Saturday, 18 July 2026
Hard News Team

มณฑลซานตงเร่งนวัตกรรมเต็มสูบ พัฒนาสินค้าไฮเทค–แฟชั่นตอบโจทย์เจ้าของ ชิงส่วนแบ่งตลาดสัตว์เลี้ยงล้านล้านหยวน ตามเทรนด์ “เลี้ยงเหมือนลูก” ดันการบริโภคโตไม่หยุด

(13 ธ.ค. 68) มณฑลซานตงทางตะวันออกของจีนกำลังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมครั้งใหญ่ เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงที่คาดว่ามูลค่าตลาดทั่วประเทศจะทะลุ 1.15 ล้านล้านหยวนภายในปี 2028 ส่งผลให้ทั้งธุรกิจอาหารสัตว์ อุปกรณ์ และสินค้าไลฟ์สไตล์เร่งปรับตัวรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น รวมถึงใช้กลยุทธ์ “ตอบโจทย์ความต้องการ – เป็นมิตรกับสัตว์เลี้ยง” เพื่อดึงดูดผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองสัตว์เลี้ยงเสมือนสมาชิกในครอบครัว

บริษัท Taichong Pet Food ในเมืองไท่อานเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่โดดเด่น ด้วยการเปิดตัวอาหารสัตว์แบบนึ่งสดที่คงคุณค่าทางโภชนาการได้ถึง 98% และทำยอดขายกว่า 100 ตันในเดือนแรกของการวางจำหน่าย ความสำเร็จนี้มีพื้นฐานจากการพัฒนาสูตรใหม่ที่ใช้น้ำมันต่ำและเนื้อสด ผ่านการทดลองผลิตหลายร้อยตันจนได้มาตรฐานที่ตลาดต้องการ

นอกจากนั้น บริษัทได้ขยายไลน์สินค้าครอบคลุมทั้งแบบอบ แบบกรอบ แบบแท่ง และอาหารนึ่งสด พร้อมถือครองสิทธิบัตรกว่า 60 รายการ ทำให้สามารถพัฒนาสินค้าตอบสนองความต้องการผู้เลี้ยงได้อย่างรวดเร็ว สอดรับนโยบายภาครัฐที่ผลักดันการยกระดับการบริโภคภายในประเทศและแก้ปัญหาอุปสงค์–อุปทานไม่สมดุล

ด้านสินค้าไลฟ์สไตล์ ซานตงยังเห็นการเติบโตของสินค้าสำหรับความสุขทางใจของสัตว์เลี้ยง เช่น เฟอร์นิเจอร์แมวออกแบบพิเศษโดยบริษัท Kaigao International Trade ที่ใช้การสังเกตพฤติกรรมแมวกว่าหลายร้อยตัวในการกำหนดความสูง จุดปีน และเตียงนุ่มด้านบน จนพัฒนาเป็นสินค้าขายดี รวมถึงแบรนด์ TAORAE ที่นำงานปักฮั่นฟูโบราณมาประยุกต์เป็นเสื้อผ้าสำหรับสัตว์เลี้ยง

เทรนด์นี้ยังขยายไปสู่พื้นที่ชีวิตประจำวัน โดยห้างสรรพสินค้าในนครจี่หนานเริ่มจัดโซนรถเข็นสัตว์เลี้ยงและลิฟต์เฉพาะ รวมถึงร้านอาหารที่รองรับผู้เลี้ยงสัตว์มากขึ้น สะท้อนคำกล่าวของผู้ใช้งานรายหนึ่งว่า “ทุกวันนี้ฉันสามารถพาสัตว์เลี้ยงใช้ชีวิตร่วมกันได้อย่างกลมกลืน และความรู้สึกถูกยอมรับนี้คือความพึงพอใจรูปแบบใหม่ของการบริโภค”


ที่มา : Xinhua 
 

บทเรียนจาก ‘เยอรมนี-โปรตุเกส’ ที่ใช้ "โหวตความไว้วางใจ" เป็นประตูก่อนรีเซ็ตประเทศ ผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง ๆ"

การยุบสภาในหลายประเทศไม่ใช่การกดปุ่มเดียวจบตามอำเภอใจของผู้นำ แต่ต้องผ่านกลไกที่พิสูจน์ว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ไม่ใช่เพียงการยุบเพื่อหาประโยชน์ทางการเมือง ประสบการณ์ของเยอรมนีและโปรตุเกสสะท้อนให้เห็นถึงระบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" ที่ใช้การโหวตความไว้วางใจเป็นมาตรฐานก่อนเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

เยอรมนี: ต้องแพ้โหวตไว้วางใจก่อนยุบสภา

ระบบการเมืองเยอรมนีออกแบบให้การยุบสภาเกิดขึ้นได้ยาก โดยมักผูกกับกระบวนการ "โหวตความไว้วางใจ" ของนายกรัฐมนตรี เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมเสียงข้างมากในสภาได้อีกต่อไป การแพ้โหวตความไว้วางใจจึงกลายเป็นหลักฐานทางการเมืองที่ชัดเจนว่า "บริหารต่อไม่ได้จริง" ก่อนที่จะเปิดทางสู่การเลือกตั้งใหม่

กลไกนี้ป้องกันไม่ให้การยุบสภากลายเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีที่ผู้นำใช้เพื่อหาประโยชน์ในเกมการเมือง แต่เป็นมาตรการสุดท้ายเมื่อรัฐบาลไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกต่อไป

โปรตุเกส: รัฐบาลเสียงข้างน้อยล้มจากความไว้วางใจ แล้วค่อยยุบ

โปรตุเกสก็สะท้อนหลักคิดที่คล้ายคลึงกัน เมื่อรัฐบาลเสียงข้างน้อยสูญเสียความไว้วางใจจากสภา การล้มของรัฐบาลจากการโหวตจึงนำไปสู่การยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามลำดับ ภาพนี้สะท้อนให้เห็นว่า การ "ยุบสภา" ในบางประเทศยุโรปคือมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่ท่าทีเชิงการตลาดหรือกลวิธีทางการเมือง

ข้อดี-ข้อเสียของระบบนี้

ข้อดี ของระบบยุบสภาแบบมีเงื่อนไขคือ ช่วยลดข้อครหาว่า "ยุบเพื่อเอาเปรียบ" เพราะรัฐบาลต้องแสดงให้เห็นว่าไม่มีเสียงข้างมากพอจริงๆ นอกจากนี้ยังทำให้การยุบสภาเป็นมาตรการสุดท้าย ไม่ใช่เครื่องมือที่ใช้กดดันหรือขู่เข็ญฝ่ายตรงข้ามได้รายวัน

อย่างไรก็ตาม ข้อเสีย ก็มีเช่นกัน หากการเมืองแตกขั้วอย่างรุนแรง อาจทำให้เกิดวงจรการเลือกตั้งที่ถี่เกินไปและสิ้นเปลืองต้นทุนของประเทศ โดยเฉพาะหากผลการเลือกตั้งยังคงได้สภาแขวนหรือรัฐบาลเสียงข้างน้อยซ้ำ

บทเรียนสำหรับไทย: ควรมีกติกากันการยุบเล่นเกมหรือไม่?

ประสบการณ์จากเยอรมนีและโปรตุเกสชวนให้ไทยพิจารณาว่า ควรออกแบบ "ยุบสภาแบบมีเงื่อนไข" เพื่อลดการยุบที่ประชาชนรู้สึกว่าเป็นเพียงเกมการเมืองหรือไม่

แนวทางที่อาจพิจารณาได้ เช่น กำหนดให้ยุบสภาได้เมื่อรัฐบาลแพ้โหวตความไว้วางใจหรือไม่สามารถผ่านร่างพระราชบัญญัติงบประมาณได้ หรือกำหนดเส้นตายการจัดตั้งรัฐบาลภายในระยะเวลาที่ชัดเจน หากทำไม่ได้จึงค่อยยุบสภา

นอกจากนี้ ควรวางกรอบอำนาจของรัฐบาลรักษาการให้ชัดเจน เพื่อลดการใช้อำนาจรัฐในการหาเสียงหรือสร้างความได้เปรียบให้ตนเองในช่วงหาเสียง

อย่างไรก็ตาม เยอรมนีและโปรตุเกสไม่ได้สอนว่า "การยุบสภาเป็นทางออกที่ดี" แต่สอนว่า "ถ้าจะยุบ ต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าจำเป็นจริง" การยุบสภาไม่ควรเป็นของเล่นในมือนายกรัฐมนตรีหรือเครื่องมือทางยุทธวิธี แต่ควรเป็นมาตรการสุดท้ายที่ใช้เมื่อการบริหารประเทศต่อไปไม่ได้จริงๆ

การออกแบบกติกาที่มีความรับผิดชอบและโปร่งใสจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การตัดสินใจยุบสภาไม่ได้เกิดจากความเห็นแก่ตัวทางการเมือง แต่เป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาพิจารณาในการปรับปรุงระบบการเมืองให้มั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น

417 ปีแห่งความรุ่งเรืองไม่ได้หายไปกับไฟสงคราม อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาเป็นมรดกโลก จากเมืองหลวงเก่าถึงมรดกชาติ ศูนย์กลางการค้าและศิลป์ไทย ภารกิจรักษาและส่งต่อต่อไป

(13 ธ.ค. 68) เมื่อปี พ.ศ. 2534 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียน "เมืองประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา" เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ซึ่งยืนยันว่าอยุธยาไม่ได้เป็นเพียงอดีตราชธานีของไทย แต่เป็นสมบัติร่วมของมนุษยชาติทั้งโลก

พระนครศรีอยุธยาก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 1893 โดยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เป็นศูนย์กลางทางการเมือง การค้า และศิลปวัฒนธรรมของภูมิภาคนี้มากว่า 417 ปี ก่อนถูกทำลายจนกลายเป็นซากเมืองร้างในปี พ.ศ. 2310 เมื่อกองทัพพม่าบุกทำลายเมือง

ในช่วงปลายทศวรรษ 2510 กรมศิลปากรเริ่มบูรณะโบราณสถานพร้อมประกาศบางส่วนเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ พ.ศ. 2534 อยุธยาจึงได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ โดยครอบคลุมเกาะเมืองและกลุ่มโบราณสถานสำคัญ รวมทั้งเขตกันชนที่ดูแลโดยร่วม

อยุธยาได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักฐานโดดเด่นของอารยธรรมสยามที่เคยรุ่งเรืองและเชื่อมโลกผ่านชุมชนต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น โปรตุเกส ดัตช์ และเปอร์เซีย สะท้อนภาพเมืองหลวงข้ามวัฒนธรรมที่มีคุณค่าระดับโลก พร้อมประกาศว่า "การได้ป้ายมรดกโลกไม่ใช่แค่ภูมิใจ แต่เป็นภารกิจของคนไทย"

หลังจากขึ้นทะเบียน ต้องมีการบูรณะและอนุรักษ์อย่างถูกวิชาการ พร้อมวางแผนป้องกันภัยและพัฒนาการเมืองโดยคำนึงถึงการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จากนี้อยุธยายังเป็นเวทีสำคัญที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ไทยให้โลกได้รับรู้และสะท้อนความพร้อมในการรักษามรดกวัฒนธรรมนี้ต่อไป

ที่มา : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%98%E0%B8%A2%E0%B8%B2

#THESTATESTIMES
#LITE
#CoolLife
#TodaySpecial
#อยุธยา
#มรดกโลก
#ประวัติศาสตร์ไทย

หมุดหมายแรก THE STATES TIMES จดทะเบียนบริษัทอย่างเป็นทางการ ต.ค. 63 ชูความมุ่งมั่นสร้างสื่อออนไลน์ที่ไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลักของชาติ

การตัดสินใจจดทะเบียนบริษัท เดอะสเต็ทส์ไทม์ จำกัด ในช่วงปลายเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ถือเป็นหมุดหมายแรกที่แสดงถึงความตั้งใจอย่างแน่วแน่ของกลุ่มผู้ก่อตั้งที่จะเข้ามาสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการสื่อออนไลน์ การดำเนินการนี้ไม่ได้เป็นเพียงขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น แต่เป็นการประกาศเจตนารมณ์ที่จะก้าวเข้าสู่ธุรกิจสื่ออย่างมีระเบียบและมีความรับผิดชอบในฐานะองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สื่อดิจิทัลและกระแสข่าวสารที่ไร้การควบคุมกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของสังคมโดยไม่บิดเบือน นำเสนอด้วยข้อเท็จจริง

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2563 ตลาดสื่อออนไลน์กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ในขณะเดียวกันก็ประสบปัญหาวิกฤตความเชื่อมั่น (Trust Crisis) อย่างหนัก การปรากฏตัวของข่าวปลอม (Fake News) และการนำเสนอข้อมูลที่บิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองหรือธุรกิจได้สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของสื่อทั้งหมด การที่ผู้ก่อตั้ง THE STATES TIMES เลือกที่จะจัดตั้งบริษัทในนามนิติบุคคลอย่างเป็นทางการก่อนการเผยแพร่คอนเทนต์แรกเพียงหนึ่งเดือน สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการสร้างความแตกต่างจากสื่อออนไลน์ทั่วไปที่อาจขาดรากฐานที่มั่นคง

การจดทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนี้ทำให้สำนักข่าวต้องดำเนินงานภายใต้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (Good Corporate Governance) โดยเฉพาะในมิติของการเงินและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือให้กับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการร่วมงานด้วย ในทางปฏิบัติ การมีโครงสร้างบริษัทที่ชัดเจน ทำให้สำนักข่าวสามารถดำเนินการตามมาตรฐานทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น ทั้งการจัดทำบัญชีที่โปร่งใส การทำสัญญาจ้างงานบุคลากรอย่างเป็นระบบ และการวางแผนภาษีที่ถูกต้อง การดำเนินการเหล่านี้เป็นการสร้าง วินัยทางการเงิน และ ความน่าเชื่อถือเชิงองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ THE STATES TIMES สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีคุณภาพและระดมทุนเพื่อขยายธุรกิจในอนาคต

นอกจากนี้ การจดทะเบียนบริษัทยังเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความร่วมมือทางธุรกิจขนาดใหญ่กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น LINE TODAY หรือ YouTube ซึ่งต่างก็มีมาตรฐานในการคัดเลือกพันธมิตรที่สูง การแสดงออกถึงความมุ่งมั่นในการเป็นองค์กรสื่อที่เชื่อถือได้และมีโครงสร้างที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น ทำให้ THE STATES TIMES ได้เปรียบในการเจรจาธุรกิจและสามารถขยายช่องทางการเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็วในเวลาต่อมา การวางรากฐานที่มั่นคงตั้งแต่ปลายปี 2563 จึงไม่ใช่เพียงการเริ่มต้น แต่เป็น ยุทธศาสตร์เชิงรับผิดชอบ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของสำนักข่าวแห่งนี้ในระยะยาว

แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตามบริบทของเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ แต่จุดยืนของ THE STATES TIMES ยังคงหนักแน่นในการเป็นสื่อที่นำเสนอข่าวสารบนข้อเท็จจริงโดยไม่บิดเบือน พร้อมยึดมั่นใน 3 สถาบันหลัก ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ อย่างแน่วแน่และมั่นคง
 

“FDI ไทยไปไหนมาบ้าง? สรุปให้ในภาพเดียว”

ทุนไทยบุกโลก หรือแค่ซ่อนเงินในสวรรค์ภาษี? เพราะกว่า 40% ของ FDI ทั่วโลกคือ Phantom FDI ซึ่งเป็นเงินลงทุนที่วิ่งผ่านประเทศหรือดินแดนที่ขึ้นชื่อด้านภาษีต่ำ ( TAX HAVENS) เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์, เนเธอร์แลนด์, BVI, เคย์แมน และมอริเชียส ถึงเวลาหรือยังที่รัฐไทยจะก้าวทันเกมทุนโลก

วิเคราะห์สูตร 'ภาษีกดปุ่มหยุดยิง' ของทรัมป์ ชี้ไทยควรรับสายเพื่อมนุษยธรรม แต่ต้องยืนยัน 'กรอบทวิภาคี' พร้อมแยกความมั่นคงออกจากการค้าให้ชัดเจน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐอเมริกาประกาศอีกครั้งว่าจะโทรศัพท์คุยกับผู้นำไทยและกัมพูชา หลังสถานการณ์ปะทะชายแดนระหว่างสองประเทศกลับมาบานปลายอีกครั้ง ขณะที่ฝ่ายไทยส่งสัญญาณ "ระวังตัว" โดยย้ำว่าควรแก้ปัญหาแบบทวิภาคี และพร้อมชี้แจงหากได้รับสายจริง

ประเด็นที่น่าจับตาคือ "สูตรเดิม" ของทรัมป์ที่เคยใช้มาก่อน นั่นคือการใช้แรงกดดันทางการค้าและภาษีเป็นคันโยกเพื่อบังคับให้เกิดโต๊ะหยุดยิง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า "คุยหรือไม่คุย" แต่คือ คุยแล้วไทยจะได้อะไร และต้องกันอะไรไม่ให้เสีย

โอกาสที่ไทยอาจได้รับ

หากสายจากทำเนียบขาวสามารถกดปุ่มหยุดยิงชั่วคราวได้จริง ไทยจะได้ "เวลาหยุดเลือดไหล" แบบเร่งด่วน ทำให้สามารถอพยพพลเรือน ส่งความช่วยเหลือ เปิดทางรับ-ส่งผู้บาดเจ็บ และคลายความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้ทันที

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์มักทำเรื่องหยุดยิงให้เป็น "คำประกาศสาธารณะ" จะสร้างแรงกดดันให้ทุกฝ่ายต้องแสดงท่าทีตอบสนอง สำหรับไทย นี่คือการได้ "ตัวเร่ง" ให้เกิดโต๊ะเจรจาโดยไม่ต้องเพิ่มไฟในสนามจริง

ช่องทางตรงกับผู้มีอำนาจสูงสุดของสหรัฐยังทำให้ไทยส่งสารและยืนยันเงื่อนไขได้เร็วกว่าเล่นผ่านหลายชั้นของการทูตปกติ โดยเฉพาะในจังหวะที่สถานการณ์กำลังไหลไปสู่ความสูญเสียเพิ่ม

ความเสี่ยงที่ต้องระวัง

อย่างไรก็ตาม หากไทยคุยโดยไม่วางเกมอย่างรอบคอบ อาจเสี่ยงถูกทำให้ "อธิปไตย" กลายเป็นตัวประกันของการค้าและภาษี ถ้ายอมให้สูตร "ภาษีกดปุ่มหยุดยิง" สำเร็จหนึ่งครั้ง มันอาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่ใครถืออำนาจเศรษฐกิจมากกว่าก็สามารถใช้มันกดปุ่มความมั่นคงของเราได้

การหยุดยิงแบบเร่งด่วนอาจช่วยลดความสูญเสียเฉพาะหน้า แต่ถ้าไม่มีระบบติดตามผลและกลไกแก้รากปัญหา ประเทศอาจได้แค่ "พักรบ" แล้วกลับมาจ่ายต้นทุนเดิมซ้ำ นี่คือความเสี่ยงของการถูกลากเข้า "เกมโชว์ตัวกลาง" ที่เป้าหมายไม่ใช่สันติภาพยั่งยืน

ในมิติการเมืองภายใน ทุกท่าทีต่อคนกลางต่างชาติถูกอ่านเป็นคะแนนนิยมทันที คุยแบบไม่กำหนดกรอบอาจถูกโจมตีว่าเอาอธิปไตยไปแลกดีล แต่ไม่คุยเลยก็เสี่ยงถูกโจมตีว่าทิฐิจนปล่อยสถานการณ์บาน

ที่สำคัญกว่านั้นคือ หากจบด้วย "สายจากสหรัฐ" มากกว่ากลไกภูมิภาค สัญญาณที่ส่งออกไปคือภูมิภาคจัดการตัวเองไม่ได้ และครั้งหน้าอาจมีผู้เล่นรายอื่นยื่นข้อเสนอพร้อม "ราคา" เข้ามาอีก

กลยุทธ์ที่ไทยควรใช้

ไทยควร "รับสาย" เพื่อหยุดเลือดไหล แต่ต้อง "ตั้งกรอบ" ให้ชัดตั้งแต่นาทีแรก เพื่อไม่ให้การหยุดยิงถูกผูกกับการค้าหรือภาษี

หนึ่ง เรียกร้องหยุดยิงเพื่อมนุษยธรรมทันที เปิดทางช่วยเหลือ อพยพ และดูแลพลเรือน

สอง ยืนยันว่ากรอบเจรจาเป็นทวิภาคีและ/หรือภูมิภาค ให้ไทยคุยกับกัมพูชาเป็นหลัก ไม่ให้คนกลางกลายเป็นผู้กำกับเกมระยะยาว

สาม ไม่ผูกชายแดนกับภาษีและการค้า กันไม่ให้เกิด "ภาษีบังคับสันติภาพ" และแยกไฟล์ความมั่นคงออกจากโต๊ะการค้า

ดังนั้น การคุยกับทรัมป์อาจเป็นโอกาสให้ไทยได้หยุดยิงเร็ว แต่หากไม่ตั้งกรอบอย่างรอบคอบ ไทยอาจเสียอธิปไตยเชิงนโยบายให้กับสูตรใหม่ของโลกที่ใครถือภาษีก็ถือรีโมตความมั่นคงของคนอื่นได้ ความท้าทายคือการใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ตกเป็นตัวประกันของเกมใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ต้านการกลั่นแกล้งฝ่ายเดียว ผลักดันภูมิภาคเปิดกว้าง รวมพลังอาเซียน–จีน หนุนสันติภาพตะวันออกกลาง

(12 ธ.ค. 68) จีนประกาศพร้อมเดินหน้าปรับแนวนโยบายพัฒนาให้สอดคล้องกับอาเซียน และร่วมกันต่อต้านการใช้อำนาจฝ่ายเดียว รวมถึงแนวคิดสงครามเย็น โดย “หวังอี้” รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ระบุว่าอาเซียนคือ “หุ้นส่วนความร่วมมือที่ใกล้ชิดที่สุด” ของจีน ระหว่างการพบปะกับดาโต๊ะ เอรีวาน เปฮิน ยูซอฟ  รัฐมนตรีต่างประเทศบรูไนดารุสซาลาม ที่กรุงปักกิ่ง

ในการหารือ จีนและบรูไนเห็นตรงกันว่าความร่วมมือที่แน่นแฟ้นจะเป็นพลังสำคัญของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค โดยปีหน้าเป็นวาระครบรอบ 35 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ทั้งสองฝ่ายจึงเตรียมยกระดับการสื่อสารระดับสูงและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ในด้านต่าง ๆ

นอกจกานี้ หวังอี้อธิบายจุดยืนของจีนเกี่ยวกับประเด็นไต้หวัน โดยระบุว่าคำพูดล่าสุดของผู้นำญี่ปุ่นทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและเกิดความเข้าใจผิดมากขึ้น พร้อมขอบคุณบรูไนที่ยืนหยัดสนับสนุนนโยบาย “จีนเดียว” มาโดยตลอด และหวังว่าบรูไนจะยังคงสนับสนุนจีนในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนต่อไป

ด้านบรูไนระบุว่า จีนคือพลังหลักในการผลักดันความเป็นปึกแผ่นของภูมิภาค และยืนยันสนับสนุนการรวมชาติของจีน พร้อมตั้งเป้าขยายความร่วมมือในอุตสาหกรรม การเกษตร ประมง และการแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรม 

ทั้งสองฝ่ายย้ำเดินหน้าหารือรหัสปฏิบัติ (COC) ทะเลจีนใต้ และเห็นพ้องว่าประชาคมโลกต้องผลักดันการหยุดยิงถาวรในปัญหาอิสราเอล–ปาเลสไตน์ ตามแนวทางสองรัฐ พร้อมย้ำมาตรฐานเดียวและสร้างสันติภาพระยะยาวในตะวันออกกลาง


ที่มา : Xinhua

เจาะลึกชุมชน "สหกรณ์" แห่งอิสราเอล เลิกกินข้าวรวม - เด็กถูกเลี้ยงที่บ้าน ทรัพย์สินส่วนตัวกลายเป็นเรื่องปกติ สะท้อนการปรับตัวให้อยู่รอดในโลกยุคปัจจุบัน

Israel’s Kibbutz (& Moshav) : ชุมชนอุดมคติรูปแบบ “สหกรณ์”

เล่าถึงสังคมที่ไม่เท่าเทียมอย่างแท้จริงว่า ไม่มีอยู่จริงในโลกคอมมิวนิสต์ที่ผ่านมา แต่ในประเทศอิสราเอลมีอยู่จริง โดยเป็นรูปแบบของ Kibbutz ประมาณ 100 กว่าปีก่อน ชาวยิวที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลกได้พากันอพยพมาตั้งถิ่นฐานยังดินแดนที่เป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน ในครั้งนั้นชาวยิวส่วนหนึ่งได้รวมตัวกันเป็นชุมชนเกษตรกรรมตามชนบท หรือที่เรียกว่า ‘คิบบุตซ์’ (Kibbutz) ปัจจุบันทั่วทั้งประเทศอิสราเอลมี Kibbutz ราว 267 แห่ง และมีชาว Kibbutz อยู่ราว 1 แสน 2 หมื่นคน กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ และจำนวนคงลดลงเรื่อย ๆ เพราะคิบบุตซ์บางแห่งปรับเปลี่ยนไปเป็นโมชาฟ (Moshav) ปัจจุบันมีจำนวนราว Moshav 448 แห่ง ทั่วประเทศอิสราเอล

"ระบบเกษตรอิสราเอล เริ่มต้นจากชาวอิสราเอลรุ่นแรก 800 คน ที่อพยพมาอยู่ในพื้นที่ปัจจุบันในปี 1907 เป็นกลุ่มคนที่เก่ง สมองดี มารวมตัวกัน เพื่อที่จะสร้างอิสราเอลให้เป็นประเทศการเกษตร แต่คนเหล่านี้ไม่เคยทำการเกษตรมาก่อน จึงมีการวางระบบที่ดีภายใต้ปัจจัยที่อิสราเอลมีทรัพยากรค่อนข้างจำกัด แล้วมีการสืบทอดต่อกันมาเรื่อย ๆ ดังนั้นการเกษตรของอิสราเอลจึงเริ่มจากกลุ่ม Kibbutz หรือนิคมการเกษตร คนที่มีความคิดความอ่านที่ค่อนข้างดีมาตั้งแต่ต้นมารวมตัวกัน แต่ไม่มีสมบัติเป็นของตัวเอง ผลิตทุกอย่างก็เพื่อเป็นของรัฐ ใช้วิธีการแบ่งปันกัน 

ความเป็นมาของ Kibbutz เมื่อ 100 ปีก่อน ชาวยิวจากรัสเซียและแคว้นกาลิเซียในสเปน ราว 10 กว่าคน ที่มีความเชื่อในลัทธิ Zionists ว่า ชาวยิวควรจะต้องกลับมาปักหลักใช้ชีวิตอยู่ในดินแดนซึ่งก็คือส่วนที่เป็นอิสราเอลในปัจจุบัน ได้ร่วมกันจัดตั้งสิ่งที่ครั้งหนึ่งเกือบจะกลายเป็นคำพ้องความหมายของคำว่าอิสราเอล สิ่งนั้นก็คือ Kibbutz  ซึ่งก็คือ ชุมชนที่ร่วมตัวกันทำงานการเกษตร ร่วมกันกิน ร่วมกันใช้แบบไม่มีการเห็นแก่ตัว พวกเขาจัดการซื้อที่ดินในเขตทางใต้ของทะเลกาลิลีจากชนเผ่าเร่ร่อนชาวเบดูอิน และจัดตั้งเป็น Kibbutz แห่งแรกเมื่อ 29 ตุลาคม 1910  โดยให้ชื่อว่า "เดกาเนีย"  

ไช โชนาชี ผู้อำนวยการใหญ่ของเดกาเนียคนปัจจุบัน หรือที่ตอนนี้เรียกว่า "เดกาเนีย อาเลฟ" บอกว่าคนพวกนี้ต้องการที่จะสร้างชาวยิวรุ่นใหม่ขึ้นมา ที่แตกต่างจากชาวยิวรุ่นก่อน ๆ ที่ถูกชนชาติต่างขับไล่ผลักดันให้ออกจากดินแดนของตัวเอง และต้องไปตกระกำลำบากในดินแดนประเทศอื่น และเครื่องมือสำหรับการเปลี่ยนแปลงคนยิวเหล่านี้ก็คือ Kibbutz ซึ่งในภาษาฮีบรู หมายถึง การรวบรวม หรือการรวมตัวกัน แต่ปัจจุบันคำนี้หมายถึงชุมชนของคนที่อยู่ด้วยกัน

ส่วน Moshav เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่มีการรวมกลุ่มเหมือนกัน แต่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ซึ่งในอิสราเอล จะมี 2 กลุ่มใหญ่ที่ทำการเกษตรของประเทศอยู่ การรวมกลุ่มกันแบบนี้ถือเป็นผลดีต่อการทำการเกษตรในอิสราเอลเป็นอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายถึง อำนาจการต่อรอง และเป็นเส้นทางส่งผ่านข้อมูล ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ ไปยังเกษตรกรโดยตรง รวมถึงการคัดเลือก พืชผัก ผลไม้เศรษฐกิจ ที่สามารถทำเงินได้มากมาย สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรในตลาดต่างประเทศ

Kibbutz นั้นมีมาก่อน Moshav เป็นชุมชนที่ถือว่าเป็นนิติบุคคลจะมองว่าเป็นเหมือนบริษัทก็ได้ ลักษณะคล้ายคอมมูนในสมัยสังคมนิยมซึ่งสมาชิกเป็นเจ้าของทรัพย์สินร่วมกันและ ได้รับการแบ่งปันผลกำไรตามผลงานที่ทำได้ในแต่ละปี โดยสมาชิกนอกจากจะได้เงินปันผลแล้ว ถ้าทำงานใน Kibbutz ก็ยังได้เงินเดือนจากทาง Kibbutz อีกทางหนึ่งด้วย การจะเข้ามาเป็นสมาชิกคิบบุตส์นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องสืบสายเลือดจากคนใน Kibbutz รุ่นสู่รุ่น หรือ ถ้าจะเข้าใหม่ก็ต้องมีผู้รับรองจึงจะเข้าได้ นอกจากทั้ง Moshav และ Kibbutz จะเป็นฟาร์มเกษตรแล้ว หลายแห่งยังเปิดบ้านพักที่เรียกว่า ซิมเมอร์ (Zimmer : กระท่อม)ไว้ภายในเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาพักโดยตกแต่งบรรยากาศให้สวย งามร่มรื่นท่ามกลางธรรมชาติ 

ตามที่เล่าในตอนต้นว่า ปัจจุบันจำนวน Kibbutz นั้นลด น้อยลงไปเรื่อย ๆ โดยหลายแห่งก็เปลี่ยนการดำเนินงานมาเป็นรูปแบบ Moshav สาเหตุก็มีอยู่ 2 ประการคือ ประการแรกคือระบบ Kibbutz เหมือนระบบสังคมนิยมที่ขาดแรงจูงใจให้คนทำงาน เนื่องจากไม่ว่าทำมากหรือทำน้อยก็ได้เท่ากันทำให้เกษตรกรอยากทำงานในระบบ Moshav มากกว่าที่ทำมากได้มาก และใช้ Moshav เพื่อการต่อรองเท่านั้น ประการที่สองคือสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปปัจจุบันคนใน Kibbutz รุ่นหนุ่มสาวต่าง ก็ออกมาทำงานในเมืองโดยทำงานที่สบายกว่าการเกษตร เช่น งานด้านคอมพิวเตอร์ การทำงานใน Office ทำให้คนที่อาศัยและทำงานใน Kibbutz ปัจจุบันคือ ผู้สูงอายุที่เคยเข้ามา บุกเบิก แผ้วถางฟาร์มไว้ แนวคิดของ Kibbutz  วางอยู่บนแนวคิดแบบสังคมนิยมโดยแท้ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบทางการเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนใน Kibbutz มีเรื่องการร่วมกันทำร่วมกันใช้ แทรกอยู่แทบในแทบทุกอณูของชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เป็นเรื่องส่วนตัว อย่างเช่นเรื่อง "ลูก" เมื่อสมัยที่เด็กคนแรกเกิดขึ้นใน Kibbutz   สมาชิกทั้งหมดต่างก็ถกเถียงกันว่า เด็กคนนี้ควรเป็นสมบัติของทั้ง Kibbutz  หรือเป็นของเฉพาะพ่อแม่ของเด็กเท่านั้น แต่ในที่สุด ฝ่ายพ่อแม่ก็เป็นฝ่ายชนะ 

ส่วนเด็กคนที่ 2 ที่เกิดที่ Kibbutz  เดกาเนีย อาเลฟ ก็ไม่ธรรมดา เพราะเขาก็คือ "นายพล โมเช่ ดายัน" นายพลตาเดียว ที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์อิสราเอล ในฐานะเป็นผู้นำในการป้องกันประเทศ คนเก่าคนแก่ของ Kibbutz ยังจำเขาได้ดีว่า ดายันเคยเป็นเด็กที่ทะลึ่งไม่น้อยตอนที่เขาอยู่ที่นี่ และต่อมา Kibbutz เดกาเนีย ก็กลายเป็นต้นแบบให้ Kibbutz อื่น ๆ เดินตาม จนเกิด Kibbutz  เดกาเนีย บี , เดกาเนีย ซี , และ ดี , อี , เอฟ จนผู้คนเริ่มรู้สึกว่า ควรต้องเปลี่ยนไปใช้ชื่ออื่นบ้างแล้ว จึงหันไปใช้ชื่อในแนวอื่น ๆ แทน เมื่อมีการตั้งรัฐอิสราเอลขึ้นแล้ว  Kibbutz กลายเป็นสังคมชั้นดี เพราะบุคคลสำคัญของประเทศมากมายเคยใช้ชีวิตใน Kibbutz  คนเหล่านี้เชื่อมั่นในเรื่องของการทำงานหนัก การประหยัดมัธยัสถ์ และค่านิยมของการบุกเบิก พวกเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นสำหรับผู้คนมากมาย 

Kibbutz เหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปมากแล้วจากบุกเบิก และสมาชิกก็ไม่ได้ประหยัดมัธยัสถ์ หรือร่วมกันทำงานในฟาร์มเหมือนเช่นแต่ก่อน โดยบางแห่งก็เป็นผู้ผลิตระบบสปริงเกอร์ บางแห่งก็เน้นเลี้ยงหมู บางแห่งก็ผลิตอุปกรณ์ถอนขนสำหรับสตรี ปัจจุบันมี Kibbutz แค่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยังคงทำงานด้านการเกษตร ขณะที่ Kibbutz บางแห่งก็หันมาจับธุรกิจไฮเทค และปัจจุบันมีบริษัทของ Kibbutz  20 แห่งที่อยู่ในตลาดหุ้น และชาว Kibbutz  ก็ไม่ได้เปลี่ยนเฉพาะในสิ่งที่พวกเขา แต่เปลี่ยนวิธีการที่พวกเขาใช้ชีวิตด้วย จากการใช้ชีวิตร่วมกัน ตอนนี้ชาว Kibbutz มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น พวกเขากินอาหารกับครอบครัวที่บ้าน แทนที่จะเป็นการกินรวมกันในโรงอาหารของ Kibbutz แบบแต่ก่อน เด็กก็ถูกเลี้ยงอยู่ที่บ้าน แทนที่จะเป็นการเลี้ยงในโรงเลี้ยงเด็ก และจะได้เจอพ่อแม่หลังจากที่พ่อแม่เลิกงานเท่านั้น ส่วนทรัพย์สินส่วนตัวแต่เดิมเคยเป็นเรื่องต้องห้าม จนถึงขั้นผิดกฎหมาย ตอนนี้ก็กลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา ๆ ไปแล้ว

จากหลักการของแนวคิดจัดสรรรายได้แบบจ่ายตามความจำเป็นที่ต้องใช้เงิน โดยไม่คำนึงถึงความสามารถในการทำงาน ตอนนี้ก็ปรับเปลี่ยนมาเป็นระบบค่าแรงที่หลากหลาย ตามลักษณะงานที่ทำ และบาง Kibbutz ก็ถึงกับว่าจ้างแรงงานจากภายนอกมาทำงาน แทนที่จะอาศัยแรงงานของสมาชิกล้วน ๆ (รวมทั้งแรงงานไทยจำนวนหนึ่งด้วย) การเปลี่ยนแปลงนี้เพื่อทำให้ Kibbutz สามารถอยู่ในโลกปัจจุบันได้ และทำให้สมาชิกเองก็สามารถอยู่ใน Kibbutz ได้ แต่คนรุ่นเก่า ๆ มักไม่ค่อยชอบใจกับเรื่องแบบนี้ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อชาว Kibbutz สูงอายุกลุ่มหนึ่งถูกส่งไปอยู่ที่บ้านพักคนชรา ภายในเวลา 1 สัปดาห์ พวกเขารวมตัวกันเป็นกลุ่มทำงาน และจัดการรื้อถอนแปลงดอกไม้ของบ้านพัก และลงมือปลูกผักแทน Hanita เป็น Kibbutz ที่มีสมาชิกราว 700 คน แต่เป็นเจ้าของสองบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำ 1)เป็นผู้ผลิตและจำหน่าย ฟิล์มกรองแสงยี่ห้อ Hanita และ 2)อีกบริษัทคือ Hanita Lenses ผู้ผลิต contact lenses และ lenses แก้วตาเทียม

หากได้ไปเยือนประเทศอิสราเอล และสนใจเข้าพักใน Zimmer ของ Kibbutz เพื่อฝึกงานในชุมชนแห่งความเท่าเทียมของแท้แน่นอนได้ตาม Kibbutz ต่าง ๆ ในอิสราเอลได้ ด้วยการติดต่อโดยตรงยัง Kibbutz ต่าง ๆ ได้เลย หรือลองหาข้อมูลจากแรงงานภาคการเกษตรไทยที่เคยไปทำงานใน Kibbutz ต่าง ๆ ได้ หรือพี่น้องแรงงานไทยที่อยากไปทำงานภาคการเกษตรกับ Kibbutz ต่าง ๆ สามารถติดต่อผ่านกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้  
 

‘อนุทิน’ เปิดใจเหตุยุบสภา อ้าง ‘เท้ง’ บอกไม่ให้ไปต่อ ยันไม่ได้หักหลัง ยึดตาม MOA แต่เรื่องคงอำนาจ สว. โหวตรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ในข้อตกลง รับสั่ง สว. ไม่ได้ แย้มพร้อมหนุนประชามติแก้รัฐธรรมนูญคำถามแรก

(12 ธ.ค.68) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงเหตุผลในการตัดสินใจยุบสภา ว่า ต้องการคืนอำนาจให้ประชาชน ตนและพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นรัฐบาลได้ เพราะพรรคประชาชน (ปชน.) ให้มาเป็น และการแก้ไขรัฐธรรมนูญเราก็พยายามทำมาตลอด และในสัญญาที่มีต่อกันใน MOA ทั้ง 4 - 5 ข้อ พรรคภูมิใจไทยก็ปฏิบัติมาตลอด แต่เรื่องการแก้ไขมาตรา 256/28 เกี่ยวกับอำนาจ สว.ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยมีการพูดกันใน MOA มาก่อน แต่เมื่อหัวหน้าพรรคประชาชนแถลงในรัฐสภาว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่โหวตตามที่ต้องการ พรรคประชาชนก็จะไม่สนับสนุน และขอให้นายกฯ ยุบสภา

"ท่านโหวตให้ผมเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านบอกว่าไม่สนับสนุนผมแล้ว ท่านขอให้ผมยุบสภาผมก็ทำตามท่าน เป็นไปตามมารยาท และขั้นตอนที่ควรจะเป็น" นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า ก่อนถึงจุดนี้ได้เจรจากับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า มีการพูดคุย และประสานกัน ซึ่งคนที่ประสานงานหลัก คือนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

เมื่อถามว่า สาเหตุที่ตัดสินใจยุบสภามาจากการที่พรรคประชาชนเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนคิดว่าชัดเจนที่ท่านต้องการให้ยุบสภา ตนก็ยุบ เพราะท่านให้ตนมาเป็นรัฐบาล ตนก็ให้เกียรติท่าน

เมื่อถามว่า การยื่นยุบสภาเป็นการยื่นก่อนที่พรรคประชาชนจะมีท่าทีในการเตรียมยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราทำทุกอย่างแล้ว มาจนถึงเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ได้มีการโหวตในวาระ 1 และวาระ 2 แต่มาติดที่มาตรา 256/28 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยไม่มีความสามารถที่จะไปกดดันหรือบังคับโน้มน้าว สว.ตามที่พรรคประชาชนต้องการได้

เมื่อถามว่า การที่พรรคภูมิใจไทยสนับสนุนการคงอำนาจ สว.ไว้ ในการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญ มองว่าเป็นการหักหลังทางการเมืองหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ให้ไปดู MOA เขียนไว้อย่างไร ซึ่ง MOA ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับ สว.เลย แต่เป็นข้อตกลงที่พรรคภูมิใจไทยพยายามอย่างเต็มที่ที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงข้อตกลงที่จะไม่มีการเพิ่มจำนวน สส.และไม่พยายามเป็นเสียงข้างมาก ซึ่งเป็นบริบททางการเมืองที่เราสามารถทำได้ แต่เราก็ไม่ทำ ซึ่งการขอให้มีมติเกี่ยวกับคำถามแก้รัฐธรรมนูญเราก็ทำให้ หากส่งมาให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งตนได้หารือกับ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ท่านก็บอกว่าสามารถที่จะกำหนดวันทำประชามติได้ โดยอำนาจคณะรัฐมนตรีที่ยังรักษาการอยู่ ตนก็ทำให้ รักษาเงื่อนไขตามเอ็มโอเอ พร้อมย้ำว่า ไม่มีการหักหลังใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า ในอนาคตยังจับมือกับพรรคประชาชนได้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างเป็นไปได้หมด เมื่อถามว่า การยุบสภาครั้งนี้มีการเตรียมการมาล่วงหน้าหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ถ้าถามเรื่องการเตรียมร่างพระราชกฤษฎีกายุบสภา ตนได้เตรียมไว้แต่วันแรกที่เป็นนายกรัฐมนตรี แค่เปลี่ยนเดือนมาแค่สองเดือนเท่านั้นเอง เราต้องยอมรับสภาพว่าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย เข้ามาเพื่อจัดการปัญหาบ้านเมืองที่ติดขัดค้างคาให้ผ่านพ้นไปได้ เช่น การเจรจาทางการค้า การยอมรับจากนานาชาติ การนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลก เรื่องความมั่นคงก็ทำให้เป็นปึกแผ่น การจัดระเบียบข้าราชการให้บริหารราชการแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งเมื่อคนที่เขานำเราเข้ามา บอกให้เราทำแค่นี้ เราก็คืนอำนาจให้ประชาชน



 

ยกกรณีปี 2024 ‘ฝรั่งเศส’ ยุบสภาแล้วไม่จบ บทเรียนการเมืองที่หวัง "รีเซ็ตเกม" แต่สุดท้ายกลายเป็น "ล็อกประเทศ" สะท้อนภาพหากใช้ผิดจังหวะ อาจวิกฤตกว่าเดิม

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2024 ฝรั่งเศสตัดสินใจยุบสภาและเรียกเลือกตั้งใหม่แบบเร่งด่วน ด้วยความหวังว่าจะรีเซ็ตความชอบธรรมทางการเมืองและหยุดการขยายตัวของฝ่ายการเมืองคู่แข่ง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่แสดงให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ได้เป็นปุ่มวิเศษที่จะแก้ไขวิกฤตการเมืองได้เสมอไป โดยเฉพาะในสังคมที่แตกขั้วอย่างรุนแรง

กับดักของ "สภาแขวน" ที่ไม่มีใครชนะจริง

ผลลัพธ์จากการเลือกตั้งครั้งนั้นคือ "hung parliament" หรือสภาแขวนที่ไม่มีพรรคการเมืองใดครองเสียงข้างมากเด็ดขาด สภาที่เกิดขึ้นจึงเป็นสภาที่ "คานกันไปมา" มากกว่า "ชี้ขาด" นี่คือกับดักสำคัญของการยุบสภาในระบบที่แตกขั้ว คือการยุบเพื่อหวังได้คำตอบที่ชัดเจน แต่ประชาชนกลับตอบกลับด้วยคำตอบที่ซับซ้อนและแบ่งขั้วยิ่งกว่าเดิม

ประเทศฝรั่งเศสจึงต้องเข้าสู่โหมด "ต่อรองรายวัน" แทนที่จะเป็นการเดินหน้าเชิงนโยบายอย่างมั่นคง รัฐบาลต้องประคองอำนาจด้วยการต่อรองเพื่อให้ผ่านงบประมาณและกฎหมายสำคัญแบบเฉือนกันเป็นคะแนน ๆ บางครั้งต้องยอมถอยในนโยบายสำคัญเพื่อแลกเสียงสนับสนุนให้รอดพ้นวิกฤตไปเป็นครั้ง ๆ

การยอมรับความผิดพลาดจากผู้นำ

ปลายปี 2024 ผู้นำฝรั่งเศสออกมายอมรับโดยนัยว่า การยุบสภาครั้งนั้นทำให้ความปั่นป่วนทางการเมืองเพิ่มขึ้นแทนที่จะลดลง นี่คือการยอมรับที่สะท้อนความจริงสำคัญ: การตัดสินใจที่ "ถูกกฎหมาย" ไม่ได้แปลว่าจะ "ชนะความรู้สึกประชาชน" เสมอไป และที่สำคัญกว่าคือ การยุบสภาอาจสร้างปัญหาใหม่ที่ใหญ่กว่าปัญหาเดิมที่ต้องการแก้ไข

ภาพของ "ยุบแล้วไม่จบ" ในปี 2025

แม้จะผ่านมาเกือบปีครึ่ง ฝรั่งเศสยังคงต้องประคองประเทศด้วยการต่อรองทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง นโยบายสำคัญ ๆ ถูกชะลอหรือปรับเปลี่ยนเพื่อให้ได้เสียงสนับสนุน ความมั่นคงทางการเมืองที่คาดหวังจากการยุบสภากลับกลายเป็นความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ การเมืองอยู่ในโหมด "ต่อรองตลอดเวลา" แทนที่จะเป็นการทำงานเพื่อประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ

บทเรียนสำคัญสำหรับไทย

ประสบการณ์ของฝรั่งเศสสอนให้เห็นว่า การยุบสภาไม่ใช่ "ทางออก" หากไม่ตอบคำถามสำคัญสามข้อก่อน

หนึ่ง สังคมแตกขั้วระดับไหน? หากพรรคการเมืองกระจัดกระจายและแบ่งขั้วรุนแรง การยุบสภาอาจได้สภาแขวนซ้ำหรือแย่กว่าเดิม

สอง รัฐบาลรักษาการมีกรอบชัดเจนหรือไม่? หากกติกาไม่ชัด จะเกิดข้อครหาว่ารัฐบาลรักษาการใช้อำนาจรัฐหาเสียงให้ตนเองหรือพรรคพวก สร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน

สาม หลังเลือกตั้ง มีแผนจับมือจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่? หากไม่มีแผนชัดเจนว่าฝ่ายใดจะจับมือกับใครได้จริง การยุบสภาก็แค่เลื่อนปัญหาออกไป 60-90 วัน แล้วกลับมาติดอยู่ในวังวนเดิม

มีดผ่าตัด ไม่ใช่ยาพารา

การยุบสภาเปรียบเสมือนมีดผ่าตัดในมือหมอ ไม่ใช่ยาพาราที่กินแล้วอาการดีขึ้นทันที หากใช้ผิดจังหวะหรือในสถานการณ์ที่ไม่เหมาะสม ไม่เพียงแต่แผลจะไม่หาย แต่ประเทศอาจเสียเลือดเพิ่มจากความปั่นป่วนและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

ฝรั่งเศสในปี 2024-2025 คือกรณีศึกษาที่ชัดเจนว่า ยุบสภาไม่ได้เท่ากับปิดทางตัน หากผลลัพธ์คือสภาแขวนและรัฐบาลที่ต้องแลกทุกกฎหมายด้วยดีลรายวัน บทเรียนนี้ควรเป็นข้อคิดสำคัญสำหรับทุกประเทศที่กำลังพิจารณาใช้การยุบสภาเป็นทางออกทางการเมือง รวมทั้งประเทศไทยด้วย


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top