Sunday, 23 August 2026
WORLD

จีนอัปเกรดพลัง AI เนรมิตหุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ เติมเต็มแรงงานขาดแคลน โรงงานทั่วประเทศก้าวสู่ยุค “AI+” ขับเคลื่อนสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่

(7 พ.ย. 68) จีนเดินหน้าพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างจริงจัง ล่าสุดโรงงานอัจฉริยะทางตะวันออกของประเทศผลิต “หุ่นยนต์เชื่อมอัจฉริยะ” ออกสู่ตลาดปีละกว่า 1,000 หน่วย เพื่อทดแทนแรงงานช่างเชื่อมที่ขาดแคลนทั่วประเทศกว่า 3.5 ล้านคน 

“หัวใจของเรา คือการผสานความแม่นยำของงานเชื่อมเข้ากับระบบอัตโนมัติในโรงงาน” หวัง เต๋อเจ้าหวี ซีอีโอ 3S Robotics กล่าว

ขณะเดียวกัน บริษัทเทคโนโลยีจากปักกิ่งได้พัฒนาโมเดล AI สำหรับงานเชื่อม ที่ช่วยให้หุ่นยนต์ตัดสินใจและทำงานได้อย่างอัตโนมัติทั้งกระบวนการ ลดเวลาพัฒนาได้กว่า 60% “หุ่นยนต์ของเราสามารถคิดและตัดสินใจได้เหมือนช่างเชื่อมมืออาชีพ” หาน เถิงเยว่ จากบริษัท Botsing Technology กล่าว ความเคลื่อนไหวนี้เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ “AI+ อุตสาหกรรม” ที่จีนตั้งเป้าสร้างระบบการผลิตยุคใหม่ภายใน 5 ปี

จีนยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องมา 15 ปี และมีการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานมากที่สุดในโลก โดยมีหุ่นยนต์เฉลี่ย 470 ตัวต่อแรงงาน 10,000 คน ปัจจุบันจีนมีโรงงานอัจฉริยะกว่า 35,000 แห่ง และโรงงานระดับก้าวหน้ากว่า 230 แห่ง ซึ่งช่วยให้การวิจัยและพัฒนาเร็วขึ้น 28% เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกว่า 22% และลดการปล่อยคาร์บอนถึง 20% “โรงงานเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของยุค AI+ อย่างแท้จริง” จง ซินหลง นักวิจัยจาก CCID Consulting กล่าว

ในภาคยานยนต์ บริษัทจากเซินเจิ้นได้พัฒนาเครื่องตรวจสอบคุณภาพด้วย AI ที่ใช้ดีปเลิร์นนิงและโมเดลขนาดใหญ่ สามารถตรวจหาข้อบกพร่องได้กว่า 70 ประเภทในครั้งเดียว เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบกว่า 85% 

“เราทำงานร่วมกับผู้ผลิตกว่า 300 ราย และตั้งเป้าช่วยเปลี่ยนผ่านสู่โรงงานอัจฉริยะอีกกว่า 1,000 แห่ง” เจีย เจียหย่า ผู้ก่อตั้ง SmartMore กล่าว 

ส่วนบริษัท Envision Energy ผู้ผลิตกังหันลมรายใหญ่ก็เผยว่า ระบบ AI ของตนช่วยคาดการณ์สภาพอากาศระดับจุดได้แม่นยำในรัศมีไม่ถึง 20 เมตร เพิ่มรายได้กว่า 21% และ “คาดการณ์การขัดข้องล่วงหน้าได้ถึงสองเดือน” หวง หู รองประธานบริษัท ระบุ

รัฐบาลจีนยังเดินหน้าผลักดันนโยบาย “AI Plus” ซึ่งกำหนดแผนบูรณาการ AI กับเศรษฐกิจจริง ตั้งเป้าให้นวัตกรรมอย่างอุปกรณ์อัจฉริยะและระบบผู้ช่วย AI มีการใช้งานมากกว่า 70% ภายในปี 2027 ครอบคลุมทุกขั้นตอนตั้งแต่การออกแบบ ผลิต ทดสอบ ไปจนถึงบริการและบริหารจัดการ

ด้านจง ซินหลง นักยุทธศาสตร์ด้าน AI วิเคราะห์ว่า สหรัฐเน้น “ทุ่มเทกำลังคอมพิวเตอร์” เพื่อรักษาความเป็นผู้นำเทคโนโลยี ขณะที่จีนเลือกแนวทาง “เน้นการใช้งานจริง” โดยอาศัยข้อได้เปรียบจากระบบอุตสาหกรรมครบวงจร ตลาดภายในขนาดใหญ่ และยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งพัฒนา “ผลิตภาพคุณภาพใหม่” 

“แนวทางของจีนสะท้อนเป้าหมายการพัฒนาอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่งคั่งร่วมกันในระยะยาว” จง ซินหลง กล่าวปิดท้าย

นอร์เวย์คิดการใหญ่!! ตั้งกองทุน 100 ล้าน ดึงนักวิจัยตัวท็อป เข้ามาพัฒนาประเทศ หลังถูกสหรัฐฯ หั่นงบ ญี่ปุ่น-เวียดนาม ไม่น้อยหน้า เพิ่มสิทธิประโยชน์ ออกแพ็กเกจฉุกเฉิน-แก้กฎหมายสัญชาติ

(6 พ.ย. 68) นอร์เวย์เปิดโครงการใหม่เพื่อดึงดูดนักวิจัยระดับนานาชาติ ท่ามกลางแรงกดดันต่อเสรีภาพทางวิชาการในสหรัฐ โดยสภาวิจัยนอร์เวย์ประกาศตั้งกองทุน 100 ล้านโครน (ราว 330 ล้านบาท) เพื่ออำนวยความสะดวกในการรับนักวิจัยจากต่างประเทศ ครอบคลุมสาขาสภาพภูมิอากาศ สุขภาพ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ โครงการจะเดินหน้าหลายปี โดยกันงบไว้สำหรับปี 2026 พร้อมเปิดรับข้อเสนอภายในเดือนหน้าที่จะถึงนี้

ซิกรุน ออสลันด์ รัฐมนตรีด้านการวิจัยและอุดมศึกษา ระบุว่า “นอร์เวย์ต้องรุกในสถานการณ์ที่ท้าทายต่อเสรีภาพวิชาการ เราสามารถสร้างความแตกต่างให้แก่นักวิจัยชั้นเลิศและองค์ความรู้สำคัญได้ และต้องทำอย่างรวดเร็ว” สอดคล้องกับมุมมองของมารี ซุนด์ลี ท์เวต ผู้บริหารสภาวิจัย ซึ่งชี้ว่าแรงกดดันต่อเสรีภาพวิชาการและการตัดงบในสหรัฐทำให้มาตรการนี้ “ยิ่งมีความเกี่ยวข้องเป็นพิเศษ”

กระแสย้ายถิ่นของนักวิชาการไม่ได้จำกัดอยู่แค่นอร์เวย์ ยุโรปหลายประเทศเดินเกมคล้ายกัน ทั้งฝรั่งเศสที่เปิดรับ “ผู้ลี้ภัยทางวิชาการ” มหาวิทยาลัยในเบลเยียม-เนเธอร์แลนด์ เพิ่มตำแหน่งเฉพาะสำหรับนักวิจัยอเมริกัน ขณะที่ผลสำรวจของวารสาร Nature พบว่า นักวิจัยกว่า 75% กำลังพิจารณาโยกย้ายออกจากสหรัฐหลังเผชิญแรงกดดันเชิงนโยบายในมหาวิทยาลัย

เอเชียเองเร่งเครื่องเช่นกัน เมื่อญี่ปุ่นออกมาตรการฉุกเฉินวงเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านเยน (ราว 22,000 ล้านบาท) เมื่อ 13 มิถุนายน 2025 เพื่อดูดนักวิจัยต่างชาติ โดยเน้น AI ควอนตัม และเซมิคอนดักเตอร์ พร้อมปฏิรูประบบค่าตอบแทนและโครงสร้างพื้นฐานวิจัย รวมถึงบริการภาษาและดูแลครอบครัวนักวิจัย ส่วนเวียดนามกำลังพิจารณาผ่อนกฎหมายสัญชาติ-วีซ่าและสิทธิประโยชน์ภาษี เพื่อดึงคนทักษะสูงกลับมาหนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมเทคในภูมิภาค ถือเป็นเกมเร่งพัฒนากำลังคนความรู้ขั้นสูงให้ทัดเทียมมหาอำนาจในยุคใหม่

แพทย์จีนเจ๋ง!! ประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตา ด้วยหุ่นยนต์ 5G ควบคุมจากนครกวางโจว ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี โดยมีระยะทางไกลกว่า 4,000 กิโลเมตร

(6 พ.ย. 68) ทีมแพทย์จีนประสบความสำเร็จในการผ่าตัดดวงตาระยะไกลครั้งสำคัญ โดยใช้หุ่นยนต์ที่เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย 5G ควบคุมจากนครกวางโจว เพื่อทำ “การฉีดยาใต้จอประสาทตา” ให้ผู้ป่วยที่โรงพยาบาลในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียง ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 4,000 กิโลเมตร

หุ่นยนต์ที่อุรุมชีทำหน้าที่จัดวางเข็มขนาดจิ๋วจ่อดวงตาผู้ป่วย ก่อนศัลยแพทย์ที่กวางโจวเข้าควบคุมระยะไกล นำเข็มแตะผิวจอประสาทตา ทะลุลงไปตามความลึกที่กำหนด และฉีดยาตามแผนการรักษา การปฏิบัติการทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่า 7 นาที เครือข่ายสัญญาณคงที่ และแขนกลตอบสนองราบรื่นไร้อาการสั่นของแขนกล

กระบวนการดังกล่าวต้องอาศัยความแม่นยำระดับไมครอน และมีเป้าหมายช่วยกอบกู้การมองเห็นในโรคตาบอดรุนแรง เช่น ภาวะเลือดออกใต้จุดภาพ ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นก้าวย่างสำคัญในการใช้เทคโนโลยีลดช่องว่างทรัพยากรทางการแพทย์ระหว่างเมืองชายฝั่งที่พัฒนาแล้วกับพื้นที่ห่างไกล

หลิน หาวเถียน (Lin Haotian) หัวหน้าโครงการจากศูนย์จักษุวิทยาโจงซาน มหาวิทยาลัยซุนยัตเซ็น ระบุว่า “การผ่าตัดทางคลินิกครั้งนี้ เป็นการก้าวกระโดดจากระดับพิสูจน์ศักยภาพ สู่การใช้งานจริงของศัลยกรรมตาความแม่นยำสูงทางไกลในจีน”

ไขข้อสงสัย?? คดีไล่แทงบนรถไฟ LNER สะเทือนอังกฤษ ผู้โดยสาร–พนักงาน เจ็บ 11 ราย ตำรวจถูกตั้งคำถามในการปฏิบัติหน้าที่ หลังมีผู้แจ้งเหตุซ้ำๆ แต่จับไม่ทัน!!

เมื่อค่ำวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568 เกิดเหตุทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีดบนขบวนรถไฟ LNER เส้นทางดอนคาสเตอร์–ลอนดอน คิงส์ครอส เวลาประมาณ 19:39 น. ทำให้มีผู้บาดเจ็บรวม 11 ราย ในจำนวนนี้มีพนักงานของ LNER ซึ่งพยายามเข้าไปช่วยเหลือผู้โดยสารและถูกยกย่องว่าเป็น “ฮีโร่” ขบวนรถหยุดฉุกเฉินที่สถานีฮันติงดัน มณฑลแคมบริดจ์เชียร์ ของอังกฤษ

เจ้าหน้าที่ติดอาวุธจาก British Transport Police (BTP) และตำรวจแคมบริดจ์เชียร์เข้าควบคุมสถานการณ์และจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ทันที ผู้ต้องสงสัยคือ แอนโทนี วิลเลียมส์ (Anthony Williams) อายุ 32 ปี ชาวเมืองปีเตอร์โบโร ถูกตั้งข้อหารวม 13 กระทง ได้แก่…

พยายามฆ่า 11 กระทง (เกี่ยวข้องกับเหตุบนรถไฟ 10 กระทง และที่สถานี Pontoon Dock DLR อีก 1 กระทง), ทำร้ายร่างกาย (ABH) 1 กระทง และครอบครองอาวุธมีคมในที่สาธารณะ 1 กระทง เขาถูกนำตัวขึ้นศาล Peterborough Magistrates’ Court เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 68 และคดีกำหนดขึ้นศาล Cambridge Crown Court ต่อไปในวันที่ 1 ธ.ค. 68 (เป็นการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ใช่วันพิพากษา)

ขณะเดียวกัน เกิดข้อกังขาต่อการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ หลังมีรายงานว่ามีการแจ้งเหตุเกี่ยวกับพฤติกรรมต้องสงสัยของชายคนเดิมหลายครั้งก่อนเกิดเหตุจริง เพียงหนึ่งวันก่อนหน้า คืนวันศุกร์ที่ 31 ตุลาคม มีการแจ้งเหตุแทงเด็กชายวัย 14 ปีในปีเตอร์โบโร แต่ผู้ก่อเหตุหลบหนี อีกทั้งมีผู้พบเห็นชายถือมีดขนาดใหญ่บริเวณร้านตัดผมและแจ้งตำรวจ แต่เมื่อไปถึงพื้นที่ ชายดังกล่าวไม่อยู่แล้ว

ต่อมาเช้าวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 10.00 น. ชายต้องสงสัยกลับมาปรากฏตัวที่ร้านตัดผมแห่งเดิมอีกครั้ง ผู้เห็นเหตุการณ์บางรายเผยแพร่ภาพจากกล้องวงจรปิดพร้อมระบุว่าได้แจ้งตำรวจตั้งแต่ช่วงเช้า และยืนยันว่า “ตำรวจรู้เรื่องเขาตั้งแต่เช้าวันเสาร์แล้ว” ประเด็นนี้ทำให้สังคมตั้งคำถามว่ามี “โอกาสทอง” ที่ตำรวจอาจสกัดเหตุได้เร็วกว่านี้หรือไม่

หน่วยงานอิสระกำกับดูแลตำรวจ (Independent Office for Police Conduct: IOPC) จึงเริ่มสอบสวนว่าตำรวจแคมบริดจ์เชียร์จัดการรับแจ้งเหตุ ประเมินความเสี่ยง และประสานงานกับ BTP อย่างทันท่วงทีเพียงใด ควบคู่ไปกับกระบวนการยุติธรรมที่กำลังดำเนินอยู่ ผู้บาดเจ็บอยู่ระหว่างรับการรักษา และ LNER ระบุว่าจะสนับสนุนผู้เสียหายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

สรุป
เหตุการณ์ไล่แทงบนรถไฟ LNER ในเดือนพฤศจิกายน 2025 เป็นเหตุการณ์อาชญากรรมรุนแรงที่มีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก โดยขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และมีการสอบสวนคู่ขนานในประเด็นการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจต่อการรับแจ้งเหตุที่เกิดขึ้นก่อนหน้าการโจมตีจริง

บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน ระดมทุน 2.39 หมื่นล้าน พัฒนาเทคโนโลยี ขยายสู่ตะวันออกกลาง อาเซียน และญี่ปุ่น ตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลก

(6 พ.ย. 68) บริษัทเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติของจีน WeRide เดินหน้าปักธงเชิงพาณิชย์เต็มกำลัง หลังระดมทุน 2.39 พันล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 1.12 หมื่นล้านบาท) จากการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง 

โทนี ฮั่น (Tony Han) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ WeRide ระบุว่าเงินระดมทุนจะใช้เร่งงานวิจัยพัฒนา ขยายสู่ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และญี่ปุ่น พร้อมตั้งเป้าปล่อยโรบอทแท็กซี่ 10,000 คันทั่วโลกในไม่กี่ปี และขยายได้ถึง “หลักแสนคัน” เพื่อมุ่งสู่บริการแท็กซี่อัตโนมัติที่เข้าถึงได้ในทุกที่

WeRide ทำคำเสนอขายหุ้นที่ฮ่องกงควบคู่กับการเป็นหุ้นคู่ (dual listing) หลังจดทะเบียนในแนสแด็กอยู่ก่อน โดยกำหนดราคาเสนอขายที่ 27.10 ดอลลาร์ฮ่องกงต่อหุ้น (สูงกว่าราคาปิดในแนสแด็ก ซึ่ง 1 ADS เท่ากับ 3 หุ้นสามัญ) อย่างไรก็ตาม วันเปิดซื้อขายหุ้นฮ่องกงร่วงลง 14% มาอยู่ที่ 23.22 ดอลลาร์ฮ่องกง ชี้แรงกดดันตลาดระยะสั้น ซึ่งไม่เปลี่ยนโรดแมปเติบโตของบริษัท

ปัจจุบัน WeRide มีรถไร้คนขับราว 700 คันทั่วโลก และขายเทคโนโลยีให้ผู้ผลิตรถอย่าง GAC Motor และ Chery โดยยานยนต์ดังกล่าวอยู่ในระดับอัตโนมัติ Level 4 ตามมาตรฐาน SAE ซึ่งโดยทั่วไปไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซงในสภาวะการใช้งานที่กำหนด 

สำรับบริษัทวางโมเดลหลายระดับ ทั้งรถพรีเมียมสำหรับลูกค้ากำลังซื้อสูง และบริการ “คุ้มค่า-ประหยัด” สำหรับคนทำงาน โดยในจีนโรบอทแท็กซี่เก็บค่าโดยสารต่ำสุดได้ราว 10% ของค่าโดยสารเฉลี่ยในพื้นที่ทดลองเดินรถ

ด้านกระแสอุตสาหกรรมหนุนแรงจากชิป AI และการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้า โดย UBS คาดว่าในปี 2030 อาจมีรถไร้คนขับถึง 3 แสนคันใน 4 เมืองระดับท็อปของจีน และแตะ 4 ล้านคันช่วงปลายทศวรรษ 2030 ขณะที่ HSBC ประเมินว่าโรบอทแท็กซี่จะมีสัดส่วน 6% ของตลาดแท็กซี่จีน มูลค่าตลาดอาจเกิน 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ราว 1.46 ล้านล้านบาทต่อปี) 

ทั้งนี้ WeRide ยังขยายไปยุโรปด้วย โครงการนำร่องในสวิตเซอร์แลนด์ร่วมกับการรถไฟแห่งชาติ (SBB) ให้บริการในเขตเฟิร์ททาล ภายใต้การบริหารจัดการของ Swiss Transit Lab นอกเหนือจากแท็กซี่ บริษัทยังพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับรถตู้และรถกวาดถนนด้วย 

นักวิเคราะห์มอง WeRide ร่วมกับ Baidu Apollo และสตาร์ทอัพ Pony.ai คือคำตอบของจีนต่อ Waymo ของสหรัฐ โดย Pony.ai ก็เข้าตลาดฮ่องกงในวันเดียวกัน ซึ่ง WeRide เคยระดมทุน 440.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐจากการทำ IPO และ private placement ในแนสแด็กเมื่อเดือนตุลาคม 2024 เพื่อปูทางสู่การเติบโตระดับโลกต่อไป

ปูตินลั่นตอบโต้แน่!! หาก ‘สหรัฐฯ-ชาติตะวันตก’ เริ่มทดสอบอาวุธนิวเคลียร์ ย้ำรัสเซียยังยึดสนธิสัญญา ห้ามทดสอบโดยสมบูรณ์ (CTBT)

(6 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ประกาศว่ารัสเซียจะ “ตอบโต้ทันที” หากประเทศใดกลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยระบุว่า หากสหรัฐหรือชาติภาคีในสนธิสัญญาเดินหน้าทดสอบนิวเคลียร์ รัสเซียก็จะต้องดำเนินมาตรการตอบสนองอย่างเหมาะสม เพื่อรักษาดุลทางยุทธศาสตร์

ปูตินได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในการเตรียมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์ เพื่อป้องกันไม่ให้รัสเซียตกอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางยุทธศาสตร์ พร้อมย้ำว่ารัสเซียยังคงปฏิบัติตามพันธกรณีใน “สนธิสัญญาห้ามทดสอบนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์” (CTBT) อย่างเคร่งครัด จนกว่าชาติอื่นจะละเมิดข้อตกลงก่อน

คำประกาศของปูตินมีขึ้นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกคำสั่งให้กลับมาทดสอบอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง โดยให้เหตุผลว่า “ประเทศอื่นก็ทำอยู่เช่นกัน” ซึ่งปูตินมองว่าเป็น “เรื่องจริงจัง” และต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สภาความมั่นคงรัสเซียระบุว่าได้วิเคราะห์ถ้อยคำจากผู้นำสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการทดสอบนิวเคลียร์แล้ว ขณะที่เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตันได้ส่งหนังสือกลับมอสโก เพื่อรายงานและขอคำชี้แจงเพิ่มเติม ย้ำว่ารัสเซียยังคงยึดมั่นในสนธิสัญญา CTBT และจะไม่เริ่มทดสอบก่อนใครอย่างแน่นอน

สิงคโปร์ขอนำร่อง!! ส่งเสริม ‘กีฬาทางปัญญา’ เข้าระบบรัฐ เพื่อให้กีฬาเป็นที่ยอมรับในเวทีโลก หลังได้แรงหนุนจากภาคการศึกษา และประชาชนพร้อมมีส่วนร่วมผลักดัน

สิงคโปร์เดินหน้าส่งเสริม 'กีฬาทางปัญญา' (mind sports) อย่างจริงจัง ทั้งหมากรุก บริดจ์ (เกมไพ่) เว่ยฉี (โกะ) อีสปอร์ต และเซี่ยงฉี (หมากรุกจีน) ซึ่งล่าสุดสิงคโปร์จะเป็นประเทศเจ้าภาพเตรียมจัด “Asian Mind Sports Conference & Festival 2025” ในวันที่ 13–15 พ.ย. 68 ที่ศูนย์ประชุมซันเทค คอนเวนชัน พร้อมเปิดตัวนักกีฬา-สมาพันธ์ระดับเอเชีย เวทีแข่ง-เสวนา เสริมภาพลักษณ์ว่าเกมวางแผนคือ “กีฬา” ที่ต้องอาศัยวินัย สมาธิ และกลยุทธ์ไม่ต่างจากกีฬาทั่วไป

ในเชิงกฎหมาย สิงคโปร์ปรับปรุงกฎหมายที่กำกับระบบกีฬาอย่างต่อเนื่อง โดย “Singapore Sports Council (Amendment) Act 2025” ได้รับการประกาศในปลายปี 2024 ชี้ทิศทางอัปเดตโครงสร้างกำกับดูแลด้านกีฬา ซึ่งถูกมองว่าเป็นฐานรองรับการขยายขอบเขตนโยบายและการสนับสนุนด้านกีฬาในวงกว้างมากขึ้น แม้รายละเอียดการรับรองแต่ละชนิดกีฬายังต้องติดตามจากหน่วยงานกำกับอย่าง Sport Singapore และกระทรวง MCCY

ด้านระบบนิเวศกีฬามวลชน หน่วยงาน Sport Singapore และเครือข่าย ActiveSG สื่อสารต่อเนื่องว่ากีฬาทุกประเภท กีฬาทางปัญญา จะถูกผลักดันให้เข้าถึงได้และปลอดภัย มีสนาม-โปรแกรมฝึกและการแข่งขันในชุมชน ช่วยต่อยอดจากเวทีกีฬาระดับชาติสู่การมีส่วนร่วมของประชาชนทั่วไป

“การลงทุนในกีฬาในโรงเรียนและการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้กับทุกคนเป็นสิ่งสำคัญ เรามีความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนให้กีฬาทางปัญญาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการศึกษาของสิงคโปร์” นางเกรซ ฟู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

สำหรับ eSports ปัจจุบันสมาคมอีสปอร์ตสิงคโปร์ (SGEA) ทำหน้าที่เป็น National Sports Association และเปิดคัดตัวทีมชาติสำหรับซีเกมส์ ขณะที่สถานะ “การรับรองเป็นกีฬาอย่างเป็นทางการ” ยังเป็นประเด็นที่สื่อเฉพาะทางระบุว่ายังต้องติดตามท่าทีรัฐต่อไป ทว่าแนวโน้มโดยรวมของประเทศคือการบูรณาการกีฬาดิจิทัลเข้ากับระบบกีฬาเดิมมากขึ้น

อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลยังผลักดัน “กีฬาเพื่อทุกคน” และแผนแม่บทพารากีฬา (Disability Sport Master Plan) เพื่อให้โรงเรียนและชุมชนเข้าถึงกีฬาหลากหลายประเภทมากขึ้น สะท้อนยุทธศาสตร์สร้างความครอบคลุม-เท่าเทียมในระบบกีฬา ซึ่งเป็นบริบทสำคัญหากจะยกระดับกีฬาทางปัญญาให้ยั่งยืน

“เราต้องเตรียมความพร้อมให้กับนักกีฬาและภาคธุรกิจต่าง ๆ เพื่อที่จะเติบโตไปพร้อมกับกีฬาดิจิทัลในสิงคโปร์ ผ่านการยกระดับมาตรฐานและการสนับสนุนจากภาครัฐ” นายลิม เทค หยิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หน่วยงานกีฬาแห่งสิงคโปร์ (Sport Singapore) กล่าว

ภาพรวมจึงชี้ว่า สิงคโปร์กำลัง “วางหมาก” เพื่อให้กีฬาทางปัญญาและอีสปอร์ตมีพื้นที่ที่ชัดขึ้น ทั้งเวทีแข่งขัน (ผ่านงานระดับเอเชียในสัปดาห์หน้า) โครงสร้างกำกับดูแล (กฎหมายที่อัปเดต) และระบบสนับสนุนในชุมชน (ActiveSG/MCCY) ซึ่งเป็นสัญญาณบวกต่อการยอมรับ “กีฬายุคใหม่” ในทางนโยบายและสังคมกีฬาโดยรวม

บทสรุป
กรณีของสิงคโปร์ในเรื่องของการพัฒนาและส่งเสริมกีฬาทางปัญญา (mind sports) เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการกีฬากับนโยบายรัฐและการสนับสนุนจากภาคการศึกษาและเอกชน ประเทศไทยสามารถเรียนรู้จากการจัดการและการสร้างความร่วมมือจากภาครัฐ, สมาคมกีฬา, และภาคการศึกษา เพื่อยกระดับกีฬาทางปัญญาให้เป็นที่ยอมรับและมีความยั่งยืนในอนาคต

‘ปูติน’ วางโรดแมป!! พัฒนาเหมืองผลิต ‘แร่แรร์เอิร์ธ’ ดันโลจิสติกส์ชายแดนจีน-เกาหลีเหนือ ปั้นศูนย์การเงินในตะวันออกไกล ยกระดับเทคโนโลยีอุตสาหกรรมรัสเซีย

(5 พ.ย. 68) รัสเซียเดินหน้าอุตสาหกรรมแร่หายาก เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งรัฐบาลจัดทำ 'โรดแมป' พัฒนาการทำเหมืองและการผลิตแร่หายากและแร่หายากพิเศษ ภายในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ ตามถ้อยแถลงทำเนียบเครมลินที่เผยแพร่เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

คำสั่งดังกล่าวยังมุ่งอัปเกรดโครงข่ายขนส่งในเขตตะวันออกไกล โดยกำชับพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพศูนย์โลจิสติกส์ตามแนวชายแดนจีน–รัสเซีย และเร่งโครงการเชื่อมต่อที่ด่านสะพานรถไฟ Nizhneleninskoye–Tongjiang และ Blagoveshchensk–Heihe รวมถึงสะพานข้ามแม่น้ำตูมันนายาไปทางเกาหลีเหนือ ซึ่งถูกกำหนดให้เริ่มใช้งานในปี 2026

ในระยะยาว รัฐบาลได้รับมอบหมายให้ผลักดันการตั้งพาร์กอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสำหรับเอสเอ็มอีในตะวันออกไกลและพื้นที่อาร์กติก ภายในกรอบปี 2030 เพื่อรองรับกิจการผลิตที่สอดคล้องกับเป้าหมายเทคโนโลยีระดับชาติและสร้างห่วงโซ่ความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับทิศทางที่ปูตินเคยประกาศขยายเครือข่ายพาร์กอุตสาหกรรมทั่วประเทศภายในปี 2030

ด้านการเงิน ปูตินยังสั่งให้รัฐบาลร่วมธนาคารกลางรัสเซียจัดทำข้อเสนอพัฒนาศูนย์การเงินในตะวันออกไกล โดยใช้ 'Eastern Exchange' เป็นฐาน ทั้งด้านช่องทางระดมทุน กรอบกำกับดูแล และแรงจูงใจเพื่อดึงดูดเงินทุนและการจดทะเบียนหุ้นของบริษัทในประเทศ

วัฒนธรรมร่วมไทย–ลาว–กัมพูชา พิธีกรรมจากศาสนาฮินดูสู่อุษาคเนย์ แต่ไม่มีในประเพณีของเมียนมา สะท้อนรากแห่งความศรัทธาที่แตกต่าง

หลายคนคงคิดแค่ว่าประเพณีลอยกระทงเดิมน่าจะเป็นของไทยและอาจจะรวมถึงลาวด้วย วันนี้เอย่าจะเอาเรื่องราวมาเล่าให้ผู้อ่านได้ทราบกันนะคะ ในไทยของเราเทศกาลลอยกระทงในอดีตก็คือ 'พิธีจองเปรียง' หรือ 'ลอยพระประทีป' นั่นเอง โดยว่ากันว่า พิธีจองเปรียงนั้น คือ พิธีบูชาไฟที่จัดขึ้นในเดือนสิบสองสมัยโบราณ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอขมาต่อดินและน้ำ และเป็นการเฉลิมฉลอง พิธีนี้มีต้นแบบจากพิธี 'ดิวาลี' ของศาสนาฮินดู แต่ไทยก็มีการพัฒนามาเป็นการลอยพระประทีปหรือลอยกระทงนั่นเอง แต่นี่อาจจะยังทำให้ผู้อ่านสงสัยว่าเราจากพิธีจองเปรียงกลายมาเป็นลอยกระทงได้อย่างไร

มีบันทึกระบุไว้ถึงพิธีจองเปรียงนั้นมี 2 กิจกรรมกล่าวคือ

พิธีจองเปรียง : เป็นการจุดประทีปหรือโคมไฟที่ทำจากน้ำมันเนยเพื่อบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยนำโคมไฟไปแขวนตามเสา ระเบียง ชายคา หรือตั้งเรียงกันตามช่องกำแพงเมืองและกำแพงวัง

พิธีลดชุดลอยโคม : เป็นกิจกรรมที่ลดขนาดของชุดประทีป แล้วลอยลงในแม่น้ำ ซึ่งตรงกับความหมายของพิธีลอยกระทงในปัจจุบันนั่นเอง

แล้วในภูมิภาคนี้มีประเทศไหนที่มีพิธีลอยกระทงเหมือนไทยบ้างอีก คำตอบที่ใกล้ตัวเราสุดคือ ประเทศลาวค่ะ โดยพิธีลอยกระทงของลาวจะจัดขึ้นในช่วงออกพรรษามีชื่อว่า 'บุญออกพรรษา' หรือ 'เทศกาลไหลเรือไฟ' โดยจะมีการมีการ ลอยกระทง หรือ ทางลาวเรียกว่า ลอยเฮือ เพื่อบูชาพระแม่คงคา และเพื่อขอขมาแม่น้ำ และการไหลเรือไฟหรือบั้งไฟน้ำในแม่น้ำโขง ส่วนในกัมพูชามีเทศกาลลอยกระทงที่ชื่อว่า 'บอนอ็อมตู๊ก' (Bon Om Touk) โดยในกิจกรรมก็จะมีการแข่งเรือยาวและการลอยกระทงแบบเดียวกับไทยเช่นกัน เอย่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ณ วันนี้ชื่อ บอนอ็อมตู๊ก นั้นถูกเปลี่ยนเป็นลอยกระทงไปหรือยัง ในเวียดนามทางเหนือโดยเฉพาะกลุ่ม ไทดำ และ ไทลื้อ ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยเชื้อสายไท ยังคงมี พิธีลอยกระทง แบบพื้นบ้านใช้ใบตองทำกระทง จุดเทียน แล้วปล่อยในลำธาร เพื่อบูชาน้ำแต่ไม่ได้เป็นประเพณีของประเทศโดยรวม

ส่วนในเมียนมานั้นไม่มีเทศกาลลอยกระทงแบบไทยหรือลาว โดยสาเหตุน่าจะมาจาก รากวัฒนธรรมและพิธีกรรมต่างกัน เพราะทางไทย ลาวและกัมพูชาได้รับอิทธิพลของศาสนาฮินดูมาในขณะที่ฝั่งเมียนมานั้นจะยึดหลักทางพุทธศาสนาจึงทำให้ไม่มีการบัญญัติประเพณีนี้ไว้ แต่ในเมียนมามีเทศกาลใกล้เคียง เรียกว่า “Thadingyut Festival” เป็นเทศกาลออกพรรษาของเมียนมา จัดขึ้นในเดือนเดียวกับลอยกระทงของไทยแต่ต่างกันตรงที่ฝั่งพม่าหรือเมียนมานั้นจุดโคมไฟหรือประดับไฟทั่วเมือง เพื่อบูชาพระพุทธเจ้า และไม่มีการลอยกระทงในน้ำ รวมถึงเป็นช่วงเวลา “ขอขมาพ่อแม่ ครูบาอาจารย์” คล้าย ๆ กับประเพณีลอยกระทงบางท้องถิ่นของไทย แต่ไม่มีความเชื่อเรื่องพระแม่คงคาเข้ามาปะปนแต่อย่างใด

บริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลกเริ่มเลิกจ้างคน งานหลังบ้าน–คอลเซ็นเตอร์ โดนก่อน ซีอีโอดังยืนยัน AI คือผู้ช่วย ไม่ใช่ผู้ยึดครอง แต่บางตำแหน่งงานจะหายไปจริง!!

บริษัทยักษ์ใหญ่ “ลดพึ่งคน หันพึ่ง AI” คลื่นเปลี่ยนงานครั้งใหญ่กำลังเกิดขึ้น ทั่วโลกกำลังขยับจาก “คนทำงานทุกขั้นตอน” ไปสู่ “คนกำกับ แต่ใช้ AI ลงมือ” งานที่โดนก่อนคือหลังบ้าน (เอกสาร การเงิน HR) งานบริการลูกค้า งานสรุปข้อมูล และการเขียนโค้ดบางส่วน เพราะ AI ทำได้เร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง ทำงานได้ 24/7 ไม่มีวันหยุด และยังได้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ

ทำไมบริษัทถึงเร่งใช้ AI 
เหตุผลหลักมีทั้งเรื่องประสิทธิภาพและการแข่งขัน โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ทำให้บริษัทขยายบริการได้ทันทีข้ามประเทศ โดยผู้บริหารจำนวนมากยอมรับว่าบางบทบาท “ถูกออกแบบใหม่” หรือ “ถูกแทนที่บางส่วน” แล้ว 

ตัวอย่างชัดคือ IBM บริษัทเทคโนโลยีข้ามชาติสัญชาติอเมริกัน ที่ชะลอการจ้างงานหลังบ้านและประเมินว่างานกลุ่มนี้จำนวนหนึ่งสามารถใช้ AI ทำแทนได้ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

เสียงจากซีอีโอ “AI คือผู้ช่วย…และบางงานจะหายไป”
อาร์วินด์ คริชนา (Arvind Krishna) ประธานและซีอีโอของ IBM เคยให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่า “ผมมองเห็นว่างานหลังบ้านราวส่วนหนึ่งจะถูกแทนที่ด้วย AI และระบบอัตโนมัติภายในห้าปี” 

สัตยา นาเดลลา (Satya Nadella) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Microsoft กล่าวว่า “Copilot (ผู้ช่วย AI ที่ขับเคลื่อนโดย Microsoft) คือหมวดใหม่ของคอมพิวเตอร์…มันจะเปลี่ยนวิธีที่เราทำงานและคุยกับคอมพิวเตอร์โดยตรง แนวคิดคือเพิ่มผลิตภาพทั้งองค์กร ไม่ใช่แค่ลดคนในทีมใดทีมหนึ่ง”

ซันดาร์ พิชัย (Sundar Pichai) ประธานบริหารของบริษัท Google กล่าวว่า “AI จะยังไม่มาแทนนักพัฒนา มันเป็นแค่ตัวเร่งให้ทีมทำงานได้มากขึ้นดีขึ้น และเรายังต้องจ้างวิศวกรต่อไป”

เจนเซ่น หวง (Jensen Huang) ประธานและผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Nvidia กล่าวว่า “ภาษาที่ใช้ในโปรแกรมคอมพิวเตอร์กำลังกลายเป็น ‘ภาษามนุษย์’…ทุกคนจึงเป็นโปรแกรมเมอร์ได้”

ข้อดี–ข้อเสียที่ต้องรับมือ 
ด้านบวกคือความเร็ว ต้นทุนต่อชิ้นงานที่ลดลง และคุณภาพที่สม่ำเสมอในชิ้นงาน แต่ความเสี่ยงก็ชัด ข้อมูลอาจเกิดข้อผิดพลาดได้ถ้าไม่มีคนตรวจ ความลับองค์กรมีโอกาสรั่วไหล ตลอดจนแรงงานบางกลุ่มที่ต้อง “รีสกิล” ไปสู่การเพิ่มค่าจ้าง เช่น กำกับคุณภาพโมเดล ออกแบบพร็อมพ์ และวางเวิร์กโฟลว์ที่ปลอดภัย

ผลกระทบกับไทย 
โครงสร้างพื้นฐานมา งานใหม่มา กติกากำลังตาม ไทยกำลังได้ฐานรองรับ AI ระดับโลก 

AWS เปิดรีเจียนในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ (ม.ค. 2025) พร้อมแผนลงทุนมากกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และคาดหนุนการจ้างงานช่วยจีดีพีเพิ่มขึ้น

Microsoft ประกาศลงทุนคลาวด์และศูนย์ข้อมูลในไทย พร้อมโครงการอัปสกิลคนไทยกว่า 100,000 คน (พ.ค. 2024)

Google ประกาศลงทุนสร้างดาต้าเซ็นเตอร์และคลาวด์รีเจียนในไทยวงเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ (ก.ย. 2024) เสริมความสามารถด้าน AI ของประเทศ

TikTok เตรียมลงทุนโครงการโฮสติงข้อมูลในไทยราว 126.8 พันล้านบาท หนุนดีมานด์ดาต้า–AI เพิ่มขึ้นอีกระลอก (อนุมัติโดยบีโอไอ ม.ค. 2025)

ผลลัพธ์คือ องค์กรไทยเข้าถึงเครื่องมือ AI ได้ง่ายขึ้น เห็นการนำไปใช้จริงในธนาคาร โทรคมนาคม อีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงภาคอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน หน่วยงานกำกับเร่งวางแนวทางใช้ AI อย่างปลอดภัยและเป็นธรรม เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและข้อมูลสำคัญ

มองไปข้างหน้า 
ทิศทางที่เป็นจริงที่สุดตอนนี้คือ “คนกับ AI ทำงานร่วมกัน” บริษัทที่ได้เปรียบคือบริษัทที่เลือกโจทย์ถูก (งานรูทีน วัดผลได้เร็ว) วางรั้วกำกับตั้งแต่วันแรก และลงทุนรีสกิลทีมให้สั่งงาน–ตรวจทาน–เชื่อม AI เข้ากับเวิร์กโฟลว์เดิม เมื่อโครงสร้างพื้นฐานระดับโลกกำลังลงหลักในไทย หน้าต่างโอกาสก็เปิดกว้าง—คำถามจึงไม่ใช่ “จะใช้ AI ไหม” แต่คือ “จะเริ่มตรงไหนและกำกับอย่างไรให้เกิดผลลัพธ์ไวที่สุด”

สตาร์บัคส์จับมือโปยู่!! ตั้งบริษัทร่วมทุน ขยายธุรกิจสินค้าปลีกที่จีน บุกเมืองรอง–เร่งสเกล ขยายสาขาในจีน 20,000 แห่ง

(5 พ.ย. 68) สตาร์บัคส์ประกาศตั้งบริษัทร่วมทุนกับ Boyu Capital ในจีน เพื่อขยายธุรกิจกาแฟอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าขยายสาขารวมเป็น 20,000 แห่ง เพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่มีราว 8,000 สาขา พร้อมตั้งสำนักงานใหญ่ร่วมที่นครเซี่ยงไฮ้

ไบรอัน นิคโคล ซีอีโอ สตาร์บัคส์กล่าวว่า “ความเชี่ยวชาญและเครือข่ายในพื้นที่ของโปยู่จะช่วยให้เราขยายสู่เมืองระดับรองและภูมิภาคใหม่ๆ ได้รวดเร็วขึ้น” ขณะที่อเล็กซ์ หว่อง หุ้นส่วน Boyu Capital ระบุว่า “แบรนด์สตาร์บัคส์มีสายสัมพันธ์แข็งแกร่งกับผู้บริโภคจีนตลอด 26 ปี การร่วมทุนครั้งนี้จะต่อยอดนวัตกรรมและความสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น”

ข้อตกลงนี้เปิดทางให้ Boyu Capital ถือหุ้นได้สูงสุด 60% ในกิจการค้าปลีกของสตาร์บัคส์ในจีน ขณะที่สตาร์บัคส์ถือ 40% และยังคงควบคุมสิทธิ์ในเครื่องหมายการค้าและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมด เพื่อรักษาคุณภาพแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า

มูลค่ากิจการค้าปลีกสตาร์บัคส์ในจีนได้รับการประเมินที่ราว 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยความร่วมมือครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นการปรับโครงสร้างเจ้าของเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมการแข่งขันและกฎระเบียบเฉพาะของจีน นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์รูปแบบร้านที่ตอบโจทย์ตลาดท้องถิ่น รวมถึงบริการดิจิทัลเพื่อรองรับผู้บริโภคจีน

สตาร์บัคส์เริ่มดำเนินธุรกิจในจีนตั้งแต่ปี 1999 ขณะที่ Boyu Capital ก่อตั้งในปี 2011 ทำหน้าที่เป็นผู้ลงทุนทางเลือกที่มีเครือข่ายแข็งแกร่ง และการร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นการผสานแบรนด์สากลกับทุนท้องถิ่นเพื่อเร่งการเติบโตในอนาคต

ติ๊กต็อก–เมตา–สแน็ป ยอมทำตามกฎหมายใหม่ออสเตรเลีย ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียล เริ่มมีผล 10 ธันวาคม 2568 ฝ่าฝืนอาจถูกปรับ 1 พันล้านบาท

(4 ต.ค. 68) ไบต์แดนซ์ (ByteDance) บริษัทแม่ของติ๊กต็อก (TikTok), เมตา (Meta) เจ้าของเฟซบุ๊กและอินสตาแกรม รวมถึงสแน็ป (Snap) ผู้ให้บริการสแน็ปแชต (Snapchat) ประกาศต่อรัฐสภาออสเตรเลียว่าจะปฏิบัติตามกฎหมายห้ามผู้มีอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย ซึ่งถือเป็นกฎหมายฉบับแรกของโลกในลักษณะนี้ โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2568 เป็นต้นไป

บริษัททั้งสามระบุว่าจะปิดบัญชีของผู้ใช้งานที่มีอายุต่ำกว่า 16 ปีทันทีเมื่อกฎหมายมีผล โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบตั้งแต่ปี 2024 และมีเป้าหมายเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของเยาวชนในโลกออนไลน์

เจนนิเฟอร์ สเตาท์ (Jennifer Stout) รองประธานอาวุโสฝ่ายนโยบายระดับโลกของสแน็ป แสดงความกังวลว่าการแบนอาจทำให้วัยรุ่นหันไปใช้บริการส่งข้อความอื่นที่ขาดระบบป้องกันความปลอดภัยเท่าที่ควร แม้จะไม่เห็นด้วยกับมาตรการนี้ แต่บริษัทจะปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเต็มที่ 

ขณะที่เมตาเตรียมติดต่อผู้ใช้ออสเตรเลียอายุต่ำกว่า 16 ปีราว 450,000 คน เพื่อให้เลือกว่าจะลบบัญชีหรือเก็บข้อมูลไว้จนกว่าจะมีอายุครบตามกำหนด

ทั้งนี้ กฎหมายใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุดถึง 49.5 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 1.05 พันล้านบาท) สำหรับบริษัทที่ไม่ดำเนินมาตรการป้องกันอย่างเหมาะสม เพื่อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มของตน ถือเป็นก้าวสำคัญในการควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนในระดับโลก

'ฉงชิ่ง' เมืองเศรษฐกิจ มหานครพิเศษทางตะวันตกเฉียงใต้ เศรษฐกิจโตแซงค่าเฉลี่ยประเทศ GDP ขึ้นอันดับ 4 ของจีน แซงกวางโจวขึ้นแท่นเมืองมาแรง

📍 ภาพรวม
ฉงชิ่ง ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน เป็นหนึ่งในมหานครใหญ่โดยตรงภายใต้การปกครองของรัฐบาลกลางจีน (municipality) แยกตัวออกจากมณฑลเสฉวนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 1997

มีพื้นที่ประมาณ 82,403 ตารางกิโลเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสมาชิกของบางประเทศ และมีประชากรราว 32 ล้านคน (ตามสำมะโนในปี 2020) เป็นเมืองที่มีภูมิประเทศโดดเด่น — ตั้งอยู่ที่จุดบรรจบของแม่น้ำ Yangtze River และ Jialing River พร้อมยังล้อมรอบด้วยภูเขาและเนินเขา ซึ่งทำให้เมืองมีลักษณะ “ชั้นๆ” หรือหลายระดับ (multi-level urbanism) ในการวางผังเมืองและถนนอาคารต่างๆ

🚀 จุดเด่นของการเติบโต
ฉงชิ่งเป็นหนึ่งในเมืองที่เติบโตเร็วที่สุดของจีน ด้วยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าเฉลี่ยประเทศ โดยในปี 2024 ก้าวขึ้นเป็นเมืองอันดับ 4 ของจีนจากมูลค่า GDP รวม (แซงหน้าเมืองใหญ่อย่าง Guangzhou) เศรษฐกิจของเมืองถูกผลักดันโดยภาคการผลิต (automotive, อิเล็กทรอนิกส์) และอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ภาพยนตร์ การท่องเที่ยวฯลฯ อยู่ภายในยุทธศาสตร์ “Chengdu–Chongqing Economic Circle” ที่รัฐบาลจีนตั้งเป้าให้เป็นหนึ่งใน “ขั้วการเติบโต” ทางตะวันตกของประเทศ ซึ่งรวมเมือง Chengdu และพื้นที่โดยรอบไว้ด้วย

🏙 ลักษณะเมืองที่น่าสนใจ

เนื่องจากภูมิประเทศที่สูง-ต่ำและสลับซับซ้อน ฉงชิ่งจึงมีการก่อสร้างแบบหลายระดับ (vertical urbanism) อาคารหลายหลังอาจมีทางเข้า “ground floor” อยู่ที่ชั้นต่างๆ ขึ้นอยู่กับระดับถนนในแต่ละด้าน ระบบโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมมีความทันสมัยและใหญ่โต เช่น รถไฟระบบโมโนเรล/รถไฟฟ้าที่เชื่อมโยงหลายชั้น และสะพานข้ามแม่น้ำหลายแห่ง

🎯 ทำไมควรสนใจเมืองนี้
ถ้าคุณสนใจเรื่อง เมืองที่เติบโตเร็ว หรือ การพัฒนาเมืองในภูมิภาคที่ไม่ใช่ชายฝั่ง ฉงชิ่งคือกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เป็นตัวอย่างของการผสมผสานระหว่างภูมิศาสตร์ท้าทาย + นโยบายรัฐ + การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหญ่

สำหรับนำเสนอ: สามารถใช้ภาพของเมืองที่แสดงภูมิประเทศภูเขา + แม่น้ำ + ตึกสูง เพื่อสื่อถึง “การเติบโตในภูมิประเทศท้าทาย” ได้อย่างทรงพลัง

ทำความรู้จัก Zhipu AI สตาร์ทอัพปัญญาประดิษฐ์ ยักษ์ใหญ่ของจีน ดังไกลทั่วโลก ผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 10 เท่า!! ในปีเดียว สัญญาณบ่งชี้ AI แดนมังกรมาแรง

ในช่วงปีที่ผ่านมา ชื่อของ Zhipu AI (智谱AI) กลายเป็นที่จับตาของวงการเทคโนโลยีระดับโลก บริษัทสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์จากกรุงปักกิ่งรายนี้ เป็นหนึ่งในผู้นำของคลื่น “AI Made in China” ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการขับเคี่ยวกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง OpenAI และ Google DeepMind

จุดเริ่มต้น ?
Zhipu AI ก่อตั้งในปี 2019 โดยทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหวา (Tsinghua University) หนึ่งในสถาบันวิศวกรรมชั้นนำของจีน และเป็นผู้พัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่ชื่อว่า GLM (General Language Model) ซึ่งมีศักยภาพใกล้เคียงกับ GPT ของสหรัฐฯ 

ปัจจุบันบริษัทเปิดให้บริการแชตบอต “ChatGLM” ที่รองรับทั้งภาษาจีนและภาษาอังกฤษ และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะในตลาดต่างประเทศที่มีจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่าในรอบปีที่ผ่านมา

เป้าหมาย ?
ความสำเร็จของ Zhipu AI สะท้อนแนวโน้มว่าเทคโนโลยี AI จากจีนเริ่มได้รับความเชื่อมั่นในระดับโลก ทั้งด้านคุณภาพของโมเดล ความเร็วในการอัปเดต และความสามารถในการประยุกต์ใช้งานในภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นงานวิเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร หรือการสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ

มุมมองรัฐบาล ?
รัฐบาลจีนเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยมองว่า AI คือหนึ่งในเสาหลักของยุทธศาสตร์ “Made in China 2025” และเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในจีนอย่าง Baidu, Alibaba และ SenseTime ต่างเร่งพัฒนาโมเดลแข่งขันกัน แต่ Zhipu AI โดดเด่นด้วยภาพลักษณ์ของ “สตาร์ทอัพสายวิจัย” ที่เน้นคุณภาพและการใช้งานเชิงลึกมากกว่าการตลาด

แนวคิด CEO ?
“อนาคตของปัญญาประดิษฐ์ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันกันที่ประสิทธิภาพของโมเดลเท่านั้น แต่คือการปฏิวัติรูปแบบการผลิตและการสร้างคุณค่าใหม่อย่างสิ้นเชิง” จางเผิง (Zhang Peng) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Zhipu AI กล่าว

คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Zhipu AI ที่ไม่ได้มองเพียงด้านเทคโนโลยี แต่ยังมองถึงการเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจและการทำงานในอนาคต ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทได้รับความสนใจจากทั่วโลกอย่างรวดเร็ว

บทสรุป
การเติบโตของ Zhipu AI และกระแสตอบรับจากต่างประเทศจึงเป็นสัญญาณชัดเจนว่า โลกกำลังเข้าสู่ “ยุคใหม่ของ AI จีน” ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำร่วมในเวทีเทคโนโลยีระดับโลกอย่างแท้จริง

ฟีฟ่าปัดอุทธรณ์ปมโอนสัญชาตินักเตะ กลายเป็นบทเรียนใหญ่วงการลูกหนัง ที่ต้องอ่านเกมกฎ–ขั้นตอน–เอกสาร ปิดประตู ‘ไมคอน คาร์โดโซ่’ ติดธงไทย??

การโอนสัญชาตินักฟุตบอลทีมชาติมาเลเซีย : บทเรียนถึงไทยในเส้นทางของ “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” กับทัพช้างศึก?? 

หลังจากฟีฟ่ายืนยันปัดคำอุทธรณ์ของสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (FAM) ในคดีใช้ “เอกสารปลอม” ยืนยันสิทธิ์ลงเล่นของผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย และคงบทลงโทษเดิมทั้งหมด ส่งสัญญาณชัดว่า “งานเอกสาร–กระบวนการ” สำคัญพอ ๆ กับฟอร์มในสนาม

ต้นเหตุเกิดจากที่ มาเลเซีย ส่งรายชื่อผู้เล่นต่างชาติ 7 ราย ที่ได้รับอนุญาตให้ลงเล่นทีมชาติมาเลเซีย ในเกมที่ถล่มเวียดนาม 4–0 (คัดเอเชียนคัพ 2027) แต่ถัดจากนัดนั้น (10 มิ.ย.) มีคำร้องเรียนอย่างเป็นทางการถึงฟีฟ่าให้สอบสวนถึงเรื่องการโอนสัญชาติที่อาจผิดกฎ

ส่งผลให้ ปลาย ก.ย. 2025 ฟีฟ่าชี้ผิดตามกฎวินัย มาตรา 22 : ใช้เอกสารปลอม ลงโทษ FAM และแบนผู้เล่นทั้งหมด 7 คน เชื้อสายลาตินอเมริกา ประกอบด้วย กาเบรียล พัลเมโร่, ฟาคุนโด้ การ์เซส, โรดริโก้ โฮลกาโด้, อิมานอล มาชูก้า, เจา ฟิเกเรโด้, ฆอน อิราซาบัล และเอคตอร์ เฮเวล

ทั้งหมดถูกปรับคนละ 2,000 ฟรังก์สวิส หรือประมาณ 80,500 บาท และแบนกิจกรรมฟุตบอลทุกระดับ 12 เดือน ส่วนสมาคมฟุตบอลมาเลเซียถูกปรับ 350,000 ฟรังก์สวิส (ราว 14 ล้านบาท)

ทัพเสือเหลืองมีสิทธิ์ไปต่อในการขอ “เหตุผลคำวินิจฉัย” ภายใน 10 วัน และมีอีก 21 วัน เพื่อยื่นต่อศาลกีฬาโลก (CAS) ในการอุทธรณ์

“นี่เป็นครั้งแรกที่ FAM ต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้ ซึ่งทั้งทีมกฎหมายและผู้บริหารต่างรู้สึกแปลกใจกับคำตัดสิน อย่างไรก็ตาม FAM จะเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิ์ของนักเตะ และเพื่อเกียรติของฟุตบอลมาเลเซียบนเวทีนานาชาติอย่างเต็มที่” ยุซอฟ มาฮาดี รักษาการนายกสมาคม ระบุ

เปิดบทเรียนสำหรับทุกชาติอาเซียน
1. แยก “สัญชาติ” ออกจาก “Eligibility” – ได้สัญชาติไม่พอ ต้องผ่านเกณฑ์ฟีฟ่าด้วย

2. ทำให้ครบทั้งเรื่องกฎหมายสัญชาติของรัฐ + กระบวนการฟีฟ่า (รวมถึงเรื่องการโอนสัญชาติถ้าเคยเล่นให้กับทีมชาติอื่น)

3. เอกสารเวอร์ชันเดียวกันทั้งองค์กร – ตั้ง Eligibility Data Room และ เช็กลิสต์ 3 ชั้น (ครบ–ตรง–ส่งให้ทันเส้นตาย)

4. ต้องมีแผนสำรองในสนาม – พร้อมโรเตชัน/บทบาทของนักเตะเชื้อสายตรงไม่โอนสัญชาติ เพื่อรองรับความเสี่ยง

เทียบสั้น ๆ กับชาติเพื่อนบ้าน
• อินโดนีเซีย : ทำครบเป็นระบบ เน้นนักฟุตบอลที่มีเชื้อสายดัตช์-อินโดนีเซีย ตัวอย่าง: มาร์เทน เพส์ (Maarten Paes), เจย์ อิดเซส (Jay Idzes), แซนดี วอลช์ (Sandy Walsh), คัลวิน เวอร์ดองค์ (Calvin Verdonk) และราฟาเอล สตรู๊ค (Rafael Struick)  

• ไทย : แนวทางลูกครึ่งใช้สิทธิ์เชื้อสายตรง (พ่อ/แม่เป็นคนไทย) เช่น นิโคลัส มิคเคลสัน (Nicholas Mickelson) ไทย-นอร์เวย์ คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดพิษณุโลก, โจนาธาน เข็มดี (Jonathan Khemdee) ไทย-เดนมาร์ก คุณแม่เป็นคนไทย จากจังหวัดสุรินทร์ และ เบนจามิน เดวิส (Benjamin Davis) ไทย-อังกฤษ-สิงคโปร์ มีคุณแม่เป็นคนไทย

• เวียดนาม : แนวคัดน้อย–ตรวจเข้ม : ตัวอย่างเช่น เหงียน ซวน เซิน (Rafaelson Bezerra Fernandes) นักเตะบราซิลแท้ แต่ทำตามกฎฟีฟ่า โอนสัญชาติได้ หลังลงเล่นให้ทีมในเวียดนามเกิน 5 ปี และ ฟิลิปส์ เหงียน (Filip Nguyen) ผู้รักษาประตูที่มีพ่อเป็นชาวเวียดนาม (ไฮฟอง) แม่เป็นชาวเช็ก 

เคสที่แฟนไทยจับตา: “ไมคอน ดักลาส คาร์โดโซ่” เหตุผลที่ยังติดทีมชาติไทยไม่ได้

ประวัติย่อของ ไมคอน คาร์โดโซ่ นักเตะบราซิลหัวใจไทย

• เกิดที่บราซิล ย้ายมาไทยตามคุณพ่อ (ดักลาส คาร์โดโซ่ ตำนานนักเตะสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด) ตั้งแต่ 2 ขวบ เติบโตในจังหวัดราชบุรี และเข้าฝึกทักษะระบบลูกหนังโรงเรียนท้องถิ่น

• แจ้งเกิดกับ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน : โดดเด่นทั้งทักษะ–ทัศนคติในทัวร์นาเมนต์นักเรียน

• โด่งดังจากรายการทีวีด้านฟุตบอลบนช่อง WorkPoint ทำให้เป็นที่รู้จักวงกว้าง

• ติดทีม STP (สตาร์ ทรานซิชัน โปรเจกต์/สโมสรเยาวชน): ได้เวทีจริงจังระดับอะคาเดมี พัฒนาความฟิต–แท็กติก

• เข้าตาแมวมอง–คัดตัวผ่าน จนได้เซ็นเข้าสู่ บาเยิร์น มิวนิค U17 ปัจจุบันอายุ 16 ปี ลงซ้อมกับทีมชุดใหญ่ของทัพเสือใต้ ร่วมกับดาวเตะระดับโลกอย่าง แฮร์รี่ เคน, หลุยส์ ดิอาซ, ไมเคิล โอลิเซ่ และมานูเอล นอยเออร์

ทำไม “ยัง” ติดทีมชาติไทยไม่ได้??

• กฎหมายไทยเรื่องแปลงสัญชาติเคร่ง (โดยทั่วไปต้องพำนักต่อเนื่อง/ภาษาไทย /เกิดที่ไทย/ ฯลฯ) 

• ยกตัวอย่างโค้ชเช (ชเวยองซอก) ได้สัญชาติไทยเพราะเขาได้อุทิศตนทำงานเป็นผู้ฝึกสอนเทควันโดทีมชาติไทยมานานกว่า 20 ปี และมีความผูกพันกับประเทศไทยอย่างลึกซึ้ง จนสุดท้ายได้ตัดสินใจสละสัญชาติเกาหลีใต้เพื่อรับสัญชาติไทยอย่างเป็นทางการ 

• กฎฟีฟ่าเรื่องพำนัก/สายเลือด – หากไม่มีพ่อแม่/ปู่ย่าตายายเป็นคนไทย ต่อให้ถือพาสปอร์ตไทยในอนาคต ก็มักต้องผ่านเกณฑ์พำนักระยะยาวตามข้อกำหนดฟีฟ่า

“ตอนเด็กๆ ผมก็บอกเสมอว่าอยากเล่นให้ทีมชาติไทย แต่มันเป็นไปไม่ได้เพราะผมไม่มีสัญชาติไทย… ตอนนี้ไปเล่นที่เยอรมัน ก็มีทีมชาติโปรตุเกส, ทีมชาติบราซิลมาคุยแล้วครับ… แต่ผมก็รักประเทศไทยเหมือนเดิม ตลอดครับ” ไมคอน คาร์โดโซ่ กล่าว 

สรุปบทเรียนจากมาเลเซีย

คดีมาเลเซียบ่งบอกว่า “เอกสาร–ขั้นตอน” คือเส้นเลือดใหญ่ของฟุตบอลทีมชาติ อยากโอนเร็วก็ได้ แต่ต้องเป๊ะ และควรเดินหน้าด้วย เอกสารที่ทางกรรมการจะใช้พิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัคร + Data Room + เช็กลิสต์ 3 ชั้น + ที่ปรึกษากฎหมายกีฬา ควบคู่แผนพัฒนาโฮมโกรว์นนักฟุตบอลสายเลือดแท้ในประเทศต่อไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top