Thursday, 22 February 2024
SPECIAL

Assalamualaikum ...อัสลามมุอะลัยกุม จากประเทศปากีสถาน

ตอนนี้ขอแนะนำตัวเองก่อนนะคะ

หนูอยู่ในเมือง Passu ประเทศ Pakistan เป็นเมืองทางภาคเหนือ อยู่ในเขตGB (Gilgit Baltistan) มีเขตชายแดนติดต่อประเทศจีน เส้นทางสายไหมโบราณ โดยมีถนนคาราโครัมย์ ไฮเวย์ (ถนนไฮเวย์ลอยฟ้า ที่สูงที่สุดในโลก) เป็นตัวเชื่อม 2 ประเทศ

หนูมีอาชีพทำทัวร์ปากีสถาน เป็นผู้จัดทัวร์และเป็นไกด์ผู้หญิงของเส้นทางนี้ ทำงานเส้นทางคาราโครัมนี้มาเข้าปีที่ 6 แล้วค่ะ

และปลายปีที่แล้ว ผู้เขียนได้แต่งงานกับผู้ชายพาสสุ ชื่อคุณทันเวียร์ อาหมัด เป็นเจ้าของบริษัททัวร์ hunzavalleyexperience และเจ้าของร้านอาหาร Glacier Breeze Restaurant เป็นร้านอาหารเก่าแก่ของครอบครัว และเปิดมายาวนานถึง 17 ปี มีเค้กแอปริคอทที่โด่งดังมาก ๆ ใครผ่านไป ผ่านมาก็ต้องแวะที่ร้านของเราค่ะ

และครอบครัวของเราทำทัวร์นำเที่ยวปากีสถาน

เส้นทางท่องเที่ยวสวยงามมาก มีภูเขาหิมะสูงใหญ่ มี3เทือกเขาสวยงามระดับโลก คือเทือกเขาหิมาลัย คาราโครัม และฮินดูกูซ และทะเลสาบสีฟ้ามากมาย และตามรอยเส้นทางสายไหม

คนไทยมาเยือนที่นี่พอสมควร

เดือนธันวาคม ช่วงนี้เป็นฤดูหนาวค่ะ อากาศทางเหนือหนาวมาก ๆ และมีหิมะตกหลายที่

หนูจะนำเรื่องราวและรูปภาพจากประเทศปากีสถานมาฝากเรื่อย ๆ นะคะ

หนูเป็นคนไทย คนเดียวในเมืองพาสสุ ที่นี่ต้องเป็นคนชอบธรรมชาติจริง ๆ ถึงจะอาศัยอยู่ได้ เพราะช่วงหน้าหนาว หนาวมาก-10 ถึง -25 องศา และที่นี่ไฟฟ้าไม่เสถียร บางช่วงไฟดับ 1 - 2 วัน

และช่วงหน้าหนาว น้ำปะปาของเราก็แทบไม่มีเพราะน้ำในท่อเป็นน้ำแข็ง

หลาย ๆ ท่านจากไทย เคยถามหนูว่าอยู่ที่นี่ได้อย่างไร

นั่นสิคะ ?!!

พวกเราอยู่กับธรรมชาติจริงๆ และที่เมืองนี้ไม่มีโควิดนะคะ ที่เมืองนี่ไม่เคยมีผู้ติดเชื้อโควิดเลยค่ะ

ฝากติดตามชีวิตของพวกเรา จากปากีสถานด้วยนะคะ


กุลไลล่า

ไกด์สาวชาวไทย​ สะใภ้​ปากี​สถาน จากหัวหิน​พบรักหนุ่มปากีเชื้อสายวาคี อาศัยอยู่เมืองพาสสุ​ ดินแดนเหนือสุดของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันเปิดร้านอาหารริมถนนคาราโครัมไฮเวย์​ ถนนที่ได้รับการขนานนามว่าสูงที่สุดในโลก​ หรือเส้นทางสายแพรไหมในอดีต​

คอยต้อนรับแขกที่ผ่านทางมา​ แวะกินอาหารไทย​และชิมชา​ เบเกอรี่ชื่อดัง​ ทางเหนือของปากีสถานได้​ พร้อมให้บริการท่องเที่ยวปากีสถาน​หลังโควิด​-19 ผ่านไป

ชุดนักเรียน...กับที่มาของแต่ละประเทศ

คอลัมน์ "ข้างครัวริมแม่น้ำบริสเบน"

หลายวันมานี้ แว่วหูมากับข้อเรียกร้องของผู้ไม่จำนนต่อกฎระเบียบว่า....

“หนูจะไม่ยอมใส่ชุดนักเรียนไปโรงเรียนอีกแล้ว” คำถามที่ตามมา คือ แล้วหนูจะใส่ชุดอะไรไปเรียนคะ ?

ราตรีสั้น ราตรียาว บิกินี่ หรือ กิโมโนดี ? เอาเวลาคิดว่าจะใส่อะไรไปโรงเรียน ไปทำการบ้านให้เสร็จทันส่งครูดีกว่าไหม ?

ยกตัวอย่างง่าย ๆ วันนี้มีชั่วโมงพละศึกษา นักเรียนทุกคนต้องลงสนามเล่นบาสเกตบอล ทุกคนอยู่ในชุดพละศึกษา แต่ถ้าหนูจะมาในชุดราตรียาว หนูจะวิ่งไล่ลูกบาสยังไง?

ไอ้ที่ร่ายยาวมาก็แค่เกริ่นขำ ๆ เรามาดูประวัติชุดนักเรียนในแต่ละประเทศกันดีกว่า

ประเทศอังกฤษ เป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎให้นักเรียนต้องสวมเครื่องแบบ บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุในช่วงปีค.ศ.1222 สัญลักษณ์โรงเรียนและรูปแบบบางอย่างถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลายที่นี่ซึ่งทำให้นักเรียนแตกต่างกัน ยิ่งไปกว่านั้นในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงในอังกฤษเครื่องแบบยังเป็นแหล่งแห่งความภาคภูมิใจ แจ็คเก็ต กางเกงขายาว เนคไท และแม้แต่ถุงเท้าไม่ควรเบี่ยงเบนไปจากประเพณีที่กำหนดไว้ นี่ไม่ใช่แค่การละเมิด แต่ยังเป็นการดูหมิ่นสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะ

ประเทศสหรัฐอเมริกา วันที่ 3 เดือนมกราคม ปีค.ศ.1996 ประธานาธิบดี บิลล์ คลินตั้น กล่าวกับสภาคองเกรสว่า "If it means that teenagers will stop killing each other over designer jackets, then our public schools should be able to require their students to wear school uniforms." จากนั้น กระทรวงศึกษาธิการของสหรัฐอเมริกาก็ออกคู่มือพิเศษเกี่ยวกับชุดนักเรียนซึ่งระบุถึงประโยชน์ของเครื่องแบบ อธิบายถึงการทดลองต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแนะนำแบบฟอร์มในบางโรงเรียน ซึ่งผลจากนโยบายยังทำให้การก่ออาชญากรรมในโรงเรียนน้อยลงและวินัยทางการศึกษาทั่วไปก็ดีขึ้น

ในประเทศไทยการแต่งกายด้วยชุดนักเรียนมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2428 ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อทำสยามให้ทันสมัยทัดเทียมชาติตะวันตก โดยกำหนดให้เครื่องแบบนักเรียนต้องมีหมวกฟาง เสื้อราชปะแตนสีขาว กางเกงขาสั้น และรองเท้าสีดำ

ประเทศญี่ปุ่น การปลูกฝังเรื่องเครื่องแบบนักเรียนมีขึ้นในช่วงยุคปฏิวัติเมจิ (ในช่วงปี ค.ศ.1868 - 1912) ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศญี่ปุ่นพยายามพัฒนาทั้งชาติด้วยการศึกษา ยุคนี้เป็นช่วงหนึ่งของยุคลัทธิจักรวรรดินิยมแบบนานาชาติ ไอเดียการใส่เครื่องแบบนั้นได้รับความนิยมในญี่ปุ่นอย่างมากเนื่องจากในหลายพื้นที่ของประเทศญี่ปุ่น ประชาชนยังพยายามถีบตัวเองจากสถานะความเป็นไพร่พล ด้วยเหตุนี้เองเครื่องแบบนักเรียนจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรับผิดชอบและความทันสมัยของเยาวชนในช่วงยุคเมจิ แล้วก็เพราะเหตุนี้เอง เครื่องแบบนักเรียนในยุคแรกของญี่ปุ่น จึงเป็นการสะท้อนภาพความฝันและความหวังของผู้ปกครองด้วย

ชุดนักเรียน นักศึกษา คือ ความภาคภูมิใจของผู้มีการศึกษาในอังกฤษ คือการลดปัญหาความรุนแรงในอเมริกา คือการประกาศก้าวว่าเราทันสมัยทัดเทียมต่างชาติในไทย คือความหวังความฝันของผู้ปกครองในญี่ปุ่น เครื่องแบบธรรมดาที่ทุกคนสวมใส่เหมือนกัน ยังบ่งบอกถึงความเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกัน บ่งบอกถึงวัยแห่งความฝัน ฉะนั้น เมื่อยังมีโอกาสสวมใส่มัน ก็จงสวมใส่อย่างภาคภูมิใจเสีย อย่ารอให้หน้าแก่หนังเหี่ยวแล้วคิดจะมาใส่ เพราะถึงเวลานั้นมันไม่ใช่วัย เดี๋ยวจะหาว่าป้าไม่เตือน

ในออสเตรเลียก็เช่นกัน โรงเรียนแห่งหนึ่งมีเด็กเพิ่งกลับจากเที่ยวต่างประเทศย้อมผมและตัดผมแฟชั่น โรงเรียนไม่ให้เข้าเรียนจนกว่าจะทำผมให้กลับเป็นเหมือนเดิม แม้จะมีการถกเถียงเรื่องการใส่ชุดนักเรียนและระเบียบวินัยต่างๆในโรงเรียน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ออสเตรเลียก็ยังคงกฏระเบียบชุดนักเรียนไว้ตามเดิม เพราะนอกจากจะความเป็นระเบียบวินัยแล้ว ยังช่วยลดความรุนแรงในสังคม "เมื่อพวกเขาสวมใส่ชุดนักเรียน นั่นบ่งบอกว่าเขามีชื่อเสียงของโรงเรียนอยู่กับตัวเขา จะทำอะไรก็ต้องคิดถึงโรงเรียน รวมถึงเมื่อมีใครสักคนของเราโดนรังแก เราก็สามารถรู้ได้ทันทีและเข้าช่วยเหลือได้ทัน" เจ้าหน้าที่โรงเรียนแห่งหนึ่งได้กล่าวไว้

แหล่งข้อมูล

https://www.carondeleths.org/resources/uniforms/

https://taleb.com.au/cumberland-high-school-uniform-shop/


แพร

อดีตผู้ประกาศข่าว สำนักริมแม่น้ำเจ้าพระยา  ชีวิตดิ้นรนมาเป็นเชฟในเมืองบริสเบน  รัฐควีแลนด์ประเทศออสเตรเลีย  สรรหามุมมองเรื่องเล่าจากดินแดนดาวน์อันเดอร์ มาให้อ่านกันบ่อยๆ

 

พลิกปูมตำนานชุดนักเรียนญี่ปุ่น เบื้องหลังแฟชั่นสุดคาวาอี้ ที่นักเรียนทั่วโลกใฝ่ฝัน

หากจะนึกถึงชุดนักเรียน ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงอยู่ในขณะนี้ ชุดนักเรียนญี่ปุ่นต้องติดโผเป็นต้นแบบชุดนักเรียนในฝันของใครหลาย ๆ คน เนื่องจากมีความน่ารัก มุ้งมิ้ง คิขุ คาวาอี้ ที่แม้แต่คนวัยเกินเกณฑ์รั้วโรงเรียนเห็นแล้วยังอยากลองใส่ดูมั่ง ถ้าไม่เกรงใจโลก

แต่ทราบหรือไม่ว่า เบื้องหลังเรื่องราวของชุดนักเรียนญี่ปุ่น กว่าที่จะมาเป็นรูปแบบในปัจจุบันได้ ผ่านช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านของยุคสมัยในญี่ปุ่นมาแล้วมากมาย

ตั้งแต่การปฏิรูปประเทศ ปฏิวัติอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม สงครามโลก ขบถความคิดของเหล่าบุปผาชน ที่สะท้อนผ่านรูปแบบของชุดนักเรียนญี่ปุ่น จากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าทึ่ง และวันนี้ เรามาพลิกปูมตำนานกว่า 150 ปี ของชุดนักเรียนญี่ปุ่นกันดีกว่า

ประวัติความเป็นมาของต้นกำเนิดชุดนักเรียนญี่ปุ่น สามารถย้อนไกลได้ถึงสมัยเมจิ (ค.ศ. 1868 - 1912)  เป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตกอย่างมาก จนกลายเป็นกระแสนิยม หลังจากที่ญี่ปุ่นปิดประเทศนานถึง 220 ในสมัยเอโดะ ภายใต้การปกครองในระบอบโชกุนตระกูลโทกุกาวะ

ก่อนสมัยเมจิ ญี่ปุ่นไม่เคยมีกำหนดชุดเครื่องแบบนักเรียนมาก่อน และโอกาสด้านการศึกษาก็จะจำกัดอยู่แต่ในกลุ่มราชสำนัก ขุนนางชั้นปกครอง ซามุไร ซึ่งในสมัยนั้น นักเรียนชายจะสวมชุดแบบญี่ปุ่น สวมกางเกงฮากามะ ที่เป็นเหมือนชุดจำลองของชนชั้นซามุไร ส่วนนักเรียนหญิงจะสวมกิโมโนไปโรงเรียน

แต่รูปแบบการแต่งกายของชนชั้นปกครองญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนไป ตั้งแต่การมาถึงของเรือดำ ของกองทัพเรือสหรัฐที่นำโดย พลเรือจัตวา แมทธิว แพร์รี่ ในปี ค.ศ. 1854 ที่บังคับให้ญี่ปุ่นต้องยอมเปิดประเทศเพื่อติดต่อค้าขายกับชาติตะวันตก และนำไปสู่การปฏิรูปเมจิ รื้อถอนระบอบโชกุน ฟื้นฟูพระราชอำนาจให้แก่สมเด็จพระจักรพรรดิเมจิในปีค.ศ. 1868 ในเวลาต่อมา

.

และในยุคสมัยเมจินี่เอง ที่วัฒนธรรมของชาติตะวันตก หลั่งไหลเข้าไปในญี่ปุ่นอย่างมากมายราวทำนบแตก ที่สะท้อนผ่านเครื่องแต่งกายของข้าราชสำนัก และผู้นำชั้นปกครอง ที่เริ่มเปลี่ยนเครื่องแบบจากแบบญี่ปุ่นดั้งเดิมกลายเป็นสไตล์ตะวันตก และยังส่งผลต่อแนวคิดการออกแบบชุดนักเรียนของญี่ปุ่น ที่เริ่มมีการกำหนดมาตรฐานของชุดนักเรียนเป็นครั้งแรกในสมัยนี้เช่นกัน

ซึ่งโรงเรียนนำร่องแห่งแรกที่มีข้อกำหนดให้ใช้ชุดนักเรียนแบบมาตรฐานคือ โรงเรียนกักคุชูอิน ที่เป็นโรงเรียนชั้นสูงสำหรับลูกหลานชาววัง และข้าราชการระดับสูง ในปี 1879

ชุดนักเรียนญี่ปุ่นในยุคแรก มีต้นแบบมาจากเครื่องแบบทหารตะวันตก ชุดนักเรียนชายจะเป็นเสื้อแขนยาวสีดำ ปกตั้ง ติดกระดุมหน้าทำด้วยโลหะ กางเกงขายาวสีดำ สวมหมวกแก๊บ ที่ชาวญี่ปุ่นเรียกว่า กะคุรัน  (学ラン) ที่แปลว่าชุดนักเรียนแบบตะวันตก

ซึ่งชุดกะคุรัน เป็นชุดนักเรียนที่ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน และกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ของเครื่องแบบนักเรียนญี่ปุ่น และยังมีใช้ในบางโรงเรียนที่จีน และ เกาหลีใต้อีกด้วย

ส่วนนักเรียนหญิง ไม่ได้ใส่กะคุรัน แต่จะสวมเสื้อแบบกิโมโน แต่ทับด้วยกางเกงฮากามะ แบบผู้ชายแต่ปรับรูปแบบสีสันให้สวยงาม และสวมรองเท้าบูทหนัง ทั้งนี้เพราะมีการบรรจุวิชาพลศึกษา เป็นวิชาภาคบังคับทั้งชาย-หญิง และการสวมกางเกงก็ช่วยให้นักเรียนหญิงสามารถเรียนวิชาพละได้อย่างคล่องตัวกว่าชุดกิโมโนแบบเก่า

แต่ชุดนักเรียนสมัยแรกมีราคาแพงมาก ที่ครอบครัวชั้นสูง ที่มีฐานะดีเท่านั้น ถึงสามารถซื้อเครื่องแบบเหล่านี้ให้บุตรหลานได้โดยไม่เดือดร้อน

หลังจากสิ้นสุดยุคเมจิ เข้าสู่ยุคไทโช (ค.ศ.1912 - ค.ศ.1926) เป็นช่วงที่โลกเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 1 รูปแบบชุดนักเรียนญี่ปุ่นก็ยังคงได้รับอิทธิพลมาจากชุดทหารตะวันตก และเริ่มมีหลักสูตรฝึกทหารสำหรับสตรีชาวญี่ปุ่น จึงมีการปรับเครื่องแบบนักเรียนหญิงให้เข้ากับยุคสมัยโดยใช้รูปแบบของชุดของทหารเรือมาใช้ ที่เรียกว่า "เซย์ฟุคุ" (制服)

.

และโรงเรียนที่ใช้ชุดนักเรียนทรงทหารเรือเป็นที่แรกของญี่ปุ่นคือ วิทยาลัยสตรีฟุกุโอกะ ต้นกำเนิดไอเดียเป็นของอลิซเบธ ลี ครูใหญ่ของโรงเรียน ที่เห็นว่าชุดนักเรียนหญิงแบบเก่าที่สวมกางเกงฮากามะทับกิโมโน ร้อนเกินไปสำหรับช่วงหน้าร้อน จึงออกแบบชุดใหม่ให้กับนักเรียนโดยใช้เครื่องแบบทหารเรือของราชนาวีอังกฤษเป็นต้นแบบ กับกระโปรงแบบตะวันตกเข้าชุดกัน

และก็ได้รับความนิยมแพร่หลายมาก เนื่องจากชุดทรงทหารเรือ มีความน่ารัก เรียบร้อย ภูมิฐาน และตัดเย็บง่าย ราคาถูกกว่าชุดแบบดั้งเดิม เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมสิ่งทอของญี่ปุ่นในยุคนี้ ที่ทำให้เครื่องแต่งกายมีราคาถูกลง ผู้คนจับต้องง่ายขึ้น

จนมาถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นเข้าสู่ภาวะสงคราม ข้าวยากหมากแพง นักเรียนจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียนมาทำงานช่วยครอบครัว โดยเฉพาะนักเรียนหญิงที่ต้องรับหน้าที่มากขึ้น เครื่องแบบนักเรียนยุคนี้จึงต้องปรับเปลี่ยน อนุญาตให้นักเรียนหญิงสวมกางเกงขายาวแทนกระโปรงมาเรียนได้ ความน่ารักสดใสในเครื่องแบบอาจหายไป แต่ก็สะท้อนความยากเข็ญของสังคมในยุคสงครามได้เป็นอย่างดี

.

เมื่อหลังยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านพ้นไปหลายสิบปี และเข้าสู่ยุคเสรีนิยมแบบตะวันตก ตามรูปแบบการปกครองแบบใหม่ที่สหรัฐอเมริกาเข้ามาวางกรอบให้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวบนพื้นฐานการแข่งขันแบบทุนนิยม ที่เกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น จึงเกิดการแพร่หลายของแนวคิดเสรีชน ต่อต้านกรอบสังคมแบบเก่าของกลุ่มบุปผาชนสายขบถในญี่ปุ่น ที่เรียกว่ากลุ่มสุเคบัน แยงกี้ ที่เป็นการรวมกลุ่มนักเรียนต่อต้านสังคม และแสดงออกด้วยการเอาชุดนักเรียนมาดัดแปลงตามใจฉัน สวมเสื้อสั้นเต่อ กระโปรงยาวลากพื้น หรือกางเกงทรงสุ่ม ย้อมสีผม  เป็นเชิงสัญลักษณ์ของการแหกจารีตของสังคม

.

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศญี่ปุ่นพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในประเทศแถวหน้าของโลก และมีมาตรฐานการศึกษาที่ดีเยี่ยม เข้าถึงทุกพื้นที่ ดังนั้นการแข่งขันจึงกลายเป็นระดับโรงเรียนด้วยกัน โดยการออกแบบชุดให้มีความทันสมัย จากชุดเสื้อกะลาสี ผูกโบว์แดง หรือกะคุรันแบบเก่า ก็เริ่มเป็นชุดเสื้อเชิ้ต ผูกเนคไทด์ สวมทับด้วยสูทแบบตะวันตก หรือชุดเอี๊ยมผูกโบว์ เพื่อดึงดูดนักเรียนให้เข้ามาสมัครเรียน เพราะชอบชุดก็มีไม่น้อย

.

จึงทำให้เกิดเป็นแฟชั่นชุดนักเรียน หลากหลายรูปแบบ สดใส คาวาอี้ ที่ทำให้เด็กนักเรียนทั่วโลกชื่นชอบในวัฒนธรรมชุดนักเรียนของญี่ปุ่น และนำมาแต่งเล่นเป็นชุดคอสเพลย์กันอย่างสนุกสนาน

และนี่ก็คือความเป็นมาของชุดนักเรียนญี่ปุ่น ที่อยู่คู่กับนักเรียนญี่ปุ่นมานานกว่า 150 ปี และยังคงอยู่ตลอดไป อย่างไม่จำกัดรูปแบบ และพร้อมเปลี่ยนแปลงได้เสมอ


แหล่งข้อมูล

https://www.nippon.com/en/column/g00554/

https://learnjapanese123.com/japanese-school-uniforms/

https://seifuku.neocities.org/index_e.html

https://medium.com/@katier.jiang/development-and-evolution-of-japanese-school-uniform-12bf9c7856af

https://jpninfo.com/64959

https://medium.com/@katier.jiang/development-and-evolution-of-japanese-school-uniform-12bf9c7856af

ไต้หวันกับผลโหวตชุดนักเรียนสุด Cute!

ผลโหวตกว่า 4 แสนคน โรงเรียนพาณิชย์หย่งผิง ชนะเลิศชุดนักเรียนน่ารักที่สุด 102,221 คะแนน  โรงเรียนจากเมืองเถาหยวน กวาดตำแหน่งแชมป์ชุดนักเรียนที่ได้รับความนิยมสูงสุด 3 อันดับแรก

บล็อกเกอร์ชาวเมืองไถจงคนหนึ่ง เปิดเว็บไซต์จำหน่ายชุดนักเรียนมัธยมของโรงเรียน 160 แห่งทั่วเกาะไต้หวัน สร้างรายได้เดือนละ 2 - 4 หมื่นบาท เครื่องแบบนักเรียนนอกจากจำหน่ายให้กับเหล่านักเรียนในช่วงเปิดเทอมแล้ว เนื่องจากไต้หวันได้รับอิทธิพล “คอสเพลย์” ของญี่ปุ่นมาก ทำให้มีผู้ซื้อหาชุดนักเรียนไปสวมใส่ในเทศกาล เช่น วันคริสต์มาส วันวาเลนไทน์และ งานเลี้ยงของบริษัทต่าง ๆ


เครดิต เพจบูรพาไม่แพ้

รากเหง้า คือ ตัวตนของเราในวันนี้

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

งานแข่งขันเป่าแคน ชิงชนะเลิศ สืบสานมรดกวัฒนธรรมโลก เสียงแคนลาว สปป.ลาว จัดงาน "แข่งขันเสียงแคนเชื้อชาติลาวกับรุ่นสืบทอด” ครั้งที่ 1 รอบชิงชนะเลิศ จัดขึ้นโดย กระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยว

เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2563 เพื่อสืบต่อ เสริมขยาย ความสำเร็จที่ เสียงแคนลาว ได้รับการยกย่อง จาก UNESCO ให้เป็นมรดกโลก เพื่อการปลุกระดม ปลูกฝั่ง คนรุ่นใหม่ให้รู้จักอนุรักษ์ ปกป้องรักษาวัฒนธรรมแคนลาวให้คงอยู่กับชาติลาว คนลาว

พร้อมกับ เป็นการสร้างเพื่อต้อนรับวันสำคัญของชาติที่จะมาถึง เช่น วันชาติลาวในวันที่ 2 ธันวาคม ครบรอบ 45 ปี, วันคล้าย วันเกิดของประธานประเทศ ท่านไกรสอน พรมวิหาน ครบรอบ 100 ปี ของผู้นำที่เคารพนับถือของชาวลาวและวันสำคัญอื่น ๆ เมื่อช่วงเดือนธันวาคม ปีพ.ศ.2560 องค์การยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนเสียงแคนของชาวลาว ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้

โดยระบุว่า แคนของลาวซึ่งเป็นเครื่องดนตรีแบบเป่า ประกอบขึ้นจากขลุ่ยหลายเลาที่ทำจากไม้ไผ่ที่มีความยาวแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดความหลากหลายของเสียง โดยผู้เล่นต้องเป่าลมเข้าไปข้างในเพื่อให้เกิดเสียงออกมา การแข่งขันครั้งแรกนี้ เริ่มมาตั้งแต่เดือนช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.2563 แข่งขันกันสามรอบ คัดเอาผู้มีคะแนนดีสูงสุดในแต่ละรอบ เพื่อเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศเฉพาะรอบชิงชนะเลิศมีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 16 คน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ ชายและหญิงอายุ 7-14 ปีและชายและหญิงอายุ 15 ถึง 18 ปี

กติการการแข่งขัน ต้องเป่าให้ครบตามลายแคน ที่ทางคณะกรรมการกำหนดต้องเป่าให้ถูกต้องตามลายแคนเดิม ลายแคนต้องชัดแจ้ง ชัดเจน ม่วน สนุกสนานและถูกจังหวะ ...ซึ่งผลการแข่งขัน

ผู้ชนะเลิศรุ่นอายุ 7-14 ปี

ฝ่ายชายได้แก่ ท้าววิสะนุ สะแหวงชน ฝ่ายหญิงได้แก่ นางสินสุดา เทบสุวัน

รุ่นอายุ 15-18 ปี

ฝ่ายชายได้แก่ ท้าวสุวัน ไชพงสีดา ฝ่ายหญิงได้แก่ นางนู่นี่ จันทะวง

ทั้งหมดจะได้รับรางวัลเป็นเงินสด 2 ล้านกีบ (6,250 บาท) และของที่ระลึกอีกจำนวนหนึ่ง

บรรยากาศการแข่งขัน คึกคัก ม่วนหลาย ๆ เด้อ ...


ข่าวจาก Lao nation radio 

หนุ่มโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน

มหาวิทยาลัยในมาเลเซียไม่ธรรมดา! QS! เจ้าพ่อแห่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัย!

คอลัมน์ "สายตรงจากเคแอล"

 

มหาวิทยาลัยในมาเลเซียไม่ธรรมดา! QS! เจ้าพ่อแห่งการจัดอันดับมหาวิทยาลัย!

รายงานจาก Quacquarelli Symonds (QS) World University Rankings: Asia 2021 เผยผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยในเอเชียประจำปี 2021 จำนวน 110 มหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดของเอเชีย (จาก 650 แห่ง)

โดยมหาวิทยาลัยในมาเลเซีย 10 แห่ง (เป็นของรัฐ 7 แห่งและเอกชนอีก 3 แห่ง) ปรากฎในรายชื่อ! ติดอันดับ 1 ใน 10 ได้แก่ มหาวิทยาลัยมาลายา (UM) อยู่ในอันดับที่ 9 ซึ่งขยับขึ้นมาจากอันดับที่ 13 เมื่อปีที่แล้ว ถือว่าเป็นปีแรกของ UM ที่ติดอันดับ Top 10 อีกด้วย

ตามมาด้วย Universiti Putra Malaysia อันดับที่ 28, Universiti Sains Malaysia อันดับที่ 34 และ Universiti Kebangsaan Malaysia อันดับที่ 35

ในขณะเดียวกัน Universiti Teknologi Malaysia ก็เข้ามาในลำดับที่ 39 , Universiti Teknologi Petronas มาที่อันดับที่ 70, Taylor’s University อยู่อันดับที่ 89, UCSI University อันดับที่ 105, Universiti Utara Malaysia อันดับที่ 107 และสุดท้าย Universiti Teknologi Mara ติดอันดับที่ 108

ด้าน National University of Singapore ยังคงรั้งตำแหน่งมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของเอเชีย ส่วนมหาวิทยาลัยของประเทศไทย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ติดอยู่ในอันดับที่ 43 และมหาวิทยาลัยมหิดล อันดับที่ 44

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม

News Link: https://en.syok.my/news/10-malaysian-unis-make-qs-2021-world-university-r

https://www.topuniversities.com/asia-rankings/methodology

https://www.topuniversities.com/qs-world-university-rankings

 


เรื่องโดย: "ผิงกั่ว" 

สาวเมืองชล ตั้งรกรากอยู่ชานกรุงกัวลาลัมเปอร์ ตามสามีชาวจีนมาเลย์ ชีวิตท่ามกลางคนจีน แขกมาเลย์ และแขกอินเดีย พหุวัฒนธรรม ส่องมุมมองจากประเทศเพื่อนบ้านด้านล่างแผ่นดินแม่ มาเล่าสู่กันฟัง

ถึงเวลายืนบนขาตัวเอง บางส่วนก็ยังดี

คอลัมน์ "เบิ่งข้ามโขง"

.

สิ้นเดือนนี้ (วันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ.2563) ทางประเทศลาวได้มีการทดลองเดินเครื่องกลั่นน้ำมัน LAOPEC บริษัทปิโตรเคมี ลาว - จีน โรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกของลาว เพื่อนำใช้ภายในประเทศ ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และทำให้ราคาน้ำมันภายในประเทศลดลง นอกจากนี้ ยังสร้างงานให้แก่ประชาชนกว่า 200 ตำแหน่ง

ซึ่งโรงกลั่นบริษัทปิโตรเคมี ลาว- จีน จำกัด จะใช้วัตถุดิบนำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเมื่อน้ำมันดิบผ่านกระบวนการกลั่นสำเร็จจะได้ผลิตภัณฑ์น้ำมันประมาณ 1 ล้านตันต่อปี ประกอบด้วย

- น้ำมันเบนซินประมาณ 2.38 แสนตัน หรือ 300 ล้านลิตร

- น้ำมันดีเซลประมาณ 3.8 แสนตัน หรือ 450 ล้านลิตร

- แก๊สหุงต้มประมาณ 15,200 ตัน

- สารเบนซินประมาณ 10,600 ตัน

ซึ่ง สปป.ลาว นำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูป หลายล้านตันต่อปี ในราคาที่สูงเกินไป ดังนั้น โรงกลั่นปิโตรเคมีนี้ จะช่วยลดการนำเข้าน้ำมันและลดราคาลงไป นาย ปานี พวงเพด รองผู้อำนวยการ บริษัท ปิโตรเคมี ลาว-จีน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ...

"บริษัท ปิโตรเคมีลาวออยล์ จำกัด โรงกลั่นน้ำมัน ตั้งอยู่ในเขตพัฒนา กวมลวมไชเชดถา นครหลวงเวียงจันทน์ นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ใจกลางนครหลวงเวียงจันทน์ ได้เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 ตั้งอยู่บนพื้นที่ 280,000 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน 179 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้บริษัท ปิโตรเคมีลาว - ​​จีนในมณฑลยูนนาน และ กลุ่มก่อสร้างและการลงทุนยูนนาน ถือหุ้น 75% บริษัท รัฐวิสาหกิจน้ำมันเชื้อไฟลาว 20% และ บริษัทร่วมทุนลาว - ​​จีนถือหุ้น 5% 

โรงงานแห่งนี้ ยังคงมีความท้าทายมากมาย โดยเฉพาะในเรื่องของการตลาด เพราะเมื่อผลิตออกมาแล้ว แต่ยังไม่มีที่ขาย เนื่องจากทุกบริษัท ต่างแข่งขันกันในการจัดซื้อและนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง สิ่งนี้จะทำให้เรามีความท้าทายมากเพราะเป็นงานที่ยาก ดังนั้น เราต้องศึกษาตลาดอย่างรอบคอบเพื่อดูว่าอุปสงค์ในประเทศของเรามีมากน้อยเพียงใด เพื่อให้แน่ใจว่าการผลิตของเราเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

นอกจากนี้ปัญหาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญมากเนื่องจากโรงงานของเราตั้งอยู่ใกล้กับตัวเมือง ซึ่งเราได้เอาใจใส่ดูแลในการดำเนินการและการจัดการเป็นอย่างดี โดยไม่ปล่อยควัน ออกมาในปริมาณมาก และใช้ระบบบำบัดที่มีความทันสมัย  เพื่อป้องกันมลพิษทางอากาศ ไม่ส่งผลเสียต่อประชาชนโดยรอบพื้นที่”


ที่มา  ປະເທດລາວ Pathedlao

หนุ่มโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน

สก็อตแลนด์แจกผ้าอนามัยฟรีเป็นชาติแรกของโลก

สาวสก็อตแลนด์เฮ เมื่อรัฐบาลสก็อตแลนด์เตรียมแจกผ้าอนามัยฟรีทั่วประเทศ หลังจากที่สภาสก็อตแลนด์ได้ผ่านร่างกฎหมายผ้าอนามัยแห่งชาติ ที่เรียกว่า The Period Products (Free Provision) (Scotland) Act เมื่อวันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2020 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้รัฐบาลสก็อตแลนด์ต้องจัดเตรียมผ้าอนามัย ที่ได้มาตรฐาน ในหลากหลายรูปแบบตามความพึงพอใจของผู้ใช้งาน ให้กับสุภาพสตรีทุกคนที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 

ร่างกฎหมายนี้ จะทำให้สก็อตแลนด์เป็นชาติแรกของโลกที่รัฐบาลมีมาตการแจกผ้าอนามัยฟรีให้กับประชาชน

 

ต้นกำเนิดของร่างกฏหมายฉบับนี้ มาจากการผลักดันของ โมนิก้า เลนนอน สส. พรรคแรงงานสก็อตแลนด์ ที่เห็นว่าการขาดแคลนผ้าอนามัยเป็นส่วนหนึ่งของอุปสรรคในการใช้ชีวิตของผู้หญิง ที่อาจทำให้ขาดโอกาสในช่วงเวลาที่สำคัญ และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดูแลเพื่อส่งเสริมสวัสดิการของสตรี

 

โมนิก้า เลนนอน ได้เริ่มแคมเปญเพื่อผลักดันร่างกฏหมายผ้าอนามัยแห่งชาติในสก็อตแลนด์มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2016 โดยชี้ให้เห็นว่า ผู้หญิง สก็อตแลนด์ 1 คน โดยเฉลี่ยจะต้องใช้ผ้าอนามัยติดต่อกันเป็นเวลา 5 วัน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อเดือนไม่น้อยกว่า 8 ปอนด์ (ประมาณ 320 บาท)

 

นั่นยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ต้องเสียในช่วงที่มีรอบเดือน เช่น ยาแก้ปวด กระดาษชำระ ค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาด และโดยเฉลี่ยผู้หญิงจะต้องมีรอบเดือนถึง 450 ครั้งในช่วงชีวิต และมีค่าใช้จ่ายเป็นเบี้ยหัวแตกแบบนี้ทุกเดือน ซึ่งค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ไม่ใช่ว่าผู้หญิงสก็อตแลนด์จะสามารถจ่ายได้ทุกคน ด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ และภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ

 

และทำให้ผู้หญิงสก็อตแลนด์บางคน ยอมเลือกใช้ผ้าอนามัยที่มีราคาถูกแต่คุณภาพต่ำ หรือนักเรียนหญิงบางคนเลือกที่จะขาดเรียนในช่วงที่มีรอบเดือน หรืออาจต้องพลาดโอกาสบางอย่าง หากเกิด accident รอบเดือนมาในวันนั้น แต่ไม่สามารถหาซื้อผ้าอนามัยมาใช้ได้ และก็มีหลายคนที่ไม่กล้าเดินไปซื้อผ้าอนามัยกับคนขายที่อาจเป็นผู้ชาย ซึ่งถือเป็นปัญหาความยากจนในการเข้าถึงสาธารณสุขอย่างหนึ่ง

 

แม้ในปัจจุบัน ที่สก็อตแลนด์ ตามสถานศึกษาตั้งแต่ชั้นประถม จนถึงมหาวิทยาลัย จะมีผ้าอนามัยให้สำหรับนักศึกษาอยู่แล้ว สามารถเข้ามารับได้ทันทีที่ต้องการ แต่ทั้งนี้ก็เป็นเพียงบริการพิเศษ ไม่ใช่ข้อบังคับ

 

ด้วยเหตุนี้ สส. โมนิก้า เลนนอน จึงพยายามที่จะผลักดันให้เกิดร่างกฏหมายผ้าอนามัยแห่งชาติ เพื่อให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณสำหรับผ้าอนามัย ให้กับผู้หญิงชาวสก็อตแลนด์ทุกคน สามารถเข้าถึงสวัสดิการเรื่องผ้าอนามัย โดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้อย่างเท่าเทียม ส่วนงบประมาณที่รัฐบาลสก็อตแลนด์ต้องจัดสรรผ้าอนามัยในแต่ละปี อยู่ที่ราวๆ 24 ล้านปอนด์ (ประมาณ 960 ล้านบาท)

 

หลังจากที่ร่างกฎหมายผ้าอนามัยแห่งชาติผ่านสภา โมนิก้า เลนนอน และกลุ่มผู้สนับสนุนก็ออกมาประกาศชัยชนะ ที่สก็อตแลนด์จะเป็นชาติแรกที่ผู้หญิงสามารถก้าวข้ามความยากจนในช่วงวันนั้นของเดือนได้อย่างมีศักดิ์ศรี

 

ก็ถือเป็นนโยบายดีๆ ของสาวชาวสก็อต ที่ต่อไปจะไม่หวั่นแม้วันมามาก ไปไหนก็มั่นใจ เพราะจะมีผ้าอนามัยสำรองให้ทุกที่ที่ไป ทั่วประเทศ ถ้าบ้านเราจะมีสวัสดิการแบบนี้บ้างก็น่าจะดีนะคะ

 

แหล่งข่าว

 

-The Guardian

https://www.theguardian.com/uk-news/2020/nov/24/scotland-becomes-first-nation-to-provide-free-period-products-for-all

 

-Huffington Post

https://www.huffingtonpost.co.uk/2015/09/03/women-spend-thousands-on-periods-tampon-tax_n_8082526.html?guccounter=1

 

-BBC

https://www.bbc.com/news/uk-scotland-scotland-politics-51629880

มารู้จักพันธมิตร Five Eyes ตาส่องโลก

ในช่วงนี้ ชื่อของกลุ่มพันธมิตร Five Eyes หรือ ดวงตาทั้ง 5 กลายเป็นจุดสนใจของสื่อต่างประเทศอีกครั้ง เมื่อมีคำแถลงการณ์ร่วมของรัฐมนตรีต่างประเทศในกลุ่มพันธมิตร Five Eyes ที่ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย และ นิวซีแลนด์ ออกมาวิจารณ์ คำสั่งของรัฐบาลจีน ให้ปลดแกนนำฝ่ายค้านในสภานิติบัญญัติของฮ่องกงจำนวน 4 คน ในข้อหาฝ่าฝืนกฏหมายความมั่นคงใหม่ของจีน ที่ทำให้ฝ่ายค้านประท้วงด้วยการลาออกยกสภาในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

 

ซึ่งกลุ่มพันธมิตร Five Eyes วิจารณ์ว่า นี่เป็นการปิดปากฝ่ายค้านของรัฐบาลจีน และผิดสัตยาบันที่จีนเคยให้ไว้ว่าจะให้สิทธิเสรีภาพในดินแดนฮ่องกงตามแบบแผน 1 ประเทศ 2 ระบบ ไปจนถึงปี ค.ศ.2047

 

หลังจากที่กลุ่มพันธมิตร Five Eyes ได้ออกแถลงการณ์ไม่กี่วัน ฝ่ายปักกิ่งก็ส่งโฆษกต่างประเทศ จ้าว หลี่เจียน เจ้าของฉายาหมาป่าพันธุ์ดุของลุงสี่ จิ้นผิง ออกมาตอบโต้ทันทีว่า นี่คือเรื่องภายในของจีนที่ต่างชาติไม่ควรมาก้าวก่าย

 

และวาทะดุที่ทางปักกิ่งฝากมาบอกกับเหล่าพันธมิตรเบญจเนตรทั้งหลายก็คือ

 

"หากยังมายุ่งวุ่นวายเรื่องระหว่างจีนและฮ่องกงอีก ไม่ว่าจะ 5 ตา หรือ 10 ตา พ่อจะจิกให้ตาหลุด"

 

เป็นการตอบโต้ที่ฟาดได้ฟาด สั้นแต่จบ None of your business รู้เรื่อง

 

ว่าแต่พันธมิตร Five Eyes นี่ มาร่วมลงเรือลำเดียวกันตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร วันนี้จะมาเล่าถึงต้นกำเนิดกลุ่มดวงตาทั้ง 5 นี้กันดีกว่า

 

ต้นกำเนิดของ Five Eyes ในครั้งแรกไม่ได้มาพร้อมกันทั้ง 5 ดวง จุดเริ่มต้นนั้นมีมาตั้งแต่ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทางอังกฤษ และ สหรัฐอเมริกาได้เซ็นข้อตกลงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลลับทางทหารร่วมกัน ที่เรียกว่า 1943 BRUSA Agreements

 

แต่พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติไปแล้ว ด้วยชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่สัญญาในการแลกเปลี่ยนข้อมูลลับ กลับไม่ได้สิ้นสุดไปด้วย เพราะทั้งสหรัฐ และอังกฤษเห็นตรงกันว่า ต่อจากนี้ไป ภัยคุกคามความมั่นคงจะไม่ใช่ฝ่ายนาซีอีกต่อไป แต่เป็นลัทธิสังคมนิยม และอิทธิพลของสหภาพโซเวียต

 

ดังนั้นข้อตกลง BRUSA Agreements ฉบับเดิม ก็ได้กลายเป็นข้อตกลงความร่วมมือฉบับใหม่ ที่ชื่อว่า  UKUSA Agreement  และให้อ่านแบบเกร๋ๆ ว่า ยู-คู-ซา (ไม่ใช่ยากูซ่านะจ๊ะ)

 

มีพันธมิตรแค่ 2 ชาติ แต่ต้องสอดแนมฝ่ายโซเวียต และ พันธมิตร Eastern Bloc ที่เป็นประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออก และอีกหลายชาติในเอเชีย รวมถึงจีน อาจทำไม่ไหว จึงดึงกลุ่มประเทศหลักๆ ในเครือจักรภพอังกฤษมาร่วมด้วย ได้แก่ แคนาดา (1948) ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ (1956) รวมกันกลายเป็น 5 ชาติ

 

และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของกลุ่มพันธมิตร Five Eyes ที่หลายคนอาจเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการรวมกลุ่มจากประเทศมหาอำนาจที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเหมือนกัน ซึ่งนั่นก็เป็นส่วนหนึ่ง เพราะการสื่อสารระหว่างกลุ่มให้เข้าใจตรงกันทุกถ้อยคำเป็นเรื่องสำคัญ แต่เป้าหมายหลัก คือการสร้างโครงข่ายสอดแนมฝ่ายตรงข้าม (โลกสังคมนิยม) ที่ต่อมา กลายเครือข่ายสปายที่ใหญ่ที่สุดในโลก

 

และเมื่อมีข้อตกลงแล้วว่าจะมีการแชร์ข้อมูลข่าวลับร่วมกัน ดังนั้นการมีอยู่ของกลุ่ม Five Eyes ในช่วงแรกๆ จึงเป็นความลับมากๆ  แม้แต่คนในรัฐบาลของประเทศนั้นๆ หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับฝ่ายความมั่นคงระดับสูงยังไม่รู้เลย

 

ในกลุ่ม Five Eyes ก็ร่วมพัฒนาระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารที่เรียกว่า ECHELON ขึ้นมาใช้งาน แล้วก็ดำเนินการสอดแนมความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็นการดักฟังโทรศัพท์ ติดตามตัวบุคคลเป้าหมาย แกะรอยท่อน้ำเลี้ยง จารกรรมข้อมูลระดับสูง และต้องป้องกันการล้วงข้อมูลจากฝ่ายตรงข้ามด้วยเช่นกัน

 

การแชร์ข้อมูลในระบบ ECHELON แบ่งออกเป็น 4 หมวด แบ่งงานชัดเจนว่าหน่วยงานไหนรับผิดชอบเรื่องไหน

 

1. ข่าวกรองสัญญาณ เป็นข้อมูลที่ได้จากการดักฟัง จับสัญญาณเครือข่าย ที่ปัจจุบันมีการสอดแนมผู้ใช้ออนไลน์ด้วย หน่วยงานที่รู้จักกันดีเช่น NSA หรือสำนักงานหน่วยข่าวกรองสหรัฐ  GCHQ หรือ Government Communications Headquarters ของอังกฤษ

 

2. ข่าวกรองด้านการทหาร ที่ฝ่ายกลาโหมของแต่ละประเทศก็รับผิดชอบข้อมูลในส่วนนี้ไป

 

3. ข่าวกรองด้านความปลอดภัย ที่คอยส่องหาข้อมูลภายในของแต่ละประเทศ หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ที่รู้จักกันดี ก็มี FBI และ MI5

 

4. ข่าวกรองส่วนบุคคล นี่แหละคืองานของสายลับจริงๆ ที่ต้องเข้าไปคลุกวงใน เข้าพื้นที่ แทรกซึม เพื่อให้ได้ข้อมูลด้วยตัวเอง หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านนี้ได้แก่ CIA MI6 เป็นต้น

 

ฟังดูอาจคล้ายๆ หนังสายลับแฟรนไชส์เรื่องดัง ก็ไม่ต้องแปลกใจเพราะช่วงนั้นตรงกับยุคสงครามเย็นพอดี ที่ต่างฝ่าย ต่างจ้องสอดแนมความลับของกันละกัน บนพื้นฐานของความไม่ไว้ใจกัน

 

แต่เมื่อสหภาพโซเวียตได้ล่มสลายไป บรรยากาศของสงครามเย็นก็เริ่มผ่อนคลาย พันธมิตรเบื้องหลังอย่าง Five Eyes จึงเริ่มถูกเปิดเผยให้คนทั่วไปทราบ ที่เข้าใจว่า พันธมิตรเบญจเนตรก็คงได้เวลาพักกิจกรรมสอดแนมไปทำอย่างอื่นกันได้แล้ว

 

แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น การสอดแนมข่าวกรองของ Five Eyes กลับยิ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้น และยิ่งมากขึ้นไปอีกหลังสหรัฐโดนโจมตีในเหตุการณ์ 9/11

 

จากเดิมที่สอดแนมแค่ จีน รัสเซีย และประเทศในโลกสังคมนิยม กลับขยายวงออกไป กลายเป็นสอดแนม ดักฟังการสื่อสารจากรัฐบาลทั่วโลก และยังขยายลงไปถึงการสื่อสารภายในองค์กรเอกชน และระบบสื่อสารของประชาชนทั่วไปในประเทศ

 

เอ็ดเวิร์ด สโนเดน คืออดีตหนึ่งในทีมเทคนิคของ NSA ได้ออกมาแฉงานสอดแนมของรัฐบาลสหรัฐ ที่เข้าถึงทุกข้อมูลของประชาชนได้ทุกคน ไม่อาจหลบได้ และยังนำยุทธศาสตร์การสอดแนม ที่ก็เป็นส่วนหนึ่งในโปรเจค Five Eyes ออกมาเปิดเผย จนตอนนี้ตัวสโนเดน ก็อยู่ในสหรัฐอเมริกาไม่ได้แล้ว ต้องลี้ภัยไปอยู่ถาวรที่รัสเซีย

 

เมื่อเรื่องแดงเช่นนี้ หลายชาติก็เริ่มไม่พอใจ ว่าขอบเขตการสอดแนมของ Five Eyes ชักจะล้ำเส้นเกินไปแล้ว แต่จะบอกให้หยุดคงเป็นไปไม่ได้ แทนที่จะถูกสอดแนมแต่เพียงฝ่ายเดียว ก็เข้าร่วมวงแชร์ข้อมูลกันเสียเลยน่าจะดีกว่า

 

และจาก Five Eyes ก็ขยายวงกลายเป็น Nine Eyes เพิ่มมาอีก 4 ตา คือ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และ นอร์เวย์

 

ต่อมาจาก 9 ตา ก็กลายเป็น 14 ตา เมื่อ เยอรมัน เบลเยี่ยม อิตาลี สวีเดน และสเปน กระโดดเข้ามาร่วมวงด้วย

 

และจาก Fourteen Eyes ก็มีแนวโน้มที่จะขยายหูตาสับปะรดออกไปอีก เมื่อมีบางประเทศสนใจขอแชร์ข้อมูลด้วย ก็คือ อิสราเอล ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เกาหลีใต้

 

แต่การที่จะสอดแนมข้อมูลของประชาชนทั่วไปได้ทุกระดับ และใช้อำนาจรัฐบังคับเอาข้อมูลผู้ใช้จากหน่วยงานเอกชน จะไม่ขัดกับกฏหมายว่าด้วยเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือ

 

เรื่องนี้มีปัญหาแน่นอน บางประเทศทำไม่ได้ด้วย เพราะผิดกฏหมาย ดังนั้นสิ่งที่กลุ่มสมาชิกตาสับปะรดทำคือ สมาชิกจะสอดแนมกันเองในกลุ่ม แล้วนำข้อมูลมาแลกกัน

 

ซึ่งเรื่องนี้ ก็เคยมีในหลักฐานเอกสารที่เอ็ดเวิร์ด สโนเดน เคยนำข้อมูลออกมาแฉว่า NSA ฝ่ายความมั่งคงสหรัฐ เคยให้เงินทุนก้อนใหญ่สนับสนุนให้ GCHQ ของอังกฤษ ให้สอดแนมประชาชนเป้าหมายของตัวเอง ที่หน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐไม่อาจทำได้เพราะติดปัญหาทางกฏหมาย

 

และนี่คือการทำงานในกลุ่มพันธมิตรตาส่องโลก ที่เชื่อมโยงกันจนกลายเป็นเครือข่ายสายลับที่มีขอบเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก เพียงแต่ข้อมูลสำคัญระดับสูง ที่เป็น Top of the top secret ยังคงแชร์กันแค่ในกลุ่ม Five Eyes ที่ถือว่าเป็นพันธมิตรเสาหลัก ที่มักจะเคลื่อนไหวสอดรับกันตลอด ไม่มีแตกแถว

 

จึงเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวของกลุ่ม พันธมิตร Five Eyes ที่ร่วมด้วยช่วยกันกดดันจีนทุกมิติ ไม่ใช่เฉพาะการสอดแนมเท่านั้น แต่เปิดสมรภูมิจากทุกมิติ ทั้งเรื่องการแบน 5G ดำเนินคดีผู้บริหาร Huawei เปิดโปงค่ายกักกันชาวอุยกูร์ การจับกุมสายลับจีนในสหรัฐ กีดกันการค้าจีน และก็มาถึงประเด็นการแทรกแซงในฮ่องกง ที่ทางจีนออกมาประกาศกร้าวว่า จะกี่ตาก็มาครับ จ้องนัก เดี๋ยวจะควักให้ตาหลุด

 

และนี่ก็คือเรื่องราวเบื้องหลังการก่อตั้งพันธมิตร Five Eyes ตาส่องโลกของพี่ใหญ่ We are watching you. แอบมองดูอยู่นะจ๊ะ แต่เธอไม่รู้บ้างเลย ถึงขู่จกตาอยู่ยิกๆ แต่เธอก็ยังเฉยเมย นาจ๊า

 

แหล่งข่าว

-The Guardian

https://www.theguardian.com/world/2020/nov/20/china-says-five-eyes-alliance-will-be-poked-and-blinded-over-hong-kong-stance

https://www.theguardian.com/uk-news/2013/aug/01/nsa-paid-gchq-spying-edward-snowden

-The Diplomat

https://thediplomat.com/2020/11/five-eyes-countries-issue-joint-statement-on-hong-kong/

-Wikipedia

https://en.m.wikipedia.org/wiki/UKUSA_Agreement

โครงการรถไฟลาว สำเร็จแล้วถึง 90%

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

ติดตามต่อโครงการรถไฟลาว มีรายงานเพิ่มเติม มาว่าสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ งานโครงสร้างรากฐาน..เสร็จแล้ว 90% และดำเนินงานต่อเนื่องด้วยงานโครงเหล็ก และ โครงหลังคา รวมทั้ง งานมุงหลังคา ซึ่งคาดว่าจะให้แล้วเสร็จหน้างาน โครงสร้างรากฐานและงานหลังคา ให้แล้วเสร็จในท้ายเดือนธันวาคม

.

.

โครงการก่อสร้างสถานีรถไฟนครหลวงเวียงจันทน์ ครอบคลุมพื้นที่ 150 เฮกตาร์  อาคารสถานี ครอบคลุมพื้นที่ 14,543.45 ตารางเมตร ยาว 220 เมตร กว้าง 90 เมตรสูง 25 เมตร สามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 2,500 คน และเป็นสถานีที่ใหญ่ที่สุดของโครงการรถไฟลาว - ​​จีน

เส้นทางรถไฟลาว - ​​จีนจาก บ่อเตน แขวงหลวงน้ำทาไปยังนครหลวงเวียงจันทน์ มีสถานีขนส่งผู้โดยสาร 10 สถานี รวมถึงสถานีนครหลวงเวียงจันทน์และสถานีขนส่งสินค้า 22 สถานี และ แต่ละสถานีกำลังก่อสร้างเช่นกัน สถานีโพนโฮง และ สถานีกาสี งานโครงหลังคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว เส้นทางรถไฟลาว - ​​จีน มีความยาวรวม 422.4 กม.

.

.

สร้างขึ้นตามมาตรฐานการบริหารและเทคนิคของจีน ซึ่งออกแบบให้วิ่งด้วยความเร็ว 160 กม.ต่อชั่วโมง เป็นรถไฟฟ้าขนส่งสินค้าและผู้โดยสาร และจะเปิดให้บริการในเดือนธันวาคมพ.ศ. 2564 ตามแผนแน่นอนที่สุด

.

ที่มา

News&Pictures by: Sonepaserth

CRI-FM93

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์-วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 2)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

มาต่อกันที่กฎหมายทางบก สปป.ลาว ได้กำหนดข้อบังคับในเรื่องยานพาหนะที่ห้ามสัญจรไปมาและข้อบังคับในการขับขี่บนทางด่วนนครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง 

มีข้อกำหนดดังนี้

- ห้ามรถที่มีขนาดต่ำกว่า 350 ซีซี ใช้สัญจร บนเส้นทางด่วน โดยเด็ดขาด

- ห้ามรถบรรทุกที่มีน้ำหนักเกินที่กำหนดไว้ 

- ห้ามยานพาหนะที่มีการดัดแปลงทางเทคนิด ที่ไม่มีการรับประกันความปลอดภัย

- ห้ามยานพาหนะที่ใช้ความเร็วต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

สำหรับการใช้ยานพาหนะบนเส้นทางด่วน มีข้อกำหนดไว้ ดังนี้

- ยานพาหนะต้องมีความแรงตั้งแต่ 350 ซีซี ขึ้นไป

- รถทุกประเภทให้ใช้ความเร็ว 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

ยกเว้น สภาพเส้นทางมีหมอกและมีฝน

- รถรับส่งผู้โดยสาร และ รถขนส่งสินค้า ให้ใช้ความเร็ว 80 - 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (แต่มีข้อยกเว้นกรณีที่สภาพอากาศมีหมอกจัดหรือมีฝนตกขณะสัญจร)

- รักษาระยะห่างของยานพาหนะ 100 เมตร ขณะใช้เส้นทาง

- ปฎิบัตตามสัญญานไฟ ป้ายการจรจรที่กำหนด อย่างเคร่งครัด

.

ที่มา : ເສດຖະກິດ

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ทางด่วนสายแรก นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง เตรียมเปิดใช้ เฉลิมฉลองวันชาติลาว 45 ปี (ตอนที่ 1)

คอลัมน์​ "เบิ่งข้ามโขง"

.

ศักยภาพของการคมนาคม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านท่องเที่ยวและการขนส่งโลจิสติกส์

เป็นเส้นทางด่วนระยะแรก หนึ่งในโครงการเส้นทางด่วนจีน - ลาว มีจุดเริ่มต้นจากนครหลวงเวียงจันทน์ ถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ใกล้กับชายแดนซึ่งติดกับมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซึ่งการก่อสร้างจะแบ่งออกเป็น 4 ระยะ  คือ นครหลวงเวียงจันทน์ - วังเวียง,วังเวียง - หลวงพระบาง  หลวงพระบาง - อุดมไชย และ อุดมไช - บ่อเต้น ตลอดเส้นทาง 440 กิโลเมตร 

.

.

สำหรับเส้นทางระยะแรก เป็นการลงทุนในรูปแบบ BOT (Build-Operate-Transfer)  รัฐให้เอกชนลงทุนก่อสร้างแล้วเปิดให้บริการ เมื่อหมดสัญญาสัมปทาน โครงการจะถูกโอนกลับมาเป็นของรัฐ  โดยมีอายุสัมปทาน 50 ปี และมีรัฐบาลลาวร่วมถือหุ้นด้วย 5%

เริ่มก่อสร้างในวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2561 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 3.73 หมื่นล้านบาท) ดำเนินงานโดยบริษัท อวิ๋นหนาน คอนสตรักชัน แอนด์ อินเวสต์เมนท์ โฮลดิง กรุ๊ป จำกัด (YCIH) ของจีน ร่วมกับรัฐบาลลาว

รูปแบบถนนขนาด 4 ช่องจราจร ไป - กลับ ระยะทาง 109.12 กิโลเมตร เขตทางกว้าง 23 เมตร ปูยางแอสฟัลต์คอนกรีตชั้นแรกหนา 50 เซนติเมตร และชั้นที่สองหนา 20 เซนติเมตร พร้อมราวการ์ดเรล (Guardrails) และมีรั้วกั้นไม่ให้คนและสัตว์ข้ามผ่านไปมา

โดยมีจุดเริ่มต้นจากถนนสาย 13 เหนือที่บ้านสีเกิด เมืองนาซายทอง นครหลวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ ประมาณ 12 กิโลเมตร แนวเส้นทางส่วนใหญ่จะขนานโครงการทางรถไฟลาว - จีน ผ่านบ้านนาชอน บ้านบัว น้านสะกา เมืองโพนโรง ลอด อุโมงค์พูพะ

.

.

ที่มี อุโมงค์ขาออกยาว 845 เมตร อุโมงค์ขาเข้ายาว 875 เมตร กว้าง 10.50 เมตร สูง 5 เมตร เข้าสู่เมืองหินเหิบ ข้ามแม่น้ำลิก ผ่านบ้านท่าเฮอ ข้ามแม่น้ำสอง สิ้นสุดลงที่เมืองวังเวียง แขวงเวียงจันทน์ มีวงเวียนทางเข้า - ออก 7 จุด คิดค่าผ่านทางตลอดสาย 62,000 กีบ (215 บาท) ใช้เวลาในการเดินทาง 1 - 1.30 ชั่วโมง ด้วยความเร็วที่ออกแบบ 80 - 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ย่นเวลาจากเดิม 3 ชั่วโมง บนเส้นทางหมายเลข 13 ที่มี 2 ช่องจราจร ซึ่งส่วนใหญ่คดเลี้ยวไปตามภูเขา

เมืองวังเวียง เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ซึ่งจากรายงานในกองประชุมใหญ่ ครั้งที่ 6 ในระหว่างวันที่ 18 - 19 พฤศจิกายนที่ผ่านมาได้รายงานถึงจำนวนนักท่องเที่ยว ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา มีจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด 1,107,525 คน เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ 796,231 คน นักท่องเที่ยวภายในประเทศ 312,294 คน

สร้างรายได้มากกว่า 518 พันล้านกีบได้มีการปรับปรุง จัดการการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง และ การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  และ ในปีนี้กำลังมุ่งเน้นไปที่การดำเนินโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองวังเวียง ระยะที่ 2 ซึ่งได้รับทุนจากธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 17 ล้านดอลลาร์

ทั้งนี้ด้วย เมืองวังเวียง อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติและมีความหลากหลายทั้งมี ภูเขา ป่าไม้ ถ้ำ แม่น้ำ สภาพอากาศและ ตลอดจนภูมิประเทศที่สวยงาม ถือได้ว่าเป็น จุดยุทธศาสตร์ที่ไม่เหมือนใคร

มีศักยภาพพิเศษและเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสังคม จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา โดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพ ความทันสมัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

.

.

ซึ่งเป็น เสาหลักของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นสีเขียวและยั่งยืนของเมืองวังเวียง การจัดการพัฒนาส่งเสริมให้สถานประกอบการท่องเที่ยวขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถหางานและมีรายได้ที่มั่นคง เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถมีส่วนร่วมในการบรรเทาความยากจนของเมืองและค่อยๆรวมเข้ากับเครือข่ายการท่องเที่ยวในระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ

อีกไม่นานนัก ชาวลาวคงได้ใช้เส้นทางสายนี้กันแล้ว ดีใจและยินดีด้วย คาดหวังไว้ว่า 16 มกราคม พ.ศ.2564 ก็น่าจะได้ข้ามไปใช้เส้นทางสายนี้ และได้ไปพักผ่อนที่วังเวียง เช่นกัน

.

ขอบคุณเนื้อข่าวจาก

Xinhua News / Lao National Radio

.

หนุ่มใหญ่จากโคราชคลุกคลี กับเมืองลาวทั้งด้านธุรกิจเอกชน​และภาครัฐมานานหลายปี ยินดีแนะนํา​ภาคเอกชนไทย​ บุกตลาดอินโดจีน สรรหาเรื่องเล่า​ วีถีชีวิต​ วัฒนธรรม​ เศรษฐกิจ​ การเมืองประเทศฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง​ หรือ​ มุมมองเบิ่งข้ามโขง

ผู้ป่วยหนีออกจากโรงพยาบาลที่รัฐปีนัง​ ล็อคดาวน์ยาวไปโควิดทำมาเลเซียวุ่นไม่พอ!

คอลัมน์​ "สายตรงจากเคแอล"

ผู้ป่วยโควิด-19 หนีออกจากโรงพยาบาลที่กักตัวในรัฐปีนัง โดยผู้ป่วยชายรายนี้แอบตัดสายรัดข้อมือสีชมพู แล้วหนีออกจากโรงพยาบาลซึ่งเขาเดินเท้าไปไกลถึง 25 กิโลเมตร

จนในที่สุดเจ้าหน้าที่สามารถตามตัวพบที่บริเวณหน้าตึกแถวอาคารพาณิชย์ซึ่งเป็นย่านค้าขายในรัฐปีนัง และในตอนนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าตลอดทางที่เขาหลบหนีมาได้เจอใครหรือสัมผัสอะไรไปบ้าง

สถานการณ์โควิด-19 ในมาเลเซียตอนนี้ยังคงน่าเป็นห่วง ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ยังคงอยู่ในหลักพันกว่าติดต่อกันเป็นเวลาหลายวันแล้ว โดยทางรัฐบาลได้ประกาศล็อคดาวน์รอบสองตามมาตราการควบคุมการเดินทางแบบมีเงื่อนไข (CMCO) ตั้งแต่วันที่ 9 พฤศจิกายน - 6 ธันวาคม พ.ศ.2563 ไปเกือบทั่วประเทศมีเพียง 3 รัฐเท่านั้นที่ไม่ถูกล็อคคดาวน์คือ รัฐเปอร์ริส, กลันตัน และปาหัง

โดยตัวเลขสถานการณ์ล่าสุดวันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ.2563

.

มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 1,103 คน

ยอดผู้ติดเชื้อสะสม 48,520 คน

ยอดผู้เสียชีวิต 313 คน

รักษาหายกลับบ้าน 35,606 คน

ยังคงรักษาตัวอยู่ 12,601 คน

.

Cr.Photo & Story https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=1745015925676110&id=223545897823128

Cr. Kementerian Kesihatan Malaysia.

.

ผิงกั่ว

สาวเมืองชล ตั้งรกรากชานกรุงกัวลาลัมเปอร์​ ตามสามีคนจีนมาเลย์​ ชีวิตท่ามกลางคนจีน​ แขกมาเลย์​ และแขกอินเดีย​ พหุวัฒนธรรม​ ส่องมุมมองจากประเทศเพื่อนบ้านด้านล่างแผ่นดินแม่​ มาเล่าสู่กันฟัง

พิธีการรับปริญญาใน'บรูไน' ประเทศที่ปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

คอลัมน์ "เสียงจากเกาะบอร์เนียวตอนเหนือ บรูไน"

กษัตริย์บรูไน สมเด็จพระราชาธิบดีสุลต่านฮัสซานัล โบลเกียห์ มอบปริญญาแก่ผู้จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัย University of Brunei Darussalam (UBD) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งชาติของประเทศบรูไน ดารุสซาลาม ประเพณีนี้รับสืบต่อมาจากอดีตเจ้าอาณานิคมอังกฤษ เหมือน ๆ กับประเทศในเครือจักรภพหลาย ๆ ประเทศ

ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดของบัณฑิตทุก ๆ คนในประเทศบรูไน เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ มอบให้แก่บัณฑิต แม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยเอกชน ก็มอบหมายให้องคมนตรีหรือผู้แทนพระองค์

ในประเทศไทยพิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรก มีขึ้นที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2473 หรือราว 90 ปีที่แล้ว โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และถือว่านี่คือต้นแบบประเพณีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้

มหาวิทยาลัยแห่งชาติบรูไนเป็นมหาวิทยาลัยที่ติด Times Higher Education(THE) World University Ranking ครั้งแรกในปีนี้

มหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยจาก 3 ชายแดนภาคใต้ทุก ๆ ปี ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี ยัน ปริญญาเอก ค่าใช้จ่ายทุกอย่างทางรัฐบาลบรูไนสนับสนุน ใครมีผลการศึกษาดี ทางมหาวิทยาลัยจะสนับสนุนให้เป็นอาจารย์ของมหาวิทยาลัยอีกต่างหาก

https://borneobulletin.com.bn/2020/11/his-majesty-to-graduates-maintain-integrity-faith/

.

อะมีนะห์

สาวไทยมุสลิม เกิดใจกลางกรุงเทพ ชีวิตผกผันแต่งงานกับหนุ่มบรูไน ตั้งรกรากปากกัดตีนถีบแต่มีความสุขดี ยังชีพกับการเผยแพร่อาหารไทย มีความรักผูกพันบ้านเกิดทุกลมหายใจ เลี้ยงลูกสองคน วันนึงจะพาลูกมารู้จักแผ่นดินที่เเม่เกิดให้มากขึ้น แนะนำเพื่อนบ้านบรูไนจากกรุงเสรีเบการ์วันให้คนไทยรู้จักมากขึ้น

อัสลามมุอะลัยกุม​ ริมทางถนนคาราโครัมไฮเวย์

GB Election 2020

วันนี้วันสุดท้าย ที่ทุกคนมีโอกาสหาเสียง พรุ่งนี้วันเลือกตั้ง พรรค PPP ขึ้นคะแนนความนิยมมาอันดับ 1

(ผู้นำพรรคคือ บิลลาวาล บรุตโตร ตระกูลนักการเมืองที่แท้จริง)

คุณมาเรียม นาวาส บุตรสาวของคุณนาวาส ชารีฟ ตอนนี้พ่อหนีคดีอยู่ลอนดอน นายกเก่าโดนจับฐานคอรัปชั่น รอบนี้ส่งลูกสาวมา พรรคอื่นจะชอบดิสเครดิตเธอด้วยคำว่า พ่อมันเป็นโจร มันก็เป็นลูกโจร ยังจะเลือกมันมาอีก!!!

การหาเสียงที่นี่​ ดุเดือดเลือดพล่าน​ การเมืองทั่วโลก ก็เป็นแบบนี้แหละ เปิดตา เปิดใจมองนะคะ ส่วนนายกฮิมราน ข่าน อยู่พรรค PTI ปีนี้คะแนนตกฮวบ ๆ เนื่องจากของแพงทุกอย่าง และแก้ไขเรื่อโควิดทางเหนือได้แย่ แต่ที่บ้านเชียร์ท่านนายกนะคะ ท่านสนับสนุนการท่องเที่ยว และของแพงเพราะท่านอยากยกระดับปากีสถาน น้องชายของเรา อิสรา น้องแท้ๆ ลงเลือกตั้งเขตพาสสุ ไคเบอร์ กุลมิต จัลราบัด

สามีเรามีน้องอยู่พรรค​ PPP (พรรคของบิลลาวาล บุตโต )มารอลุ้นพรุ่งนี้ ว่าแกจะได้เป็นผู้แทนหรือไม่ นโยบายขายฝันหรือประชานิยมของที่นี่​ ก็มีมากมาย เช่น แจกแป้งทำโรตีฟรี (ส่วนนายกปัจจุบัน​ไม่แจกฟรี จ่ายกระสอบละพัน)

ผู้สนับสนุนการท่องเที่ยวมีแค่นายก กับบิลลาวาล นอกนั้นอาจจะไม่สนใจหรือไม่แคร์เลย

พวกเราคนทางเหนือยังชีพได้ด้วยการท่องเที่ยว​ เราจึงสนับสนุนคนที่ช่วยเหลือและนำพานักท่องมา​ GB มากที่สุด การเลือกตั้ง​ของที่นี่จะต่างกับหลายประเทศ​ อาจจะเพราะเหตุผลประเทศกว้างใหญ่​ และการสัญจรลำบาก​ เวลาเลือกตั้งแต่ละรอบเลยไม่ตรงกัน​ แต่ รอบนี้เป็นของโซน​ GB​หรือทางเหนือของประเทศ

รายงานจากเมือง​พาสสุ​ เมืองเล็กๆทางตอนเหนือของประเทศใกล้กับพรมแดนจีน​ -​ ปากีสถาน​ เมืองนี้อยู่ในรัฐกิลกิตบาติสถาน ​(Gilgitbaltistan)

ยืนยันว่าหนูเป็นคนไทยคนเดียวบนถนนคาราโครัมไฮเวย์​ในเวลานี้ ถนนนี้ในอดีตคือเส้นทางสายไหม​ และเป็นถนนที่สูงที่สุดในโลก หนูนอนหนาวท่ามกลางอุณหภูมิ​ติดลบทุกคืน​ โอ๊ย​หนาวจัด

.

.

.

.

.

.

.

.

.

กุลไลล่า

ไกด์สาวชาวไทย​ สะใภ้​ปากี​สถาน จากหัวหิน​พบรักหนุ่มปากีเชื้อสายวาคี อาศัยอยู่เมืองพาสสุ​ ดินแดนเหนือสุดของประเทศปากีสถาน ปัจจุบันเปิดร้านอาหารริมถนนคาราโครัมไฮเวย์​ ถนนที่ได้รับการขนานนามว่าสูงที่สุดในโลก​ หรือเส้นทางสายแพรไหมในอดีต​

คอยต้อนรับแขกที่ผ่านทางมา​ แวะกินอาหารไทย​และชิมชา​ เบเกอรี่ชื่อดัง​ ทางเหนือของปากีสถานได้​ พร้อมให้บริการท่องเที่ยวปากีสถาน​หลังโควิด​-19 ผ่านไป


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top