Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘ทรัมป์’ อนุมัติข่าวกรอง-อาวุธจัดเต็ม!! ให้ยูเครน โจมตีเป้าหมายหลัก ‘โครงสร้างพลังงาน’ ของรัสเซีย

(2 ต.ค. 68) สหรัฐฯ อนุมัติให้หน่วยข่าวกรองและกองทัพสหรัฐฯ ส่งข้อมูลข่าวกรองให้ยูเครน เพื่อนำไปใช้โจมตีเป้าหมายสำคัญด้านพลังงานของรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปในประเทศ โดยรายงานของ The Wall Street Journal อ้างคำให้สัมภาษณ์เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่า วอชิงตันยังประสานกับประเทศสมาชิกนาโตให้สนับสนุนข้อมูลข่าวกรองในลักษณะเดียวกันด้วย

นอกจากนี้ สหรัฐฯ กำลังพิจารณาจัดหาอาวุธให้ยูเครนเพิ่มเติม เช่น ขีปนาวุธ Tomahawk และ Barracuda รวมถึงขีปนาวุธอื่นที่มีระยะยิงประมาณ 500 ไมล์ (804 กิโลเมตร) เพื่อเพิ่มความสามารถในการโจมตีเป้าหมายสำคัญของรัสเซียในระยะไกล

อย่างไรก็ตามทางฝั่งรัสเซียระบุว่า การส่งอาวุธให้ยูเครนจะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย และถือว่าประเทศสมาชิกนาโตเข้ามาเกี่ยวข้องโดยตรง เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เตือนว่า ทุกภารกิจขนส่งอาวุธไปยังยูเครนจะถือเป็นเป้าหมายที่รัสเซียมีสิทธิ์โจมตีได้ตามกฎหมายสงคราม

กองเรือซูมูด 31 ลำ!! มุ่งสู่ ‘กาซา’ ไม่หวั่นการสกัดกั้นจาก ‘อิสราเอล’

(2 ต.ค. 68) กองเรือมนุษยธรรม Global Sumud Flotilla ที่ออกเดินทางจากสเปนเมื่อ 31 สิงหาคม กำลังมุ่งหน้าสู่ฉนวนกาซา โดยล่าสุดเข้าสู่ “เขตเสี่ยงสูง” ซึ่งที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุเรือถูกโจมตีและสกัดกั้นจากอิสราเอลมาแล้วกว่า 10 ครั้ง รายงานจากสื่ออิสราเอลระบุว่า กองทัพกำลังเตรียมใช้หน่วยคอมมานโดทางเรือเข้าควบคุมกองเรือกว่า 50 ลำ พร้อมแผนจมเรือบางลำกลางทะเล และจับกุมนักกิจกรรมหลายร้อยคนไปสอบสวนและเนรเทศ

กองเรือซูมูดถือเป็นภารกิจทางทะเลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยมีตัวแทนจาก 44 ประเทศเข้าร่วม จุดประสงค์คือการท้าทายการปิดล้อมทางทะเลของอิสราเอลและนำความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เรือที่อยู่ในน่านน้ำสากลไม่สามารถถูกควบคุมหรือยึดได้โดยประเทศอื่น ยกเว้นกรณีละเมิดร้ายแรง เช่น พบเป็นเรือโจรสลัด

ในอดีต อิสราเอลเคยโจมตีและยึดเรือในน่านน้ำสากลหลายครั้ง ที่ร้ายแรงที่สุดคือกรณีเรือ Mavi Marmara ปี 2010 ซึ่งทำให้นักกิจกรรมชาวตุรกีเสียชีวิต 10 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก เหตุการณ์นั้นสร้างความโกรธแค้นไปทั่วโลกและทำให้ความสัมพันธ์อิสราเอล–ตุรกีตึงเครียดยาวนาน 

ทั้งนี้ กองเรือซูมูดยืนยันว่า แม้เรือบางลำถูกขัดขวาง แต่เรือที่เหลือ 31 ลำยังคงมุ่งหน้าสู่กาซาโดยไม่ยอมถอย คาดว่าจะถึงภายใน 5–8 ชั่วโมงข้างหน้า ภายใต้การปกป้องของข้อตกลงและกฎหมายระหว่างประเทศหลายฉบับ รวมถึงมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่ระบุชัดว่า ต้องเปิดทางให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมถึงมือชาวกาซาโดยไม่มีอุปสรรค ผู้จัดภารกิจย้ำว่า “พวกเขาจะไปต่อ เพื่อเสรีภาพ และไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้”

หนุ่มจีนดีกรีนักเรียนนอก เรียนจบ ป.ตรี 2 ใบ และ ป.โท 3 ใบ ทิ้งชีวิตหรู!! ขอใช้ชีวิตแบบคนไร้บ้าน ดำรงชีพด้วยเงิน 500 บ. ต่อเดือน

(2 ต.ค. 68) จ้าว เตี้ยน ชายชาวจีนวัย 32 ปี กลายเป็นที่ถกเถียงในสังคม หลังตัดสินใจละทิ้งชีวิตที่เคยมั่งคั่งและการศึกษาสูง เพื่อใช้ชีวิตเป็นคนไร้บ้านในมณฑลยูนนาน โดยดำรงชีพเพียงเดือนละ 100 หยวน (ราว 500 บาท) เขาเลือกกินอาหารตามร้านมังสวิรัติฟรี ใช้หอพักอาบน้ำและซักผ้า เสื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นของมือสอง และใช้ชีวิตเรียบง่ายท่ามกลางถนนหนทางในเมืองต้าหลี่

จ้าว เตี้ยน เติบโตในนครเซี่ยงไฮ้ ก่อนย้ายไปอยู่นิวซีแลนด์เมื่ออายุ 10 ปี และก้าวสู่เส้นทางการศึกษาอันโดดเด่น จบการศึกษา 2 ปริญญาตรี และ 3 ปริญญาโทด้านการเงิน จากเมืองใหญ่ทั้งซิดนีย์ นิวยอร์ก ปารีส และปักกิ่ง อย่างไรก็ตาม เขากลับรู้สึกว่าการศึกษาที่พ่อแม่บังคับให้ไขว่คว้านั้นเป็น “พันธนาการ” โดยความสัมพันธ์ในครอบครัวเต็มไปด้วยบาดแผล ทั้งการถูกพ่อทำโทษเพียงเพราะถนัดซ้าย และแม่ที่ไม่เข้าใจความรู้สึกของลูก

เมื่อกลับจีนในปี 2023 จ้าวเคยทำงานเป็นพนักงานเสิร์ฟในงานเทศกาลเบียร์และโรงแรม ก่อนย้ายไปต้าหลี่ในปีถัดมาและตัดสินใจใช้ชีวิตไร้บ้าน ช่วงเวลาที่เขารู้สึกพึงพอใจมากที่สุดกลับเป็นงานเรียบง่าย เช่น การล้างจานที่ร้านอาหารจีนในปารีส ซึ่งทำให้เขาเชื่อว่า “ความสุขไม่จำเป็นต้องมาจากงานในอุดมคติ” นอกจากนั้น เขายังจัดกิจกรรมชมรมหนังสือ และเผยแพร่วิดีโอด้านการให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาอีกด้วย

แม้จะตัดขาดความสัมพันธ์กับพ่อแม่ในนิวซีแลนด์ แต่จ้าวเตี้ยนยังโหยหาความใกล้ชิดกับผู้คน เขามีลูกสาววัย 10 ปีจากความสัมพันธ์เก่าในนิวยอร์ก ทั้งสองยังคงติดต่อกันทางออนไลน์ จ้าวเชื่อว่าระบบการศึกษาที่เป็นพิษทำให้เยาวชนจำนวนมากรู้สึกหลงทาง จึงริเริ่มโครงการเปิดประสบการณ์อาชีพ เพื่อช่วยให้เด็กค้นพบสิ่งที่ตนเองรักจริง ๆ

การเลือกเดินออกนอกเส้นทางดั้งเดิมของจ้าวได้รับทั้งเสียงชื่นชมและเสียงวิจารณ์ บางคนมองว่าเขากำลังเยียวยาบาดแผลจากวัยเด็ก และค้นหาความหมายชีวิตในแบบของตน ขณะที่อีกฝ่ายตำหนิว่าเขาเป็นคนไม่รับผิดชอบต่อครอบครัว และละทิ้งการลงทุนมหาศาลที่พ่อแม่ทุ่มเทให้มาตลอด แต่สำหรับจ้าว การใช้ชีวิตแบบพอเพียงกลับทำให้เขารู้สึกเติมเต็มและมีอิสรภาพมากกว่าเดิม

‘เวเนซุเอลา’ ลงมติรับรอง ‘สนธิสัญญายุทธศาสตร์’ เดินหน้ากระชับพันธมิตรแนบแน่นกับ ‘รัสเซีย’

(2 ต.ค. 68) เซอร์เกย์ ลาฟรอฟ (Sergey Lavov) รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย เข้าหารือกับอีวาน กิล (Yván Gil) รัฐมนตรีต่างประเทศเวเนซุเอลา ระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยที่ 80 ที่นครนิวยอร์ก ทั้งสองฝ่ายย้ำมุมมองร่วมกันต่อประเด็นสำคัญของโลก และหารือถึงการประสานงานนโยบายต่างประเทศในเวทีพหุภาคี โดยเฉพาะกลุ่มประเทศเพื่อปกป้องกฎบัตรสหประชาชาติ

ลาฟรอฟเน้นย้ำว่าไม่อาจยอมรับมาตรการบีบบังคับใด ๆ ต่อรัฐอธิปไตย พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้นำเวเนซุเอลาท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก ขณะที่สหรัฐฯ ถูกกล่าวหาว่ากำลังใช้ข้ออ้างปราบปรามการค้ายาเสพติดเพื่อโค่นอำนาจรัฐบาลของประธานาธิบดี นิโคลัส มาดูโร โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ส่งเรือรบเข้าประชิดชายฝั่งเวเนซุเอลา ขณะที่รัสเซียและจีนประกาศพร้อมช่วยปกป้องหากเกิดการรุกราน

ในด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ รัฐสภาเวเนซุเอลาลงมติรับรอง “สนธิสัญญาความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และความร่วมมือ” (Strategic Partnership and Cooperation Treaty) กับรัสเซียแล้ว ก่อนจะส่งต่อให้ประธานาธิบดีมาดูโรลงนาม ข้อตกลงนี้ถูกลงนามครั้งแรกโดยประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีมาดูโร เมื่อ 7 พฤษภาคม 2025 ที่กรุงมอสโก ระหว่างที่มาดูโรเข้าร่วมพิธีรำลึก 80 ปีแห่งชัยชนะสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการเสริมสร้างพันธมิตรเพื่อต่อต้าน “ชาติตะวันตก”

แม้รายละเอียดฉบับเต็มยังไม่เปิดเผย แต่รายงานระบุว่า สนธิสัญญามีระยะเวลา 10 ปี ครอบคลุมความร่วมมือหลายด้าน ทั้งพลังงาน การพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซใหม่ ความมั่นคงและเทคนิคทางทหาร รวมถึงการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์รัสเซียให้แก่เวเนซุเอลา ด้านรัสเซีย นายเซอร์เกย์ รีอาบคอฟ (Sergei Ryabkov) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศ แสดงความยินดีและย้ำว่ารัฐสภารัสเซียจะเร่งให้ความเห็นชอบเช่นกัน

การค้าระหว่างสองประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยปี 2024 มีมูลค่ากว่า 270 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 70% จากปีก่อนหน้า เวเนซุเอลายังนำเข้าน้ำมัน อาวุธ และสินค้าเกษตรจากรัสเซียจำนวนมาก ขณะที่รัสเซียลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบดาวเทียม GLONASS เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของเวเนซุเอลา การเผชิญหน้าระหว่างเวเนซุเอลากับสหรัฐฯ จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นชนวนเผชิญหน้าระดับภูมิรัฐศาสตร์ครั้งใหญ่ที่ดึงรัสเซียและจีนเข้ามามีบทบาทโดยตรง

‘จีน–รัสเซีย’ ปิดดีลสร้างท่อก๊าซยักษ์ Power of Siberia 2 ทำยุทธศาสตร์ยูเรเชียของ ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ พังทลาย

(1 ต.ค. 68) จีนและรัสเซียบรรลุข้อตกลงสร้างท่อก๊าซ Power of Siberia 2 หลังเจรจายืดเยื้อมานาน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มปริมาณส่งออกก๊าซรัสเซียไปยังจีนเกือบสองเท่า หรือราว 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ด้วยราคาที่ถูกกว่ายุโรป ข้อตกลงนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของยุทธศาสตร์ใหญ่ด้านยูเรเชียของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่หวังใช้รัสเซียถ่วงดุลจีน แต่ไม่สามารถบรรลุได้

สาเหตุสำคัญเกิดจากการที่ทรัมป์ไม่สามารถบีบให้ยูเครนยอมอ่อนข้อให้รัสเซียได้ ขณะเดียวกันการที่นาโต้ (NATO) มีแนวโน้มขยายบทบาทในยูเครนยิ่งทำให้ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เลือกหันไปพึ่งพาจีนมากขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอินเดีย หลังนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ผลักดันให้อินเดียหันกลับไปปรับความสัมพันธ์กับจีน

การปรับท่าทีของอินเดียช่วยลดความกังวลต่อความร่วมมือด้านพลังงานจีน–รัสเซีย ที่เดิมอาจทำให้รัสเซียเสียสมดุลต่อปักกิ่ง โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดทางให้มอสโกปิดดีลท่อก๊าซกับจีนได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลว่าอินเดียจะใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มากเกินไป อีกทั้งยังสะท้อนถึงการเปลี่ยนขั้วความร่วมมือในภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์คือยุทธศาสตร์ยูเรเชียของทรัมป์ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่า ทั้งในมิติรัสเซียและอินเดีย ทำให้จีน–รัสเซียใกล้ชิดขึ้น และอินเดียเองก็เริ่มหันมาประสานกับจีนมากขึ้น สถานการณ์นี้เร่งให้เกิดความเป็นพหุขั้ว (multipolarity) ที่ลดอิทธิพลของสหรัฐฯ ลงในภูมิภาค

‘สหรัฐฯ’ เล็งต่อยอดแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ ใช้ในการเจรจาวิกฤติสงคราม ‘ยูเครน-รัสเซีย’

(1 ต.ค. 68) สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนทรัมป์ประจำตะวันออกกลาง เปิดเผยว่า แผนสันติภาพของโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เพื่อยุติการปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซาแบบทันที ถูกมองว่าเป็นแผนที่ก้าวหน้า และอาจสร้างแรงกระเพื่อมไปสู่การเจรจาสันติภาพในยูเครนด้วย

ทรัมป์เผยแพร่แผน 20 ข้อเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันที ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องปล่อยตัวตัวประกันภายใน 72 ชั่วโมง และกำหนดว่า ฮามาสและกลุ่มอื่น ๆ ต้องไม่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารฉนวนกาซา ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม

นอกจากนี้ แผนดังกล่าวระบุให้การควบคุมฉนวนกาซาถูกมอบให้แก่เจ้าหน้าที่เทคนิค ภายใต้การกำกับขององค์กรระหว่างประเทศที่ทรัมป์เป็นหัวหน้าเอง ซึ่งวิตคอฟฟ์หวังว่าแนวทางนี้อาจสร้างโมเดลสันติภาพที่สามารถขยายผลไปยังภูมิภาคอื่น รวมถึงสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครน

‘ชางเพ็ง เจา’ ผู้ก่อตั้ง Binance รวยขึ้นวันละเกือบ 2 พันล้านบาท Forbes ประเมินทรัพย์สินพุ่ง 80,600 ล้านดอลลาร์ แม้เพิ่งออกจากคุก

(1 ต.ค. 68) ชางเพ็ง เจา (Changpeng Zhao) หรือ CZ ผู้ก่อตั้ง Binance ชาวแคนาดาเชื้อสายจีน กลับมาเป็นมหาเศรษฐีติดจรวดอีกครั้ง หลังพ้นโทษจำคุกเพียงปีกว่า ๆ โดยข้อมูลจาก Forbes ประเมินว่าทรัพย์สินของเขาพุ่งขึ้นกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 1,743 ล้านบาท จาก 61,000 ล้านดอลลาร์เมื่อวันออกคุก ไปแตะระดับ 80,600 ล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน 

ขณะที่ Bloomberg ก็ประเมินใกล้เคียงกันว่า ทรัพย์สินของ CZ เพิ่มขึ้นจาก 30,800 ล้านดอลลาร์ ไปอยู่ที่ 52,100 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.77 แสนล้านบาท)

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ช่วงที่ถูกจำคุกเพียง 4 เดือน เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2567 Forbes เคยคำนวณว่า CZ อาจทำกำไรได้สูงถึงวันละ 25 ล้านดอลลาร์ โดยในเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว มูลค่าทรัพย์สินของเขาอยู่ที่ 33,000 ล้านดอลลาร์ ก่อนจะขยับขึ้นเป็น 57,800 ล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคม หมายความว่าเขาสามารถกอบโกยเพิ่มได้ราว 3,000 ล้านดอลลาร์แม้ยังอยู่หลังลูกกรง

ความมั่งคั่งของ CZ ส่วนใหญ่ยังคงมาจากการถือหุ้น 90% ของ Binance และการครอบครองเหรียญ BNB มหาศาล ซึ่งราคาพุ่งขึ้นกว่า 80% หลังจากเขาได้รับการปล่อยตัว ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกลับมาเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของโลกในอันดับที่ 22 จากการจัดอันดับของ Forbes

ปัจจุบัน CZ เริ่มกลับมาเคลื่อนไหวในวงการคริปโต โดยสนับสนุน Aster แพลตฟอร์มเทรด Perpetual Dex ที่ได้รับทุนจาก YZi Labs (อดีต Binance Labs) พร้อมทุ่มเวลาให้กับ Giggle Academy แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ฟรีสำหรับเด็กทั่วโลก ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าเขายังมีบทบาทสำคัญทั้งในแวดวงเทคโนโลยีการเงินและด้านสังคม

‘เมืองปอร์โต้’ โปรตุเกส เสน่ห์เงียบที่คนรวยแห่จับจอง ชนะใจเศรษฐีที่เบื่อความหรูหราใน ‘ลอนดอน-ปารีส-สิงคโปร์’

(1 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก Annabel - Your Wealth Architect โพสต์แชร์เรื่องราวของ…ปอร์โต้ (Porto) เมืองริมแม่น้ำโดรู (Douro) ของโปรตุเกส กำลังกลายเป็นจุดหมายใหม่ของเศรษฐีรุ่นใหม่ที่ต้องการความหรูหราแบบไม่ต้องประกาศ ต่างจากเมืองใหญ่อย่างลอนดอน ปารีส หรือสิงคโปร์ ซึ่ง Porto ดึงดูดด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่สงบ และความเป็น “discreet luxury” ความหรูที่ซ่อนอยู่ 

เสน่ห์ของเมืองนี้ไม่ได้อยู่ที่ตึกสูงหรือห้างแบรนด์เนม แต่คือศิลปะและวิถีชีวิต เช่น สถานีรถไฟ São Bento ที่เต็มไปด้วยกระเบื้อง Azulejos เล่าเรื่องประวัติศาสตร์ หรืออาหารท้องถิ่นอย่าง Francesinha ที่เกิดจากความขาดแคลนหลังสงคราม แต่กลับกลายเป็นเอกลักษณ์ระดับชาติ เมืองนี้สะท้อนว่า “ข้อจำกัดสร้างวัฒนธรรม” ได้จริง

ในมุมเศรษฐกิจ Porto ถูกจัดให้เป็นตลาดอสังหาริมทรัพย์หรูที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งของโลก บ้านริม Douro ราคาไม่กี่ล้านยูโรแต่ได้วิวแม่น้ำและไร่องุ่น ขณะที่คุณภาพชีวิตสูงกว่าหลายเมืองใหญ่ โปรตุเกสยังติดอันดับประเทศที่ปลอดภัยและเหมาะกับการเกษียณ ทำให้เศรษฐีจากยุโรปเหนือและอเมริกาเหนือแห่ย้ายมาใช้ชีวิตที่นี่

มากกว่านั้น Porto ยังถูกมองว่าเป็นเมืองอนาคตด้านพลังงานสะอาด เพราะโปรตุเกสเป็นผู้นำในยุโรปด้าน offshore wind ใครถือครองที่ดินริมมหาสมุทรแอตแลนติกวันนี้ ไม่ได้ถือแค่บ้าน แต่ถือ “อนาคตพลังงานโลก” ด้วย Porto จึงไม่ใช่เพียงเมืองไวน์ แต่กำลังจะกลายเป็นสนามเด็กเล่นของเศรษฐีที่เข้าใจว่า ความสงบและความจริงใจมีค่ามากกว่าทองคำ

ปธน.มาดากัสการ์ สั่งยุบรัฐบาล!! หลังกลุ่ม Gen Z ลุกฮือประท้วง จากปัญหาความยากจน-ขาดแคลนน้ำ-ไฟดับ เสียชีวิตแล้ว 22 ศพ

(30 ก.ย. 68) มาดากัสการ์เผชิญวิกฤติการเมืองครั้งใหญ่ หลังประธานาธิบดีอังดรี ราเจอลินา (Andry Rajoelina) ประกาศยุบรัฐบาลเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หลังการประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ หรือเรียกว่ากลุ่ม Gen Z ปะทุรุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 22 คน ตามรายงานของสหประชาชาติ สาเหตุหลักคือความไม่พอใจต่อความยากจน การขาดแคลนน้ำ และไฟฟ้าดับบ่อยครั้ง

ราเจอลินา กล่าวในแถลงการณ์ทางทีวีว่า ขอยุติบทบาทของนายกรัฐมนตรีคริสเตียน นทเซย์ (Christian Ntsay) และคณะรัฐมนตรีทั้งหมด แต่จะให้ทำงานชั่วคราวจนกว่าจะมีรัฐบาลใหม่ภายใน 3 วัน โดยเขายืนยันว่าเขารับฟังเสียงของประชาชน พร้อมขอโทษที่รัฐบาลบางคนทำงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

การประท้วงครั้งนี้มีเยาวชนหลายพันคนออกมาเดินขบวน โดยใช้สัญลักษณ์ธงโจรสลัดจากการ์ตูนดัง One Piece พร้อมชูคำปลุกใจ “เราต้องการมีชีวิต ไม่ใช่แค่เอาตัวรอด” 

ทั้งนี้ ประเทศมาดากัสการ์มีประชากรเกือบ 30 ล้านคน แต่กว่า 75% อยู่ใต้เส้นความยากจน และเพียง 36% ที่เข้าถึงไฟฟ้า แม้ตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก UN ระบุที่ 22 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน แต่รัฐบาลมาดากัสการ์ปฏิเสธตัวเลขดังกล่าว โดยยังไม่ขอเปิดเผยข้อมูล ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงจำนวนมากยังคงเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออก ซึ่งเจ้าตัวยังไม่ส่งสัญญาณว่าจะถอยออกจากตำแหน่ง

‘สี จิ้นผิง’ นำคณะผู้นำจีนร่วมพิธีสดุดีวีรชน ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน ก่อนวันชาติจีน 1 ต.ค. นี้

เมื่อเช้าวันที่ (30 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง พร้อมด้วยคณะผู้นำระดับสูงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรัฐบาล เข้าร่วมพิธีรำลึก 'วันสดุดีวีรชน' ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กรุงปักกิ่ง เพื่อวางพวงดอกไม้สดุดีเหล่าวีรชนผู้เสียสละ ซึ่งพิธีนี้จัดขึ้นก่อนวันชาติหนึ่งวัน และปีนี้ยังตรงกับวาระครบรอบ 80 ปีชัยชนะในสงครามต่อต้านญี่ปุ่นและสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

โดยผู้นำจีนที่ร่วมพิธี ได้แก่ นายกรัฐมนตรีหลี่ เชียง, จ้าว เล่อจี้, หวัง หูหนิง, ไช่ ฉี, ติง เสวี่ยเสียง, หลี่ ซี และหาน เจิ้ง รวมทั้งตัวแทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ทุกคนได้ร่วมกันร้องเพลงชาติและยืนสงบนิ่งเพื่อรำลึกถึงผู้ที่พลีชีพเพื่อการปลดปล่อยประชาชนและการสร้างสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในพิธีได้มีการวางพวงดอกไม้ขนาดใหญ่ 9 ชุด บริเวณอนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน โดยมี ‘สี จิ้นผิง’ และผู้นำคนอื่น ๆ เดินขึ้นไปหน้าสถานที่เพื่อจัดริบบิ้นบนพวงดอกไม้ และเดินรอบอนุสรณ์เพื่อถวายความเคารพ ริบบิ้นบนพวงดอกไม้เขียนข้อความ “เกียรติยศนิรันดร์แด่วีรชนประชาชน”

พวงดอกไม้ถูกจัดถวายในนามขององค์กรและสถาบันสำคัญของจีน ทั้งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์, สภาประชาชนแห่งชาติ, คณะรัฐมนตรี, สภาที่ปรึกษาการเมือง, คณะกรรมาธิการทหารกลาง, พรรคการเมืองอื่น ๆ, สหพันธ์อุตสาหกรรมและการค้า, องค์กรภาคประชาชน ตลอดจนทหารผ่านศึก ข้าราชการอาวุโสที่เกษียณอายุ ญาติของผู้เสียสละ และเยาวชนจีน โดยพิธีครั้งนี้มีหยิน ลี่ สมาชิกโปลิตบูโรและเลขาธิการพรรคฯ ประจำกรุงปักกิ่ง เป็นผู้ดำเนินการ

‘ทรัมป์’ ยันสหรัฐฯ พร้อมหนุนหลัง ‘อิสราเอล’ ลุยเต็มสูบ หาก ‘ฮามาส’ ปัดแผนสันติภาพในฉนวนกาซา

(30 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 29 ก.ย. ที่ทำเนียบขาวว่า สหรัฐจะให้การสนับสนุนอิสราเอลแบบเต็มที่ หากฮามาสปฏิเสธแผนสันติภาพกาซาที่เขานำเสนอ และถ้าฮามาสไม่ยอมรับ “บีบี (เนทันยาฮู) จะได้รับการหนุนหลังจากเราเต็มที่ในการทำสิ่งที่จำเป็น” โดยทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำอิสราเอลในการแถลงร่วมที่ได้รับความสนใจจากสื่อระหว่างประเทศ

สำหรับแผนที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เป็นเอกสารประมาณ 20 ข้อ มีแกนหลักคือให้หยุดยิงทันที แลกการปล่อยตัวตัวประกัน–แลกนักโทษ, การถอนกำลังของอิสราเอลเป็นระยะ และส่งกองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (ISF) ควบคุมความมั่นคงควบคู่กับการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนเศรษฐกิจในกาซา พร้อมทั้งเสนอการนิรโทษกรรมสำหรับสมาชิกฮามาสที่ยอมปลดอาวุธและยอมเข้ากระบวนการสันติภาพ

เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่าเขาสนับสนุนแผนของทรัมป์และมองว่าเอกสารดังกล่าวสอดคล้องกับเป้าหมายสงครามของอิสราเอลที่จะนำตัวประกันกลับมาและยุติความสามารถทางทหารของฮามาส แต่ก็เตือนว่าหากฮามาสปฏิเสธหรือยอมรับเพียงผิวเผินและยังต่อต้าน อิสราเอลจะ “จัดการเอง” ไม่ว่าจะเป็นทางง่ายหรือทางยาก

อย่างไรก็ดี ความเป็นไปได้ของแผนยังถูกตั้งคำถามเพราะฮามาสยังไม่ได้ตกลงอย่างเป็นทางการและการโจมตีทางทหารยังคงเกิดขึ้นในบางพื้นที่ นักวิเคราะห์เตือนว่าการนำแผนไปปฏิบัติจริงต้องอาศัยการประสานจากหลายฝ่ายในภูมิภาคและความเชื่อใจที่ยังขาดอยู่ ซึ่งอาจทำให้แผนเดินหน้าได้ยากแม้จะมีการประกาศสนับสนุนจากสหรัฐฯ และอิสราเอลแล้วก็ตาม

ศาลจีนเมืองเหวินโจว ตัดสินประหาร 11 สมาชิก ‘ตระกูลหมิง’ ฐานเอี่ยวแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์-พนันออนไลน์ ในเมียนมา

(30 ก.ย. 68) ศาลกลางเมืองเหวินโจว ประเทศจีน มีคำพิพากษาประหารชีวิตสมาชิกตระกูล 'หมิง' จำนวน 11 คน จากข้อหามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการอาชญากรรมที่ตั้งฐานอยู่ในโคกาง เขตปกครองตนเองชาวโกก่างของเมียนมา โดยกลุ่มดังกล่าวถูกกล่าวหาว่าดำเนินธุรกิจพนันออนไลน์และศูนย์สแกมเมอร์มูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมถึงการสังหารแรงงานที่พยายามหลบหนีหรือไม่เชื่อฟังคำสั่ง

นอกจากนั้น ศาลยังตัดสินลงโทษประหารชีวิตอีก 5 คน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งโดยปกติมักถูกเปลี่ยนเป็นจำคุกตลอดชีวิตในภายหลัง ขณะที่จำเลยอีก 12 คนถูกตัดสินโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ไปจนถึง 24 ปี โดยทางการจีนได้ออกหมายจับสมาชิกตระกูลหมิงตั้งแต่ปี 2023 ฐานฉ้อโกง ฆาตกรรม และกักขังโดยมิชอบ

รายงานของศาลระบุว่า ขบวนการดังกล่าวอาศัยกำลังติดอาวุธเพื่อควบคุมพื้นที่และจัดตั้งศูนย์คอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์หลายแห่ง โดยถูกกล่าวหาว่าสังหารผู้คนอย่างน้อย 14 คน หนึ่งในนั้นเกิดขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม 2023 ที่คนของกลุ่มเปิดฉากยิงใส่แรงงานในศูนย์สแกมเมอร์เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกส่งตัวกลับไปจีน ทั้งนี้ มีการเปิดเผยว่ากลุ่มดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก “ผู้อุปถัมภ์ทางการเงิน” และมอบการคุ้มครองด้วยอาวุธเป็นการตอบแทน

สำหรับ ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์-สแกมเมอร์ และการพนันผิดกฎหมายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นประเด็นร้อน โดยองค์การสหประชาชาติประเมินว่าอุตสาหกรรมอาชญากรรมไซเบอร์ในภูมิภาคนี้มีมูลค่ากว่า 40 พันล้านดอลลาร์ต่อปี จีนจึงเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจัง ทั้งการประสานงานกับประเทศเพื่อนบ้านและการบุกทลายค่ายต่าง ๆ ล่าสุดเมื่อต้นปีนี้ จีน เมียนมา และไทย ได้ร่วมกดดันขบวนการดังกล่าวตามแนวชายแดน ส่งผลให้มีแรงงานกว่า 7,000 คนถูกปล่อยตัว ส่วนใหญ่เป็นชาวจีนที่ถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

‘ทรัมป์-เนทันยาฮู’ จับมือเห็นชอบแผนสันติภาพกาซา 20 ข้อ รอการตัดสินใจของฮามาส

เมื่อวันที่ (29 ก.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้นำเสนอ “แผนสันติภาพกาซา 20 จุด” ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู โดยแผนดังกล่าวมีข้อเสนอให้ อิสราเอลหยุดยิงทันทีและถอนกำลังเป็นระยะ พร้อมกับให้ ฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมดภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากที่อิสราเอลยอมรับแผนดังกล่าว

อีกหนึ่งข้อเสนอสำคัญคือ การนิรโทษกรรมแก่สมาชิกฮามาสที่ยอมมอบตัวพร้อมปลดอาวุธ และห้ามไม่ให้ฮามาสมีบทบาทในการปกครองกาซาอีกต่อไป แทนที่ด้วยการจัดตั้ง “คณะผู้บริหารเทคนิค” ภายใต้การดูแลของหน่วยงานระหว่างประเทศ เช่น “Board of Peace” ที่ทรัมป์จะเป็นประธานร่วมกับบุคคลอื่น ๆ เช่น เซอร์แอนโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร (Sir Anthony Blair)

แผนยังระบุด้วยว่าจะมีการส่ง กองกำลังรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ (International Stabilization Force หรือ ISF) เข้าไปควบคุมความมั่นคงภายในกาซาโดยตรง โดยที่ฮามาสจะไม่มีบทบาทในการจัดการภายในพื้นที่

ส่วนด้าน แผนพัฒนาเศรษฐกิจของทรัมป์ ระบุว่าจะฟื้นฟูเมืองกาซาภายใต้แนวคิด “New Gaza” โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากภูมิภาคมาดำเนินโครงการก่อสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone) และโครงการรายใหญ่หลายโครงการร่วมทุน (public-private partnerships)

ทั้งนี้แผนเก่าที่ถูกเปิดเผยก่อนหน้านี้ ยังเคยเสนอชื่อ “GREAT Trust” ซึ่งมีแนวคิดฟื้นฟูกาซาเป็นเมืองแห่งเทคโนโลยี และอาจมีการย้ายถิ่นชั่วคราวหรือจูงใจให้ชาวกาซาย้ายออกบางส่วนในระหว่างการก่อสร้าง

‘รัสเซีย’ เตือน ‘ยูเครน’ อย่าเมินการร่วมโต๊ะเจรจา ย้ำยิ่งคุยกันช้า…ยิ่งทำให้เคียฟเป็นฝ่ายเสียเปรียบเอง

(29 ก.ย. 68) รัสเซียยืนยันว่ายังไม่ได้รับสัญญาณใด ๆ จากยูเครนเกี่ยวกับการกลับมาเจรจาสันติภาพ โดย ดมิตรี เปสคอฟ (Dmitry Peskov) โฆษกประจำทำเนียบเครมลิน ระบุว่า ฝ่ายรัสเซียยังคงเปิดกว้างต่อการพูดคุย แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีจากเคียฟเลยแม้แต่น้อย

สำหรับการเจรจารอบล่าสุดเกิดขึ้นที่อิสตันบูลเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2025 ทั้งสองฝ่ายตกลงแลกเปลี่ยนเชลยที่เจ็บป่วยหรือบาดเจ็บร้ายแรง และรัสเซียยังได้เสนอให้ยูเครนตั้งคณะทำงานด้านการเมือง มนุษยธรรม และการทหารเพื่อหารือออนไลน์ แต่ยูเครนยังไม่ตัดสินใจ ต่อมาในเดือนกันยายน รัสเซียยอมรับว่ากระบวนการเจรจาอยู่ในภาวะชะงักงัน

เปสคอฟระบุว่า ยูเครนอาจจงใจไม่ขยับ เพื่อแสดงต่อผู้สนับสนุนในยุโรปว่ายังพร้อมสู้ต่อไป แต่เปสคอฟย้ำว่า “ยิ่งปล่อยให้การเจรจาล่าช้า ตำแหน่งต่อรองของยูเครนก็จะยิ่งแย่ลง”

จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก ‘ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์’ สูง 625 เมตร!! ช่วยเดินทางเร็วขึ้น จาก 2 ชม. เหลือเพียง 2 นาที

เมื่อวันที่ 28 กันยายนที่ผ่านมา จีนเปิดสะพานสูงที่สุดในโลก 'ห้วยเจียง แกรนด์แคนยอน บริดจ์' (Huajiang Grand Canyon Bridge) ในจังหวัดกุ้ยโจว โดยสะพานแห่งนี้ตั้งอยู่เหนือแม่น้ำเป่ยผาน มีความสูงถึง 625 เมตร สามารถช่วยย่นเวลาเดินทางข้ามหุบเขาลึกจากเดิม 2 ชั่วโมง เหลือเพียง 2 นาที ซึ่งใช้เวลาก่อสร้างกว่า 3 ปีเต็ม

สำหรับตัวสะพานมีความยาวรวม 2,890 เมตร และช่วงกลางยาว 1,420 เมตร ทำให้กลายเป็นสะพานแขวนเหล็กที่มีช่วงกลางยาวที่สุดในพื้นที่ภูเขา โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นระบุว่า โครงการนี้สะท้อนถึงความก้าวหน้าด้านโครงสร้างพื้นฐานของจีน ที่ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายคมนาคมอย่างต่อเนื่อง

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่ 100 กิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ก่อนหน้านี้ สถิติสะพานสูงที่สุดในโลกก็อยู่ที่กุ้ยโจวเช่นกัน คือสะพานแม่น้ำเป่ยผาน เปิดใช้งานในปี 2016 ที่มีความสูง 565.4 เมตร ห่างจากสะพานใหม่เพียงร้อยกิโลเมตร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภูมิภาคนี้ในการสร้างสถิติด้านวิศวกรรมสะพานของโลก

ปัจจุบัน มณฑลกุ้ยโจวแม้จะเป็นพื้นที่ยากจน แต่มีการสร้างสะพานแล้วกว่า 30,000 แห่งในพื้นที่ภูเขาสลับซับซ้อน และยังครองตำแหน่งบ้านของสะพานสูงที่สุดในโลกหลายแห่ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งของสะพานที่สูงที่สุด 100 แห่งในโลก อยู่ในมณฑลแห่งนี้เอง


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top