Friday, 12 April 2024
SPECIAL

'เอิร์ธ พงศกร' ประกาศชิง ส.ส.คลองเตย-วัฒนา อาสาสร้างความหวังให้คนในพื้นที่ ยังอุบชื่อพรรค

(1 ก.พ. 66) นายพงศกร ขวัญเมือง หรือ เอิร์ธ บุตรชาย พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯกทม. ประกาศตัวลงสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) คลองเตย-วัฒนา กรุงเทพฯ ทว่าไม่ระบุว่าจะลงในนามพรรคใด

นายพงศกรเผยทางเฟซบุ๊กว่า

[ มาร่วมกันสร้างความหวังให้คลองเตยและวัฒนา ]

'กรุงเทพฯ' สำหรับแต่ละคนคงมีภาพจำที่แตกต่างกัน บางคนอาจนึกถึงตึกสูง ศูนย์กลางของความเจริญ เป็นเมืองเศรษฐกิจสำคัญ

แต่สำหรับบางคน ก็อาจมองเห็นภาพความเหลื่อมล้ำ ชุมชนบ้านหลังคาติด ๆ กัน อยู่กันห้องเล็ก ๆ หลาย ๆ คน ภาพของคนหาเช้ากินค่ำ ที่ต้องดิ้นรนตื่นแต่เช้ามืด รีบไปทำงานเพื่อหาเงินเลี้ยงลูกและครอบครัว 

นายพงศกรกล่าวว่า “สำหรับผม พื้นที่ 'คลองเตย-วัฒนา' สะท้อนภาพของความแตกต่างนั้นได้อย่างชัดเจน โรงเรียนนานาชาติค่าเทอมแพง อยู่ตรงข้ามโรงเรียนของรัฐในชุมชน  คอนโดหรูสูงระฟ้า มีแค่รั้วกั้นกับบ้านในชุมชนแออัด ที่หลังหนึ่งอยู่กันหลายครอบครัว ความแตกต่างของโชคชะตา ทำให้ความหวังแตกต่างกันไป”

ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมได้พูดคุยกับพี่น้องในชุมชนหลายครั้ง แต่มีครั้งหนึ่งที่ผมได้ไปในชุมชน ชวนน้อง ๆ คุยเรื่องความฝันว่า

“โตขึ้นอยากเป็นอะไร?”

บางคนบอก อยากทำงานรับจ้าง อยากขับวินมอเตอร์ไซค์ อยากเป็นข้าราชการ พนักงานออฟฟิศ แต่มีคำตอบหนึ่งที่ผมจำไม่ลืม คือคำตอบของน้องคนหนึ่งที่ตอบสั้น ๆ ว่า…

”ผมไม่กล้าฝันอะครับ ขอแค่เย็นนี้มีอะไรกินก็ดีแล้ว”

‘ไตรรงค์’ ลั่น!! ‘บิ๊กตู่’ สมัครปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1 ของรวมไทยสร้างชาติ

(1 ก.พ. 66) เนื่องในโอกาสครบรอบ 2 ปี สถานีข่าวท็อปนิวส์ เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 3 อย่างเป็นทางการ ได้มีการปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ ‘อนาคตประเทศไทย หลังการเลือกตั้ง 2566’

ช่วงหนึ่งของการพูดคุย ‘สันติสุข มะโรงสี’ ผู้ประกาศข่าวสถานีข่าว Top News เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ได้สอบถามความเห็นจาก ดร.ไตรรงค์ สุวรรณคีรี อดีตรองนายกรัฐมนตรีและที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ถึงภาพรวมการเมืองปี 2566 โดยเริ่มจากการพูดติดตลกว่า “เท่าที่ดูผมมอง จะมีคนติดคุก เพิ่มขึ้น” ก่อนจะพูดถึงการทำงานของรัฐบาลว่า “ผมไม่อยากชมรัฐบาลนะ แต่มองว่าเป็นจริง จากการศึกษากับกระทรวงการคลัง องค์กรต่าง ๆ นักเศรษฐศาสตร์ดัง ๆ ในประเทศไทย เห็นตรงกันปี 66 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ก็แย่ ยุโรปก็ตกต่ำ ดูเหมือนว่าประเทศไทย อีกหนึ่งประเทศที่ดีขึ้น เราแพ้ชาติเดียวคือจีน ดังนั้นใครมาเป็นรัฐบาล ก็คงสามารถดูแลพี่น้องที่ยากจนได้ดีขึ้น เพราะไทยเราสามารถฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลกมาได้แล้ว และการท่องเที่ยวจะช่วยเราได้เยอะจากนี้”

และเมื่อ ‘สันติสุข มะโรงสี’ ผู้ประกาศข่าวสถานีข่าว Top News เป็นผู้ดำเนินการเสวนา ถามว่า ใครจะได้เป็นนายกฯ ‘สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิทัล มีเดีย จำกัด ให้ความเห็นว่า “ถ้าวันนี้เราจะมองว่า ใครได้เป็นนายกฯ คนต่อไป ในระบบรัฐสภาฯ มีความจริงที่เราต้องยอมรับก่อน คือ พรรคเพื่อไทย มีโอกาสจะได้รับการเลือกตั้งเป็นอันดับหนึ่ง แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จะเป็นการใช้เงินมากที่สุด ที่เคยมีมา”

ถามว่าทำไมเพื่อไทย ถึงจะมาเป็นอันดับหนึ่ง จะมีส.ส.มากที่สุด ต้องกลับไปดูข้อมูล คะแนนนิยมของ ภาคอีสาน ตามมาด้วยภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และกทม. เพราะเพื่อไทยเขาคุมอีสานมาตลอด ต้องเรียนดร.ไตรรงค์ว่า มันเป็นความผิดพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดิมที่ท่านเคยอยู่ พรรคนี้ไม่ได้รุกในภาคอีสานเลย ต่อมาในภาคกลาง ผู้ที่คุมพื้นที่คือพรรคพลังประชารัฐ รัฐมนตรีสุชาติ ก็ทำหน้าที่ดูแลภาคกลาง พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้เสื่อมทรุดเป็นครั้งแรก

แต่ประเด็นสำคัญ คือ การเลือกตั้งท้ายที่สุดแล้ว ใครจะพูดว่าไม่แบ่งขั้ว ปรองดอง ต้องบอกเลยเป็นไปไม่ได้ เพราะการเมืองปัจจุบันมันแยกเป็นขั้ว ภาคบังคับอยู่ที่แถลงการณ์ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ออกมาสนับสนุน แบม-ตะวัน กลุ่ม 3 นิ้ว ที่เรียกร้องทั้ง 3 ข้อ ในการขอยกเลิกมาตรา 112 และอ้างว่า พรรคไหนเสนอยกเลิก 112 จะเลือกพรรคการเมืองนี้ แต่พอเป็นแบบนั้น ปรากฏว่า พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ แถลงยอมรับใน 2 ข้อแรกของตะวัน-แบม แต่ไม่แตะมาตรา 112 แต่เพียงเท่านี้ก็เหมือนการยอมรับแล้ว ว่าคนพวกนี้ทำถูกต้อง ทั้ง ๆ ที่มีการพูดจาไม่เหมาะสมต่อสถาบันฯ

ส่วนในแง่ของการประกาศจุดยืนของพรรคการเมือง พรรคพลังประชารัฐ จุดยืนของพลเอกประวิตร เชื่อว่าไม่เอาเพื่อไทยแน่นอน เพราะท่านเป็นผบ.ทบ.มาก่อน เคยดื่มน้ำพระพิพัฒน์สัตยา จึงเชื่อว่าจะไม่มีวันทำร้ายสถาบันฯ แน่นอน ดังนั้น การเมืองมีขั้วและขั้วนั้น คือไม่เอาทักษิณ ไม่จับมือเพื่อไทย

เมื่อถามว่า ในพรรคไทยสร้างไทย จัดว่าอยู่ในขั้วไม่เอาทักษิณด้วยหรือไม่ ‘สนธิญาณ’ กล่าวว่า หญิงหน่อยก็เหมือนจตุพร ที่ไม่เอาทักษิณแล้ว รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่หลอกลวงสารพัด วีรกรรมร้ายแรงเยอะ

‘พิธา’ ยก!! บันได 3 ขั้น แก้วิกฤติการเมือง มุ่งขจัดการลิดรอนเสรีภาพประชาชน

‘พิธา’ ยก บันได 3 ขั้นแก้วิกฤติการเมือง คืนสิทธิประกันตัว - นิรโทษกรรมคนเห็นต่าง - แก้กฎหมายลิดรอนเสรีภาพประชาชน ยกกรณี ‘ตะวัน-แบม’ เป็นเรื่องของคนทุกคน เรียกร้องคืนสิทธิประกันตัวไม่มีเงื่อนไข 

(1 ก.พ. 66) ที่รัฐสภา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาปัญหาในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาในฐานความผิดจากการแสดงออกทางการเมือง เพื่อส่งให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐและความยุติธรรม

พิธากล่าวว่า สิทธิในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน เป็นสิทธิที่ได้รับการรับรองตามหลักการระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับ แม้หากการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออกนั้นอาจมีข้อจำกัดในทางกฎหมาย อันนำมาสู่การดำเนินคดีกับผู้แสดงความคิดเห็นหรือผู้แสดงออก แต่ประชาชนทุกคนที่ถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะผู้ถูกกล่าวหา ผู้ต้องหาหรือจำเลย ก็ย่อมมีสิทธิในการต่อสู้คดีและการได้รับการประกันตัวตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อีกทั้งหน่วยงานรัฐและกระบวนการยุติธรรมก็ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบุคคลผู้นั้นบริสุทธิ์

อย่างไรก็ตามในรอบหลายปีที่ผ่านมา ประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเยาวชนกลับเข้าไม่ถึงสิทธิในการประกันตัว อันอาจเป็นปัญหามาจากบทบัญญัติแห่งกฎหมาย การบังคับใช้กฎหมาย หรือดุลยพินิจรายกรณีจนถูกตั้งคำถามจากนักวิชาการ นักกฎหมาย ทนายความ ภาคประชาสังคม และประชาชนเป็นจำนวนมาก อันนำมาซึ่งการแสดงออกด้วยอารยะขัดขืนของคุณทานตะวัน ตัวตุลานนท์ และคุณอรวรรณ ภู่พงษ์ ที่ได้แสดงออกด้วยการอดอาหารในระหว่างที่ถูกคุมขัง เมื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีที่เกิดจากการแสดงออกทางการเมือง และรวมถึงการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นแทรกแซงการใช้อำนาจของตุลาการในการพิจารณาอรรถคดีใดคดีหนึ่ง และข้อเท็จจริงจนถึงปัจจุบันนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมก็ได้พูดถึงปัญหาดังกล่าว และเห็นสมควรที่รัฐบาล สภา และ ศาล ได้ร่วมกันพิจารณาและหาทางออก

พิธากล่าวว่า ตนมี 3 ประเด็นที่ขอเสนอ ประเด็นที่ 1 ขอโน้มน้าวให้ทุกคนเห็นว่าเรื่องที่คุณตะวันและคุณแบมทำอยู่นั้น เป็นเรื่องของเราทุกคน ห่างจากที่นี่ 37 กิโลเมตร ประชาชน 2 คน ตัดสินใจใช้ร่างกายของตัวเองในการต่อสู้เรียกร้องในสิ่งที่เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่สุด ที่รัฐควรให้กับประชาชน นั่นคือการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมที่เป็นธรรม ที่อิสระ ที่เที่ยงตรง และที่ผู้คนเชื่อถือเป็นที่พักพึง

“ผมเป็นนายประกันของคุณตะวันด้วยความภาคภูมิใจ มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมเขา ได้พูดคุยและสอบถามอาการ รู้สึกได้ว่าอาการของทั้ง 2 นั้นนับถอยหลังกันเป็นชั่วโมง แน่นอนว่าผมเป็นคนหนึ่งที่เป็นห่วงผลกระทบต่อร่างกาย แต่สำหรับนักสู้ทางการเมืองสองคนนั้น สุขภาพหรือความอิดโรยของเขาไม่ใช่เรื่องหลักที่เขาเป็นห่วงแม้แต่น้อย สิ่งที่เขาเป็นห่วงคือ ระบบยุติธรรมของประเทศนี้ สิทธิในการประกันตัวของทุกมาตราในระบบกฎหมายอาญาที่มีอยู่ และเป็นห่วงเพื่อนของเขาทั้ง 15 คนที่ควรได้รับสิทธิประกันตัวอย่างไม่มีเงื่อนไข” พิธากล่าว

พิธากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของเราทุกคน เป็นเรื่องของเกษตรกรที่โดนยึดที่ดินอย่างไม่เป็นธรรม เป็นเรื่องของพี่น้องแรงงานที่อาจถูกว่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม แต่เมื่อไปพึ่งระบบยุติธรรมกลับไม่ได้รับความเป็นธรรม เป็นเรื่องของนักสู้ด้านสิ่งแวดล้อมที่โดนฟ้องปิดปาก เป็นเรื่องของผู้แทนราษฎรทุกคน

“ทุกครั้งที่ผมไปหาคุณตะวันและคุณแบม ผมมองตาตะวันแล้วเห็นพิพิมลูกสาวของผมอยู่ในนั้น บูมเมอแรงปาออกไปมันกลับมาหาเรา ผู้แทนราษฎรในที่นี้ มีพ่อแม่ของเราที่สู้มาก่อน มีเราที่กำลังสู้อยู่ และมีลูกหลานของท่านที่ไม่มีอะไรเป็นหลักประกันว่าวันหนึ่งเขาอาจเอาชีวิตเข้าไปแลกกับเสรีภาพขั้นพื้นฐานของความเป็นพลเมือง อาจเป็นลูกของผมก็ได้ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องของเราทุกคนในประเทศไทย การที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่มีสิทธิเสรีภาพ ก็เท่ากับไม่มีสิทธิเสรีภาพ ไม่มีความเที่ยงตรงกับคนไทยทั้งประเทศเช่นกัน” พิธาระบุ

พิธากล่าวว่า ประเด็นที่ 2 คือสมดุลของ 3 เสาหลักในการแก้ปัญหาของประเทศไทย ตนอภิปรายครั้งแล้วครั้งเล่าว่าในทุกสังคมต้องมีการเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกของยุคสมัยจะเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อาจมีความเห็นต่างบางอย่างที่เราสบายใจหรือไม่สบายใจ อาจเป็นความจริงอันน่ากระอักกระอ่วนใจที่เราไม่อยากรับฟังและทนไม่ได้ แต่เราจะทำอย่างไรได้นอกจากรับฟังเขาและหาฉันทามติร่วมกัน แต่ความเป็นจริง แทนที่เราจะรับฟัง กลับเลือกกดปราบผู้เห็นต่าง

เปิดคำพูด ‘หนุ่มสิงคโปร์’ เพื่อนดาราสาวไต้หวัน ชี้!! ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน จำใจจ่ายเงินให้ตำรวจ

กัญชาขายได้ไม่ผิด ไม่รู้จริงๆ ว่าบุหรี่ไฟฟ้าผิดกฎหมายไทย ‘สกาย’ หนุ่มสิงคโปร์เผยตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน พยายามพูดขอโอกาส แต่ ตร.ขู่จะพาไปโรงพัก ต้องอยู่ต่ออีก 2 วัน จำใจจ่ายค่าปรับบุหรี่ไฟฟ้า คนละ 8 พัน กับค่าไม่พกพาสปอร์ต ซ่อนไว้ 3 พัน ควักจ่าย 2.7 หมื่น ระบุไม่อยากเอาเรื่อง ตร.ก็มีคนดี คงไม่ซวยเจอทุกครั้ง 

ตำรวจรีดเงิน วันนี้ (1 ก.พ.66) นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นัดเปิดตัว ‘สกาย’ นักท่องเที่ยวหนุ่มชาวสิงคโปร์ กลุ่มเดียวกับดาราสาวชาวไต้หวัน พยานปากสำคัญ ซึ่งเป็นผู้จ่ายเงิน 27,000 บาท ให้กับตำรวจ สน.ห้วยขวาง กรณีครอบครองบุหรี่ไฟฟ้า

ต่อมาเวลา 14.20 น. ‘สกาย’ นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์ เริ่มแถลงข่าว เพื่อพูดให้สังคมไทยได้รับฟังว่า ในวันเกิดเหตุพวกเขาไปร่วมงานเลี้ยงวันเกิดเพื่อนที่ “ออนิก” อาร์ซีเอ ไม่ได้จ่ายเงิน จากนั้นเรียกแกร็บแท็กซี่ไปห้วยขวาง จะไปนั่งกินเหล้าชิวๆ  เนื่องจากใกล้กับที่พัก ซึ่งเป็นโรงแรมในย่านห้วยขวาง ภายในรถแท็กซี่มีอยู่ 4 คน เมื่อมาเจอด่านตรวจ มีไฟฉายส่องเข้ามา ตำรวจแจ้งให้เปิดกระเป๋าให้ดูสิ่งของในกระเป๋า สั่งให้ถอดรองเท้า และขอดูพาสปอร์ต พวกตนจึงเปิดให้ดูรูปถ่ายพาสปอร์ตที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์

ระหว่างนั้นชาร์ลีนถ่ายรูปตำรวจ ตำรวจทำเหมือนเป็นเรื่องใหญ่ เหมือนทำอะไรผิด สั่งให้ลบภาพ 2-3 ครั้ง บอกว่าไม่ได้ถ่าย เพื่อนในกลุ่มใช้โทรศัพท์คุยกับเมีย ตำรวจก็บอกไม่ให้คุย ตำรวจถามว่ารู้ไหมว่าทำอะไรผิด ไม่มีวีซ่า ผมก็บอกว่าสิงคโปร์เข้าไทยไม่ต้องทำวีซ่า ตร.บอกมีบุหรี่ไฟฟ้าต้องจับ ตร.พูดคล้ายกับว่าอย่าเถียง ผมก็ถามว่าบุหรี่ไฟฟ้าผิด ทำไมในตลาดเปิดขายทั่วไป ทุกคนใช้อยู่ไม่มีใครบอกว่าผิดกฎหมาย เพราะขนาดกัญชายังถูกกฎหมาย เปิดร้านขายได้ ตร.บอกว่าจะพาไปโรงพัก ผมไม่รู้ว่าเขาจะพาไปไหน บอกตำรวจว่าพาสปอร์ตอยู่ที่โรงแรม ขอให้ตำรวจไปดู เขาก็ไม่ไป ผมไม่เคยเจอสถานการณ์อย่างนี้ ก็ได้แต่ถามเขาว่าขอโอกาสได้ไหม บุหรี่ไฟฟ้าทิ้งไปได้เลย ตร.ก็บอกถ้าอย่างนั้นต้องไปโรงพัก

สกาย ยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุ ชาร์ลีนไม่มีบุหรี่ไฟฟ้า ชาร์ลีนสูบบ้างแต่ไม่บ่อยมาก และวันนั้นชาร์ลีนไม่ได้เอาบุหรี่ไฟฟ้ามา ตร.บอกว่า ปรับบุหรี่ 8,000 บาท ต่อ 1 อัน มี 3 อัน กับไม่พกพาสปอร์ต เขาให้นับเงินส่งไปให้ 27,000 บาท แอบเก็บไว้ 3 พัน เพราะต้องเรียกแกร็บกลับสนามบิน ผมพูดกับเขามีมารยาทมาก แต่เขาขู่ ถ้ามีทางเลือกก็ไม่อยากให้เงิน ตอนที่เอาเงินให้ เขาสั่งให้นับและบอกว่ามีกล้องอยู่ ให้เพื่อนบังกล้องไว้ ผมไม่กล้าท้าทายเขา หลังจ่ายเงินเขาก็ปล่อยตัว แล้วเรียกแท็กซี่ให้ 

สกาย ชี้แจงถึงรูปถ่ายชาร์ลีนถือบุหรี่ไฟฟ้าว่า ตร.สั่งให้ถือบุหรี่ไฟฟ้าเพื่อถ่ายรูปไว้ ทำให้มีรูปถ่ายถือบุหรี่ไฟฟ้ารวมถึงตนด้วย

‘ทิพานัน’ ซบ ‘รทสช.’ รับหมวกลุยงานสื่อสาร ผสานรอยต่อคนไทย ‘ทุกสี-ทุกรุ่น-ทุกวัย’

เอกนัฎ ต้อนรับ ทิพานัน สวมเสื้อ รวมไทยสร้างชาติ พร้อม ลุยงานสื่อสาร บอกยังไม่ชัด ให้ลงเขต-ปาร์ตี้ลิสต์

(1 ก.พ. 66) น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อม นายมินทร์ ลักษิตานนท์ อดีตผู้สมัคร ส.ก. เขตจอมทอง และนายศุข ศักดิ์ณรงค์เดช อดีตผู้สมัคร ส.ก.ยานนาวา สมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยมีนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เลขาธิการพรรครทสช. รับใบสมัครสมาชิกพรรคตลอดชีพ และมอบเสื้อ แจ็กเก็ตพรรคให้ น.ส.ทิพานัน ขณะที่มีกองเชียร์จากเขตจอมทองสวมเสื้อสีเหลืองมาให้กำลังใจ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า เป็นข่าวดีของพรรคที่มีโอกาสต้อนรับสมาชิกคนใหม่ น.ส.ทิพานัน เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่ทำงานเต็มที่ 100% ทั้งในพื้นที่และในฐานะรองโฆษกรัฐบาลทำหน้าที่ได้ดีสม่ำเสมอ เป็นโอกาสดีของพรรคที่จะได้ผู้ร่วมภารกิจรวบรวมคนทุกสี ทุกรุ่นทุกวัย ตามอุดมการณ์ของพรรคและเจตนารมณ์ของผู้ใหญ่ในพรรค ตนทาบทาม น.ส.ทิพานัน ให้มาช่วยงานสื่อสารของพรรค โดยเฉพาะการเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ ทั้งในและนอกแวดวงการเมืองด้วย เช่น หอการค้า หรือกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ แต่ยังไม่ได้พูดคุยกันถึงว่าจะให้มาเป็นทีมโฆษกพรรคหรือไม่ ตอนนี้มองแค่เรื่องงานสื่อสารก่อน

ประชาชนเชื่อ 'ประยุทธ์' จับมือ 'ประวิตร' จัดตั้งรัฐบาล

แม้จะแยกทางกันเดิน แต่ประชาชนยังเชื่อว่า ทั้ง 2 ป. 'ประยุทธ์-ป้อม' 

‘ลุงหนู’ ลั่น หลังเลือกตั้ง ภท. พร้อมทำงานทุกบทบาท เชื่อ!! ส.ว. ไม่ฝืนตั้งรัฐบาลจากเสียง ส.ส.ข้างน้อย

(1 ก.พ. 66) นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงเป้าหมายการเมืองของพรรค ในศึกการเลือกตั้ง ระบุว่า 

พรรคทำเต็มที่แน่นอน และหลังเลือกตั้ง เราพร้อมทำงานในทุกบทบาท ขึ้นกับความไว้วางใจของประชาชน ถ้าประชาชนเลือกเข้ามามาก ตนก็พร้อมเป็นนายกฯ ซึ่งบทบาทนายกฯ ของตนคือการประสานทุกฝ่ายช่วยกันทำงาน เรื่องข้าง เรื่องสี ขอให้พอ ประเทศไทยถูกความขัดแย้งเหนี่ยวรั้งมานานเกินไปแล้ว  

เมื่อถามว่า จากนี้พรรคภูมิใจไทย จะเปลี่ยนจากพรรคผู้ถูกเลือก เป็นพรรคที่เป็นผู้เลือกแล้วใช่หรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า เอาเข้าจริง เราเป็นผู้เลือกอยู่ตลอด ครั้งที่แล้ว ถ้าไม้ได้พรรคภูมิใจไทย จะตั้งรัฐบาลกันได้หรือไม่ ย้อนกลับไปมีการเสนอสิ่งต่าง ๆ มาให้ตนและพรรคมากมาย ตำแหน่งสูงกว่ารัฐมนตรีก็ให้ แต่ถามว่า รับไปแล้ว บ้านเมืองไปต่อได้ไหม ถ้าไม่ได้ ถึงเป็นนายกฯ ก็ไม่มีประโยชน์ คราวที่แล้ว เมื่อเราเลือก อำนาจ คสช.ก็หมดไปทันที แต่ถ้าไม่เลือก ตามรัฐธรรมนูญ คือ รัฐบาลรักษาการอยู่ต่อไปจนถึงการที่ ครม.ใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ แต่สิ่งเหล่านั้น ไม่เกิด เพราะการเลือกของภูมิใจไทย เราทำให้การเมืองเข้าสู่ระบบใหม่ และประเทศไทย ก็ยังไปข้างหน้าได้ด้วย

‘บิ๊กตู่’ เตรียมปราศรัยใหญ่โคราช 18 ก.พ.นี้ วางคิว ‘สักการะย่าโม’ เอาฤกษ์เอาชัยก่อนเลือกตั้ง

(1 ก.พ. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ว่า หลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ประเดิมขึ้นเวทีปราศรัยแรกที่จ.ชุมพร ในฐานะสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ โดยที่มีรายข่าวตอนแรกว่า เตรียมเป็นที่ จ.เพชรบุรีนั้น ล่าสุด ได้มีการเปลี่ยนไปเป็นที่จ.นครราชสีมา โดยจะให้เป็นเวทีรวมไทยสร้างชาติสู่อีสาน จากครั้งแรกใช้เวทีจ.ชุมพร เป็นประตูรวมไทยสร้างชาติสู่ภาคใต้ 

นอกจากนี้ ที่สำคัญจ.นครราชสีมา ถือเป็นบ้านเกิดของพล.อ.ประยุทธ์ด้วย โดยกำหนดการเบื้องต้น วันเสาร์ที่ 18 ก.พ.66 พล.อ. ประยุทธ์ แกนนำ ผู้บริหารพรรค ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา และในพื้นที่ภาคอีสาน จะเดินทางไปสักการะอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองจ.นครราชสีมา ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่

‘นิพิฏฐ์’ โว พปชร. มีทีมเศรษฐกิจที่ดีที่สุด พร้อมแก้ปัญหาปากท้อง รอ ปชช.เลือกเข้าทำงาน

(31 ม.ค. 66) นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคพลังประชารัฐ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ ทีมเศรษฐกิจที่ดีที่สุด มีรายละเอียดดังนี้

ตอนอยู่ ‘พรรคสร้างอนาคตตไทย’ ผมเคยพูดว่า พรรคสร้างอนาคตไทย มีทีมเศรษฐกิจที่ดีที่สุด และตอนนั้นพรรคสร้างอนาคตไทย ได้เริ่มผลิตนโยบายออกมา เช่น ‘ปุ๋ยคนละครึ่ง’ และ นโยบายอื่น ๆ ที่รอการประกาศออกมา ซึ่งน่าสนใจอย่างยิ่ง

ตอนผมย้ายมาอยู่พรรคพลังประชารัฐ อยากนำนโยบายบางเรื่องที่รอประกาศมาใช้ที่พรรคพลังประชารัฐ แต่หากทำอย่างนั้น เท่ากับเราเอาเปรียบพรรคสร้างอนาคตไทย ที่เขาอุตส่าห์คิดนโยบายขึ้นมา ผ่านการวิเคราะห์มาเป็นปี ๆ ผมจึงไม่เสนอนโยบายเหล่านั้นต่อพรรคพลังประชารัฐ

เมื่อ ดร.อุตตม สาวนายน และ สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ และทีมเศรษฐกิจของดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ จากพรรคสร้างอนาคตไทยย้ายมาพรรคพลังประชารัฐ ผนวกกับคุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ที่ย้ายมาก่อนแล้ว ผมจึงดีใจ และพูดได้เต็มปากว่า พรรคพลังประชารัฐ มีทีมเศรษฐกิจที่ดีที่สุดกว่าทุกพรรคแล้ว

‘พุทธิพงษ์’ หนุนนโยบาย ทำสงครามกับยาเสพติด ยัน!! ‘ภูมิใจไทย’ มีแนวทางสะสางต้นตอปัญหา

(31 ม.ค. 66) นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หัวหน้าทีม กทม. พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวปราศรัยเดินหน้าประกาศสงครามกับยาเสพติดที่ใต้ทางด่วนชุมชนวัดมะกอกส่วนหน้า เขตพญาไท นั้นว่า ตนฟังอยู่ตลอด และคิดว่าเป็นเจตนาที่ดี เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยประชาชนทุกคนเห็นด้วยแน่นอน โดยชาวชุมชนวัดมะกอกเองก็บอกว่าดีใจ และขอให้มีการปราบปรามอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ประชาชนและบำบัดรักษาผู้ที่ติดยาเสพติดด้วย ส่วนเรื่องการออกหลักเกณฑ์ผู้เสพผู้ค้ายาบ้าใหม่จำนวนกี่เม็ดนั้น เป็นเรื่องของคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข ที่ยังต้องเสนอให้ ครม. พิจารณา ต่อไป

‘โรม’ ดักคอ ‘กกต.’ อย่าเนียนแบ่งเขตเลือกตั้งพิสดาร ชี้ ควรมีรายงานผลเรียลไทม์ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

(31 ม.ค.66) นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้มีความชัดเจนต่อการแบ่งเขตเลือกตั้งอย่างสมเหตุสมผล และไม่บ่ายเบี่ยงในการสร้างระบบรายงานผลการเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ หลังพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง 2 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าเรื่องการแบ่งเขตเลือกตั้งเป็นหนึ่งในบทเรียนสำคัญที่สุดจากการเลือกตั้งปี 2562 เป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งแบบพิสดารที่ไม่ส่งผลดีทั้งต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และนำไปสู่ข้อครหาเรื่องความไม่โปร่งใส

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ทำให้เกิดคำถามว่าการแบ่งเขตเลือกตั้งสะท้อนพื้นที่ประชากรอย่างถูกต้องหรือไม่ และเป็นการแบ่งเขตเลือกตั้งเพียงเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองบางพรรคหรือไม่ ดังจะเห็นได้ว่าในหลายเขตเลือกตั้งที่มีการแบ่งออกมาครอบคลุมพื้นที่ห่างกันมาก จากสุดเขตฝั่งหนึ่งไปถึงอีกสุดเขตฝั่งหนึ่ง บางแห่งห่างกันถึง 200 กิโลเมตรก็มี คำถามคือการแบ่งเขตแบบนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของผู้แทนที่จะต้องเดินทางไปพบปะประชาชนตามการแบ่งเขตเช่นนี้จะมีประสิทธิภาพได้อย่างไร ดังนั้น จึงขอเรียกร้องให้ กกต.ทำการแบ่งเขตในการเลือกตั้งปี 2566 ที่จะถึงนี้อย่างเป็นธรรม สอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่ ไม่ใช่ตัดแบ่ง หรือรวมตำบลต่าง ๆ ออกเป็นเขตเลือกตั้งตามฐานเสียงของพรรคการเมืองบางพรรคเป็นสำคัญ

“ผมไม่อยากให้ประเทศมีข้อครหาว่าการเลือกตั้งที่กำลังจะถึงกลายเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกอีกครั้งเหมือนปี 2562 สังคมไทยผ่านการเลือกตั้งมาหลายครั้ง มีแบบอย่างการแบ่งเขตที่สอดคล้องกับพื้นที่มากมายให้นำมาเป็นบทเรียนได้ สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีอยู่ 400 เขต ประเทศไทยก็เคยผ่านมาแล้ว หากแบ่งเขตได้อย่างเป็นธรรมก็จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ได้รับการยอมรับมากขึ้น” นายรังสิมันต์กล่าว

นายรังสิมันต์กล่าวถึงกรณีการรายงานผลคะแนนแบบเรียลไทม์ ซึ่ง กกต.อ้างว่าไม่อาจทำได้ เพราะใช้งบประมาณมากเกินไป โดยรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติงบประมาณให้ กกต.ถึงเกือบ 6 พันล้านบาท เป้าหมายหนึ่งก็เพื่อให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด หากการประกาศผลการเลือกตั้งสามารถเป็นไปแบบเรียลไทม์ได้ การทุจริตด้วยวิธีการต่าง ๆ แบบที่เคยทำกันมา ไม่ว่าจะเป็นไฟดับระหว่างนับคะแนน การแอบสลับหีบ ย้ายหีบ หรือการทุจริตในรูปแบบอื่น ๆ ก็จะทำได้ยากขึ้น เพราะประชาชนจำนวนมากจะเห็นผลการเลือกตั้งไปพร้อม ๆ กัน

‘บังเลาะ’ เด็กปั้น ‘นิพนธ์’ มั่นใจแจ้งเกิด ปักธงช่วยประชาธิปัตย์เข้าวิน เขต 2 ยะลา

‘บังเลาะ’ ลั่นลงสนาม ส.ส.พิสูจน์ฝีมืออีกครั้งในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง ลงสมัครรับเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์ เขต 2 ยะลา เหมือนเดิม หลังจากการเลือกตั้งปี 2562 พ่ายให้กับ ‘ซูการ์โน มะทา’ พรรคประชาชาติ

“การเลือกตั้งครั้งที่แล้วผมมีเวลาเตรียมตัวน้อย เพียงไม่กี่วัน แต่คราวนี้เราเตรียมตัวมา 4 ปี จึงมีความพร้อมมากกว่า จากการสัมผัสชาวบ้านรู้สึกได้ว่าเขาอิ่มตัวกับนักการเมืองเก่า ต้องการเปลี่ยนบ้าง” บังเลาะ หรือ อับดุลย์เล๊าะ บูวา กล่าว

สำหรับเขต 2 ยะลา น่าจะประกอบด้วย อ.เมืองยะลา (เฉพาะ ต.บุดี เปาะเส้ง และ ต.บันนังสาเรง) อ.รามัน ยะหา (ยกเว้นต.ยะหา ตาชี และ ต.บาโงยซิแน) อ.กาบัง ปัจจุบันมีซูการ์โน มะทา จากพรรคประชาชาติ เป็น ส.ส.อยู่

อับดุลการิม เด็งระกีนา อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คราวที่แล้วลงสนามพร้อมสวมเสื้อพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของลุงกำนัน (สุเทพ เทือกสุบรรณ) แต่พ่ายให้กับซูการ์โน มะทา จากพรรคประชาชาติ (ปช.) น้องชาย วันมูหะมัดนอร์ มะทา หัวหน้าพรรคประชาชาติ นักการเมืองมุสลิม และ แกนนำ ‘กลุ่มวาดะห์’ ซึ่งตัวซูการ์โนเคยเป็นผู้ช่วย ส.ส. เป็นรองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยะลา 2 สมัย เคยเป็น ส.ส.สังกัดพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งปี 2550 และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.คนเดียวของพรรคในพื้นที่ ภาคใต้ โดยปี 2554 ซูการ์โนได้ลงสมัครในสังกัดพรรคเพื่อไทย (พท.) เขตเลือกตั้งที่ 2 แต่พ่ายให้กับ อับดุลการิม เด็งระกีนา จากพรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น

อย่างไรก็ตาม ยังมองข้ามอีกคนหนึ่งในเขตนี้ไปไม่ได้ นั่นคือ ริดวาน มะเต๊ะ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) มีดีกรีเป็นอดีต ส.อบจ.เขต อ.รามัน และมีบิดาชื่อ มะโซ๊ะ มะเต๊ะ เป็นอดีตกำนันคนดังแห่ง ต.ตะโละหะลอ อ.รามัน และในอดีตยังเป็นหัวคะแนนให้กับ อดีต ส.ส.ในพื้นที่มาแล้ว แต่คราวที่แล้วเขายังเดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน

กล่าวสำหรับ ‘บังเลาะ-อับดุลย์เล๊าะ บูวา’ ยังคงมุ่งมั่นกระโดดเข้าสู่การเมืองระดับชาติ ทั้ง ๆ ที่ปัจจุบันเป็นรองนายกเทศบาลตำบลโกตาบารู อ.รามัน จ.ยะลา

บังเลาะ เข้าศึกษาต่อในตลาดวิชา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ด้วยระบบการศึกษาแบบ ‘แพ้คัดออก’ เข้าร่วมทำกิจกรรม ร่วมกับ ชมรมมุสลิม ม.รามคำแหง และกลุ่ม PNYS ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษามุสลิมที่มีพลังมากในรามคำแหง บังเลาะสนใจการเมืองมาตั้งแต่ต้น จึงเข้าร่วมกับพรรคนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้า คือนักศึกษา 7 คณะ พรรคสานแสงทอง เช่น กิจกรรมออกค่ายอาสา กิจกรรมอบรมทางวิชาการ กิจกรรมรณรงค์การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย และอื่น ๆ อีกมากมาย

หลังจบการศึกษาเข้าทำงานที่บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย จำกัด ทำงานที่เนชั่น 24 ปี ตำแหน่งสุดท้ายคือ หัวหน้าซับเอดิเตอร์ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ที่เนชั่น ได้เรียนรู้ถึงข้อมูลข่าวสารและแนวทางการวิเคราะห์ ทั้งทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งได้เผชิญกับวิกฤติการเมือง เศรษฐกิจ มาหลายยุคหลายสมัย เมื่อถึงเวลาอิ่มตัวกับงาน จึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้าเดินทางกลับบ้านเกิด หมายมั่นทำงานการเมืองรับใช้บ้านเกิด

“ออกจากเนชั่นด้วยความคิดที่ได้ตั้งปณิธานไว้ว่าสักวันจะต้องกลับสู่บ้านเกิด สิ่งที่จะทำคือการได้มีโอกาสในการใช้ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ เพื่อนำไปพัฒนาในพื้นที่ รวมทั้งเป็นสื่อกลางในการประสานงานระหว่างท้องถิ่น กับ หน่วยงานภาครัฐ เพื่องานจะได้คล่องตัวและราบรื่น”

บังเลาะ กล่าวว่า การเล่นการเมืองระดับท้องถิ่น คือ เป็นการทำงานช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่แคบ ๆ และจำกัด แต่การเมืองระดับชาติ ถือ เป็นงานใหญ่ที่จะได้ช่วยเหลือชาวบ้านอย่างกว้างขวาง ซึ่งในพื้นที่เขต 2 ที่รับผิดชอบจะมีนักการเมืองที่เกือบจะผูกขาดมาอย่างยาวนาน แต่ไม่ได้ทำอะไรกับประชาชนพอสมควร ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้โอกาสคนรุ่นใหม่ จะได้ช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าเดิม

อับดุลย์เล๊าะ บูวา มั่นใจว่า การเลือกตั้งรอบใหม่นี้ ผมมีความหวังเต็ม 100 ที่จะได้รับการเลือกตั้ง โดยการเข้าถึงชาวบ้านในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง โดยได้รับเสียงสะท้อนจากชาวบ้านว่า ถึงเวลาที่จะต้องเปลี่ยนสักที และด้วยนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ โดนใจชาวบ้านอย่างที่สุด เช่น การประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ปาล์ม เป็นต้น รวมทั้งการเร่งรัดเดินสำรวจออกโฉนดและให้สิทธิ์ทำกินในที่ดินของรัฐ ถือเป็นหัวใจหลักที่ได้เสียงตอบรับจากชาวบ้านเป็นอย่างมาก

บังเลาะ กล่าวทิ้งท้ายว่า ยะลาเป็นเมืองเกษตรกรรม มีผลไม้มากมาย ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด เป็นต้น รัฐจะต้องเข้ามาส่งเสริมอย่างจริงจัง อนาคตเราจะเสนอให้ยะลาเป็น ‘เมืองฮับทุเรียน’

เลือดใหม่ประชาธิปัตย์ ‘อับดุลย์เล๊าะ บูวา’ ที่ ‘นิพนธ์ บุญญามณี’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จูงมือมาลงสมัคร และหมายมั่นปั้นมือจะปั้นให้แจ้งเกิดให้ได้

ข้อมูลเคียงข่าว

จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีพืชทางเศรษฐกิจอย่างน้อย 4 ชนิด ทุเรียน  ลองกอง เงาะ และมังคุด โดยไม้ผลที่ปลูกมากที่สุด คือ ลองกอง มีพื้นที่ปลูก 157,300 ไร่ รองลงมาเป็น ทุเรียน มีพื้นที่ปลูก105,135 ไร่ มังคุด มีพื้นที่ปลูก 39,630 ไร่ และ เงาะ มีพื้นที่ปลูก 39,446 ไร่ ตามลำคับ

ส่วนไม้ผล ที่เป็นที่รู้จักและนิยมของผู้บริโภคมากที่สุด คือ ลองกอง โดยฉพาะลองกองตันหยงมัส อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส เนื่องจากเป็นลองกองที่มีรสชาติทวาน หอม และอร่อย

นอกจากนี้ ทุเรียน ชายแดนใต้ นับว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิด ที่ได้รับความนิยมเพิ่มการปลูกมากขึ้น ด้วยปัจจัยจากราคา ทำให้ทุเรียน ออกสู่ตลาดมากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

ตำรวจ ปส. สกัดผู้ต้องหา คาด่านชั่งน้ำหนักย่านพระราม 2 หลังลอบขนยาบ้า 3 ล้านเม็ด ก่อนยาหลุดลงภาคใต้

ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.ชินภัทร สารสิน รอง ผบ.ตร.(กม)/ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.ประจวบ วงศ์สุข ผช.ผบ.ตร./รอง ผอ.ศอ.ปส.ตร., พล.ต.ท.สรายุทธ สงวนโภคัย ผบช.ปส., พล.ต.ต.ธนรัชน์ สอนกล้า ผบก.ปส.2  ให้ ตำรวจ ปส. เร่งเดินหน้ากวาดล้าง จับกุม และขยายผลเครือข่ายค้ายาเสพติด รวมทั้งการสกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ให้เข้าสู่พื้นที่ชั้นในและในชุมชน และการทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดให้ครอบคลุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งเน้นย้ำ ในการสืบสวนหาข่าวเครือข่ายหน้าใหม่ รวมทั้งกลุ่มเครือข่ายเก่า 

ตามนโยบายเร่งด่วนของ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. ล่าสุด ช่วงสายของวันที่ 27 ม.ค.2566 เจ้าหน้าที่หน่วยปราบปรามยาเสพติดพัทยา กก.1 ร่วมกับ ศูนย์วิเคราะห์ข่าว บก.ปส.2, ตำรวจทางหลวง และ ป.ป.ส.ภ.7 เข้าจับกุม นายยมนา หรือหมี (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 51 ปี ได้ที่บริเวณหน่วยบริการตำรวจทางหลวงสมุทรสงคราม ถ.พระราม 2 ในจุดสถานีตรวจสอบน้ำหนัก (ขาออก) อ.เมืองสมุทรสาคร จว.สมุทรสาคร ก่อนจับกุมได้รับแจ้งว่ากลุ่มเครือข่ายยาเสพติดจะลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ จว.สระบุรี ลงไปยังพื้นที่ภาคใต้ โดยจะใช้รถบรรทุก 12 ล้อ เป็นพาหนะที่ใช้ลำเลียงยาเสพติด 

‘บิ๊กป้อม’ อ้าแขนรับ ‘2 กุมาร-บิ๊กน้อย’ กลับพรรค ชี้ ช่วยเศรษฐกิจ-การเมือง

(30 ม.ค. 66) เมื่อเวลา 14.38 น. ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เดินทางเข้าที่ทำการพรรค พปชร. ถ.รัชดาภิเษก จากนั้น พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา หัวหน้าพรรครวมแผ่นดิน รวมถึงนายอุตตม สาวนายน และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ที่เดินทางตามหลังขบวนรถพล.อ.ประวิตร มาติดกัน มีนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค และนายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีม กทม.ได้ให้การต้อนรับ พร้อมขึ้นไปยังห้องทำงานพล.อ. ประวิตรทันที เพื่อยื่นใบสมัคร โดยพล.อ.ประวิตร ลงนามใบสมัครด้วยตัวเอง ก่อนที่จะสวมเสื้อพรรคให้นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ ก่อนที่ทั้งหมดจะลงมาแถลงข่าวร่วมกัน

ต่อมาเวลา 15.10 น. พล.อ.ประวิตร พร้อมนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง และเลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ร่วมกันแถลงเปิดตัว พล.อ.วิชญ์ นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ 

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นที่น่าดีใจที่เราได้ต้อนรับทั้ง 3 คน คนแรก พล.อ.วิชญ์ คนที่สอง คือ นายอุตตม และคนที่สามคือ นายสนธิรัตน์ ถือเป็นเกียรติกับ พปชร.เป็นอย่างยิ่ง ตนพูดไม่เก่ง แต่ฟังเก่ง แล้วฟังรู้เรื่องด้วย อยากจะฝากบอกกับทุกคนว่าพรรคของเราเป็นพรรคที่เรารวมกัน ก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งหมด ฉะนั้น ทั้งสามคนจะมาช่วย พปชร.ในการดำเนินการกิจกรรมการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อที่จะให้พรรคมีความเข้มแข็ง เราต้องขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจกันทั้งสามคน เราได้สองหัวหน้าพรรค กับหนึ่งเลขาธิการพรรคนับว่าเป็นเกียรติกับ พปชร.เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้นายอุตตมจะมาช่วยดูแลเรื่องเศรษฐกิจ นายสนธิรัตน์จะช่วยดูเศรษฐกิจและการเมืองด้วย ส่วนพล.อ.วิชญ์ ช่วยทั้งพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า การกลับมาของทั้งสามคน จะทำให้ได้เป็นนายกฯ คนที่ 30 หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องประชาชนเลือก คุณถามอย่างนี้ผิดนะ จะให้ตนเป็นนายกฯ คนที่ 30ได้อย่างไร ประชาชนต้องเป็นคนเลือก ถ้าไม่ได้เลือกจะเป็นได้อย่างไร 

เมื่อถามว่า ตอนนี้แคนดิเดตนายกฯ ในพรรค มีแค่คนเดียว ไม่มีคนอื่นแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ถ้าตอบว่าตนไม่รู้ จะหาว่าตนไม่รู้อีก 

เมื่อถามย้ำว่า แล้วที่นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ระบุจะเข้ามาและเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พล.อ.ประวิตร ย้อนถามว่า ใครบอก ถ้านายมิ่งขวัญบอกเองก็ต้องไปถามนายมิ่งขวัญ แต่ยืนยันว่านายมิ่งขวัญยังอยู่กับพรรค และช่วยด้านเศรษฐกิจ เพราะในพรรคมีงานให้ทำเยอะแยะ ไม่ต้องห่วง 

เมื่อถามอีกว่า แล้วจะให้ใครเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เป็นทั้งหมดเลยครับ ไม่เป็นไร หัวหน้ามีได้หลายคน

เมื่อถามว่า นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ประธานพรรคสร้างอนาคตไทย จะตามมาร่วมงานหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ต้องถามนายสมคิด จะถามตนได้อย่างไร เพราะไม่ได้คุยกันเลย 

เมื่อถามว่า จะป้องกันปัญหาเรื่องความขัดแย้งอย่างไร เพราะก่อนหน้านี้ที่นายอุตตม และนายสนธิรัตน์ออกไปจากพรรค เพราะมีเรื่องความขัดแย้ง พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มีความขัดแย้ง ออกไปก็ไม่ได้ขัดแย้ง 

ด้านนายอุตตม กล่าวเปิดใจถึงสาเหตุที่กลับมา พปชร. ว่า เรื่องสำคัญสุดคือ การสร้างปรองดอง ต้องขอบคุณหัวหน้าพรรคที่ได้เชิญชวนพวกตนมาทำงานร่วมกันในเวลาที่ประเทศชาติต้องการเดินหน้า พล.อ.ประวิตรแสดงอุดมการณ์มุ่งมั่นชัดเจนที่จะรวบรวมผู้คนจากหลาย ๆ ฝ่ายมาทำงานด้วยกัน อีกเหตุผลหนึ่งคือ พวกตนเคยเป็นสมาชิกในบ้าน สมาชิกเก่าในบ้านหลังนี้ มีส่วนร่วมริเริ่มสร้าง พปชร.มา มีส่วนในการคิดและผลักดันนโยบายส่วนหนึ่งขึ้น เช่น บัตรประชารัฐ ที่พวกเราช่วยกันทำมา หัวหน้าพรรค พปชร.ประกาศชัดเจนแล้วว่าจะนำพรรคขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเหล่านี้ เรายินดีที่จะทำงานร่วมกับทุกคนที่มีอุดมการณ์ร่วมกัน ก้าวข้ามขัดแย้งได้แล้ว

‘จิรวัฒน์’ ปลุก ปชช. เข้าคูหากา ‘เพื่อไทย’ สกัดอำนาจ ส.ว. เลือก ‘ประยุทธ์’ นั่งนายกฯ

(30 ม.ค. 66) นายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. กทม.เขตทวีวัฒนา พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการล้มวาระแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 159 และมาตรา 272 ที่เสนอโดยพรรคเพื่อไทยว่า การเสนอแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรานี้เป็นความพยายามแก้ไขเพื่อให้นายกฯ ต้องเป็น ส.ส. และตัดอำนาจ ส.ว.ไม่ให้มีอำนาจโหวตเลือกนายกฯ การล้มมติดังกล่าวเป็นการขับเคี่ยวกันทางการเมือง ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยได้ยื่นแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้มา 7 ครั้งแล้ว แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมประมาณ 25 ฉบับกลับถูกตีตก ผ่านเพียงฉบับเดียวคือกฎหมายเลือกตั้งซึ่งเปลี่ยนระบบแก้ไขเรื่องของบัญชีรายชื่อแล้วก็เขตเลือกตั้งเท่านั้น เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนาของฝ่ายอนุรักษ์นิยม ที่จะยังคงต้องการสืบทอดอำนาจ คสช.ต่อไปอย่างชัดเจน

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีความพยายามโดย ส.ว.บางคน ที่หยิบยกประเด็นดังกล่าวโยนหินถามทางในเวทีการเมือง เพื่อจะใช้กลไกและเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญอุ้มนายกฯ ที่ชื่อพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต่ออายุของพล.อ.ประยุทธ์ ไปให้มากกว่าแปดปี ทั้งนี้ ประชาชนสามารถหยุดยั้งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ได้โดยการเลือกตั้งอย่างมียุทธศาสตร์ เพื่อไม่ให้พล.อ.ประยุทธ์มีโอกาสเป็นนายกฯ ต่อ เชื่อว่าหากพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ต่อ จะมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อปลดล็อกกรอบเวลา 8 ปีอย่างแน่นอน และอาจจะมีการแก้ให้รัฐธรรมนูญให้ ส.ว.คงอำนาจในการโหวตเลือกนายกฯ พร้อมต่ออายุของส.ว.จากห้าปีต่อไปอีกก็เป็นไปได้


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top