Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘ผู้สูงอายุญี่ปุ่น’ แห่!! กลับทำงาน ตั้งเป้าทำงานถึง 90 ปี เพื่อความมั่นคง และคุณค่าในสังคม

(23 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Japan - แจนแปล’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ...

ความจริงเบื้องหลังบำนาญญี่ปุ่น: "เงินไม่พอใช้" คนแก่แห่กลับไปทำงาน-ตั้งเป้า "อยากทำงานถึง 90 ปี"เรื่องจริงหลังวัยเกษียณที่ญี่ปุ่น …

ชายวัย 67 ปีคนหนึ่ง เคยทำงานบริษัทขนส่งมาทั้งชีวิต แกตัดสินใจลาออกมาพักเมื่อ 2 ปีก่อน ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบด้วยเงินบำนาญ แต่พอใช้จริง ๆ กลับรู้สึกไม่มั่นคงเลย เงินที่ได้มามันไม่พอใช้จ่ายเหมือนเมื่อก่อน สุดท้ายแกเลยต้องกลับไปหางานทำอีกครั้งในฤดูใบไม้ผลิปีนี้ ทำงานต่อเพื่อเก็บเงินไว้ใช้เติมความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ

• เช่น ไว้ไปเที่ยวบ้าง ไว้ไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ้าง อีกด้านหนึ่ง มีชายวัย 89 ปี ที่ใช้ชีวิตแบบต้องคุมเข้มทุกอย่าง ค่าอาหารต่อวันต้องไม่เกิน 500 เยน ต้องใช้ชีวิตประหยัดสุด ๆ แต่แกก็ยังพอมีมุมที่ทำให้มีความสุขได้บ้าง คือการไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ๆ สัปดาห์ละครั้ง 

•แกบอกว่า “แค่ได้ร้องเพลงกับเพื่อน ๆ แค่นี้ก็พอแล้ว”

นี่คือภาพชีวิตจริงของผู้สูงอายุญี่ปุ่นในยุคที่ “เงินบำนาญอย่างเดียวอยู่ไม่ได้”
หลายคนจึงเลือกที่จะกลับไปทำงาน ทั้งที่เลยวัยเกษียณมานานแล้ว
บางคนบอกว่า “จะทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลไม่ใช่แค่เรื่องเงินอย่างเดียว แต่มันคือความต้องการที่จะมีคุณค่า ไม่เป็นภาระใคร และได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคม

• จากตัวเลขสถิติตอนนี้
ญี่ปุ่นมีคนอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่า 36 ล้านคน คิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของประชากรทั้งหมด และจำนวนคนแก่ที่ยังต้องทำงานก็เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี 2024 นี้มีคนสูงอายุทำงานมากถึง 9.3 ล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
• งานวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า
ประมาณ 4 ใน 10 ของผู้สูงอายุที่ยังทำงานอยู่ ให้เหตุผลว่า “อยากทำงานไปจนกว่าร่างกายจะไม่ไหว” เหตุผลในการทำงานต่อไม่จำกัดอยู่แค่เรื่องรายได้เท่านั้น แต่รวมไปถึงการรักษาสุขภาพ การมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น และการรู้สึกว่าตัวเองยังมีส่วนร่วมในสังคม

ปัจจุบัน คนอายุ 65–69 ปีในญี่ปุ่นกว่าครึ่งยังคงมีงานทำอยู่ ส่วนช่วงอายุ 70–74 ปี ก็ยังมีเกือบหนึ่งในสามที่ยังทำงาน และแม้แต่คนอายุเกิน 75 ปี ก็ยังคงมีบางส่วนที่ไม่หยุดทำงาน เพราะสำหรับผู้สูงอายุหลายคน การทำงาน มันคือวิธีที่ทำให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความหมาย…

พัฒนา 'ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์' รุ่นใหม่ เทคโนโลยีรับความร้อนสูง 20 เมกะวัตต์/ตร.ม. ระบบไดเวอร์เตอร์ ผ่านรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ปูทางสู่การผลิตพลังงานสะอาดในอนาคต

(22 ต.ค. 68) จีนประสบความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" (artificial sun) รุ่นถัดไป หลังจากหนึ่งในระบบย่อยหลักของเทคโนโลยีดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบรับรองจากคณะผู้เชี่ยวชาญเมื่อวันจันทร์ (13 ต.ค.) ที่ผ่านมา ต้นแบบไดเวอร์เตอร์ (diverter) ของสถานวิจัยเทคโนโลยีฟิวชันครบวงจร (CRAFT) พัฒนาโดยสถาบันฟิสิกส์พลาสมา สังกัดสถาบันบัณฑิตวิทยาศาสตร์จีน เป็นหนึ่งใน 19 ระบบย่อยหลักของแพลตฟอร์มพัฒนาและทดสอบส่วนประกอบสำคัญของเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของสถานวิจัยฯ

อนึ่ง ความก้าวหน้านี้เป็นหมุดหมายความสำเร็จในการพัฒนาส่วนประกอบของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งรับรองการถ่ายเทความร้อนสูงสุดและพัฒนาทั้งหมดโดยจีน

ผลทดสอบพบว่าส่วนประกอบดังกล่าวสามารถรับรองการถ่ายเทความร้อนแบบสถานะคงตัว 20 เมกะวัตต์ต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการออกแบบให้มีลักษณะเรียบแบนที่ช่วยรักษาอุณหภูมิพื้นผิวทังสเตนให้อยู่ต่ำกว่าเกณฑ์การตกผลึกซ้ำ (recrystallization)

ไดเวอร์เตอร์เป็นส่วนประกอบสำคัญในการเดินเครื่องแบบสถานะคงตัวของแกนเตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชัน ทำหน้าที่ระบายผลผลิตจากกระบวนการฟิวชันและความร้อนออกจากแกนเตาปฏิกรณ์ รวมถึงควบคุมสิ่งเจือปนภายในระบบการทำงาน นวัตกรรมสำคัญของต้นแบบไดเวอร์เตอร์ของสถานวิจัยฯ คือการออกแบบตัวเคลือบไดเวอร์เตอร์แบบผสมผสาน ซึ่งสามารถเพิ่มอัตราส่วนการผลิตทริเทียมมากกว่าร้อยละ 3 ในทางทฤษฎี ทำให้เกื้อหนุนการพึ่งพาทริเทียมที่ผลิตด้วยตนเอง

คณะนักวิจัยเน้นย้ำว่าความก้าวหน้านี้เป็นความสำเร็จของจีนในการวิจัยและพัฒนาไดเวอร์เตอร์ด้วยตนเองอย่างสมบูรณ์ สร้างรากฐานทางเทคนิคอันแข็งแกร่งสำหรับการประยุกต์ใช้เตาปฏิกรณ์พลังงานฟิวชันของประเทศในอนาคต รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องในภาคการบินและอวกาศ อุปกรณ์การแพทย์ขั้นสูง อิเล็กทรอนิกส์อุตสาหกรรม และยานยนต์พลังงานใหม่

ทั้งนี้ เป้าหมายสูงสุดของ "ดวงอาทิตย์ประดิษฐ์" คือสร้างปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (nuclear fusion) เหมือนดวงอาทิตย์ เพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ไม่มีวันหมดของมนุษยชาติ รวมถึงส่งเสริมการสำรวจอวกาศนอกระบบสุริยะ จีนนั้นสร้างความก้าวหน้าโดดเด่นในด้านพลังงานฟิวชัน โดยเตาปฏิกรณ์โทคาแมกแบบตัวนำยิ่งยวดขั้นสูงเพื่อการทดลอง (EAST) ของจีนทำลายสถิติโลกอย่างต่อเนื่องผ่านการยกระดับการทดลอง

สหรัฐฯ เดินเกมเก็บภาษีรถยนต์ ฉีกหลักการ WTO รีดภาษี ชิ้นส่วนจาก ‘จีน’ สูงสุดในประวัติการณ์ ทำราคารถในอเมริกาพุ่งกระฉูดเอง

(22 ต.ค. 68) รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้นโยบาย America First ประกาศขึ้นภาษีสินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนจากจีนในอัตราสูง ละเมิดหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO) และสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ทั่วโลก

การเก็บภาษีฝ่ายเดียวสะท้อนแนวทางปกป้องผลประโยชน์ในประเทศของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกปั่นป่วน โดยเฉพาะกลุ่มรถยนต์พลังงานใหม่ที่กำลังอยู่ในช่วงเติบโต ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตและการลงทุนระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังใช้ข้ออ้าง “ความมั่นคงแห่งชาติ” ในการกำหนดภาษีรถยนต์นำเข้า และบีบให้ประเทศคู่ค้าอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหภาพยุโรป ทำข้อตกลงลดภาษีเพื่อแลกสิทธิ์เข้าตลาดอเมริกา สร้างความไม่พอใจในหลายภูมิภาค

ทั้งนี้ ผลลัพธ์กลับย้อนใส่เศรษฐกิจในประเทศเอง ราคารถยนต์ในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นกว่า 2,500–20,000 ดอลลาร์ต่อคัน ขณะที่ค่ายรถรายใหญ่ต้องจ่ายภาษีเพิ่มหลายพันล้าน ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า “สงครามภาษีไม่มีผู้ชนะ” และจะยิ่งซ้ำเติมเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวลง

 

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง CR450 รอบทดสอบทำความเร็วทะลุ 453 กม./ชม. เร่งจากหยุดนิ่งถึง 350 กม./ชม. ภายใน 4 นาที 40 วินาที

(21 ต.ค. 68) จีนเริ่มการทดสอบก่อนเปิดให้บริการของ รถไฟความเร็วสูงที่เร็วที่สุดในโลก CR450 บนเส้นทางระหว่างเมืองเซี่ยงไฮ้ทางตะวันออก และเฉิงตูทางตะวันตก โดยรถไฟรุ่นนี้ทำความเร็วได้สูงสุดถึง 453 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในการทดสอบครั้งแรก

สำหรับ รถไฟความเร็วสูง CR450 ถูกออกแบบให้ทำความเร็วสูงสุดในการทดสอบ 450 กม./ชม. และวิ่งเชิงพาณิชย์ได้ 400 กม./ชม. โดยรถไฟสามารถเร่งจากหยุดนิ่งไปถึง 350 กม./ชม. ในเวลาเพียง 4 นาที 40 วินาที และเมื่อทดลองให้สองขบวนแล่นสวนกัน ความเร็วรวมสูงสุดที่ทำได้ถึง 896 กม./ชม.

เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้ากับ CR400 Fuxing รถไฟ CR450 มีส่วนหน้าที่ยาวและเรียวขึ้น หลังคาต่ำลง 20 เซนติเมตร และน้ำหนักลดลง 50 ตัน ส่งผลให้แรงต้านอากาศลดลง 22% ทั้งนี้ ก่อนให้บริการเชิงพาณิชย์ รถไฟ CR450 จะต้องวิ่งให้ครบ 600,000 กิโลเมตรโดยไม่เกิดปัญหา ถึงจะอนุมัติให้ขนส่งผู้โดยสารได้

ทรัมป์ลั่นกลางวงสื่อ!! ชี้ ยูเครนไม่มีทางชนะรัสเซียในสมรภูมิที่ยืดเยื้อ เผยแผนเร่งส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ให้ออสเตรเลีย พร้อมเดินหน้าดีลการค้ากับ ‘สี จิ้นผิง’ แต่ขู่จีน หากไม่ตกลง เตรียมเจอภาษีโหด 157% จากสหรัฐฯ

(21 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันจันทร์ (20 ต.ค.) ว่า ไม่เชื่อยูเครนจะสามารถเอาชนะรัสเซียได้ในสงครามที่ยืดเยื้อ พร้อมระบุว่า “พวกเขายังอาจชนะได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะเป็นไปได้” ซึ่งท่าทีดังกล่าวสะท้อนมุมมองที่ค่อนข้างสิ้นหวังต่อแนวรบของยูเครน ท่ามกลางความพยายามของชาติตะวันตกในการส่งอาวุธและความช่วยเหลือต่อเนื่อง

โดยทรัมป์ให้สัมภาษณ์ระหว่างการพบปะกับนายกรัฐมนตรีแอนโธนี่ อัลบาเนซี (Anthony Albanese) ของออสเตรเลีย โดยทั้งสองฝ่ายหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง ภายใต้ข้อตกลง AUKUS และการเร่งส่งมอบเรือดำน้ำนิวเคลียร์สหรัฐฯ ให้แก่กองทัพออสเตรเลีย ซึ่งทรัมป์ยืนยันว่า “กำลังเดินหน้าอย่างเร่งด่วน” นอกจากนี้ยังมีการพูดคุยถึงแผนสร้างฐานซ่อมบำรุงเรือดำน้ำแห่งใหม่ในออสเตรเลีย มูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังเปิดเผยว่าจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่เกาหลีใต้ในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะได้ข้อสรุปข้อตกลงการค้าที่ “ยุติธรรมต่อทั้งสองฝ่าย” พร้อมเตือนว่าหากจีนไม่ยอมตกลง จะต้องเผชิญภาษีนำเข้าสูงถึง 157% ซึ่งทรัมป์กล่าวว่า “เราขู่พวกเขาด้วยภาษีได้ และยังมีอีกหลายอย่างที่เราทำได้ แต่ไม่อยากทำถึงขั้นนั้น”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังย้ำว่าจีน “ไม่ได้มีเจตนาจะบุกไต้หวัน” และยกย่องกองทัพสหรัฐฯ ว่ายังเหนือกว่าจีนหลายเท่า โดยกล่าวทิ้งท้ายอย่างภาคภูมิว่า “เรามีอาวุธที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าเรามี — และเรานำหน้าจีนไปไกลในเชิงกำลังทหาร”

María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอล่า โนเบลสันติภาพ การตอบแทนต่อการเป็น ข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกา มองไทยไส้ศึกทุกวันนี้ อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหน แต่เป็นคนไทยกันเอง

เป็นที่ทราบกันแล้วว่าผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพคนล่าสุดคือ นาง María Corina Machado จากประเทศเวเนซุเอลาโดยทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลอ้างว่าเธอคือนักต่อสู้เพื่อให้มีการเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรมและสันติจากเผด็จการไปสู่ประชาธิปไตยอย่างสันติสุข แต่ในความเป็นจริงนั้นจากสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้กล่าวคือความขัดแย้งระหว่างอเมริกาและเวเนซุเอลามีความตึงเครียดสูง อเมริกามองว่าเวเนซุเอลาเป็นศัตรูอันดับต้น ๆ แทบจะเรียกว่ารองจากจีนก็ไม่ผิดนัก แถมล่าสุดอเมริกายังใส่ความเวเนซุเอลาว่าเป็นผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ส่งเข้าอเมริกาทั้ง ๆ ที่ทั่วโลกรู้มานานแล้วว่า ผู้ค้ายาเสพติดรายใหญ่ในอเมริการับจากเม็กซิโกและโคลัมเบีย ส่วนนางมาเรียนี้ก็คือคนหนึ่งที่เป็นกระบอกเสียงให้อเมริกาและสนับสนุนการกระทำของอเมริกาหากจะส่งกำลังมายึดเวเนซุเอลา ถามว่าความคิดแบบนี้หรือที่เป็นความคิดของคนที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ…? หรือการได้รางวัลครั้งนี้เป็นการตอบแทนต่อการเป็นข้ารับใช้ชั้นดีของอเมริกาและทำให้คนอื่นยอมรับการกระทำของเธอว่าเธอไม่ได้เป็นกบฏต่อรัฐโดยอ้างเรื่องมนุษยธรรม

อย่างไรก็ดีกลับมายังละแวกบ้านเราในกาลครั้งหนึ่งที่นางอองซานซูจีก็เคยได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเช่นกัน  แต่ทว่าเมื่อนางซูจีขึ้นครองอำนาจและไม่ได้ปฏิบัติตนอันเป็นลูกรักที่ดีของอเมริกาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อในประเทศเกิดความขัดแย้งระหว่างชาวเมียนมากับกลุ่มโรฮิงญาในยะไข่และเธอเลือกที่จะอยู่ข้างเดียวกับประชาชนของเธอ นั่นแม้ว่าทางคณะกรรมการรางวัลโนเบลไม่ได้ถอนรางวัลของเธอเพราะเนื่องจากการให้รางวัลนั้นได้ตัดสินไปแล้วไม่มีการถอนคำตัดสินย้อนเพราะเป็นกฎของรางวัลโนเบลก็ตาม แต่ก็มีหลายๆรางวัลที่ถูกถอดถอนไปเช่น Freedom of the City of Oxford, Amnesty International Ambassador of Conscience Award และ Edinburgh Award ที่ได้ถอนรางวัลของเธอเนื่องจากประเด็นเรื่องการปราบปรามชาวโรฮิงญา

ประเด็นคือหลาย ๆ ครั้งที่การมอบรางวัลโนเบลที่หากขุดลึกลงไปให้ดีก็จะพบว่ารางวัลนี้ถูกมอบให้แก่สุนัขรับใช้ประเทศนายทุนที่คอยสนับสนุนคนกลุ่มนี้ให้ทำลายประเทศตัวเอง ซึ่งในประเทศไทยหากมองให้ลึกดี ๆ ก็จะเห็นว่ามีกลุ่มนายทุนประเทศเหล่านี้เข้ามาให้การสนับสนุนด้านเงินทุนแก่องค์การอิสระและพรรคการเมืองบางพรรคเพื่อจะให้ควบคุมการเมืองในประเทศไทยเองก็ดี หรือแม้กระทั่งใช้ไทยเป็นแหล่งรองรับพักพิงจากพวกพ้องพันธมิตรของตนจากประเทศเพื่อนบ้านดังที่เห็นว่าอยู่ดีๆประเทศไทยก็เปิดรับขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่หนีเข้ามาหลบในประเทศไทย หากมองเผิน ๆ อาจจะมองว่าเพราะแรงงานเขมรกลับประเทศทำให้ไทยขาดแรงงานในระบบไปร่วม 500,000 คนจึงจำเป็นต้องหาแรงงานมาทดแทน แต่ในอีกมุมหนึ่งคือการเอื้อให้คนที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทยโดยเฉพาะกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเมียนมาที่ประเทศมหาอำนาจอุ้มชูดูแลคนเหล่านี้อยู่ให้มีอาชีพมีการมีงานและส่งผลถึงมีการตั้งหลักแหล่งถาวรในไทยได้ด้วย  

ประเทศไทยในทุกวันนี้กำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่คือการที่เราจะเป็นตัวแทนของสงครามของประเทศมหาอำนาจที่กำลังจะเล่นบทนกสองหัวทั้งสองประเทศเพราะไม่ว่าฝ่ายใดได้ชัยชนะมหาอำนาจทั้งสองก็ชนะไปด้วย ในอดีตไทยเราเป็นหนึ่งในชาติที่ไม่เสียเปรียบใครในการชิงชัยเรื่องการแผ่อำนาจ แต่ในวันนี้อาจจะไม่แน่เพราะไส้ศึกทุกวันนี้อาจจะไม่ใช่ต่างชาติที่ไหนแต่เป็นคนไทยกันเอง ดังที่เคยเกิดมาในครั้งเสียกรุงศรีจนเป็นคำกล่าวที่ว่า “กรุงศรีจะไม่มีวันแตกหากชาวสยามไม่ทรยศชาวสยามด้วยกันเอง” ฉันใดก็ฉันนั้น

‘ตำรวจโตเกียว’ ออกหมายจับ!! 2 ผู้ต้องหาใหญ่ คดีคอลเซ็นเตอร์ หลอกลวงข้ามชาติ เสียหายกว่า 5,000 ล้านเยน เชื่อมโยง ‘แก๊งจีน-ยากูซ่า’ ตั้งฐานปฏิบัติการในกัมพูชา

(18 ต.ค. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘Jaroensook Limbanchongkit Pone’ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า …

ตำรวจกรุงโตเกียวได้ออกหมายจับเพิ่มเติมต่อผู้ต้องหา 2 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งที่ก่อคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ (คอลเซ็นเตอร์) ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

สำนักงานตำรวจนครบาลโตเกียวสงสัยว่ากลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังคดีหลอกลวงทางโทรศัพท์อย่างน้อย 500 คดี ภายในระยะเวลาเพียงครึ่งปีจนถึงเดือนมกราคมที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรวมราว 5,000 ล้านเยน (ประมาณ 33 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

หนึ่งในผู้ต้องหาคือ เฉียน หลิง (Qian Ling) ชาวจีน อายุ 38 ปี ซึ่งเชื่อว่าเป็นหัวหน้าแก๊งและมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมของจีน ตำรวจเชื่อว่าองค์กรอาชญากรรมของจีนและกลุ่มแก๊ง สุมิโยชิไก (Sumiyoshi-kai) ซึ่งเป็นกลุ่มยากูซ่าของญี่ปุ่น ได้ร่วมมือกับกลุ่มของเฉียนในการก่อคดีหลอกลวงดังกล่าว

ผู้ต้องหาอีกคนคือ โชเฮ มิยะได (Shohei Miyadai) ชาวญี่ปุ่น อายุ 31 ปี ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้ที่ลงมือก่อเหตุหลอกลวง

จากข้อมูลการสอบสวน ระบุว่า เฉียนและพวกได้ตั้งฐานปฏิบัติการในประเทศกัมพูชา โดยใช้เงินที่ระดมทุนจากนักลงทุน เริ่มดำเนินการตั้งแต่ราวปี 2023 และนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงมาจ่ายให้กับผู้ก่อเหตุและนักลงทุนประมาณ 30 คน

นอกจากนี้ ตำรวจยังได้จับกุม ลู่ ลู่ (Lu Lu) ชาวจีน อายุ 36 ปี ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนช่วยฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงในนามของกลุ่มของเฉียน ลู่ถูกกล่าวหาว่าสั่งให้สมาชิกในกลุ่มนำเงินที่ได้จากการหลอกลวงไปวางเป็นเงินมัดจำกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น ในนามของลูกค้าชาวจีนที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ในญี่ปุ่น จากนั้นจึงให้บริษัทคืนเงินมัดจำเป็นเงินหยวนจีน

เฉียนและมียะไดถูกสงสัยว่าหลอกผู้เสียหาย 2 ราย ให้โอนเงินสดจำนวน 2.9 ล้านเยน และคริปโตเคอร์เรนซีมูลค่า 1 ล้านเยน โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กำลังสืบสวนพวกเขา ระหว่างเดือนกันยายนถึงธันวาคม 2023

ส่วนลู่ถูกกล่าวหาว่าส่งเงิน 10 ล้านเยนจากทั้งหมด 32 ล้านเยนที่ได้จากการหลอกลวง ไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน 2023

ปูติน มาเซอร์ไพรส์!! ปรากฏตัว!! งานฉลอง 20 ปี RT โรงละคร Bolshoi Theatre สื่อไทย!! ร่วมทำข่าวใกล้ชิด ผู้นำรัสเซีย ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง

(18 ต.ค. 68) ธันย์ชนก จงยศยิ่ง บรรณาธิการบริหาร TNN Online และผู้ประกาศข่าว TNN World Today ได้โพสต์ข้อความระบุว่า...

Another mission complete!!

ได้พบประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซียค่ะ ระยะห่างเพียง 6 แถวที่นั่ง ในโรงละครชื่อดังก้องโลกอย่าง Bolshoi Theatre

งานนี้ RT อุบเงียบมาก แต่บรรยากาศ security งานในก็ไม่ปกติแต่แรก เข้มงวดสุดๆ ถนนรอบๆ เต็มไปด้วยทหาร งานเริ่มหนึ่งทุ่ม แต่เราต้องไปตั้งแต่สี่โมงกว่าสำหรับ security clearance

ตามคำบอกเล่า การก่อตั้ง RT มาจากแนวคิดของปูตินค่ะ ที่ต้องการให้รัสเซียได้เผยแพร่ narrative และมุมมองของรัสเซียออกสู่ชาวโลก...จากวันนั้น จนถึงวันนี้ RT อายุครบ 20 ปี ปูตินเลยมาเปิดงานฉลองเซอร์ไพรส์แขกที่มาจากทั่วโลกซะหน่อย

สำหรับมิก ที่บอกว่า mission complete...นั่นก็เป็นเพราะว่า ตั้งแต่ทำสื่อมา 20 ปี ได้เจอทั้ง ผู้นำ และรัฐมนตรี หลายชาติมหาอำนาจไปแล้ว...ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มิกยังได้เจอใกล้ๆ 3 ครั้ง แต่ปูตินนี่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอ เพราะเป็นตัวละครลับมากของโลก

วันนี้ได้เจอ ก็คือมึนนิดนึง RT ทำถึงจริงๆ แล้วยังแปลงใจกลางมอสโก เป็นเมืองแห่ง RT แม้กระทั่งหน้าเครมลิน และโรงละคร Bolshoi ยังมีสัญลักษณ์ RT20!!

ในงานนี้ ท่านทูตไทย ยังพามิกกับปุ้ยไปแนะนำกับ Andrey Rudenko รมช. ต่างประเทศของรัสเซียด้วย ท่านบอกว่ามาไทยแล้วหลายครั้ง ท่านทูตไทยบอกกับมิกว่า ปูตินไม่ค่อยออกงานนะ นี่น่าจะพิเศษจริงๆ ถึงมางานนี้ค่ะ

‘กัมพูชา’ ลุยล้างบางขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ จับผู้ต้องสงสัย 3,455 ราย ในจำนวน 75 ราย เอี่ยวคดีอุกฉกรรจ์

(17 ต.ค. 68) รัฐบาลกัมพูชาเผยผลปฏิบัติการกวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศ ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 2568 โดยสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้ 3,455 คน จาก 20 สัญชาติ ถือเป็นปฏิบัติการปราบปรามครั้งใหญ่ที่สุดของปี ภายใต้การนำของคณะกรรมาธิการแห่งชาติเพื่อปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์

เจ้าหน้าที่บุกตรวจค้น 92 จุดใน 18 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงกรุงพนมเปญ พบผู้ต้องสงสัยจำนวนมากเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ ค้ามนุษย์ และฆาตกรรม โดยหลักฐานที่ยึดได้มีทั้งโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หนังสือเดินทาง และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์นับพันชิ้น ซึ่งจะถูกส่งต่อให้หน่วยงานร่วมสืบสวนข้ามประเทศตรวจสอบเพิ่มเติม

จากการสอบสวน มี 10 คดีใหญ่ถูกส่งขึ้นศาลในกรุงพนมเปญ กันดาล พระสีหนุ และกำปอต รวมผู้ต้องหาหลัก 75 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 5 คน ขณะที่รัฐบาลได้ส่งตัวคนต่างชาติกลับประเทศแล้วกว่า 2,800 คน และช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์หลายรายออกจากเครือข่ายอาชญากรรมดังกล่าว

กัมพูชาเน้นย้ำว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ “แคมเปญระดับชาติปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์” ซึ่งนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต เปิดตัวเมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมสั่งให้เจ้าหน้าที่ทุกระดับรับผิดชอบอย่างเข้มงวด หากละเลยหรือไม่ร่วมมืออาจถูกปลดจากตำแหน่ง โดยรัฐบาลยืนยันว่าประเทศตน “เป็นทั้งผู้บังคับใช้กฎหมาย และในหลายกรณี ก็เป็นเหยื่อของอาชญากรรมไซเบอร์เช่นกัน”

‘จีน’ ยันคุมส่งออก ‘แร่หายาก’ อย่างมีระบบ ปรับเกณฑ์ให้โปร่งใส-เอื้อต่อการค้าถูกกฎหมาย

เมื่อวันที่ (16 ต.ค. 68) กระทรวงพาณิชย์จีน ประกาศว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปรับปรุงระบบควบคุมการส่งออก 'แร่หายาก' ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะลดขั้นตอนการอนุมัติและเวลาตรวจสอบ พร้อมพิจารณามาตรการอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อให้การส่งออกที่ถูกกฎหมายดำเนินได้อย่างราบรื่น

เหอ หย่งเฉียน (He Yongqian) โฆษกกระทรวงพาณิชย์ ย้ำว่ามาตรการดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามกฎหมายและไม่มุ่งเป้าต่อประเทศใดเป็นพิเศษ ทั้งยังระบุว่า คำขอส่งออกที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการพลเรือนจะได้รับอนุมัติทั้งหมด โดยเป้าหมายหลักคือป้องกันไม่ให้แร่หายากถูกนำไปใช้ผลิตอาวุธหรือเทคโนโลยีที่เป็นภัยต่อความมั่นคงระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านจีนแสดงความไม่พอใจต่อสหรัฐฯ ที่ออกมาตรการเพิ่ม 'ค่าธรรมเนียมท่าเรือ' ต่อเรือสินค้าจีน และขยาย 'เอนทิตีลิสต์' หรือ บัญชีรายชื่อบริษัทและองค์กรที่รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งส่งผลให้บริษัทเหล่านี้ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีและสินค้าของสหรัฐฯ เช่น ชิปหรือซอฟต์แวร์ขั้นสูง

ทั้งนี้ จีนเตือนว่าสหรัฐฯ ควร “หยุดสร้างความวุ่นวาย” หลังเพิ่งเปิดการเจรจาการค้าในกรุงมาดริด แต่กลับออกมาตรการเล่นงานจีนกว่า 20 ฉบับในเวลาไม่ถึงเดือน พร้อมเรียกร้องให้วอชิงตันกลับมาหารืออย่างเท่าเทียมและเคารพซึ่งกันและกัน เพื่อรักษาบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

‘ทรัมป์’ ขอเวลาคิดก่อนตัดสินใจ ‘คว่ำบาตรรัสเซีย’ เหตุกำลังเตรียมพบ ‘ปูติน’ หวังยุติสงครามยูเครน

(17 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันที่ 16 ตุลาคมว่า ขณะนี้อาจไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมในการออกมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวอาจกระทบต่อความพยายามทางการทูตที่เขากำลังดำเนินอยู่ เพื่อเปิดทางสู่การเจรจาสันติภาพกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน

ทรัมป์ระบุว่า ตน “ไม่ได้คัดค้าน” มาตรการคว่ำบาตร แต่ขอให้รอช่วงเวลาที่เหมาะสม โดยจะหารือกับสภาคองเกรสก่อนตัดสินใจอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ เขาย้ำว่ากำลังเตรียมจัดการพบปะกับปูตินที่ประเทศฮังการีภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งเขาเชื่อว่าจะเป็นก้าวสำคัญในการยุติสงครามยูเครน

ขณะเดียวกัน วุฒิสภาสหรัฐฯ กำลังรอการอนุมัติจากทรัมป์ในร่างกฎหมายใหม่ ที่เสนอให้เก็บภาษีในอัตราสูงกับประเทศที่ยังคงนำเข้าพลังงานและสินค้าอื่นจากรัสเซีย เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่อมอสโก แต่แหล่งข่าวเผยว่า พรรครีพับลิกันยังไม่ผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานจากแหล่งข่าวในวอชิงตันระบุว่า ทีมงานของทรัมป์เริ่มศึกษารายละเอียดของร่างกฎหมายดังกล่าวแล้ว และมีการเสนอแก้ไขเชิงเทคนิคบางส่วน ซึ่งสะท้อนว่าฝ่ายบริหารอาจยังไม่ปิดโอกาสในการใช้มาตรการคว่ำบาตรในอนาคต เพียงแต่ต้องรอ “จังหวะทางการเมือง” ที่เหมาะสมก่อนเท่านั้น

‘ทรัมป์’ เผยหลังโทรคุย ‘ปูติน’ 2 ชม. คืบหน้ามาก เตรียมนัดหารือสันติภาพที่ฮังการี ภายใน 2 สัปดาห์

(17 ต.ค. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่าได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย เป็นเวลาราว 2 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา เพื่อหารือแนวทางยุติสงครามยูเครน โดยระบุผ่าน Truth Social ว่า “การสนทนาเป็นไปอย่างยาวนานแต่มีความคืบหน้า” พร้อมประกาศว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องจัดการหารือระดับสูงร่วมกันในสัปดาห์หน้า

ทรัมป์กล่าวว่าการพูดคุยครั้งนี้เป็น “ก้าวสำคัญสู่สันติภาพ” และประกาศเตรียมพบปะปูตินแบบตัวต่อตัวที่กรุงบูดาเปสต์ ประเทศฮังการี ภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า เพื่อหาข้อสรุปในการยุติ 'สงครามรัสเซีย-ยูเครน' ที่ยืดเยื้อกว่า 2 ปี ขณะเดียวกัน เขายังยืนยันว่าจะพบกับประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนที่ทำเนียบขาวในวันนี้ (17 ต.ค.) เพื่อสรุปผลการพูดคุยกับรัสเซีย

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์เคยบอกเป็นนัยว่าอาจส่งขีปนาวุธ 'โทมาฮอว์ก' ให้ยูเครน ซึ่งสามารถยิงได้ไกลถึง 2,500 กิโลเมตร จนรัสเซียออกมาเตือนว่า หากสหรัฐฯ ทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ “จะเสียหายและไม่อาจกู้คืนได้” นอกจากนี้ทรัมป์ยังอ้างว่าได้ขอให้อินเดียระงับการซื้อน้ำมันจากรัสเซีย เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์มองว่าการพบกันระหว่างทรัมป์กับปูตินในบูดาเปสต์อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสงครามยูเครน แม้ยูเครนยังไม่ชัดว่าจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยหรือไม่ แต่การเคลื่อนไหวครั้งนี้สะท้อนว่าทรัมป์ต้องการใช้บทบาท 'ผู้สร้างสันติภาพ' ต่อเนื่องจากความสำเร็จในการหยุดยิงระหว่างอิสราเอล–ฮามาสในตะวันออกกลาง

เปิดเรื่องช็อกจาก ‘ปาร์ค ฮัง ซอ’ เฮดโค้ชชาวเกาหลีใต้ เฉียดถูก ‘ลักพาตัว’ ในเวียดนาม!! หลังกลับจากเที่ยวกัมพูชา

(17 ต.ค. 68) อดีตโค้ชทีมชาติเวียดนาม 'ปาร์ค ฮัง ซอ' กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง หลังเขาเปิดเผยในรายการทีวีเกาหลีว่าเคย “เกือบถูกลักพาตัว” ระหว่างเดินทางกลับจากเที่ยวที่กัมพูชากับภรรยา เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อคนขับแท็กซี่ขับรถออกนอกเส้นทางขึ้นเขา แม้เขาสั่งให้หยุดแต่คนขับยังฝืน จนไปจอดในลานเปล่าที่มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งอยู่ ก่อนจะมีชายคนหนึ่งจำเขาได้และรีบช่วยให้รอดออกมาอย่างหวุดหวิด

“ผมได้รับวันหยุดยาว 4 วันเนื่องในวันประกาศอิสรภาพของเวียดนาม และได้เดินทางไปกัมพูชากับภรรยาเป็นเวลา 4 วัน 3 คืน ตอนที่เรากลับมาถึงสนามบินเวียดนาม เป็นเวลา 5 ทุ่ม ขณะที่เรากำลังมองไปรอบๆ เพราะไม่มีรถแท็กซี่ ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเราพร้อมโบกมือ แต่ทันทีที่เราขึ้นรถแท็กซี่ เสียงดนตรีก็ฟังดูแปลกๆ คนขับมองกระเป๋าสตางค์ของผมอยู่ตลอด ซึ่งทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ” 

“ในที่สุดรถก็หยุดในลานจอดรถว่างๆ ผมคิดว่า เราถูกลักพาตัวแน่ๆ ผมจึงบอกภรรยาให้ใจเย็นๆ ไว้ ขณะนั้น มีคนนั่งดื่มชาอยู่ราว 10 คน ผมลงจากรถด้วยความหวังว่าจะมีคนจำได้ ซึ่งหนึ่งในคนกลุ่มนั้นมีคนพูดว่า ‘คุณปาร์ค? ปาร์ค ฮังซอ?’ ผมฟังไม่รู้เรื่อง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังบอกให้หัวหน้าแก๊งรีบส่งพวกเราออกไป ชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าเดินเข้ามาและขับรถพาผมและภรรยาออกไป ตอนนี้ผมหัวเราะกับเรื่องนี้ได้แล้ว แต่ตอนนั้นมันน่าตกใจมาก” ปาร์ค ฮัง ซอ เปิดเผยในรายการ 'Take Off Your Shoes and Be a Single Man' ทางช่อง SBS ของเกาหลีใต้

เรื่องเล่านี้ถูกขุดขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางกระแสอาชญากรรมต่อคนเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เพิ่มสูงขึ้น กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเผยว่า คดีลักพาตัวและหลอกลวงแรงงานพุ่งจากราวปีละ 20 เคสในปี 2022–2023 เป็นกว่า 220 เคสในปีที่แล้ว และทะลุ 330 เคสภายในแค่เดือนสิงหาคมปีนี้ โดยหลายกรณีเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งสแกมเมอร์

หนึ่งในคดีล่าสุดคือ นักศึกษาหนุ่มเกาหลีวัย 20 ปีที่เดินทางมากัมพูชา ถูกพบเป็นศพโดยตำรวจระบุสาเหตุ “หัวใจวายจากการถูกทรมานอย่างรุนแรง” อีกกรณีคือชายวัย 50 ปี ถูกอุ้มกลางถนนในกรุงพนมเปญและถูกทำร้ายจนเจ็บสาหัส

เพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศยกระดับคำเตือนการเดินทางไปพนมเปญเป็น “คำแนะนำพิเศษระดับสูงสุด” ขอให้เลื่อนหรือยกเลิกการเดินทางทั้งหมดหากไม่จำเป็น พร้อมเรียกเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำกรุงโซลเข้าพบ เพื่อเรียกร้องให้ทางการกัมพูชาดำเนินมาตรการป้องกันและคุ้มครองความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีอย่างจริงจัง

สมาชิกสภาคองเกรสสหรัฐฯ เปิดศึกกัมพูชา เสนอ ‘คว่ำบาตร–ขึ้นบัญชีดำเขมร’ เอี่ยวทุนเทา

(16 ต.ค. 68) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ จากพรรครีพับลิกัน 3 คน ได้แก่ เจฟเฟอร์สัน ชรีฟ จากรัฐอินเดียนา, จอห์น มูลีนาร์ จากมิชิแกน และไมเคิล รูลี จากโอไฮโอ ได้เสนอร่างมติ H.R. 5490 ต่อคณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้ “ขึ้นบัญชีกัมพูชาเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ” พร้อมเรียกร้องให้คว่ำบาตรเจ้าหน้าที่รัฐและผู้นำธุรกิจรายใหญ่ของกัมพูชาที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในกิจกรรมผิดกฎหมายและเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีน

ร่างมติดังกล่าวอยู่ภายใต้ชื่อ “Promoting International Fraudsters Accountability Act” โดยระบุรายชื่อบุคคลกว่า 40 รายที่ใกล้ชิดกับอดีตนายกรัฐมนตรีฮุนเซน รวมถึงสมาชิกครอบครัวและผู้มีอิทธิพลในวงการพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และธุรกิจคาสิโน เช่น เนต ซาโวเอิน, ฮุน โต, ก๊ก อัน และเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ “เบน สมิธ” ชาวแอฟริกาใต้ที่ถูกกล่าวหาว่าบริหารเครือข่ายทุจริตแทนกลุ่มฮุนเซน

รายงานของคณะกรรมาธิการความมั่นคงและเศรษฐกิจสหรัฐฯ ระบุว่า กัมพูชาถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของศูนย์สแกมเมอร์ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยงจีน ครอบคลุมถึงไทย ลาว และเวียดนาม โดยสร้างความเสียหายต่อชาวอเมริกันกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 ขณะที่แอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลรายงานว่ามีแรงงานกว่า 120,000 คนในกัมพูชาถูกกักขังหรือบังคับทำงานในกิจการหลอกลวงออนไลน์เหล่านี้

ด้านทางการกัมพูชายังไม่ออกมาแสดงความเห็นต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่าร่างมติของสหรัฐฯ เป็นสัญญาณกดดันทางการเมืองครั้งใหม่ เพื่อสกัดอิทธิพลจีนในกัมพูชา ซึ่งถูกมองว่าเป็นพันธมิตรสำคัญของปักกิ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

‘เลขาธิการนาโต้’ โว!! นาโต้เหนือกว่ารัสเซียทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจและกองทัพ ยืนยันพร้อมหนุนยูเครนต่อเนื่อง

(16 ต.ค. 68) มาร์ก รุตเต้ (Mark Rutte) เลขาธิการใหญ่องค์การนาโต้ กล่าวในที่ประชุมสมัชชารัฐสภานาโต้ครั้งที่ 71 ณ กรุงลูบลิยานา ประเทศสโลวีเนีย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2568 ว่า องค์กรพันธมิตรนาโต้กำลัง “ยกระดับการตอบสนอง” ต่อภัยคุกคามทั่วโลก โดยพันธมิตรยุโรปและแคนาดาเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 5% ของจีดีพี พร้อมเร่งขยายการผลิตอาวุธและสนับสนุนยูเครนอย่างต่อเนื่อง

รุตเต้เปิดเผยว่า โครงการ “Prioritised Ukraine Requirements List” หรือ PURL ของนาโต้ ได้ส่งมอบยุทโธปกรณ์มูลค่ากว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐให้ยูเครนภายในสองเดือนหลังเปิดตัว พร้อมย้ำว่า “สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ยูเครนยังอยู่ในสนามรบ แต่ยังช่วยชีวิตผู้คน” นอกจากนี้ เขายังเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสร้างความเข้าใจกับประชาชนถึงภัยคุกคามความมั่นคงที่กำลังขยายตัวทั่วโลก

เลขาธิการนาโต้ยังกล่าวในเชิงเปรียบเทียบว่า เศรษฐกิจของกลุ่มพันธมิตรนาโต้มีขนาดใหญ่กว่ารัสเซียถึง 25 เท่า และมีกองทัพที่ “เหนือกว่าอย่างไม่มีที่สิ้นสุด” ทั้งด้านเทคโนโลยีและศักยภาพทางอากาศ โดยยกตัวอย่างเครื่องบินรบ MiG-31 ของรัสเซียว่า “ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เงาของนาโต้” 

อย่างไรก็ดี ฝ่ายรัสเซียตอบโต้ทันที โดยมองว่าคำพูดของรุตเต้เป็นเพียง “สงครามข้อมูล” ที่สะท้อนถึงความวิตกของนาโต้ต่อการพัฒนาทางทหารของมอสโก ซึ่งยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่องแม้จะถูกคว่ำบาตรและกดดันจากชาติตะวันตกก็ตาม


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top