Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

“การแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย” ที่ไต้หวัน หลังเยาวชนไทยโกย 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดง พร้อมส่งต่อชิงแชมป์โลกที่จีน

(2 ธ.ค. 68) เยาวชนไทยกลับสู่ประเทศหลังคว้าอันดับ 2 ในการแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย ครั้งที่ 3 ที่ไทเป ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 โดยได้รับ 3 เหรียญทอง 5 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง และ 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยม

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า เยาวชนไทยคว้า 3 เหรียญทองจากสาขาเมคคาทรอนิกส์ การแต่งผม และบริการอาหารและเครื่องดื่ม พร้อมรางวัล Best of Nation รวมถึง 5 เหรียญเงิน และ 3 เหรียญทองแดงในสาขาต่าง ๆ

นอกจากนี้ ยังมี 1 เหรียญฝีมือยอดเยี่ยมทางเทคโนโลยีเว็บ และรางวัลทุ่มเทเสียสละอีก 4 เหรียญ ที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและความสามารถของเยาวชนไทยที่ร่วมแข่งขันในครั้งนี้

นายสมาสภ์กล่าวว่า "เยาวชนทุกคนทำผลงานได้ดี สร้างชื่อเสียงและศักยภาพให้ประเทศไทยได้เป็นที่ยอมรับในภูมิภาค" และเตรียมส่งเยาวชนตัวแทนไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนต่อไป

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดงานมอบรางวัล และขอบคุณผู้สนับสนุน ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธานในวันนี้ พร้อมมอบโอกาสและแรงสนับสนุนแก่เยาวชนที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับทวีปนี้

ซัดคำพูด “โจมตีก่อน” ไร้ความรับผิดชอบ สะท้อนท่าทีพร้อมยกระดับความตึงเครียด หยันภาพลักษณ์ “พันธมิตรเชิงป้องกัน” พังทลาย เตือนคิดให้ดีก่อนเล่นกับไฟสงคราม

(2 ธ.ค. 68) มาเรีย ซาคาโรวา (Maria Zakharova) โฆษกหญิงของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ออกแถลงการณ์ตอบโต้คำให้สัมภาษณ์ของพลเรือเอกจูเซ็ปเป คาโว ดรากอเน (Giuseppe Cavo Dragone) ประธานคณะเสนาธิการทหารนาโต ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการใช้ “การโจมตีล่วงหน้า” ต่อรัสเซีย หากมองว่ารัสเซียมีพฤติกรรมคุกคามพันธมิตรนาโต โดยคำพูดนี้ถูกเผยแพร่ผ่านสื่ออังกฤษ Financial Times

มาเรีย ซาคาโรวา ระบุว่า คำพูดดังกล่าวเป็น “ความเคลื่อนไหวที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง” และสะท้อนถึงความพร้อมของนาโตที่จะเดินหน้าสร้างความตึงเครียดต่อไป พร้อมมองว่าเป็นความพยายามจงใจบ่อนเซาะความพยายามหาทางออกวิกฤตยูเครนด้วยแนวทางสันติ

ซาคาโรวายังชี้ว่า ถ้อยแถลงเชิง “โจมตีก่อน” แบบนี้ ทำลายภาพลักษณ์ที่นาโตพยายามสร้างว่าเป็น “พันธมิตรเพื่อการป้องกันเท่านั้น” และเตือนว่าผู้ที่ออกมาพูดในลักษณะนี้ควรตระหนักถึงความเสี่ยงและผลลัพธ์ที่จะตามมา ซึ่งอาจกระทบต่อประเทศสมาชิกของนาโตเองด้วย ไม่ใช่เพียงคู่ขัดแย้งฝั่งตรงข้ามเท่านั้น


ที่มา : Sputnik

‘ปฐม อินทโรดม’ ชี้ โรงเรียนส่อปิดตัวลงอีกเรื่อยๆ โรงเรียนใจกลางเมืองกำลังถูกกลืน ที่ดินการศึกษาถูกจับจองเป็นโปรเจกต์อสังหาฯ ย้ำหากรัฐไม่ขยับ อีก 20 ปี จะไม่เหลือพื้นที่เรียนรู้

2 ธ.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…โรงเรียนจะปิดตัวลงอีกเรื่อย ๆ ผมอยากชวนทุกคนให้ช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรกับพื้นที่เหล่านี้ เพราะผมเชื่อว่ามันเป็น “สินทรัพย์ด้านการศึกษา” 

ที่หายากที่สุด มันคือที่ดินใจกลางเมืองที่เข้าถึงง่าย ซึ่งถ้าปล่อยให้กลายเป็นคอนโดหรือห้าง ก็เท่ากับเราสูญเสียพื้นที่เพื่อการเรียนรู้ไปแบบถาวร

ผมอยากเสนอให้รัฐบาลจัดตั้ง กองทุนอนุรักษ์พื้นที่การเรียนรู้ หรือ Urban Learning Space Fund เพื่อ…
- ซื้อหรือรับโอนโรงเรียนที่ปิดกิจการบางแห่ง
- ฟื้นฟูให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้สาธารณะ
- บริหารร่วมกับท้องถิ่นและเอกชน

โจทย์สำคัญ: ถ้ารัฐไม่ลงมือทันที พื้นที่แบบนี้จะถูกทุนอสังหาแปลงสภาพอย่างรวดเร็ว และเราไม่มีวันเอาคืนได้อีก โมเดลที่น่าทำคือ PPP เชิญเอกชนลงขันทำ Education Hub / Learning Park
พื้นที่โรงเรียนในเมืองมีศักยภาพสูงมาก สามารถพัฒนาเป็น ศูนย์การเรียนรู้ครบวงจร ในรูปแบบ PPP เช่น
- Co-learning space / Co-working สำหรับนักเรียน นักศึกษา และสตาร์ทอัพด้านการศึกษา
- Maker space, FabLab, Robotics Lab, AI Lab
- พื้นที่ติวเตอร์คุณภาพ (ไม่ใช่สถาบันกวดวิชาเชิงพาณิชย์ แต่เป็น EdTech Learning Center)
- ห้องสมุดดิจิทัล, ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ร่วมใช้
- ศูนย์เรียนรู้ด้านอาชีพใหม่ เช่น EV, AI, หุ่นยนต์, การเงินดิจิทัล

โมเดลนี้ทำให้เอกชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมด แต่ได้สิทธิการใช้ประโยชน์ระยะยาวแลกกับการลงทุนปรับปรุงสถานที่ หรืออีกทางเลือกหนึ่งคือทำเป็น “โรงเรียนทางเลือกของรัฐ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

หลายประเทศใช้วิธีนี้ โดยเปลี่ยนโรงเรียนที่ปิดให้เป็น:
- โรงเรียนรัฐนวัตกรรม
- โรงเรียนความสามารถพิเศษ STEM / Art
- โรงเรียนภาษานานาชาติของรัฐ (ค่าเทอมถูกแต่คุณภาพสูง)

สิ่งนี้ช่วยให้ครอบครัวในเมืองที่ไม่มีเงินเรียนอินเตอร์ได้มีทางเลือก ไม่ใช่ปล่อยให้การศึกษาคุณภาพดีเป็นของเด็กกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น ที่คิดออกอีกก็มีเปลี่ยนเป็น “ศูนย์พัฒนาครูยุคใหม่” (Teacher Upskilling Center) ร่วมกับโรงเรียนสาธิตที่มีประสบการณ์

แทนที่จะอบรมครูในโรงแรม ทำไมไม่อบรมในพื้นที่ที่เคยเป็นโรงเรียน?
- มีห้องเรียนจริงให้ทดลองสอน
- มีห้องแลบสาธิต AI Tools สำหรับครู
- มีต้นแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning และ Project-based

พื้นที่โรงเรียนเก่าจะกลายเป็น ต้นแบบโรงเรียนแห่งอนาคต ให้ครูจากทั่วประเทศมาดูงาน
ถ้าไม่เป็นโรงเรียนก็ใช้เป็นศูนย์บริการชุมชน–การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning Center)

สังคมสูงวัยมีความต้องการเรียนรู้ใหม่จำนวนมาก เช่น:
- คลาส Health & Wellness
- ทักษะดิจิทัลสำหรับผู้ใหญ่
- อบรมอาชีพระยะสั้น
- จุดรวมกิจกรรมเยาวชนหลังเลิกเรียน

โรงเรียนมีโครงสร้างพร้อมอยู่แล้ว ไม่ต้องลงทุนใหม่ แค่ปรับการบริหารก็ใช้ได้ทันที
ผมเชื่อว่าถ้าเราไม่ปกป้องพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองเหล่านี้ อีก 20 ปีข้างหน้าเราจะไม่มีพื้นที่แบบนี้เหลืออีกเลย

นี่อาจเป็นโอกาสทองที่บ้านเราจะได้ลงทุนเพื่อการศึกษาในอนาคตอย่างจริงจัง เพราะพื้นที่การเรียนรู้ในเมืองคือ “ทุนแห่งอนาคต” ของประเทศ


 

กระทรวงกีฬา–กกท. ปลุกพลังทั้งแผ่นดิน ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” โหมกระแส จุดไฟซีเกมส์ ปลุกคนไทยทั้งชาติ สร้างฟีเวอร์ซีเกมส์ 2025

(2 ธ.ค. 68) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ร่วมกับการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เดินหน้ารุกสร้างกระแสมหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 9–20 ธันวาคม 2568 ผ่านแคมเปญ “Sawasdee SEA Games 2025 – เชียร์ไทยในบ้านเรา” โดยใช้กลยุทธ์ดึง “ฮีโร่ทีมชาติ” มาเป็นพรีเซนเตอร์

สร้างภาพจำใหม่ให้ซีเกมส์เป็นงานใหญ่ของคนทั้งประเทศ ไม่ใช่แค่ทัวร์นาเมนต์กีฬาเฉพาะกลุ่ม นำทีมนักกีฬาดังอย่าง “บุ๋มบิ๋ม” ชัชชุอร โมกศรี นักวอลเลย์บอลสาว, “บิว” ภูริพล บุญสอน ลมกรดทีมชาติ, “ปอป้อ” ทรัพย์สิรี แต้รัตนชัย นักแบดมินตันระดับโลก ไปจนถึงยอดมวยหญิง “มงกุฎเพชร เพชรพราวฟ้า”

ขึ้นสื่อประชาสัมพันธ์ทั้งบิลบอร์ดและสื่อดิจิทัลทั่วเมือง เพื่อสะท้อนภาพทีมชาติไทยยุคใหม่ที่ทั้งเก่ง ทันสมัย และเป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน หวังปลุกให้คนไทยลุกขึ้นมา “เชียร์ไทยในบ้านเรา” เต็มทุกสนามควบคู่กับการเปิดให้จองบัตรชมการแข่งขันล่วงหน้าทางออนไลน์และการจัดถ่ายทอดสดผ่านทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัลหลากหลายช่องทาง

เพื่อให้คนไทยมีส่วนร่วมได้ทั้งในสนามและหน้าจอ พร้อมยกระดับซีเกมส์ 2025 ให้กลายเป็นเทศกาลกีฬาและความภูมิใจร่วมกันของคนไทยทั้งชาติในช่วงปลายปี 2568 อย่างแท้จริง

สำหรับ วันแรกของการชิงชัย ที่ถูกระบุในกำหนดการถ่ายทอดสดคือวันที่ 3 ธันวาคม 2568 ในประเภทกีฬาฟุตบอลชาย ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีคู่สำคัญ ได้แก่
กลุ่ม B : เวียดนาม พบ ลาว ถ่ายทอดสดทาง PPTV
เวลา 19.00 น. กลุ่ม A : “ช้างศึก” ทีมชาติไทย พบ ติมอร์เลสเต ถ่ายทอดสดทาง One 31
ขณะที่ พิธีเปิดซีเกมส์อย่างเป็นทางการ จะมีขึ้นในวันที่ 9 ธันวาคม 2568 เวลา 19.00 น. โดยจะถ่ายทอดสดผ่านช่อง PPTV, NBT, T Sports7 และแพลตฟอร์ม TrueVisions Now เพื่อให้คนไทยได้มีส่วนร่วมในบรรยากาศการเป็นเจ้าภาพพร้อมกันทั้งประเทศ
 

ดึงเอสเอ็มอีกว่า 3,000 ราย ใช้บริการ BDSP ผ่าน ‘SME ปัง ตังได้คืน’ พร้อมสนับสนุนทัพงานมหกรรม แสดงสินค้าและบริการสุดยิ่งใหญ่

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้าขับเคลื่อนการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยผ่านโครงการ “SME ปัง ตังได้คืน” และระบบ BDS (Business Development Service) อย่างต่อเนื่อง ตั้งเป้าดึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้ารับบริการเพิ่มกว่า 3,000 ราย และขยายฐานผู้ให้บริการทางธุรกิจ (BDSP) ให้มากกว่า 1,000 บริการ เพื่อรองรับความต้องการพัฒนาธุรกิจในทุกมิติ ตั้งแต่การยกระดับประสิทธิภาพการผลิต การตรวจวัดมาตรฐานสินค้า การพัฒนาเครื่องมือดิจิทัล ไปจนถึงการขยายช่องทางตลาดทั้งในและต่างประเทศ

ดร. ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า โครงการ SME ปัง ตังได้คืน ซึ่งดำเนินต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยให้เงินอุดหนุนแบบร่วมจ่ายในอัตรา 50–80% หรือ สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อราย ตามขนาดธุรกิจ ครอบคลุมบริการพัฒนาธุรกิจหลากหลาย ในปีงบประมาณ 2569 สสว. และ BDSP เตรียมสนับสนุนผู้ประกอบการผ่านงานแสดงสินค้าและบริการขนาดใหญ่ตลอดทั้งปี เพื่อช่วยให้เอสเอ็มอีสร้างยอดขาย ขยายเครือข่ายธุรกิจ และจับคู่ธุรกิจกับผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างประเทศ 

โดยผู้ประกอบการที่สนใจเข้ารับการสนับสนุนด้านการตลาดในครึ่งปีแรกของปี 2569 สามารถเข้าไปเลือกขอรับบริการได้แล้วที่ https://bds.sme.go.th/ อาทิ Smart Retail Expo 2026, Smart Delivery Expo 2026 และ Thai Cargo Expo 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28–30 มกราคม 2569 ที่ไบเทค บางนา คาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 6,500 คน พร้อมโอกาสทางการค้ามากกว่า 60 องค์กร ต่อด้วยงาน SMART BUSINESS EXPO 2026 ครั้งที่ 3 วันที่ 6–8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศูนย์ประชุมไคซ์ ขอนแก่น มุ่งผลักดันจังหวัดสู่การเป็น Digital & Innovation Hub ของภูมิภาคอีสาน โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมกว่า 6,000 คน

นอกจากนี้ ยังมีงาน Future Food Leader Summit 2026 วันที่ 10–11 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กรุงเทพฯ ภายใต้แนวคิด “Regenerative Food for Future Food” เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารสู่ความยั่งยืน งาน Warehouse Logistics & Food Pack ASIA 2026 วันที่ 18–21 มีนาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งเป็นเวทีเทคโนโลยีเครื่องจักรอัตโนมัติ ระบบคลังสินค้า และบรรจุภัณฑ์ครบวงจร โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมมากกว่า 15,000 ราย นอกจากนี้ยังมีงาน Thailand Golf & Dive Expo plus Outdoor Fest 2026 ระหว่างวันที่ 21–24 พฤษภาคม 2569 ที่ศูนย์สิริกิติ์ ซึ่งมีผู้ประกอบการท่องเที่ยวกว่า 500 คูหาให้ร่วมออกบูท

กลางปี 2569 ยังมีงาน GRAND Halal Bangkok 2026 วันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ที่ไบเทค บางนา ซึ่งถูกยกระดับเป็นงานแสดงสินค้าฮาลาลนานาชาติอย่างเต็มรูปแบบ คาดผู้เข้าชม 10,000 คน ผู้ประกอบการกว่า 250 นิทรรศการ และงาน Mega Show Bangkok 2026 ครั้งที่ 4 วันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ที่ศูนย์สิริกิติ์ งานใหญ่ระดับนานาชาติด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซึ่งคาดว่าจะมีผู้เข้าชมถึง 20,000 คน และบริษัทต่างชาติกว่า 1,000 ราย เข้าร่วม

 

‘เวียดนาม’ สร้างถนนข้ามทะเลไป ‘ฟูก๊วก’ อ้างได้รับคำยืนยัน จากฝั่งเวียดนามแล้ว แต่ข้อมูลยังมาจากเขมรฝ่ายเดียว

(2 ธ.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ปราชญ์ สามสี ได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า…กระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศของกัมพูชา (MFAIC) ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน เพื่อตอบโต้กระแสข่าวที่แพร่บนโซเชียลมีเดียว่าเวียดนามกำลังก่อสร้างถนนข้ามทะเลจากตำบลเกาะเทียนไห่ จังหวัดอานซาง ไปยังเกาะฟูก๊วก โดยกัมพูชาระบุว่า “ข่าวที่ถูกปล่อยออกมาจากฝั่งเวียดนามเป็นข้อมูลเท็จ”

อย่างไรก็ดี การกล่าวอ้างว่าฝ่ายเวียดนามปฏิเสธนั้น เป็นคำบอกเล่าจากฝั่งกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากรัฐบาลเวียดนามหรือสื่อหลักของเวียดนาม ที่ออกมายืนยันหรือปฏิเสธข้อมูลดังกล่าวต่อสาธารณะ

ในแถลงการณ์ MFAIC ระบุว่า กัมพูชาได้ “ตรวจสอบกับฝ่ายเวียดนาม” และได้รับแจ้งว่าไม่มีโครงการสร้างถนนหรือสะพานข้ามทะเลใด ๆ มุ่งสู่เกาะฟูก๊วก พร้อมชี้ว่าภาพการก่อสร้างที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์นั้น เป็นเพียงโครงการถนนเชื่อมท่าเรือในเมืองห่าเตียน ซึ่งอยู่ภายในแผ่นดินเวียดนาม ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างข้ามทะเลแต่อย่างใด

กัมพูชายังเตือนว่า การเผยแพร่ “ข้อมูลเท็จจากเวียดนาม” อาจสร้างความเข้าใจผิดในประเด็นน่านน้ำประวัติศาสตร์ตามข้อตกลงปี 1982 และทำให้สถานการณ์ทางการทูตเกิดความอ่อนไหวโดยไม่จำเป็น
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ชี้ว่า เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดในขณะนี้มาจากฝั่งกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว จึงต้องติดตามว่ารัฐบาลเวียดนามจะออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการหรือไม่ และข้อเท็จจริงจะสอดคล้องกับคำอ้างของกัมพูชาหรือไม่ในระยะต่อไป

กัมพูชาทิ้งท้ายว่า ผู้ใช้โซเชียลควรหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ เพื่อไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้าน



เรื่อง : ปราชญ์ สามสี

ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา ไม่ใช่เพียงคำพูดสวยหรู แบบเอกสารราชการ เพื่อยกเครื่องในอนาคตมันสมองของไทย

ถึงเวลาที่ ‘ไทยก้าวใหม่’ ต้องทุบโต๊ะเรื่องการศึกษา 

ไม่ใช่พูดสวย ๆ แบบเอกสารราชการอีกต่อไป

 

สอง–สามปีที่ผ่านมา การเมืองไทยเต็มไปด้วยคำใหญ่ ๆ 

ทั้ง “ปฏิรูปประเทศ”, “ยกเครื่องเศรษฐกิจ”, “ปรับโครงสร้างการเมือง” 

 

แต่สำหรับคนธรรมดาทั้งประเทศ ชีวิตจริงมันผูกอยู่กับคำง่าย ๆ แค่ไม่กี่คำเท่านั้น คือ 

“ลูกจะโตมาเป็นอะไร” 

และ 

“รุ่นลูกจะลำบากเท่าพ่อแม่ไหม”

 

นี่แหละคือเหตุผลที่ทำให้ “การศึกษา” กลายเป็นสนามรบสำคัญที่สุดของการเมืองยุคใหม่ 

 

และนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้หลายคนจับตา “พรรคไทยก้าวใหม่” 

ซึ่งประกาศตัวตั้งแต่วันแรกว่า จะเอาเรื่องการศึกษาเป็นธงนำของพรรค 

เชื่อว่า “การศึกษาคือยาแก้จนที่ดีที่สุด” และอยากพาประเทศนี้ออกจากกับดักแรงงานราคาถูก 

ไปสู่ประเทศที่อยู่ได้ด้วย “มันสมอง” มากกว่า “แรงงานถูก”

 

แต่ปัญหาคือ… 

 

ในสายตาคนดู ทีวี–ติ๊กต็อก–เฟซบุ๊กส่วนใหญ่ 

คำว่า “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ยังฟังดูไกลตัว 

เหมือน “ภาษากระดาษ” มากกว่า “คำสัญญาเรื่องอนาคตของลูก”

 

จนมีคำวิจารณ์แบบตรง ๆ ว่า 

 

“ไทยก้าวใหม่ ต้องโฟกัส ขายฝันปฏิรูปการศึกษาไทย 

ด้วยการสื่อสารที่ตรง ๆ และแรง ๆ กว่านี้ ถึงจะมีคะแนนเสียง”

 

คำถามคือ ถ้า “ไทยก้าวใหม่” อยากจะเป็น “ทางเลือกใหญ่ของประเทศ” จริง ๆ 

การพูดเรื่องการศึกษาต้องเปลี่ยนไปแค่ไหน?

 

--------------------------------------------------

1. การศึกษาไม่ใช่นโยบายหนึ่งในหลายข้อ 

แต่มันคือ “ชะตาชีวิตของลูกคนดู”

--------------------------------------------------

 

เวลาพรรคการเมืองพูดเรื่องเศรษฐกิจ 

คนจำนวนมากยังรู้สึกว่าเป็นเรื่อง “ภาพใหญ่” – GDP, หนี้สาธารณะ, ดอกเบี้ย ฯลฯ 

 

แต่พอพูดถึง “การศึกษา” ทุกอย่างจะเปลี่ยนทันที 

เพราะมันโยงตรงเข้าไปถึง “หน้าเด็กที่บ้าน” 

 

พ่อแม่ไทยแทบทุกบ้านรู้สึกคล้ายกันว่า

 

- ลูกเรียนหนักตั้งแต่อนุบาลยันมหาวิทยาลัย 

- เสาร์–อาทิตย์ต้องเสียเงินกวดวิชา 

- จบมาเงินเดือนเริ่มต้นต่ำกว่าค่าครองชีพจริง 

- ทำงานไม่ตรงสิ่งที่เรียน เพราะระบบไม่เคยเตรียมทักษะให้ตรงกับตลาด 

 

ดังนั้น การศึกษาไม่ใช่แค่ “ระบบ” แต่มันคือ “คำตอบว่าลูกฉันจะรอดไหมในโลกใหม่”

 

ถ้า “ไทยก้าวใหม่” จะยืนบนธงการศึกษาอย่างจริงจัง 

ภาษาที่ใช้จึงต้องขยับจากประโยคแบบ

 

“เราจะปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาไทย…”

 

มาเป็นประโยคแบบ

 

- “อีก 10 ปีข้างหน้า ลูกคุณต้องพูดได้อย่างน้อย 3 ภาษา 

  และหาเงินจากทั้งโลกได้ แม้อยู่ต่างจังหวัด” 

 

- “เราจะไม่ปล่อยให้ลูกคุณเรียนหนัก 20 ปี 

  แล้วมาจบที่เงินเดือน 15,000 บาทเหมือนรุ่นพ่อแม่อีกต่อไป”

 

นี่แหละคือ “การขายฝันทางการศึกษา” แบบที่คนเห็นภาพอนาคตของลูกตัวเองได้ทันที 

ไม่ใช่แค่นโยบายสวย ๆ ในเอกสาร

 

--------------------------------------------------

2. ปัญหาของการพูดเรื่องการศึกษาแบบเดิม ๆ ของการเมืองไทย

--------------------------------------------------

 

ทุกวันนี้ เวลาพูดถึงนโยบายการศึกษา เรามักได้ยินคำคุ้นหูอย่าง

 

- ปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย 

- พัฒนาศักยภาพครูยุคใหม่ 

- เพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา 

- ปฏิรูปโครงสร้างกระทรวง ฯลฯ 

 

คำเหล่านี้ “ฟังดูดี” แต่มีปัญหาใหญ่ 3 ข้อ:

 

1. มันคือ “ภาษาเอกสาร” ไม่ใช่ “ภาษาคนดู” 

   คนฟังส่วนใหญ่ไม่รู้เลยว่า สุดท้ายชีวิตลูกจะเปลี่ยนยังไง

 

2. มันพูดถึงระบบ มากกว่าพูดถึงคน 

   แต่คนธรรมดาไม่ได้อินกับคำว่า “โครงสร้าง” เท่ากับอินกับคำว่า “ลูกฉัน”

 

3. มันไม่กล้าพูดความจริงแรง ๆ ที่ทุกคนรู้อยู่แล้ว

 

   เช่น 

   - เด็กไทยเรียนเยอะ แต่ทักษะใช้งานจริงแพ้ประเทศเพื่อนบ้าน 

   - ระบบการศึกษาผลิต “แรงงานราคาถูก” มากกว่า “สมองราคาแพง” 

 

เมื่อไทยก้าวใหม่พูดเรื่องการศึกษาในภาษานโยบายที่ “ปลอดภัยเกินไป” 

ผลคือ คนจำนวนมากรู้สึกว่า “ก็เหมือนทุกยุคที่ผ่านมา” 

 

ทั้งที่จริง ๆ แล้ว พรรคนี้ตั้งใจเอาการศึกษาเป็นธงนำมากกว่าหลายพรรคเดิมเสียด้วยซ้ำ

 

--------------------------------------------------

3. สำหรับไทยก้าวใหม่ 

คำว่า “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอะไร?

--------------------------------------------------

 

“ตรงและแรง” ไม่ได้แปลว่าตะโกนด่าใคร หรือเล่นดราม่าให้เป็นข่าว 

แต่สำหรับ “ไทยก้าวใหม่” “ตรงและแรง” ควรแปลว่าอย่างน้อย 4 ข้อนี้:

 

3.1 กล้าพูดความจริงที่ระบบไม่อยากให้พูด

 

- “เด็กไทยส่วนใหญ่ถูกบังคับให้เรียนเพื่อสอบ 

  ไม่ได้ถูกสอนให้เรียนเพื่อใช้ชีวิตจริง” 

 

- “รัฐไทยสอนเด็กให้เป็นแรงงานราคาถูก 

  แทนที่จะสอนให้เป็นเจ้าของธุรกิจ นักนวัตกรรม หรือสมองแพงของโลก”

 

3.2 ผูกปัญหากับเงินในกระเป๋า และอนาคตของลูกให้ชัด

 

- “ถ้าระบบการศึกษายังแบบเดิม 

  รุ่นลูกคุณจะหาเงินได้ยากกว่ารุ่นคุณ 

  ในโลกที่ต้องแข่งกับทั้งคนทั้ง AI” 

 

- “ถ้าไม่เปลี่ยนห้องเรียนวันนี้ 

  อีกสิบปีข้างหน้า เด็กไทยจะถูกแย่งงาน 

  ทั้งโดยหุ่นยนต์ และแรงงานประเทศเพื่อนบ้าน”

 

3.3 กล้าบอกว่า “ใครได้อะไร ใครต้องเสียอะไร” จากการปฏิรูป

 

การปฏิรูปการศึกษาไม่ใช่แค่เพิ่มวิชาใหม่ แต่แปลว่า

 

- ระบบงบประมาณต้องถูกตรวจสอบมากขึ้น 

- วิธีประเมินครูต้องเปลี่ยน จาก “เอกสารหนา” เป็น “คุณภาพเด็ก” 

- อำนาจส่วนกลางต้องถูกแชร์ให้โรงเรียน–พื้นที่มากขึ้น 

 

ถ้าไทยก้าวใหม่ไม่กล้าพูดภาพนี้ให้ชัด 

คนก็จะรู้สึกว่า “ก็แค่เปลี่ยนชื่อโปรเจกต์ แต่ระบบเดิมอยู่ครบ”

 

3.4 เล่าปลายทางให้เห็นภาพ ไม่ใช่แค่คำสวย ๆ

 

แทนที่จะพูดว่า “ยกระดับสู่มาตรฐานสากล” แบบลอย ๆ 

ควรเล่าให้เห็นภาพชัด ๆ ว่า

 

- เด็ก ม.ปลายไทยจะต้องมี “โปรเจกต์จริง” ก่อนจบ 

  ขายของจริง ทำธุรกิจจริง หรือทำวิจัยจริงสักอย่าง 

- เด็กอาชีวะต้องได้ไปฝึกงานกับเอกชนที่มีเทคโนโลยีจริง 

  ไม่ใช่แค่ฝึกในห้องแลบเก่า ๆ

 

นี่คือ “ความแรง” ในแบบที่ไม่ต้องเสียงดัง 

แต่ทำให้คนรู้สึกว่า ไทยก้าวใหม่เอาจริงกับการเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนคำพูด

 

--------------------------------------------------

4. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้คะแนนเสียงจากทั้งประเทศ 

ต้องขาย “สามฝันใหญ่” เรื่องการศึกษาให้ขาด

--------------------------------------------------

 

ถ้าไทยก้าวใหม่จะยืนให้ต่างจริง ๆ 

ต้องไม่ขายแค่ “เราให้ความสำคัญกับการศึกษา” 

แต่ต้องขาย “สามฝันใหญ่” ที่คนไทยได้ยินแล้วหูผึ่งแบบนี้

 

ฝันที่ 1: ลูกคุณต้องเก่งกว่าเรา และหาเงินเก่งกว่าเรา

 

หัวใจของพ่อแม่ไทยทุกยุคคือคำเดียว – “ไม่อยากให้ลูกลำบากเหมือนเรา”

 

ไทยก้าวใหม่จึงควรกล้าพูดในแบบว่า

 

“เราจะทำให้ลูกคุณโตมาเป็นคนที่ ‘เลือกชีวิตตัวเองได้’ 

ไม่ต้องรับแค่งานที่มีให้ 

แต่เลือกทำงานที่ตัวเองเก่ง และโลกยอมจ่ายแพงให้ได้”

 

ฝันที่ 2: ห้องเรียนไทยจะไม่ “หลอกเด็ก” อีกต่อไป

 

ห้องเรียนไทยจำนวนมากกำลังทำสิ่งโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว คือ 

ทำให้เด็กเข้าใจผิดว่า ท่องจำเก่ง = จะมีชีวิตดี

 

ไทยก้าวใหม่ควรประกาศชัดว่า

 

- จะเลิกวัฒนธรรม “เรียนเพื่อสอบ” 

  แล้วหันมา “เรียนเพื่อใช้ชีวิต–ใช้ทำงาน” 

- จะเปลี่ยนจากห้องเรียนท่องจำ 

  ไปสู่ห้องเรียนที่ให้เด็กคิดเป็น แก้ปัญหาเป็น ทำงานทีมเป็น 

- จะยอมรับว่า “เด็กเก่ง” ไม่ได้มีแบบเดียว 

  คะแนน 30 ข้อในกระดาษไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของคนทั้งชีวิต

 

นี่คือความแรงแบบที่สังคมพร้อมปรบมือให้ 

เพราะมันคือ “ความจริงที่ไม่มีใครกล้าพูดซ้ำ ๆ ต่อหน้าระบบ”

 

ฝันที่ 3: การเกิดจังหวัดไหน จะไม่กำหนดเพดานอนาคตอีกต่อไป

 

ทุกคนรู้ว่า การศึกษาไทยวันนี้ยังผูกกับ “รหัสไปรษณีย์” อย่างหนัก 

เด็กในบางจังหวัดเหมือนถูกกำหนดเพดานชีวิตตั้งแต่ยังไม่รู้จักตัวเองด้วยซ้ำ

 

ไทยก้าวใหม่ควรขายฝันให้ชัดว่า

 

- เด็กในหาดใหญ่ เชียงราย ศรีสะเกษ น่าน ยะลา 

  จะเข้าถึงครูดี เนื้อหาดี เทคโนโลยีดี 

  ใกล้เคียงกับเด็กกรุงเทพจริง ๆ 

- ออนไลน์จะไม่ใช่แค่ “เรียนผ่านจอ” 

  แต่คือ “ประตูไปหาครูระดับโลก โอกาสระดับโลก” 

  แม้อยู่ในอำเภอเล็ก ๆ ก็ยังสู้ได้

 

ถ้าเล่า 3 ฝันใหญ่นี้ได้ชัด 

คำว่า “ไทยก้าวใหม่” จะไม่ใช่แค่ชื่อพรรค แต่จะกลายเป็น “ภาพอนาคตของรุ่นลูก” ในหัวคนไทยจริง ๆ

 

--------------------------------------------------

5. คนไทยไม่ได้ต้องการแค่พรรคที่ “รักการศึกษา” 

แต่ต้องการพรรคที่ “กล้าชนระบบที่ทำลายอนาคตลูกเรา”

--------------------------------------------------

 

จุดแข็งของไทยก้าวใหม่วันนี้คือ

 

- มีผู้นำอย่าง “ดร.เอ้” ที่มาจากโลกมหาวิทยาลัย–วิศวกรรม–นวัตกรรม 

- มีจุดยืนชัดว่าการศึกษาคือทางออกจากความจนเชิงโครงสร้าง 

- มีจังหวะที่สังคมกำลังรู้สึกว่า “ประเทศตัน” และต้องการความหวังใหม่ให้รุ่นลูก

 

แต่ทั้งหมดนี้จะยังเป็นแค่ “ศักยภาพบนกระดาษ” 

ถ้าการสื่อสารเรื่องการศึกษายังอ่อนแรงเกินไป 

พูดกลาง ๆ มากไป 

และไม่กล้าทุบโต๊ะบอกความจริงว่า

 

“ระบบการศึกษาปัจจุบันกำลังทำให้เด็กไทยเสียโอกาสทั้งรุ่น”

 

--------------------------------------------------

6. ถ้าไทยก้าวใหม่อยากได้ใจคนไทยจริง ๆ 

ต้องเริ่มจากการพูดเรื่องการศึกษาให้แรงกว่าทุกพรรคที่ผ่านมา

--------------------------------------------------

 

สุดท้าย การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีหลายประเด็น 

ทั้งค่าครองชีพ หนี้ครัวเรือน เศรษฐกิจ การเมือง ระบบราชการ ฯลฯ 

 

แต่ “คำถามใหญ่ของทุกบ้าน” ยังเหมือนเดิม:

 

“อีก 10–20 ปีข้างหน้า 

ลูกฉันจะโตมาเป็นแรงงานราคาถูกของโลก 

หรือจะโตมาเป็นสมองราคาแพงที่โลกต้องการ?”

 

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่มีนโยบายกี่ข้อ หรือเขียนแผนไว้สวยแค่ไหน 

 

แต่อยู่ที่ว่า 

ไทยก้าวใหม่กล้าพูดเรื่องการศึกษาให้ตรง–แรง–ชัดแค่ไหน 

จนคนไทยเชื่อว่า “ถ้าเลือกพรรคนี้ อนาคตลูกฉันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป” จริงหรือเปล่า

 

วันไหนที่ไทยก้าวใหม่ 

กล้าเอา “อนาคตของลูกคนไทย” ขึ้นเป็นศูนย์กลางของทุกคำพูด 

และกล้าชนโครงสร้างเก่าที่ทำให้การศึกษาเดินช้า 

วันนั้นคำว่า “ไทยก้าวใหม่” อาจไม่ใช่แค่ชื่อพรรคในบัตรเลือกตั้ง 

 

แต่จะกลายเป็นชื่อของ “โอกาสใหม่ของรุ่นลูก” 

ที่คนไทยทั้งประเทศพร้อมฝากอนาคตไว้ด้วยจริง ๆ.

 

 

 

ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย คว้าตำแหน่ง ‘Vice Chairperson of AEPF’ เปิดประตูความร่วมมือเศรษฐกิจ นโยบาย แลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 68 เพจเฟซบุ๊กพรรคเพื่อไทย รายงานว่า ดร.นลินี ทวีสิน ผู้แทนจากพรรคเพื่อไทย และอดีตประธานผู้แทนการค้าไทย ได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่ง Vice Chairperson of the AEPF ในการประชุมเวทีความร่วมมือทางการเมืองเอเชีย–ยุโรป หรือ Asia-Europe Political Forum (AEPF) ครั้งที่ 6 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 27–29 พฤศจิกายน 2568 ที่เมืองบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับประเทศไทย ท่ามกลางการเข้าร่วมของพรรคการเมืองกว่า 30 พรรค จากทั้งเอเชียและยุโรป

การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนระดับสูงจากหลายประเทศเดินทางเข้าร่วมอย่างคับคั่ง สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเวที AEPF ในฐานะแพลตฟอร์มที่เน้นการเสริมสร้างสันติภาพ ความร่วมมือ และการลดความตึงเครียดระหว่างสองภูมิภาคที่กำลังเผชิญความผันผวนด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ

ดร.นลินี ในฐานะสมาชิกคณะกรรมการบริหาร ICAPP และประธาน ICAPP Business Council ได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้แทนทั้งสองทวีป ด้วยบทบาทที่โดดเด่นในการเป็น “สะพานเชื่อม” มุมมองทางการเมืองระหว่างเอเชียและยุโรป พร้อมแนวคิดที่เน้นการเสริมสร้างความไว้วางใจ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และความยืดหยุ่นของประชาธิปไตยในยุคที่โลกกำลังเผชิญการแบ่งขั้วที่รุนแรงขึ้น

ดร.นลินี กล่าวภายหลังการรับตำแหน่งว่า นี่ไม่ใช่เพียงความสำเร็จส่วนตัว แต่เป็นโอกาสของประเทศไทยในการมีบทบาทนำในการสร้างสันติภาพและความร่วมมือในเวทีระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทยพร้อมทำงานกับทุกประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญร่วมกันระหว่างเอเชียและยุโรป

ด้านผู้สังเกตการณ์ระบุว่า การได้ตำแหน่ง Vice Chairperson ถือเป็นพัฒนาการที่สำคัญสำหรับประเทศไทย โดยจะช่วยเพิ่มน้ำหนักทางการทูตของไทยในเวทีพรรคการเมืองระหว่างภูมิภาค และเปิดประตูสู่การร่วมมือด้านเศรษฐกิจ นโยบาย และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยระหว่างสองทวีป

การประชุม AEPF ครั้งนี้ยังมีการจัดทำร่าง “Budapest Statement” ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมสันติภาพ ความร่วมมือทางการเมือง และการลดความตึงเครียดที่เกิดจากการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยคาดว่าจะเป็นกรอบการทำงานที่สำคัญสำหรับการประสานความร่วมมือในปีต่อไป

การได้รับเลือกของ ดร.นลินี ทวีสิน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาคมระหว่างประเทศต่อบทบาทของไทยในเวทีโลก และถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของพรรคเพื่อไทยในฐานะกำลังหลักของประชาธิปไตยไทยบนเวทีสากล


 

ปล่อยโมเดล AI ใหม่ Math-V2 เก่งในการให้เหตุผลทางคณิตศาสตร์ ระดับ “เหรียญทองโอลิมปิก (IMO)” เหนือกว่า Gemini DeepThink

(2 ธ.ค. 68) บริษัท DeepSeek จุดกระแสวงการ AI ด้านคณิตศาสตร์อีกครั้ง ด้วยการปล่อยโมเดลใหม่ DeepSeek-Math-V2 แบบโอเพนซอร์สบนแพลตฟอร์ม Hugging Face พร้อมประกาศว่าโมเดลนี้มีความสามารถด้านพิสูจน์โจทย์คณิตศาสตร์ระดับ “เหรียญทองโอลิมปิกคณิต (IMO)” และเหนือกว่า Gemini DeepThink ในหลายชุดทดสอบ เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้ AI ตอบโจทย์ถูก แต่ให้ “คิดเป็น ตรวจตัวเองเป็น และยอมรับว่าตัวเองผิดได้”

DeepSeek-Math-V2 ถูกพัฒนาต่อยอดจาก DeepSeek-V3.2-Exp-Base และสานต่อจากรุ่นก่อนอย่าง DeepSeek-Math-7B ที่เคยสร้างชื่อเมื่อปีที่แล้ว ด้วยขนาดแค่ 7 พันล้านพารามิเตอร์แต่ทำคะแนนทัดเทียม GPT-4 และ Gemini-Ultra ในหลายเบนช์มาร์ก ขณะเดียวกันก็เปิดตัวเทคนิค GRPO ที่ช่วยดันสกิล reasoning ทางคณิตให้ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยรุ่นใหม่อย่าง V2 จึงถูกจับตาว่าจะพา AI คณิตไปไกลแค่ไหน

ในบทความวิจัย DeepSeekMath-V2: Towards Self-Verifiable Mathematical Reasoning ทีมวิจัยชี้ให้เห็นข้อจำกัดของงาน AI คณิตส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่มักใช้ “คำตอบสุดท้ายถูกหรือผิด” เป็นรางวัลหลักในการฝึกโมเดล โดยไม่ตรวจว่าขั้นตอนเหตุผลระหว่างทางถูกต้องหรือไม่ วิธีนี้อาจทำให้คะแนนบนชุดทดสอบอย่าง AIME หรือ HMMT แตะเพดาน ไม่ตอบโจทย์งานที่ต้องพิสูจน์อย่างเข้มงวด เช่น ทฤษฎีบททางคณิต ที่ต้องการการให้เหตุผลทีละขั้น

คำตอบของ DeepSeek คือการหันมาเน้น “ตรวจสอบกระบวนการให้เหตุผล” และสร้างกรอบ self-verifiable reasoning ขึ้นมา ระบบนี้มี 3 บทบาทหลักที่เปรียบเทียบง่าย ๆ ได้กับ “นักเรียน–ครู–หัวหน้าครู” ขั้นแรกคือการฝึก “ผู้ตรวจข้อสอบ” หรือโมเดลตรวจพิสูจน์ (proof verifier) ให้ให้คะแนนกระบวนการพิสูจน์เป็น 0, 0.5 หรือ 1 คะแนน พร้อมเขียนคำอธิบายว่าตรงไหนดี ตรงไหนพลาด ไม่ใช่แค่เช็กว่าคำตอบถูกหรือผิด

จากนั้น DeepSeek เพิ่มชั้นความเข้มด้วย “เมตาเวอริฟิเคชัน” หรือการให้ “หัวหน้าครู” มาตรวจงานของครูอีกที เพราะพบว่าบางครั้งโมเดลผู้ตรวจอาจหักคะแนนผิดที่ หรือชี้จุดผิดที่ไม่มีอยู่จริง จึงมีโมเดลอีกตัวมาคอยตรวจว่า คอมเมนต์ของผู้ตรวจมีเหตุผลหรือไม่ ตรงกับวิธีทำจริงหรือเปล่า ช่วยลดอาการ “หลอน” ของ AI เวลาวิจารณ์คำตอบคณิตศาสตร์

บทบาทสุดท้ายคือการฝึก “นักเรียนที่สะท้อนตัวเองได้” หรือโมเดลสร้างคำตอบ (generator) ซึ่งต้องไม่เพียงแค่เขียนวิธีทำ แต่ยังต้องเขียน “ประเมินตัวเอง” ต่อท้าย ให้คะแนนตัวเองแบบเดียวกับผู้ตรวจ (0 / 0.5 / 1) แนวคิดสำคัญคือระบบรางวัลที่ให้โบนัสกับความซื่อสัตย์ — ถ้าทำผิดแต่กล้ายอมรับและชี้จุดผิดของตัวเอง จะมีการให้รางวัลมากกว่าโมเดลที่ทำผิดแต่ยังอวดดีว่าตัวเองถูก

DeepSeek ปิดวงจรทั้งหมดด้วยลูปอัตโนมัติ ให้ “นักเรียน” สร้างวิธีทำจำนวนมากในโจทย์เดียวกัน จากนั้นให้ “ครู” และ “หัวหน้าครู” ร่วมกันโหวตคัดกรองวิธีทำที่ถูกต้องและโจทย์ที่ยากเป็นพิเศษ เพื่อนำกลับมาฝึกซ้ำทั้งฝั่งผู้ตรวจและผู้สร้างคำตอบ ผลลัพธ์คือโมเดล DeepSeekMath-V2 ที่ทำคะแนนระดับเหรียญทองใน IMO 2025 และ CMO 2024 และได้เกือบเต็ม 118/120 ในการทดสอบสไตล์ Putnam 2024 พร้อมแสดงให้เห็นว่ากรอบ self-verifiable reasoning เป็นทิศทางที่ใช้งานได้จริงสำหรับการผลักดัน AI คณิตศาสตร์ยุคใหม่

สรุป วิธีของ DeepSeekMath-V2 ถือเป็นการขยับจาก “เอาคำตอบถูกไว้ก่อน” ไปสู่ “ตรวจเข้มทั้งกระบวนการให้เหตุผล” ลดการพึ่งพารีวอร์ดแบบสุดท้ายอย่างเดียวแบบ RL รุ่นเก่า ๆ และช่วยลดปัญหา AI มโนคำอธิบายผิด ๆ ขณะเดียวกัน การปล่อยโมเดลและโค้ดแบบโอเพนซอร์สก็เปิดโอกาสให้นักวิจัยและนักพัฒนาเข้ามาทดลองต่อยอด ทั้งในงานคณิตศาสตร์และงานอื่น ๆ ที่ต้องการการให้เหตุผลแบบเข้มข้นในอนาคต

 

"วันสากลแห่งการเลิกทาส" UN รณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์ แต่คือระบบบีบชีวิตคน

(2 ธ.ค. 68) ทุกวันที่ 2 ธันวาคม สหประชาชาติรณรงค์ให้ทั่วโลกตระหนักว่า "ทาส" ไม่ได้หมดไปตามประวัติศาสตร์ แต่ยังคงอยู่ในรูปแบบทาสสมัยใหม่ที่ไม่ใช่โซ่ตรวนแต่เป็นระบบที่บังคับกดขี่ผู้คนทั่วโลกร่วมหลายสิบล้านคน

ปี ค.ศ. 1949 อนุสัญญาสำคัญเปิดทางสู่ "วันสากลแห่งการเลิกทาส" ซึ่งในปี 1986 ถูกกำหนดอย่างเป็นทางการ เพื่อทบทวนปัญหาการค้าคนและแรงงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ต่างๆ ที่ยังเกิดขึ้นในโรงงาน เรือประมง และแรงงานบังคับในรูปแบบหลากหลาย เช่น การค้ามนุษย์ แรงงานเด็ก การแต่งงานบังคับ รวมถึงการแสวงหาประโยชน์ทางเพศ

"ทาสสมัยใหม่" คือผู้ที่ไม่ได้รับเสรีภาพที่แท้จริง ถูกบังคับให้ทำงานหรือค้าบริการโดยไม่สามารถปฏิเสธได้โดยไม่เสี่ยงต่อความรุนแรง ข้อมูลจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบุว่ามีผู้ตกอยู่ในสถานการณ์นี้หลายสิบล้านคนทั่วโลก และแรงงานเหล่านี้อาจแฝงอยู่ในซัพพลายเชนสินค้าทั่วไปที่ผู้บริโภคใช้ทุกวัน

แม้กฎหมายระหว่างประเทศชัดเจนว่า "ไม่มีใครควรถูกทำให้เป็นทาส" แต่การบังคับใช้ยังไม่ทั่วถึงในหลายประเทศ บางส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐและภาคธุรกิจยังมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเพิกเฉยต่อปัญหา วันสากลแห่งการเลิกทาสจึงไม่ใช่เพียงการรำลึกประวัติศาสตร์ แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความจริงในปัจจุบันว่าเรากำลังทำพอหรือไม่เพื่อยุติการกดขี่รายวันนี้

ทาสสมัยใหม่สัมพันธ์กับเราทุกคนทั้งในฐานะผู้บริโภคที่ต้องตั้งคำถามกับสินค้าราคาถูก นายจ้างและลูกจ้างที่ต้องร่วมมือหยุดการเอารัดเอาเปรียบ และในฐานะพลเมืองที่ควรกดดันให้ระบบยุติธรรมโปร่งใสและแรงงานได้รับการคุ้มครอง ความสำเร็จในการเลิกทาสยุคนี้จึงเป็นตัวชี้วัดระดับคุณภาพของสังคมและสิทธิมนุษยชนของชาติหนึ่งๆ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top