Sunday, 23 August 2026
WORLD

ทรัมป์ยก ‘ปูติน–สี จิ้นผิง’ เป็นผู้นำที่แข็งแกร่งและฉลาด ชี้ไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย ต้องให้ความเคารพทางการเมือง เตรียมหารือเรื่องการลดอาวุธนิวเคลียร์

(4 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CBS โดยกล่าวถึง วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย และ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ว่าเป็น “ผู้นำที่ฉลาดและแข็งแกร่ง” พร้อมระบุว่า “ทั้งสองไม่ใช่คนที่ควรเล่นด้วย พวกเขาเป็นผู้นำที่จริงจัง ต้องให้ความเคารพอย่างมาก.”

ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หารือกับทั้งปูติน และสีจิ้นผิงเกี่ยวกับแนวทาง “การลดอาวุธนิวเคลียร์” โดยย้ำว่าสหรัฐฯ ต้องหาทางแก้ปัญหาร่วมกันในประเด็นนี้ เพื่อป้องกันความตึงเครียดที่อาจลุกลามในระดับโลก เขายังปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่าสหรัฐฯ อาจทำสงครามกับเวเนซุเอลา โดยยืนยันว่า “ไม่น่าจะเกิดขึ้น” แต่ยอมรับว่ามีความไม่พอใจต่อท่าทีของรัฐบาลเวเนซุเอลาในเรื่องยาเสพติด

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่ายังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกองกำลังสหรัฐฯ ไปยังไนจีเรีย เพื่อ “กวาดล้างผู้ก่อการร้ายอิสลาม” พร้อมขู่ระงับความช่วยเหลือทุกประเภทหากการสังหารชาวคริสต์ยังคงดำเนินต่อไป โดยกล่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันว่า “พวกเขาฆ่าชาวคริสต์เป็นจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน”

สำหรับถ้อยแถลงของทรัมป์ครั้ง นี้สะท้อนท่าทีที่แข็งกร้าวและเน้นภาพ “ผู้นำโลกที่ต้องจริงจังต่อกัน” ซึ่งต่างจากสำนวนการทูตแบบดั้งเดิม ทั้งยังตอกย้ำแนวคิดการต่างประเทศของเขาที่เน้นการใช้พลังอำนาจและการป้องกันผลประโยชน์ของสหรัฐฯ เป็นหลัก

ชีวิตการทำงานจากยุค ‘มนุษย์ทองคำ’ ยุคที่บริษัทขยายตัว เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่ ไม่จำเป็นต้องดีกว่า เฟืองใหญ่ในองค์กรเล็ก ขออย่ากลัวเริ่มใหม่ ถ้ากลัดกระดุมเม็ดแรกผิด

(3 พ.ย. 68) นายปฐม อินทโรดม กรรมการสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โพสต์เฟซบุ๊ก Pathom Indarodom ระบุว่า…สำหรับน้อง ๆ ที่กำลังจะเรียนจบ หรือกำลังจะเปลี่ยนงาน ผมมีเรื่องอยากเล่าให้ฟังสักนิด

ย้อนไปตอนที่ผมเรียนจบใหม่ ๆ นั้น เป็นช่วงที่คนรุ่นผมเรียกกันว่า “ยุคมนุษย์ทองคำ” ครับ เศรษฐกิจดี บริษัทขยายตัวแทบทุกวัน ใครจบมาก็มีงานทำแทบจะทันที

แต่ในขณะที่เพื่อนหลายคนมุ่งไปสมัครงานกับองค์กรใหญ่ บริษัทต่างชาติชื่อดัง ผมกลับเลือกไปเริ่มต้นที่ “บริษัทขนาดกลาง” แห่งหนึ่ง

เหตุผลไม่ซับซ้อนเลยครับ ผมรู้ตัวดีว่าผมไม่ใช่คนหัวดีอะไรนัก เป็นแค่ “คนหัวปานกลาง” ที่ถ้าไปอยู่ในองค์กรใหญ่ เราคงได้เป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในเครื่องจักรอันมหึมา

แต่ในองค์กรเล็ก เรามีโอกาสได้เป็น “เฟืองใหญ่” ที่หมุนพร้อมทั้งระบบ ได้ลองผิดลองถูก ได้แสดงฝีมือในแทบทุกด้าน และนั่นก็กลายเป็นโรงเรียนชีวิตที่สำคัญที่สุดในโลกการทำงานของผม

เพราะที่นั่น ผมได้เรียนรู้ทุกอย่างตั้งแต่การผลิต การตลาด การขาย การบริหารคน ไปจนถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่มหาวิทยาลัยไม่ได้สอน แต่กลับเป็นรากฐานที่ทำให้ผมอยู่รอดในโลกจริงได้

แต่แน่นอนครับ ว่ากระดุมเม็ดแรกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

เพื่อนคนหนึ่งของผม จบจากสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ แต่เลือกไปเป็น “เฟืองเล็กในองค์กรใหญ่” ทำหน้าที่ติดต่อประสานงานกับซัพพลายเออร์และดีลเลอร์ในบริษัทยักษ์ใหญ่ของไทย

ฟังดูเหมือนเป็นงานธรรมดา แต่ใครจะคิดว่านั่นคือ “คลังข้อมูลและเน็ตเวิร์ค” ที่ต่อยอดให้เขากลายเป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมา เพราะตอนที่เขาเริ่มทำธุรกิจ เขาไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ เขามีทั้งซัพพลายเออร์ที่ไว้ใจ และลูกค้าที่รู้จักกันมานานอยู่ในมือหมดแล้ว

หรืออีกคนหนึ่ง ที่ผมยังจำได้ดี เขาจบสายคอมพิวเตอร์ในยุครุ่งเรืองที่ใคร ๆ ก็บอกว่ามีอนาคตแน่นอน แต่เขากลับทิ้งปริญญาไว้บนหิ้ง แล้วออกไปตาม passion ของตัวเองในฐานะ “ช่างภาพ”

ผมเป็นคนหนึ่งที่คัดค้านเขาอย่างรุนแรง แต่ดีที่เขาไม่เชื่อ เพราะไม่นานเขาก็กลายเป็นช่างภาพแฟชั่นแถวหน้าของไทย ก่อนจะต่อยอดไปเป็นเจ้าของบริษัทด้านครีเอทีฟและธุรกิจสายกรีนที่ประสบความสำเร็จมาก ถ้าเจ้าตัวอ่านเจอ ผมอยากบอกว่า “เพื่อนภูมิใจมากนะ ที่กล้าเดินในเส้นทางของตัวเองตั้งแต่วันนั้น”

แต่บางครั้ง… กระดุมเม็ดแรก มันก็ “ถอดออกได้” ถ้าใส่แล้วไม่สบาย

เพื่อนอีกคนหนึ่งของผม จบอักษรศาสตร์ ทำงานสื่อสิ่งพิมพ์ตามสายที่เรียนมา แต่หลังจากทำอยู่หลายปี เขากลับพบว่าตัวเองหลงใหลในตัวเลขและการวิเคราะห์ด้านการเงินมากกว่า

เขาตัดสินใจลาออกจากงานที่มั่นคง แล้วไปฝึกงานในต่างประเทศโดยไม่รับเงินเดือน เพื่อเรียนรู้ระบบการลงทุนจากศูนย์ จนวันนี้เขากลายเป็น hedge fund manager ที่หลายคนรู้จักชื่อดี เพราะกล้าที่จะถอดกระดุมเม็ดแรกออก แล้วกลัดใหม่ในที่ที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ

และสุดท้าย… ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่ง ที่ผมเชื่อว่าหลายคนคงเห็นตัวเองในนั้น

เขาเป็น “มนุษย์ทองคำตัวจริง” ตั้งแต่สมัยเรียน เป็นตัวแทนคณะ เด่นทั้งกิจกรรมและวิชาการ พอเรียนจบก็ได้งานในสถาบันการเงินใหญ่ใจกลางกรุงเทพทันที

ใคร ๆ ก็คิดว่าเขา “ชนะชีวิต” แล้ว แต่เจ้าตัวกลับรู้ดีว่านั่นไม่ใช่ปลายทางที่ต้องการ เขาจึงเลือกกลับบ้านไปดูแลธุรกิจครอบครัว เพื่อจะมีเวลาอยู่กับลูกและครอบครัวอย่างใกล้ชิด

ทุกวันนี้ ลูกของเขาทั้งสองคนเรียนจบจากสถาบันชั้นนำ เก่งทั้งกีฬา วิชาการ และเป็นเด็กที่มีความสุขมาก จนผมรู้สึกเลยว่าภาพความสำเร็จของเพื่อนสะท้อนอยู่ในตัวลูกของเขาทั้ง 2 คนนี้เอง ซึ่งนั่นอาจเป็น “ผลตอบแทน” ที่มีค่ามากกว่าตำแหน่งใหญ่โตใด ๆ ทั้งหมด

โลกการทำงานมันไม่มีกระดุมเม็ดเดียวที่ถูกสำหรับทุกคนหรอกครับ บางคนกลัดเม็ดแรกถูกตั้งแต่ต้นแล้วไปได้ไกล บางคนต้องกลัดใหม่กลางทาง

แต่สิ่งสำคัญคือ “อย่าปล่อยให้ใครมาช่วยกลัดแทนเรา”

เพราะสุดท้าย ไม่ว่ากระดุมเม็ดแรกนั้นจะอยู่ที่ไหน เราคือคนเดียวที่จะต้องใส่เสื้อตัวนี้ไปทั้งชีวิต

 

นำแสงสว่างสู่โลกดิจิทัล ยกโมเดล AI มีจริยธรรม เน้นมนุษย์เป็นศูนย์กลาง พัฒนาเมืองอัจฉริยะ–พลังงานสีเขียว

(3 พ.ค. 68) ชีค โมฮัมเหม็ด อัล-ซาบาห์ ประธานสมาคมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แห่งคูเวต (AAIOT) กล่าวชื่นชมจีนว่า เป็นผู้นำในการผลักดัน “เทคโนโลยี AI ที่มีความรับผิดชอบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง” พร้อมระบุว่าจีนไม่ได้เพียงสร้างโรงงานหรือเทคโนโลยี แต่กำลัง “สร้างปรัชญาใหม่ของความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร” ผ่านการวาง AI ไว้ในยุทธศาสตร์ชาติอย่างมีจริยธรรมและหลักวิทยาศาสตร์

เขาย้ำว่า จีนได้กลายเป็น “เสาหลักในการกำหนดอนาคตดิจิทัลของโลก” ด้วยวิสัยทัศน์ระยะยาวและความมุ่งมั่นทางนวัตกรรม พร้อมชี้ว่าจีนไม่ได้เพียงแข่งขันในสมรภูมิเทคโนโลยี แต่กำลัง “นำทางโลกสู่การใช้ AI อย่างมีสติและมีความรับผิดชอบ”

สำหรับคูเวต ชีค โมฮัมเหม็ดระบุว่า ประเทศกำลังเร่งขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ “New Kuwait 2035” โดยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การศึกษาอัจฉริยะ และพลังงานยั่งยืน แม้จะยังเผชิญข้อจำกัดเรื่องบุคลากรและกฎระเบียบข้อมูล แต่ถือเป็น “โอกาสในการร่วมมือกับจีน” เพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะด้วยระบบคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง และมาตรฐานจริยธรรมด้าน AI

นอกจากนี้ เขายังยก “โครงการเส้นทางสายไหมดิจิทัล” ของจีนว่าเป็น “สะพานแห่งแสงเชื่อมเอเชียกับอ่าวเปอร์เซีย” และแสดงความมั่นใจว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้า ความร่วมมือจีน–คูเวตจะเติบโตสู่ยุคใหม่ โดยมีเมืองอัจฉริยะ “Silk City” และ “Gateway Smart City” เป็นสัญลักษณ์ของการจับมือกันในโลกดิจิทัล

ปัดส่ง ‘โทมาฮอว์ก’ ให้ยูเครน หลัง ‘ปูติน’ เตือนพร้อมตอบโต้รุนแรง ย้ำยังตั้งเป้ายุติความขัดแย้ง และรักษาสมดุลรัสเซีย–ยูเครน

(3 พ.ย. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการพิจารณาส่งขีปนาวุธ “โทมาฮอว์ก” ให้ยูเครน โดยกล่าวสั้น ๆ กับผู้สื่อข่าวว่า “ยังไม่คิดจะทำเช่นนั้น” หลังถูกถามถึงท่าทีของรัฐบาลต่อการเพิ่มขีดความสามารถทางทหารให้กับยูเครน

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกคำเตือนว่า หากมีการโจมตีรัสเซียด้วยขีปนาวุธโทมาฮอว์ก การตอบโต้ของรัสเซียจะ “รุนแรงและน่าตกตะลึง” พร้อมระบุว่าการถกเถียงเรื่องการส่งขีปนาวุธดังกล่าวเป็น “การยั่วยุให้สถานการณ์บานปลาย”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CBS ว่ายังคงเชื่อว่าจะสามารถยุติสงครามรัสเซีย–ยูเครนได้ภายในไม่กี่เดือน ส่วนรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ย้ำว่าสหรัฐฯ ยังพยายามรักษาความสัมพันธ์ที่สร้างสรรค์กับทั้งรัสเซียและยูเครน เพื่อหาทางยุติความขัดแย้งอย่างสันติ

‘ทรัมป์’ เผยสหรัฐอเมริกา อาจกลายเป็นประเทศ ‘โลกที่สาม’ หากศาลสูงสุดตัดสินประธานาธิบดี ไม่มีอำนาจใช้มาตรการรีดภาษี

(3 พ.ย. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social เตือนว่า “สหรัฐอเมริกาอาจตกต่ำจนกลายเป็นประเทศโลกที่สาม” หากศาลสูงสุดตัดสินว่า ประธานาธิบดีไม่มีอำนาจใช้มาตรการภาษีศุลกากรได้โดยตรง โดยคดีดังกล่าวจะเริ่มพิจารณาในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้ ทรัมป์ระบุว่าเป็น “หนึ่งในคดีที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ”

ทรัมป์ย้ำว่า มาตรการภาษีศุลกากรในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งช่วยสร้าง “ความมั่งคั่งมหาศาลและความมั่นคงของชาติ” โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เคยทำสถิติสูงสุดหลายครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ ของรัฐบาลตน และแทบไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จจากการเจรจาการค้ากับจีนและอีกหลายประเทศ ที่เขาเชื่อว่ามาจาก “อำนาจต่อรองด้วยภาษีศุลกากรของรัฐบาลตนเอง”

ทรัมป์เตือนเพิ่มเติมว่า หากประธานาธิบดีไม่สามารถใช้อำนาจด้านภาษีได้อย่างรวดเร็วและยืดหยุ่น “ประเทศจะไร้การป้องกัน” และอาจนำไปสู่ “ความล่มสลายของชาติ” โดยชี้ว่า ผู้ที่คัดค้านเรื่องนี้มีเพียง “ประเทศที่เคยเอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ผู้ที่เกลียดชังประเทศ และพรรคเดโมแครต”

นอกจากนี้ ทรัมป์ระบุว่าเขาจะไม่เดินทางไปศาลในวันพุธ เพื่อไม่ให้การปรากฏตัวของตนบดบังความสำคัญของคดี พร้อมกล่าวปิดท้ายว่า “หากเราชนะ เราจะเป็นประเทศที่ร่ำรวยและมั่นคงที่สุดในโลก แต่หากเราแพ้ ประเทศของเราอาจตกต่ำ ขอให้พระเจ้าช่วยไม่ให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น”

จากวิกฤติ!! สู่การพลิกเกมคว่ำบาตร ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ เอาตัวรอด ด้วยการพึ่งพาตนเอง เติบโต!! ด้วยความแข็งแกร่ง ท่ามกลางแรงกดดัน!! จากโลกตะวันตก

(2 พ.ย. 68) อาจารย์ ดร. รุสตั้ม หวันสู อาจารย์ประจำสังกัดภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘อิหร่าน - รัสเซีย’ โดยมีใจความว่า ...

หนึ่งในเป้าหมายการเดินทางมามอสโก คือมาดูให้เห็นกับตาว่ารัสเซียจะเอาตัวรอดทางเศรษฐกิจได้หรือไม่ ภายใต้มาตรการคว่ำบาตรอย่างหนักหน่วงของสหรัฐฯและพันธมิตร 

คำตอบที่ได้ก็คือ ไม่ใช่เพียงเอาตัวรอดได้ แต่กลับเติบโตอย่างน่าทึ่ง เห็นการก่อสร้างทั่วมอสโก เห็นตึกระฟ้าไปทั่ว เห็นปั๊มน้ำมันที่ขายน้ำมันถูกกว่าหลายประเทศ ไม่ได้ขาดแคลนน้ำมันตามที่เป็นข่าว เห็นผู้คนจับจ่ายใช้สอยกันครึกครื้นในซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นอัตราการว่างงานที่ 2.2% น้อยกว่าเยอรมนี สามเท่าตัว น้อยกว่าอังกฤษ สองเท่าตัว เห็นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แม้จะลดลงมาก แต่ก็ยังมีตัวเลขสูงกว่าประเทศแกนนำยุโรปอย่างเยอรมนี แน่นอนว่าอัตราเงินเฟ้อในรัสเซียสูงเป็นประวัติการณ์แต่พวกเขาก็ยังเอาตัวรอดได้

เราเห็นอะไรเบื้องหลังปรากฏการณ์เหล่านี้..

มาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐฯและพันธมิตรใช้กับรัสเซียนั้นมีจุดมุ่งหมายให้รัสเซียเผชิญวิกฤติทางเศรษฐกิจจนไม่มีงบประมาณไปใช้ในการต่อสู้ในยูเครน หรือทำให้ต้นทุนในการต่อสู้ต่อไปนั้นสูงเกินรัสเซียจะจ่ายไหว ผู้คนจะไม่ทนและออกมาล้มรัฐบาล แต่สิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์ในตะวันตกคิดนั้นล้วนผิดคาด 
ในปี 2025 นี้ ผมเดินทางไปสำรวจประเทศที่ถูกคว่ำบาตรอย่างหนักสองประเทศคือ 'อิหร่าน' และ 'รัสเซีย' พบว่าทั้งสองประเทศกลับเอาตัวรอดได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสองประเทศนี้ไม่ได้มีมนต์วิเศษใด ๆ แต่ประเทศที่สามารถเอาตัวรอดจากการคว่ำบาตรได้นั้น ผมพบว่าพวกเขามีปัจจัยร่วมกันบางประการดังนี้

หนึ่ง...พวกเขาพึ่งพาตัวเองได้ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร พลังงาน เทคโนโลยี ยารักษาโรคและอาวุธฯ คนเราหากมีข้าวขนมปังกิน โอกาส-อดตายนั้นแสนยากเย็น 

สอง...พวกเขามีเพื่อนแท้ในยามยาก ที่พร้อมเสี่ยงไปด้วยกัน แม้จะถูกโดดเดี่ยวในเวทีโลกโดยเฉพาะจากชาติตะวันตก แต่เพื่อนจากชาติตะวันออกที่เป็นชาติมหาอำนาจอย่างจีน อินเดีย พร้อมให้ความช่วยเหลือ ไม่เพียงเท่านั้น พวกเขายังมีมิตรประเทศอีกมากมายในอาเซียน แอฟริกา อดีตชาติโซเวียต และลาตินอเมริกา 

สาม...พวกเขามีคนที่รักชาติรักแผ่นดิน แน่นอนว่าอาจมีคนที่ไม่ชอบรัฐบาล แต่เมื่อต้องเผชิญกับศัตรู คนในชาติจะเลือกสู้กับภัยคุกคามที่หมายให้พวกเขาสิ้นชาติ ดังนั้นประเทศต้องรอด นี่คือ mindset ของผู้คนในประเทศอย่างรัสเซียหรืออิหร่าน

สี่...พวกเขายืดหยุ่นและปรับตัวได้อย่างน่าทึ่ง ภายหลังถูกคว่ำบาตรรอบแรกในปี 2014 รัสเซียปรับตัวขนานใหญ่ด้านการเกษตร ลดการนำเข้า เน้นการผลิตภายในทำให้รัสเซียสามารถผลิตสินค้าหลักด้านการเกษตรจนเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศ เมื่อรัสเซียถูกตัดออกจากระบบ SWIFT พวกเขาหันมาใช้การโอนเงินระหว่างประเทศด้วยคริปโตแทน อิหร่านหันมาพัฒนาอุตสาหกรรม ชีวะเภสัชกรรม และเครื่องมือทางการแพทย์ภายในประเทศ ทำให้ความมั่นคงด้านสุขภาพยังคงอยู่ ในอิหร่านสินค้าที่เป็นบริการสาธารณะราคาถูกอย่างไม่น่าเชื่อเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของผู้คน ในรัสเซียผมได้ไปดูโรงงานตัดแผ่นเหล็กด้วยหุ่นยนต์ วิศวกรบอกว่า พวกเขาเคยนำเข้าหุ่นยนต์จากยุโรป แต่เมื่อถูกคว่ำบาตรพวกเขาใช้เวลาเพียงแค่ 3 ปีเท่านั้น ในการผลิตหุ่นยนต์เหล่านั้นด้วยตนเองทดแทนการนำเข้า

ความบีบคั้นทางเศรษฐกิจไม่ได้นำมาซึ่งความล่มสลายทางการเมือง แต่กลายเป็นเตาหลอมที่หล่อหลอมให้เกิดนวัตกรรมและความสามัคคี เมื่อทางออกเดียวคือการสู้... ชาติที่มีความมุ่งมั่นจะไม่รอความช่วยเหลือจากใคร แต่จะสร้างเครื่องมือเอาตัวรอดขึ้นมาเอง

 

‘ทรัมป์’ ตัดเกรดหลังคุยกับ ‘สี จิ้นผิง’ มอบให้เลย 12 คะแนน จากเต็ม 10 และหวังให้ ‘จีน’ ช่วยจัดการสงคราม ระหว่าง ‘ยูเครน-รัสเซีย’ ที่ยืดเยื้อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวต่อหน้าสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นการประชุมกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าการพบปะครั้งนี้ ในประเด็นร่วมมือยุติสงครามยูเครน และแก้ปัญหาแร่แรร์ เอิร์ธ “ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเปรียบเทียบว่า “ถ้าให้คะแนนเต็ม 10 ผมให้ 12 เลย” 

อย่างไรก็ตาม คำพูดต่อมาของทรัมป์กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองระหว่างประเทศ เมื่อเขากล่าวถึงสงครามรัสเซีย–ยูเครนว่า “บางครั้งคุณก็ต้องปล่อยให้พวกเขาสู้กันไปเอง” พร้อมเผยว่า สี จิ้นผิงรับปากจะ “ช่วยจัดการเรื่องยูเครน” แต่ก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราทำอะไรได้ไม่มากนักในตอนนี้”

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังพูดถึงศักยภาพทางทหารของสหรัฐฯ โดยกล่าวว่า “อเมริกามีอาวุธนิวเคลียร์มากที่สุดในโลก แต่เราไม่เคยทดสอบมันเลย” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคที่จุดกระแสกังวลในหมู่ชาติตะวันตกว่า “ผมว่ามันถึงเวลาที่จะเริ่มทดสอบได้แล้ว เพราะประเทศอื่นเขาก็ทำกันอยู่”

จีนเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ พร้อมทำสถิติเขื่อนสูงสุดในโลก (เท่าตึก 60 ชั้น) กักน้ำได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตร ผลิตไฟฟ้าได้ 1.35 พันล้านหน่วยต่อปี

(31 ต.ค. 68) จีนเปิดใช้งานโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับแห่งใหม่ในเมืองจวี้หรง มณฑลเจียงซู โดยบริษัทในเครือของการไฟฟ้าแห่งประเทศจีนเป็นผู้ก่อสร้าง ซึ่งถือเป็นโรงไฟฟ้าที่มีเขื่อนสูงที่สุดในโลกในประเภทเดียวกัน ด้วยความสูงกว่า 182.3 เมตร หรือเทียบเท่าตึก 60 ชั้น

สำหรับโรงไฟฟ้าดังกล่าว มีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 1.35 กิกะวัตต์ สามารถผลิตไฟฟ้าได้ราว 1.35 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี โดยอาศัยหลักการสูบน้ำจากอ่างเก็บน้ำตอนล่างขึ้นไปยังตอนบนในช่วงที่ใช้ไฟน้อย และปล่อยน้ำกลับลงมาผลิตกระแสไฟเมื่อความต้องการใช้พุ่งสูง

ขณะที่อ่างเก็บน้ำตอนบนสามารถกักน้ำได้กว่า 17.07 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งช่วยเสริมเสถียรภาพระบบไฟฟ้าในพื้นที่มณฑลเจียงซู ศูนย์กลางอุตสาหกรรมของภูมิภาคสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เจ้าหน้าที่จากบริษัทไฟฟ้าเจิ้นเจียงระบุว่า โรงไฟฟ้าแห่งนี้จะช่วยลดแรงกดดันของโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงพีค และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจากแหล่งหมุนเวียน เช่น พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ โดยปัจจุบันจีนมีหน่วยผลิตไฟฟ้าพลังน้ำสูบกลับแล้ว 78 หน่วย รวมกำลังผลิตกว่า 44.5 กิกะวัตต์ ทั่วประเทศ

‘ทรัมป์’ หวั่นจีนเร่งสะสมหัวรบนิวเคลียร์ คาดอาจเทียบสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 นักวิเคราะห์ทหารชี้ ‘จีนไม่ลดอาวุธแน่’ และจะเดินหน้าพัฒนาแสนยานุภาพต่อ

(31 ต.ค. 68) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ใน Truth Social ระบุว่า จีนอาจมียุทโธปกรณ์นิวเคลียร์เทียบเท่าสหรัฐฯ ได้ภายในปี 2030 สอดคล้องกับรายงานของสถาบันสตอกโฮล์มเพื่อการวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศ (SIPRI) ที่คาดว่าจีนจะมีหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มจาก 600 ลูก เป็นกว่า 1,000 ลูกในอีก 5 ปีข้างหน้า

อิกอร์ โครอทเชนโก (Igor Korotchenko) นักวิเคราะห์ทหารและบรรณาธิการวารสาร National Defense ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวสปุตนิกว่า คำกล่าวของทรัมป์อาจเป็นความพยายามโน้มน้าวให้จีนเข้าร่วมเจรจาลดอาวุธนิวเคลียร์ แต่ยืนยันว่าจีน “ไม่มีทางยอมอย่างแน่นอน” เพราะต้องการพัฒนาขีดความสามารถด้านยุทธศาสตร์ตามแผนของตนเอง ไม่ขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากต่างชาติ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศจีนระบุว่า จีนยังไม่พร้อมเข้าร่วมการเจรจาควบคุมอาวุธใด ๆ กับสหรัฐฯ และรัสเซีย เนื่องจากศักยภาพทางนิวเคลียร์ยังต่างกันมาก โดยสหรัฐฯ มีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 5,000 ลูก จีนยังคงอยู่ในขั้นของการพัฒนาและเสริมสร้างระบบ “นิวเคลียร์ไตรภาคี” เพื่อป้องปรามเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น

‘คิงชาร์ลส์ที่ 3’ แห่งสหราชอาณาจักร ดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ ‘เจ้าชายแอนดรูว์’ พระอนุชาวัย 65 ปี ตะเพิดจากคฤหาสน์วินด์เซอร์ ปิดฉาก ‘ดยุกแห่งยอร์ก’ หลังพัวพันคดีอื้อฉาว

(31 ต.ค. 68) สมเด็จพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร ทรงมีพระราชดำริให้ถอดฐานันดรศักดิ์ของ 'เจ้าชายแอนดรูว์' พระอนุชาวัย 65 ปี พร้อมสั่งให้ออกจากคฤหาสน์ Royal Lodge ในวินด์เซอร์ จากกรณีที่เจ้าชายแอนดรูว์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน (Jeffrey Epstein) อาชญากรคดีล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

แถลงการณ์จากพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่า จากนี้ 'เจ้าชายแอนดรูว์' จะถูกเรียกว่า แอนดรูว์ เมานต์แบตเทน วินด์เซอร์ และต้องยกเลิกสัญญาเช่าคฤหาสน์หลวง โดยจะย้ายไปอาศัยที่พักเอกชนบนที่ดินของแซนด์ริงแฮม ซึ่งได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ของกษัตริย์ ทั้งนี้ การปลดฐานันดรฯ มีผลในทันที และถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีที่มีการถอดยศเจ้าชายในราชวงศ์อังกฤษ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นหลังครอบครัวของเวอร์จิเนีย จุฟเฟร (Virginia Giuffre) หญิงชาวอเมริกัน-ออสเตรเลีย ซึ่งกล่าวหาเจ้าชายแอนดรูว์ว่าล่วงละเมิดทางเพศเมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น โดยจุฟเฟรเสียชีวิตไปแล้วเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ขณะที่พี่ชายของเธอกล่าวว่า “นี่คือวันที่ทั้งสุขและเศร้าในเวลาเดียวกัน เธอน่าจะได้อยู่เห็นสิ่งนี้ด้วยตาตัวเอง”

อย่างไรก็ตาม กลุ่มต่อต้านราชวงศ์ 'รีพับลิก' เรียกร้องให้มีการดำเนินคดีทางกฎหมายกับแอนดรูว์ โดยย้ำว่าการปลดยศไม่เพียงพอต่อความยุติธรรม “นี่ไม่ใช่การแสดงความเข้มงวดของชาร์ลส์หรือวิลเลียม แต่คือการปกป้องสถาบันจากมลทินของแอนดรูว์” กลุ่มระบุ พร้อมย้ำว่า “ไม่มีใครควรอยู่เหนือกฎหมาย”

เปิดข้อมูลทางการของฝ่ายจีน การหารือระหว่าง ‘สีจิ้นผิง-ทรัมป์’ ผู้นำสองชาติมหาอำนาจ เผชิญหน้ากันในรอบ 6 ปี

(30 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความดังนี้

ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง ของจีนกล่าวว่า…
1) ภายใต้การชี้นำร่วมกัน ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ยังคงมั่นคงโดยรวม จีนและสหรัฐฯ ควรเป็นหุ้นส่วนและมิตรสหาย นี่คือ สิ่งที่ประวัติศาสตร์ สอนเราและสิ่งที่ความเป็นจริงต้องการ 

ด้วยสภาพการณ์ที่แตกต่างกันในระดับชาติ เราจึงไม่อาจเห็นพ้องต้องกันเสมอไป และเป็นเรื่องปกติที่เศรษฐกิจชั้นนำของโลกทั้งสองประเทศจะมีความขัดแย้งกัน บ้างเป็นครั้งคราว 

ท่านและผมคือ ผู้นำความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ ท่ามกลางลมพายุ  คลื่นซัดมา และความท้าทาย เราควรยึดเส้นทางที่ถูกต้อง นำทางผ่านภูมิประเทศอันซับซ้อน และสร้างความมั่นใจว่าเรือลำใหญ่แห่งความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ จะแล่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ผมพร้อมที่จะทำงานร่วมกับท่านต่อไปเพื่อสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ และสร้างบรรยากาศที่ดีสำหรับการพัฒนาของทั้งสองประเทศ

2) การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนมีแรงผลักดันที่ดี ในช่วงสามไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจจีนเติบโต 5.2% และการค้า การนำเข้าและส่งออกสินค้ากับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกขยายตัว 4% ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเมื่อพิจารณาถึงความยากลำบากทั้งภายในและภายนอกประเทศ เศรษฐกิจจีนเปรียบเสมือนมหาสมุทร อันกว้างใหญ่  แข็งแกร่ง และเปี่ยมไปด้วยความหวัง เรามีความมั่นใจและศักยภาพที่จะรับมือกับความเสี่ยงและความท้าทายทุกรูปแบบ

3) ในการประชุมเต็มคณะครั้งที่สี่ คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 20 ได้พิจารณาและรับรองข้อเสนอแนะสำหรับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสำหรับห้าปีข้างหน้า 

ตลอดเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้ทำงานจากรุ่นสู่รุ่นบนแผนเดียวกันนี้เพื่อทำให้แผนนี้เป็นจริง จีนไม่มีเจตนาที่จะท้าทายหรือแทนที่ใคร จีนมุ่งเน้นที่การบริหารจัดการกิจการของจีนให้ดี พัฒนาตนเอง และแบ่งปันโอกาสการพัฒนากับทุกประเทศทั่วโลก และนั่นคือเคล็ดลับสำคัญสู่ความสำเร็จของจีน  จีนจะพัฒนาการปฏิรูปในทุกด้าน ขยายการเปิดกว้าง และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงขึ้น พร้อมกับเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจอย่างเหมาะสม และส่งเสริมการพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้านและความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันสำหรับทุกคน สิ่งนี้จะขยายพื้นที่ความร่วมมือระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาด้วย

4) คณะเจรจาทั้งสองทีมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญทางเศรษฐกิจและการค้า และบรรลุฉันทามติในการแก้ไขปัญหาต่างๆ พวกเขาควรดำเนินการและสรุปขั้นตอนการติดตามผลโดยเร็วที่สุด และมั่นใจว่าความเข้าใจร่วมกันได้รับการยึดถือและนำไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งสองประเทศและเศรษฐกิจโลกผ่านผลลัพธ์ที่มั่นคง 

5) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ มีทั้งขึ้นและลงในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายได้มุมมองเชิงลึก ความสัมพันธ์ทางธุรกิจควรยังคงเป็นเสาหลักและพลังขับเคลื่อนความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไม่ใช่อุปสรรคหรือจุดเสียดสี ทั้งสองฝ่ายควรคิดให้กว้างและตระหนักถึง ผลประโยชน์ระยะยาว ของความร่วมมือ และต้องไม่ตกอยู่ใน วังวนแห่งการตอบโต้ซึ่งกันและกัน ทั้งสองทีมสามารถเจรจากันต่อไปโดยยึดมั่นในจิตวิญญาณแห่งความเท่าเทียม ความเคารพซึ่งกันและกัน และผลประโยชน์ร่วมกัน พร้อมทั้งย่นรายการปัญหาและเพิ่มรายการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง

6) การเจรจาย่อมดีกว่า การเผชิญหน้า จีนและสหรัฐอเมริกาควรรักษาการสื่อสารผ่านช่องทางที่หลากหลายและหลากหลายระดับเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน ทั้งสองประเทศมีศักยภาพที่ดีในการร่วมมือกันในการปราบปราม ผู้อพยพผิดกฎหมาย และ การฉ้อโกงทางไซเบอร์  รวมทั้งการต่อต้านการฟอกเงิน ประเด็น AI ปัญญาประดิษฐ์ และการรับมือกับโรคติดเชื้อ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเสริมสร้างการเจรจาและการแลกเปลี่ยน และดำเนินความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน จีนและสหรัฐอเมริกาควรมีส่วนร่วมในปฏิสัมพันธ์เชิงบวกบนเวทีระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ 

ปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่ยากลำบากมากมาย จีนและสหรัฐอเมริกาสามารถ ร่วมกันแบกรับความรับผิดชอบ ในฐานะประเทศสำคัญ และทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุสิ่งที่ยิ่งใหญ่และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นเพื่อประโยชน์ของทั้งสองประเทศและทั่วโลก

7) จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค 2026 และสหรัฐฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G20 ในปีหน้า ทั้งสองฝ่ายสามารถสนับสนุนซึ่งกันและกันในการทำให้การประชุมสุดยอดทั้งสองครั้งมีประสิทธิผล เพื่อส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกและยกระดับธรรมาภิบาลเศรษฐกิจโลก

ในขณะที่ ฝ่ายสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า …
1) นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง  ประเทศจีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่และเป็นที่เคารพนับถือ และเป็นเพื่อนที่ดีของผมมาหลายปี เราเข้ากันได้ดีเสมอมา 

2) สหรัฐอเมริกาและจีนมีความสัมพันธ์ที่ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และจะยิ่งดียิ่งขึ้นไปอีก 

3) เราจะทำให้ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาดียิ่งขึ้นไปอีก จีนเป็นพันธมิตรที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา เมื่อร่วมมือกัน ประเทศของเราทั้งสองจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่ยิ่งใหญ่มากมายเพื่อโลกและประสบความสำเร็จไปอีกหลายปี 

4) จีนจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปค 2026 และสหรัฐอเมริกาจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอด G20 ในปีหน้า เราคาดหวังว่าทั้งสองประเทศจะประสบความสำเร็จ

โดยสรุป ผลจากการหารือกันครั้งนี้ ประธานาธิบดีของทั้งสองเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า พลังงาน และสาขาอื่นๆ รวมถึงส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชนให้มากขึ้น

ประธานาธิบดีทั้งสองคน เห็นพ้องที่จะรักษาปฏิสัมพันธ์กันอย่างสม่ำเสมอ 

ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งตารอที่จะเดินทางเยือนจีนในช่วงต้นปีหน้า และได้เชิญประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เยือนสหรัฐอเมริกา

Note: 
โปรดสังเกต ทีมฝ่ายจีน นอกเหนือจาก รมว. ต่างประเทศอย่าง Wang Yi และมือเศรษฐกิจนำทีมเจรจาอย่างรองนายกฯ He Lifeng แล้วก็มี Cai Qi มือขวาสายเหยี่ยวของสีจิ้นผิงเข้าร่วมหารือด้วย

ยูเครน ส่อเสียเมืองยุทธศาสตร์ ‘คูปิยันสค์–โปโครฟสค์’ ผู้เชี่ยวชาญชี้ ‘หมดหนทางรอด’ รัสเซียจ่อรุกคืบลึกถึงเมืองสำคัญ ‘คาร์คิฟ’

(30 ต.ค. 68) อนาโตลี มัตวิยชุก (Anatoliy Matviychuk) อดีตนายทหารรัสเซีย ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ล่าสุดต่อสงครามว่า ทหารยูเครนที่ถูกปิดล้อมในเมืองคูปิยันสค์และโปโครฟสค์ (หรือคราสโนอาร์เมย์สค์) กำลังตกอยู่ในภาวะ “หมดทางรอด” หากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ไม่สั่งยอมจำนนต่อกองทัพรัสเซีย โดยรัสเซียยังคงเดินหน้ารุกคืบลึกสู่เมืองดนีโปรเปตรอฟสค์ ครามาตอร์สก์ และสลาวยันสค์

มัตวิยชุกระบุว่า การสูญเสียพื้นที่ดังกล่าวถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ทำลายความน่าเชื่อถือของ โวโลดิมีร์ เซเลนสกี โดยสิ้นเชิง หลังเคยกล่าวอ้างต่อชาติตะวันตกว่ากองทัพยูเครนสามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ และรัสเซียจะเป็นฝ่ายพ่าย อย่างไรก็ตาม การปิดล้อมครั้งนี้กลับสะท้อนภาพตรงข้ามอย่างชัดเจน และอาจทำให้ผู้นำยูเครนสูญเสียการสนับสนุนจากสหรัฐฯ 

รายงานระบุอีกว่า พื้นที่โปโครฟสค์และดิมิตรว์เป็นศูนย์กลางคมนาคมสำคัญของภูมิภาค มีเส้นทางรถไฟและทางหลวงเชื่อมต่อสู่ดนีโปรฯ รวมถึงเหมืองถ่านหินแห่งสุดท้ายของยูเครน ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเหล็ก ขณะที่คูปิยันสค์ทางตะวันออกเฉียงเหนือยังเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญเชื่อมสู่เมืองคาร์คิฟ หากรัสเซียยึดได้ จะตัดเส้นทางส่งกำลังของยูเครนทั้งภาคเหนือและตะวันออกทันที

ทั้งนี้ มัตวิยชุกเตือนว่า หากเซเลนสกียังเลือกปฏิเสธความจริง และไม่สั่งถอนกำลัง ทหารยูเครนในพื้นที่อาจต้องเผชิญทางเลือกสุดท้ายคือ “ถูกจับหรือเสียชีวิต” พร้อมเสริมว่า หากสหรัฐฯ โดยเฉพาะประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทราบว่าเคยถูกหลอกให้สนับสนุนยูเครนด้วยข้อมูลเท็จ ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของความสัมพันธ์ระหว่างวอชิงตันกับเคียฟ

จีนเปิดตัวทีมนักบินอวกาศ ‘เสินโจว-21’ ลุยภารกิจสำคัญ เพื่อทดลองเทคโนโลยีใหม่ เตรียมปล่อยยาน 31 ต.ค.นี้

(30 ต.ค. 68) สำนักงานอวกาศคนจีน (CMSA) แถลงเปิดตัวนักบินอวกาศสำหรับภารกิจ เสินโจว-21 (Shenzhou-21) ซึ่งประกอบด้วย จางลู่ (Zhang Lu), อู๋เฟย (Wu Fei) และจางหงจ่าง (Zhang Hongzhang) โดย จางลู่ รับหน้าที่ผู้บัญชาการภารกิจ พร้อมเปิดเผยว่าการปล่อยยานจะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ (31 ต.ค.) ตามเวลาปักกิ่ง เวลา 23:44 น. จากศูนย์ปล่อยดาวเทียมจิ่วฉวน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน

สำหรับนักบินอวกาศทั้งสามประกอบด้วยนักบินอวกาศ, วิศวกรบิน และผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งบรรทุก โดยเป็นตัวแทนของประเภทนักบินอวกาศทั้งสามประเภทของจีน ซึ่ง จางลู่ เคยร่วมภารกิจ เสินโจว-15 ส่วน อู๋เฟย และ จางหงจ่าง เป็นนักบินอวกาศรุ่นที่สามของจีน และจะปฏิบัติภารกิจอวกาศเป็นครั้งแรก

ก่อนถูกคัดเลือกเป็นนักบินอวกาศ อู๋เฟย เคยเป็นวิศวกรที่สถาบันเทคโนโลยีอวกาศจีน ภายใต้บริษัท China Aerospace Science and Technology Corporation ขณะที่ จางหงจ่าง เป็นนักวิจัยที่สถาบันฟิสิกส์เคมีต้าเหลียน ภายใต้สถาบันวิทยาศาสตร์จีน โดยทั้งสองเตรียมร่วมภารกิจสำคัญเพื่อขยายขอบเขตการปฏิบัติการสถานีอวกาศของจีน

ทั้งนี้ ภารกิจเสินโจว-21 ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาสถานีอวกาศจีน ช่วยเพิ่มความสามารถในการวิจัยและปฏิบัติการในวงโคจรต่ำของโลก โดยนักบินอวกาศทั้งสามจะปฏิบัติภารกิจร่วมกับระบบอัตโนมัติและอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อทดลองเทคโนโลยีใหม่ ๆ และเก็บข้อมูลสำหรับโครงการอวกาศระยะยาวของจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าทางอวกาศของประเทศ

‘ทรัมป์’ แซว ‘สีจิ้นผิง’ ทำตัวเย็นชา!! ไม่มีข้อตกลงร่วมกัน ซีนประชุมจบไม่สวย ผู้นำแยกทางทันที

(30 ต.ค. 68) รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Aksornsri Phanishsarn โดยมีใจความว่า …

ซีนแรกที่เจอกัน สีจิ้นผิงดูเย็นชา ทรัมป์ก็แซวสีจิ้นผิงว่าเป็น “นักเจรจาที่แข็งกร้าวมาก ซึ่งไม่ดีเลยนะครับ” He’s a very tough negotiator that’s not good … +ไม่มีซีนกอดกันแบบชื่นมื่น #จบไม่สวย

หลังจากปิดห้องประชุมหารือกัน 1 ชั่วโมง 40 นาที ผู้นำมหาอำนาจทั้งสองคน สีจิ้นผิงและทรัมป์ ก็แยกจากกัน แบบไม่มี #ข้อตกลง ใดๆ และไม่มีซีน ยืนแถลงข่าวร่วมกัน ฝ่ายทรัมป์ก็บินกลับสหรัฐฯ เลยทันที (ไม่กลับไปเข้าร่วมประชุม APEC summit)

‘กองทัพรัฐฉาน’ ลดธงชาติลงครึ่งเสา ร่วมแสดงความอาลัยต่อการสวรรคต ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ

(30 ต.ค. 68) สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (RCSS) ออกแถลงการณ์แสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมลดธงชาติไทใหญ่ น้อมส่งพระองค์เสด็จสู่สวรรคาลัย เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เพื่อแสดงความโศกเศร้าและรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

กองทัพรัฐฉาน RCSS/SSA เผยภาพลดธงชาติไทใหญ่ที่กองบัญชาการควบคุมส่วนหน้า ที่ 1 กิ่งอำเภอเมืองต๋น จังหวัดเมืองสาด เมียนมา พร้อมระบุว่า การแสดงความอาลัยครั้งนี้สะท้อนถึงความเคารพต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และยกย่องพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของพระองค์

สำหรับ RCSS/SSA เป็นกลุ่มกอบกู้เอกราชของชนชาติไตหรือไทใหญ่ในรัฐฉานใต้ มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับประเทศไทย และมักจัดพิธีถวายพระพรชัยมงคลแก่พระมหากษัตริย์และพระราชินีไทยทุกปีมาตั้งแต่ปี 2542 การลดธงชาติไทใหญ่ในครั้งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์แห่งความอาลัย และการยกย่องพระมหากรุณาธิคุณของพระพันปีหลวงต่อปวงชนและดินแดนไทย-ไทใหญ่


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top