Sunday, 5 July 2026
WORLD

วงดนตรีดังเม็กซิโก ยกเลิกการแสดงด่วน หลังแก๊งค้ายาส่งศีรษะมนุษย์และจดหมายขู่ฆ่า

(28 ก.พ. 68) ศิลปินเจ้าของรางวัลแกรมมี วงกรูโป ฟีร์เม จากเม็กซิโก ตัดสินใจยกเลิกการแสดงในงานคาร์นิวัลเมืองมาซัตลัน ซึ่งมีกำหนดในวันที่ 1 มี.ค. 2568 หลังจากได้รับคำขู่ฆ่าสมาชิกวง ซึ่งคาดว่าเป็นฝีมือของแก๊งค้ายาเสพติด

ตามรายงานจากสื่อท้องถิ่น เม็กซิโก วงดนตรีชื่อดังที่มีแนวทางการเล่นดนตรีผสมผสานกับดนตรีพื้นบ้านซิโนโลอา ได้รับข้อความขู่ฆ่าในลักษณะที่ระบุว่า “ถ้าวงกรูโป ฟีร์เม ขึ้นแสดงที่งานคาร์นิวัลมาซัตลัน เราจะฆ่าพวกแกทุกคน” นอกจากนี้ยังพบศีรษะมนุษย์ที่ถูกตัดขาดและถูกทิ้งไว้บนกล่องสีเขียวข้างทางในเมืองติฮัวนาเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พร้อมทั้งพบว่าชิ้นส่วนร่างกายถูกเก็บไว้ในตู้แช่เย็น

หลังการค้นพบดังกล่าว ทีมอัยการรัฐบาฮากาลิฟอร์เนียได้เริ่มการสืบสวน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีนี้ ศีรษะมนุษย์ถูกพบห่างจากสถานที่จัดงานกว่า 1,600 กิโลเมตรในพื้นที่ทางใต้ของชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก

บริษัท มิวสิค วีไอพี เอนเทอร์เทนเมนต์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของวงกรูโป ฟีร์เม ได้ประกาศยกเลิกการแสดงในวันที่ 1 มี.ค. 2568 โดยให้เหตุผลว่าเป็นการคำนึงถึงความปลอดภัยของทุกฝ่าย ซึ่งไม่นานหลังจากนั้น นักร้องเม็กซิกันอีกสองราย โฮซี กูเอน และฮอร์เก เมดินา ก็ได้ยกเลิกการแสดงในงานคาร์นิวัลเดียวกันโดยไม่มีการระบุเหตุผลเพิ่มเติม

วงกรูโป ฟีร์เม จากเมืองติฮัวนาเริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่ปี 2563 และได้สร้างชื่อจากเพลงฮิตหลายเพลง รวมถึงได้รับรางวัลมากมายจากเวทีลาตินแกรมมี ในปี 2564 พวกเขาชนะรางวัลอัลบั้มเพลงยอดเยี่ยมจากงาน Latin Grammy Award และในปีที่แล้วก็ได้ร่วมงานกับเดมี โลวาโต ในเพลง 'Chula'

การข่มขู่ครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการข่มขู่ศิลปินจากกลุ่มค้ายาในเม็กซิโก ที่มักจะพยายามขัดขวางการแสดงของศิลปินในประเทศ โดยก่อนหน้านี้หลายศิลปินก็ต้องยกเลิกการแสดงเนื่องจากความรุนแรงจากแก๊งอาชญากรรม

สมาคมอุยกูร์ในสหรัฐฯ บุกสถานทูตไทย จี้ไทยรับผิดชอบ ส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน

(28 ก.พ.68) สมาคมอุยกูร์ในสหรัฐอเมริกา (Uyghur American Association) ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมประณามการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับจีนโดยรัฐบาลไทย โดยระบุว่า "พวกเรายืนหยัดหน้าสถานทูตไทยในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพื่อประท้วงการส่งตัวชาวอุยกูร์ 40 คนกลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประวัติการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์ ขณะนี้พวกเขากำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงถูกจับกุม ทรมาน และอาจถึงชีวิต"

การประท้วงครั้งนี้มีการมอบพวงหรีดสีดำให้กับสถานทูตไทยเพื่อแสดงความไว้อาลัยและปฏิเสธการกระทำที่ไม่ยุติธรรม โดยสมาคมฯ ขอขอบคุณผู้ร่วมชุมนุมที่ออกมาแสดงพลังและให้การสนับสนุนชาวอุยกูร์ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ในระหว่างการชุมนุม ผู้ประท้วงได้ชูป้ายข้อความที่รุนแรง รวมถึง “แพทองธาร ชินวัตร มือของเธอเปื้อนเลือดของชาวอุยกูร์” “ประเทศไทยทรยศต่อสิทธิมนุษยชน” “ประเทศไทยสมรู้ร่วมคิดในการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของชาวอุยกูร์” และ “ประเทศไทยล้มเหลวในการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในการปกป้องชีวิตมนุษย์”

รมว.ต่างประเทศสหรัฐอ่อนซ้อม แก้ปัญหาอุยกูร์ไม่ได้ สะท้อนอาเซียนเมินสหรัฐฯ หันหา 'จีน-รัสเซีย' มากขึ้น

(28 ก.พ. 68) การส่งตัวชาวมุสลิมอุยกูร์จากไทยกลับสู่จีน สะท้อนให้เห็นว่ารัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐคนใหม่ 'มาร์โก รูบิโอ' ยังอ่อนประสบการณ์ สะท้อนถึงความล้มเหลวในความพยายามของ มาร์โค รูบิโอ ที่จะรักษาความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์กับไทย

ย้อนไปเมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ระหว่างการให้การต่อสภาคองเกรสก่อนเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ รูบิโอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการล็อบบี้รัฐบาลไทยไม่ให้ส่งตัวอุยกูร์กลับจีน โดยระบุว่า “ประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งของสหรัฐฯ และเป็นพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด” อย่างไรก็ตาม เพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่เขาเข้ารับตำแหน่ง รัฐบาลไทยก็ตัดสินใจดำเนินการสวนทางกับความพยายามของวอชิงตัน

รูบิโอออกแถลงการณ์ทันทีหลังการส่งตัวเกิดขึ้น โดยระบุว่า “เราขอประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการที่ไทยบังคับส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีน” พร้อมเตือนว่าไทยอาจละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานของสหประชาชาติ เขายังเรียกร้องให้รัฐบาลไทยตรวจสอบว่าจีนปกป้องสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์หรือไม่

ขณะที่รัฐบาลสหรัฐฯ และชาติตะวันตกแสดงความไม่พอใจ สถานเอกอัครราชทูตจีนในไทยออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยยืนยันว่าการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนนั้นเป็นไปตามกฎหมายไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมชี้ว่า “บุคคลบางส่วนที่ถูกส่งกลับมีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มก่อการร้าย”

ข้อกล่าวหาที่ว่ากลุ่มอุยกูร์บางส่วน มีความเกี่ยวข้องกับ ‘ขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก’ (ETIM) ซึ่งเป็นองค์กรก่อการร้ายไม่ได้กล่าวหาแบบไร้หลักฐาน เพราะตามรายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่จีนเคยเตือนว่าชาวอุยกูร์ที่หลบหนีผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีเป้าหมายจะนำแนวคิดญิฮาดกลับไปยังจีน โดยมีบางส่วนเดินทางไปเข้าร่วมรบในซีเรียกับกลุ่ม Turkistan Islamic Party (TIP)

นอกจากรอยเตอร์ ช่วงที่ผ่านมามีสื่อตะวันตกเริ่มให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากขึ้น เช่น The Economist รายงานว่า “Militant Uyghurs in Syria threaten the Chinese government” และ The Telegraph พาดหัวข่าวว่า “Uyghur fighters in Syria vow to come for China next” ซึ่งสะท้อนถึงความกังวลของรัฐบาลจีนที่เพิ่มขึ้น

เหตุการณ์ล่าสุดนี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่าไทยเอนเอียงไปทางจีนมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ ในขณะที่สหรัฐฯ และสหประชาชาติแสดงความ 'เสียใจ' ต่อการกระทำของไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านการทูตชี้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับดุลอำนาจระหว่างไทย-จีน-สหรัฐฯ

เป็นที่น่าสังเกตอีกว่า ในวันเดียวกับที่ไทยส่งตัวอุยกูร์ให้จีน ทางรัสเซียได้ส่ง เซอร์เก ชอยกู รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงไปหารือกับผู้นำอินโดนีเซียและมาเลเซีย ซึ่งทั้งอินโดฯ และมาเลเซีย กำลังพยายามเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม  BRICS อย่างชัดเจนตลอดช่วงที่ผ่านมา สะท้อนว่าทั้งรัสเซีย-จีน ต่างกำลังขยายอิทธิพลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งคงต้องจับตากันว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐที่นำโดยรัฐมนตรีใหม่ถอดด้านอย่าง มาร์โก รูบิโอ จะแก้เกมนี้เช่นไร

สหรัฐประณามไทยส่ง 40 อุยกูร์กลับจีน แต่ตัวเองก็ไล่ตะเพิดผู้อพยพไม่ต่างกัน

(28 ก.พ. 68) กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์แสดงความไม่พอใจต่อการที่รัฐบาลไทยส่งตัวผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์อย่างน้อย 40 คนกลับไปยังจีนเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวทำให้ชาวอุยกูร์ต้องกลับไปเผชิญสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีหลักประกันในการได้รับกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม พร้อมย้ำว่ากลุ่มชาติพันธุ์นี้เคยถูกกดขี่ ข่มเหง บังคับใช้แรงงาน และทรมานภายใต้การปกครองของจีน

“ในฐานะพันธมิตรที่ยาวนานของไทย เรารู้สึกตกใจกับเหตุการณ์นี้ ซึ่งอาจขัดแย้งกับพันธกรณีของไทยตามอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน รวมถึงข้อตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการคุ้มครองบุคคลจากการบังคับให้หายสาบสูญ” แถลงการณ์ระบุ

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังชี้ว่า การส่งตัวชาวอุยกูร์กลับจีนขัดกับแนวทางดั้งเดิมของไทยที่ให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองกลุ่มผู้ลี้ภัยที่อยู่ในภาวะเปราะบาง ทั้งยังเรียกร้องให้รัฐบาลไทย และประเทศอื่น ๆ ที่มีชาวอุยกูร์ลี้ภัยอยู่ หลีกเลี่ยงการส่งพวกเขากลับไปยังจีน

สหรัฐฯ ย้ำข้อกล่าวหาต่อจีนว่า ทางการปักกิ่งภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีพฤติกรรมละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชาวอุยกูร์และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในซินเจียง พร้อมเรียกร้องให้มีการติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับสวัสดิภาพของผู้ที่ถูกส่งตัวกลับ และให้รัฐบาลไทยแสดงความชัดเจนในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของชาวอุยกูร์ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีนี้

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของไทย แต่เป็นที่น่าสังเกตว่านโยบายต่อต้านผู้อพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็ขัดแย้งต่อหลักสิทธิมนุษยชนเช่นกัน 

จีนปฏิวัติวงการยา!! ใช้ AI คิดค้นยารักษามะเร็งปอดสูตรใหม่ ชี้ประสิทธิภาพเหนือกว่ายา 'คีทรูดา' ของสหรัฐฯ

(27 ก.พ.68) ซินหัวรายงานว่า ในขณะที่ดีปซีก (DeepSeek) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของจีน ทำให้โลกตะลึงกับนวัตกรรมที่มีราคาน่าเหลือเชื่อ บริษัทไบโอเทคสัญชาติจีนที่ก่อตั้งมาเกือบสิบปีและไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักอย่าง 'อะคีโซ' (Akeso) ได้สั่นสะเทือนวงการเภสัชกรรมด้วยยารักษาโรคมะเร็งปอดตัวใหม่

รายงานระบุว่าไอโวเนสซิแมบ (Ivonescimab) เป็นยาตัวใหม่ของอะคีโซที่ผ่านการทดลองในจีนและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าคีทรูดา (Keytruda) ยารักษาโรคมะเร็งที่พัฒนาโดยเมอร์ค (Merck) และสร้างรายได้แก่บริษัทอเมริกันที่ครองตลาดการรักษาโรคมะเร็งมากกว่า 1.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.4 ล้านล้านบาท)

ข้อมูลทางคลินิกจากการประชุมโรคมะเร็งปอดระดับโลก (World Conference on Lung Cancer) เผยว่าผู้ป่วยที่ได้รับยาตัวใหม่ของอะคีโซสามารถระงับการเติบโตอีกครั้งของเนื้องอกร้ายได้นาน 11.1 เดือน ซึ่งนานกว่ายาคีทรูดาที่มีระยะการระงับการเติบโตของเนื้องอกร้ายราว 5.8 เดือน

อะคีโซเผยผ่านสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่าการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ของอะคีโซเกิดจากความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของโรคและวิศวกรรมโปรตีน รวมถึงได้รับประโยชน์จากระยะเวลาการพัฒนาอันรวดเร็วและทรัพยากรผู้มีความรู้ความสามารถชั้นนำในจีน

รายงานเสริมว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชีวภาพหรือไบโอเทคของจีนได้เริ่มต้นคิดค้นและพัฒนายาขั้นสูงที่สามารถแข่งขันโดยตรงกับผลิตภัณฑ์ยาจากตะวันตกเพิ่มขึ้น พร้อมกับลงนามข้อตกลงใบอนุญาตหลายฉบับมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐกับเหล่าหุ้นส่วนชาติตะวันตกเพื่อจัดจำหน่ายยาสู่ทั่วโลกด้วย

สถานทูตจีน เผยส่ง 40 ชาวจีนกลับประเทศ หลังลักลอบเมืองโดยผิด กม. - ถูกกักตัวในไทยกว่า 10 ปี

(27 ก.พ. 68) - เฟซบุ๊กเพจ สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน Chinese embassy in Bangkok โพสต์ข้อความ โดยมีเนื้อหาดังนี้

ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย 40 รายถูกส่งตัวกลับซินเจียงของประเทศจีนจากประเทศไทย โดยเที่ยวบินเช่าเหมาลำของบริษัทการบินพลเรือนของจีน ซึ่งเป็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมระหว่างจีนและไทยที่ได้ร่วมมือจัดการกับอาชญากรรมการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมายของพลเมืองจีน ตามกฎหมายของสองประเทศและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศ

ชาวจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดหมายที่ถูกส่งกลับจีนในครั้งนี้ ถูกควบคุมตัวอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลา 10 กว่าปี เนื่องจากปัจจัยระหว่างประเทศที่ซับซ้อน หน่วยงานความมั่นคงสาธารณะและหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของประเทศจีน ได้ดำเนินการอย่างรวดเร็วเพื่อให้คนเหล่านี้กลับบ้านหลังจากปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยปฏิบัติตามข้อกำหนดของการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ได้มาตรฐาน ยุติธรรมและมีอารยะ และช่วยให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตปกติ

แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนแห่ติดตั้ง AI ของ DeepSeek พลิกโฉม ตู้เย็น ทีวี หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ขึ้นแท่นอัจฉริยะตัวจริง

(27 ก.พ. 68) หลายแบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านในจีนประกาศว่าจะนำโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของบริษัทสตาร์ตอัป DeepSeek มาใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน โดยขยายการใช้งานจากเดิมที่มีในทีวี ตู้เย็น และหุ่นยนต์ดูดฝุ่น ซึ่งจะทำให้การยอมรับโมเดล AI ในจีนเติบโตไปอีกขั้น

ตามรายงานจากรอยเตอร์ โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) ของ DeepSeek ได้กลายเป็นตัวเปลี่ยนเกมในวงการ AI ปีนี้ ด้วยประสิทธิภาพที่ไม่แพ้ระบบจากตะวันตก แต่ต้นทุนต่ำกว่ามาก ส่งผลให้ DeepSeek กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จและความภาคภูมิใจของจีน นอกจากนี้ยังถือเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงการที่จีนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีได้ แม้จะเผชิญกับความพยายามจากสหรัฐฯ ในการขัดขวาง

แหล่งข่าวเผยว่า เหลียง เหวินเฟิง ผู้ก่อตั้ง DeepSeek ได้รับการยกย่องจากทางการจีน และบริษัทกำลังเตรียมเปิดตัว R2 ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากโมเดล R1 ในเร็วๆ นี้

ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจากจีนหลายราย เช่น ไฮเออร์ (Haier), ไฮเซ่นส์ (Hisense) และทีซีแอล (TCL) ได้ประกาศใช้โมเดล AI ของ DeepSeek ตามรอยผู้ผลิตยานยนต์และบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ เช่น หัวเว่ย (Huawei) และเทนเซ็นต์ (Tencent)

แม้ว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจะมีความสามารถในการรับคำสั่งด้วยเสียงอยู่แล้ว แต่การใช้โมเดล AI ของ DeepSeek จะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการใช้งาน

หลิว ซิงเหลียง นักวิเคราะห์อุตสาหกรรม กล่าวว่าหุ่นยนต์ดูดฝุ่นอัจฉริยะจะสามารถใช้ความสามารถในการแยกวิเคราะห์คำสั่งจาก DeepSeek-R1 เพื่อปรับตำแหน่งและหลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางได้เร็วและมีความซับซ้อนมากขึ้น

เขากล่าวเสริมว่า “อุปกรณ์เหล่านี้จะสามารถเข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนได้ เช่น ขัดพื้นไม้ในห้องนอนใหญ่เบาๆ และระมัดระวังไม่ให้โดนตัวต่อเลโก้”

ทรัมป์คุมสื่อ!! จำกัดนักข่าว AP-Reuters-Bloomberg อ้างปรับสมดุล แต่สื่อใหญ่ฟาดกลับ คุกคามเสรีภาพ

รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มใช้มาตรการใหม่ในการควบคุมการเข้าถึงของสื่อมวลชนภายในทำเนียบขาว โดยการจำกัดการเข้าร่วมของนักข่าวบางสำนักในกิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลให้ AP, Reuters และ Bloomberg ออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่อและขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ (26 ก.พ.68) ตามเวลาท้องถิ่น การประชุมคณะรัฐมนตรีครั้งแรกของรัฐบาลทรัมป์มีการเลือกสำนักข่าวที่สามารถเข้าถึงข้อมูลในทำเนียบขาว โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวได้คัดเลือกสื่อที่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วม ซึ่งนักข่าวจาก AP, Reuters, HuffPost และ Der Spiegel ถูกปฏิเสธ ไม่ให้เข้าร่วมงาน ในขณะที่สำนักข่าวที่ได้รับอนุญาตกลับเป็น ABC News, Newsmax, Axios, Bloomberg และ NPR

มาตรการนี้เป็นไปตามคำแถลงของทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ซึ่งระบุว่า ทำเนียบขาวจะเป็นผู้กำหนดว่าใครสามารถทำข่าวในพื้นที่สำคัญ เช่น ห้องทำงานรูปไข่ (Oval Office) ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางของการบริหารงานของประธานาธิบดี

ยิ่งไปกว่านั้น รายงานยังเผยว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้สั่งให้พนักงานทุกคนยกเลิกการสมัครสมาชิกสื่อที่ถูกมองว่าเป็น 'ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล' เช่น The Economist, New York Times, Politico, Bloomberg, AP และ Reuters ซึ่งจะส่งผลต่อการเข้าถึงข้อมูลจากสำนักข่าวเหล่านี้ในระดับโครงสร้าง

ไม่เพียงแค่ทำเนียบขาวและกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) ก็ได้มีการถอดสำนักข่าวใหญ่ 4 แห่ง ได้แก่ NBC News, The New York Times, NPR และ Politico ออกจากพื้นที่ของเพนตากอน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อขนาดเล็ก เช่น One America News Network (OAN), New York Post, Breitbart News Network และ HuffPost เข้ามาทำข่าวแทน ซึ่งถูกอธิบายว่าเป็น 'การปรับโครงสร้างการรายงานข่าว'

การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงจากหลายฝ่ายในวงการสื่อและนักวิเคราะห์ ที่มองว่าเป็นความพยายามในการจำกัดการเข้าถึงของสื่อที่มีท่าทีวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ขณะเดียวกัน ฝ่ายที่สนับสนุนทรัมป์มองว่าเป็นการ 'ปรับสมดุล' ให้กับสื่อมวลชนที่มีอคติต่อฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ขณะนี้ยังไม่มีการตอบโต้จากทำเนียบขาวเกี่ยวกับแถลงการณ์ของ AP, Reuters และ Bloomberg แต่คาดว่า ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลทรัมป์และสื่อหลักจะทวีความรุนแรงในอนาคต

จีนเสนอปรับกม.ใหม่ให้แต่งงานได้ตั้งแต่อายุ 18 ปี พร้อมสร้างระบบจูงใจ หวังแก้วิกฤตประชากรลดลง

(27 ก.พ.68) ที่ปรึกษาทางการเมืองระดับชาติของจีนได้แนะนำให้ลดอายุการแต่งงานตามกฎหมายลงเหลือ 18 ปี เพื่อเพิ่มโอกาสในการมีบุตรในสภาวะที่ประชากรลดลงและ 'ปลดปล่อยศักยภาพในการเจริญพันธุ์' โดยเฉพาะในการเผชิญกับการลดลงของประชากรในประเทศ

เฉิน ซงซี สมาชิกของคณะกรรมการที่ปรึกษาการเมืองแห่งชาติของจีน (CPPCC) กล่าวกับ Global Times ว่า เขามีแผนที่จะยื่นข้อเสนอให้มีการยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดเกี่ยวกับการมีบุตรในจีน และจัดตั้ง 'ระบบจูงใจ' สำหรับการแต่งงานและการมีบุตรในหมู่ประชากรชาวจีนรุ่นใหม่

คำกล่าวของเฉินเกิดขึ้นก่อนการประชุมรัฐสภาประจำปีของจีนในสัปดาห์หน้า ซึ่งเจ้าหน้าที่คาดว่าจะประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบจากการลดลงของประชากรในประเทศ

ในปัจจุบัน อายุกฎหมายการแต่งงานในจีนอยู่ที่ 22 ปีสำหรับผู้ชาย และ 20 ปีสำหรับผู้หญิง ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในอายุการแต่งงานที่สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดอายุการแต่งงานตามกฎหมายที่ 18 ปี

เฉินกล่าวว่า อายุการแต่งงานตามกฎหมายของจีนควรลดลงเหลือ 18 ปี "เพื่อเพิ่มฐานประชากรที่มีความสามารถในการมีบุตรและปลดปล่อยศักยภาพในการเจริญพันธุ์" โดยเขาเชื่อว่ามาตรการนี้จะสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

จำนวนประชากรของจีนลดลงเป็นปีที่สามติดต่อกันในปี 2024 ขณะที่จำนวนการแต่งงานลดลงถึง 20% ซึ่งถือเป็นการลดลงที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้จะมีความพยายามจากรัฐบาลในการส่งเสริมให้คู่รักวัยหนุ่มสาวแต่งงานและมีบุตร

การลดลงของประชากรในจีนส่วนใหญ่เกิดจากนโยบายลูกคนเดียวที่บังคับใช้ระหว่างปี 1980 ถึง 2015 โดยคู่รักได้รับอนุญาตให้มีบุตรได้สูงสุด 3 คนตั้งแต่ปี 2021

เฉินกล่าวว่า จีนควรยกเลิกข้อจำกัดเกี่ยวกับจำนวนบุตรที่ครอบครัวสามารถมีได้ เพื่อให้สามารถตอบสนอง 'ความต้องการเร่งด่วนในการพัฒนาประชากรในยุคใหม่'

อย่างไรก็ตาม จำนวนคนที่เลือกที่จะไม่มีบุตรกำลังเพิ่มขึ้น เนื่องจากค่าครองชีพในการเลี้ยงดูลูกที่สูง หรือการไม่อยากแต่งงานหรือหยุดพักการทำงาน

รัฐบาลจีนได้พยายามออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการมีบุตร เช่น การขยายเวลาการลาคลอด, สิทธิประโยชน์ทางการเงินและภาษีสำหรับการมีบุตร รวมถึงการสนับสนุนด้านที่อยู่อาศัย

อย่างไรก็ตาม จีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับ GDP ต่อหัวของประชากร ตามรายงานจากสถาบันวิจัยชื่อดังของจีนเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งได้พูดถึงต้นทุนเวลาและโอกาสที่ผู้หญิงต้องสูญเสียในการมีบุตร

CPPCC ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทเป็นที่ปรึกษาในลักษณะเชิงพิธีการ จะประชุมพร้อมกับรัฐสภา และประกอบด้วยกลุ่มผู้ประกอบการศิลปิน พระภิกษุ และตัวแทนจากสังคมต่าง ๆ แต่ไม่มีอำนาจในการออกกฎหมาย

ทรัมป์ โบ้ย 'อียู' เอาเปรียบสหรัฐฯ มานาน ต้องเจอกำแพงภาษี 25% อียูเตือนพร้อมโต้กลับ

(27 ก.พ.68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า สหภาพยุโรป (อียู) เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อ 'เอารัดเอาเปรียบ' สหรัฐ พร้อมย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขความเสียเปรียบที่เกิดขึ้นกับอเมริกา โดยหนึ่งในมาตรการหลักคือการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากอียูในอัตรา 25% ซึ่งรวมถึงภาษีนำเข้ารถยนต์ โดยรายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการประกาศในภายหลัง

ด้านคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ซึ่งเป็นฝ่ายบริหารของอียู ออกแถลงการณ์โต้ว่า อียูเป็นตลาดการค้าเสรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม อียูพร้อมใช้มาตรการตอบโต้ทันที หากสหรัฐดำเนินนโยบายภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ผลิตและผู้บริโภคในยุโรป

ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเผยว่า สหรัฐขาดดุลการค้ากับอียูสูงถึง 235,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.94 ล้านล้านบาท) ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ทรัมป์ผลักดันมาตรการดังกล่าว

ผู้นำสหรัฐย้ำว่า วอชิงตันจำเป็นต้องเร่งแก้ไขความไม่สมดุลทางการค้า โดยกล่าวหาว่าอียูยังไม่นำเข้าสินค้าสหรัฐในระดับที่เพียงพอ โดยเฉพาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ หากสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลง สหรัฐอาจจำเป็นต้องใช้มาตรการภาษีที่เข้มงวดขึ้นเพื่อกดดันอียูให้เปิดตลาดมากขึ้น

ฮ่องกงเล็งลดเจ้าหน้าที่รัฐบาล 10,000 ตำแหน่ง ทุ่มงบ 1 พันล้านดอลล์ แก้คลังขาดดุลด้วย AI

(26 ก.พ. 68) รัฐบาลฮ่องกงเปิดเผยแผนลดจำนวนข้าราชการ 10,000 ตำแหน่งภายในปี 2570 เพื่อรับมือกับปัญหาขาดดุลงบประมาณที่ทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับการเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างเสถียรภาพทางการเงินท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอนและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียด

ในงานแถลงงบประมาณประจำปี พอล ชาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของฮ่องกงได้ประกาศว่า “มาตรการนี้เป็นการวางรากฐานที่ชัดเจนเพื่อฟื้นฟูดุลการคลังในระยะยาว โดยการดำเนินการอย่างมีขั้นตอนและการวางแผนอย่างรอบคอบ”

ตามรายงานจากสำนักข่าวรอยเตอร์ มาตรการนี้จะลดจำนวนข้าราชการลง 2% ต่อปีในช่วงสองปีข้างหน้า พร้อมกับการตรึงเงินเดือนข้าราชการในปีนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายของการรัดเข็มขัดทางการคลังอย่างเข้มงวด

ชานยังระบุว่า รัฐบาลมีแผนลดค่าใช้จ่ายภาครัฐลง 7% ตั้งแต่ปีนี้จนถึงสิ้นปีงบประมาณ 2571 ซึ่งจะช่วยเสริมสร้าง “รากฐานทางการคลังที่มั่นคงสำหรับการเติบโตในอนาคต”

มาตรการนี้เกิดขึ้นหลังจากรายได้จากการขายที่ดินของรัฐบาลฮ่องกงลดลงอย่างมาก ทำให้การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงถึง 87,200 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง ซึ่งเกือบสองเท่าของตัวเลขที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 48,100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง

ในส่วนของการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออนาคต ชานประกาศว่า ฮ่องกงจะใช้จุดแข็งในฐานะศูนย์กลางระหว่างประเทศในการเร่งพัฒนาอุตสาหกรรม AI โดยมีการจัดสรรงบประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ฮ่องกงสำหรับการตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนา AI เพื่อรองรับการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีตามนโยบายของรัฐบาลจีน

บริษัทจีนประกาศยกเลิกคำสั่งโหด 'คนโสดแต่งงานหรือถูกไล่ออก' หลังขัดกฎหมายแรงงานและเจอแรงต้านจากชาวเน็ต

(26 ก.พ. 68) บริษัทในจีนยกเลิกคำสั่งที่ต้องการให้พนักงานโสดแต่งงานภายในปีนี้ หลังการวิจารณ์จากชาวเน็ตและหน่วยงานรัฐ เนื่องจากคำสั่งนี้ขัดต่อกฎหมายแรงงานของจีน สะท้อนถึงการต่อสู้ของจีนในการส่งเสริมการแต่งงานและการมีลูกท่ามกลางปัญหาประชากรลดลง

บริษัท ซานตง ซุนเถียน เคมิคอล กรุ๊ป (Shandong Shuntian Chemical Group) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมตะวันออกของมณฑลซานตง ได้ประกาศให้พนักงานโสดอายุ 28-58 ปี รวมถึงผู้ที่เคยหย่าร้าง ต้องแต่งงานภายในวันที่ 30 ก.ย. 2568 หากไม่ทำตามจะมีการยกเลิกสัญญาจ้างงาน โดยบริษัทชี้แจงว่า คำสั่งนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นให้พนักงานโสดที่อายุมากขึ้นให้ความสำคัญกับการสร้างครอบครัวและการตัดสินใจในชีวิตที่สำคัญ

ทว่า ข้อกำหนดนี้ถูกวิจารณ์อย่างหนัก เพราะขัดต่อกฎหมายแรงงานของจีน ซึ่งส่งผลให้บริษัทต้องยกเลิกคำสั่งดังกล่าว โดยสื่อของรัฐอย่างโกลบอลไทมส์ระบุว่า ประกาศของบริษัทมีเจตนาที่จะส่งเสริมค่านิยมทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับความขยันหมั่นเพียรและการสร้างครอบครัว แต่กฎหมายแรงงานจีนไม่ได้รองรับการกำหนดให้พนักงานต้องแต่งงาน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่จีนกำลังเผชิญกับการลดลงของจำนวนการแต่งงานที่ทำลายสถิติ โดยในปี 2567 จำนวนการแต่งงานลดลงถึง 20% ซึ่งเป็นการลดลงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ขณะเดียวกัน ประชากรจีนที่มีจำนวนถึง 1.4 พันล้านคน กำลังเข้าสู่ภาวะชราอย่างรวดเร็ว และการลดลงของอัตราการเกิดยังคงเป็นปัญหาที่ต้องเร่งหาทางแก้ไข

รัฐบาลจีนได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยสนับสนุนการเปิดหลักสูตร "การศึกษาด้านความรัก" ในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการแต่งงานและการมีลูก

ในระยะยาว คาดว่าในอีกสิบปีข้างหน้า ประชากรจีนราว 300 ล้านคนจะเข้าสู่วัยเกษียณ ซึ่งท้าทายทั้งเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

'หวัง ซิงซิง' แห่ง Unitree กับเส้นทางสู่เจ้าพ่อหุ่นยนต์จีน

คณะหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์จากยูนิทรี โรโบติกส์ (Unitree Robotics) เพิ่งสร้างกระแสฮือฮาด้วยการแสดงเต้นระบำพื้นบ้านในงานฉลองเทศกาลตรุษจีนที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ CCTV กลายเป็นจุดสนใจของงานไปโดยปริยาย และไม่นานหลังจากนั้น ชื่อของ "หวัง ซิงซิง" (王兴兴) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบริษัท ก็ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในเวทีใหญ่ระดับประเทศ

เมื่อวันที่ (17 ก.พ. 68) หวัง ซิงซิง กลายเป็นผู้บริหารอายุน้อยที่สุดที่ได้รับเกียรติให้นั่งแถวหน้าในที่ประชุมสัมมนาผู้ประกอบการภาคเอกชนจีน ร่วมกับบุคคลสำคัญระดับแถวหน้า อาทิ เหริน เจิ้งเฟย (Huawei), แจ็ก หม่า (Alibaba) และ โพนี หม่า (Tencent) ภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง นับเป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของเขาในฐานะผู้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของจีน

หวัง ซิงซิง เกิดที่เมืองหนิงโป มณฑลเจ้อเจียง ในปี 2533 เขาไม่ใช่นักเรียนที่โดดเด่นด้านวิชาการ โดยเฉพาะวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เขาไม่ได้ศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ อย่างไรก็ตาม ความหลงใหลในเทคโนโลยีหุ่นยนต์ตั้งแต่วัยเยาว์ทำให้เขาเลือกเส้นทางของตัวเอง

ตั้งแต่วัยเด็ก หวังชื่นชอบการสร้างแบบจำลองเครื่องบินและทดลองทางกลศาสตร์ เมื่อเข้าสู่ช่วงมัธยม เขาสามารถประกอบเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ตขนาดเล็กได้ด้วยตัวเอง แม้ครูจะมองว่าเขาเป็นนักเรียนธรรมดา แต่ไฟแห่งความทะเยอทะยานกลับลุกโชนอยู่ในตัวของเขา

ในปี 2552 หวังเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเจ้อเจียง สาขาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ ขณะที่ยังเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง เขาสร้างหุ่นยนต์สองเท้าตัวแรกขึ้นมาด้วยงบเพียง 200 หยวน (ประมาณ 924 บาท) ความสามารถในการบริหารต้นทุนกลายเป็นหัวใจสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จของ Unitree ในเวลาต่อมา

ในปี 2554 หวังได้รับสิทธิบัตรฉบับแรกจากการพัฒนา "อุปกรณ์ป้อนกลับแบบหลายแรงสำหรับนิ้วมือ" (Multi-force Feedback Device for Fingers) และมุ่งมั่นศึกษาด้านตัวควบคุมมอเตอร์กระแสตรงแบบไม่มีแปรงถ่านเพื่อพัฒนาหุ่นยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ เขายังแบ่งปันรายการหนังสือกว่า 100 เล่มที่เคยอ่านบนแพลตฟอร์มโซเชียล "เสี่ยวหงซู" (Red Note) โดยเฉพาะหนังสือด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ และ AI หนึ่งในเล่มที่สร้างแรงบันดาลใจให้เขาคือ AI Techniques for Game Programming ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้เขาเข้าสู่โลกของปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจัง

ในปี 2558 หวังพัฒนาหุ่นยนต์สี่ขาต้นแบบ "XDog" ด้วยงบประมาณ 20,000 หยวน (ราว 92,400 บาท) โดยเลือกใช้มอเตอร์ไฟฟ้าแทนระบบไฮดรอลิกเช่นที่ Boston Dynamics ใช้ การตัดสินใจนี้ช่วยให้ต้นทุนลดลงอย่างมาก และทำให้เขาชนะการแข่งขันระดับประเทศ คว้าเงินรางวัล 80,000 หยวน (ราว 369,600 บาท)

หลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทในปี 2559 หวังเข้าทำงานกับ DJI บริษัทผู้ผลิตโดรนชั้นนำของจีน แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจลาออกเพื่อก่อตั้ง Unitree Robotics โดยได้รับเงินทุนสนับสนุน 2 ล้านหยวน (ราว 9,240,000 บาท) จากนักลงทุนอิสระ

ชื่อ "Unitree" มาจากการผสมคำว่า "Universe" (จักรวาล) กับ "Tree" (ต้นไม้) ซึ่งสื่อถึงแนวคิด "จุดประกายต้นไม้เทคโนโลยี" บริษัทของเขากลายเป็นเจ้าแรกในโลกที่จำหน่ายหุ่นยนต์สี่ขาและหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ประสิทธิภาพสูงให้กับผู้บริโภคทั่วไป ผลิตภัณฑ์ของ Unitree ได้รับการนำเสนอในงานสำคัญหลายแห่ง เช่น เอเชียนเกมส์หังโจว 2023

ขณะที่บริษัทในสหรัฐฯ อย่าง Tesla และ Nvidia เร่งพัฒนาหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รัฐบาลจีนเองก็ให้การสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ ผ่านนโยบายและกองทุนวิจัยเพื่อกระตุ้นการแข่งขันกับตะวันตก

ปัจจุบัน Unitree ตั้งอยู่ใน Startup Park เขตปินเจียง เมืองหังโจว มีพนักงานเกือบ 500 คน และกำลังขยายสาขาไปยังเซี่ยงไฮ้เพื่อรองรับการเติบโต

ในเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว หวังได้รับเชิญให้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีต้อนรับนักศึกษาใหม่ที่มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เขาทิ้งท้ายข้อคิดที่สะท้อนตัวตนและเส้นทางความสำเร็จของเขาไว้ว่า

"จงค้นหาสิ่งที่คุณรัก ทำงานหนัก มุ่งมั่นเรียนรู้ และอย่าหยุดพัฒนา"

"ตั้งแต่เด็ก ผมอยากใช้เทคโนโลยีสร้างบางสิ่งที่มีคุณค่า เพื่อพิสูจน์ตัวเอง และเปลี่ยนแปลงโลก นั่นคือแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมเสมอมา" 

เส้นทางของเขาเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า แม้จะไม่ได้มาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ด้วยความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล ก็สามารถสร้างอิทธิพลต่อวงการเทคโนโลยีหุ่นยนต์ระดับโลกได้เช่นกัน

ทรัมป์ผุดไอเดียขายกรีนการ์ดใบละ 168 ล้านบาท ลดหนี้ชาติ-ดึงหัวกะทิเข้าประเทศ

(26 ก.พ. 68) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศแผนการขาย "บัตรทอง" หรือ Gold Card มูลค่า 5 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 168 ล้านบาท) ซึ่งจะมอบสิทธิ์ให้แก่ชาวต่างชาติได้รับ "กรีนการ์ด" พร้อมกับเส้นทางสู่ความเป็นพลเมืองสหรัฐฯ ภายในช่วงการแถลงข่าวเมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) โดยคาดว่าจะมีการจำหน่ายบัตรจำนวน 1 ล้านใบ

ทรัมป์กล่าวว่า โครงการนี้มีเป้าหมายช่วยลดหนี้สินของสหรัฐฯ อย่างรวดเร็ว โดยจะมุ่งเน้นที่กลุ่มผู้มีความสามารถและผู้มีทรัพย์สินจากทั่วโลก โดยเฉพาะคนที่มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ หรือผู้ที่สามารถสร้างงานและมีส่วนช่วยเศรษฐกิจของประเทศ "มันจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับคนที่มีความมั่งคั่งและพรสวรรค์ รวมถึงสร้างรายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นและโอกาสในการจ้างงาน" เขากล่าว

ในระหว่างการแถลงข่าว นายโฮเวิร์ด ลุตนิค รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐฯ ได้กล่าวเสริมว่า โครงการนี้จะเป็นการแทนที่โครงการวีซ่า EB-5 ซึ่งเคยใช้ให้กรีนการ์ดกับนักลงทุนบางราย โดยการซื้อบัตรทอง 5 ล้านดอลลาร์จะต้องผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติและมีส่วนในการพัฒนาประเทศ

ทั้งนี้ ทรัมป์คาดว่าผู้ที่มีฐานะดีจากทั่วโลก เช่น กลุ่มนักลงทุนจากรัสเซียและผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีจากอินเดีย จะให้ความสนใจในการซื้อบัตรนี้ "บริษัทใหญ่ๆ อย่างแอปเปิลหรือบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ก็สามารถซื้อบัตรทองเพื่อดึงคนเก่งเข้ามาทำงานในอเมริกา" เขากล่าว

ประธานาธิบดีทรัมป์ย้ำว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มรายได้ภาษีและสร้างงานให้กับประชาชนสหรัฐฯ "เมื่อผู้ซื้อบัตรทองเข้ามาทำงานในอเมริกา พวกเขาจะจ่ายภาษีเต็มเพดาน เหมือนกับพลเมืองทั่วไป" ทรัมป์กล่าว

นอกจากนี้ โครงการนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากทนายความของรัฐบาล และมีความพร้อมในการเปิดตัวภายในสองสัปดาห์ข้างหน้า ขณะที่ทรัมป์หวังว่าจะสามารถขายบัตรได้ถึง 1 ล้านใบ ซึ่งจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐบาลถึง 5 ล้านล้านดอลลาร์ หากมีการขายจำนวนมากขึ้นก็จะช่วยลดหนี้สาธารณะของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จับตาพระคาร์ดินัล ตัวเต็งสืบทอดประมุขคาทอลิก หลังโป๊ปฟรานซิสประชวรหนัก พระอาการทรงตัว

(26 ก.พ.68) สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสยังคงอยู่ภายใต้การดูแลของทีมแพทย์ หลังทรงเข้ารับการรักษาด้วยอาการปอดบวมทั้งสองข้างมาเป็นวันที่สี่ วาติกันแถลงเมื่อวันอังคาร (25 ก.พ.) ว่าพระอาการของพระองค์ทรงตัว ไม่มีภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

ขณะนี้พระองค์มีพระชนมายุ 88 พรรษา และประทับอยู่ที่โรงพยาบาลเจเมลลีในกรุงโรมเป็นคืนที่ 12 ซึ่งเป็นระยะเวลาการรักษาที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 12 ปีแห่งสมณสมัยของพระองค์

"พระอาการทางคลินิกของพระองค์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด แต่ระบบไหลเวียนโลหิตยังคงเสถียร" วาติกันระบุในแถลงการณ์ อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากวาติกันเผยว่า สมเด็จพระสันตะปาปายังสามารถเสวยพระกระยาหารและเคลื่อนไหวภายในห้องพักได้ตามปกติ

แม้ยังอยู่ระหว่างรักษาพระองค์ พระสันตะปาปายังคงปฏิบัติภารกิจบางประการ โดยมีการประชุมกับพระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน และคณะผู้ช่วยของพระองค์เมื่อวันจันทร์ (24 ก.พ.) เพื่อหารือเกี่ยวกับกระบวนการแต่งตั้งบุคคลเป็นนักบุญ รวมถึงตำแหน่งที่ต้องได้รับการอนุมัติจากพระองค์

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีจอร์เจีย เมโลนี ของอิตาลี ได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้วาติกันเคยรายงานว่าพระองค์มีภาวะไตบกพร่องเล็กน้อย แต่ยืนยันว่าปัญหาดังกล่าว "ไม่น่าเป็นห่วง" ซึ่งในแถลงการณ์ล่าสุดไม่ได้กล่าวถึงภาวะนี้อีก

ขณะเดียวกัน พระคาร์ดินัลหลุยส์ ตาเกล ได้นำการสวดภาวนาเพื่อพระสันตะปาปาที่จัตุรัสนักบุญเปโตร โดยมีผู้ศรัทธาจำนวนมากเข้าร่วม และพิธีนี้จะจัดขึ้นทุกวันตลอดสัปดาห์นี้

ภาวะปอดบวมสองข้างเป็นภาวะติดเชื้อที่ทำให้ปอดอักเสบและส่งผลกระทบต่อระบบหายใจ วาติกันเผยว่าการติดเชื้อครั้งนี้เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์หลายชนิด ซึ่งทำให้การรักษามีความซับซ้อน

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งทรงดำรงตำแหน่งตั้งแต่ปี 2013 มีประวัติสุขภาพที่เปราะบาง โดยทรงเคยป่วยเป็นเยื่อหุ้มปอดอักเสบในวัยเยาว์และต้องผ่าตัดปอดบางส่วนออก ทำให้ทรงมีความเสี่ยงต่อโรคปอดมากกว่าปกติ

ด้านพระคาร์ดินัลออสการ์ โรดริเกซ มาราเดียกา พระสหายชาวฮอนดูรัสของพระองค์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ลา รีพับบลิกา ของอิตาลีว่า "ผมเชื่อว่ายังไม่ถึงเวลาที่พระองค์จะเสด็จสู่สวรรค์"

ข่าวการประชวรของสมเด็จพระสันตะปาปาทำให้ผู้ศรัทธาจากทั่วโลกมารวมตัวกันเพื่ออธิษฐานขอให้พระองค์มีพระพลานามัยแข็งแรง โดยในกรุงบัวโนสไอเรส บ้านเกิดของพระองค์ มีการจัดพิธีสวดภาวนาที่พลาซ่าคอนสติทิวชัน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์เคยประกอบพิธีมิสซาในอดีต

ขณะที่ คาร์ลา ราเบซซานา พระญาติของพระองค์วัย 93 ปี ที่อาศัยอยู่ในอิตาลี เปิดเผยว่าครอบครัวมีความกังวลเกี่ยวกับสุขภาพของพระองค์ ส่วนพระคาร์ดินัลทิโมธี โดแลน แห่งนิวยอร์ก กล่าวระหว่างพิธีมิสซาที่แมนฮัตตันว่า "พระองค์ทรงมีสุขภาพอ่อนแอมากและอาจใกล้จะสิ้นพระชนม์"

การสืบตำแหน่งพระสันตะปาปา

ในฐานะประมุขแห่งนครรัฐวาติกันและพระสันตะปาปาองค์ที่ 266 แห่งคริสตจักรคาทอลิก สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2013 ทรงมีปัญหาสุขภาพหลายประการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับเข่าและเส้นประสาทไซแอติก ซึ่งทำให้ต้องใช้รถเข็นหรือไม้ค้ำยันบ่อยครั้ง

หากพระองค์ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อไป การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปาองค์ใหม่จะเกิดขึ้นตามกระบวนการดั้งเดิม โดยคณะคาร์ดินัลจะประชุมลับและลงคะแนนเสียงในโบสถ์ซิสติน

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสทรงขยายวาระการดำรงตำแหน่งของพระคาร์ดินัลจีโอวานี บาททิสทา เร ซึ่งมีหน้าที่เตรียมการประชุมลับดังกล่าว

แม้จะยังไม่มีการกำหนดผู้สืบทอดที่แน่ชัด แต่ตามธรรมเนียมแล้ว พระสันตะปาปามักได้รับเลือกจากคณะคาร์ดินัล โดยรายชื่อบุคคลที่อาจได้รับการพิจารณา ได้แก่

พระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน เลขาธิการแห่งรัฐของวาติกัน

พระคาร์ดินัลปีเตอร์ เติร์กสัน จากกานา อดีตประธานสภาสันติภาพและความยุติธรรมแห่งวาติกัน

พระคาร์ดินัลหลุยส์ ตาเกล จากฟิลิปปินส์ ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในสำนักวาติกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top