Saturday, 4 July 2026
WORLD

‘เจ้าพ่อแห่ง AI’ เตือน!! เทคโนโลยีจะนำไปสู่การว่างงานครั้งใหญ่ หากไม่มีการควบคุม คนรวยจะรวยขึ้นไม่กี่คน แต่คนส่วนใหญ่จะจนลง

(20 ก.ย. 68) เจฟฟรีย์ ฮินตัน อดีตผู้เชี่ยวชาญของ Google ซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์จากผลงานที่ปูทางให้กับระบบ AI อันทรงพลังในปัจจุบัน ได้กล่าวว่า ซีอีโอที่โปรโมต AI ว่าเป็นทางออกของปัญหาความหิวโหย ความยากจน และโรคภัยต่าง ๆ นั้น “โกหกทั้งเพ”

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ๆ ก็คือ คนรวยจะใช้ AI มาแทนที่แรงงาน” ฮินตันให้สัมภาษณ์กับ Financial Times

“มันจะก่อให้เกิดการว่างงานครั้งใหญ่ และทำให้กำไรเพิ่มขึ้นมหาศาล ส่งผลให้คนไม่กี่คนรวยขึ้นมาก และคนส่วนใหญ่จนลง นั่นไม่ใช่ความผิดของ AI แต่เป็นเพราะระบบทุนนิยมต่างหาก”

ฮินตันซึ่งเป็นนักสังคมนิยม ประกาศจุดยืนชัดเจนมาตั้งแต่ลาออกจากทีม Google Brain ในปี 2023 โดยก่อนหน้านั้นเขาเคยขายบริษัทของตนให้ Google ด้วยมูลค่า 44 ล้านดอลลาร์ และร่วมงานกับบริษัทเป็นเวลาสิบปี

ฮินตัน ซึ่งเคยสอนที่มหาวิทยาลัยโตรอนโตนานกว่า 20 ปี กล่าวว่านักวิทยาศาสตร์จำนวนมากเชื่อว่า AI จะสามารถกลายเป็น ‘ซูเปอร์อัจฉริยะ’ หรือมีความสามารถเหนือมนุษย์ ได้ภายในระยะเวลา 5 ถึง 20 ปีข้างหน้า

เขาเคยออกมาเตือนถึงอันตรายจากศักยภาพอันทรงพลังของ AI หลายครั้ง และเคยเรียกร้องให้หยุดการพัฒนา AI ชั่วคราว

ฮินตันกล่าวว่า “วิธีเดียวที่มนุษยชาติจะรอด คือ การออกแบบ AI ให้เหมือนแม่ เพราะแม่มีความห่วงใยลูก และต้องการปกป้องชีวิตของลูก”

ถึงกระนั้น นักวิชาการชาวอังกฤษวัย 77 ปีก็ยอมรับว่า เขาใช้ AI ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การทำวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ไปจนถึงการซ่อมเครื่องอบผ้า

“ผมอายุ 77 แล้ว และจุดจบของผมก็คงใกล้เข้ามาเร็ว ๆ นี้แหละ” เขากล่าว

ขณะเดียวกัน ผู้นำเทคโนโลยีอย่าง อีลอน มัสก์ และ แซม อัลต์แมน ก็ยังเดินหน้าพัฒนา AI อย่างเต็มสูบ

เมื่อถูกถามว่าเขาไว้ใจใครมากกว่าระหว่างมัสก์กับอัลต์แมน ฮินตันตอบโดยอ้างถึงคำพูดของ ลินด์ซีย์ เกรแฮม ในปี 2016 เมื่อถูกถามว่าเขาจะเลือกใครระหว่าง โดนัลด์ ทรัมป์ กับ เท็ด ครูซ เป็นประธานาธิบดี

“เหมือนต้องเลือกระหว่างถูกยิงหรือถูกวางยา”

เขายังเสริมอีกว่า เขาไม่ค่อยมีความหวังกับการแทรกแซงจากภาครัฐ เพราะรัฐบาลสหรัฐมีท่าทีผ่อนคลายต่อการกำกับดูแลอุตสาหกรรมนี้อยู่แล้ว

เมื่อถูกถามถึงภาพอนาคตที่มนุษย์อาศัยอยู่ร่วมกับหุ่นยนต์ AI และค่อย ๆ กลายร่างเป็นไซบอร์ก มีชิ้นส่วนเทียมหรือสารเคมีเติมเข้าไปในร่างกาย

ฮินตันตอบเพียงว่า “แล้วมันผิดตรงไหนล่ะ?”

และเมื่อถูกถามว่านั่นถือเป็นการสูญพันธุ์ของมนุษย์หรือไม่ ฮินตันตอบว่า:

“ใช่ เรากำลังอยู่ในช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่บางสิ่งกำลังเกิดขึ้น อาจจะดีอย่างมหาศาล หรือแย่อย่างมหาศาล เราทำได้แค่เดา แต่โลกจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

‘อดีตเจ้าอาณานิคม’ ถังแตก!! จากเจ้าโลก สู่เจ๊งสนิท เงินหมดเกลี้ยง แล้วจะเหลืออะไร ถ้าไม่เหลือผู้นำที่ดี

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘สุขศรี ชื่อนี้แม่ให้มา’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘ประเทศฝรั่งเศส’ โดยมีใจความว่า ...

สมัยก่อน เก่งแต่แล่นเรือไปปล้นคนอื่นไง พอหมดยุคล่าอาณานิคม / หลัง WW2 ก่อตั้ง UN ก็ถูกบังคับให้คืนอาณานิคมให้หมด แต่ก็ยังยึกยักไม่อยากคืน หลายๆเกาะกลายเป็นฝรั่งเศสโพ้นทะเลแม้กระทั่งเกาะในมหาสมุทรอินเดีย ส่วนในอาฟริกาอีกหลายประเทศ-ไม่ต้องพูดถึง-อ้างนั่นอ้างนี่-ไม่ยอมคืนเอกราชเด็ดขาดเพราะเป็นบ่อเงินบ่อทอง (บ่อเพชรด้วย) ที่ต้องส่งเป็นเครื่องบรรณาการให้เจ้าอาณานิคม แถมมีกองทัพฝรั่งเศสคอยควบคุมรัฐบาลอยู่ในพื้นที่อีกต่างหาก

ต่อมาในปี 2023-2024 เกิดมีผู้นำทหารผิวสีที่เก่งและฉลาดแถมรักชาติ มีแบ็คเป็นรัสเซีย เอือมระอากับการถูกสูบเลือดสูบเนื้อมานานนับร้อยปี ลุกขึ้นมาขับไล่กองทัพฝรั่งเศสแตกกระเจิง ขนข้าวของกลับบ้านแทบไม่ทัน ยกเลิกสัมปทานในทุกประเทศแบบไม่เผาผีกับฝรั่งเศส

จากที่เคยได้เพชร ได้ทองคำมาแบบฟรีๆ ต้องหยุดชะงัก รายได้ของประเทศก็ลดลง ไม่สามารถใช้เงินแบบฟุ่มเฟือยได้เหมือนสมัยก่อน พอรายได้ลดลง-แต่รายจ่ายเท่าเดิม ทั้งๆ ที่พยายามแล้ว ปรับทุกมาตรการ ทั้งขยายเวลาผู้รับบำนาญออกไป ทั้งปัญหาอื่นๆ จิปาถะ สรุป..ถังแตก  

จะบอกอะไรให้นะ ประชาธิปไตยน่ะ มันกินไม่ได้ มันเป็นเพียงนามธรรมที่แม้แต่ผู้นำของประเทศที่อ้างว่าปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย-ยังไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้-แถมใช้อำนาจอธิปไตยในทางที่ผิด ...ต่างกับประเทศที่ตราบใด-ประชาชนเขากินอิ่ม(เศรษฐกิจดี ค้าขายราบรื่น) และ นอนหลับ(มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน) เขาไม่สนใจหรอกว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่? เขตของตนเองจะได้ สส.กี่คน? เขาไม่สนใจหรอกว่า "ประชาธิปไตย" มีลำต้นเป็นยังไง ดอกและใบมีสีอะไร? ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้นำล้วนๆ ถ้าเลือกตั้งมาแล้ว-ได้ผู้นำที่ไม่ดีมาบริหารประเทศ ก็จะเละๆแบบนี้

เตือนภัย!! ‘เมลเบิร์น’ ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! โดนฉก ต่อหน้าต่อตา!! ตำรวจช่วยอะไรไม่ได้เลย

(20 ก.ย. 68) เพจเฟซบุ๊ก ‘ลักพาตัวเองมาเล่า’ ได้โพสต์ข้อความเกี่ยวกับ ‘เมืองเมลเบิร์น’ โดยมีใจความว่า ...

เมลเบิร์นไม่ใช่เมืองที่ปลอดภัยนะครับ โดยเฉพาะในเมือง

อยากเตือนภัยเพราะหลาย ๆ คนที่ยังติดวางใจว่าออสเตรเลียปลอดภัย วางของไว้ห่างตัวได้ เมื่อก่อนทำได้ แต่ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วครับ
วันนี้ระหว่างเดินกลับบ้าน ผมเห็นคนขี่จักรยานย้อนศรบนถนนด้วยความเร็ว แล้วข้างหลังก็มีวัยรุ่นคนนึงวิ่งตามไปติด ๆ

วัยรุ่นคนนั้นวิ่งไล่สักพักก็เหนื่อยแล้วก็เดินหันหลังกลับมา ผมเห็นว่าผิดปรกติเลยถามไปว่า “Did he snatch something off of you?" (ไอ้นั่นขโมยอะไรไปรึเปล่า?)
คำตอบคือใช่ 

น้องนั่งเล่นมือถือที่โต๊ะหน้าผับ (เป็นโต๊ะของผับที่เอามาตั้งให้ลูกค้านั่งข้างนอกด้วยนะ) เล่นแบบนั่งกดเลยนะ ไม่ได้วางบนโต๊ะ
ไอ่สารเลวนี่ก็ขี่จักรยานมาโฉบมือถือแล้วปั่นหนีหายไปเลย

ผมให้น้องยืมมือถือโทรหาที่บ้าน เพราะเค้าดูช็อคและทำอะไรไม่ถูก

นี่ไม่ใช่เคสเดียวนะ

วีคก่อน ของที่ผมสั่งมาส่งตรง mailbox zone ก็โดยขโมยไปเหมือนกัน

เปิดร้านมา คนบ้ามาป่วนในร้านได้เป็นสิบ ๆ ครั้งแล้ว โดนทุบกระจกแบบไร้เหตุผล
คนจีนอีกคนแค่มองโฮมเลส โดนต่อย เลือดอาบหน้า

ร้านเชฟพี่ปุ๊ก โฮมเลสเข้ามาจะขโมยของ พนักงานไปห้ามโดนขวดตีหัวเย็บสองเข็ม
ไอ้พวกนี้บวกมันไม่คุ้ม ฉะนั้นทุกคนครับ ระวังตัวกันให้มาก ๆ เลยนะ อย่าแลกอะไรทั้งสิ้น

ส่วนใหญ่ มันจะเล็งวัยรุ่นเอเชีย หรือผู้หญิงเอเชียที่เดินคนเดียว อยู่คนเดียว เพราะสู้แรงมันไม่ได้

โทรศัพท์ อย่ายืนกดตรงฟุตบาทจนเพลิน อย่าเดินถือแกว่งไปมา
กระเป๋า สะพายคล้องตัวนะครับ จับให้แน่น

และจำไว้ว่าตำรวจบ้านเมืองนี้กากมากครับ เค้าไม่ช่วยอะไรเราเลย ลงบันทึกประจำวันแล้วเรื่องก็จะเงียบ

ผมเจอเหตุการณ์วันนี้ต่อหน้าต่อตา ภาพมันติดตาไปแล้ว ไม่อยากให้ใครเจอแบบนี้อีก เตือนเพื่อน ๆ พี่ ๆ กันด้วยนะครับ มือถือนี่ระวังดี ๆ เงินทองยิ่งหายากอยู่
 

สร้างกำแพงชายกั้นชายแดน ถึงเวลาแล้วหรือยัง!! บทเรียนจากทั่วโลก!! สู่ชายแดนไทย

ช่วงนี้เรื่องข่าวชายแดนไทยโหมกระแสขึ้นมาอีกครั้งโดยเปลี่ยนจุดจากเขตจังหวัดสุรินทร์ย้ายมาตรงจังหวัดสระแก้วตามที่สำนักข่าวต่างๆ ได้เสนอไป จนเริ่มมีคำถามว่าถ้าเราสร้างแค่รั้งมากั้นสุดท้ายผู้บุกรุกก็ยังพยายามพังรั้วข้ามมาอยู่ดีจนหลายกระแสเริ่มโหมขึ้นมาว่าอย่าสร้างรั้วเลย สร้างกำแพงกั้นชายแดนไปเลยดีกว่า วันนี้เอย่าเลยขอเอาข้อมูลว่ามีที่ไหนในโลกบ้างที่สร้างกำแพงกั้นระหว่างประเทศมาให้ทุกคนทราบกันคะ

เริ่มจากที่ทวีปอเมริกา ในสหรัฐอเมริกามีการสร้างกำแพงบางส่วนตามพรมแดนเม็กซิโกเพื่อป้องกันการหลบหนีเข้าเมือง การขนส่งยาเสพติด การป้องกันการก่อการร้ายและการค้ามนุษย์ โดยกำแพงกั้นระหว่างสหรัฐและเม็กซิโกมีความยาวเกือบ 3,200 กิโลเมตร

มาที่ในยุโรปที่ประเทศกรีซมีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างชายแดนตุรกีตรงบริเวณแม่น้ำ Evros ซึ่งเป็นพรมแดนแผ่นดินระหว่างกรีซกับตุรกี ทางการกรีซได้ติดตั้งรั้วเหล็กและกำแพงสูงพร้อมเทคโนโลยีเฝ้าระวังเพื่อหยุดการลักลอบข้ามแดนของผู้อพยพและการค้ายาเสพติด ส่วนในฮังการีมีการสร้างรั้วเหล็กสูงตามแนวพรมแดนกับเซอร์เบียและโครเอเชีย หลังวิกฤติผู้อพยพปี 2015 โดยรั้วดังกล่าวที่กั้นฝั่งเซอร์เบียยาว 175 กิโลเมตรและฝั่งโครเอเชียยาว 348 กิโลเมตร ในสเปนมีมีกำแพงรอบเมือง Ceuta และ Melilla ในแอฟริกาเหนือ เพื่อกันการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มาดูในเอเชียคงไม่พ้นอิสราเอลที่สร้างกำแพงกั้นปาเลสไตน์ และรั้วกั้นรอบฉนวนกาซา ส่วนเกาหลีใต้ก็มีการสร้างกำแพงกั้นระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ส่วนในอินเดียมีกำแพงกั้นติดบังกลาเทศ ยาวประมาณ 3,166 กิโลเมตรโดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันปัญหาการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ปัญหายาเสพติดและความมั่นคง ส่วนพรมแดนกับปากีสถานบริเวณแคชเมียร์ และพรมแดนรัฐปัญจาบ – ราชสถาน – คุชราต ก็มีการสร้างกำแพงด้วยเช่นกันมีความยาวประมาณ 3,323 กิโลเมตร เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงและการลักลอบค้าอาวุธเถื่อน จุดนี้เองมีการติดตั้ง ไฟส่องสว่าง ยาวต่อเนื่องกว่า 2,000 กม. ทำให้มองเห็นจากอวกาศในเวลากลางคืน

จะเห็นว่าหากหันกลับมามองไทยปัญหารอบบ้านเราไม่ได้แตกต่างกันเลยถ้าจะให้เอย่าสาธยายออกมา
• ชายแดนเมียนมามีปัญหาเรื่องการลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย สแกมเมอร์  การพนันออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติดและการลักลอบค้าอาวุธในขณะเดียวกันการค้าชายแดนระหว่างไทย - เมียนมาในไตรมาสแรกของปีงบประมาณ 2024-2025 (1 เม.ย. ถึง 28 มิ.ย.) เมียนมา–ไทยชายแดนการค้าทะลุ 737 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 27 พันล้านบาท
• ชายแดนลาวมีปัญหาเรื่องการปักปันพื้นที่ที่ยังไม่ชัดเจน แม้ทางการไทย–ลาวได้จัดตั้ง คณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อเจรจาเรื่องเส้นเขตแดนตั้งแต่ปี 1996 แต่ยังไม่สามารถปักปันได้ครบทุกจุด ยังไม่รวมปัญหาเรื่องการบุกรุกและการข้ามแดนผิดกฎหมายและปัญหายาเสพติด สินค้าหนีภาษี และการนำเข้าสัตว์หรือไม้หวงห้ามโดยหากพิจารณาจากการค้าชายแดนและผ่านแดน (border & transit trade) ในช่วงต้นปี 2025 ช่วง 2 เดือนแรก  มูลค่าการค้ากับ สปป.ลาว  อยู่ที่ 28,078 ล้านบาท
• ฝั่งกัมพูชาเอย่าคงไม่ต้องพูดถึงเพราะพวกเราคงทราบกันดีและเชื่อว่าทุกวันนี้การค้าขายระหว่างสินค้าไทยไปยังกัมพูชาน่าจะลดลงตามลำดับ
• สุดท้ายฝั่งชายแดนมาเลเซียนั้นนอกจากปัญหาความมั่นคงแล้วยังมีปัญหายาเสพติดและอาชญากรข้ามชาตินี่ไม่นับเรื่องสินค้าผิดกฎหมายและการลักลอบข้ามแดนของคนไทยตามแนวชายแดนไปหางานในฝั่งมาเลเซีย อีกทั้งไทยและมาเลเซียก็มีกรณีพิพาทเรื่องอ่าวไทยตอนล่าง และช่องแคบมะละกา ตรงจุดที่มีพื้นที่ทับซ้อนด้านทะเลระหว่างไทย–มาเลเซีย โดยเฉพาะเขตที่คาดว่ามีทรัพยากรปิโตรเลียมเช่นกัน ในมุมการค้าชายแดนกับมาเลเซีย ในปี 2567 มูลค่าการค้าชายแดนกับมาเลเซียมีมูลค่ารวม 306,679 ล้านบาทส่วนในปี 2568 (มกราคม–กรกฎาคม) การค้าชายแดนระหว่างไทยและมาเลเซียมีมูลค่ารวม 26,261 ล้านบาท ลดลง 13.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  

การที่เราจะตัดสินใจสร้างกำแพงจุดไหนเพื่ออะไรอาจจะเป็นทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาระหว่างชายแดนกับกลุ่มประเทศตัวตึงที่สร้างปัญหาชายแดนให้กับไทยแต่เช่นเดียวกันที่เราอาจจะต้องคำนึงถึงผลกระทบทางการค้าระหว่างชายแดนและงบประมาณในการสร้างด้วย เพราะแม้จะมีกำแพงกั้นแล้วก็ไม่ใช่ว่าจะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างแท้จริง

‘ฮังการี’ ขานรับ ‘ทรัมป์’ พร้อมขึ้นบัญชีดำ กลุ่ม ‘แอนติฟา’ เป็นองค์กรก่อการร้าย

(19 ก.ย. 68) ประธานาธิบดีวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orbán) แห่งฮังการี ประกาศว่า จะเดินหน้าผลักดันให้กลุ่มแอนติฟา (Antifa) ลัทธิต่อต้านฟาสซิสต์ ถูกจัดให้เป็นองค์กรก่อการร้ายในประเทศ โดยยกตัวอย่างจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งประกาศจัดกลุ่มดังกล่าวเข้าสู่บัญชีดำ

ออร์บาน ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีวิทยุ Kossuth ของฮังการีว่า “แอนติฟาคือองค์กรก่อการร้ายจริง ๆ และผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับการตัดสินใจของประธานาธิบดีอเมริกัน ฮังการีเองก็ถึงเวลาที่จะต้องปฏิบัติตาม” พร้อมย้ำว่า นี่คือก้าวสำคัญในการปกป้องประเทศจากความรุนแรงที่เกิดจากอุดมการณ์ทางการเมือง

การเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังจากเหตุลอบสังหารชาร์ลี เคิร์ก (Charlie Kirk) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาในสหรัฐฯ ซึ่งทรัมป์ได้ใช้โอกาสนี้โจมตีขบวนการฝ่ายซ้าย และประกาศจะขึ้นบัญชีดำแอนติฟาเป็นองค์กรก่อการร้าย รวมทั้งตรวจสอบเครือข่ายผู้สนับสนุนด้านการเงินอย่างเข้มงวด

‘อันวาร์’ เผยยกหูหา ‘อนุทิน’ หลังรับตำแหน่งนายกฯ เชิญเยือนมาเลเซีย หารือปมชายแดนไทย–กัมพูชา

(19 ก.ย. 68) นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียและประธานอาเซียน เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเชิญเดินทางเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่ง โดยระบุว่าการเยือนจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

อันวาร์กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายได้หารือเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาที่กำลังตึงเครียด พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการรักษาสันติภาพ ไม่ให้ความแตกต่างนำไปสู่ความขัดแย้ง และเสนอให้ทุกประเด็นถูกนำเข้าสู่การเจรจาในกรอบคณะกรรมการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางออกร่วมกัน

ในวันเดียวกัน ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็ได้โทรศัพท์พูดคุยกับอันวาร์เช่นกัน เพื่อขอให้อาเซียนเข้ามามีบทบาทลดความตึงเครียด หลังเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยกับพลเรือนกัมพูชาในพื้นที่หมู่บ้านเปรยจัน จังหวัดบันเตียเมียนเจย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บหลายราย

ทั้งนี้ ฮุน มาเนตเน้นย้ำว่า กัมพูชายังคงยึดมั่นในแนวทางการเจรจาและการใช้กลไกอาเซียนเป็นหลัก พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้สถานการณ์บานปลาย และรอการแก้ไขปัญหาผ่านกลไก JBC และการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามที่ได้ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้

‘เวเนซุเอลา’ ซ้อมรบครั้งใหญ่!! กลางทะเลแคริบเบียน พร้อมโชว์เครื่องบินรัสเซีย Su-30MK2 ข่มขวัญสหรัฐฯ

(19 ก.ย. 68) เวเนซุเอลาเปิดฉากซ้อมรบทางทหารครั้งใหญ่กลางทะเลแคริบเบียน ใช้ชื่อว่า Sovereign Caribbean 200 โดยมีทหารกว่า 2,500 นายเข้าร่วม พร้อมโชว์ศักยภาพทั้งทางบก ทะเล และอากาศ รวมถึงการนำเครื่องบินขับไล่รัสเซีย Su-30MK2 ที่ติดตั้งขีปนาวุธต่อต้านเรือรบออกมาแสดงแสนยานุภาพ ท่ามกลางความตึงเครียดกับสหรัฐฯ ที่เพิ่งส่งกองเรือรบเข้ามาในพื้นที่

กระทรวงกลาโหมเวเนซุเอลาระบุว่า การซ้อมรบครั้งนี้มีเรือรบ 12 ลำ เครื่องบิน 22 ลำ และเรือเล็กอีกเกือบ 20 ลำเข้าร่วม โดยภาพการถ่ายทอดสดเผยให้เห็นการยกพลขึ้นบกของทหารพร้อมยานสะเทินน้ำสะเทินบก และการบินข่มขวัญเหนือน่านฟ้าแคริบเบียน ขณะที่ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร (Nicolás Maduro) ชี้ว่าการซ้อมรบเป็นการตอบโต้สหรัฐฯ ที่ส่งเรือรบและเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์เข้ามา

ด้านสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองเรือถูกส่งมาเพื่อปราบปรามเครือข่ายลักลอบค้ายาเสพติดในทะเลแคริบเบียน แต่ผู้นำเวเนซุเอลามองว่านี่คือแผนปฏิบัติการโค่นอำนาจรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้ วอชิงตันได้ตั้งค่าหัวมาดูโรไว้ถึง 50 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.8 พันล้านบาท) และกล่าวหาว่ามีเอี่ยวกับขบวนการค้ายาข้ามชาติ

สำหรับการซ้อมรบเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่าสหรัฐฯ โจมตีเรือที่ลักลอบขนยาเสพติดจากเวเนซุเอลาแล้วจำนวน 3 ลำ สังหารผู้ต้องสงสัยรวม 14 ราย ซึ่งหนึ่งในนั้นถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับแก๊ง ‘เตรน เด อารากัว’ (Tren de Aragua) อันฉาวโฉ่ของเวเนซุเอลา

นอกจากการโชว์แสนยานุภาพแล้ว กองทัพเวเนซุเอลายังเผยคลิปวิดีโอเครื่องบิน Su-30MK2 พร้อมติดตั้งขีปนาวุธรัสเซียรุ่น Kh-31 ที่สามารถโจมตีเรือรบได้

Nvidia ควัก 1.5 แสนล้าน เข้าลงทุนคู่แข่งเก่า Intel เติมพลังตำนานชิป!! เพื่อต่อกร AMD ที่กำลังรุกหนักตลาดโลก

(19 ก.ย. 68) สะเทือนวงการชิปโลกอีกครั้งเมื่อ Nvidia ผู้ผลิตชิป AI รายใหญ่ของโลก ประกาศลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.5 แสนล้านบาท) ใน Intel ผู้ผลิตชิปชื่อดังที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ โดยการลงทุนครั้งนี้ทำให้ Nvidia กลายเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Intel ซึ่งถือหุ้นราว 4% ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 26% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดทันที

ข้อตกลงกำหนดให้ Nvidia ซื้อหุ้นสามัญ Intel ที่ราคา 23.28 ดอลลาร์ต่อหุ้น และจะร่วมมือกันพัฒนาชิปสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) รุ่นใหม่ รวมถึงชิปสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) โดยชิปของ Intel จะถูกรวมเข้ากับเทคโนโลยี GPU ประสิทธิภาพสูงจาก Nvidia เพื่อแข่งกับ AMD ที่กำลังรุกตลาดเดสก์ท็อปและโน้ตบุ๊กอย่างหนัก

เจนเซ่น ฮวง (Jensen Huang) ซีอีโอ Nvidia ระบุว่า ความร่วมมือนี้ถือเป็น “การเชื่อมโยงระบบ AI และการประมวลผลแบบเร่งความเร็วของ Nvidia เข้ากับ CPU และแพลตฟอร์ม x86 ของ Intel” ซึ่งจะวางรากฐานสำหรับยุคใหม่ของการประมวลผลและการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกัน Intel ยังต้องจัดหาชิปโปรเซสเซอร์ให้ Nvidia สำหรับผลิตภัณฑ์บางประเภทที่เน้นการใช้ฮาร์ดแวร์ของ Nvidia เป็นหลัก

การลงทุนของ Nvidia เกิดขึ้นต่อเนื่องจากการที่รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งเข้าถือหุ้นเกือบ 10% ของ Intel เมื่อเดือนสิงหาคม รวมถึงการอัดเงินทุนจาก SoftBank มูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียวกัน ถือเป็นแรงหนุนสำคัญให้ Intel ที่ยังขาดทุนกว่า 3 พันล้านดอลลาร์ในไตรมาสสอง มีโอกาสกลับมาแข่งขันในตลาดได้อีกครั้ง

‘คาซัคสถาน’ ชูบทบาทประตูการค้า - การลงทุนเอเชียกลาง พร้อมเปิดแผนเศรษฐกิจใหม่ เน้นพัฒนา 6 อุตสาหกรรมหลัก

สถานทูตคาซัคสถาน เผยวิสัยทัศน์ ปูพรมโอกาสใหม่ในเอเชียกลาง – Kazakh Invest และ Kazakh Thai Alliance ชูโอกาสลงทุนครบทุกอุตสาหกรรม

เมื่อวันที่ (12 ก.ย.68) ‘ผู้นำคาซัคสถาน’ โชว์ฉากทัศน์ ขยายศักยภาพระดับสูงของประเทศรอบทิศ ตั้งเป้า ‘คาซัคฯ’ ขึ้นแท่น ‘ประตูการค้าและการลงทุนแห่งเอเชียกลาง’ เชื่อมต่อตลาดเอเชียกลางและภูมิภาคยูเรเชีย สร้างโอกาสมหาศาลแก่นักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนชาวไทย

‘ซานโดส ริสคูลอฟ’ ที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถาน / รักษาการทูตคาซัคสถาน กล่าวเปิดงานเสวนา “Round Table: The Address of the President of Kazakhstan and the Prospects of Kazakhstan–Thailand Partnership” จัดขึ้นที่โรงแรม The Sukosol กรุงเทพฯ โดยถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของ ประธานาธิบดีคาซิม-โยมาร์ต โตคาเยฟ ภายใต้หัวข้อ “คาซัคสถานในยุคปัญญาประดิษฐ์: ภารกิจสำคัญและแนวทางแก้ไขผ่านการเปลี่ยนแปลงดิจิทัล”

ประธานาธิบดีโตคาเยฟ ประกาศแผนปฏิรูปครั้งใหญ่ ทั้งการจัดตั้ง กระทรวงปัญญาประดิษฐ์และการพัฒนาดิจิทัล ภายใต้รองนายกรัฐมนตรี, แผนบังคับใช้ “ประมวลกฎหมายดิจิทัล” ที่ครอบคลุม AI, Big Data และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลของรัฐ และกฎหมายธนาคารใหม่เพื่อหนุน FinTech และดึงดูดผู้เล่นรายใหม่

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟสาย Dostyk–Moyinty และแพลตฟอร์ม Smart Cargo ที่จะเปิดใช้ในเดือนตุลาคม ตั้งเป้าคาซัคสถานเป็นศูนย์กลางการบินขนส่งสินค้าหลักของยูเรเชีย

ด้านนโยบายต่างประเทศ ประธานาธิบดีตอกย้ำยุทธศาสตร์ Multi-Vector ที่เน้นสร้างสมดุลและความสัมพันธ์กับทุกมหาอำนาจโลก ขณะเดียวกันยังประกาศแผนการปฏิรูปการเมือง มุ่งสู่ รัฐสภาเดี่ยว (Unicameral Parliament) ผ่านประชามติปี 2027 และแผนระดับชาติ เช่น ยกสถานะเมือง Alatau เป็นศูนย์นวัตกรรมใหม่, การจัดทำแผนที่ดิจิทัลทรัพยากรที่ดิน, การฟื้นฟูทะเล Aral และการอนุรักษ์ทะเลแคสเปียน

ซานโดส ริสคูลอฟ กล่าวเสริมว่า คาซัคสถานมีเศรษฐกิจแข็งแกร่ง มูลค่าการลงทุนสะสมกว่า 474,000 ล้านดอลลาร์, มูลค่าการค้ารวม 141,000 ล้านดอลลาร์, ทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ทั้งยูเรเนียม โครเมียม น้ำมัน ก๊าซ และทองคำ ติดอันดับต้นของโลก อีกทั้งมีพื้นที่เกษตรกว่า 220 ล้านเฮกตาร์ และแผนเพิ่มผลผลิต 2.5 เท่า

นางแอสเซล เบคบาเยวา: จุดเชื่อมสำคัญของนักลงทุนไทยสู่ยูเรเชีย

นาง แอสเซล เบคบาเยวา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Kazakh Thai Alliance และ ผู้แทน Kazakh Invest National Company ประจำประเทศไทย ได้บรรยายเสริมถึงศักยภาพของคาซัคสถานที่พร้อมเปิดรับนักลงทุนไทย

เธอย้ำว่า คาซัคสถานในฐานะ เศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง (61% ของ GDP) มีความพร้อมสูงสุดสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะใน 6 อุตสาหกรรมหลักที่ Kazakh Invest ให้การสนับสนุนเต็มที่ ได้แก่:

เกษตรและแปรรูปอาหาร – สนับสนุนเทคโนโลยี, เงินอุดหนุน, แผนเพิ่มสัดส่วนการส่งออกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็น 70%

โลจิสติกส์และการขนส่ง – ลงทุนกว่า 35,000 ล้านดอลลาร์ในโครงสร้างพื้นฐาน 8 คอร์ริดอร์ เชื่อมจีน–ยุโรป–ตะวันออกกลาง

เหมืองแร่และทรัพยากรธรรมชาติ – ยูเรเนียม, โครเมียม, น้ำมัน, ก๊าซ, แร่หายาก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางภาษี

พลังงานหมุนเวียน – ศักยภาพลม–แสงอาทิตย์–น้ำ มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางพลังงานสีเขียวของภูมิภาค

การท่องเที่ยว – ส่งเสริมการลงทุนรีสอร์ท การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ และการท่องเที่ยววัฒนธรรม

สาธารณสุขและเภสัชภัณฑ์ – แผนยกระดับโรงพยาบาลและดึงดูดการร่วมทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ Kazakh Invest ยังมี เขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZs) 16 เขต พร้อมแพ็กเกจสนับสนุนด้านภาษี การเงิน และกฎหมาย เพื่อเอื้อต่อการลงทุนระยะยาว

“นักลงทุนไทยมีจังหวะทองในการเข้ามามีบทบาทในเอเชียกลาง ด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ โครงสร้างพื้นฐานที่พัฒนาแล้ว และสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนที่ครอบคลุม คาซัคสถานพร้อมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์สำหรับไทย”

จีนไม่ปลื้ม!! อเมริกาช่วยไต้หวัน สร้างขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500

(18 ก.ย. 68) ไต้หวันเปิดตัวขีปนาวุธรุ่นใหม่ Barracuda-500 ที่พัฒนาร่วมกับบริษัท Anduril Industries ของสหรัฐฯ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจงซานเผยว่า มีแผนจะผลิตจำนวนมาก โดยมีต้นทุนราว 216,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อหนึ่งลูก (ราว 8 ล้านบาท)

ด้านจีนตอบโต้ทันที รัฐมนตรีกลาโหมตง จวิ้น (Dong Jun) เตือนว่าปักกิ่งจะไม่ยอมให้มีความพยายามใด ๆ ที่มุ่งแยกไต้หวันเป็นเอกราช พร้อมย้ำจุดยืนชัดว่า “จะไม่ทนต่อการแทรกแซงจากภายนอก” ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสนับสนุนยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีทางทหารแก่ไต้หวันอย่างต่อเนื่อง

จีนถือว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินใหญ่ และมองการจับมือระหว่างสหรัฐฯ–ไต้หวันในด้านการทหารเป็นการท้าทายหลักการ 'จีนเดียว' รวมถึงเป็นภัยต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกโดยตรง

‘มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ สู้คดีหมิ่นอินฟลูฯ สาวมะกัน กล่าวหาเมียเคยเป็นชายมาก่อน

(18 ก.ย. 68) เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส และภรรยา ‘บริจิตต์ มาครง’ เตรียมยื่นหลักฐานทั้งภาพถ่ายและเอกสารทางวิทยาศาสตร์ต่อศาลสหรัฐฯ เพื่อพิสูจน์ว่าบริจิตต์เป็นผู้หญิง หลังแคนดิซ โอเวนส์ (Candace Owens) นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาชาวอเมริกัน เผยแพร่ความเชื่อว่าสตรีหมายเลขหนึ่งของฝรั่งเศส แท้จริงแล้วเกิดมาเป็นผู้ชาย

ข้อกล่าวหาดังกล่าวเริ่มแพร่ในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2021 และเคยนำไปสู่คดีหมิ่นประมาทในฝรั่งเศสซึ่งมาครงชนะในปี 2024 แต่ต่อมาถูกศาลอุทธรณ์พลิกคำตัดสิน โดยให้เหตุผลเรื่องเสรีภาพในการแสดงออก ไม่ใช่ความจริงของเนื้อหา ทำให้ครอบครัวมาครงยื่นอุทธรณ์ต่ออีกครั้ง

ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาครงและภรรยายื่นฟ้องโอเวนส์ที่สหรัฐฯ โดยกล่าวหาว่าเธอเพิกเฉยต่อหลักฐานที่หักล้างข้อกล่าวหาและเลือกเผยแพร่ข้อมูลจากผู้ที่มีประวัติเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดและหมิ่นประมาท โดยมาครงระบุว่าคดีนี้เป็นเรื่องของ “การปกป้องเกียรติยศ” และมองว่าโอเวนส์เผยแพร่ข้อมูลเท็จอย่างเจตนาร้ายเพื่อผลทางอุดมการณ์

ด้านทนายความของโอเวนส์ยื่นคำร้องขอศาลยกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าคดีนี้ไม่เกี่ยวกับธุรกิจที่จดทะเบียนในรัฐเดลาแวร์ และการต่อสู้ในศาลที่นั่นจะเป็นภาระด้านค่าใช้จ่ายสูงเกินไป ขณะที่โอเวนส์ยังยืนยันว่าเธอพูดตามความเชื่อของตัวเอง และเห็นว่านี่คือการใช้เสรีภาพในการวิจารณ์ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของสังคมอเมริกัน

‘เกาหลีเหนือ’ ส่งข้อความยินดีถึง ‘อนุทิน’ นายกฯ ป้ายแดง พร้อมอวยพรขอให้ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.ย. 68) สำนักข่าว KCNA รายงานว่า ปาร์ค แท ซอง (Pak Thae Song) นายกรัฐมนตรีคณะรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี ส่งสารแสดงความยินดีถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เนื่องในโอกาสที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา 

ในข้อความดังกล่าว นายกรัฐมนตรีเกาหลีเหนือแสดงความมั่นใจว่าความสัมพันธ์มิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศจะพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน พร้อมอวยพรให้นายกรัฐมนตรีไทยประสบความสำเร็จในการทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองของประชาชน

‘เมียนมา’ เปิดทาง ‘คณะผู้สังเกตการณ์ทั่วโลก’ เข้าติดตามการเลือกตั้งทั่วไป เพื่อยืนยันความโปร่งใส 28 ธ.ค. นี้

(18 ก.ย. 68) เมียนมาประกาศเชิญผู้สังเกตการณ์ทั้งในประเทศและต่างชาติเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้งทั่วไปปลายปีนี้ โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งสหภาพ (UEC) เปิดเผยผ่านสื่อทางการเมื่อวันที่ 17 ก.ย. ว่าผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศสามารถยื่นขออนุญาตได้จนถึงวันที่ 5 ธ.ค. 2025 ผ่านคณะกรรมการฯ ในทุกระดับ ตั้งแต่ตำบล เขต ภูมิภาค ไปจนถึงระดับรัฐ

โดยผู้สังเกตการณ์ภายในประเทศจะต้องปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมและขั้นตอนที่ UEC กำหนดไว้ในประกาศฉบับล่าสุด โดยสามารถตรวจสอบและดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์ทางการของคณะกรรมการฯ เพื่อให้การติดตามการเลือกตั้งเป็นไปตามมาตรฐานที่วางไว้

ขณะเดียวกัน UEC ยังเตรียมเปิดให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศเข้าร่วมติดตามการเลือกตั้ง โดยจะส่งคำเชิญไปยังประเทศและองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ผ่านทางกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งจะจัดส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังสถานทูต สถานกงสุล และคณะผู้แทนถาวรต่าง ๆ ที่มีสัมพันธ์ทางการทูตกับเมียนมา

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมากำหนดจัดวันที่ 28 ธ.ค. 2568 โดยเปิดให้หลายพรรคการเมืองลงแข่งขัน

‘สเปน’ สั่งห้าม ‘อิสราเอล’ ใช้น่านน้ำ-น่านฟ้า…เพื่อขนส่งอาวุธ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้อขายพันล้านยูโร และเรียกร้องแบนจากวงการกีฬา

(18 ก.ย. 68) สเปนประกาศมาตรการเข้มงวดต่ออิสราเอล หลังนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ (Pedro Sánchez) ประกาศใช้ “มาตรการ 9 ข้อ” โดยหนึ่งในนั้นคือการแบนอาวุธแบบเบ็ดเสร็จ ห้ามซื้อขายยุทโธปกรณ์และเชื้อเพลิงทางทหารให้กองทัพอิสราเอล รวมถึงห้ามเรือและเครื่องบินขนส่งยุทโธปกรณ์ใช้ท่าเรือและน่านฟ้าสเปน พร้อมห้ามบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และอาชญากรรมสงคราม” เข้าประเทศ

นายกรัฐมนตรีสเปน ระบุว่า เป้าหมายของมาตรการนี้คือเพื่อหยุดยั้ง “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกาซา” และย้ำว่า “การป้องกันประเทศไม่ใช่การทิ้งระเบิดโรงพยาบาลหรือทำให้เด็กบริสุทธิ์อดอยาก” เขาชี้ว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 60,000 ราย และชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนต้องพลัดถิ่นครึ่งหนึ่งเป็นเด็ก ซึ่งสะท้อนว่าไม่ใช่การป้องกันตัว แต่เป็น “การกวาดล้างประชาชนที่ไร้ทางสู้”

นอกจากแบนอาวุธแล้ว สเปนยังประกาศตัดขาดการนำเข้าสินค้าจากนิคมยิวในเวสต์แบงก์ พร้อมยกเลิกสัญญาซื้ออาวุธจากบริษัทอิสราเอลเกือบ 1 พันล้านยูโร และให้เงินช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่กาซา 150 ล้านยูโรภายในปี 2026 รวมถึงเพิ่มงบให้ UNRWA อีก 10 ล้านยูโร ด้านอิสราเอลโต้กลับทันที กล่าวหาซานเชซว่า “ต่อต้านยิว” และใช้วาทกรรมเกลียดชัง

ทั้งนี้ ยังมีความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก เมื่อซานเชซเรียกร้องให้แบนอิสราเอลจากการแข่งขันกีฬานานาชาติ เช่นเดียวกับที่รัสเซียถูกแบนหลังบุกยูเครน ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศสเปนออกแถลงการณ์โต้ว่า การกล่าวหาว่าสเปน “ต่อต้านยิว” เป็นเรื่องบิดเบือน และย้ำว่านโยบายทั้งหมดสะท้อนเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนสเปน ที่ต้องการยืนหยัดเพื่อสันติภาพ กฎหมายระหว่างประเทศ และสิทธิมนุษยชน

‘ฮุน มาเนต’ อนุมัติขึ้นค่าแรงขั้นต่ำใหม่ เพิ่มขึ้น 60 บาท!! ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

(17 ก.ย. 68) ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แถลงว่า รัฐบาลได้ประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนใหม่สำหรับแรงงานในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง เป็น 210 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6,600 บาท) โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป

นอกจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากเดิม 208 ดอลลาร์แล้ว แรงงานยังจะได้รับสวัสดิการเพิ่มเติม เช่น เงินพิเศษ 10 ดอลลาร์ต่อเดือนสำหรับผู้ที่ทำงานสม่ำเสมอ เงินช่วยเหลือค่าเดินทางและที่พัก 7 ดอลลาร์ต่อเดือน รวมถึงโบนัสตามอายุงานตั้งแต่ 2-11 ดอลลาร์ต่อเดือน

กระทรวงแรงงานและการฝึกอบรมวิชาชีพของกัมพูชาเผยว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอ รองเท้า และสินค้าสำหรับการเดินทาง มีโรงงานกว่า 1,500 แห่ง และมีแรงงานราว 900,000 คน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศของประเทศ

ด้านกรมศุลกากรและสรรพสามิตกัมพูชาระบุว่า ในช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. 2568 การส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวมีมูลค่า 7.62 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 6.24 พันล้านดอลลาร์ สะท้อนความสำคัญของอุตสาหกรรมนี้ต่อเศรษฐกิจกัมพูชา


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top