Saturday, 4 July 2026
WORLD

ขแมร์ไทม์ส เผย!! ‘Condé Nast Traveler’ ยก!! พนมเปญติดอันดับ เมืองดีที่สุดในโลก ค้านสายตาคนไทย!! สงสัยกรรมการ ไม่เคยเปิดดูข่าว ‘ค้ามนุษย์ – คอลเซ็นเตอร์’

(13 ต.ค. 68) ขแมร์ไทม์ส สื่อมวลชนกัมพูชา อวดอ้างว่ากรุงพนมเปญ รั้งอันดับที่ 10 'เมืองใหญ่ที่ดีที่สุดในโลก' ในรางวัล Readers' Choice Awards ประจำปี 2025 ของ Condé Nast Traveller นิตยสารของสหราชอาณาจักร

สำนักข่าวขแมร์ไทม์ส ระบุว่ารางวัลอันทรงเกียรตินี้เป็นการจัดวางเมืองหลวงของกัมพูชา อยู่ท่ามกลางจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลก ที่มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรม, ความเป็นเลิศด้านการทำอาหาร, สถาปัตยกรรมและประสบการณ์ของผู้มาเยือน

สื่อมวลชนกัมพูชาระบุว่ารางวัล Readers’ Choice Awards ของ Condé Nast Traveller ซึ่งจัดเป็นปีที่ 38 เป็นหนึ่งรางวัลด้านการท่องเที่ยวที่ได้รับความเคารพมากที่สุดในโลก

ในปีนี้ มีผู้อ่าน 757,109 คน ลงคะแนนโหวตด้านประสบการณ์ด้านการท่องเที่ยวของพวกเขา ในนั้นรวมถึงเมือง, โรงแรม, สายการบิน, หมู่เกาะและเรือสำราญ และผู้อ่านได้เลือกกรุงพนมเปญเป็นเมืองที่น่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ในฐานะจุดหมายปลายทางเมืองที่กำลังเติบโต

ในการเน้นย้ำถึงเสน่ห์ที่แท้จริงและแรงดึงดูดใจด้านการท่องเที่ยวของกรุงพนมเปญ ทาง Condé Nast Traveler ให้คำจำกัดความเมืองแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ความสวยงามและวัฒนธรรมของกัมพูชา

"มีพระราชวังและเจดีย์เงินเปล่งประกายแสงระยิบระยับ ที่ขัดเกลาอย่างประณีตจากมรกตและเพชรพลอย ขณะเดียวกันก็มีตลาดรัสเซียอันคึกคัก สัญลักษณ์ความอุดมสมบูรณ์ในรูปแบบพ่อค้าแม่ค้าที่ขายทุกๆ อย่าง ไล่ตั้งแต่ไม้แกะสลักหรูหราวิจิตบรรจง ไปจนถึงเครื่องเทศท้องถิ่น และเครื่องดนตรีโบราณของเขมร"

"สำหรับอนุสรณ์สถาน คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กัมพูชา ณ ศูนย์ทุ่งสังหารเจิงเอก และพิพิธภัณฑ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ตวลสเลง รับรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ที่ยากลำบากของประเทศภายใต้ระบอบการปกครองของเขมรแดง และที่ถูกเป็นเครื่องเตือนความทรงจำอันมีค่า ว่าทุกวันนี้กัมพูชามาได้ไกลแค่ไหน" รายงานระบุ

รายงานของขแมร์ไทม์ส ระบุว่า Condé Nast Traveller ซึ่งก่อตั้งในปี 1987 เป็นนิตยสารชั้นนำของโลกในด้านการเดินทางหรู ที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พวกนักเดินทางทั่วโลกที่ต้องการประสบการณ์การท่องเที่ยวที่เหนือกว่าและซับซ้อนกว่าปกติ เน้นแสวงหาประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง นิตยสารฉบับนี้ปฏิบัติการอยู่ใน 7 ตลาดทั่วโลก และเผยแพร่ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายทั้งในสื่อดิจิทัล, สิ่งพิมพ์, วิดีโอ และแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์

‘พนมเปญ’ ติดอันดับ ‘เมืองดีที่สุดในโลก’ 
คุณคิดว่าอย่างไร??
มาแชร์ความคิดเห็นของคุณ ร่วมพูดคุย แลกเปลี่ยนมุมมองกันได้ ที่ข้างล่างนี้ 

พนักงาน BHV ชุมนุมต้าน Shein บุกห้างดัง จี้!! หยุดทำลาย!! แบรนด์ฝรั่งเศส

(13 ต.ค. 68) เกิดกระแสคัดค้านครั้งใหญ่กลางกรุงปารีส เมื่อพนักงานห้างสรรพสินค้า BHV ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของ Société des Grands Magasins หรือ SGM ออกมาชุมนุมประท้วงหน้าห้างเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารงานและข้อตกลงทางธุรกิจระหว่าง BHV กับ Shein แพลตฟอร์มค้าปลีกแฟชันจากประเทศจีน

ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้ Shein เข้ามาเช่าพื้นที่ถาวรบนชั้น 7 ของห้าง BHV เพื่อจัดจำหน่ายสินค้าโดยตรง ซึ่งสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในฝรั่งเศส โดยเฉพาะจากหน่วยงานท้องถิ่น รวมถึงนายกเทศมนตรีกรุงปารีส ที่มองว่าความร่วมมือนี้ไม่สอดคล้องกับแนวทางการค้าที่ยั่งยืนและขัดกับคุณค่าดั้งเดิมของแบรนด์ฝรั่งเศส

การชุมนุมครั้งนี้มีพนักงานและตัวแทนสหภาพแรงงานร่วมถือธงเรียกร้องสิทธิแรงงานและความโปร่งใสในการบริหาร ขณะที่เจ้าหน้าที่เทศบาลร่วมสังเกตการณ์และกล่าวแสดงจุดยืนข้างแรงงาน

สหภาพแรงงานเปิดเผยว่า ปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าให้แก่แบรนด์ภายในห้าง ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้า ยอดขายลดลง และสร้างความกังวลต่อความมั่นคงในอาชีพของพนักงาน สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นหลังมีข่าวว่าแบรนด์แฟชันฝรั่งเศสหลายรายเตรียมถอนตัวออกจาก BHV เพื่อต่อต้านดีลกับ Shein

แรงงานจำนวนมากสะท้อนความไม่พอใจว่า ลูกค้าประจำของห้างเริ่มลดลงเนื่องจากสินค้าไม่เพียงพอ และรู้สึกไม่สบายใจกับการเข้ามาของ Shein ซึ่งถูกมองว่ามีภาพลักษณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานที่เป็นประเด็นถกเถียงในระดับโลก

ด้าน SGM เจ้าของห้าง BHV ยืนยันว่าความร่วมมือกับ Shein เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโฉมห้างให้ทันสมัย และเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดกลุ่มลูกค้ารุ่นใหม่เข้าสู่ห้างได้มากขึ้น

ในขณะเดียวกัน โฆษกของ Shein ระบุว่าการเปิดร้านภายใน BHV จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมให้กับห้าง และสร้างประโยชน์ต่อผู้ค้ารายอื่นในพื้นที่ โดยย้ำว่าบริษัทมุ่งพัฒนาแนวทางการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม Shein ยังคงเผชิญแรงกดดันด้านภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง จากข้อกล่าวหาเรื่องสภาพการทำงานในโรงงาน ปริมาณการปล่อยคาร์บอนสูง และการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินที่ไม่เพียงพอ นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา บริษัทถูกปรับรวมกว่า 191 ล้านยูโร โดยหน่วยงานกำกับดูแลของฝรั่งเศสและอิตาลี ซึ่งทำให้ Shein ต้องเร่งปรับปรุงระบบภายในและกระชับมาตรฐานการกำกับดูแลเพื่อฟื้นความเชื่อมั่นจากผู้บริโภค 

ช็อกเอเชีย!! พบ ‘พาสปอร์ต’ เพียบในถังขยะ ‘กัมพูชา’ สะท้อนวิกฤต!! ค้ามนุษย์ข้ามชาติ รุนแรงขึ้นทุกวัน

(13 ต.ค. 68) มีการพบหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) มากกว่า 30 เล่มในถังขยะที่ประเทศกัมพูชา (ส่วนใหญ่เป็นของประเทศไทย) เป็นการเตือนถึงปัญหาการค้ามนุษย์ที่กำลังอยู่ในระดับวิกฤต  

ภาพถูกแชร์โดยคนเกาหลีใต้ 

ขอบคุณภาพ JH의메모

เกาหลีใต้ ซึ่งกำลังมีข่าวดังเรื่อง พลเมืองเกาหลี ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์
หลอกในกัมพูชา ถูกกักขัง เรียกค่าไถ่ ทรมาน และเสียชีวิต

สหรัฐอเมริกา ต้องการช่วยเหลือจีน ไม่ใช่ทำร้าย!!

เมื่อวานนี้ (12 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ดูเหมือนจะกำลังพิจารณามาตรการภาษีนำเข้าสินค้า #จีน 100% อีกครั้ง ซึ่งประกาศเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดหุ้นร่วงลงอย่างหนักหน่วงที่สุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 

ล่าสุดทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบน Truth Social ในวันนี้ว่า 

“อย่ากังวลเรื่องจีน ทุกอย่างจะเรียบร้อย!! ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ผู้เป็นที่เคารพนับถือเพิ่งประสบช่วงเวลาเลวร้าย เขาไม่ต้องการให้ประเทศชาติตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และผมก็เช่นกัน สหรัฐอเมริกาต้องการช่วยเหลือจีน ไม่ใช่ทำร้าย!!”

คุณคิดว่าทรัมป์ ‘ช่วยจีน’ จริง หรือแค่หาเสียง?? 🤔 คอมเมนต์มุมมองของคุณด้านล่างได้เลย!!

‘ทรัมป์’ รับประกัน!! จะไม่มีสงครามโลกครั้งที่ 3 ยกดีลหยุดยิง ‘อิสราเอล–ฮามาส’ เป็นข้อตกลงแห่งประวัติศาสตร์

(14 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดสันติภาพที่เมืองชาร์ม เอล-ชีค ประเทศอียิปต์ ว่า “โลกจะไม่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ถ้าเราฉลาดพอ” พร้อมระบุว่าข้อตกลงหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและฮามาสที่เพิ่งลงนาม ถือเป็นหลักประกันว่าหากเกิดสงครามขึ้นอีก “ก็จะไม่ปะทุในตะวันออกกลางแน่นอน”

นอกจากนี้ ทรัมป์กล่าวขอบคุณทุกฝ่ายที่มีส่วนช่วยให้การเจรจาบรรลุผล พร้อมชื่นชมว่าดีลครั้งนี้เป็น “ความก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์” และเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของภูมิภาคที่เผชิญความขัดแย้งยาวนานหลายทศวรรษ

โดยผู้นำสหรัฐฯ กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า “ข้อตกลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มักเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ และสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่วันนี้ อาจเป็นดีลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกแล้วก็ได้”

ปธน.เกาหลีใต้ สั่งลุย!! 'กัมพูชา' หลังคนเกาหลี ‘ถูกล่อลวง - ฆาตกรรม’ เดินหน้ายกระดับ!! ปกป้องประชาชน พลเมือง จากอาชญากรรมข้ามชาติ

(13 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อจัดการกับเหตุการณ์ที่เรียกว่า ‘เมืองอาชญากรรมกัมพูชา’ ซึ่งก่อให้เกิดอาชญากรรมรุนแรงหลายรูปแบบที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา รวมถึงการหลอกลวงงาน การลักพาตัว การจำคุก การทรมาน และการฆาตกรรม

เจ้าหน้าที่จากทำเนียบประธานาธิบดีกล่าวเมื่อวานนี้ (11 ต.ค.) ว่า "ประธานาธิบดีอีได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศใช้ความพยายามทางการทูตอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องพลเมืองของเราจากอาชญากรรมของกัมพูชา"

เจ้าหน้าที่กล่าวเสริมว่า "กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินมาตรการต่างๆ รวมถึงการขอความร่วมมือจากรัฐบาลกัมพูชา และวางแผนที่จะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมที่จำเป็น"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ โช ฮยอน ยังได้เรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำเกาหลีใต้ ควน พรรัตนัค เข้าพบกระทรวงการต่างประเทศ และแสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ฉ้อโกงการจ้างงานและการกักขังพลเมืองของเราในกัมพูชาที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะเดียวกันที่ประเทศกัมพูชา นักศึกษาชาวเกาหลีวัย 22 ปี ถูกพบเสียชีวิตในเดือนสิงหาคม

พบว่านักศึกษาถูกหลอกลวงโดยบริษัทอาชญากรที่ลักลอบเปิดบัญชีธนาคาร และเดินทางไปกัมพูชา ก่อนจะถูกฉ้อโกงในเวลาต่อมา

เจ้าหน้าที่พบเหยื่อมีร่องรอยการถูกทรมานทั้งรอยฟกช้ำและคราบเลือดอยู่ทั่วร่างกาย และได้รับการยืนยันว่าเขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย 

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า เหยื่อเดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา

ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า “นักศึกษารายดังกล่าว ก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน หรือ 38,500 ดอลลาร์สหรัฐ (1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขา”

ครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน

อีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 ส.ค. ศพของเหยื่อ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ จากการสืบสวนของตำรวจท้องถิ่น อาชญากรชาวจีน 3 คนถูกจับกุมและนำตัวขึ้นศาล เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายซึ่งล่อลวงนักศึกษาวิทยาลัยก็ถูกจับกุมในเกาหลีใต้เช่นกัน

เมื่อเร็วๆ นี้ คดีหลอกลวงเรื่องงาน การกักขัง และการทรมานที่พุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชามีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กระทรวงการต่างประเทศรายงานว่า จำนวนคดีลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 10-20 คดีต่อปี ระหว่างปี 2022-2023 แต่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 220 คดีในปีที่แล้ว และ 330 คดีในเดือนสิงหาคมปีนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่าเหยื่อส่วนใหญ่ถูกลักพาตัวโดยองค์กรอาชญากรรมหลังจากถูกหลอกให้ "ทำงานในต่างประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูง"

รัฐบาลทรัมป์ ไล่ออก!! พนักงาน หลายพันคน พิษการเมือง!! ทำราชการ อัมพาตทั่วประเทศ

(12 ต.ค. 68) ทำเนียบขาวภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าปลดพนักงานรัฐบาลกลางหลายพันรายทั่วประเทศ ท่ามกลางภาวะ “ชัตดาวน์” ที่ยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 10 พร้อมโยนความรับผิดชอบให้พรรคเดโมแครตเป็นต้นเหตุ หลังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านงบประมาณและมาตรการขยายสิทธิประกันสุขภาพ

โฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่าการปลดครั้งนี้เริ่มมีผลในหลายหน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) โดยเฉพาะในแผนกความมั่นคงไซเบอร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยที่ทรัมป์ไม่พอใจอย่างหนัก หลังอดีตผู้อำนวยการออกมาชี้ว่า “ไม่มีหลักฐานโกงเลือกตั้ง” ในปี 2020

ตามเอกสารของกระทรวงยุติธรรม มีพนักงานกว่า 4,200 คน ได้รับหนังสือแจ้งเลิกจ้างจากอย่างน้อย 7 หน่วยงาน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังที่ได้รับผลกระทบกว่า 1,400 ตำแหน่ง และกระทรวงสาธารณสุขอีกกว่า 1,100 ตำแหน่งทั้งนี้สหภาพแรงงานได้ยื่นฟ้องต่อศาลกลางเพื่อระงับคำสั่งดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเลิกจ้างระหว่างช่วง “ชัตดาวน์” อาจขัดต่อกฎหมายแรงงานกลาง ศาลมีกำหนดไต่สวนคดีในวันที่ 15 ตุลาคมนี้

ทรัมป์ระบุระหว่างแถลงในทำเนียบขาวว่า “พวกเขา (เดโมแครต) เป็นคนเริ่มเรื่องนี้เอง” พร้อมอ้างว่าการปลดพนักงานเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “ลดขนาดภาครัฐ” ที่เขาผลักดันมาตั้งแต่ต้นปี ซึ่งก่อนหน้านี้ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางกว่า 300,000 คน เตรียมออกจากตำแหน่งอยู่แล้วตามแผนปรับโครงสร้างของฝ่ายบริหาร

ในขณะเดียวกัน พรรคเดโมแครตยังคงยืนยันไม่ยอมถอย โดยเรียกร้องให้รัฐบาลต่ออายุเงินอุดหนุนค่าเบี้ยประกันสุขภาพภายใต้กฎหมาย Affordable Care Act ซึ่งเป็นสิทธิสำคัญของประชาชนกว่า 24 ล้านคน ที่พึ่งพาระบบประกันสุขภาพภาครัฐ โดยชัค ชูเมอร์ ผู้นำเดโมแครตในวุฒิสภา ออกแถลงการณ์ตอบโต้ว่า

“ตราบใดที่รีพับลิกันยังไม่จริงจังกับการแก้ปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบต่อทุกชีวิตที่ได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจของตัวเอง ทั้งงานที่หายไป ครอบครัวที่ลำบาก และบริการสาธารณะที่ถูกตัดงบ”

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเมื่อมีรายงานว่าทรัมป์ได้สั่ง “อายัดงบโครงสร้างพื้นฐาน” กว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับโครงการในรัฐนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และอิลลินอยส์ ซึ่งล้วนเป็นฐานเสียงของพรรคเดโมแครตและพื้นที่ที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่งบประมาณประจำทำเนียบขาวเผยผ่านโซเชียลมีเดียว่า “RIFs had begun” ซึ่งหมายถึงการเริ่มต้นกระบวนการ “ลดกำลังคน (Reduction in Force)” อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่าการปลดครั้งนี้จะเป็น “ขนาดใหญ่” แม้ยังไม่เปิดเผยตัวเลขทั้งหมด

ในกระทรวงสาธารณสุข เจ้าหน้าที่สื่อสารยืนยันว่ามีพนักงานราว 41% ถูกสั่งพักงานและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับหนังสือเลิกจ้าง ซึ่งกระทบต่อการติดตามโรคระบาด การวิจัยทางการแพทย์ และโครงการสาธารณสุขหลายด้าน ส่วนกระทรวงการคลังเองก็เริ่มปลดพนักงานในหน่วยจัดเก็บภาษี (IRS) ที่ถูกระบุว่าอาจถูกตัดตำแหน่งกว่า 1,300 ราย

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่าการปลดยังลามไปถึงกระทรวงที่ทรัมป์เคยประกาศจะ “ปิดให้หมด” อย่างกระทรวงศึกษาธิการ รวมถึงกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีภารกิจสำคัญด้านข้อมูลเศรษฐกิจ การพยากรณ์อากาศ และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกฝ่ายในพรรครีพับลิกันจะเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โดย ซูซาน คอลลินส์ ประธานคณะกรรมาธิการงบประมาณวุฒิสภา ออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยว่า

“ไม่ว่าจะทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างหรือถูกพักงาน พนักงานรัฐบาลเหล่านี้ยังคงเป็นฟันเฟืองสำคัญในการให้บริการแก่ประชาชน พวกเขาไม่ควรถูกลงโทษเพราะความขัดแย้งทางการเมือง”

ความตึงเครียดทางการเมืองในสหรัฐฯ ครั้งนี้กำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบราชการและเศรษฐกิจอย่างหนัก พนักงานหลายแสนคนทั่วประเทศต้องรอรับเงินเดือนที่ลดลง หรือไม่ได้รับค่าจ้างเลย ขณะที่กองทัพกว่า 2 ล้านนายอาจไม่ได้รับเงินเดือนวันที่ 15 ตุลาคม หากรัฐบาลยังไม่สามารถกลับมาเปิดทำการได้ทันเวลา

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวเป็นครั้งแรก หลังไม่ได้รับ รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ ที่เพิ่งประกาศไป

เมื่อวานนี้ (11 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้กล่าวว่า ...

"The person who actually got the Nobel Prize called today, called me and said, I'm accepting this in honor of you because you really deserved it. A very nice thing to do. I didn't say then give it to me though. I think she might have. She was very nice. . They've they need a lot of help in Venezuela. It's a basic disaster.. But I don't take, I'm happy because I saved millions of lives."

“คนที่ได้รับรางวัลโนเบลตัวจริงโทรมาหาผมแล้วเธอก็บอกว่าขอมอบรางวัลนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผมเพราะจริง ๆ แล้วผมสมควรได้รับมัน ถือเป็นสิ่งที่น่าชื่นชมมาก แต่ผมไม่ได้พูดนะว่างั้นเอาให้เลยสิ แต่ผมคิดว่าเธออาจจะทำแบบนั้นก็ได้และธอเป็นคนดีมาก ผมว่าเวเนซุเอลาต้องการความช่วยเหลืออย่างมากเพราะที่นั่นคือหายนะขั้นพื้นฐานเลยทีเดียว แต่อย่างไรผมไม่ถือสาผมมีความสุขแล้ว เพราะผมได้ช่วยชีวิตผู้คนนับล้านไว้” 

-ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์-

นับเป็นคำกล่าวครั้งแรก หลังไม่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพที่เพิ่งประกาศไป ซึ่งรางวัลกลับตกเป็นของ ‘มารีอา โครินา มาชาโด’ ผู้นำฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวจากเวเนซุเอลา ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย อย่างไม่ย่อท้อ และไม่เหน็ดเหนื่อย เพื่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาทุกคน 

เมื่อผู้นำเหล็กกลายเป็นเกมเมอร์ ‘อัสซาด’ ในหอคอย ‘มอสโก’ ท่ามกลาง!! เสียงเรียกร้องปูติน ให้ส่งตัวขึ้นศาลอาชญากรสงคราม

(12 ต.ค. 68) จากผู้นำเหล็กแห่งดามัสกัสที่ครองอำนาจเกือบ 25 ปี สู่ชายวัย 63 ที่ใช้เวลาว่างเล่นเกมวางแผนกลยุทธ์ในคอนโดหรู “City of Capitals” กลางมอสโกซิตี้ เมืองหลวงแห่งทุนและหรูหราของรัสเซีย

หลังเดือนธันวาคมปีที่แล้ว เมื่อกลุ่มฮายัต ตาห์รีร์ อัชชาม (HTS) ยึดกรุงดามัสกัส อัสซาดและครอบครัวถูกขนย้ายออกจากซีเรียด้วยเครื่องบินทหารรัสเซียจากฐานคมเมมิม—ตรงสู่รัสเซีย ภายใต้ “ข้อตกลงมนุษยธรรม” ที่มอสโกยืนยันว่าเป็นการ “ช่วยเหลือเพื่อนเก่า” มากกว่าการให้ที่ลี้ภัยทางการเมือง

รายงานของ Die Zeit ผ่าน Ynet News เผยว่า อัสซาดกับอัสมา ภรรยาผู้ป่วยมะเร็ง (ที่ข่าวระบุว่ากลับมาอีกครั้ง) และลูกสามคน พักอยู่ในหอคอยสูง 76 ชั้น มีคอนโดถึง 20 ยูนิตในชื่อครอบครัว ใช้ชีวิตเงียบหรูใต้การคุ้มกันของบอดี้การ์ดส่วนตัวที่รัสเซียจัดให้ “อัสซาดชอบเล่นเกมออนไลน์แนววางแผนสงคราม ใช้เวลาหลายชั่วโมงต่อวันอยู่หน้าคอมพิวเตอร์” แหล่งข่าวอดีตนายทหารซีเรียผู้ใกล้ชิดเปิดเผยกับ Die Zeit

สื่อรัสเซียรายงานเสริมว่า “มาเฮอร์ อัล-อัสซาด” น้องชายของเขาก็อาศัยอยู่ในกรุงมอสโกเช่นกัน พักที่โรงแรม Four Seasons ดื่มไวน์ สูบบุหรี่ และติดต่อกับเครือข่ายนายทหารซีเรียราว 1,200 นายที่ยังคงมีฐานอยู่ในรัสเซีย ซึ่งบางคนร่ำรวยขึ้นผิดหูผิดตาจาก “โอกาสทางเศรษฐกิจใหม่”

ฝั่งตะวันตกไม่ปล่อยผ่าน—สหรัฐฯ และสหภาพยุโรปเรียกร้องให้รัสเซียส่งตัวอัสซาดขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ในฐานะ “อาชญากรสงคราม” จากความสูญเสียกว่า 5 แสนชีวิตในสงครามซีเรีย ขณะที่กลุ่ม HTS เองก็แถลงขอให้ “ส่งตัวอัสซาดคืนประเทศเพื่อรับโทษ”

แต่เครมลินยืนยันเสียงแข็งว่า “นี่คือการคุ้มครองด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม” พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยอธิบายว่า “อดีตประธานาธิบดีซีเรียไม่มีบทบาททางการเมืองอีกต่อไป และใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างสงบ”

แต่ในสายตาประชาคมโลก เขายังคือเงาของสงครามที่ยังไม่จางจากดินแดนซีเรีย…
เกมอาจเปลี่ยน แต่ “คนเล่น” อาจยังเป็นคนเดิม

ทีมเจรจา กาตาร์ สูญเสีย!! 3 นักการทูตดับที่อียิปต์ ก่อน!! ประชุมสันติภาพ ตะวันออกกลาง

(12 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ผู้เจรจาสันติภาพชาวกาตาร์ 3 รายเสียชีวิตจากเหตุรถชนในอียิปต์

อุบัติเหตุทางรถยนต์อันน่าสยดสยองใกล้เมืองชาร์มเอลชีค ประเทศอียิปต์ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่การทูตกาตาร์เสียชีวิต 3 ราย และบาดเจ็บอีก 3 ราย
รายงานเบื้องต้นระบุว่าเหยื่อเป็นสมาชิกทีมเจรจาของนายกรัฐมนตรีกาตาร์ในภูมิภาคเพื่อเจรจาเกี่ยวกับความพยายามสร้างสันติภาพในฉนวนกาซาที่กำลังดำเนินอยู่

เจ้าหน้าที่ยังไม่ยืนยันสาเหตุของการตกดังกล่าว

โศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่ผู้นำโลกหลายคน รวมถึงทรัมป์และมาครง จะเดินทางมาถึงเมืองชาร์มเอลชีค เพื่อหารือเรื่องสันติภาพตะวันออกกลางที่สำคัญ

นักศึกษาเกาหลีใต้ ถูกลักพาตัว!! เจ็บปวดแสนสาหัส ทรมานจนตาย ศพยังแช่แข็ง!! ไม่ได้กลับบ้าน เตือน!! เป็นพื้นที่มีความเสี่ยงสูง

(11 ต.ค. 68) นักศึกษาชาวเกาหลีใต้วัย 22 ปี ซึ่งเดินทางไปเที่ยวกัมพูชาในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน ถูกพบเสียชีวิตหลังจากเดินทางออกได้ 2 สัปดาห์ โดยมีรายงานว่าถูกลักพาตัวและทรมานโดยกลุ่มอาชญากรรมในท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ระบุว่านักศึกษาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นอันเนื่องมาจากการถูกทรมานอย่างรุนแรง  

ตำรวจและสมาชิกในครอบครัวรายงานว่า นายเอ นักศึกษา เดินทางออกจากบ้านในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยบอกกับครอบครัวว่าจะไปชมงานนิทรรศการที่กัมพูชา ประมาณ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของเขาได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่งที่พูดสำเนียงจีน-เกาหลีว่า "นายเอก่อเหตุวุ่นวายที่นี่และถูกควบคุมตัวไว้ ส่งเงิน 50 ล้านวอน (คิดเป็นเงินไทยราว 1.15 ล้านบาท) แล้วเราจะปล่อยตัวเขาไป

ต่อมาทางครอบครัวได้ติดต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นทันที แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเขาถูกควบคุมตัวอยู่ที่ไหน การติดต่อสื่อสารกับผู้ลักพาตัวถูกตัดขาดหลังจากผ่านไป 4 วัน ผ่านไปอีก 2 สัปดาห์ต่อมา ในวันที่ 8 สิงหาคม ศพของนายเอ ถูกพบใกล้ภูเขาโบกอร์ในจังหวัดกำปง ซึ่งเป็นที่ที่เขาถูกกักขังไว้ 

สถานทูตกัมพูชาและหน่วยงานท้องถิ่นยืนยันว่า สาเหตุการเสียชีวิตคือภาวะหัวใจหยุดเต้นอันเป็นผลมาจากการถูกทรมานและความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส แม้จะมีการยืนยันแล้ว แต่ศพของนายเอ ยังไม่ได้ถูกส่งกลับเกาหลีใต้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการชันสูตรพลิกศพและฌาปนกิจศพในท้องถิ่น คาดว่าจะมีการส่งตัวกลับประเทศในปลายเดือนนี้

"ใบมรณบัตรระบุว่าเขาเสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นอันเนื่องมาจากการถูกทรมาน การจินตนาการถึงความทุกข์ทรมานของเขาทำให้เรานอนไม่หลับ สมาชิกในครอบครัวคนหนึ่งกล่าว เขายังไม่กลับบ้าน ศพของเขายังคงถูกแช่แข็งอยู่ในช่องแช่แข็งที่กัมพูชา รู้สึกเหมือนเขาถูกฆ่าตายสองครั้ง"

จากกรณีการลักพาตัวชาวเกาหลีในกัมพูชาเพิ่มสูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีรายงานเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 ราย เป็น 20 รายต่อปี ระหว่างปี 2565 ถึง 2566 เป็น 220 รายในปีที่แล้ว และ 330 รายในเดือน ส.ค. ปีนี้ เนื่องด้วยความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้จึงได้ออกคำเตือนการเดินทางเมื่อวันที่ 17 กันยายน โดยยกระดับกรุงพนมเปญเป็นระดับ 2 (พิจารณาการเดินทางอีกครั้ง) และแนะนำคำแนะนำพิเศษสำหรับพื้นที่เสี่ยงสูง เช่น สีหนุวิลล์ ภูเขาโบกอร์ และบาเวต เป็นระดับ 2.5

แชร์ต่อให้เรื่องนี้ไม่ถูกลบ!!

✍️ คอมเมนต์มาเลย ใครเคยเจออะไรใกล้เคียงแบบนี้บ้าง??

สาวเกาหลี แฉ!! พนักงานแมคโดนัลด์ ‘หัวเราะเยาะ - ให้รออาหาร 70 นาที’ ชี้!! เป็นการเลือกปฏิบัติ เหยียดเชื้อชาติ ของร้านดังในสหรัฐอเมริกา

เมื่อวานนี้ (10 ต.ค. 68) ยูทูบเบอร์คนหนึ่งได้โพสต์วิดีโอผ่านโซเชียล เล่าทั้งน้ำตา

หญิงชาวเกาหลีอ้างว่าเธอถูกเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในร้านแมคโดนัลด์ในสหรัฐฯ หลังจากรออาหารนาน 70 นาทีแต่ไม่ได้รับอาหาร และยังถูกพนักงานเยาะเย้ย / โพสต์อินสตาแกรม 

เหตุเกิดขึ้นที่ร้านแมคโดนัลด์แห่งหนึ่งในสหรัฐฯ โดยหลังจากสั่งอาหารไปแล้วกว่า 40 นาที อาหารยังไม่ออกมา แต่ลูกค้าคนอื่นๆ ที่สั่งทีหลังกลับได้รับอาหารตามปกติ

“ฉันถามถึงอาหารไป 5 ครั้ง แต่พนักงานเพียงยิ้มและตอบว่า “ใกล้จะได้แล้ว” เพียงเท่านั้นเธอกล่าว

สุดท้ายหลังจากรอ นานกว่า 70 นาที ก็ยังไม่ได้อาหาร ทำให้เธอต้องออกจากร้านมือเปล่า

ฉันได้ยินเสียงหัวเราะจากในครัว มีคนพูดว่า “พวกมันคงไม่กลับมากินอีกแน่‘‘ พร้อมเสียงหัวเราะ 

เธอกล่าวทั้งน้ำตา “ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอับอายและโกรธมาก” เนื่องจากเธอมีน้องหมารออยู่ที่บ้าน จึงไม่ได้แย้งหรือร้องเรียนหรือปะทะในขณะนั้น เธอกล่าวว่าจะร้องเรียนไปที่สำนักงานใหญ่ 

ยูทูบเบอร์คนนี้ระบุว่า หลังจากย้ายจากซีแอตเทิลไปยังเมืองเล็กๆ ในรัฐนิวยอร์ก เธอเจอกับการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติแบบแนบเนียนเป็นครั้งที่สอง
เหตุการณ์ดังกล่าวกำลังเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์ของเกาหลีใต้ หลายคนเรียกร้องให้แมคโดนัลด์สหรัฐฯ ออกมาชี้แจงและตรวจสอบกรณีนี้อย่างเป็นทางการ

คุณเคยเจอประสบการณ์แบบนี้ในต่างประเทศไหม?? เล่าให้เราฟังหน่อย 👇

ท่องเที่ยวจีน คึกคัก!! คนแห่เที่ยว วันหยุดยาว สัมผัส!! เสน่ห์ทางวัฒนธรรม ท่องเที่ยวยามค่ำคืน

(11 ต.ค. 68) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า กระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวของจีนเผยว่า วันหยุดยาว 8 วัน เนื่องในวันชาติและเทศกาลไหว้พระจันทร์ของจีน ได้สร้างสถิติใหม่ด้านการท่องเที่ยวภายในประเทศ โดยในช่วงเวลาดังกล่าวมีการเดินทางรวมทั้งสิ้น 888 ล้านครั้ง เพิ่มขึ้น 123 ล้านครั้งเมื่อเทียบกับวันหยุดยาว 7 วันของปีก่อน ขณะที่การใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวอยู่ที่ 8.09 แสนล้านหยวน (ราว 3.71 ล้านล้านบาท) เพิ่มขึ้น 1.08 แสนล้านหยวน (ราว 4.95 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบปีต่อปี

สถาบันการท่องเที่ยวของจีน (China Tourism Academy) ระบุว่า วันหยุดยาวที่มากขึ้นและการลางานที่มีความยืดหยุ่นส่งผลให้ผู้คนสามารถเดินทางได้ไกลขึ้น โดยระยะทางเฉลี่ยในการเดินทางเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.8 แตะที่ 213 กิโลเมตร ขณะที่ระยะทางการท่องเที่ยวภายในท้องถิ่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 24.5 แตะที่ 23 กิโลเมตร

บริษัทท่องเที่ยวรายใหญ่ เช่น ทริป ดอต คอม (Trip.com) และฟลิกกี (Fliggy) รายงานว่า การท่องเที่ยวภายในประเทศแบบระยะไกลเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ด้านสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองแห่งชาติจีน (NIA) รายงานว่านักท่องเที่ยวจีนออกไปท่องเที่ยวในกว่า 180 ประเทศและภูมิภาค และมีจำนวนการเดินทางข้ามพรมแดนรวม 16.34 ล้านครั้ง

การท่องเที่ยวในชนบทเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยร้อยละ 22 ของชาวจีนในชนบทเดินทางรวมทั้งสิ้น 102 ล้านครั้ง คิดเป็นร้อยละ 11.5 ของการเดินทางภายในประเทศทั้งหมด

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวกว่าร้อยละ 40 หลีกเลี่ยงเมืองใหญ่ และเบนความสนใจไปยังจุดหมายปลายทางที่เงียบสงบกว่า บริษัทถงเฉิง ทราเวล (Tongcheng Travel) ระบุว่า ยอดจองโรงแรมในอำเภอกว่า 30 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ด้านเจ้าหน้าที่จากสถาบันการท่องเที่ยวของจีนกล่าวว่า ชาวชนบทและนักท่องเที่ยวหนุ่มสาวจากเมืองขนาดเล็กได้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนตลาดที่แข็งแกร่ง โดยความต้องการของนักท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนไปสู่หมุดหมายที่มีขนาดเล็กกว่าแต่เปี่ยมด้วยเสน่ห์ทางวัฒนธรรม

ผู้คนให้ความสำคัญกับประสบการณ์ทางวัฒนธรรมและอารมณ์มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้าร่วมกิจกรรมส่วนชุดฮั่นฝู พิธีชงชา และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ในขณะที่เหม่ยถวน ทราเวล (Meituan Travel) รายงานว่า การค้นหาคำว่า “ท่องเที่ยวยามค่ำคืน” เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 386.5

หน่วยงานการท่องเที่ยวมีการอำนวยความสะดวกหลายรูปแบบ เช่น พิพิธภัณฑ์ในนครเซี่ยงไฮ้เปิดให้บริการเข้าชมช่วงดึก ถ้ำโม่เกาในตุนหวงเปิดระบบแนะนำแบบดิจิทัล และทะเลสาบซีหูในนครหางโจวได้ใช้ระบบจองอัจฉริยะเพื่อจัดการจำนวนผู้เข้าชมอย่างมีประสิทธิภาพ

ในช่วงเวลานี้ จีนจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวมากกว่า 29,000 รายการ พร้อมออกคูปองเพื่อส่งเสริมการบริโภคมูลค่ารวม 480 ล้านหยวน (ราว 2.2 พันล้านบาท)

หูหยาง รองประธานบริษัทถูเจีย กล่าวว่าจุดหมายปลายทางที่ผู้คนเลือกเที่ยวในปัจจุบันสะท้อนถึงความสนใจและความเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตในท้องถิ่น

ทรัมป์ ประกาศ!! จะเก็บภาษีจีน 100%

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ปธน.ทรัมป์ #สหรัฐฯ ประกาศจะเก็บภาษีจีน 100% เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน และควบคุมการส่งออก "ซอฟต์แวร์สำคัญทุกชนิด"

President Trump announces a 100% tariff on China starting November 1st and export controls on "any and all critical software."

เดิมพันล่วงหน้า รู้ผลก่อนโลก!! ส่อเค้ารั่วไหล รางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ จุดชนวน!! สอบสวนครั้งใหญ่ รางวัลระดับโลก หรือแค่สคริปต์การเมือง

(11 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ María Corina Machado ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา จะได้รับการสวมมงกุฎผู้ชนะอย่างเป็นทางการ อัตราต่อรองของเธอในเว็บไซต์ทำนายผล Polymarket ก็พุ่งสูงขึ้นอย่างกะทันหันจาก 3 เปอร์เซ็นต์เป็นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์

แปลกใช่มั้ยล่ะ? โดยเฉพาะเพราะเธอไม่ได้อยู่ในลิสต์ favorites ด้วยซ้ำ

แปลกยิ่งกว่านั้น: ผู้ใช้รายใหม่ลึกลับที่มีชื่อว่า "6741" ยอมวางเดิมพัน $1,500 ให้กับ Machado และเดิมพันอีก $1,085 ให้กับหนึ่งในผู้ท้าชิงอันดับต้นๆ อย่าง Sudan's Emergency Response Rooms

ไม่กี่วินาทีต่อมา โอกาสของเธอก็พุ่งสูงขึ้น และในตอนเช้า เธอก็กลายเป็นผู้ชนะ

ขณะนี้สถาบันโนเบลอยู่ในภาวะตื่นตระหนก โดยกล่าวว่าพวกเขากำลัง "สืบสวนการรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้น" ซึ่งหมายความว่า อาจมีใครบางคนเปิดเผยการตัดสินใจที่ "เป็นความลับ" ที่สุดของโลกก่อนที่จะมีการประกาศ

รางวัลนี้จะได้รับการตัดสินโดยผู้ที่นั่งอยู่ในนอร์เวย์ 5 คน อดีตนักการเมือง 3 คน นักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน 1 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศ 1 คน

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเก็บความลับได้ไม่ดีเท่าม็อด Reddit ทั่วไป แค่วันเดียวก่อนหน้านี้ โอกาสของ Machado น้อยกว่า 1% ขณะนี้ สถาบันโนเบล ซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับที่มอบรางวัลสันติภาพให้กับโอบามาจากการที่เขาชนะการเลือกตั้ง กำลังพยายามหาคำตอบว่าเว็บไซต์พนันแห่งหนึ่งตั้งชื่อรางวัลนี้ว่าอย่างไร

หากสิ่งนี้ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่ารางวัลโนเบลได้กลายมาเป็นรางวัลออสการ์แห่งการเมืองแล้ว ก็จะไม่มีอะไรพิสูจน์ได้อีก


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top