Monday, 27 July 2026
Hard News Team

แม่ทัพภาคที่ 2 เมินคำขอ ‘ฮุน เซน’ อย่าใช้ ‘กริพเพน’ และ ‘F-16’ โจมตีกัมพูชา

(7 ส.ค. 68) พลโท บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ปฏิเสธข่าวลือเรื่องไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชา พร้อมตอบกลับกรณีที่สมเด็จฮุน เซน เรียกร้องไม่ให้ไทยใช้เครื่องบินรบ กริพเพน (Gripen) และ F-16 ว่า เป็นสิทธิของไทย ไม่เกี่ยวกับกัมพูชา ยืนยันชัดเจนว่า “ไทยไม่ลอบสังหารอยู่แล้ว”

ส่วนกรณีการจับกุมสายลับกองกำลัง BHQ ที่ลักลอบเข้ามาสอดแนมในจังหวัดบุรีรัมย์ พลโท บุญสินระบุว่า อยู่ระหว่างการสอบสวนของตำรวจ และได้แจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดให้เฝ้าระวังร่วมกับ กอ.รมน.จังหวัดแล้ว เพื่อป้องกันสถานการณ์ลุกลาม

สำหรับเหตุการณ์ที่ทหารกัมพูชาเข้ามาตัดลวดหนามที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี แม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ฝ่ายกัมพูชาทำคอนเทนต์ในพื้นที่ แต่เมื่อถูกแจ้งให้ออกก็ยอมปฏิบัติตาม จากนั้นฝ่ายไทยจึงวางรั้วใหม่ทันที พร้อมกำชับว่า ห้ามขึ้นมาทำกิจกรรมลักษณะนี้อีกโดยเด็ดขาด แม้ครั้งนี้จะไม่มีอาวุธติดตัวมา

ด้านปัญหาทุ่นระเบิดในพื้นที่ เช่น บริเวณปราสาทตาควาย จ.สุรินทร์ ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างประสานกับกัมพูชาเพื่อเก็บกู้ ส่วนศพทหารกัมพูชาได้รับแจ้งแล้วว่าจะมีการจัดเก็บโดยฝ่ายเขมรเอง และยืนยันว่า ทหารไทยยังไม่มีผู้ป่วยหรือโรคระบาดจากแนวหน้า เนื่องจากมีทีมแพทย์สนามดูแลใกล้ชิด

ตัดวงจรอาชญากร 'ส่งด่วน' ตำรวจภูธรภาค 2 จับยกแก๊ง ซิวหัวโจกคนจีน ส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ หลอกให้จ่ายเก็บเงินปลายทาง กว่า 120,000 ครั้ง ชาวบ้านเป็นเหยื่อเพียบ เตือนประชาชนไม่สั่ง อย่ารับ อย่าจ่าย

(7 ส.ค. 68) พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พร้อมด้วย พล.ต.ท.อิทธิพร โพธิ์ทอง ผทค.พิเศษ ตร.รรท.รอง ผบช.ภ.2, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ต.ภูมินทร์ สิงหสุต ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดระยอง แถลง ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ ตำรวจ สภ.เมืองระยอง ร่วมทลายเครือข่ายคนจีนทำผิดกฎหมาย ตั้งแก๊งอาชญากร 'ส่งด่วน' ยัดเยียดให้ซื้อสินค้า โดยส่งพัสดุสินค้าออนไลน์ถึงบ้านทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง แล้วหลอกเก็บเงินปลายทาง โดยสินค้าส่วนใหญ่ไร้คุณภาพ เหยื่อบางรายได้รับของที่ใช้แล้ว ตรวจสอบพบว่า ในช่วงเวลา 4 เดือน มกราคม – เมษายน 2568 แก๊งนี้ส่งสินค้าออนไลน์หลอกเก็บเงินปลายทางไปทั่วประเทศแล้วกว่า 120,000 ครั้ง หากส่งสำเร็จทั้งหมดจะมีมูลค่าความเสียหายรวม กว่า 43 ล้านบาท ทั้งนี้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ร่วมขบวนการ 7 คน จับกุมได้แล้ว 6 คน เป็นชาวจีน 2 คน เป็นเจ้าของ ผู้สั่งการ รับผลประโยชน์ และคนไทยร่วมทำผิดอีก 4 คน 

ผบช.ภ.2 กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เป็นการสืบสวนสอบสวนขยายผลจากการตรวจค้นโกดังแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จว.ระยอง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2568  ตำรวจสืบภาค 2 ร่วมกับ สภ.เมืองระยอง และฝ่ายปกครองจังหวัดระยอง ได้เข้าตรวจค้นโกดังพบของกลางสำคัญจำนวนมาก อาทิ รถบรรทุก เครื่องแพ็กสินค้า กระสอบพัสดุตีกลับ กระสอบพัสดุรอจัดส่ง สติ๊กเกอร์ LABEL ของบริษัทขนส่งรายใหญ่ ระบุชื่อผู้ส่ง – ผู้รับ พร้อมได้จับกุมแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายซึ่งได้ลักลอบทำงานอยู่ในสถานที่ดังกล่าวจำนวน 3 ราย จากนั้นตำรวจภูธรภาค 2 ขยายผลต่อพบว่า โกดังแห่งนี้เป็นศูนย์กลางกระจายสินค้า ของแก๊งอาชญากรส่งพัสดุสินค้า เช่น รองเท้า, ยาสีฟัน, เสื้อผ้า ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม่ได้คุณภาพ ส่งไปยังประชาชนทั่วประเทศ ทั้งที่ไม่มีการสั่งซื้อจริง โดยแอบอ้างชื่อผู้รับจากฐานข้อมูลลูกค้าเดิม และใช้บริการจัดส่งแบบเก็บเงินปลายทาง หรือ Cash On Deliverly (COD) สร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน ใช้เล่ห์กลโดยส่งสินค้าราคาไม่สูงอยู่ในหลักร้อยทำให้เหยื่อหลงเชื่อและชำระเงินค่าพัสดุโดยง่าย รวมความเสียหายตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 19 เมษายน 2568 ส่งของสำเร็จมีเหยื่อยอมจ่ายเงิน รวม 12,740 ครั้ง มูลค่าความเสียหายหลายล้านบาท จากความพยายามในการส่งของไปยังประชาชนทั่วประเทศกว่า 120,000 ครั้ง 

พล.ต.ท.ยิ่งยศ กล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานนำไปสู่การออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องรวม 7 ราย ได้แก่
1.นายหยัง สัญชาติจีน ทำหน้าที่  ผู้สั่งการ, ผู้รับผลประโยชน์ 
2.นายหวัง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์
3.นางหยาง สัญชาติจีน เป็นผู้รับผลประโยชน์ 
4.นางสาวกรรณิกาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP 
5.นางสาวอภิรญาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่เปิดสัญญาขนส่งสินค้า VIP
6.นางสาววณิกรณ์ฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ควบคุมการแพ็กสินค้า 
7.นางเนตรนภาฯ สัญชาติไทย ทำหน้าที่ ล่ามแปลภาษาถ่ายทอดคำสั่งของนายหยัง

ตำรวจภูธรภาค 2 ติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 6 ราย ทั้งผู้สั่งการ ผู้รับผลประโยชน์ และผู้ร่วมขบวนการ ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ส่วน นางหยาง ขณะนี้อยู่ระหว่างการออก หมายแดง หรือ Red Notice โดยจะประสานกับหน่วยงานระหว่างประเทศเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

ผบช.ภ.2 กล่าวย้ำว่า ปัจจุบันมิจฉาชีพเปลี่ยนรูปแบบการหลอกลวงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการใช้ช่องโหว่ของระบบ 'เก็บเงินปลายทาง' ทำให้ประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อ ดังนั้นขอย้ำเตือนให้ประชาชนตรวจสอบทุกครั้งก่อนรับพัสดุ โดยเฉพาะหากไม่ได้สั่งซื้อของจากที่ใด อย่ารับ อย่าจ่ายเด็ดขาด และอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนร้ายไม่เกรงกลัว เพราะมูลค่าความเสียหายของเหยื่อแต่ละรายเพียงหลักร้อย ทำให้เหยื่อไม่อยากแจ้งความ อาชญากรเหล่านี้ได้ใจ ก่อเหตุซ้ำ ๆ ดังนั้นขอประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนหากเกิดเหตุเช่นนี้ พบสิ่งผิดปกติสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สถานีตำรวจทุกแห่ง หรือโทร 191 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘ปฐม อินทโรดม’ โพสต์สื่อโลกเริ่มเห็นชัด ‘กัมพูชา’ เล่นละครสวมบทเหยื่อ ชี้มี ‘IO-แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ เป็นแสน!! ก็ไม่ช่วยความจริงโจมตีไทยก่อน

(7 ส.ค. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า ย้ำอีกครั้ง แม้กัมพูชาจะ “ออกตัวแรง” ในสงครามข้อมูลด้วยข่าวปลอมและโฆษณาชวนเชื่อสารพัด แต่ในที่สุดวันนี้โลกก็เริ่มมองเห็นความจริงชัดเจนขึ้น

ทั้ง Reuters, CNN, CNA, The Diplomat และสื่อระดับโลกอีกหลายแห่ง ล้วนรายงานตรงกันว่าไทยคือฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อน และกัมพูชากำลังแพ้ในสงครามข้อมูล (Information War)

บทความจาก The Diplomat ชี้ชัดว่า…
- กัมพูชาขาดสื่ออิสระ ทำให้ไม่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือบนเวทีโลกได้
- ขณะที่ไทยสื่อสารได้มีระบบกว่า และควบคุม narrative ในระดับนานาชาติได้ดีกว่า
- กัมพูชาพยายามสร้างภาพว่า “ถูกกระทำ” แต่ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานกลับชี้ไปในทางตรงกันข้าม

สรุปง่าย ๆ: ถึงจะมี IO เป็นแสน ๆ จากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ก็ไม่ช่วย ถ้าความจริงไม่อยู่ฝั่งคุณ

สงครามนี้ “AI” อาจสร้างภาพได้ แต่ “ความจริง” คือสิ่งที่โลกเฝ้ามองอยู่เสมอ

อินเดียเบรกซื้อเครื่องบิน Boeing P-8I Poseidon ของสหรัฐฯ กระทบดีล 3.6 พันล้านดอลลาร์ ตอบโต้ภาษีทรัมป์เก็บ 50%

(7 ส.ค. 68) อินเดียตัดสินใจชะลอแผนจัดซื้อเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเล Boeing P-8I Poseidon จำนวน 6 ลำ มูลค่า 3.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 131,400 ล้านบาท) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากอินเดีย 50% จากการซื้อน้ำมันรัสเซีย ซึ่งจะมีผลในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

มีการเปิดเผยอีกว่า กองทัพอินเดียซึ่งมี P-8I อยู่แล้ว 12 ลำ ต้องการเพิ่มอีก 6 ลำ เพื่อรับมือการขยายอิทธิพลทางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดีย โดยสหรัฐฯ เคยอนุมัติในปี 2021 ที่ราคา 2.42 พันล้านดอลลาร์ แต่ราคาพุ่งขึ้นเกือบ 50% จากปัญหาซัพพลายเชน ทำให้การเจรจาล่าช้า ก่อนจะมาสะดุดเพราะมาตรการภาษีล่าสุด

รัฐบาลนิวเดลีมองว่าภาษีดังกล่าวเป็นความพยายามกดดันให้อินเดียซื้ออาวุธจากสหรัฐฯ โดยเฉพาะเครื่องบินรบ F-35 ซึ่งเจ้าหน้าที่อินเดียระบุว่า “น่าตกใจ” และย้ำว่าการตัดสินใจทางทหารต้องอยู่บนพื้นฐานด้านความมั่นคง ไม่ใช่แรงกดดันทางการค้า

การชะลอดีลนี้สะท้อนการปรับสมดุลใหม่ในนโยบายกลาโหมของอินเดีย ทั้งการพึ่งพาเทคโนโลยีภายในประเทศ เช่น โครงการของ DRDO การจัดงบประมาณอย่างรอบคอบ และโดรนติดอาวุธ ซึ่งการส่งสัญญาณทางการเมืองต่อวอชิงตันครั้งนี้ หากสหรัฐฯ ไม่ลดแรงกดดัน อาจส่งผลให้ Boeing อาจได้รับผลกระทบหนักแม้มีฐานธุรกิจในอินเดีย 

ศปป.3 เดินหน้าเสริมเกราะความมั่นคง! ผุดเครือข่ายแจ้งเตือนภัยก่อการร้ายชายแดนไทย-กัมพูชา”

เมื่อวันที่ (6 ส.ค. 68) พล.ท.ชนินทร์ สิงหนาทนิติรักษ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 3 (ศปป.3) กอ.รมน. เป็นประธานเปิดโครงการพัฒนาเครือข่ายเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการก่อการร้าย ณ โรงแรมไอยราแกรนด์ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5–7 สิงหาคม 2568

การอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 80 คน ประกอบด้วยสมาชิกอาสาพัฒนาชุมชน อสม. ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการเฝ้าระวัง วิเคราะห์ และแจ้งเตือนภัยการก่อการร้ายได้อย่างทันท่วงที

เนื้อหาฝึกอบรมเน้นด้านความมั่นคง การจดจำใบหน้าบุคคลต้องสงสัย และการสื่อสารข้อมูลกับเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างระบบแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่าง ๆ บริเวณแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็งจึงเป็นมาตรการเชิงรุกในการป้องกันเหตุรุนแรงและอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวอย่างจังหวัดชลบุรี

“การมีเครือข่ายภาคประชาชนที่เข้มแข็ง คือด่านหน้าในการเฝ้าระวังประเทศ” พล.ท.ชนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

‘สถานทูตเกาหลีใต้’ โต้สื่อ ‘กัมพูชา’ ปัดขายอาวุธให้ไทย ลอบสังหาร ‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’ ด้วยเครื่องบิน AT-6 TH ไม่เป็นความจริง

(7 ส.ค. 68) สถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ในกัมพูชาออกแถลงการณ์ปฏิเสธรายงานข่าวจากสื่อกัมพูชาที่กล่าวหาว่า ไทยเตรียมใช้เครื่องบินโจมตีเบา AT-6 TH และขีปนาวุธนำวิถีด้วย GPS ซึ่งเกาหลีใต้ขายให้ เพื่อโจมตีบ้านพักของฮุน เซน และฮุน มาเนต โดยระบุชัดว่า "ไม่เป็นความจริง"

ก่อนหน้านี้ (5 ส.ค.) สื่อเขมรหลายสำนักรายงานว่า ไทยมีแผนลอบสังหารผู้นำกัมพูชาโดยใช้อาวุธจากเกาหลีใต้ บินขึ้นจากจังหวัดตราดไปยังเป้าหมายในพนมเปญ สร้างความตื่นตระหนกในโลกออนไลน์ จนสถานทูตเกาหลีใต้ต้องออกมายืนยันจุดยืน

ทางการเกาหลียังเน้นย้ำว่า รัฐบาลโซลยินดีต่อข้อตกลงหยุดยิงไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพข้อตกลงอย่างจริงใจ พร้อมย้ำว่าเกาหลีใต้สนับสนุนสันติวิธีในการแก้ปัญหา ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการขายอาวุธเพื่อนำไปใช้ในความขัดแย้งระหว่างประเทศใดทั้งสิ้น

กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานแถลงข่าวการจัดการแสดง ดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘

วันพุธที่ ๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๑๔.๐๐ น. นางสาวแพทองธาร ชินวัตร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม มอบหมายให้ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในงานแถลงข่าวการจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๘ ณ หอประชุมเล็ก ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมีนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) อาจารย์สิริชัยชาญ ฟักจำรูญ ศิลปินแห่งชาติ (ผู้แทนคณะครูอาวุโสฯ) เป็นผู้ร่วมแถลงข่าว และมีคณะผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เครือข่ายทางวัฒนธรรม สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน

นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ เพื่อเผยแพร่พระปรีชาสามารถ และพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีไทย ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีงามในการอนุรักษ์ สืบสานดนตรีไทย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติ อีกทั้งเป็นการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติให้เป็นที่รับรู้แก่ประชาชนชาวไทย และทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ ๗๐ พรรษา ๒ เมษายน ๒๕๖๘ 

ด้านนางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (ผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม) กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินโครงการเทิดพระเกียรติ สถาบันพระมหากษัตริย์ตลอดจนกิจกรรมการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ ในปีนี้นับเป็นครั้งที่ ๑๕ เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระองค์ท่าน ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ที่ทรงมีคุณูปการ อย่างใหญ่หลวงต่องานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถด้านดนตรีไทย ทรงอุปถัมภ์ส่งเสริมศิลปินด้านดนตรีไทย และทรงเป็นแบบอย่าง ในการอนุรักษ์ สืบทอดศิลปวัฒนธรรมเป็นที่ประจักษ์ตลอดมา

สำหรับการจัดการแสดงดนตรีไทยโดยครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ฯ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดนตรีไทยร่วมกับวงครูอาวุโสแห่งรัตนโกสินทร์ และวงดนตรีบ้านปลายเนิน รวมถึงการบรรเลงดนตรีโดยครูอาวุโส แห่งรัตนโกสินทร์ วงลูกศิษย์ครูอาวุโส และการแสดงรำถวายพระพร โดย วงสำนักการสังคีต กรมศิลปากร และวงศิษย์พระประณีตวรศัพท์ โดยจะจัดขึ้นในวันอังคารที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๖๘ เวลา ๐๘.๐๐ น. เป็นต้นไป ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

ทัพเรือภาคที่ 1 จัดกิจกรรม Young “รักษ์” ทะเล “อนุรักษ์แนวปะการัง”

เมื่อวันที่ (4 ส.ค. 68) ทัพเรือภาคที่ 1 ได้จัดกิจกรรม Young “รักษ์” ทะเล “อนุรักษ์แนวปะการัง” ณ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดจันทบุรี ภายใต้โครงการอนุรักษ์แนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลไทย ในพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา

กิจกรรมในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน จากโรงเรียนประดิษฐ์ศึกษา และมหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี พร้อมรับฟังความรู้จากวิทยากรศูนย์วิจัยทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งอ่าวไทยฝั่งตะวันออก กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง อีกทั้งภาคเอกชนที่ให้การสนับสนุนในการจัดกิจกรรมฯ ได้แก่ สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน (IESG) และบริษัท แวลูร่า เอ็นเนอร์ยี่ (ประเทศไทย) จำกัด โดยกิจกรรมประกอบด้วย บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับแนวปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล ชมนิทรรศการทรัพยากรทางทะเล สาธิตการปลูกปะการัง ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์ทะเลหายาก เดินศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลน

วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเล และสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติให้ยั่งยืน และกิจกรรมครั้งต่อไปกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 7–8 สิงหาคม 2568

สมนึก เชื้อสนุก/รายงาน

กระทรวงวัฒนธรรม เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระพันปีหลวง จัดนิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย ยกระดับการแต่งกายสตรีไทย เสนอ UNESCO ให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับสากล

(5 ส.ค. 68) เวลา 10.00 น. นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดงาน นิทรรศการ “ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม โดยมี นางสาววราพรรณ ชัยชนะศิริ รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ผู้ทรงคุณวุฒิ วิทยากร ผู้แทนองค์กรภาคีเครือข่าย สื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมงาน
       
นางยุถิกา อิศรางกูร ณ อยุธยา กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ในการพัฒนาและยกระดับการแต่งกายของสตรีไทย ให้เป็นชุดประจำชาติอันงดงามและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ 
       
อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า ในปี พุทธศักราช 2569 ที่จะถึงนี้ ประเทศไทยจะครบรอบ 60 ปี แห่งการพระราชทานแบบ “ชุดไทยพระราชนิยม” และในโอกาสสำคัญนี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการ ยื่นเสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น “รายการตัวแทน มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ” ต่อยูเนสโก  
       
สำหรับการยื่นเสนอในครั้งนี้ นับเป็นการสะท้อนถึง เจตจำนงร่วม ของคนไทยทุกคน ที่จะร่วมกันธำรงรักษา “ชุดไทย” ไม่ใช่ในฐานะ วัตถุอนุรักษ์ หากแต่ในฐานะ อัตลักษณ์ที่มีชีวิตเคลื่อนไหวอยู่ ในความภาคภูมิใจของผู้คนและเติบโตอยู่บนเวทีโลกอย่างร่วมสมัย ภายในงาน นอกจาก “ชุดไทยพระราชนิยม” ที่นำมาจัดแสดงแล้ว ยังมีการเสวนาในหัวข้อ “แนวทางการส่งเสริมและรักษาชุดไทย เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน” และการแสดงชุดไทยพระราชนิยม
      
 “ชุดไทยพระราชนิยม” เริ่มต้นในปี พ.ศ.2503 ขณะที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้โดยเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 เยือน 15 ประเทศ ในทวีปอเมริกาและยุโรป พระองค์ทรงตระหนักว่า การแต่งกายแบบดั้งเดิมของหญิงไทยในชีวิตประจําวันกำลัง สูญหายไปภายใต้อิทธิพลของวัฒนรรรมตะวันตก และไม่มีชุดแต่งกาย ที่เป็นแบบฉบับประจําชาติที่สามารถแสดง อัตลักษณ์ไทยได้อย่างชัดเจน 
       
ด้วยพระราชดำริอันลึกซึ้ง พระองค์จึงโปรดให้นางสนองพระโอษฐ์ ศึกษาค้นคว้าและออกแบบชุดแต่งกายสตรีไทย ที่มีความคล่องตัว เหมาะสมกับวิถีชีวิตปัจจุบัน แต่ยังคงกลิ่นอายและเอกลักษณ์ไทย ไว้อย่างสง่างาม จึงได้ก่อให้เกิดชุดไทยพระราชนิยมทั้ง 8 แบบ ได้แก่ ชุดไทยจักรพรรดิ ชุดไทยจักรี ชุดไทยดุสิต ชุดไทยบรมพิมาน ชุดไทยอมรินทร์ ชุดไทยศิวาลัย ชุดไทยจิตรลดา และ ชุดไทยเรือนต้น
       
“ชุดไทยพระราชนิยม” อาภรณ์แห่งพระราชปณิธาน งามสง่าคู่แผ่นดินไทย จึงนับเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า ที่สมควรสืบสานและภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยให้ดำรงอยู่คู่ชาติสืบไป

เจนกิจ นัดไธสง รายงาน

7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 วันรำลึกถึง ‘พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์’ พระบิดาแห่งกฎหมายไทย สิ้นพระชนม์ที่ปารีส ทรงริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2463 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าชายรพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ผู้ได้รับการยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย” ได้สิ้นพระชนม์ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ขณะมีพระชนมายุเพียง 47 พรรษา หลังจากทรงประชวรด้วยพระวัณโรคที่พระวักกะ (ไต)

พระองค์ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ทรงเริ่มศึกษากฎหมายที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ ในช่วงเสด็จกลับสู่สยาม ทรงเริ่มงานด้านกฎหมายอย่างจริงจัง และดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรม และทรงก่อตั้งโรงเรียนกฎหมาย รวมถึงจัดตั้งศาลยุติธรรมทั่วประเทศ

หนึ่งในผลงานสำคัญคือ การประมวลกฎหมายอาญาฉบับ ร.ศ. 127 และการวางรากฐานระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมแบบสมัยใหม่ พระองค์ยังทรงสอนกฎหมายด้วยพระองค์เอง และริเริ่มการใช้ลายพิมพ์นิ้วมือในคดีอาญา ซึ่งนับเป็นความก้าวหน้าอย่างมากในยุคนั้น

เพื่อรำลึกถึงพระกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ วงการกฎหมายไทยจึงกำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคมของทุกปีเป็น “วันรพี” เพื่อเป็นเกียรติแด่ผู้วางรากฐานระบบกฎหมายไทยให้มั่นคงมาจนถึงปัจจุบัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top