Sunday, 14 April 2024
SPECIAL

ผบ.ตร.สั่งด่วน ไล่ล่าโจรโหดยิงสายตรวจ สภ.ปากช่อง ให้ได้โดยเร็ว กำชับดูแลสวัสดิการ สิทธิประโยชน์ครอบครัวตำรวจกล้าเต็มที่

(8 ก.พ. 66) พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจ สภ.ปากช่อง ถูกคนร้ายยิงเสียขณะปฏิบัติหน้าที่ ว่า “เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 7 ก.พ.2566 เวลาประมาณ 21.10 น. ขณะที่ ส.ต.ต.อรรถพล บุญมี ตำแหน่ง ผบ.หมู่ (ป.) สภ.ปากช่อง จว.นครราชสีมา อายุ 29 ปี ปฏิบัติหน้าที่ออกสายตรวจ บริเวณถนนปากช่อง – หนองมะค่า (เทศบาล 5) บ้านหนองน้อย ม.12 ต.ปากช่อง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา พบรถจักรยานยนต์ฮอนด้าเวฟ สีน้ำเงินต้องสงสัย ดัดแปลงท่อเสียงดัง จึงเรียกตรวจสอบ แต่คนร้ายไม่หยุด จึงขับไล่ติดตาม ระหว่างขับไล่ติดตามนั้นคนร้ายได้ใช้อาวุธปืนยิงใส่บริเวณหน้า ส.ต.ต.อรรถพลฯ จนรถจักรยานยนต์สายตรวจล้มลง คนร้ายหลบหนีไป เจ้าหน้าที่พยายามปฐมพยาบาลเบื้องต้น แล้วนำตัว ส.ต.ต.อรรถพลฯ ส่ง รพ.ปากช่องนานา และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

‘ลุงหนู’ เตรียมนำทัพหาเสียง จ.กาญจนบุรี พร้อมเปิดตัว 5 ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ภูมิใจไทย

(8 ก.พ. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างวันที่ 10 - 11 ก.พ.นี้ พรรคภูมิใจไทย นำทีมโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมแกนนำพรรค จะลงพื้นที่พบปะชาวบ้าน ตลอดจนจัดเวทีปราศรัย ใน 2 จังหวัด ได้แก่ จ.กาญจนบุรี และ จ.นครปฐม พร้อมเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. โดยในวันที่ 10 ก.พ.นี้ เริ่มที่ จ.กาญจนบุรี โดยตั้งแต่เวลา 15.45 น. จะขึ้นรถแห่พบปะประชาชนพี่น้อง ชาว จ.กาญจนบุรี 

จากนั้น เดินทางถึงศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เพื่อสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง และบวงสรวงพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 แล้วเดินทางไปวัดไชยชุมพลชนะสงคราม พระอารามหลวง (วัดใต้) กราบสักการะรูปหล่อพระวิสุทธิรังษี (หลวงปู่เปลี่ยน) และกราบพระเทพปริยัติโสภณ (เจ้าคุณปัญญา) เจ้าอาวาส เจ้าคณะจังหวัดกาญจนบุรี 

จากนั้น นายอนุทิน และคณะจะเดินทางถึงท่าเรือวัดใต้ แล้วเดินทางโดยทางเรือล่องแม่น้ำแม่กลองเดินทางผ่านบ้านลิ้นช้าง เข้าสู่แม่น้าแควใหญ่ แวะทักทายชาวเรือ ชาวแพที่ท่าเรือเทียบแพแควใหญ่ (เกาะรัตนกาญจน์) ก่อนขึ้นปราศรัยใหญ่ ในเวลา 17.45 น. ณ ลานเอนกประสงค์ สะพานข้ามแม่น้ำแคว

'ตำรวจ' ปลอมตัวเป็น นทท. บุกข้าวสาร รวบแก๊งเมียนมา ลอบเข้าเมือง เปิดร้านขายโรตี-เคบับ แย่งอาชีพคนไทย

(8 ก.พ. 66) ว่าที่ พ.ต.อ.กาจภณ ปฐมัง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนว่าภายในถนนข้าวสารและซอยรามบุตรี แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ว่ามีคนต่างด้าวจำนวนมาก มาเปิดร้านในลักษณะรถเข็น ขายโรตีและเคบับ ซึ่งเป็นอาชีพต้องห้าม แย่งอาชีพคนไทย

ต่อมาวันที่ 7 ก.พ. 66 จึงสั่งการให้ พ.ต.ท.สุริยะ พ่วงสมบัติ รอง ผกก.สืบสวน บก.ตม.1 ตรวจสอบ และประชุมวางแผน เพื่อดำเนินการเข้าตรวจสอบจับกุม โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.สืบสวน บก.ตม.1 อำพรางตัวเป็นนักท่องเที่ยวเข้าไปตรวจสอบตามที่ประชาชนให้เบาะแส พบว่าภายในซอยรามบุตรีมีคนต่างด้าวมาเปิดร้านขายโรตีและเคบับจำนวนหลายร้าน จึงแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พร้อมแสดงบัตรประจำตัวให้คนต่างด้าวดู

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบนั้น คนต่างด้าวหลายรายไหวตัวทันและวิ่งหลบหนีไป ทิ้งไว้เพียงรถเข็นขายของ จึงควบคุมตัวคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาไว้ได้ 11 ราย ได้แก่

1.) นายทะอ่อง อายุ 21 ปี, 2.) นาย โมยัมเอ อายุ 20 ปี, 3.) นาย ฮงทาย อายุ 33 ปี, 4.) นายอู อายุ 25 ปี, 5.) นาย โทเร อายุ 19 ปี, 6.) นาย มีโส อายุ 30. ปี, 7.) นาย ออจุน อายุ 33 ปี, 8.) น.ส.เลเนวี อายุ 29 ปี, 9.) น.ส.สาเน ทุย อายุ 33 ปี, 10.) น.ส.แวว อายยุ 46 ปี และ 11.) น.ส.มูมู อายุ 28 ปี

ซึ่งระหว่างการตรวจสอบคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาทั้ง 11 ราย ไม่สามารถแสดงเอกสารหนังสือเดินทางและใบอนุญาตทำงานให้เจ้าหน้าที่ดูได้

ทั้งนี้ การเร่ขายสินค้านั้นเป็นงานต้องห้าม คนต่างด้าวไม่สามารถทำได้ อันเป็นความผิดตามมาตรา 8 แห่ง พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 ทั้งหมดยอมรับว่าได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรทางพรมแดนที่ติดกับประเทศไทย และเข้ามาเปิดร้านขายโรตีและเคบับ รวมถึงสินค้าอื่น ๆ โดยมีลูกค้าทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ มีรายได้เฉลี่ยต่อวันยังไม่หักต้นทุนถึง 1,000-1,500 บาท สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยที่ค้าขายอย่างถูกต้องในบริเวณดังกล่าวเป็นอย่างมาก

'เพจดัง' ติง!! กรณีนักท่องเที่ยวจีนถูก 'โกง-ทำร้าย' ที่ภูเก็ต "ถ้า จนท.ช่วยจริงจังแต่แรก เรื่องแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้น"

ไม่นานมานี้ เพจ 'ลุยจีน' ได้โพสต์ข้อความแจ้ง กรณีนักท่องเที่ยวจีนถูกบริษัททัวร์ภูเก็ตทำร้ายและโกง (อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้องได้ที่ >> https://facebook.com/100064606066871/posts/pfbid02ircqQ1vk7gPwecVSsJUi9gtevFucTeqJQRoKZEPkfiuqKXmffXjCkeAs52VVKDgtl/) โดยล่าสุดได้มีการจับกุมผู้กระทำผิดแล้ว ว่า...

จับแล้วเมื่อวานครับ เคสพนักงานบริษัททัวร์อักษรย่อ บ ที่ทำร้าย นทท.จีนปลาย ม.ค. จนเป็นคลิปไวรัลที่จีน

เบื้องต้นให้การรับสารภาพ มีการตรวจยึดมีดที่ใช้ก่อเหตุ และส่งฟ้องศาลต่อไป

แต่ประเด็นที่คนจีนตั้งคำถามกันคือ "ถ้า ตร. ท่องเที่ยวไทย ไปช่วยเรื่องนี้อย่างจริงจังแต่แรก ไม่โยนเรื่องให้คนอื่น เรื่องแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นมั้ย?" 

ย้อนตำนาน 'การเลือกตั้งครั้งแรก' ในประเทศไทย จุดเริ่มต้นของการใช้สิทธิ์ ของประชาชนไทย

หายใจอีกไม่กี่ที กะพริบตาอีกไม่กี่หนก็จะถึงช่วงเวลาที่ 'คนไทย' ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง กว่า 52 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหญ่ครั้งแรก หรือที่เรียกว่า 'นิวโหวตเตอร์' จำนวนกว่า 8.1 แสนคน จะได้ใช้อำนาจทางการเมืองผ่านปลายปากกา เลือกผู้แทนราษฎรเข้าสภาอีกครั้ง 

ไม่ว่าเงื่อนไขที่นำไปสู่การเลือกตั้ง จะเกิดจากการยุบสภา หรือ การสิ้นสุดวาระของสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม หากไม่มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน หรืออุบัติเหตุเกิดขึ้น คาดว่าห้วงเวลาของการจัดการเลือกตั้งใหญ่ จะเกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคมนี้ 

แต่ก่อนจะถึงวันเข้าคูหา กากบาทเลือกพรรคที่ชอบ & คนที่ใช่ The State Times ขอหยิบยกเอาเรื่องราวการเลือกตั้งของประเทศไทย นับจากอดีต สู่ปัจจุบัน มาบอกเล่ากัน โหมโรงเรื่องแรก #เลือกตั้งสตอรี่ เราพาย้อนเวลากลับไป ในวันที่คนไทยทุกคน เริ่มต้นเป็น 'นิวโหวตเตอร์' ในการเลือกตั้งครั้งแรก 

กว่า 90 ปีก่อน ห้วงเวลาแห่งการอภิวัฒน์สยาม 24 มิถุนายน  2475 คือวันที่นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ระบอบการเมืองไทย ซึ่งขณะนั้นยังใช้ชื่อสยาม จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และเปลี่ยนรูปแบบการปกครองมาเป็นระบบรัฐสภา

กลไกการปกครองแบบประชาธิปไตยถูกประกอบสร้างและเริ่มวางรากฐานทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ การจัดการเลือกตั้ง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น และการเปิดทางให้มีการจัดตั้งพรรคการเมือง

แค่ราว 1 ปี หลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 10 ธันวาคม 2475 รัฐบาลคณะราษฎร  ซึ่งมีพระยาพหล พลพยุหเสนาเป็นนายกรัฐมนตรี ได้จัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นเป็นครั้งแรก ในวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 โดยเป็น 'การเลือกตั้งทางอ้อม' ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทย 

7 คำถาม กับ 'ฟิล์ม รัฐภูมิ' ว่าที่ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ

เปิดใจ 'ฟิล์ม รัฐภูมิ' กับ เหตุผลที่มาร่วมครอบครัว

ฉงน!! ‘ข้าราชการสีเทา’ ฉายแสงซ้ำซาก ฤๅฤทธิ์แรงโหมจาก ‘เงา’ หลังฉาก ที่ให้ท้ายจนเคยตัว

ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายในสังคม ‘ข้าราชการสีเทา’ ก็เน่าออกมาอีกเป็นระลอกคลื่น 

เพราะเมื่อปลายปีที่แล้ว กรณีข้าราชการสีเทา สุดงามไส้ ที่ทำเอา ‘ท็อป’ วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพย์ฯ ยังต๊กกะใจ และตามหลอกหลอนอยู่นั้น สาเหตุมันก็มาจากความละโมบส่วนบุคคล ที่ไม่รู้มีใครหนุนหลังให้หาญกล้าลงมือกิน

แต่ก็อย่างว่า คดีนี้ก็จบลงเมื่อผู้ถูกกระทำเกินทน จนเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แท็กมือกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) บุกเข้าจับกุม ‘รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา’ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชเป็นผลสำเร็จ 

เป็นเหตุเซอร์ไพรซ์ท่ามกลางความตื่นตะลึงของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ ที่อยู่ในห้องประชุม และกำลังรออวยพรปีใหม่ ‘ทั่นอธิบดี’ ซึ่งถูกแจ้งข้อหา ‘เรียกรับผลประโยชน์’ เรียกเก็บค่าวิ่งเต้นตำแหน่ง-รีดลูกน้อง โดยจากการตรวจค้นห้องทำงาน พบเงินสดประมาณ 5 ล้านบาท ใส่ซองจำนวนหลายต่อหลายซองเป็นของกลาง แม้เจ้าตัวจะให้การปฏิเสธ ว่าไม่รู้เงินอะไร ก็มิเป็นผล 

ถัดมาวันนี้ (2 ก.พ.66) ก็ได้ข่าวทำนองว่า ผอ.โรงเรียนดังในเมืองกรุง รีดเงินเอกชน 3.2 แสนบาท เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทุจริตเกี่ยวกับอาหารนักเรียน จนโดนเจ้าเดิมอย่าง บก.ปปป. สนธิกำลังร่วมกับ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. และ ป.ป.ท., เปิดปฏิบัติการ ‘ไข่นกกระทา’

ผู้ต้องหา รอบนี้ มีชื่อว่า นายไพฑูรย์ ภูมิช่อ ผู้อำนวยการโรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) อายุ 58 ปี ถูกรวบในข้อหา เป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาล เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด และ เป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ภายในห้องทำงานโรงเรียน แขวงบางชัน เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร

โดยสืบเนื่องจากก่อนหน้าได้รับการร้องเรียนและก่อนเข้าทำการจับกุมนั้นสายข่าวแจ้งว่าว่า นายไพฑูรย์ มีพฤติกรรมใช้อำนาจหน้าที่ในทางไม่เหมาะสม เรียกรับเงินจากคู่สัญญาหรือผู้ประกอบการที่ชนะการเสนอราคาโครงการจ้างเหมาประกอบอาหารสำหรับนักเรียน ภาคเรียนที่ 2/2565 ของโรงเรียนบางชัน (ปลื้มวิทยานุสรณ์) เป็นเงิน 329,000 บาท อ้างว่าจะนำไปปรับปรุงวัสดุ อุปกรณ์ โต๊ะ เก้าอี้ ภายในโรงอาหารของโรงเรียน และ เรียกเก็บเพิ่มเติมเป็นเงินรายเดือนอีกเดือนละ 9,000 บาท ซึ่งเงินส่วนหลังนี้อ้างว่าเป็นค่าดูแลเจ้าหน้าที่ดูแลเรื่องอาหารของนักเรียน จำนวน 5 คน

เมื่อจับได้ ก็เข้าสูตร อ้างว่าไม่มีการเรียกรับเงินแต่อย่างใด แต่ยอมรับว่าก่อนหน้าจะถูกจับกุมได้มีการเชิญตัวผู้ประกอบการมาเข้าพบจริง แต่เป็นการเรียกมาพบเพื่อเจรจาเกี่ยวกับปัญหาที่มีการร้องเรียนเรื่องคุณภาพอาหารเพียงเท่านั้น ส่วนซองเงินที่อยู่บนโต๊ะนั้น ก็ไม่ทราบว่าเป็นของผู้ประกอบการคนดังกล่าววางลืมไว้หรือไม่ แต่ไม่ใช่ของตนอย่างแน่นอน เบื้องต้นจึงนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปปป. เพื่อทำการแจ้งข้อกล่าวหา ก่อนเร่งรวบรวมพยานหลักฐานสรุปสำนวนส่งต่อให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามกฎหมายต่อไป

ตำรวจภูธรภาค 7 แถลงผลระดมจับกุมความผิดอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืนที่ผิดกฎหมาย และผลการจับกุมคดียาเสพรายสำคัญในพื้นที่ภาค 7 พร้อมของกลางยาบ้ากว่า 5 แสนเม็ด ไอซ์ 40 กก.และของกลางจำนวนมาก

วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2566 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารที่ทำการตำรวจภูธรภาค 7  อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม พล.ต.ท.ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค7 นายยงยุทธ สวนทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม พร้อมด้วยรองบัญชาการตำรวจภูธรภาค7 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงผลถลงผลระดมจับกุมความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน การจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืนโดยผิดกฎหมาย (On Ground) และจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน ผ่านระบบออนไลน์และโซเซียลมีเดียโดยผิดกฎหมาย (Online) ระหว่างวันที่ 1 - 5 ก.พ.66 ที่ผ่านมา โดยแยกความผิด 

1.) ความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน จำนวน 582 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 578 คน 
2.) ความผิดเกี่ยวกับจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน ( On Ground ) จำนวน 2 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 2 คน อาวุธปืนมีทะเบียน จำนวน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืน จำนวน 1 นัด 
3.) ความผิดเกี่ยวกับจำหน่ายอาวุธปืน วัตถุระเบิด เครื่องกระสุนปืน ( Online) จำนวน 4 คดี ผู้ต้องหา จำนวน 4 คน และผลการจับกุมคดียาเสพรายสำคัญในพื้นที่ภาค 7 ผู้ต้องหาจำนวน 7 คน ช.4 ญ.3 พร้อมของกลาง ยาบ้าจำนวน 264 มัด รวมประมาณ 528,000 เม็ด ไอซ์ จำนวน 40 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 40 กิโลกรัม รถยนต์จำนวน 7 คัน อาวุธปืนจำนวน 2 กระบอก และอื่นๆ อีกหลายรายการ)

สำหรับผลการจับกุมคดียาเสพติด ชุดจับกุมสืบสวนทราบว่า พื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดนครปฐม มีกลุ่มเครือข่ายลักลอบลำเลียงยาเสพติด(ยาบ้า) จากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ทางด้าน อ.สังขละบุรี และสืบสวนทราบว่า หนึ่งในขบวนการกลุ่มเครือข่ายนายโก๊ะ มีนายวิเชียรหรือตั้มฯ และ น.ส.หฤทัยชลหรืออ้อย ฯ เป็นผู้ลักลอบลำเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ตอนใน ส่วนวันเวลาก่อนการจับกุมประมาณ 1 เดือน ทราบว่า นายโก๊ะ สั่งการให้ น.ส.หฤทัยชลฯ กับพวก ขับขี่รถยนต์ ยี่ห้อ ฮอนด้า ซิตี้ สีดำ ทะเบียน 6กท-4926 กรุงเทพมหานคร มุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อนำยาเสพติดซุกซ่อนภายในรถยนต์ โดยมีการทำช่องลับซุกซ่อนยาเสพติด ซึ่งทำการจับกุมเมื่อวันที่ 3 ก.พ.2566 ที่ผ่านมา ณ ถนนแสงชูโต ต.ท่าเสา อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ต่อเนื่อง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ต่อเนื่อง อู่ทำสีรถยนต์ ซอยตลาดเทศบาลเมืองสามพราน อ.สามพราน และต่อเนื่อง บ้านเลขที่ 44/128 หมู่ที่ 8 ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม

‘อนุทิน’ ปราศรัยชุมชนบ่อนไก่ หยอดชาว กทม. ขอให้ลองใช้คนบ้านนอกอย่างภูมิใจไทย แล้วจะตอบแทนบุญคุณคน กทม. อย่างยิ่งใหญ่

เมื่อวานนี้ (6 ก.พ.66) ที่ศูนย์เยาวชนปทุมวัน กทม. พรรคภูมิใจไทย จัดเวทีปราศรัยย่อยช่วย น.ส.พัชรินทร์ ซำศิริพงษ์ ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. เขตปทุมวัน หาเสียง นำโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ หัวหน้าทีม กทม.พรรคภูมิใจไทย, นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ, นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค, นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี และรองหัวหน้าพรรค, น.ส.กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม. และสมาชิกพรรคร่วมขึ้นเวทีครั้งนี้

น.ส.พัชรินทร์ กล่าวว่า ขอบคุณประชาชนทุกคนที่สนับสนุนตนมาตลอดการเป็น ส.ส.เขตปทุมวัน ตนรู้สึกว่าทุกคนเป็นคนในครอบครัว และความตั้งใจของตนยังเหมือนเดิม คือต้องการรับใช้ประชาชน เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้พี่น้องประชาชน 

ขณะที่ นายศุภชัย ปราศรัยตอนหนึ่งว่า ครั้งที่แล้วเราเลือกความสงบจบที่ลุงตู่ แต่ตอนนี้ความสงบมีเกินไปแล้ว แต่สิ่งที่ไม่มีคือเงินในกระเป๋า ถ้าจะให้คนเดิมบริหารประเทศ 8 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่ามันไม่ได้แล้ว พล.อประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะขายความสงบอยู่ ตนว่ามันไม่ได้แล้ว ขณะที่พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ระบุว่ายังเป็นนายกฯ ได้ เนื่องจากอายุยังไม่ถึง 75 ปี ตนก็ว่ามันสามารถเป็นไปได้ตามสิทธิ์ แต่ส่วนตัวตนมองว่าคนที่เหมาะสม คือ นายอนุทิน 

จากนั้นเวลา นายอนุทิน ขึ้นปราศรัยเป็นคนสุดท้าย โดยกล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยมีความแน่วแน่ในการจะมารับใช้ประชาชนชาวบ่อนไก่ และชาว กทม. ตนเป็น ส.ส. มาแล้ว 10 ปี แต่ไม่เคยได้ใจคน กทม. สักเท่าไหร่ แต่มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะทำให้ชาว กทม. ใจอ่อนให้พรรคภูมิใจไทย เพราะพรรคได้นำเสนอเรื่องที่เป็นประโยชน์ให้ประชาชน พร้อมมั่นใจว่าวันนี้ภูมิใจไทยพร้อมรับใช้ชาว กทม. เหมือนที่รับใช้ประชาชนคนไทยตลอด 4 ปีผ่านมา ในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เช่น เรื่องคมนาคม สาธารณสุข และการท่องเที่ยว 

นายอนุทิน ระบุว่า ขอให้ลองใช้คนบ้านนอกอย่างพวกตน คือคนพรรคภูมิใจไทยบ้าง พร้อมถามว่าเคยได้ยินคำว่า “บ้านนอกเข้ากรุงไหม” ซึ่งถ้าคนบ้านนอกได้รับสิ่งที่คนกรุงเทพฯ หยิบยื่นให้ ก็ตอบแทนบุญคุณกรุงเทพฯ อย่างยิ่งใหญ่แน่

กรณ์’ ลงพื้นที่ ‘สาทร’ แจกใบปลิว ‘ลดภาษีบุคคล’ ชี้ ถึงเวลาสร้างความเป็นธรรมให้ ‘มนุษย์เงินเดือน’

เมื่อวันที่ (6 ก.พ.66) เวลา 18.00 น. นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคชาติพัฒนากล้า พร้อมด้วยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กทม.ได้เดินทางไปยังสถานีรถไฟฟ้า BTS ช่องนนทรี เพื่อแจกใบปลิวลดภาษีบุคคล โดยมีข้อความระบุบนใบปลิวว่า “ภาษีพูดเบา ๆ ก็เจ็บ” ให้กับประชาชนที่สัญจรไปมา 

โดยนายกรณ์ กล่าวว่า นโยบายภาษี ของพรรคชาติพัฒนากล้า ไม่มีความสลับซับซ้อน กล่าวคือ ใครที่มีเงินเดือน 40,000 บาทแรกไม่ต้องเสียภาษี ใครที่มีรายได้ที่สูงกว่า 40,000 บาท ก็จะได้รับปรับลดตามขั้นบันได ถามว่าจะมีผลต่อรายได้ของรัฐ หรือจะทำให้เสียวินัยทางการคลังไหม นายกรณ์อธิบายว่า สำนักงบฯ ได้ประมาณการณ์ว่า ในปีงบประมาณหน้า รายได้โดยรวมของรัฐบาล จะเพิ่มขึ้น 2.7 แสนล้านบาท จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมอย่างมาก ในการสร้างความเป็นธรรมให้กับมนุษย์เงินเดือน

นายกรณ์ กล่าวว่า ต้องไม่ลืมว่า บริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ ได้รับการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 20% มานานกว่าสิบปีแล้ว ขณะที่มนุษย์เงินเดือนไม่ได้รับการช่วยเหลือมานานแล้ว ซึ่งเมื่อเทียบกับ ค่าครองชีพ ค่าความเป็นอยู่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่ารถไฟฟ้าไปกลับวันละร้อยกว่าบาท ถ้าใครใช้รถ ก็มีทั้งค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าประกัน ค่าซ่อมบำรุง ฯลฯ นี่ยังไม่รวมถึงค่าเลี้ยงดูบุตรหลาน ผู้สูงอายุ

'อนุทิน ชาญวีรกูล' รมต.สาธารณะสุข 'หมอหนู' ผู้ฝ่าทุกดราม่า โควิด!

พูดถึง '8 ปีรัฐบาลลุงตู่' ส่วนหนึ่งต้องยกเครดิตให้กับ 'เหล่ารัฐมนตรี' ซึ่งหลาย ๆ คนสร้างผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ พูดให้เข้ายุคเข้าสมัย ต้องเรียกว่า มีหลายคนที่เป็น 'รมต.ตัวตึง' ตึงทั้งผลงาน ตึงทั้งชื่อเสียง แถมยังตึงทั้งเรื่องข่าวคราว 

ว่าแล้วจึงหยิบเอาเรื่องราว 'เหล่า รมต.ตัวตึง' 8 ปีที่ผ่านมารัฐบาลลุงตู่ มีรัฐมนตรีคนไหนผลงานตึง ๆ ปัง ๆ กันบ้าง เริ่มต้นที่ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข หรือ 'หมอหนู' ขวัญใจมหาชน นี่เอง 

ย้อนเวลากลับไปราวสามปีก่อน 13 มกราคม 2563 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายแรกในไทย เป็นนักท่องเที่ยวหญิงจีน อายุ 61 ปี และนับจากนั้น ถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่ง 'มหากาพย์โควิด-19' 

แน่นอนว่า ด่านหน้าที่ต้องเสี่ยง ทำงานหนักในการรับมือและยับยั้งสถานการณ์ระบาด คือ เหล่าบรรดาบุคลากรใน 'กระทรวงหมอ' ภายใต้การนำของ 'อนุทิน ชาญวีรกูล' รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ที่ต้องมีวิธีสื่อสาร ฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนามในสถานการณ์ระบาด โควิด-19 ด้วยวาจา ท่าที และแนวทางที่ "ถึงลูกถึงคน" แต่ทั้งหมดนำพาซึ่ง 'ผลงาน' ที่เป็นรูปธรรม จับต้องได้ แม้ว่าจะต้องฝ่าด่านอภิมหากระแสดรามา หลายช่วงหลายตอนทีเดียว

#ดราม่า1 จวกนักท่องเที่ยว ปัดรับหน้ากากอนามัย! 
ในช่วงเริ่มต้นของวิกฤติการระบาด ด้วยระยะฟักตัวของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ใช้เวลาเป็นสัปดาห์ ทำให้เชื้อเดินทางไปได้ไกล ทั้งยังไม่มียา และวัคซีน ดังนั้นมาตรการวัคซีนทางสังคม รักษาระยะห่าง  ล้างมือบ่อย ๆ และการสวมหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อคือวิธีที่พอทำได้  

นี่เอง จึงเป็นที่มาของภาพของ 'หมอหนู' ออกเดินรณรงค์แจกหน้ากากอนามัยบนสถานีรถไฟฟ้าถูกเผยแพร่ตามหน้าสื่อ 

แต่กลับกลายเป็นประเด็นดรามา หลังคำให้สัมภาษณ์ของเจ้าตัว ที่ออกปากตำหนิคนที่ไม่ไส่ - ไม่รับหน้ากากอนามัย ว่าเป็นคนทำร้ายบ้านเมือง รวมถึงต่อว่าถึงนักท่องเที่ยวชาวตะวันตกที่ปัดมือ ไม่ยอมรับหน้ากากอนามัย ว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม สมควรไล่ออกนอกประเทศไป

ไม่ทันข้ามวัน ก็เกิดกระแสดรามา วิจารณ์ถึงท่าทีกราดเกรี้ยวของรัฐมนตรีสาธารณสุข นักวิชาการบางคนโพสต์ข้อความติติงว่า จะไปตำหนิคนไม่ใส่หน้ากากอนามัยเป็นคนทำร้ายบ้านเมืองไม่ได้ และคนที่ไม่ป่วย ก็ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอนามัย

แม้ดรามานี้ จะจบลงที่ รมต.อนุทิน โพสต์ความผ่านเฟซบุกส่วนตัว ขออภัยที่มีอาการ 'หลุด' ใส่ชาวต่างชาติแถบยุโรปบางคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ และแสดงอาการรังเกียจคนไทยที่สวมหน้ากากอนามัย แต่ก็ยังตอกย้ำแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขไทย กำลังเดินหน้าทำต่อเนื่อง 

"เราสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ดีกว่าหลายๆ ประเทศ เพราะเราตื่นตัวก่อน และทำงานจริงจังตั้งแต่เริ่มต้น" เป็นประโยคยืนยันจากเจ้ากระทรวง 

ไม่นานจากนั้น ทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ชาติตะวันตก ก็ต้องประกาศใช้มาตรการ 'วัคซีนทางสังคม' โดยเฉพาะมาตรการบังคับ 'สวมหน้ากากอนามัย' เพื่อป้องกันการระบาด ในช่วงที่ยังไม่มีวัคซีนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันหมู่นั่นเอง

#ดรามา2 โต้ข้อกล่าวหา วัคซีนล่าช้า - แทงม้าตัวเดียว 
วิกฤติการระบาดของโควิด-19 ที่ขยายวงเร็ว และรุนแรง ทำให้กระบวนการพัฒนาวัคซีน ที่ตามลูปปกติต้องใช้เวลาวิจัย พัฒนา และทดลองใช้ อย่างน้อย 4-6 ปี แต่สถานการณ์ระบาดโควิด- 19 ทำให้กระบวนการต้องถูกเร่งรัด ข้ามบางขั้นตอน หรือนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ เพื่อให้ทันกรอบเวลาไม่เกินปีครึ่ง แน่นอนว่าผลลัพธ์ของการเร่งกระบวนการพัฒนาวัคซีน ย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะตามมาด้วย 

27 พ.ย. 2563 รัฐบาลไทยลงนามสัญญาจัดหาวัคซีนโควิด-19 โดยจองล่วงหน้าระหว่างกระทรวงสาธารณสุขกับแอสตราเซเนกา โดยมี บริษัท สยามไบโอไซแอนซ์ จำกัด รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีน ตั้งเป้าให้คนไทยมีวัคซีนใช้ ในต้นปี 2564 

แต่ด้วยสถานการณ์ความต้องการวัคซีนที่พุ่งสูง การบริหารจัดการวัคซีนโควิด- 19 ทั่วโลกไม่นิ่ง ทำให้แผนการจัดหาวัคซีนของไทย ต้องปรับเปลี่ยน และยืดหยุ่นไปตามสถานการณ์  

ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ส.ส.พรรคฝ่ายค้าน ล็อกเป้าถล่มนายกรัฐมนตรี  และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ว่าประเมินสถานการณ์และตัดสินใจผิดพลาด ทำให้การนำเข้าวัคซีนล่าช้า และการเลือกผูกสัญญากับแอสตราเซเนกา แทนการเลือกบริหารความเสี่ยง โดยจัดหาวัคซีนผ่านช่องทางอื่น ๆ นั้น มีนัย ไม่ต่างจากการ 'เลือกแทงม้าตัวเดียว' 

"วันนี้ต้องขออนุญาตใส่แมสก์ 2 ชั้น เพราะอีกสักพักจะมีหนูตายคลุ้งสภา" วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.พรรคก้าวไกล โหมโรงก่อนเข้าสู่เนื้อหาอภิปรายเผ็ดร้อน

และเมื่อถึงคราวที่ 'หมอหนู' ลุกขึ้นแจงปมต่าง ๆ ในช่วงท้าย ยังวกกลับมา ระบุว่า "กลิ่นหนูตายเน่าพอ ๆ กับกลิ่นปากเหม็นไม่ต่างกัน แต่ผมเชื่อว่าผมยังทำประโยชน์ให้บ้านเมืองและประเทศได้มากกว่า เอาไว้ท่านมีโอกาสเข้ามาก่อน ค่อยมาพิสูจน์กัน"

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้น จบลงที่ 10 รัฐมนตรีที่ถูกซักฟอก รอดทุกคน! แต่ผลลัพธ์ และน้ำหนักของคำตอบจาก 'รมต.อนุทิน' ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนั้น ถูกประทับตราด้วยคะแนนไว้วางใจสูงที่สุดคือ 275 ไม่ไว้วางใจ 201 และงดออกเสียง 6

#คลี่คลายดรามา จัดหาวัคซีนตามเป้า 
หลังผ่านวิกฤติ ความสูญเสีย และภาวะความยากลำบากจากการระบาดของโควิด- 19 ที่กินเวลายาวนานกว่า 2 ปี  สถานการณ์เริ่มกลับคืนสู่ภาวะปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจัยสำคัญคือ การได้รับ 'วัคซีน' ครบโดสจนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ 

รวบสามีภรรยาแดนมังกร ฉ้อโกงประชาชน ชักชวนซื้อเหรียญเว็บพนันออนไลน์ หอบเงินหนีซุกไทย มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท

สืบเนื่องจากได้รับการประสานงานจาก สำนักงานกงสุล(ฝ่ายตำรวจ) ณ นครคุนหมิง และสถานฑูตจีนประจำประเทศไทย กรณีผู้ต้องหาตามหมายจับของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนรายสำคัญ ราย   

1. MR.YANG หรือ นาย หยาง (นามสมมติ) อายุ 38 ปี    
2. MS.ZENG หรือ นาง เจิ้ง (นามสมมติ) อายุ 36 ปี    
ซึ่งก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในลักษณะฉ้อโกงประชาชนฯ  มูลค่าความเสียหายกว่า 300 ล้านบาท แล้วหลบหนีการจับกุมเข้ามายังประเทศไทย 

จึงได้สั่งการให้  พ.ต.ต.สิทธิมณ สร้อยภู่ระย้า สว.กก.4 บก.สส.สตม.,ร.ต.อ.อดิศร บุญชุ่ม รองสว.กก.ปอพ.บก.สส.สตม. พร้อมพวก ทำการสืบสวนติดตามจับกุม MR.YANG หรือนาย หยาง และ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง จนทราบว่า ได้หลบหนีไปอาศัยอยู่ที่คอนโด ในพื้นที่สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร จึงรวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ และ ผบก.สส.สตม.ได้อนุมัติเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯของ MR.YANG หรือนาย หยาง และ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง ไว้แล้ว

ต่อมาเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 66 เวลาประมาณ 09.00 น. จึงได้เดินทางไปเพื่อตรวจค้น เมื่อไปถึงห้องพัก พบ MR.YANG หรือนาย หยาง ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับประเทศจีน และถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯ ออกมาจากห้อง  จึงแสดงตนเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายค้นศาลอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขอทำการตรวจค้น โดยก่อนการตรวจค้นได้แสดงความบริสุทธิ์จนเป็นที่พอใจแล้ว โดย MR.YANG สมัครใจพาตรวจค้นห้อง จึงทำการตรวจค้นพบ MS.ZENG หรือ นางเจิ้ง ซึ่งเป็นบุคคลเดียวกันกับบุคคลตามหมายจับประเทศจีน และถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรฯ อาศัยอยู่ในห้องดังกล่าวด้วย จึงได้ทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางพบว่าเป็นบุคคลเดียวกันจริง จึงได้แจ้งทั้ง 2 ราย ถึงการถูกเพิกถอนการอยู่ในราชอาณาจักรของบุคคลต่างด้าวฯ และตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และ เงินสดสกุลเงินไทยและสกุลเงินอื่นกว่า 6 สกุลเงิน มูลค่ากว่า 7 ล้านบาท

สตม. บุกทลายบริษัททำวีซ่าปลอม ค้นเจอพาสปอร์ตหลายร้อยเล่ม

สืบเนื่องจากตั้งแต่ห้วงเดือนธันวาคม 2565 ถึงปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ประจำด่านต่างๆ ได้จับกุมตัวชาวต่างชาติจำนวนหลายราย ซึ่งกำลังเดินทางออกนอกประเทศ ในข้อหา “ปลอมและใช้รอยตราของเจ้าพนักงาน (รอยตราวีซ่า)” ซึ่งจากการจับกุมพบว่ารอยตราวีซ่าปลอมมีลักษณะเดียวกัน จึงเชื่อว่ากลุ่มคนร้ายกลุ่มเดียวกันเป็นผู้กระทำความผิด ต่อมา บก.สส.สตม. ได้รับสั่งการให้ทำการสืบสวนขยายผลจนพบว่า บริษัท รับทำวีซ่าแห่งหนึ่ง บริเวณ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กทม. มีพิรุธน่าสงสัย เชื่อว่าเป็นบริษัทที่รับทำวีซ่าให้กับลูกค้าชาวต่างชาติโดยเป็นผู้ปลอมรอยตราวีซ่าให้กับชาวต่างชาติที่มาใช้บริการ จึงได้ขออนุมัติหมายค้นต่อศาลอาญา 

ซึ่งศาลอาญาอนุมัติหมายค้นที่ ค.49/2566 ลง 17 ม.ค.2566 จึงได้เข้าตรวจค้นสถานที่ดังกล่าว พบ น.ส.อังศณา เกษมสุข เจ้าของบริษัท พร้อมลูกน้อง ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นพบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติ ภายในบ้านจำนวน 700 เล่ม บางส่วนแอบใต้ฝากเพดานชั้น 2 บางส่วนวางกระจัดกระจายอยู่ที่ชั้น 1 จึงได้ทำการตรวจสอบพบว่า มีหนังสือเดินทางจำนวน 124 เล่ม มีรอยตราวีซ่าปลอมในหนังสือเดินทาง จากนั้นได้ตรวจยึดหนังสือเดินทางทั้งหมดเพื่อตรวจสอบและนำส่งกองพิสูจน์หลักฐานต่อไป และได้ขออนุมัติหมายจับ น.ส.อังศณาฯ ต่อศาลอาญา โดยศาลอาญาอนุมัติหมายจับที่ จ.226/2566 ลง 21 ม.ค.2566

ผบช.ภ.1 ร่วมกับ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ ปปส.ภาค 1 จัดแถลงข่าวจับกุมยาเสพติดเครือข่าย 'เฮียเยะ เชียงราย' ได้ของกลางยาบ้า 1.73 ล้านเม็ด มูลค่ากว่า 35 ล้านบาท สกัดกั้นการลำเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือสู่ภาคกลาง

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ สถานีตำรวจภูธรพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผบช.ภ.1 นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา สํานักงาน ปปส.ภาค 1 ร่วมกันแถลงข่าวการจับกุมเครือข่ายลําเลียงยาเสพติดจากภาคเหนือ "เฮียเยะ เชียงราย" เพื่อนํามาจําหน่าย และแพร่กระจายในภาคกลางและภาคตะวันตก

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา นายบุญหลง หรือ หลง ยานะนวล อายุ 42 ปี ลําเลียงยาเสพติดเข้าสู่พื้นที่ภาคกลาง โดยใช้เส้นทางถนนสายเอเชีย จึงประสานให้ สภ.มหาราช ตั้งจุดสกัดที่ถนนสายเอเชีย กม.47 บริเวณหน้าตู้ยาม ต.02 สภ.มหาราช ต.ท่าตอ อ.มหาราช จ.พระนครศรีอยุธยา ส่วนกําลังเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมที่เหลือ ได้วางกําลัง เฝ้าสังเกตุการณ์ตามเส้นทางหลักและรอง เพื่อจะสกัดกั้นการลําเลียงยาเสพติดในครั้งนี้

‘ฉลอง เรี่ยวแรง’ ยกครอบครัวซบภูมิใจไทย เผยถูกใจ ‘อนุทิน’ ดำรงไว้ซึ่งมาตรา 112

(6 ก.พ. 66) เมื่อเวลา 11.50 น. ที่พรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายทะเบียนพรรค ให้การต้อนรับนายฉลอง เรี่ยวแรง, นางเจริญ เรี่ยวแรง อดีต ส.ส.นนทบุรี พรรคพลังประชารัฐ และ น.ส.ปารมี เรี่ยวแรง บุตรสาว ที่มาเปิดตัวเข้าร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย

โดย นายอนุทิน กล่าวว่า "พรรคภูมิใจไทยยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ทั้ง 3 ท่าน ซึ่งจะเป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี ทั้ง 3 ท่าน มีประสบการณ์ทำงาน มีความสนิทคุ้นเคยกับผู้บริหารพรรคภูมิใจไทยมายาวนาน วันนี้เราดีใจมากที่ท่านนำครอบครัว 'เรี่ยวแรง' มาร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเชื่อว่า ทั้ง 3 ท่านจะทำงานให้ จ.นนทบุรี ได้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ ล่าสุดพรรคได้รับสำเนาจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าใบลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเดิมของทั้ง 3 ท่าน ได้รับการประทับรับเอกสารเรียบร้อยแล้ว ขณะเดียวกัน นางเจริญ ก็ได้ทำหนังสือลาออกจากการเป็น ส.ส.ในวันนี้ (6 ก.พ. 66) เรียบร้อยแล้วเช่นกัน"

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ส่วนที่ทั้ง 3 ท่าน มาเปิดตัวร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยในวันนี้ (6 ก.พ. 66) เพื่อความไม่ประมาท เราจึงเชิญท่านมาสมัครวันนี้ เพื่อป้องกันเดดล็อกทางการเมืองเกี่ยวกับเงื่อนไขเวลา 90 วัน ในการสังกัดพรรคการเมือง กรณีหากนายกรัฐมนตรีไม่ประกาศยุบสภา ไม่ได้เป็นการออกปุ๊บเข้าปั๊บ แต่เพื่อป้องกันความเสี่ยง และการเกิดปัญหาในอนาคต

เมื่อถามว่า จะส่งผู้สมัคร ส.ส.นนทบุรี ครบทั้ง 8 เขตหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เมื่อเราได้ผู้ใหญ่อย่างนายฉลอง และนางเจริญ เข้ามาร่วมงานกับพรรค ทำให้การบริหารจัดการ หรือการนำเสนอผู้สมัครท่านอื่น ๆ พรรคจะมอบความรับผิดชอบการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ให้ท่านได้พิจารณาตัดสินใจว่าจะส่งครบทุกเขตหรือไม่ เราเชื่อมือซึ่งกันและกัน


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top