Sunday, 1 November 2026
Hard News Team

‘ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ’ กลับสู่วงการท้าความอึด เตรียมโชว์แกร่ง วิ่งระยะ 300 กิโลเมตร พิชิตเทือกเขามงต์บลังค์ของฝรั่งเศส ปลายเดือนนี้

นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เตรียมโชว์พลังอึด ร่วมแข่งขันวิ่งเทรลรายการโหด รายการดังของโลก ‘อัลตร้า เทรล ดู มงต์บลังค์’ ที่ประเทศฝรั่งเศส ระหว่างวันที่ 23-29 ส.ค.นี้

เฟซบุ๊ก แฟนเพจ ‘Thailand by UTMB’ ระบุว่า ธนาธร จะไปแข่งแบบทีม ชื่อทีม ทรูเซาธ์ไทยแลนด์ (True South Thailand) ลงระยะทางรวม 300 กิโลเมตร ความสูงสะสม 25,000 เมตร เส้นทางทรหด ผ่าน 3 ประเทศ ฝรั่งเศส, อิตาลี และสวิตเซอร์แลนด์ ของเทือกเขามงต์บลังค์ ซึ่งแต่ละปีเส้นทางจะเปลี่ยนไป ซึ่งในการคัดเลือกนั้น คัดจากประสบการณ์ของผู้สมัครในแต่ละทีม ตัวแทนนักกีฬาไทยที่ไปเข้าร่วมแข่งขันมีเพียง 1 ทีม นอกจาก ธนาธร แล้ว ยังมี ‘ซึง’ สว่างจิต แซ่โง้ว หญิงแกร่งหนึ่งเดียวในทีม และ ‘แอล’ สุภัทร บุญเจือ นักวิ่งเทรลคนดัง

ทั้งนี้ทีม True South Thailand เป็นโครงการที่รวบรวมผู้คนที่มีใจรักในการผจญภัยเพื่อเดินทางด้วยเท้ามากกว่า 1,000 กิโลเมตร เป้าหมายของการเดินทางคือ เป็นคนไทยกลุ่มแรกที่พิชิตขั้วโลกใต้ด้วยการเดินเท้า ซึ่ง นายธนาธร เองก็เคยลุยโครงการนี้ ก่อนหยุดไปเพราะหันเข้ามาสู่การเมืองเสียก่อน

สำหรับ นายธนาธร นั้นก่อนเข้ามาสู่แวดวงการเมือง ลุยแข่งขันวิ่งระดับอัลตร้า และไตรกีฬาอย่างต่อเนื่อง แม้มาสู่การเมืองแล้ว ก็ยังหาเวลาซ้อม และลงสนาม เมื่อ 2 ปีก่อน เคยวิ่งระห่ำข้ามคืน 300 รอบสนามฟุตบอลมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ รวมระยะ 120 กิโลเมตร


ที่มา : https://www.facebook.com/THbyUTMB/photos/a.124275428966387/665535238173734/

https://www.dailynews.co.th/news/153557/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!
A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!! 
>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท
>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ
>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต
>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย
***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

"เพื่อไทย" ปัดตีเช็คเปล่าให้ กกต. กำหนดการเลือกตั้ง แจง หากยุบสภาใน 120 วันที่แก้กม.ลูกไม่แล้วเสร็จ จะเกิดปัญหา ยัน ไม่มีกระหนุงกระหนิงกมธ.ซีกรัฐบาล

ที่รัฐสภา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ…. แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91 กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าพรรคเพื่อไทยพยายามนำร่างที่ถูกตีตกไปในวาระที่ 1 ของพรรคพลังประชารัฐกลับเข้ามาสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 อีก ว่า ในชั้นนี้เป็นการพิจารณาในชั้นกมธ.ของร่างรัฐสภาที่ผ่านขั้นตอนการรับหลักการมาแล้ว ขณะนี้จะไม่เรียกว่าร่างพรรคประชาธิปัตย์และต้องให้ความเป็นธรรมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะเป็นร่างของรัฐสภา โดยมีหลักในการแก้ไข 2 มาตราที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือกตั้ง ซึ่งคำว่าระบบไม่ได้มีเพียงแค่ 2 มาตราแน่นอน ยอมรับว่ากมธ.มีความหนักใจมากโดยเฉพาะการแก้มาตรา 83 เรื่องระบบบัตรเลือกตั้งจาก 1 ใบมาเป็น 2 ใบ 

เมื่อให้โจทย์มาแบบนี้ทางเสียงข้างมากใน กมธ. มีมติชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขจากบัตรเลือกตั้ง 1 ใบเป็น 2 ใบ โดยมีการเลือก ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ซึ่งรัฐธรรมนูญเดิมเขียนไว้ว่ามาตรา 84 , 85 , 86 ,87 , 88 , 89 , 90 , 91 , 92 ,93 และ 94 เขียนรองรับเรื่องบัตรเลือกตั้งใบเดียว แต่ที่รัฐสภารับหลักการมา คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 83 และมาตรา 91 ว่าด้วยเรื่องการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถือว่าเป็นโจทย์ยากที่เรารับมา ทั้งนี้ ต้องมาดูรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ และแก้ไขให้สอดรับกับมาตรา 83 และมาตรา 91 โดยเฉพาะมาตราอื่นที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รองรับและสอดรับกัน จึงจำเป็นต้องแก้มาตราอื่นด้วย และยืนยันว่ารัฐสภามีข้อบังคับอนุญาตให้สามารถดำเนินการได้ แต่ห้ามแก้ไขหลักการ เว้นแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับหลักการ 

นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า สิ่งที่เป็นปัญหาและเป็นประเด็นในสังคมกล่าวหาว่ากมธ.พรรคเพื่อไทยเขียนเช็คเปล่าให้กกต.ในเรื่องบทเฉพาะกาล และบอกว่าเป็นการพิจารณาเกินหลักการด้วยนั้น ยืนยันว่าบทเฉพาะกาลเขียนไป 2 มาตรา เพราะหากเราแก้รัฐธรรมนูญได้และมีการประการใช้ เกิดมีการเลือกตั้งซ่อมขึ้นมา ก็มีคำถามว่าเราใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่แก้แล้วในการเลือกตั้งหรือจะใช้รัฐธรรมนูญเดิม ซึ่งตนเห็นว่าถ้ามีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขมีการประกาศใช้แล้ว ก็ยังไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปใช้ เพราะจะมีผลใช้กับการเลือกตั้งทั่วไปเท่านั้น หากมีการเลือกตั้งซ่อมในช่วงนี้ห้ามนำมาใช้ เพราะจะมีปัญหาในสภาว่า ส.ส.สภาเดียวกันจะมาจาก 2 ระบบ และเกิดการตีความทำให้สภาทำงานไม่ได้ และอาจทำให้สภาล่มได้ จึงเป็นที่มาของการเขียนบทเฉพาะกาลเพื่อป้องกันการตีความว่ายังไม่ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาใช้ และหลังจากฉบับรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขประกาศใช้แล้ว รัฐสภาต้องไปทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการประกอบการเลือกตั้งให้เสร็จภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ 

เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้ง และเราเป็นห่วงว่าหากภายใน 120 วันนี้เกิดการประกาศยุบสภาโดยที่กฎหมายลูกยังไม่เสร็จแต่รัฐธรรมนูญเสร็จแล้ว กกต.ก็จะต้องจัดการเลือกตั้งภายใต้การออกประกาศข้อกำหนดของ กกต. ได้ โดยยึดสิ่งที่รัฐธรรมนูญแก้ไขเปลี่ยนแปลงไปประกาศเป็นหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้ง เพื่อให้ทุกคนสามารถทำงานได้ แต่พรรคเพื่อไทยกลับถูกหาว่ายัดไส้และทำเกินหลักการ ไปมอบอำนาจให้ กกต. ตนถามว่าหากไม่มอบอำนาจให้ กกต. จะเกิดการเลือกตั้งได้หรือ หรือจะให้ฝ่ายบริหารออกพระราชกำหนดประกาศให้มีการเลือกตั้ง ถามว่าจะเอาแบบนั้นหรือ ซึ่งเราก็ไม่เอา ระหว่างเลือกกกต.กับฝ่ายบริหาร เราเลือกกกต.มากกว่า

นพ.ชลน่าน กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเขียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ใช้โอกาสยุบสภาเร็วขึ้นนั้น คนพูดไล่พล.อ.ประยุทธ์ทุกวันให้ออกไป แต่พอมาสู้กันในมุมกฎหมายกลับย้อนแย้งเสียเอง ซึ่งตนก็อยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ยุบสภาโดยเร็ว เพราะเป็นสิ่งที่คนต้องการมากที่สุดคือให้พล.อ.ประยุทธ์ออกไป อย่างไรก็ตามยืนยันว่าในกมธ.ไม่มีความขัดแย้งและไม่มีการกระหนุงกระหนิง เพราะทุกความคิดเห็นที่เสนอโดยเฉพาะในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้น ไม่ใช่ความคิดเห็นของตนเพียงคนเดียว แต่เราผ่านกระบวนการกลั่นกรองจากพรรคมาเพื่อเสนอให้เป็นไปในด้านที่ดีที่สุด ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจะให้รัฐสภาตีความเรื่องข้อบังคับที่เราใช้นั้นใช้ไม่ได้ ก็สามารถทำได้ หรือจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาหลักผ่านวาระที่ 3 ก็ทำได้ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ต้องรอจังหวะเวลา ยืนยันว่าทุกอย่างไม่ได้พิจารณาอย่างร้อนรน เพราะมีเพียงแค่ 2 มาตรา
 

สภาฯยกระดับคุมเข้มการแพร่ระบาโควิด เตรียมพร้อมถกงบ 18-20 ส.ค.ตรวจ ATK ผู้เกี่ยวข้องทุกคน 16-17 ส.ค.ส่วน ส.ส.ไม่บังคับหากคิดว่าเสี่ยงก็ตรวจเลย กักบริเวณคนติดตามส.ส.-คนขับรถ ให้อยู่เฉพาะที่  

นพ.สุกิจ อัถโถปกรณ์ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงการประชุมสภาฯในวันที่ 18-20 ส.ค.นี้ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประะจำปีงบประมาณ 2565  ว่า เนื่องจากติดเรื่องเคอร์ฟิว นายชวน หลีกภัย ประธานสภาฯ จึงได้มอบหมายให้ นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯคนที่ 1 หารือร่วมกับวิปทั้ง 2 ฝ่าย ในวันที่ 16 ส.ค. เวลา 10.30 น. ซึ่งจะทราบว่าการพิจารณางบฯในแต่ละวันต้องเลิกกี่โมง นอกจากนั้นในขณะนี้มีการแพร่ระบาดของโควิด -19 อย่างมาก ทางสภาฯจึงต้องมีมาตราเข้ม และเหมาะสม  โดยในวันที่ 16 -17 ส.ค.นี้ จะมีการตรวจ Antigen Test Kit  (ATK)ให้กับเจ้าหน้าที่สภาฯที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับการประชุม รวมทั้งพนักงานทำความสะอาด  ผู้ประกอบการร้านอาหาร และสื่อมวลชน ทุกคนที่จะเข้ามายังสภาฯในช่วงการพิจารณางบฯ
  
นพ.สุกิจ กล่าวต่อว่า ส่วน ส.ส.จะจัดให้มีการตรวจ ATK ในวันทั้ 18 ส.ค. ซึ่งแล้วแต่ความสมัครใจ จะไม่มีการบังคับ เป็นการให้เกียรติกับส.ส. แต่เชื่ออว่าส.ส.ต้องระวังดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่หากใครสงสัยว่าตัวเองจะติดเชื้อหรือไม่ เนื่องจากส.ส.ลงพื้นที่พบปะประชาชน ก็สามารถขอรับการตรวจหาเชื้อได้ นอกจากนี้ทางสภาฯจะประสานขอความร่วมมือไปยังเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆที่จะเข้าร่วมประชุมพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ว่าขอความร่วมมือจำกัดจำนวนให้เข้ามาน้อยที่สุด โดยให้หน่วยงานนั้นๆ เป็นผู้รับผิดชอบตรวจคัดกรองเจ้าหน้าที่ และขอให้ส่งรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาร่วมชี้แจงมาล่วงหน้า ซึ่งสภาฯจะจำกัดพื้นที่ให้อยู่เฉพาะ รวมทั้งทางเข้าทางออกด้วย 

นพ.สุกิจ กล่าวต่อว่า ส่วนผู้ติดตามส.ส. ขอให้ต้องไม่เกิน 1 คน และจำกัดบริเวณให้อยู่เฉพาะในห้องทำงานส่วนตัวส.ส.ของแต่ละคน ซึ่งส.ส.ต้องรับผิดชอบในการคัดกรองคนของตัวเองว่าต้องปลอดเชื้อโควิด เช่นเดียวกับกรณีของคนขับรถ ทางสภาฯก็จะมีการจำกัดบริเวณให้อยู่เช่นเดียวกัน ส่วนมาตรการป้องกันพื้นฐานเรายังทำเข้มงวดแบบเดิม เช่น วัดอุณหภูมิ การสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดแบบ และการกรอกแบบคัดกรองทุกวัน จึงต้องขอความร่วมมือทุกคนกรองแบบคัดกรองตามความเป็นจริง

Foxconn ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ยืนยันว่าจะเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ผ่านความร่วมมือกับ ปตท.

กลายเป็นอีกข่าวใหญ่​ เม​ื่อ​ Foxconn ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ยืนยันว่าจะเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ผ่านความร่วมมือกับ ปตท.​ โดย​เฟซบุ๊กเพจ​ 'Billionway'​ ได้ฉายภาพวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า...

กลายเป็นอีกข่าวใหญ่​ เม​ื่อ​ Foxconn ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก ยืนยันว่าจะเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย ผ่านความร่วมมือกับ ปตท.

Foxconn เป็นใคร?

Foxconn​ บริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ มีมูลค่าประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท ใหญ่เป็นอันดับสองของไต้หวัน​ โดยชิ้นส่วนที่เอ่ยปุ๊บจะรู้จักทันที​ ก็คือ​ การผลิตชิ้นส่วนให้กับ iPhone และสมาร์ทโฟนอีกหลาย ๆ เจ้า

แต่ปัจจุบันตลาดสมาร์ทโฟนเริ่มชะลอตัว โตปีละประมาณ 10% ขณะที่ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเติบโตอย่างรวดเร็ว เฉลี่ยปีละ 40% ทำให้ Foxconn หันมาขยายธุรกิจทำชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าด้วย

ตัดกลับมาที่ ปตท. หลายคนทราบดีอยู่แล้วว่านี่คือบริษัทมูลค่าเกือบ 1 ล้านล้านบาท เป็นทั้งบริษัทพลังงานที่ใหญ่ที่สุด และบริษัทจดทะเบียนใหญ่ที่สุดของไทย

ปตท. มีบริษัทลูกที่ทำธุรกิจครอบคลุมด้านพลังงานแทบทุกอย่าง ทั้งสำรวจปิโตรเลียม โรงกลั่น ปิโตรเคมี บริหารปั๊มน้ำมัน ผลิตไฟฟ้า ไปจนถึงประกันภัย​ ซึ่งพอธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้าเริ่มเติบโต จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่บริษัทพลังงานรายใหญ่ จะให้ความสนใจในเรื่องนี้ด้วย

ล่าสุดทาง Foxconn ประกาศแผนงานของบริษัท ว่าจะมีการเปิดโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าใน 'สหรัฐอเมริกา'​ เพื่อใช้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ Fisker และ 'ประเทศไทย'​ ภายในปี 2022 นี้

สำหรับในสหรัฐอเมริกา คงไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้นของคนท้องถิ่นมากนัก แต่สำหรับไทย เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องน่าสนใจพอสมควร

ทั้งนี้ทางบริษัทฯ​ ก็ยืนยันอย่างชัดเจนว่า โรงงานในไทย จะเป็นการร่วมมือกันกับ ปตท. เพื่อผลิตใช้งานในประเทศ ก่อนที่จะขยายสู่การขายในตลาดอาเซียนต่อไป

โดยโรงงานแห่งนี้ จะมีกำลังการผลิตแรกเริ่ม 150,000 - 200,000 คันต่อปี และน่าจะเริ่มผลิตจริงได้ภายในปี 2023

ข่าวดังกล่าว ตรงกับข่าวที่ ปตท. เคยออกมาให้ข้อมูลก่อนหน้านี้​ โดยย้อนกลับไปในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ได้มีการเซ็นข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่าง ปตท. และ Foxconn เรียบร้อยแล้ว

ข้อตกลงดังกล่าว เป็นการศึกษาโอกาสในสร้างฐานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในไทย เพื่อผลักดันไทยให้เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมยานยนต์แบบเก่า สู่เทคโนโลยียานยนต์ใหม่

เบื้องต้น คาดว่าจะเป็นการลงทุนร่วมกันราว ๆ 30,000 - 60,000 ล้านบาท ก่อนที่จะขยายต่อไปในอนาคต

ย้อนกลับไปในปี 2019 เคยมีข่าวว่าทาง ปตท. จับมือกับ WM Motors ค่ายสตาร์ทอัปรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ศึกษาเรื่องการทำรถยนต์ไฟฟ้าขายในแบรนด์ตัวเอง หรืออาจจะเป็นตัวแทนเพื่อผลิตและจำหน่ายในประเทศไทย​ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าภาพของความพยายามเข้าสู่ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าของ ปตท. นั้น จะชัดเจนมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของโรงงานผลิตที่ระบุว่าจะเปิดในปีหน้า และเริ่มผลิตได้จริงในปี 2023 นั้น ทาง ปตท. ยังไม่มีการเปิดเผยอะไรออกมา

เพราะฉะนั้น จนกว่าจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม เราก็ยังไม่มีสามารถยืนยันได้แน่นอน 100% ว่าโรงงานดังกล่าวจะเป็นการทำรถยนต์ไฟฟ้าในแบรนด์ของ ปตท. เอง หรือจะเป็นแบรนด์ที่รับผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงรถทั้งคันให้กับเจ้าใหญ่รายอื่น ๆ ในตลาดหรือไม่

แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือการลงทุนของ 2 บริษัทยักษ์ใหญ่ใน 2 ประเทศนี้ เป็นอีกก้าวหนึ่งที่น่าจับตามอง และอาจจะเป็นสัญญาณถึงจุดเปลี่ยนแปลงในวงการยานยนต์ของไทยด้วย ก็เป็นได้เช่นกัน


ที่มา : https://www.facebook.com/331394447302302/posts/1274010556374015/

https://techcrunch.com/2021/08/12/foxconn-plans-to-build-ev-factories-in-the-us-and-thailand-in-2022/


Q : ประกันอะไร? ได้ตั้ง 4 ต่อ!!

A : ก็ประกันภัยรถยนต์จาก @THESHOPTIMES ไง!!

>> ฟรี!!! ประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (PA) 100,000 บาท

>> รับคอมมิชชั่นหรือส่วนลดทันที ในอัตราที่สูงกว่า แถมได้สิทธิซื้อประกัน พ.ร.บ.ราคาถูกตลอดชีพ

>> สามารถผ่อนได้สูงสุด 6 งวด ดอกเบี้ย 0% โดยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต

>> แถมขายดีมีรายได้เพิ่มให้กับตัวเองด้วย

***สนใจติดต่อ Line@ THE SHOPS TIMES คลิก????https://lin.ee/vfTXud9

“บิ๊กป้อม” ถก “กอนช.” เร่งขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือฤดูฝน ป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน -น้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม-กักเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า 

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ได้เป็นประธานการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 3/2564  ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยพล.อ.ประวิตร  รับทราบสถานการณ์ฝนและการคาดการณ์ ช่วงสิงหาคม-กันยายน 64 ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกชุก หนาแน่นที่สุด และมีโอกาสสูงที่จะเกิดพายุหมุนเขตร้อน เคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน จำนวน 2-3 ลูก และอาจทำให้ประเทศไทยมีฝนตกชุก และปริมาณน้ำมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอุทกภัยได้ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ สำหรับพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมจากการประเมิน พบว่า ช่วงสิงหาคม64-มกราคม65 มีพื้นที่เสี่ยงจำนวน 2,988 ตำบล  630 อำเภอ 71 จังหวัด ทั่วทุกภาคของประเทศ ทั้งนี้ สทนช.ได้ร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก ได้แก่ กรมชลประทาน,กรมเจ้าท่า,กทม.,กรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

ได้บูรณาการทำงานร่วมกันแก้ปัญหา มาอย่างต่อเนื่อง และมีความคืบหน้าอย่างน่าพอใจ อาทิ การเตรียมความพร้อมอาคารควบคุมน้ำ คันกั้นน้ำ เครื่องสูบน้ำ และอุโมงค์ระบายน้ำ เป็นต้น รวมถึงการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ การจัดเก็บผักตบชวา และการกำจัดขยะในคลอง ซึ่งในห้วงปี63-64 ภาพรวมการเก็บผักตบชวาได้มากถึง 4,944,363 ตัน คิดเป็นร้อยละ 96.09 ทั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนข้อมูล ปริมาณผักตบชวา จากภาพถ่ายดาวเทียม GISTDA ในการเตรียมรับมือกับฤดูฝนปี64 ปี ซึ่งได้ดำเนินการเก็บผักตบชวาไปแล้ว จำนวน 680,288 ตัน 

พล.อ.ประวิตร  กล่าวกำชับสทนช.,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,กทม.,ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ และหน่วยงานที่รับผิดชอบต้องเร่งดำเนินการ ตาม 10 มาตรการรับมือฤดูฝนปี64 ให้ทันตามเป้าหมาย เพื่อป้องกันน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม และยังสามารถกักเก็บน้ำไว้ใช้ฤดูแล้งหน้า ได้อีกด้วย รวมทั้ง ต้องมีการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วม และสามารถแจ้งเตือนประชาชนให้ทันเวลา ตลอดจน เตรียมเครื่องมือและอุปกรณ์ให้มีความพร้อมรับสถานการณ์อุทกภัย ไว้ตลอดเวลา เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ให้รวดเร็วที่สุด และให้ระมัดระวังการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้วย

ผู้ประกันตน ม.33 เฮ!! สปส. เปิดฉีดวัคซีนเข็ม 2 ทั่วกรุง 26 จุด เริ่ม 16 ส.ค.นี้

นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการฉีดวัคซีนโควิด-19 เข็มแรกให้แก่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ไปแล้วกว่า 1.3 ล้านราย เมื่อวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมา และขณะนี้คณะทำงานบริหารจัดการและกระจายวัคซีนฯ ได้เตรียมจัดศูนย์ฉีดวัคซีนฯ เพื่อให้บริการผู้ประกันตนมาตรา 33 ในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 โดยจะเริ่มฉีดในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป เป็นวัคซีนยี่ห้อ AstraZeneca ทั้งหมด

นายสุชาติ กล่าวต่อไปว่า วัคซีนเข็มที่ 2 นี้จะเริ่มฉีดในวันที่ 16 สิงหาคม 2564 เป็นต้นไป โดยแบ่งผู้ประกันตน ตามสูตรการฉีด ดังนี้ สูตรแรก (AZ+AZ) คือผู้ประกันตนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 1 เป็น AstraZeneca และจะครบกำหนดฉีดเข็ม 2 ภายใน 12-16 สัปดาห์ ก็จะฉีดเข็มที่ 2 เป็นวัคซีนยี่ห้อ AstraZeneca เหมือนเดิม โดยผู้ประกันตนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับเข็ม 1 ตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน ถึง 21 กรกฎาคม 2564 จะได้รับเข็ม 2 ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึง 28 กันยายน 2564 

ส่วนกลุ่มฉีดสูตร 2 (SV+AZ) แบบฉีดสลับวัคซีน ตามมติของคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2564 คือผู้ประกันตนที่ได้รับวัคซีนเข็มแรกเป็นยี่ห้อ Sinovac จะได้รับเข็ม 2 ภายใน 3 - 4 สัปดาห์ เป็นยี่ห้อ AstraZeneca ทั้งหมดเช่นกัน โดยผู้ประกันตนในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่ได้รับเข็ม 1 ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม ถึง 6 สิงหาคม 2564 จะได้รับเข็ม 2 ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึง 27 สิงหาคม 2564 และผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกลุ่มจังหวัดภาคผลิตสำคัญ 5 จังหวัด ได้แก่ นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรสาคร และนครปฐม ที่ได้รับวัคซีนตามสูตร 2 (SV+AZ) ตั้งแต่ 22 กรกฎาคม ถึง 13 สิงหาคม 2564 จะได้รับเข็ม 2 เป็นยี่ห้อ AstraZeneca ตั้งแต่วันที่ 16 สิงหาคม ถึง 27 สิงหาคม 2564 และผู้ประกันตนมาตรา 33 ในกลุ่มจังหวัดภาคผลิตสำคัญ EEC และสมุทรปราการ ที่ได้รับวัคซีนตามสูตร 2 (SV+AZ) ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคม – 20 สิงหาคม 2564 จะได้รับเข็ม 2 เป็นยี่ห้อ AstraZeneca ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม – 10 กันยายน 2564

โดยสำนักงานประกันสังคม ได้เตรียมพร้อมศูนย์ฉีดวัคซีนกระจายทั่วพื้นที่ กทม.ทั้ง 12 เขตความรับผิดชอบ รวม 26 จุดฉีด และทั้ง 5 จังหวัดเรียบร้อยแล้ว จะส่งแจ้งนัดหมายให้ผู้ประกันตนทราบล่วงหน้าผ่าน SMS เข้าโทรศัพท์มือถือให้ผู้ประกันตนทราบตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา

นายสุชาติ กล่าวย้ำในตอนท้ายว่า ขอให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ทุกท่าน เมื่อทราบกำหนดนัดหมายแล้ว โปรดเตรียมตัวให้พร้อม เหมือนกันกับการฉีดเข็มแรก คือ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดการออกกำลังกายหนัก สวมเสื้อที่สะดวกในการฉีด เช่น เสื้อแขนสั้น และที่สำคัญคือ เตรียมบัตรประจำตัวประชาชน (ตัวจริง) ติดตัวมาด้วยในวันที่ ฉีดวัคซีน และมาให้ทันตามกำหนดนัดหมาย เพื่อร่วมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไปด้วยกัน หากท่านอยู่ในกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเข็ม 2 ตามกำหนดข้างต้น แต่ไม่ได้รับ SMS นัดหมาย สามารถตรวจสอบวันนัดหมายฉีดวัคซีน เข็มที่ 2 ได้ที่หน้าเว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม www.sso.go.th อีกช่องทางหนึ่ง หากไม่พบข้อมูล ขอให้รีบแจ้งนายจ้าง หรือ HR บริษัท ด่วน หรือหากมีข้อสงสัย ติดต่อสายด่วน 1506 ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง

พาณิชย์ปรับฐานข้อมูลจดทะเบียนหวั่นเจอมิจฉาชีพแอบอ้าง

นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าอยู่ระหว่างการปรับปรุงฐานข้อมูลนิติบุคคลให้เป็นปัจจุบัน สร้างความน่าเชื่อถือความมั่นใจให้ภาคธุรกิจที่เข้ามาตรวจสอบข้อมูลนิติบุคคล รวมถึงป้องกันความเสียหายจากกลุ่มมิจฉาชีพต่าง ๆ ที่แอบอ้างความน่าเชื่อถือจากการจดทะเบียนนิติบุคคลไปหลอกลวงและแสวงหาประโยชน์โดยนิติบุคคลนั้นไม่ได้ปฏิบัติตามกฎหมายจริง 

ล่าสุดกรมฯ ได้ออกประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร เรื่อง จะขีดชื่อห้างหุ้นส่วนบริษัทออกจากทะเบียนจำนวน 10,810 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นนิติบุคคลที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร สำหรับนิติบุคคลที่ตั้งอยู่ในต่างจังหวัด กรมฯ ได้ประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดให้ดำเนินการตรวจสอบเช่นกันเพื่อจะได้มีแนวทางปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน

“การปรับปรุงฐานข้อมูลสถานะของนิติบุคคลถือเป็นภารกิจสำคัญที่กรมฯ ได้ดำเนินการต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูลนิติบุคคลอันจะส่งผลต่อการวิเคราะห์การเจริญเติบโตในภาคธุรกิจและตัดโอกาสการถูกหลอกลวงของประชาชน ดังนั้น ขอฝากไปยังนิติบุคคลจะต้องดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมาย  ซึ่งการจัดทำงบการเงินประจำปีและยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าถือเป็นหน้าที่สำคัญของนิติบุคคล รวมไปถึง กรณีที่ธุรกิจมีความจำเป็นจะต้องยุติลง แต่ก็ยังคงมีหน้าที่ในการจดทะเบียนเลิกและชำระบัญชีให้ เสร็จสิ้นเช่นกัน”

"เติมกำลังใจ อันดามัน" นิพนธ์ ลุย 5 จังหวัดฝั่งอันดามัน เยี่ยมขอบคุณ ด่านหน้าป้องกันโควิด ย้ำ รัฐบาลพร้อมบริหารจัดการทุกมิติเพื่อดูแลทุกชีวิตให้ผ่านพ้นโควิดอย่างดีที่สุด  

นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการลงพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน เพื่อตรวจเยี่ยมพร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครที่ปฏิบัติงานประจำจุดคัดกรองป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตลอดจนบำรุงขวัญกำลังใจในการทำหน้าที่เฝ้าระวังประจำด่านฯ ตั้งแต่ จังหวัดระนอง พังงา กระบี่ ตรัง และจังหวัดสตูล ระหว่างวันที่ 10 ส.ค - 12 ส.ค 2564 นั้น

โดยเมื่อวันที่ 10 ก.ค. ได้เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่จังหวัดระนอง ที่ด่านกรองบุคคลเข้า - ออก ศิลาสลัก จปร. อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง โดยมีนายสมเกียรติ ศรีษะเนตร ผวจ.ระนอง เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุข  อสม. และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้รายงานสถานการณ์ให้รับทราบ ซึ่งระหว่างลงพื้นที่ นายนิพนธ์  ได้กำชับการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และมาตรการของทางรัฐบาล ในการสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนผู้ใช้เส้นทางสัญจร ให้คำแนะนำข้อควรรู้ควรปฏิบัติ เน้นย้ำใช้กลไกท้องที่ ท้องถิ่น ในการดำเนินงาน พร้อมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเข้มแข็ง เสียสละความสุขส่วนตัว เพื่อส่วนรวมภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ และหวังว่าจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติโดยเร็ว

จากนั้นในช่วงเช้าของวันที่ 11 ก.ค.ที่ด่านตรวจคัดกรอง อำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ซึ่งเป็นด่านตรวจคัดกรองบุคคลที่เดินทางมาจากพื้นที่จังหวัดพังงา เข้ามายังจังหวัดระนอง รมช.มท.และคณะได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และรับรับฟังการรายงานการปฏิบัติงานในพื้นที่ พร้อมกันนี้นายนิพนธ์ได้กล่าวให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งสอบถามปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงาน ตลอดจนให้คำแนะนำ และกำชับให้ดำเนินการตรวจคัดกรองอย่างเข้มข้น บันทึกข้อมูลผู้ที่ผ่านเข้าพื้นที่โดยละเอียด เพื่อให้การป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถควบคุมโรคได้โดยเร็ว 

จากนั้นคณะได้เดินทางต่อไปยังจังหวัดพังงา เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ด่านตรวจบริเวณหน้ารพ.สต.เตรียม ตำบลคุระ อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดพังงากับจังหวัดระนอง  โดยมีนายจำเริญ ทิพญพงศ์ธาดา ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นางกัณตวรรณ ตันเถียร กุลจรรยาวิวัฒน์ ส.ส.พังงา หัวหน้าส่วนราชการ ให้การต้อนรับพร้อมรายงานสรุปข้อมูลดำเนินการควบคุมการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ในพื้นที่ โดยนายนิพนธ์ได้มอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ และของใช้จำเป็นเพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจฯ เพื่อใช้ในการปฏิบัติหน้าที่อีกด้วย พร้อมกำชับให้ปฏิบัติตามแนวทาง ข้อกำหนด ข้อบังคับตามประกาศของ ศบค. และประกาศของจังหวัดพังงา อย่างเคร่งครัด

ต่อมาในภาคบ่าย ที่จังหวัดกระบี่ ณ ด่านเขาคราม ตำบลเขาคราม อำเภอเมืองกระบี่ ได่เยี่ยมขอบคุณเจ้าหน้าที่ ซึ่งด่านตรวจคัดกรองดังกล่าว นั้น มีการบูรณาการทำงานหลายหน่วยงาน ประกอบด้วย ตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง โดยมีพ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ นายสาคร เกี่ยวข้อง ส.ส.กระบี่ น.ส.พิมพ์รพี พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรายงานสถานการณ์ให้ทราบ พร้อมกันนี้ นายนิพนธ์ได้กล่าวพบปะเพื่อให้กำลังใจแก่เจ้าหน้าที่และขอขอบคุณทุกท่านช่วยกันซึ่งเป็นผู้เสียสละปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทอย่างเต็มกำลังความสามารถ  และในช่วงเย็น นายนิพนธ์ รมช.มท. ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมด่านจุดตรวจคัดกรองผู้เดินทางเข้า-ออกจังหวัดตรัง ณ จุดตรวจคลองปาง ตำบลคลองปาง อำเภอรัษฎา จังหวัดตรัง โดยมีนายขจรศักดิ์ เจริญโสภา ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ โดยรมช.มท.ได้ขอบคุณรวมทั้งให้กำลังใจในการปฏิบัติภารกิจ สำรวจปัญหาข้อจำกัดมาปรับแก้และขอความร่วมมือ แนะนำแนวทางการปฎิบัติต่อประชาชนผู้เดินทางผ่าน ตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อีกด้วย

ในวันที่12 ส.ค. นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ ในพื้นที่จังหวัดสตูลโดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องรายงานข้อมูลใน 3 จุด ได้แก่ จุดที่ 1 ด่านความมั่นคงคีรีวง หมู่ที่ 7 บ้านคีรีวง ตำบลทุ่งหว้า อำเภอทุ่งหว้า จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นเขตพื้นที่รอยต่อระหว่างจังหวัดตรัง-สตูล จุดที่ 2 โรงพยาบาลสตูล อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยมอบหน้ากากอนามัย จำนวน 2,000 ชิ้น และชุด PPE จำนวน 20 ชุด ให้แก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสตูล เพื่อนำไปบริหารจัดการดูแลประชาชนในสถานการณ์โควิด-19  พร้อมกับเยี่ยมชมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ พร้อมให้กำลังใจ แพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วย และประชาชนที่เข้ารับการฉีดวัคซีน ณ จุดฉีดวัคซีนโควิด-19 บริเวณใต้ตึก 100 ปี โรงพยาบาลสตูล โดยกล่าวพบปะประชาชนด้วยว่า "รัฐบาลพยายามที่จะจัดหาวัคซีนมาให้อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการบริหารจัดการทุกมิติเพื่อดูแลรักษาทุกชีวิตคนไทยให้ผ่านพ้นจากโควิดอย่างดีที่สุด ตลอดจนการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เพราะเรื่องปากท้องของพี่น้องประชาชนก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่รัฐบาล โดยท่านนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะรัฐมนตรีทุกคน ยังคงทำงานเพื่อดูแลจัดการควบคู่กันไป และขอส่งกำลังใจให้เราทุกคนผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 นี้ไปด้วยกัน"

จากนั้น ได้เดินทางต่อไปยังจุดที่ 3 ที่ด่านคัดกรองโควิด19 ตำบลทุ่งนุ้ย อำเภอควนกาหลง รอยต่อจังหวัดสงขลา เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน พร้อมมอบอุปกรณ์ทางการแพทย์ไว้ใช้สำหรับป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ก่อนจะเดินทางไปยังจังหวัดสงขลาต่อไป

‘ราเมศ’ ย้ำ แก้ รธน.ความเห็นต่างเป็นเรื่องปกติ ปชป ตรงไปตรงมา ยึด รธน. และข้อบังคับ 

นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวถึงกรณีที่มีการกล่าวถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่า การพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่… พ.ศ. … (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 83 และมาตรา 91) เป็นเรื่องปกติที่จะมีการถกเถียงกัน มีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ทั้งหมดก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับอย่างเคร่งครัดตรงไปตรงมา

การที่รัฐสภารับหลักการมาในร่างดังกล่าวซึ่งเป็นร่างที่มีหลักการและเหตุผลคือการแก้มาตรา 83 และมาตรา 91 มีหลักการและเหตุผลเป็นเรื่องการแก้เรื่องระบบการเลือกตั้ง เมื่อร่างดังกล่าวสมาชิกรัฐสภามีมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง 
เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่สองคือในชั้นคณะกรรมาธิการ ก็ต้องมีการพิจารณาให้มีความละเอียดรอบคอบ หากมีมาตราใดที่เกี่ยวข้องกับระบบเลือกตั้งหากต้องการปรับแก้ในมาตราใดข้อความใดเพื่อให้สอดคล้องต้องกันกับหลักการและเหตุผลคือในส่วนของระบบเลือกตั้งก็สามารถทำได้ ทั้งในส่วนของกรรมาธิการและในส่วนของสมาชิกรัฐสภาที่ยื่นแปรญัตติไว้

ซึ่งข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ข้อที่ 124 ได้ระบุไว้ชัดว่า การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นคณะกรรมาธิการสมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะแปรญัตติได้และในวรรคที่สามได้ระบุไว้ชัดอีกว่าการแปรญัตติเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอนหรือแก้ไขมาตราเดิมต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีเจตนารมณ์ชัดว่าสมาชิกสามารถดำเนินการได้ และข้อบังคับก็ไม่ได้ห้ามสมาชิกรัฐสภาผู้เสนอร่างไม่ให้ยื่นคำแปรญัตติ ทั้งหมดคือหลักการที่สำคัญในการให้สมาชิกรัฐสภาได้ตรวจตราในมาตราอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับหลักการได้ด้วย เพื่อให้รัฐธรรมนูญเมื่อแก้ไขแล้วสามารถบังคับใช้ได้โดยไม่ขัดหรือแย้งกัน 

แต่จะไปแก้ในมาตราอื่นๆที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักการและเหตุผลก็ไม่สามารถทำได้ เช่นจะไปแก้เรื่องที่มา สว อำนาจ สว อำนาจองค์กรอิสระหรือเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งไม่สามารถทำได้ ประเด็นดังกล่าวนี้มีแนวทางของกฤษฎีกาและฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงานนิติบัญญัติ รวมถึงกรรมาธิการที่ยกร่างข้อบังคับการประชุมร่วมรัฐสภา ก็ได้ให้ความเห็นไว้ชัดเจนถึงเจตนารมณ์ว่าสามารถดำเนินการได้

นายราเมศ กล่าวต่อว่า เคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง และเชื่อว่านายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ ท่านเป็นคนละเอียดและได้ดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบแล้ว สิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับท่านไม่ทำแน่นอน และนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ก็ได้ดำเนินการตามข้อบังคับในการยื่นคำแปรญัตติโดยอาศัยสิทธิอันชอบตามข้อบังคับ หากจะกล่าวหาว่าไม่สามารถยื่นคำแปรญัตติได้แสดงว่าสมาชิกรัฐสภาที่ร่วมกันลงชื่อรวมถึงสมาชิกที่รับหลักการไม่มีใครสามารถยื่นคำแปรญัตติได้แม้แต่คนเดียว ซึ่งสิ่งนี้เป็นเรื่องพื้นฐานในเรื่องหลักการในการร่างกฎหมาย ผู้เสนอร่างอาจจะลงมติในวาระแรกอย่างไรก็ได้ เมื่อเข้าสู่วาระที่สองในชั้นคณะกรรมาธิการสมาชิกผู้เสนอร่างและสมาชิกผู้ลงมติรับหลักการในวาระที่หนึ่ง สามารถยื่นคำแปรญัตติได้ เพื่อให้กฎหมายเกิดความสมบูรณ์

นายราเมศกล่าวตอนท้ายว่า ทุกกระบวนการเดินตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ เคารพในความเห็นต่างแต่ไม่อยากให้มองว่าเป็นความแตกแยกเพราะถ้าแตกแยกแสดงว่าเจตนาตั้งต้นไม่ได้เกิดจากความตรงไปตรงมาในความเห็นแต่อย่างใด

ถึงเวลา ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ขนานใหญ่ ‘สุพิศาล’ จี้ คฝ. ถามตัวเอง ปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมและหลักสากลที่นานาอารยประเทศทำกันแล้วหรือยัง

พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และอดีตผู้บังคับการกองปราบปรามแสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อการบริหารจัดการผู้ชุมนุมช่วงที่ผ่านมาว่า หลังได้เห็นคลิปวีดีโอตำรวจกองกำลังควบคุมฝูงชน (คฝ.) กรูกันเข้ารุมกระทืบประชาชนมือเปล่าแล้วรับไม่ได้จริงๆ และอีกคลิปที่ตะโกนสั่งด้วยอารมณ์เดือดดาลให้นักข่าวมาเก็บภาพตำรวจที่โดนยิงอ้างว่าประชาชนทำนั้นแย่มาก สื่อมวลชนทำหน้าที่ของเขาตามหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ ต้องไม่ก้าวก่ายกัน ถามตัวเองก่อน เราตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามจริยธรรมตำรวจ ตามหลักสากลที่นานาอารยประเทศเขาทำกันแล้วหรือยัง
นอกจากนี้ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม ยังระบุว่า การชุมนุม ถือเป็นสิทธิเสรีภาพของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ และการชุมนุมที่กระทำโดยสงบ ปราศจากอาวุธ ยิ่งย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีของปวงชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ไม่มีกฎหมายใดที่จะมาห้ามการชุมนุมดังกล่าว ถึงแม้รัฐเองจะอ้าง ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.ก. หรือ พ.ร.บ.ใดๆ ก็ตาม แต่รัฐจะต้องใช้ในการควบคุมเท่านั้นมิใช่ใช้ในการปราบปราม ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับผิดชอบ จะต้องอำนวยความสะดวก และจัดให้มีพื้นที่การชุมนุม ตามที่ผู้ชุมนุมร้องขอ จากเหตุการณ์หรือคำร้องต่างๆ ซึ่งความผิดถ้าจะมี ก็คือต้องเกิดจากการที่การชุมนุมนั้นไม่เป็นอย่างที่ขอ

“แต่ในการชุมนุม 2 ครั้งล่าสุด เรากลับพบว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้มาตรการหนัก ห้ามไม่ให้เกิดการชุมนุมโดยเด็ดขาด กองกำลังควบคุมฝูงชนของรัฐได้ใช้ยุทธวิธีตำรวจเปิดฉากปิดและยึดคืนพื้นที่จากผู้ชุมนุมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือสารพัด ยิ่งในการสลายผู้ชุมนุม ก็มีอาวุธปืนลูกยาง ปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งใช้อย่างผิดหลักสากล มิหนำซ้ำยังเปิดฝ่ายเปิดฉากยั่วยุให้มวลชนปะทะ นี่คือความผิดพลาดอย่างยิ่งของการทำหน้าที่ตำรวจ

“เท่าที่ติดตามการชุมนุม ผมได้พบว่า ตำรวจจะทำเพียงการประกาศเตือนว่าผู้ชุมนุมได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายและจะมีการปราบปรามจับกุม จากนั้นก็เริ่มปฏิบัติการทันที โดยที่มิได้มีการเข้าเจรจาพูดคุยกับกลุ่มผู้ชุมนุมในรูปแบบอื่น กรณีดังกล่าวนี้ ในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้ปฏิบัติและผู้ควบคุมฝูงชนมาก่อน ตลอดจนเคยเป็นผู้ฝึกสอนในวิชาดังกล่าวด้วย เห็นว่าเป็นการลัดขั้นตอนการปฏิบัติของชุดควบคุมฝูงชน มิได้ดำเนินการจากเบาไปสู่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง อันน่าจะขัดต่อหลักการสากล ตลอดจนในเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย” 

พล.ต.ต.สุพิศาล  ระบุอีกว่า การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธคือหลักการพื้นฐานที่ทั่วทั้งโลกมีให้การรับรอง และประชาชนผู้มาชุมนุมนั้นบริสุทธิ์ เป็นผู้ทรงสิทธิ นี่คือหลักแรกที่รัฐจะต้องเข้าใจและบริการอำนวยการจัดการ หากรัฐบาลจะยังใช้อำนาจในการจัดการกับการชุมนุมที่เห็นต่างและทุกข์ร้อนจากการบริหารจัดการของรัฐ ตำรวจควรจะต้องดูแลผู้ชุมนุมเพื่อตอบสนองความต้องการในข้อเรียกร้องและมีการเจรจาเท่านั้น แต่ที่ผ่านมามิได้กระทำตามตามนั้น เช่นที่ปรากฏ ทั้ง 2 ครั้ง กลับใช้ความรุนแรงด้วยการมีอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่าเข้าปราบปรามโดยอ้างว่าชอบธรรม และเหตุเช่นนี้เองที่จะทำให้ผู้ชุมนุมซึ่งมาด้วยความบริสุทธิ์ระบายอารมณ์ และทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ดังที่ปรากฏ เช่น ป้ายสีชื่อองค์กร การเผาตู้ยาม และอาจจะถึงการเผาสถานีตำรวจอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา และอันนี้ถือได้ว่า เป็นการทำลายประเทศชาติด้วยน้ำมือของรัฐบาลเองใช่หรือไม่

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เผาทรัพย์สินของทางราชการที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่รัฐบาลเองโดยเฉพาะกองบัญชาการตำรวจนครบาล ควรจะดำเนินการสืบสวนให้ได้ความแน่ชัด ว่ากลุ่มผู้กระทำผิดดังกล่าวเป็นใครกันแน่ เพราะการเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ มิใช่เกิดขึ้นโดยบังเอิญอย่างแน่นอน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา สามารถเรียนรู้ได้ว่า ผู้กระทำการที่อยู่เบื้องหลังของเหตุการณ์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์จะให้เกิดเหตุการณ์อย่างไรเกิดขึ้น นี่ยังไม่นับการตอบโต้กลับของผู้ชุมนุมจากการใช้ความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ดังที่กล่าวมาแล้ว และในการหากลุ่มผู้กระทำผิดก็ต้องแยกให้ชัดในสองเหตุนี้ด้วย
“ในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจผู้เคยปฏิบัติงาน เห็นว่าจากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ ถึงเวลาแล้วที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล ควรที่จะทบทวนการทำงานให้เป็นไปด้วยหลักการสากล การใช้ข้อกฏหมายระเบียบที่ชอบด้วยกฏหมาย หลักสิทธิมนุษยชนรวมถึงมนุษยธรรม โดยต้องเจรจาก่อนเป็นสำคัญ จะได้รู้ความต้องการของประชาชน อันเป็นผู้ทรงสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องบริการ

“ถึงเวลาแล้วที่ต้อง ‘ปฏิรูปตำรวจ’ ขนานใหญ่ ให้เป็นตำรวจที่มีหัวใจประชาธิปไตย อำนวยความสะดวกให้ประชาชน มิใช่ขัดขวางสิทธิที่ประชาชนมี อย่างการปราบปราม จับกุม ใช้กฎหมายสารพัดจัดการเหมือนเห็นประชาชนเป็นศัตรูแบบที่ทำอยู่ในเวลานี้ เกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจควรได้รับการฟื้นฟู ออกมาเดินดู มารับฟังประชาชนบ้างว่า วันนี้ ประชาชนเขามอง เขารู้สึกอย่างไรกับตำรวจ” พล.ต.ต.สุพิศาล ระบุ


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top