Monday, 27 July 2026
Hard News Team

เชียงใหม่-ท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผนึกกำลังพันธมิตร เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัยจาก ICAO

(7 ส.ค. 68) พลอากาศเอกมนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) พร้อมด้วยนายศรัณย เบ็ญจนิรัตน์ รองผู้อำนวยการสายงานพัฒนาเศรษฐกิจการบิน ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมท่าอากาศยานเชียงใหม่ เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการตรวจประเมินด้านการรักษาความปลอดภัย จากองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ภายใต้โครงการ Universal Security Audit Programme – Continuous Monitoring Approach (USAP-CMA) ซึ่งมีกำหนดในช่วงปลายปีนี้ โดยมีนายวิสูตร คำยอด รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานเชียงใหม่ (สายปฏิบัติการและบำรุงรักษา) พร้อมผู้บริหารท่าอากาศยานเชียงใหม่ ผู้แทนฝ่ายมาตรฐานและควบคุมคุณภาพการรักษาความปลอดภัยกิจการการบิน ทอท. ผู้แทนสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับและนำเสนอข้อมูลความคืบหน้าการดำเนินงานตามข้อเสนอแนะของ CAAT

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ถือเป็นท่าอากาศยานสำคัญของประเทศไทย ที่มีบทบาทรองรับผู้โดยสารทั้งในและต่างประเทศ ด้วยเที่ยวบินตรงสู่กว่า 30 จุดหมายปลายทางใน 12 ประเทศ มีเที่ยวบินเฉลี่ย 180 เที่ยวต่อวัน และมีผู้โดยสารกว่า 25,000 คนต่อวัน โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินงานตามมาตรฐาน ICAO และ CAAT อย่างต่อเนื่อง 

อย่างไรก็ดี เพื่อยกระดับความพร้อมในการตรวจประเมิน ท่าอากาศยานเชียงใหม่ได้ร่วมมือกับสายการบิน ผู้ให้บริการภาคพื้น และหน่วยงานต่าง ๆ เร่งดำเนินการปรับปรุงพื้นที่และกระบวนการบางส่วนให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อการให้บริการในระยะสั้น 

ท่าอากาศยานเชียงใหม่ จึงเตรียมมาตรการรองรับและอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุดต่อผู้โดยสาร การตรวจประเมินจาก ICAO ในครั้งนี้นับเป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการรักษาความปลอดภัยด้านการบินของประเทศไทย และจะส่งผลโดยตรงต่อภาพลักษณ์และสถานะของประเทศในอุตสาหกรรมการบินระหว่างประเทศ

‘ทรัมป์’ ขู่ยึดอำนาจการปกครองกรุงวอชิงตัน หลังมีคดีโจ๋ทำร้ายพนักงานรัฐบาลจากหน่วย DOGE

(7 ส.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ขู่ว่าจะยึดอำนาจการปกครองท้องถิ่นของกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนำเมืองหลวงมาอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง โดยอ้างเหตุอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มเยาวชน หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่อดีตทีม Doge ถูกรุมทำร้ายขณะพยายามช่วยผู้หญิงคนหนึ่งจากการถูกคุกคาม

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 'เอ็ดเวิร์ด โคริสทีน' นักศึกษาชาวอเมริกันวัย 19 ปี หรือที่รู้จักในชื่อ 'Big Balls' และเป็นอดีตเจ้าหน้าที่หน่วยงานกรมประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) ถูกรุมทำร้ายโดยกลุ่มวัยรุ่นราว 10 คน ใกล้วงเวียนดูปองต์ (Dupont Circle) ช่วงเวลาประมาณตี 3 โดยตำรวจจับกุมเยาวชนอายุ 15 ปี จากรัฐแมริแลนด์ได้ 2 คน พร้อมแจ้งข้อหาพยายามปล้นรถ ขณะที่ไอโฟนรุ่นใหม่ของผู้เสียหายก็หายไปด้วย

ทรัมป์โพสต์บน Truth Social เรียกร้องให้ดำเนินคดีแบบผู้ใหญ่กับเยาวชนอายุ 14 ปี และขู่ว่าหากกรุงวอชิงตันไม่ควบคุมอาชญากรรม เขาจะใช้ 'อำนาจของประธานาธิบดี' ยึดอำนาจปกครองโดยตรง ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจาก อีลอน มัสก์ ซีอีโอแห่งเทสลา ที่กล่าวว่าเหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างความล้มเหลวของระบบความปลอดภัยในเมือง

แม้ว่ารัฐธรรมนูญจะให้อำนาจรัฐสภาควบคุมกรุงวอชิงตัน แต่การยึดอำนาจทั้งหมดจะต้องผ่านกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งน่าจะถูกฝ่ายค้านเดโมแครตต่อต้านอย่างหนัก ปัจจุบันวอชิงตันมีระบบ 'home rule' ให้สิทธิเลือกตั้งนายกเทศมนตรีและสภาท้องถิ่น ซึ่งยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐสภา แต่ไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดพยายามยกเลิกสิทธิ์นี้มาก่อนนับตั้งแต่ปี 1973 

อย่างไรก็ตามโดยสถิติจากกระทรวงยุติธรรมยังระบุว่า อาชญากรรมในเมืองหลวงมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ขณะที่ สำนักงานของนายกเทศมนตรีกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. มูเรียล เบาเซอร์ (Muriel Bowser) ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทีมสหรัฐฯ เหมาเหรียญทองยกทีม เฉือน ‘จีน-เกาหลีใต้’ คว้าแชมป์ฟิสิกส์โอลิมปิกโลก 2025 ส่วนไทยจบอันดับ 14

(7 ส.ค. 68) การแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิกระดับนานาชาติ (International Physics Olympiad: IPhO) ประจำปี 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่สถาบัน École Polytechnique กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ปรากฏว่า 'ทีมชาติสหรัฐอเมริกา' สร้างผลงานสุดร้อนแรง คว้าอันดับ 1 เหนือคู่แข่งสำคัญอย่างจีน เกาหลีใต้ และอินเดีย โดยนักเรียนทั้ง 5 คนของทีมสามารถคว้าเหรียญทองได้ครบทุกคน นับเป็นหนึ่งในผลงานที่โดดเด่นที่สุดในประวัติศาสตร์การแข่งขัน

ตัวแทนนักเรียนจากสหรัฐฯ ได้แก่ อคัสทยา โกเอล (Agastya Goel), อัลเลน ลี่ (Allen Li), โจชัว หวัง (Joshua Wang), เฟโอดอร์ เยฟตูเชนโก (Feodor Yevtushenko) และ ไบรอัน จาง (Brian Zhang) ซึ่งต้องเผชิญโจทย์ฟิสิกส์ทั้งเชิงทฤษฎีและทดลองที่ซับซ้อนจากผู้เข้าแข่งขันกว่า 85 ประเทศทั่วโลก ความสำเร็จของพวกเขาช่วยผลักดันให้สหรัฐฯ ขึ้นครองอันดับสูงสุดของตารางเหรียญรางวัลในปีนี้

ขณะที่ จีนตามมาเป็นอันดับ 2 ด้วยผลงาน 4 เหรียญทอง และ 1 เหรียญเงิน ขณะที่ฮ่องกงและเกาหลีใต้มีผลงานเท่ากันคือ 4 ทอง 1 เงิน ส่วนอินเดียคว้าไป 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน ติดอันดับท็อป 5 เช่นกัน ทำให้การแข่งขันในปีนี้ถือว่าเข้มข้นสูสี และเน้นย้ำถึงคุณภาพของการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ในเอเชียและสหรัฐฯ

ส่วนไทยคว้าอันดับ 14 ในศึกชิงแชมป์โลกครั้งนี้ หลังทำผลงาน 1 เหรียญทอง จาก นายสิรวิชญ์ มุสิกะโสภณ โรงเรียนกำเนิดวิทย์ จ.ระยอง , 2 เหรียญเงิน จากนายภัทรภณ ธนพิทักษ์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ กับ นายปราชญ์ อำพนธ์ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ จ.นครปฐม และ 2 เหรียญทองแดง จากนายศุภมงคล เปรมอนันต์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย กับ นางสาวณัชวดี เอี่ยมสิริบูลย์ โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กรุงเทพฯ 

ทั้งนี้ ความสำเร็จของทีมสหรัฐฯ ได้รับเสียงชื่นชมจากแวดวงการศึกษาและองค์กรวิทยาศาสตร์ในประเทศ โดยมองว่าเป็นผลจากการส่งเสริม STEM อย่างจริงจัง และเป็นสัญญาณบวกของการพัฒนานักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่บนเวทีโลก ทั้งยังสะท้อนพลังของเยาวชนในการสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการอย่างแท้จริง

หน่วยความมั่นคง FBS ยืนยันสกัดแผนลอบสังหารจาก ‘ยูเครน’ สำเร็จ หลังรวบเยาวชนร้อนเงิน!! สารภาพถูกสั่งให้ป้ายสารพิษบนรถทหารรัสเซีย

(7 ส.ค. 68) หน่วยความมั่นคงรัสเซีย (FSB) เปิดเผยว่า ได้สกัดแผนลอบสังหารทหารรัสเซียในเมืองโนโวซีบีสค์ (Novosibirsk) โดยผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนรัสเซีย 2 คน ซึ่งถูกควบคุมตัวแล้ว ทั้งคู่รับสารภาพว่าได้รับคำสั่งจากหน่วยข่าวกรองยูเครนผ่านเว็บไซต์ที่โฆษณาว่า “หาเงินง่าย ได้เงินเร็ว”

สำหรับแผนการลอบสังหารคือการใช้สารพิษทาลงบนชิ้นส่วนของรถยนต์เป้าหมาย (ทหารรัสเซีย) หวังให้เหยื่อได้รับพิษเมื่อใช้งานรถ โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้รับคำสั่งผ่านอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่ได้รู้ว่าต้องทำอะไรจนกว่าจะได้รับภารกิจจริง

ทั้งนี้ ทางการรัสเซียตั้งข้อหนักแก่เยาวชนทั้ง 2 ราย ในข้อหาก่อการร้าย พร้อมเปิดการสอบสวนเพิ่มเติม โดยชี้ว่านี่เป็นตัวอย่างล่าสุดของสงครามข่าวกรองที่ขยายตัวลึก เข้าไปในสังคมรัสเซียผ่านเยาวชนและแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ดูเหมือนไม่มีพิษภัย

ไทย-กัมพูชา ลงนามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ ตามผลประชุมจีบีซีหวังคลี่คลายปมชายแดน

GBC ไทย-กัมพูชา เห็นพ้องข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ผู้แทน 2 ชาติ ลงนามบันทึกผลการประชุม หวังคลี่คลาย สถานการณ์ชายแดน นำมาซึ่งสันติภาพ

(7 ส.ค.68) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ไทย - กัมพูชา สมัยวิสามัญ ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมง โดย 2 ฝ่ายเห็นพ้องแนวทางการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อระหว่างกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของฝ่ายไทย ร่วมจัดทำกับฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการฯ ฝ่ายกัมพูชา

จากนั้น พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พล.อ.เตีย เสรย-ฮา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ร่วมลงนามบันทึกผลการประชุม ซึ่งมีรายละเอียดตามที่ทั้งสองฝ่ายหารือ และตกลงกันตลอด 3 วันที่ผ่านมา ด้วยความหวังให้สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชาคลี่คลาย นำมาซึ่งสันติภาพ และการอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกของประชาชนทั้งสองประเทศ รวมถึงไทยสนับสนุนการใช้กลไกทวิภาคี ระหว่างกันในการพูดคุยอย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ เฟซบุ๊ก ศูนย์เฉพาะกิจฯ ชายแดนไทย-กัมพูชา - Team Thailand โพสต์ข้อมูลรายละเอียด 13 ข้อตกลงหยุดยิง ไทย-กัมพูชา ดังนี้

1. ยุติการใช้อาวุธทุกประเภท การโจมตีต่อพลเรือน เป้าหมายพลเรือน และเป้าหมายทางทหาร ในทุกพื้นที่และทุกกรณี

2. รักษาสถานะการวางกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน สถานะตั้งแต่ 28 ก.ค.68 โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายกำลัง และไม่มีการลาดตระเวนไปยังที่ตั้งของอีกฝ่าย

3. ไม่เพิ่มเติมกำลังตลอดแนวชายแดนไทย - กัมพูชา

4. ไม่กระทำการอันเป็นการยั่วยุที่ส่งผลให้เกิดความตึงเครียด การมีกิจกรรมทางทหารเข้าไปยังดินแดน เขตน่านฟ้า หรือที่ตั้งของอีกฝ่าย ตามสถานะการหยุดยิง ตั้งแต่ 28 ก.ค.68 และไม่สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางทหารล้ำออกไปนอกขอบเขตของฝ่ายตน

5. ไม่ใช้กำลังต่อพลเรือน หรือเป้าหมายทางพลเรือนในทุกกรณี

6. การปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา : การปฏิบัติต่อผู้ที่ถูกจับกุมตัว การขอส่งตัวผู้บาดเจ็บมารักษาในสถานพยาบาลของอีกฝ่าย โดยจะขึ้นอยู่กับศักยภาพในการรองรับของสถานพยาบาลแล้วแต่กรณี สำหรับทหารที่อยู่ในความควบคุมของอีกฝ่ายหนึ่งจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับประเทศ หลังจากยุติการใช้กำลังโดยสมบูรณ์ รวมทั้งอำนวยความสะดวกในการส่งคืนร่างผู้เสียชีวิตอย่างสมเกียรติโดยเร็ว และจัดการศพภายใต้สภาพที่ถูกสุขลักษณะและด้วยความเคารพ

7. กรณีมีความขัดแย้งกันด้วยอาวุธทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ ทั้งสองฝ่ายจะหารือกันในระดับปฏิบัติผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ เพื่อป้องกันการขยายตัวของสถานการณ์

8. เห็นชอบให้เพิ่มในเรื่องของการปฏิบัติดังนี้
8.1 ดำรงการติดต่อสื่อสารอย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยทหารในพื้นที่
8.2 จัดการประชุม RBC ภายใน 2 สัปดาห์นับจากการประชุม GBC ใน 7 ส.ค.68
8.3 ดำรงช่องทางการติดต่อสื่อสารโดยตรงระดับรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดของทั้งสองประเทศ

9. งดเว้นการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จหรือข่าวปลอม

ส่วนที่ 2 กลไกตรวจสอบการหยุดยิง

10. ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการตามผลหารือเมื่อ 28 ก.ค.2568 ซึ่งรวมถึงการหยุดยิงและการมีคณะผู้สังเกตการณ์จากประเทศสมาชิกอาเซียน นำโดยมาเลเซีย

11. เห็นชอบให้ RBC ในแต่ละพื้นที่ ดำเนินการตามข้อตกลงหยุดยิง โดยมีโดยมีคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน ซึ่งนำโดยมาเลเซียเป็นผู้ร่วมสังเกตการณ์ โดย RBC จะพบกันเป็นประจำ และส่งรายงานให้ GBC ตามสายการบังคับบัญชาของแต่ละฝ่าย

12. ในระหว่างการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนที่มีมาเลเซียเป็นผู้นำ จะใช้กลไกคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งประกอบด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารประเทศสมาชิกอาเซียน ประจำประเทศไทย และกัมพูชา ทำหน้าที่แทนเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ 3 การประชุม GBC

13. ให้จัดการประชุม GBC ในหนึ่งเดือนหลัง 7 ส.ค.68 (สถานที่จะตกลงกันภายหลัง) หรือมิเช่นนั้นการประชุม GBC วิสามัญ จะถูกจัดขึ้นเพื่อเจรจาการหยุดยิง

‘อินเตอร์ลิ้งค์’ ประกาศผล 5 ทีม กทม. เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ รอวัดฝีมือทักษะโครงข่ายสายสัญญาณ “Cabling Contest ปีที่ 13”

5 ทีมกรุงเทพฯ พร้อมแล้ว! อินเตอร์ลิ้งค์ฯ ประกาศสถาบันสุดเก่ง เยาวชนผู้มีทักษะโครงข่ายสายสัญญาณ เข้ารอบชิงชนะเลิศ คว้าถ้วยพระราชทานฯ ก้าวสู่แชมป์ บนเวที 'Cabling Contest ปีที่ 13'

เข้มข้น สนามประลองสายสัญญาณลุกเป็นไฟ ! ตัวแทน 5 ทีมกรุงเทพฯ พร้อมแล้ว เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านระบบโครงข่ายสายสัญญาณของประเทศ เฟ้นหาเยาวชนคนเก่งต่อเนื่อง จัดการแข่งขัน “INTERLINK Cabling Contest ปีที่ 13” รอบคัดเลือกเขตกรุงเทพมหานคร พร้อมประกาศผล 5 ทีมเยาวชนฝีมือเยี่ยม ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ เพื่อชิงถ้วยพระราชทานฯ จาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี รวมมูลค่ารางวัลกว่า 400,000 บาท

ซึ่งได้เดินทางมาถึงในรอบการแข่งขันของกรุงเทพมหานคร โดยจัดการแข่งขันในรูปแบบออนไลน์ ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมี เป้าหมายเพื่อพัฒนาเยาวชนไทยในสายเทคนิค ผ่านการส่งเสริมทักษะ และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร โดยเฉพาะในระบบโครงข่ายสายสัญญาณ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศในยุคปัจจุบัน และอนาคต

การแข่งขันในครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือระหว่าง บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงศึกษาธิการ โดยเปิดโอกาสให้เยาวชน นิสิต นักศึกษาจากสถาบันอาชีวศึกษาในเขตกรุงเทพมหานคร เข้าร่วมประชันทักษะ ทั้งด้านความรู้ และทักษะเชิงเทคนิคในรูปแบบที่เข้มข้น ครบทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ

ภายในงาน ได้รับเกียรติจาก นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวต้อนรับ และให้โอวาทแก่ผู้เข้าแข่งขัน พร้อมถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากประสบการณ์ตรงในฐานะผู้นำธุรกิจสายสัญญาณของไทยกว่า 38 ปี เพื่อปลุกพลังแห่งความมุ่งมั่นในหมู่เยาวชน พร้อมขับเคลื่อนสู่อนาคตสายงานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Moving Forward with Innovation: Cabling Infrastructure for Future Solutions (Design – Installation – Solution)” โดย นายภาคภูมิ พลธร Technical and Products Training Manager ถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงลึกด้านการออกแบบ ติดตั้ง และการเลือกใช้อุปกรณ์ในระบบสายสัญญาณ โดยอ้างอิงจากมาตรฐานระดับสากล ทั้งจากประสบการณ์จริง และอุปกรณ์ที่ใช้จริงในวงการ

ทั้งนี้ อุปกรณ์ที่ใช้ในการแข่งขันทั้งหมด เป็นผลิตภัณฑ์มาตรฐานสูงจากแบรนด์ LINK AMERICAN และ GERMAN RACK ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความเสถียร ทนทาน และได้รับการยอมรับในระดับสากล ครอบคลุมโซลูชันระบบสายสัญญาณแบบครบวงจร เพื่อให้นผู้เข้าร่วมแข่งขันทุกท่านได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงจากเครื่องมือที่ใช้ในภาคสนามอย่างแท้จริง

โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ภาคทฤษฎี ทดสอบความรู้ความเข้าใจด้านระบบสายสัญญาณ เช่น มาตรฐานการออกแบบ การติดตั้ง การวางระบบ และการตรวจสอบคุณภาพ ต่อมาเป็นภาคปฏิบัติ ซึ่งนับว่าท้าทายผู้เข้าแข่งขันด้วยโจทย์จำลองจากสถานการณ์จริง โดยให้ลงมือปฏิบัติงานติดตั้งสายสัญญาณภายใต้ข้อจำกัดของเวลา และความแม่นยำ

บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก และความมุ่งมั่นของเยาวชนจากหลากหลายสถาบัน ผู้เข้าแข่งขันต่างแสดงศักยภาพได้อย่างน่าประทับใจ ภายใต้การใช้ทักษะ ความคิดวิเคราะห์ และการทำงานเป็นทีมอย่างเข้มข้น โดยบริษัทฯ ได้เปิดถ่ายทอดสดการแข่งขันตลอดวันผ่านระบบ Zoom เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารย์ นักศึกษา เข้าร่วมรับชมอย่างทั่วถึง

เมื่อสิ้นสุดการแข่งขัน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิได้ทำการพิจารณา และประกาศผล 5 ทีมตัวแทนกรุงเทพมหานคร ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ดังนี้

วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (สะพานใหม่)
วิทยาลัยพาณิชยการอินทราชัย
วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ (นนทบุรี)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด)
สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา

โดยทีมตัวแทนเหล่านี้ จะได้ไปประชันฝีมือกับตัวแทนจากภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อเฟ้นหา “หนึ่งเดียวของโครงข่ายสายสัญญาณ” ที่จะครองตำแหน่งสุดยอดดาวรุ่งสายเทคนิคในปีนี้

สำหรับการแข่งขันในสนามถัดไป 'Cabling Contest ปีที่ 13' จะเดินหน้าสู่ ภาคกลาง ในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 เพื่อค้นหาสุดยอดเยาวชนอีก 5 ทีม เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศต่อไป

'ประชาธิปัตย์' ร่วมงานฉลอง 60 ปีวันชาติสิงคโปร์ ชื่นชมช่วยผลักดันอาเซียนสู่เศรษฐกิจดิจิตอล

ดร. เฉลิมชัย ศรีอ่อน หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)มอบหมายนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคประชาธิปัตย์และประธานที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.)เป็นตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ร่วมแสดงความยินดีในวาระครบรอบ60ปีวันชาติของสาธารณรัฐสิงคโปร์เมื่อวานนี้ตามคำเชิญของ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย โดยมี ฯพณฯ หว่อง เสี่ยว ผิง แคเทอริน เอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสาธารณรัฐสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ให้การต้อนรับ ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพฯ

นอกจากนี้ปี 2568 ยังเป็นปีแห่งการเฉลิมฉลอง 60 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์ ภายใต้สโลแกน “60ปีแห่งการเดินทางร่วมกันของไทยและสิงคโปร์” (Celebrating 60 Years Shared Journey of Thailand and Singapore)

ทั้งนี้ประเทศไทยและสิงคโปร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต เมื่อปี พ.ศ. 2508 แต่เมื่อย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์จะพบว่ารากฐานความสัมพันธ์ไทยและสิงคโปร์ เริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่สมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ นายตัน กิม เจ็ง ชาวสิงคโปร์เชื้อสายจีน เป็นกงสุลใหญ่คนแรกของไทยประจำสิงคโปร์เมื่อปี พ.ศ. 2406 และต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2414 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์ พร้อมพระราชทานช้างสำริดให้กับสิงคโปร์ เพื่อเป็นการระลึกถึงการเสด็จพระราชดำเนินเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งแรก และทรงซื้อที่ดิน พร้อมอาคาร Hurricane House โดยที่ดินแปลงดังกล่าวได้สืบทอดมาเป็นที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูตฯ ในปัจจุบันและต่อมาทั้งสองประเทศได้ร่วมมือกันก่อตั้งสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ASEAN) ในปี พ.ศ. 2510 ภายใต้ปฏิญญากรุงเทพ (Bangkok Declaration) ที่พระราชวังสราญรมย์ กรุงเทพฯ

อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์อลงกรณ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ก่อตั้งในปี พ.ศ.2489 จึงมีโอกาสร่วมส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมืออันดีในทุกมิติระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐสิงคโปร์โดยเฉพาะความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้า ในปี 2567 สิงคโปร์เป็นคู่ค้าอันดับที่ 4 ของไทยในกลุ่มอาเซียนและอันดับที่ 10 ของไทยในระดับโลก โดยการค้าระหว่างไทย-สิงคโปร์ มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นการส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐและต้องขอแสดงความชื่นชมสิงคโปร์ในฐานะมิตรประเทศที่ช่วยผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิตอลของอาเซียนหรือ DEFAให้มีความคืบหน้าและมีมาตรฐานสูงเพื่อการก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอลและสิงคโปร์ยังเชิญชวนไทยเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิดิจิทัลหรือ DEPA 

ซึ่งปัจจุบันประกอบด้วยสมาชิก 4 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ ชิลี และ เกาหลีใต้อีกด้วย

‘เสธ.หิ’ โพสต์สะเทือนใจ!! ทหารเขมรแนวหน้ายอมเสียสละชีวิต แต่ผู้นำยังป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรี จี้ถาม ‘มาลี’ ไม่อายหรือ?? แถลงโกหกทับซากศพ

(7 ส.ค. 68) ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ผู้อำนวยการ พรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานที่ปรึกษามูลนิธิพระราหู โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ‘ตายในสนามรบ เป็นเกียรติของทหาร’

การเป็นทหาร ของทุกประเทศ สิ่งที่ปลูกฝังอยู่ในจิตใจของพวกเขา ไม่ใช่ทรัพย์สิน เงินทอง แต่เป็นเกียรติยศที่ได้รับจากการเสียสละเพื่อประเทศชาติ อันเป็นที่รักของพวกเขา เพราะทุกคนที่เป็นทหาร ทราบถึงความรู้สึกเช่นนี้ดี ทหารจึงให้เกียรติซึ่งกันและกัน ถึงแม้จะเป็นฝ่ายตรงข้าม เพราะรู้ดีว่า ถึงที่สุดแล้ว ทหารทุกคนย่อมเสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตนเอง

การที่ทหารไทย ส่งมอบศพทหารที่เสียชีวิตของกัมพูชาให้กลับคืนสู่มาตุภูมิของพวกเขา ด้วยความเคารพ ถือเป็นสิ่งที่พึ่งกระทำ ของนักรบผู้มีเกียรติทั้งสองฝ่าย ทหารไทยซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ของพวกท่าน ยังให้เกียรติพวกท่านถึงเพียงนี้ น่าเสียดายยิ่งนัก ที่ปัจจุบัน ผู้กล้าหลายท่านกลับถูกทางการของท่านเอง ปล่อยร่างของท่านให้เน่าเปื่อยเป็นทานแร้งกาอย่างไม่เหลียวแล เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนไร้ศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง

อยากจะกราบเรียนดวงวิญญาณของท่านทั้งหลายว่า ท่านจงภูมิใจเถิด ที่ท่านได้หน้าที่ทหารของท่านได้สมบูรณ์แล้ว เป็นเกียรติยศอย่างยิ่งที่ท่านได้ตายในสนามรบ แต่น่าเศร้าใจมาก ที่ประเทศของท่านไม่มีทหารแท้เป็นใหญ่แม้แต่คนเดียว จึงได้ทอดทิ้งพวกท่านเช่นนี้ อยากจะส่งคำถามข้ามประเทศโดยเฉพาะ พล.ท.หญิงมาลี และผู้บังคับบัญชาของท่านทั้งหลาย ว่าไม่อายหรือ ที่สวมใส่เครื่องแบบทหารอันทรงเกียรติ เชิดหน้าชูตาแถลงข่าวโกหก อยู่บนซากศพของพวกเดียวกัน ผมอายแทน

กลับมาแล้ว!  เขี้ยวเล็บกองทัพเรือ เรือดำน้ำจำลองหน้า กองเรือยุทธการสัตหีบ หลัง ครม.ไฟเขียวเดินหน้าโครงการ S26T ต่อ

(7 ส.ค. 68) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณหน้าประตูทางเข้ากองบัญชาการกองเรือยุทธการ ริมถนนสุขุมวิท อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตั้ง “เรือดำน้ำจำลอง” ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของยุทโธปกรณ์ทางเรือ กลับมาจัดแสดงอีกครั้ง หลังถูกรื้อถอนไปเมื่อประมาณ 1 ปีที่แล้ว เพื่อปรับปรุงพื้นที่ นำเรือตรวจการณ์ ต.99 มาตั้งแสดง

การนำกลับมาติดตั้งในครั้งนี้ มีขึ้นภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 มีมติเห็นชอบให้แก้ไขสัญญาโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ Yuan Class รุ่น S26T ซึ่งเป็นความร่วมมือในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยอนุมัติให้เปลี่ยนเครื่องยนต์จากรุ่น MTU396 ของเยอรมนี เป็นเครื่องยนต์ CHD620 ของจีน พร้อมขยายระยะเวลาการต่อเรือออกไปอีก 1,217 วัน

โครงการดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี 2560 โดยกองทัพเรือไทยได้ลงนามในสัญญากับบริษัท CSOC ของจีน วงเงินรวม 7,700 ล้านบาท ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 64% จ่ายเงินไปแล้ว 10 งวด จากทั้งหมด 18 งวด ยังคงเหลืออีก 8 งวด คิดเป็นวงเงินคงค้างประมาณ 5,500 ล้านบาท โครงการต้องหยุดชะงักตั้งแต่ปี 2564 เนื่องจากจีนไม่สามารถจัดหาเครื่องยนต์ตามที่ระบุไว้ในสัญญาเดิมได้

นอกจากเรือดำน้ำจำลองแล้ว บริเวณโดยรอบหน้าหน่วยยังมีการจัดแสดงยุทโธปกรณ์ที่สำคัญของกองทัพเรือ เช่น เครื่องบินขึ้นลงทางดิ่ง แฮริเออร์ AV-8S ที่เคยประจำการบนเรือหลวงจักรีนฤเบศร และปลดประจำการไปเมื่อกว่าสิบปีก่อน รวมถึงเรือตรวจการณ์ ต.99 ซึ่งได้รับพระราชทานพระราชดำริและพระบรมราชวินิจฉัยจาก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อใช้ในภารกิจลาดตระเวนปกป้องอธิปไตยทางทะเล โดยประจำการมายาวนานถึง 34 ปี ก่อนปลดระวางเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2565

การนำเรือดำน้ำจำลองกลับมาตั้งโชว์ในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปรับภูมิทัศน์ของกองเรือยุทธการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความคืบหน้าและความหวังของกองทัพเรือไทย ที่จะมีเรือดำน้ำลำแรกประจำการในอนาคตอันใกล้ เพื่อเสริมขีดความสามารถในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทบ. รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับโดรน 30 ชุด และของใช้จำเป็น จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน สนับสนุนทหารชายแดนไทย

(7 ส.ค. 68) เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.ท. บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นตัวแทนกองทัพบก รับมอบอุปกรณ์ตรวจจับอากาศยานไร้คนขับแบบพกพา จำนวน 30 ชุด พร้อมสิ่งของจำเป็นสำหรับทหารชายแดน จากมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน รวมมูลค่ากว่า 9.4 ล้านบาท

สำหรับสิ่งของที่มอบให้ เช่น เสื้อยืด 10,000 ตัว, กางเกงใน 15,000 ตัว, ถุงเท้าดำ 20,000 คู่ เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของทหารตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์, ทนายนิติธร ล้ำเหลือ, นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายสมชาย แสวงการ เป็นผู้แทนในการส่งมอบ

นอกจากนี้ ยังมีภาคเอกชนร่วมบริจาคผ่านมูลนิธิ อาทิ วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก ม.รังสิต มอบชุดยาจำเป็น, บ.วีนายเคเบิ้ล บริจาคสายไฟฟ้า และ บ.เอช.ดี.แอพพาเรล บริจาคของใช้จำเป็น เช่น ยากันยุง ยาทาแก้ปวด และพลาสเตอร์ เป็นต้น

แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมสนับสนุนว่า อุปกรณ์เหล่านี้มีความสำคัญต่อภารกิจลาดตระเวนและการป้องกันชายแดนในสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมย้ำว่าทหารจะปกป้องแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top