สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี” 

ตอนหนึ่งของการประชุม นายชาดากล่าวว่า “เมื่อกี้ผมบอกท่านนายกแป้น ทำให้จบ ทำให้เสร็จ แล้วลาออกไปเลย ขอโทษประชาชนแล้วลาออกไป มันมีคนจะต้องลาออกตามนายกแป้นไปด้วย” พร้อมติงว่า วันนี้ผู้มีหน้าที่ “ไม่มีจิตวิญญาณ” ในการช่วยเหลือ ประชาชนบางส่วนต้องหนีขึ้นไปอยู่บนหลังคาบ้าน ทั้งที่มีประกาศเขตภัย 100% แต่กลับไม่มีความพยายามเข้าไปช่วย “มันถือว่ารัฐล้มเหลวครับ กลไกของรัฐล้มเหลวหมดเลย ถ้าปีหน้าท่วมอีกจะทำยังไง”

นายชาดาย้ำว่า สิ่งที่ต้องทำทันทีหลังน้ำลดคือ “ทำความสะอาดเมืองก่อน ฆ่าเชื้อก่อน นั่นคือการเยียวยาหัวใจคนหาดใหญ่” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐมองประชาชนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการจัดการพื้นที่ปลอดภัย การฟื้นฟูสภาพแวดล้อม และการวางระบบป้องกันไม่ให้ซ้ำรอยเดิมในปีถัดไป

ต่อมาเวลา 12.49 น. หลังเสร็จสิ้นการประชุมคณะรัฐมนตรี ผู้สื่อข่าวสอบถามนายอนุทินที่ทำเนียบรัฐบาล ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับข้อเสนอของนายชาดาที่ให้ “นายกแป้น” ณรงค์พร ณ พัทลุง นายกเทศมนตรีนครหาดใหญ่ ลาออกจากตำแหน่ง นายกฯเพียงหัวเราะในลำคอ ก่อนปฏิเสธตอบคำถามแล้วเดินออกจากวงสัมภาษณ์ทันที 

เมื่อถูกถามต่อถึงหลักเกณฑ์เงินเยียวยาผู้เสียชีวิตน้ำท่วมรายละ 2 ล้านบาท นายอนุทินตอบสั้น ๆ ว่าให้นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ เป็นผู้ชี้แจง และทิ้งท้ายเพียงคำว่า “มีนัดๆ” ก่อนออกจากทำเนียบไปรับประทานอาหารกลางวัน แล้วจะกลับเข้าทำเนียบอีกครั้งในช่วงบ่าย

การหวนคืนสู่ประเทศไทยในรอบ 13 ปี รวมหลากหลายศิลปินจาก SM ฉลอง 30 ปี ณ ราชมังคลากีฬาสถาน ปักหมุดจัดคอนเสิร์ตที่กรุงเทพฯ 14 ก.พ. 69

(2 ธ.ค. 68) SM Entertainment เตรียมนำโปรเจกต์คอนเสิร์ตใหญ่ "SMTOWN LIVE 2025–2026: The Culture, the Future" มาจัดที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2026 ณ ราชมังคลากีฬาสถาน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นหนึ่งในโชว์ปิดท้ายทัวร์ฉลองครบรอบ 30 ปีของค่าย และเป็นเพียงไม่กี่สเตเดียมในโลกที่ได้รับเกียรติให้เป็นจุดจัดงาน

ซึ่งราชมังคลากีฬาสถานถือเป็นสนามกีฬาขนาดใหญ่ที่เคยเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตของศิลปินระดับโลกมากมาย รวมถึงเป็นพื้นที่จัด SMTOWN LIVE ครั้งประวัติศาสตร์ในไทยเมื่อปี 2009

รูปแบบโชว์ของ SMTOWN LIVE มักจะเป็นคอนเสิร์ตยาว 3-5 ชั่วโมง ประกอบด้วยโชว์เดี่ยวของแต่ละวงสลับกับเวทีพิเศษที่ศิลปินข้ามวงมาร่วมฟีเจอริ่งกัน โดยในทัวร์นี้มีศิลปินรีเมมเบอร์ทั้งรุ่นตำนานระดับ HYOYEON (Girls' Generation), KEY & MINHO (SHINee), EXO,
Red Velvet (IRENE & SEULGI & JOY), NCT 127, NCT DREAM, WayV ,aespa, RIIZE, NCT WISH ,Hearts2Hearts, XngHan&Xoul, SMTR25⠀⠀

ตัวแทนแฟนคลับระบุว่า "SMTOWN LIVE ถือเป็นงานที่รวมศิลปินหลากหลายเจเนอเรชันในคืนเดียวอย่างยิ่งใหญ่" ทำให้แฟนๆ ในไทยตั้งตารอคอยอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อนับว่าเป็นการกลับมาของ SMTOWN ที่ราชมังฯ หลังจากครั้งสุดท้ายเมื่อ 17 ปีก่อน

เริ่มจำหน่ายบัตรปิดจำหน่ายบัตร : 𝟮𝟬 ธันวาคม 𝟮𝟬𝟮𝟱 (เสาร์) เวลา 𝟭𝟬:𝟬𝟬 น. – 𝟭𝟲:𝟬𝟬 น.
ส่วนการจำหน่ายบัตรจะมีทั้งรอบ SM ARTIST Official Fanclub และ รอบจำหน่ายทั่วไป
ถ้าหากรอบพรีเซลส์จำหน่ายหมดแล้วก็จะไม่มีการจำหน่ายในรอบทั่วไป

ผังที่นั่ง ราคาบัตร และรายละเอียดอื่นๆ ยังรอติดตามจากผู้จัดในไทย แต่ความคึกคักรอบราชมังคลาคาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจเกี่ยวกับคอนเสิร์ตและการท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ ได้ไม่น้อย โดยงานนี้ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายสำคัญสำหรับแฟน K-POP ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

หลังขุด “กำแพงเมืองจีน” ช่วง “เจียนโข่ว” เจอปืนใหญ่ไซซ์ยักษ์ปลายราชวงศ์หมิง พร้อมจารึกบนปืนเผยประวัติศาสตร์การใช้อาวุธไฟ เชื่อมโยงหลักฐานค้าขาย–แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมโบราณ

(2 ธ.ค. 68) นักโบราณคดีในกรุงปักกิ่งแถลงผลการขุดค้นกำแพงเมืองจีนช่วง “เจียนโข่ว” (Jiankou) พบปืนใหญ่โบราณขนาดใหญ่ รวมถึงโบราณวัตถุจำนวนมากจากหอคอยสัญญาณ 3 แห่งและกำแพงที่เชื่อมต่อกัน ทั้งอาวุธ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม และข้าวของใช้ในชีวิตประจำวัน จากการขุดค้นตลอดปีนี้

ปืนใหญ่ที่พบเป็นปืนเหล็กหล่อปลายราชวงศ์หมิง (ปี ค.ศ. 1368-1644) ยาว 89.2 เซนติเมตร หนัก 112.1 กิโลกรัม ถือเป็นปืนใหญ่ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยขุดพบในช่วงกำแพงเมืองจีนส่วนนี้ นักวิจัยระบุว่าจารึกที่ยังคมชัดบนตัวปืนให้ข้อมูลสำคัญต่อการศึกษาการผลิตอาวุธไฟ และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางทหารในยุคนั้น

นอกจากนี้ สถาบันโบราณคดีปักกิ่งยังรายงานผลศึกษาเครื่องประดับเทอร์ควอยซ์จากแหล่งโบราณคดี “ซิงกง” (Xingong) ซึ่งเป็นชุมชนโบราณยุคราชวงศ์เซี่ย (ราว 2070–1600 ปีก่อนคริสตกาล) และราชวงศ์ซาง (1600–1046 ปีก่อนคริสตกาล) ที่หายากมากในเขตเมืองของปักกิ่ง

พื้นที่ดังกล่าวมีทั้งหลุมฝังศพ คูน้ำ และร่องรอยที่อยู่อาศัย และพบโบราณวัตถุเทอร์ควอยซ์แล้ว 28 ชิ้น ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า แร่เทอร์ควอยซ์เหล่านี้น่าจะมาจากเหมืองบริเวณรอยต่อมณฑลหูเป่ย์ เหอหนาน และส่านซี ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญว่ามีเครือข่ายการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและทรัพยากรระหว่างภูมิภาคในจีนตอนเหนือมาตั้งแต่หลายพันปีก่อนแล้ว


ที่มา : Xinhua 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top