Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำ” หัวเขาแดง จุดยุทธศาสตร์บริเวณปากน้ำ เร่งระบายลุ่มทะเลสาบสงขลา ก่อนฝนใต้ระลอกใหม่ถล่ม

ในขณะที่ฝนปลายปีในภาคใต้ยังเหลือเวลาอย่างน้อยราว 2 เดือน พื้นที่นครศรีธรรมราช พัทลุง และอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ยังเผชิญปัญหาน้ำท่วมซ้ำจากทั้งฝนสะสมและน้ำล้นตลิ่ง หลายชุมชนยังมีน้ำท่วมขัง ถนนสายหลัก–รองบางช่วงยังสัญจรลำบาก ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง

แม้น้ำส่วนหนึ่งจะไหลลงสู่ “ทะเลสาบสงขลา” ซึ่งเป็นจุดรับน้ำสำคัญของลุ่มน้ำภาคใต้ตอนล่าง แต่ระดับน้ำในทะเลสาบกลับลดลงอย่างเชื่องช้า ทำให้การระบายน้ำจากคลองสาขาและพื้นที่ลุ่มต่ำรอบ ๆ ยังทำได้จำกัด เสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่จึงเริ่มมุ่งไปที่ “หัวเขาแดง” บริเวณปากน้ำสงขลา ว่าเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่รัฐและหน่วยงานด้านน้ำต้องเร่งเข้ามาเสริมศักยภาพการระบายน้ำอย่างเร่งด่วน

หัวเขาแดงถือเป็น “คอขวด” ของลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา น้ำจากนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ รวมถึงพื้นที่รอบทะเลสาบส่วนใหญ่จะไหลมารวมกันก่อนจะระบายออกสู่อ่าวไทย หากปากน้ำบริเวณนี้ระบายได้ไม่เต็มที่ ระดับน้ำในทะเลสาบก็จะคงสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้พื้นที่ต้นน้ำและกลางน้ำไม่สามารถระบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องเผชิญกับภาวะน้ำท่วมขังนานกว่าที่ควรจะเป็น

จากบทเรียนเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปี 2554 ประเทศไทยเคยใช้ “เครื่องผลักดันน้ำ” และ “เรือผลักดันน้ำ” เพื่อเร่งเคลื่อนมวลน้ำลงสู่ปากแม่น้ำและออกทะเลในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยติดตั้งในคลองสายสำคัญร่วมกับเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ของกรมชลประทาน มาตรการดังกล่าวช่วยเพิ่มอัตราการไหลของน้ำและลดระยะเวลาน้ำท่วมขังได้อย่างเป็นรูปธรรม

วันนี้ หลายฝ่ายในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาเสนอว่า รัฐบาลและกรมชลประทานควรนำประสบการณ์จากปี 2554 มาปรับใช้กับสถานการณ์ภาคใต้ โดยเฉพาะการ “ดันตั้งเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อย่างจริงจัง เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่อ่าวไทย ก่อนที่ฝนระลอกใหม่จะถาโถมลงมาอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

ข้อเสนอเชิงปฏิบัติประกอบด้วย การตั้ง “วอร์รูมบริหารลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา” ระดับบูรณาการ ที่มองทั้งระบบตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่แยกการทำงานเป็นรายจังหวัด พร้อมสำรวจจุดเหมาะสมสำหรับติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำขนาดใหญ่บริเวณหัวเขาแดงและร่องน้ำคอขวด รวมถึงเพิ่มจุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำในคลองสายหลักรอบทะเลสาบ เพื่อเร่งระบายมวลน้ำอย่างต่อเนื่อง

พร้อมกันนี้ ภาคประชาชนเรียกร้องให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสื่อสารแผนการทำงานอย่างโปร่งใสและตรงไปตรงมา ระบุให้ชัดเจนว่า กำลังดำเนินการอะไรที่หัวเขาแดง มีการระดมเครื่องผลักดันน้ำและเรือผลักดันน้ำเมื่อใด จะเสร็จเมื่อไร และคาดว่าจะช่วยลดระดับน้ำในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างไร เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง และหาดใหญ่ ไม่ได้ถูกปล่อยให้ต่อสู้กับน้ำท่วมเพียงลำพัง

ท่ามกลางฤดูฝนที่ยังไม่จบ ลุ่มน้ำที่ยังอิ่มตัว และทะเลสาบที่ยังมีระดับน้ำสูง การตัดสินใจเชิงรุกของรัฐบาลในการเร่งติดตั้ง “เครื่องผลักดันน้ำที่หัวเขาแดง” อาจเป็นปัจจัยชี้ชะตาว่า ภาคใต้จะผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมระลอกนี้ไปได้ด้วยบาดแผลมากน้อยเพียงใด เพราะสำหรับคนในพื้นที่ สงครามน้ำท่วมครั้งนี้ “ยังไม่จบ” และทุกนาทีที่ปล่อยให้มวลน้ำค้างอยู่ คือความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในชีวิตจริงของผู้คนริมลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา

ดันบุคลากรรับมืออุตสาหกรรมยุคใหม่ “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ชูโมเดล “ความร่วมมือ” ปรับบทบาทสู่ “ผู้สนับสนุน” ดันไทยขึ้นแท่นผู้นำอุตฯ ภูมิภาค

(1 ธ.ค. 68) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดหลักสูตร “TechNet รุ่นที่ 1” ระดมผู้บริหารภาครัฐ-เอกชน สร้างเครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม “ผู้ว่าฯ สุเมธ” ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ มุ่งปรับบทบาทจากผู้กำกับดูแลสู่ “ผู้สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ชี้ความสามารถในการปรับตัวของบุคลากร
มีคุณค่าอย่างมาก พร้อมดันอุตสาหกรรมไทยก้าวข้ามผู้ตาม สู่ผู้นำในระดับภูมิภาค

นายสุเมธ ตั้งประเสริฐ ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดอบรมหลักสูตร “เครือข่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอนาคต” หรือ TechNet (Technology & Innovation Networking for Future Industries) รุ่นที่ 1 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมาว่า ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งการปฏิวัติดิจิทัล (Digital Disruption) และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ซึ่งเป็นความท้าทายที่อุตสาหกรรมไทยต้องเร่งบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม หากยังยึดติดกับโครงสร้างการบริหารแบบเดิม คงยากที่จะรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน

กนอ. จึงเร่งปรับบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้กำกับดูแล (Regulator) สู่การเป็น “ผู้สนับสนุนและวางโครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” โดยใช้ สถาบันวิทยาการอุตสาหกรรม กนอ. (I-EA-T Academy) เป็นกลไกหลักในการพัฒนาทุนมนุษย์ เพราะในยุคปัจจุบันความสามารถในการปรับตัวของบุคลากรมีคุณค่าอย่างมาก โดยหลักสูตร TechNet รุ่นที่ 1 ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างผู้นำที่มีวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ ผ่านระบบการเรียนรู้แบบบูรณาการที่เน้นประสบการณ์จริง (Experiential Learning) 

“หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวจากการเป็นผู้ตาม ขึ้นมาเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคได้นั้น คือ ‘ความร่วมมือ’ ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา กนอ. จึงมุ่งมั่นให้ TechNet เป็นต้นแบบแห่งการพัฒนาที่ยั่งยืน โดย I-EA-T Academy จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถักทอเครือข่ายพันธมิตร (Partnership) เชื่อมโยงตั้งแต่นักพัฒนานวัตกรรมไปจนถึงผู้ปฏิบัติงานจริง พร้อมยกระดับทักษะทั้ง การสร้างทักษะใหม่ (Reskill), การยกระดับทักษะเดิม (Upskill) และ การพัฒนาทักษะเชิงลึก (Deep skill) เพื่อสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมใหม่ (New Ecosystem) ที่เข้มแข็ง และเปลี่ยนผ่านบุคลากรให้เป็นบุคลากรคุณภาพ (Talent) ที่มีศักยภาพ พร้อมรับมือกับกติกาการค้าโลกและเทรนด์ความยั่งยืนในอนาคต” ผู้ว่าการ กนอ.กล่าวทิ้งท้าย


ที่มา : กองสื่อสารองค์กร การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.)  

ยุบสภา อภิปราย เลือกตั้ง พรรค ‘ส้ม-แดง-น้ำเงิน’ ระวัง!! อย่าลากกันไปแหกโค้ง โอกาสมี..อย่าติดประมาท

(1 ธ.ค. 68) พลันที่เกิดกรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ทำเอารัฐบาลเหมือนจะจมน้ำไปด้วย ทำให้ไทม์ไลน์การเมืองที่จะดูเหมือนจะตกผลึกในเชิงลึกระหว่างสีส้ม-แดง-น้ำเงิน ออกอาการกระเพื่อมว่าจะเปลี่ยนแปลงไปด้วย..

ตกผลึกการเมืองสามสีที่ว่านั้นก็คือ..วันที่ 10-11 ธ.ค.เปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 2  เมื่อผ่านวาระ2ทิ้งไว้ 15 วัน  ก็จะไปลงมติวาระ 3 ในวันศุกร์ที่ 26 ธ.ค.หรือ จันทร์ 29 ธ.ค.

จากนั้นหลังปีใหม่พรรคส้ม..ประชาชน /พรรคแดง.เพื่อไทย จะคิดอ่านประการใดเกี่ยวกับการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ว่ากันไป  ถ้าจะยื่นอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 แบบลงมติ อนุทิน  ชาญวีรกูล นายกฯชิงยุบสภาก่อนแน่  แต่ถ้ายื่นอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามามาตรา 152 จะอภิปรายกันกี่วันกี่คืนรัฐบาลอนุทินก็ไม่ขัดข้อง..จะได้ฉวยโอกาสชี้แจงไปด้วย..

แต่พอเกิดกรณีน้ำท่วมที่รัฐบาลอยู่ในอาการซวนเซ  พรรคเพื่อไทยบางส่วนเห็นว่าควรจะใช้เป็นนาทีทองกระหน่ำให้หมอบราบคาบแก้ว  เปิดสมัยประชุมรัฐสภาวันที่ 12 ธ.ค.2568 ปั๊บ ก็ยื่นอภิปรายตามม.151ปุ๊บ  หากอนุทินยุบสภาไม่ทันต้องเปิดอภิปราย...หรือยุบได้ทันก็น่าจะเสียรังวัด..ถูกประชาชนด่า..ที่ไม่กล้าถูกตรวจสอบ

แต่สส.พรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยเห็นว่า  หากยื่นตามม. 151 เกิดการยุบสภา  พรรคอาจจะถูกด่าว่าเป็นต้นเหตุการยุบสภา...ในขณะที่ประเทศกำลังอยู่ในโหมดการฟื้นฟูเยียวยา  และดีไม่ดีอาจมีปัญหาไทย-กัมพูชาแทรกซ้อนเข้ามาอีกปัญหา...อีกทั้งพรรคอาจถูกด่าว่าละทิ้งภารกิจแก้รัฐธรรมนูญอีกต่างหาก..

สรุปพรรคเพื่อไทยก็ติดกับดักตัวเอง  ชักเข้าชักออก หากให้ฟันธงก็อยากจะชี้ว่าคงได้แต่ฮึ่มๆ ต่อไป..ในขณะที่พรรคประชาชนนั้นชัดเจนว่า..รอจนกว่าจะมีการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค. 

ในช่วงที่พรรคส้ม-แดงอยู่ในช่วงรอเปิดสมัยวิสามัญ  มีหลายกลุ่มเสนอสูตรให้พรรคส้ม-แดง ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามม. 152 คือยื่นอภิปรายแบบไม่ลงมติในช่วงกลางหรือปลายเดือนม.ค.2569 ซึ่งรับประกันซ่อมฟรีว่าได้อภิปรายแน่   สูตรนี้กล่าวได้ว่าวิน-วินทุกฝ่าย ฝ่ายค้านได้อภิปราย  รัฐบาลได้ชี้แจง  ประชาชนได้ข้อมูล อภิปรายเสร็จก็ยุบสภา ตามไทม์ไลน์เดิม 31 ม.ค.และเลือกตั้ง 29 มี.ค.

ตามสูตรอภิปรายทั่วไปตามม.152ช่วงปลายเดือนม.ค.2569 นักเคลื่อนไหว-นักวิชาการอย่าง จตุพร  พรหมพันธุ์ และดร.ธนพร  ศรียางกูล ประสานเสียงเห็นพ้องว่าทุกฝ่ายได้ประโยชน์และทำให้ระบบรัฐสภาดูงดงาม..แต่ท้ายสุดบรรดาพรรคการเมือง-นักเลือกตั้ง จะเลือกหนทางไหนก็ต้องตามไปดู 

อย่างไรก็ตาม  ไม่ว่าจะเลือกหนทางใดผลการเลือกตั้งต้นปี 2569 ก็ยังจะออกมาตามที่หลายโพลหลายฝ่ายคาดหมาย..นั่นคือ 3 พรรคแรกจะประกอบด้วยพรรคประชาชน-ภูมิใจไทย-เพื่อไทย   

ส่วนพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยใครจะมาอันดับ 1 ก็ดูกันนาทีสุดท้าย แต่เดิมนั้นคาดว่าภูมิใจไทยจะปาดหน้าไปถึง 150 เสียง  แต่ตอนนี้อาจจะลำบาก

สรุปทิศทางการเมืองระยะใกล้ๆ
1)หลังเปิดสมัยประชุมรัฐสภาสมัยสามัญ วันที่ 12 ธ.ค. พรรคเพื่อไทยขยับยื่นอภิปรายฯ -สูตรนี้เป็นไปได้ แต่ไม่น่าจะเกิน 10%
2)มีการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ช่วงปลายเดือนธ.ค.2568  จากนั้นต้นเดือนม.ค.มีการยื่นอภิปรายฯตามม.151  แต่ถูกชิงยุบสภา ไม่มีการอภิปราย  แนวทางนี้เป็นไปได้40-50%
3)มีการยื่นอภิรายทั่วไปตามม.152   ช่วงปลายเดือนม.ค.2569  แล้วยุบสภาตามไทม์ไลน์ 31 ม.ค.2569  มีโอกาสเป็นไปได้สูงเกิน50%
4)เกิดสถานการณ์ผิดปกติ เครื่องบินแหกโค้งออกนอกรันเวย์...โอกาสมี แต่น้อยมากถึงน้อยที่สุด..แต่อย่าประมาท!!??


เรื่อง : เล็ก เลียบด่วน
 

หลังโฆษกรัสเซียเผยสถานการณ์ทรุดทุกวัน ทั้งมุมการเมืองในประเทศยูเครน และการทหาร แถมผู้นำยังเอี่ยวคดีคอร์รัปชันในประเทศ ทำยุโรปเริ่มลังเลระดมทุนซื้อขีปนาวุธช่วย

(1 ธ.ค. 68) สื่อรัสเซีย Sputnik รายงานอ้างคำให้สัมภาษณ์ของดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน ระบุว่า “ทุกวันคือวันที่ขาดทุนสำหรับเซเลนสกีและระบอบยูเครน” โดยอ้างว่าตำแหน่งของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี กำลังย่ำแย่ลงทั้งภายในประเทศและด้านกรรทหาร 

เปสคอฟยังกล่าวว่า เซเลนสกี “บริหารจัดการวิกฤตยูเครนไม่ได้” ท่ามกลางแรงกดดันจากเหลายฝ่าย ทั้งภายในและจากชาติตะวันตก โดยพาดพิงถึงเหตุที่เคยผลักดันกฎหมายการเมืองหลายฉบับแล้วต้องถอยกลับ และชี้ว่าองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครนอย่าง NABU ถูกมองว่ามีอิทธิพลจากชาติตะวันตกกำกับอยู่ พร้อมระบุว่าช่วงที่เริ่มมี “แนวโน้มไปสู่การเจรจาอย่างสันติ” ทำให้มีผู้คนและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องจำนวนมาก

อีกด้านหนึ่ง ในยุโรปก็เกิดเสียงวิจารณ์เกี่ยวกับดีลอาวุธเพื่อยูเครน โดยมีรายงานว่ากลุ่มระดมทุนในสาธารณรัฐเช็กที่เคยเปิดแคมเปญซื้อขีปนาวุธพิสัยไกล “Flamingo” ให้ยูเครน มูลค่าราว 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ ชะลอการโอนเงินหลังมีข่าวเชื่อมโยงผู้ผลิต Fire Point กับทิมูร์ มินดิช เพื่อนสนิทและอดีตหุ้นส่วนธุรกิจวงการบันเทิงของเซเลนสกี ท่ามกลางกระแสคดีทุจริตขนาดใหญ่ในยูเครน

สื่อท้องถิ่นรายงานว่า Fire Point ซึ่งเริ่มจากสตูดิโอภาพยนตร์เล็ก ๆ แล้วขยายตัวสู่บริษัทรับเหมาทางทหาร ผู้ผลิตขีปนาวุธ Flamingo และโดรนหลายรุ่น กำลังเผชิญการสอบสวนเรื่องการได้สัญญารัฐผ่านสายสัมพันธ์ การตั้งราคาชิ้นส่วนอาวุธเกินจริง และการถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานต่อต้านคอร์รัปชันของยูเครน ขณะเดียวกันก็ยังมีเสียงตั้งคำถามถึงความพร้อมใช้งานจริงของระบบอาวุธรุ่นดังกล่าว

แม้ข้อกล่าวหาหลายประเด็นยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและไม่ได้รับการยืนยันจากฝ่ายอิสระ แต่กรณีอื้อฉาวเรื่องอาวุธและการเมืองภายในยูเครน กำลังถูกเครมลินนำมาใช้เป็นข้อมูลโจมตีภาพลักษณ์รัฐบาลเซเลนสกีอย่างต่อเนื่อง


ที่มา : Sputnik

 

พักหนี้-ดีพร้อม ยกต้นยกดอก อัตโนมัติ 4 เดือน ช่วยลูกหนี้ SME น้ำท่วมภาคใต้ อัดผ่านสินเชื่อ เงินช่วยภัยพิบัติ ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือน

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือดีพร้อม (DIPROM) ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ดำเนินมาตรการเร่งด่วน
“การบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” หรือสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” เพื่อให้ความช่วยเหลือ และลดภาระด้านการเงินแก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ในพื้นที่ภาคใต้ผ่านเงินทุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย หรือดีพร้อมเปย์ (DIPROM Pay) 

โดยลูกหนี้ชั้นดีรายเดิมจะได้รับการพักชำระหนี้อัตโนมัติทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ไม่เกิน 4 เดือน พร้อมลดภาระค่างวดผ่อนชำระรายเดือนและขยายระยะเวลาชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี ส่วนลูกหนี้รายใหม่สามารถกู้วงเงินได้ รายละไม่เกิน 5 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก พร้อมพักชำระหนี้อัตโนมัติ 3 เดือน

นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากสถานการณ์อุทกภัยขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ตั้งแต่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 หลายจังหวัดได้รับผลกระทบความเสียหายรุนแรง โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่ถูกจัดเป็นพื้นที่ความรุนแรงระดับหนักมาก 

ส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนและความเสียหายแก่ทรัพย์สิน ของประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการรายย่อย และวิสาหกิจชุมชน กระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การนำของ นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม มีความเป็นห่วงพี่น้องประชาชนในพื้นดังกล่าว จึงสั่งการให้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม หรือ ดีพร้อม (DIPROM) เร่งให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบสำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและวิสาหกิจชุมชน และในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการส่งเสริมอาชีพอุตสาหกรรมในครอบครัวและหัตถกรรมไทย

จึงออกมาตรการเร่งด่วนผ่าน “มาตรการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการอุตสาหกรรม” กรอบวงเงินล็อตแรก 50 ล้านบาท เพื่อมุ่งช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมที่เป็นลูกหนี้สินเชื่อของเงินทุนหมุนเวียนฯ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินให้ได้รับการผ่อนผันการชำระหนี้ลดอัตราดอกเบี้ย ให้สิทธิรีไฟแนนซ์ (Refinance) นอกจากนี้ ลูกค้ารายใหม่ยังสามารถยื่นขอสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” ภายใต้มาตรการดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ปรับปรุง ซ่อมแซม ฟื้นฟูกิจการ และทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหาย หรือเสริมสภาพคล่อง ในการดำเนินธุรกิจให้มีโอกาสฟื้นตัวในการประกอบอาชีพ หรือธุรกิจต่อไป 

นางสาวณัฏฐิญา กล่าวต่อว่า สำหรับคุณสมบัติของผู้ประกอบการที่ประสงค์ขอรับความช่วยเหลือต้องอยู่ในพื้นที่ที่ประกาศเป็นพื้นที่ประสบอุทกภัยและเป็นลูกหนี้เงินทุนหมุนเวียนฯ ชั้นดี รายเดิม หรือมีประวัติการค้างชำระ ไม่เกิน 1 ปี จะได้รับสิทธิ ดังนี้ (1) พักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 4 เดือน และยกดอกเบี้ยระหว่าง 4 เดือนนี้ ให้ลูกหนี้โดยไม่ต้องชำระคืนภายหลัง (2) ลดค่างวดผ่อนชำระรายเดือน ร้อยละ 50 ตามสัญญาเดิม เป็นระยะเวลา 4 เดือน (3) สามารถขอขยายระยะเวลาการผ่อนชำระหนี้ได้ไม่เกิน 2 ปี โดยรวมแล้วต้องไม่เกินระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญาเดิม และ (4) สามารถขอรีไฟแนนซ์เงินกู้ (Refinance)

โดยวงเงินกู้ใหม่จะต้องไม่เกินวงเงินกู้เดิม ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบและต้องการเสริมสภาพคล่อง ยังสามารถยื่นขอรับสินเชื่อ “เงินง่าย ฟื้นใต้ ช่วยภัยพิบัติ” โดย ดีพร้อม มีมาตรการพิเศษเพื่อการบรรเทา ฟื้นฟู และให้ความช่วยเหลือฯ ผ่านวงเงินกู้ไม่เกิน 500,000 บาท ต่อราย/กิจการ ผ่อนชำระสูงสุดไม่เกิน 2 ปี ปลอดดอกเบี้ยเดือนที่ 1 – 6 และเดือนที่ 7 – 24 อัตราดอกเบี้ยพิเศษแบบขั้นบันได ไม่เกินร้อยละ 6 ต่อปี พร้อมสิทธิการพักชำระหนี้อัตโนมัติ ไม่เกิน 3 เดือน

นอกจากมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนในภาวการณ์ฉุกเฉินแล้ว ดีพร้อม
ยังเร่งเตรียมส่งธารน้ำใจไปยังผู้ประสบภัยด้วยถุงยังชีพผ่าน “ศูนย์อุตสาหกรรมรวมใจ ช่วยพี่น้องชาวไทยประสบภัยพิบัติ” โดยบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนและหน่วยงานเครือข่าย รวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ เครื่องอุปโภค บริโภค และน้ำดื่ม ส่งมอบให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน นางสาวณัฏฐิญา กล่าวทิ้งท้าย

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่สนใจสามารถยื่นคำขอได้ด้วยตนเอง หรือส่งคำขอทางไปรษณีย์มาที่ กลุ่มบริหารเงินทุน สำนักงานเลขานุการกรม กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ชั้น 4 ถนนพระรามที่ 6 เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0 2430 6865 – 66 ต่อ 1051 หรือ DIPROM Center 1-11 ที่ประจำอยู่ในแต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ
 

บันไดสู่งานดี ทุนเรียนต่อต่างประเทศ ศูนย์สอนภาษาเผยแผนพัฒนา ด้วยการใช้ AI ช่วยฝึกการเรียนรู้

(1 ธ.ค. 68) ที่ศูนย์ Golden Education Sharing Center (GESC) เขตฮไล่งตะยาร์ ในนครย่างกุ้ง ห้องเรียนแน่นไปด้วยนักเรียนที่สลับไปมาระหว่างภาษาพม่าและภาษาจีน หลายคนบอกตรงกันว่าภาษาจีนไม่ใช่วิชาเสริมอีกต่อไป แต่คือ “ทางลัด” ไปสู่งานที่ได้เงินเดือนสูงขึ้น ทุนเรียนต่อ และโอกาสเดินทางไปต่างประเทศในอนาคต

ตอว์ดาร์ ตุน วัย 26 ปี เริ่มจากการมาเรียนภาษาจีนแบบเข้มข้นที่ GESC เป็นเวลา 2 ปี ก่อนสอบได้คะแนนสูงจนได้กลับมาเป็นผู้ช่วยครู เธอบอกว่ามีความสุขที่สุดตอนเรียนภาษา เพราะ “ภาษาเปิดประตูและเติมความมั่นใจเวลาเดินทาง” ขณะที่เด็กหนุ่มวัย 16 ปี อย่าง เทต เว ยาน ลิน เลือกเรียนจีนวันละ 2–3 ชั่วโมง เพราะมองว่าเป็น “การลงทุนเพื่อโอกาสงาน” ส่วนซอว์ หล่าย โม วัย 20 ปี มาเรียนเพื่อช่วยธุรกิจครอบครัวที่นำเข้าสินค้าจากจีน จะได้คุยงานกับคู่ค้าจีนได้เอง

ฝั่งครูชาวจีนอย่าง หยาง หรงชิว เล่าว่า การสอนร้องเพลง นิทาน และกิจกรรมให้ห้องเรียนคึกคัก เพราะโทนเสียงและตัวอักษรจีนคืออุปสรรคใหญ่ของนักเรียนเมียนมา แต่ผลตอบแทนคุ้มค่า หลายคนที่เรียนจบกลับไปทำงานโรงงานได้ค่าแรงเพิ่ม 2–3 เท่า
.
ปัจจุบัน GESC มีนักเรียนราว 10,000 คน จากที่สอนมาแล้วกว่า 100,000 คนตั้งแต่ปี 2006 ขยายสาขาครอบคลุม 6 เขตในย่างกุ้ง มีครูราว 90 คน ใช้เครื่องมือ AI ช่วยการบ้าน–ฝึกเขียน และจับมือกับโรงงานกว่า 500 แห่ง รวมถึงโรงแรมและบริษัทที่ต้องการพนักงานพูดจีนได้

ขณะที่ Bowen Chinese School เน้นกลุ่มเด็กและเยาวชนที่เตรียมตัวไปเรียนต่อหรือใช้ภาษาในสายวิชาการ ที่แคมปัส Times City แม่วัย 35 ปีอย่างซูซาน เล่าว่าพาลูกสาววัย 8 ขวบมาเรียนจีนเพื่อ “ให้มีทางเลือกในอนาคตมากขึ้น” ลูกของเธอเรียนทั้งพม่า จีน และอังกฤษไปพร้อมกัน 

ด้านครูหนุ่มวัย 19 ปี ไพง์ มิน ข่อง ซึ่งมีเชื้อสายจีน บอกว่าอยากส่งต่อภาษาและวัฒนธรรมให้เด็ก ๆ ผ่านเกม เพลง และการเต้น แม้โทนเสียงและการเขียนตัวอักษรจะยาก แต่ถ้าเรียนได้ก็มีทางไปต่อทั้งสายล่ามหรือเรียนต่อที่จีน ปัจจุบัน Bowen มีนักเรียนราว 1,400 คน ใน 4 สาขา ทั้งย่างกุ้งและเนปิดอว์ มีครูกว่า 100 คนดูแล

นอกห้องเรียน ยังมีผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อยที่หันมาเรียนภาษาจีนผ่านคอร์สออนไลน์ เช่น ออง ทู วัย 32 ปี เขามองว่าภาษาจีนกำลังสำคัญไม่แพ้ภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะในเอเชีย สำหรับเขาการรู้ภาษาเพิ่มอีกหนึ่งภาษา ก็เหมือนเปิดหน้าต่างอีกบานให้มองโลกได้กว้างขึ้น” และภาษาจีนก็กำลังกลายเป็นหน้าต่างบานใหม่ของคนเมียนมาหลายหมื่นคนในวันนี้



ที่มา : Xinhua 

 

ชวนเที่ยวงาน ‘พรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9’ ประจำปี 2568 ยกขบวนพืชพรรณให้คนกรุงท่องโลกธรรมชาติ ตั้งแต่ 1-10 ธ.ค. 68

หากจะเปรียบ “สวนหลวง ร.9” ภายใต้การบริหารดูแลของ “มูลนิธิสวนหลวง ร.9” เป็นเหมือนสวนหลังบ้านของคนกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ก็คงไม่เกินจริงนัก เพราะที่นี่เป็นพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ที่เปิดต้อนรับคนทุกเพศทุกวัยให้เข้ามาใช้เวลาอย่างผ่อนคลายท่ามกลางธรรมชาติ

ไม่ว่าจะเป็นคนรักสุขภาพที่มาเดิน-วิ่งออกกำลังกาย กลุ่มคนที่มาเล่นโยคะ เต้นแอโรบิก ปั่นจักรยานในโซนที่กำหนด ครอบครัวที่มาปูเสื่อปิกนิก อ่านหนังสือ นั่งชมวิวริมน้ำ เด็ก ๆ ที่มาวิ่งเล่นและให้อาหารปลา ไปจนถึงผู้ที่ตั้งใจมาชมสวนดอกไม้ เรือนพฤกษศาสตร์ มาถ่ายรูปพรีเวดดิ้ง หรือร่วมงานเทศกาลและงานเฉลิมฉลองต่าง ๆ

ทุกกิจกรรมที่กล่าวมานี้ทำให้สวนหลวง ร.9 กลายเป็นพื้นที่พักผ่อนและตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองในทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง

“สวนหลวง ร.9” กลายเป็นสวนสาธารณะที่ถูกพูดถึงเป็นชื่อแรก ๆ และเป็นแลนด์มาร์กสีเขียวที่ไม่ว่าใครก็อยากจะลองไปเยือนสักครั้ง แต่หลายคนก็อาจยังไม่ทราบว่า จุดเริ่มต้นของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่แห่งนี้ เกิดขึ้นจากการผลักดันของผู้คนที่เห็นความสำคัญของพืชพรรณและธรรมชาติ ที่ต้องการสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ตามพระอิสริยยศในขณะนั้น) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อปี พ.ศ. 2530 บนพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงเทพมหานคร และที่ดินผืนนี้ กรุงเทพฯ ได้มอบให้มูลนิธิสวนหลวง ร.9 เป็นผู้ดำเนินการและดูแล

พลังความร่วมมือของทุกฝ่าย ทำให้สวนหลวง ร.9 ไม่ได้เป็นเพียงสวนสาธารณะธรรมดา แต่เป็นพื้นที่สีเขียวที่เกิดจากความตั้งใจและการทำงานอย่างเป็นระบบ ซึ่งยังคงมอบความร่มรื่นและคุณค่าทางธรรมชาติให้กับคนเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

ปัจจุบัน “สวนหลวง ร.9” เปิดดำเนินการมานานแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ ขึ้นชื่อว่าเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่และสวนพฤกษศาสตร์แห่งแรกของประเทศไทย และดำเนินการจัด “งานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9” ซึ่งถือเป็นงานใหญ่ประจำปีที่จัดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี

ในปี 2568 นี้ สวนหลวง ร.9 ก็จัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง ร.9 ภายใต้ชื่องาน “เจ้าฟ้าแห่งพฤกษาพรรณ มิ่งขวัญของปวงประชา 70 พรรษา” ระหว่างวันที่ 1-10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 05.00-19.00 น. โดยภายในงานครั้งนี้ ได้มีการจัดแสดง “สวนพันธมิตร” ซึ่งเป็นสวนที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานพันธมิตรให้การสนับสนุน ได้แก่

>>สวนญี่ปุ่น ดินแดนแห่งเทพเจ้า

เป็นสวนสไตล์ญี่ปุ่น ประกอบด้วยเสาโทริอิ ทางเดินข้ามสะพาน ไปสู่ทางเชื่อมจิตวิญญาณ พร้อมโคมไฟไม้ไผ่ เพิ่มความอบอุ่นและส่องประกาย

>>สวนศิลปะแห่งสีสันและอารมณ์

เน้นการผสมผสานงานศิลปะเข้ากับธรรมชาติ รูปดอกม่วงเทพรัตน์ คือ ประติมากรรมดอกไม้ที่จัดวางอย่างจงใจ สวนนี้เป็นการเล่นกับสีสันที่ตัดกันอย่างชัดเจน (สีแดง-ม่วง-ชมพู-เขียว) สร้างความตื่นเต้นและท้าทายสายตาผู้เข้าชม เป็นเหมือนแกลเลอรีกลางแจ้งที่เต็มไปด้วยพลังงาน

>>สวนฟาร์มมิลี่ (Family)

ฟาร์มแสนสุข ที่ทั้งครอบครัวได้ใช้เวลาร่วมกัน จัดแสดงในรูปแบบสวนที่เป็นทั้งฟาร์มและบ้าน จัดวางในรูปแบบโรงนา และกังหันลม พร้อมองค์ประกอบในฟาร์ม เช่น ฟางก้อน สัตว์เลี้ยง แปลงปลูกผัก ให้ความรู้สึกผ่อนคลาย และสนุกสนาน

>>สวนอเมซอน หัวใจแห่งป่าฝน

จำลองบรรยากาศและความรู้สึกของการเดินสำรวจป่าฝนอเมซอน ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาและความลึกลับ โดยเน้นพืชพรรณเขตร้อน ความอุดมสมบูรณ์ เขียวชอุ่ม และความหลากหลายทางชีวภาพ สัตว์ป่าสีสันสดใส

>>สวนเทศกาลฤดูหนาว

สวนฤดูหนาวออกแบบให้สื่อถึงความอบอุ่นท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ใช้โทนสีแดง-เขียว-ทอง สร้างความสดใส และสมดุลกับสีเขียวของไม้พุ่มและต้นสน จัดองค์ประกอบให้มีจุดศูนย์กลางเป็นต้นไม้ตกแต่ง รายล้อมด้วยแปลงดอกไม้และพืชกระถาง เพิ่มความน่าสนใจด้วยรถไฟจำลองและกวางคู่ สร้างภาพลักษณ์สวนที่มีชีวิตชีวา เหมาะสำหรับพักผ่อนและเป็นมุมถ่ายภาพในฤดูหนาว

>>สวนประดับกินได้

ใช้พืชผักมาประยุกต์ให้สวยงาม เน้นเส้นสายเส้นตรงของซุ้ม สร้างจุดเด่นด้วยพืชผักที่มีเถา

นอกจากสวนพันธมิตรแล้ว ภายในงานยังมีโซนจัดแสดงถาวรที่น่าสนใจไม่แพ้กัน ทั้ง “อาคารแสดงพรรณไม้ในร่ม” ซึ่ง กฟผ. ให้การสนับสนุนต่อเนื่องมาเกือบ 40 ปี นำเสนอพืชหายากและพืชเฉพาะถิ่น อาทิ ปาล์มเจ้าเมืองถลาง หวายทะนอย เรือนเฟิร์น กล้วยไม้ อีกทั้งยังมีอาคารพันธุ์ไม้ทะเลทราย สวนนานาชาติ หอรัชมงคล และโซนอื่น ๆ ภายในสวนหลวง ร.๙ ที่สวยงามและร่มรื่นไม่แพ้กัน

อีกทั้งยังมีการจัดแสดงต้นไม้ที่ชนะการประกวด 11 ประเภท ได้แก่ กระบองเพชร โป๊ยเซียน เฟิร์น ไม้อวบน้ำ พญามังกร แก้วกาญจนา ลิ้นมังกร บอนสี ชวนชม โกศล และหน้าวัวใบ นำมาจัดแสดงบริเวณสนามราษฎร์ (ด้านถนนเฉลิมพระเกียรติ เข้าประตู 6 เฟื่องฟ้า)

พร้อมกันนี้ยังมีซุ้มตรวจดวงชะตา โดยนักพยากรณ์ชื่อดังจากหลากหลายแขนง บริเวณศาลามะหาด กันเกรา หมากขาม (เกาะ 3) ในวันที่ 1, 5, 6, 7, 9, 10 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30-18.30 น. จำหน่ายบัตรราคา 300 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าเที่ยวชมงาน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ค่าบัตรเข้าชมคนละ 20 บาท เพื่อใช้ในการดูแลบำรุงรักษา ปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมของสวนหลวง ร.9 ให้คงความสวยงาม และเป็นพื้นที่พักผ่อนสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ ตลอดไป

ผู้ที่นำรถส่วนตัวมา สามารถจอดรถได้ที่สวนหลวง ร.9 โดยจะเก็บค่าจอดรถคันละ 50 บาท หรือจอดที่ห้างพาราไดซ์พาร์ค หรือ ซีคอนสแควร์ ซึ่งจะมีรถมินิบัสไฟฟ้าของ กทม. ให้บริการรับ-ส่ง ฟรี ส่วนผู้ที่เดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ สามารถใช้รถไฟฟ้า MRT สายสีเหลือง ลงที่สถานีสวนหลวง ร.๙ ได้เลย

สวนหลวง ร.9 ไม่ใช่เพียงสวนสาธารณะเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่สีเขียว เป็นปอดกลางกรุง เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ ให้ชาวกรุงเทพฯ ทุกคน ได้ใกล้ชิดธรรมชาติ

 

ไม่เคยเป็นประเทศ เป็นชื่อเก่าจาก ‘ปาตานี’ เมืองท่ามลายู ปรากฏในฮิกายัต–เอกสารอาหรับ–ยุโรป ไม่เคยถูกยอมรับเป็นรัฐเอกราชในเวทีโลก ต้องแยกข้อเท็จจริงออกจากวาทกรรมการเมือง

(1 ธ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า… คำว่า “ฟาตอนี” ไม่ได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบัน แต่มีรากมาจากการออกเสียงแบบมลายู–อาหรับของคำว่า “ปาตานี” เมืองท่าโบราณริมชายฝั่งมลายู ที่เป็นศูนย์กลางการค้าและวัฒนธรรมมาตั้งแต่หลายร้อยปีก่อน ปรากฏทั้งในเอกสารมลายู เช่น Hikayat Patani, เอกสารอาหรับที่บันทึกเส้นทางการเดินเรือ จนถึงบันทึกของนักเดินทางยุโรปที่เข้ามาค้าขายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ “ฟาตอนี” ไม่เคยเป็นชื่อของรัฐเอกราช หรือประเทศที่มีเส้นเขตแดนของตนเอง มันเป็นเพียงชื่อเมือง—หรือชื่อหัวเมืองมลายูที่มีเจ้าปกครองตามแบบนครรัฐในภูมิภาค ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบขึ้นต่ออำนาจใหญ่กว่า ไม่ว่าจะเป็นอยุธยา รัตนโกสินทร์ กลันตัน หรือสุลต่านรัฐต่าง ๆ ในแหลมมลายู

เมื่อกาลเวลาผ่านไป โลกเปลี่ยนเข้าสู่ยุคของ “รัฐชาติสมัยใหม่” ที่ต้องมีเงื่อนไขชัดเจน เช่น ประชากรถาวรที่รัฐควบคุมได้จริง เส้นเขตแดนชัดเจน รัฐบาลที่บริหารได้ทั่วพื้นที่ และความสามารถในการทำความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ชื่อ “ฟาตอนี” จึงกลายเป็นคำในประวัติศาสตร์มากกว่าจะเป็นชื่อของรัฐจริงตามหลักกฎหมายโลก

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา คำนี้กลับถูกหยิบกลับมาครั้งใหม่โดยบางกลุ่มที่ผลักดันแนวคิดแบ่งแยกดินแดน พวกเขาใช้ชื่อโบราณนี้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ทางการเมืองใหม่ ทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดว่า “ฟาตอนี” เคยเป็นประเทศเต็มรูปแบบที่ถูกผนวกหรือยึดไป ทั้งที่ประวัติศาสตร์จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

จึงเกิดความสับสนขึ้นในสังคม—ระหว่าง ฟาตอนีในฐานะชื่อโบราณ กับ ฟาตอนีในฐานะวาทกรรมทางการเมืองสมัยใหม่ ข้อเท็จจริงคือสองสิ่งนี้ไม่เหมือนกัน และไม่ควรนำมาปะปนกัน

ในภาพรวมแล้ว คำว่า “ฟาตอนี” มีอยู่จริงในเอกสารประวัติศาสตร์ แต่ไม่เคยอยู่ในสถานะ “รัฐเอกราช” ที่เป็นที่ยอมรับในระดับระหว่างประเทศ การใช้คำนี้ในปัจจุบันจึงเป็นการตีความใหม่เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง มากกว่าจะอิงข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของภูมิภาคนี้



เรื่อง : ปราชญ์ สามสี
 


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top